ชูศูนย์สาธิตฯชัยนาทต้นแบบ พัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467741

news_default

ชูศูนย์สาธิตฯชัยนาทต้นแบบ พัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังตรวจเยี่ยมโครงการศูนย์สาธิตการเกษตรแบบผสมผสาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.สุขเดือนห้า อ.เนินขาม จ.ชัยนาท ว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชานุมัติให้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของนายศุภชัย ผดุงเจริญที่มีความความประสงค์จะน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินดังกล่าว และพัฒนาที่ดินเป็น “ศูนย์สาธิตการเกษตรแบบผสมผสาน” โดยใช้หลักการแนวคิดทฤษฎีใหม่ เพื่อเป็นศูนย์สาธิตเทคโนโลยีการเกษตร และเป็นแหล่งขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดีสู่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป โดยทางจ.ชัยนาท ได้แต่งตั้งหัวหน้าส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหัวหน้าส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องในจังหวัดเป็นคณะกรรมการดำเนินงาน วัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งสาธิตการเกษตรแบบผสมผสาน ด้านพืช การเลี้ยงสัตว์ และการประมง เป็นต้นแบบหรือดัดแปลงให้เหมาะสมในการนำไปใช้ในพื้นที่ของเกษตรกรได้ เป็นแหล่งขยายพันธุ์พืชดีสู่เกษตรกร เป็นศูนย์ฝึกอบรมและดูงานให้เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป และดำเนินกิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ ภายใต้กรอบการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทางกรมวิชาการเกษตรได้มอบหมายให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 (ชัยนาท) และศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาทเป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการให้คำปรึกษาแก่เจ้าหน้าที่ประจำโครงการ ซึ่งในส่วนของกรมวิชาการเกษตรจะให้คำปรึกษาด้านพันธุ์พืช เทคโนโลยีปลูกพืช การป้องกันกำจัดศัตรูพืช การจัดการดิน ปุ๋ยและน้ำ ในการผลิตพืชแก่เจ้าหน้าที่โครงการ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรดำเนินการให้คำปรึกษาด้านพันธุ์พืชไร่ ให้ข้อมูลและแนะนำวิธีการปลูกถั่วเขียวพันธุ์ชัยนาท 72 และข้าวโพดหวานพันธุ์ชัยนาท 2 ให้คำปรึกษาด้านการจัดการศัตรูพืช การจัดการดิน ปุ๋ย และน้ำตามความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ในโครงการประสานงานติดต่อเรื่องพันธุ์พืชที่จะปลูกภายในโครงการ ตลอดจนการให้คำปรึกษาด้านการแปรรูปผลผลิตที่ได้จากโครงการ

“ในวันนี้ได้มาขอศึกษาดูงานในโครงการพระราชดำริ เพื่อนำกลับไปเป็นแนวทางในการพัฒนาการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งปัจจุบันกำลังมีโครงการพาลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร จึงอยากให้เกษตรกรได้มาศึกษาเรียนรู้การทำการเกษตรตามแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ และมุ่งหวังว่าศูนย์สาธิตการเกษตรฯ ที่จ.ชัยนาทนี้จะเป็นศูนย์ต้นแบบ และขยายไปจังหวัดใกล้เคียงได้ อย่างไรก็ตาม ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ พร้อมเข้ามาสนับสนุนทั้งเรื่องปัจจัยการผลิต เทคโนโลยี และให้ความรู้แก่เกษตรกร”นางสาวมนัญญา กล่าว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ร่วมประชุมติดตาม ‘โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467783

อธิบดีกรมปศุสัตว์ร่วมประชุมติดตาม ‘โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า’

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2563, 17.07 น.

21 มกราคม 2563 เวลา 13.30 น. นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการด้านการติดตาม และประเมินผล ภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ครั้งที่ 1/2563 สรุปการดำเนินการและแผนการปฏิบัติงานในส่วนของกรมปศุสัตว์ ดังนี้

จากการดำเนินงานอย่างเข้มงวดร่วมกันหลายหน่วยงาน พบว่าสถานการณ์การเกิดโรคพิษสุนัขบ้าทั้งในคนและในสัตว์ลดลง กรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักตามยุทธศาสตร์ที่ 1 การเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ มีการดำเนินการควบคุม ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ประกอบด้วย

1) การบูรณาการบริหารจัดการวัคซีนครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย และบริษัทเอกชนที่นำเข้าวัคซีน

2) การสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพวัคซีน ประกอบด้วยการตรวจคุณภาพวัคซีนตรวจวิเคราะห์โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สอดคล้องตามมาตรฐานขององค์การสุขภาพสัตว์โลก OIE การพัฒนาห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์โดยศูนย์ทดสอบและวิจัยคุณภาพชีววัตถุสำหรับสัตว์ และการตรวจภูมิคุ้มกันหลังสัตว์ได้รับการฉีดวัคซีน ตรวจโดยสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติและมหาวิทยาลัยมหิดล

3) การสร้างความมั่นคงด้านวัคซีน มีกรอบระยะเวลาการดำเนินการ ได้แก่ การจัดซื้อวัคซีนผ่านองค์การเภสัชกรรม องค์การเภสัชกรรมผลิตวัคซีนภายในประเทศ และกรมปศุสัตว์ผลิตวัคซีนเองภายในประเทศ โดยมีการศึกษาวิจัยและพัฒนาร่วมกับสถาบันวัคซีนแห่งชาติ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

4) การเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมประชากรสัตว์พาหะนำโรคพิษสุนัขบ้า ตามนโยบายนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.กษ. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมจำนวนประชากรสุนัขและแมวจรจัดและด้อยโอกาส เพื่อลดจำนวนสัตว์พาหะนำโรคพิษสุนัขบ้า ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคและตัดวงจรโรคพิษสุนัขบ้า

โดยมีแผนปฏิบัติงานโรคพิษสุนัขบ้า ปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ประกอบด้วย โครงการฝึกอบรมอาสาปศุสัตว์ด้านโรคพิษสุนัขบ้า โครงการตรวจระดับภูมิคุ้มกันในสัตว์ที่ทำวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า โครงการความร่วมมือรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า โครงการเฝ้าระวังเชิงรุกเพื่อรองรับท้องถิ่นปลอดโรคพิษสุนัขบ้า โครงการปศุสัตว์ร่วมใจกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าเพื่อเฉลิมพระเกียรติศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี โครงการวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก 2563 (World Rabies Day 2020) โครงการประชารัฐร่วมใจกำจัดภัยโรคพิษสุนัขบ้าและควบคุมประชากรสุนัข-แมว (ทำหมัน) และโครงการขับเคลื่อนการสร้างพ้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้าในระดับท้องถิ่น มีแนวทางการกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า ประกอบด้วยการเฝ้าระวัง (Surveillance) เช่น การเก็บตัวอย่าง การสอบสวนทางระบาดวิทยา การเพิ่มประสิทธิภาพและพัฒนาปฏิบัติการ การควบคุม (Control) เช่น การฉีดวัคซีน การควบคุมการเคลื่อนย้าย การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประชาชน การป้องกัน (Prevention) เช่น การขึ้นสำรวจและการทะเบียนสุนัขและแมว การผ่าตัดทำหมันและการฉีดวัคซีนร่วมกันหน่วยงานในท้องถิ่น และการกำจัด (Eradication) เพื่อการปลอดโรคตามหลักเกณฑ์ของ OIE

ทั้งนี้ เพื่อให้การกำหนดกรอบแนวทางการติดตาม และประเมินผลโครงการฯ ประจำปี พ.ศ.2563 ของคณะอนุกรรมการฯ มีความครบถ้วนสมบูรณ์ ร่วมกันบูรณาการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานและขับเคลื่อนงานตามโครงการฯ ให้มีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรม มุ่งให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้าตามพระปณิธานฯ ต่อไป ณ ห้องประชุม 108 อาคารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล

ถกร่างแผนปฏิบัติการ พัฒนาผลไม้ไทย2565-2569 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467480

news_default

ถกร่างแผนปฏิบัติการ พัฒนาผลไม้ไทย2565-2569

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทยเปิดเผยว่า การประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย ครั้งที่ 1/2563 ซึ่งมีนายวราวุธ ชูธรรมธัช รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานรับทราบผลดำเนินงาน ภายใต้ยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2558 – 2562 ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งร่วมพิจารณาแนวทางจัดทำ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2565 – 2569 ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย ฉบับที่ 3ร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆสาระสำคัญของแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2565 – 2569 โดยสังเขป มี 4 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 เพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการผลไม้ในการผลิตและยกระดับมาตรฐานสินค้าไม้ผล ยุทธศาสตร์ที่ 2พัฒนาขีดความสามารถแข่งขันผลิตตลาดไม้ผล ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยุทธศาสตร์ที่ 3 สร้างความเข้มแข็งและความเสมอภาคให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรไม้ผลยุทธศาสตร์ที่ 4 บริหารจัดการทรัพยากรยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในการผลิตผลไม้ครบวงจร ร่วมกับ Fruit Board สำหรับข้อมูลและผลประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบจะต้องมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) และยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) ซึ่งเป็นกรอบทิศทางจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2565 – 2569 เพื่อรายงานความก้าวหน้าในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ และเสนอแผนให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

ทุ่มงบพัฒนาสหกรณ์พิษณุโลก111ล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467482

news_default

ทุ่มงบพัฒนาสหกรณ์พิษณุโลก111ล้าน

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายไพบูลย์ ณะบุตรจอม รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ จังหวัดพิษณุโลก ครั้งที่ 1/2563  เพื่อติดตามผลเบิกจ่ายชำระหนี้ พิจารณาอนุมัติเงินกู้ให้สหกรณ์ใช้เป็นทุนหมุนเวียนทางธุรกิจ และส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมให้เกษตรกรประกอบอาชีพตามความต้องการ

นายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก  เปิดเผยว่า  ที่ประชุมพิจารณาอนุมัติเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้สหกรณ์ 3 แห่ง 7,028,000 บาท จำแนกเป็น โครงการปกติ 2 แห่งคือ 1.สหกรณ์การเกษตรบางระกำ จำกัด 5,000,000 บาท เพื่อจัดหาน้ำมันดีเซลมาจำหน่าย
ให้สมาชิก 2.สหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านท่าง่าม จำกัด 1,500,000 บาท เพื่อเป็นทุนให้สมาชิกประกอบอาชีพเลี้ยงกระบือ 11 ราย  และโครงการพิเศษ 1 แห่งคือ สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด 528,000  บาทเพื่อเป็นทุนจัดหาปัจจัยการผลิตบริการสมาชิก 38 ราย ที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์ นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่า ปี 2563 จ.พิษณุโลก ได้รับจัดสรรวงเงินกู้กองทุนพัฒนาสหกรณ์ทั้งหมด 111,115,500  บาท จำแนกเป็นโครงการปกติ 90,000,000 บาท และโครงการพิเศษ 21,115,500  บาท ประกอบด้วย 1.โครงการพัฒนาศักยภาพการดำเนินงานศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ 2. โครงการฟื้นฟูการใช้อุปกรณ์การตลาด ASPL 3.โครงการส่งเสริมการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ดีแก่สหกรณ์ในสถาบันเกษตรกร ปี 2563 4.โครงการสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของสหกรณ์ (ปีที่ 4) และ5. โครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อการพัฒนาอาชีพสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งเป็นแผนบริหารเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลกที่จะดำเนินการปีนี้ เพื่อเสริมศักยภาพการดำเนินงานของสหกรณ์ให้มีบริการครอบคลุมทุกธุรกิจแบบครบวงจร  เอื้อประโยชน์ต่อเกษตรกรสมาชิกที่มาใช้บริการกับสหกรณ์ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้เป็นทุนประกอบอาชีพเกษตรกรรม สร้างอาชีพที่มีรายได้ที่ยั่งยืน ต่อไป

ก.เกษตรฯเร่งส่งมอบยางลอตใหม่ กว่า1.3พันตันให้3บริษัทคู่สัญญา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467483

news_default

ก.เกษตรฯเร่งส่งมอบยางลอตใหม่ กว่า1.3พันตันให้3บริษัทคู่สัญญา

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยถึงความคืบหน้าการส่งมอบยางตามบันทึกความเข้าใจ เพื่อความร่วมมือทางด้านธุรกิจ (MOU) โดยจะมีการส่งมอบยางลอตใหม่ให้บริษัท เอเชีย รับเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท พีแอนด์ดับบลิว รับเบอร์ จำกัด และ บริษัท Qingdao Richtech Supply Chain Management จำกัด ในเดือนมกราคมนี้ ประมาณ 1,350 ตัน ประกอบด้วยน้ำยางข้น 300 ตัน ยาง STR20 จำนวน 800 ตัน และยาง RSS 250 ตัน ซึ่งทั้ง 3 บริษัทต่างเป็นคู่สัญญาจากการลงนาม MOU เมื่อเดือน พฤศจิกายน 2562ที่ผ่านมา

โดยตามข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้ประมาณการเนื้อที่กรีดยางพาราในปี 2562 จำนวน 20.455 ล้านไร่ และคาดการณ์เนื้อที่กรีดยางพาราในปี 2563 จำนวน 20.579 ล้านไร่ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้น 0.60 เปอร์เซ็นต์ ส่วนด้านผลผลิตในปี 2563 คาดการณ์จะมีผลผลิต จำนวน 4.908 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวน 4.839 ล้านตัน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้น 1.41 เปอร์เซ็นต์

ด้านสถานการณ์ราคายางในประเทศผู้ผลิตยางที่สำคัญ (ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย) ในเดือนธันวาคม ปี 2562 (วันที่ 2 – 26 ธันวาคม 2562) โดยราคายางแท่งของมาเลเซีย (SMR 20) ในเดือนธันวาคม 2562 เฉลี่ยอยู่ที่ 145.59 US เซนต์/กก. โดยราคาสูงสุด ณ วันที่ 13 ธันวาคม 2562 ราคา 149.95 US เซนต์/กก. ราคายางแท่งอินโดนีเซีย (SIR 20) ในเดือนธันวาคม 2562 โดยราคาสูงสุด ณ วันที่ 12 ธันวาคม 2562 อยู่ที่ 149.90 US เซนต์/กก. มีราคาเฉลี่ยทั้งเดือน 147.14 US เซนต์/กก. สำหรับประเทศไทย เดือนธันวาคม ราคายางแผ่นดิบรมควัน เฉลี่ยราคา 48.29 บาท/กก.และยางแท่ง เฉลี่ยราคา 44.51 บาท/กก. โดยทิศทางราคายางพารายังเป็นไปในแนวทางเดียวกัน

สำหรับสถานการณ์ด้านการส่งออกของประเทศไทย มีปริมาณ รวมทั้งหมด 3,575,343.98 ตัน (มกราคม 2562-พฤศจิกายน 2562) โดยล่าสุดในเดือนพฤศจิกายน 2562 มีปริมาณการส่งออก 360,473.93 ตัน ทั้งนี้ ในเดือนพฤศจิกายน ประเทศไทยมีการส่งออก ผลิตภัณฑ์ยาง 11 ชนิด โดย ยางMixtures มีปริมาณการส่งออกยางแท่งมากที่สุด ปริมาณ 149,059.03 ตัน รองลงมาเป็นยางแท่ง ปริมาณ 99,065.32 ตัน อันดับสาม เป็นน้ำยางข้น ปริมาณ 58,731.22ตัน ทั้งนี้ ภาพรวมสถานการณ์มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการกลับเข้ามารับซื้อหลังจากช่วงเทศกาลปิดยาวในช่วงปีใหม่ แม้ว่าค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 126.5 ในเดือนธันวาคม จากระดับ 126.8 ในเดือนก่อน

อย่างไรก็ตาม จากธนาคารกลางจีนประกาศผ่อนคลายนโยบายการเงิน ด้วยการปรับลดสัดส่วน การกันเงินสำรองของสถาบันการเงิน (RRR) และความคืบหน้าในการทำข้อตกลงการค้า เฟสแรกระหว่างสหรัฐฯ และจีน อีกทั้ง ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากสัญญาณสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยสนับสนุนราคายาง แต่ต้องเฝ้าระวังปัจจัยกดดันจากสัญญาณตลาดล่วงหน้าต่างประเทศทั้ง 3 ตลาด ได้แก่ โตเกียว สิงคโปร์ และเซี่ยงไฮ้ ที่อยู่ในช่วงย่อตัวลง และมีแนวโน้มเทขาย มากกว่าแรงซื้อจากในช่วงก่อนหน้า เนื่องจากนักลงทุนกังวลสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง และค่าเงินบาทมีแนวโน้มยังคงแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหว อยู่ที่ 30.00-30.30 บาทและสมาคมผู้แทนจ่าหน่ายรถยนต์แห่งญี่ปุ่น(JADA) ร่วมกับสมาคมยานยนต์ขนาดเล็กและจักรยานยนต์ เผยยอดขายรถใหม่ในญี่ปุ่นลดลงร้อยละ 1.5 ในปี 2562 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านั้น ที่ระดับ 5,195,216 คัน และดัชนีภาคการผลิต ของสหรัฐฯ ปรับตัวลงสู่ระดับ 47.2 ในเดือนธันวาคม จากระดับ 48.1 ในเดือนก่อน

เล็งยกเครื่องบอร์ดกยท. บริหารงานยุคเทคโนโลยีดิจิทัล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467481

news_default

เล็งยกเครื่องบอร์ดกยท. บริหารงานยุคเทคโนโลยีดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มอบนโยบายบริหารงานยางพารายุคใหม่ ในที่ประชุมคณะกรรมการเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง กยท. ระดับประเทศ ครั้งที่ 2 ปี 2563 ที่ห้องประชุมชมพูภูคา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาจ.น่าน โดยกล่าวว่า  ในอนาคต กยท.ต้องลดบทบาทจากฐานะผู้ปฏิบัติและผู้ดำเนินการในบางส่วนที่ไม่จำเป็น เปลี่ยนมาเน้นบทบาทเป็นพี่เลี้ยง ผู้กำกับดูแล ส่งเสริมเกษตรกรชาวสวนยางและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ให้เข้มแข็งและดำเนินการบางเรื่องแทน กยท. ด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

ด้านการบริหารงบประมาณ นายประพันธ์กล่าวว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ตามมาตรา 49 ของกองทุนพัฒนายางพารา ต้องบริหารจัดการและใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเน้นที่นวัตกรรมและการศึกษาวิจัย งบประมาณตามมาตรา 49 (4) กองทุนพัฒนายางพารา ใช้สนับสนุนงานด้านวิจัยและค้นคว้าทดลอง เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมให้ยางพาราเกิดมูลค่าเพิ่มได้ ทุกภาคส่วนควรช่วยกันผลักดันให้ยางพารานำมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ลดอุปทานยางพารา สร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และช่องทางใช้ เพื่อให้เกิดความต้องการนำยางไปใช้เป็นวัสดุ หรือองค์ประกอบของสินค้าอุปโภคต่างๆด้วย

ประธานบอร์ด กยท. ย้ำทิ้งท้ายว่า ในฐานะที่ไทยเป็นผู้ผลิตยางรายใหญ่สุดของโลก เป้าหมายต้องพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านยางพาราของโลกด้วย ถ้าทำได้ สิ่งนี้จะเสมือนส่งมอบมรดกทรัพยากรยางพาราที่ยั่งยืนและมีมูลค่าให้ลูกหลาน ความสำเร็จของวงการยางพารา จะเกิดได้ด้วยพลังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ทั้งพี่น้องชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยาง และ กยท. ซึ่งจะส่งผลถึงความสำเร็จของผู้ที่มีอาชีพในวงจรยางพารา 1.7 ล้านครัวเรือนหรือ 10 ล้านคนทั่วประเทศ สุดท้ายคือความสำเร็จของประเทศไทยนั่นเอง

รักษ์เกษตร : ผักพื้นบ้าน…มีดี ขอบอก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467486

news_default

รักษ์เกษตร : ผักพื้นบ้าน…มีดี ขอบอก

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ผมทำสวนครับ อยากจะปลูกผักพื้นบ้านไว้รับประทาน และรวบรวมพันธุ์ไว้จะดีไหมครับ

ก้องศักดิ์ สวนศิลปะ

อ.นครชียศรี จ.นครปฐม

คำตอบ

ผักพื้นบ้าน หมายถึงพรรณพืชผักหรือพรรณไม้พื้นเมืองในท้องถิ่นที่ชาวบ้านนำมาบริโภค หาได้ทั่วไปในท้องถิ่น เป็นผักที่เกิดในแหล่งธรรมชาติ หนองบึง ริมน้ำ หรือชาวบ้านนำมาปลูกไว้ เพื่อความสะดวกในการเก็บประกอบอาหาร ส่วนใหญ่เป็นพืชผักที่ไม่ใช้สารเคมี จึงปลอดภัย ราคาไม่แพง อีกทั้งยังมีคุณประโยชน์มากมายมหาศาล ทั้งคุณค่าทางอาหารและสรรพคุณทางยา

ผักพื้นบ้านดีอย่างไร

1) ปลูกง่าย ไม่ต้องดูแลมากนักทั้งยังไม่มีโรคและแมลงรบกวน จึงมักไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีบางชนิดมีกลิ่นเฉพาะตัว เช่น กะเพรา มะกรูด สะระแหน่ แมงลัก ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยไล่แมลงไม่ให้รบกวนพืชผักอื่นๆ มักมีขายตลอดปีและพบได้ทั่วไปในท้องถิ่นจึงได้รับประทานผักสดและราคาถูกจริงๆ เพราะไม่ต้องมีค่าขนส่ง

2) ไม่ต้องปลูกบ่อย เป็นพืชที่ขึ้นได้ง่าย เพียงแต่เก็บยอด ดอก ใบ มารับประทาน ก็จะแตกหน่อ ชูช่อใบขึ้นมาใหม่ และมีให้เลือกมากมาย หมุนเวียนรับประทานได้ทั้งปี สามารถเก็บกินได้ไม่มีหมด ทั้งยังปลอดภัยจากยาฆ่าแมลง และปุ๋ย และสารเคมีอื่นๆ

3) มีคุณค่าในการสร้างภูมิคุ้มกัน เป็นพืชสมุนไพร สามารถเลือกสรรพืชผักที่มีประโยชน์ และตัดสิ่งที่มีโทษออกไป อาจนำมาบริโภคเป็นยาสมุนไพร รักษาโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน มะเร็ง โรคหัวใจ ฯลฯ โรคเหล่านี้ ป้องกันได้ด้วยการรับประทานผักพื้นบ้านราคาถูก เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจของไทย ช่วยให้ประหยัด และสอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น

4) ให้กากใยอาหารสูง จะช่วยดูดซับไขมัน ทำให้ไขมันดูดซึมเข้าร่างกายน้อยลง ช่วยลดระดับไขมันในเลือด ทั้งยังช่วยในการขับถ่าย ทำให้ท้องไม่ผูก ลำไส้ขับเคลื่อนกากอาหารได้ดีขึ้น ป้องกันไม่ให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร โรคท้องผูกเรื้อรัง ฯลฯ

5) มีคุณค่าทางโภชนาการให้ธาตุอาหารหลากหลาย มีวิตามินชนิดต่างๆ สารอาหารที่พบมากในผักพื้นบ้านมีหลายชนิด ที่สำคัญๆ ได้แก่ แร่ธาตุ และวิตามิน ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย ตัวอย่างเช่น

-ผักที่มีแคลเซียมสูง เช่น ใบชะพลู ใบยอ ผักกะเฉด ยอดแค สะเดา สะแล หน่อเหรียง มะเขือพวง ขี้เหล็ก ใบเหรียง กระถิน ตำลึง ฯลฯ

-ผักที่มีเบต้าแคโรทีนสูง ที่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกาย เช่น ใบย่านางผักแพว ตำลึง ยอดแค ใบกะเพรา ผักแว่น ใบแมงลัก ชะอม ฟักทอง ฯลฯ

-ผักที่มีธาตุเหล็กมาก เช่นผักกูด ขมิ้นขาว ผักแว่น ใบแมงลัก ใบกะเพรา ผักเม็ก ยอดมะกอก กระถิน ชะพลู ขี้เหล็ก ผักแขยง ฯลฯ

-ผักที่มีวิตามินซีมาก เช่นดอกขี้เหล็ก ยอดผักฮ้วน มะรุม พริก ยอดสะเดา ใบเหรียง มะระขี้นก ผักหวาน ผักเชียงดา ผักขี้หูด ฯลฯ

การนำผักพื้นบ้านประจำถิ่นมาปรุงประกอบอาหาร นับได้ว่าเป็นภูมิปัญญาของไทย ในการสร้างเสริมสุขภาพและรักษาโรคโดยไม่ต้องพึ่งยาและสารเคมี ในแต่ละภาคของประเทศไทยมีผักพื้นบ้านสามารถเลือกกินได้ตลอดปี และประชาชนควรเพิ่มการกินผักพื้นบ้านให้มากขึ้น จากประโยชน์อันหลากหลายของผักพื้นบ้านนี้ ควรให้การสนับสนุน ส่งเสริมการปลูก และการบริโภคผักพื้นบ้านของไทยให้แพร่หลายยิ่งขึ้น ช่วยกันส่งเสริมการขยายพันธุ์ผักพื้นบ้านที่หายาก ที่กำลังจะสูญพันธุ์ รวมทั้งแนะนำชักชวนคนรุ่นใหม่รับประทานผักพื้นบ้านกันมากๆ เพื่อประโยชน์ในด้านสุขภาพ และอนุรักษ์พืชผักพื้นบ้านของไทยมิให้สูญพันธุ์ไป เพราะนอกจากจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ผักพื้นบ้าน ให้ลูกหลานรู้จักและบริโภคกันต่อไป

นาย รัตวิ

ก.เกษตรฯผนึกพาณิชย์-สหกรณ์นาเกลือ ร่วมมือแก้ปัญหาเกลือทั้งระบบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467538

ก.เกษตรฯผนึกพาณิชย์-สหกรณ์นาเกลือ ร่วมมือแก้ปัญหาเกลือทั้งระบบ

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563, 18.28 น.

‘อลงกรณ์’แจงกระทรวงเกษตรฯผนึกพาณิชย์และสหกรณ์นาเกลือร่วมมือแก้ปัญหาเกลือทั้งระบบ เร่งขับเคลื่อนมาตรการแก้ปัญหาเกลือต่างชาติทุ่มตลาดพร้อมดึงหอการค้าสภาอุตสาหกรรมซื้อเกลือไทยเพิ่มรับมือฤดูการผลิตปีนี้

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย กล่าวชี้แจงถึงกรณีที่มีเกลือนำเข้าจากต่างประเทศในข่วง 11 เดือนแรกของปี 2562 มีปริมาณสูงถึง 18,498 ตันว่า กระทรวงเกษตรฯ โดย ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับทราบข้อมูลและเล็งเห็นถึงปัญหานี้มาตลอด จึงตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย โดยแต่งตั้งให้ตนเป็นประธานคณะกรรมการฯ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2562 และมีการประชุมอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ โดยให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกันการนำเข้าเกลือจากต่างประเทศ มาตรการสินเชื่อชาวนาเกลือและหาตลาดเพื่อระบายเกลือค้างสต๊อกและเกลือใหม่ที่กำลังมีผลผลิตออกมาเป็นพิเศษตามตามนโยบายของ รมว.เกษตรฯ

“ปัญหาการนำเข้าเกลือทะเลจากต่างประเทศเกือบ 20,000 ตันที่นำเข้ามาก่อนมีคณะกรรมการฯชุดนี้นั้น จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนของ คกก.นำมาหารืออย่างต่อเนื่องและในการประชุมเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562 มีผลสรุปมาตรการป้องกันการนำเข้าฯเป็น 3 แนวทางคือ

1.มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Antidumping) 2. มาตรการปกป้องการนําเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard) 3. มาตรการควบคุมการนำเข้าตามฤดูกาล (Seasons) จากนั้นจึงมอบให้ผู้แทนจาก ก.พาณิชย์ ซึ่งร่วมเป็นคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย นำไปพิจารณาหามาตรการที่เหมาะสมและเป็นที่มาของการประชุมคณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้อง (คปป.) กระทรวงพาณิชย์ครั้งที่ 1/2563 ซึ่งมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุมฯเมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา

เมื่อ ก.พาณิชย์ซึ่งเป็นกระทรวงที่ดูแลเรื่องกฏหมายและมาตรการทางการค้าพิจารณาว่าควรศึกษาการใช้มาตรการ Safeguard เพราะสามารถดำเนินการได้เร็วที่สุดและเห็นควรให้กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานดำเนินการฯ ตนจึงเร่งบรรจุเรื่องนี้เข้าสู่วาระการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยในวันพุธที่ 22 มกราคมนี้โดยทันที จะเห็นได้ว่าจากไทม์ไลน์คณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยโดย ก.เกษตรฯและ ก.พาณิชย์ใช้เวลาไม่ถึง 45 วันก็สามารถสรุปผลได้ชัดเจนและนำมาสู่แนวทางการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมได้ ” นายอลงกรณ์กล่าว

ในส่วนของสินเชื่อเพื่อชาวนาเกลือปีละ 1,500 ล้านบาทโดยใช้เกลือทะเลเป็นสินทรัพย์ค้ำประกันนั้น คกก.มีมติเห็นชอบในหลักการและมอบให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) เป็นหน่วยงานดำเนินการและจะสรุปรายละเอียดโครงการส่งให้ รมว.เกษตรฯพิจารณาได้ภายในเดือนนี้ รวมถึงเรื่องการจัดตั้งกองเกลือทะเลไทยให้เป็นหน่วยงานภายในมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องผลิตภัณฑ์เกลือโดยตรงนั้นก็ได้รับความเห็นชอบจากปลัดกระทรวงเกษตรแล้วเช่นกัน

นอกจากนี้แล้ว ตนในฐานะประธานคณะกรรมการฯยังนัดพบประธานสภาหอการค้าไทยและสมาชิก เพื่อหารือเรื่องการช่วยซื้อเกลือทะเลไทยในวันพุธที่ 28 มกราคมนี้อีกด้วยหลังจากนั้นจะไปพบประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเป็นการต่อไป นายอลงกรณ์กล่าวในที่สุด

‘วีระ’กัดไม่ปล่อย บุก’ปทส.’จี้คดีฟาร์มไก่’ปารีณา’บุกรุกป่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467485

news_default

‘วีระ’กัดไม่ปล่อย บุก’ปทส.’จี้คดีฟาร์มไก่’ปารีณา’บุกรุกป่า

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563, 15.34 น.

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2563 นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน เดินทางเข้าพบพล.ต.ต.วิวัฒน์ ชัยสังฆะ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปทส.) เพื่อสอบถามความคืบหน้าคดีน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) บุกรุกพื้นที่ป่าสงวน 46 ไร่ ปลูกสร้างโรงเรือนทำฟาร์มไก่ ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี

นายวีระ กล่าวว่า รู้สึกแปลกใจที่คดีนี้ส่งสำนวนไป 2 ชุด แต่กลับมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพียงคดีเดียวคือคดีของน.ส.ปารีณา แต่อย่างไรก็ตามเมื่อความคืบหน้าคดีทั้งหมด อยู่ที่กองกำกับการ 5 ปทส. ตนก็จะเดินทางไปสอบถามผู้รับผิดชอบสำนวนคดีต่อไป

มีรายงานว่า จากนั้นนายวีระหารือกับพนักงานสอบสวนกองกับกับการ 5 ถึงความคืบหน้าคดี ก็พบว่า คดีนี้มีการตั้งคณะพนักงานสอบสวนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา โดยพนักงานสอบสวนได้อธิบายความคืบหน้าคดี

“คดีมีความคืบหน้าไปกว่าร้อยละ 60-70 แล้ว และเชื่อว่า ในท้ายที่สุดจะมีการดำเนินคดีกับน.ส.ปารีณา ยอมรับว่ารู้สึกพอใจที่คดีมีความคืบหน้า และยอมรับว่าการย้ายโอนคดีจากพื้นที่เข้ามาส่วนกลางเพราะมีความพยายามดึงเวลาให้คดีมีความล่าช้าและมีการแซกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งรายละเอียดต่างๆตนทราบจากพนักงานสอบสวนแต่ไม่สามารถเปิดเผยได้เพราะเป็นความลับในสำนวนคดี”นายวีระ กล่าว

ด้านพล.ต.ท.วิวัฒน์ ยืนยันว่า ได้เสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอทำคดีไปตั้งแต่แรก ซึ่งขณะนี้ได้ตั้งคณะทำงานรวม 10 นาย ตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วนการทำงานจะช้าหรือ เร็ว ขึ้นอยู่กับการรวบรวมพยานหลักฐาน แต่เชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นาน และยอมรับว่าหากนำคดีนี้ไปเปรียบเทียบกับคดีของชาวบ้านทั่วไปก็นับว่ามีความซับซ้อน จึงต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้รัดกุมให้มากที่สุด จึงต้องใช้เวลาพอสมควร

‘เกษตรกรเลี้ยงโคนมมวกเหล็ก’ร้องนายกฯ ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ หลังโรคปากเท้าเปื่อยระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467462

news_default

‘เกษตรกรเลี้ยงโคนมมวกเหล็ก’ร้องนายกฯ ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ หลังโรคปากเท้าเปื่อยระบาด

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563, 15.07 น.

“เกษตรกรเลี้ยงโคนมมวกเหล็ก”ยื่นหนังสือ”บิ๊กตู่”วอนประกาศพื้นที่ภัยพิบัติเร่งด่วน หลังโรคปาก-เท้าเปื่อยระบาด เขต”ต.ลำพญากลาง-ลำสมพุง-พื้นที่ใกล้เคียงมวกเหล็ก”พร้อมจัดสรรงบฟื้นฟู

เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2563 ที่ศูนย์บริการประชาชน (ฝั่งก.พ.) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อย อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี นำโดย น.ส.กานดา ใจพินิจ และตัวแทนจำนวน 8 คน เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ผ่าน นายสาธิต สุทธิเสริม หัวหน้าฝ่ายประสานมวลชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

โดย น.ส.กานดา กล่าวว่า ข้อเรียกร้องของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคมนมได้ขอให้รัฐและผู้เกี่ยวข้องเร่งประกาศภัยพิบัติเร่งด่วน กรณีการแพร่ระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อยในเขต ต.ลำพญากลาง ต.ลำสมพุง และพื้นที่ใกล้เคียง อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี พร้อมกับดำเนินการจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกร ผู้ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติการแพร่ระบาดโรคปากและเท้าเปื่อยทุกราย

ขณะเดียวกันขอให้เร่งตรวจสอบกรณีความบกพร่องในการควบคุมโรคระบาดของกรมปศุสัตว์ ที่ส่งผลทำให้เกิดความเสียหายแก่เกษตรกร โดยไม่อาจควบคุมได้มายาวนานถึง 3 ปีเต็ม และยังคงระบาดหนักจนถึงขณะนี้ไม่อาจควบคุมได้ โดยขอให้มีมาตรการบังคับให้กรมปศุสัตว์ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบทุกราย และแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร เพื่อให้ได้รับการฟื้นฟูช่วยเหลืออย่างเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม ขอให้ประกาศพื้นที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี เป็นพื้นที่คุ้มครองให้เป็นพื้นที่เลี้ยงโคนมอาชีพพระราชทานให้ยั่งยืนต่อไป