รายงานพิเศษ : สศก.แนะพืชทดแทนเหมาะปลูกหน้าแล้ง ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์-ถั่วเขียว-ถั่วลิสง’ดูแลง่ายตลาดต้องการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467274

รายงานพิเศษ : สศก.แนะพืชทดแทนเหมาะปลูกหน้าแล้ง ‘ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์-ถั่วเขียว-ถั่วลิสง’ดูแลง่ายตลาดต้องการ

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63  ข้าวรอบที่ 2 (นาปรัง) 4.54 ล้านไร่
โดยข้อมูลเบื้องต้นจากการรายงานผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ณ 8 มกราคม 2563 พบว่า มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังแล้ว 3.12 ล้านไร่ หรือร้อยละ 68.72 ของแผน โดยในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) เกษตรกรปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 2.25 ล้านไร่ (แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน 1.59 ล้านไร่ ซึ่งไม่อยู่ในแผนการเพาะปลูก และนอกเขตชลประทาน 0.66 ล้านไร่) คิดเป็น 2.14 เท่าของแผนการเพาะปลูกข้าวนาปรังในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) ดังนั้น หากเกิดภัยแล้ง อาจเกิดปัญหาพิพาทการแย่งน้ำระหว่างเกษตรกร และปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคบางพื้นที่ รวมทั้งปัญหาที่เกษตรกรบางส่วนต้องซื้อน้ำหรือสูบน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะเพื่อไม่ให้ข้าวที่ปลูกไปแล้วเสียหาย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตข้าวนาปรังมีแนวโน้มสูงขึ้น

นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า จากข้อมูล สศก. ปี 2562 พบว่า ลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัด มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังประมาณ 7.89 ล้านไร่ ซึ่งในปี 2563 เกษตรกรในลุ่มน้ำเจ้าพระยาปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 2.25 ล้านไร่ ดังนั้น จะเหลือพื้นที่ที่ยังไม่ปลูกข้าวนาปรัง ประมาณ 5.64 ล้านไร่ โดย สศก.ศึกษาแนวทางส่งเสริมปลูกพืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อย ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) ที่ยังไม่ได้ปลูกข้าวนาปรัง ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ พืชตระกูลถั่ว (ถั่วลิสงถั่วเขียว) เนื่องจากเป็นพืชที่ทนแล้ง และดูแลรักษาง่าย โดย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผลิตได้ปีละประมาณ 4.73 ล้านตันขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ประมาณ8.44 ล้านตัน ผลผลิตจึงขาดอีกประมาณ 3.71 ล้านตัน (คิดเป็นพื้นที่ปลูก 4.74 ล้านไร่) อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่เหมาะสมและมีศักยภาพปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) มีเพียง 3.41 ล้านไร่เท่านั้น ดังนั้น ควรส่งเสริมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนข้าวนาปรังในลุ่มน้ำเจ้าพระยา (22 จังหวัด) ในพื้นที่ที่เหมาะสม 3.41 ล้านไร่ ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีต้นทุนการผลิต 4,370.18 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 7,810 บาท/ตัน เกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) จากการส่งเสริมปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสม 1,737.24 บาท/ไร่ ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ 2.67 ล้านตัน  (คำนวณจากผลผลิตต่อไร่ 782 กก.) ไม่ส่งผลกระทบต่อราคาแน่นอน เนื่องจากยังไม่เกินความต้องการใช้

ถั่วลิสง เป็นพืชปรับปรุงบำรุงดิน โดยปัจจุบันผลิตได้ปีละประมาณ 32,810 ตัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ประมาณ 115,000  ตัน ส่งผลให้ผลผลิตถั่วลิสงยังไม่เพียงพอประมาณ 80,000 ตัน ดังนั้น หากส่งเสริมปลูกถั่วลิสงทดแทนปลูกข้าวนาปรังและให้เพียงพอความต้องการอีก 80,000 ตัน จะต้องใช้พื้นที่ปลูกประมาณ 0.23 ล้านไร่ (คำนวณจากผลผลิตต่อไร่ 352 กก.) โดยถั่วลิสง มีต้นทุนการผลิต 5,943 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 56.09 บาท/กก. เกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) ถึง 13,800.68 บาท/ไร่

ถั่วเขียว นอกจากเป็นพืชช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดินแล้ว ยังใช้น้ำน้อยและดูแลรักษาง่าย ปัจจุบันผลิตได้ปีละประมาณ 112,485 ตัน ขณะที่ความต้องการใช้อยู่ที่ประมาณ 134,000 ตัน ส่งผลให้ผลผลิตถั่วเขียวยังไม่เพียงพอประมาณ 20,000 ตัน ดังนั้น หากจะส่งเสริมปลูกถั่วเขียวทดแทนการปลูกข้าวนาปรังและให้เพียงพอกับความต้องการอีก 20,000 ตัน จะต้องใช้พื้นที่ปลูกประมาณ 0.14 ล้านไร่ (คำนวณจากผลผลิตต่อไร่ 140 กก.) โดยถั่วเขียวมีต้นทุนการผลิต 2,397 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 21.71 บาท/กก. เกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 642.40 บาท/ไร่

กรมชลฯถอดบทเรียนปี’58บริหารจัดการน้ำ ช่วยประปา4จว.ลุ่มเจ้าพระยาพ้นวิกฤติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467271

news_default

กรมชลฯถอดบทเรียนปี’58บริหารจัดการน้ำ n ช่วยประปา4จว.ลุ่มเจ้าพระยาพ้นวิกฤติ

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมชลประทานประสบผลสำเร็จในการแก้ปัญหาน้ำคลองชัยนาท-ป่าสักที่ลดต่ำลงจนกระทบน้ำดิบที่กรมส่งให้การประปาส่วนภูมิภาค(กปภ.) และการประปาขององค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่นรวม 60 แห่ง เพื่อผลิตน้ำประปาส่งให้ราษฎรใน 8 อำเภอ 4 จังหวัดเรียบร้อยแล้ว โดยนำประสบการณ์แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในปี 2558 มาใช้ ด้วยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 6 เครื่อง ที่ประตูระบายน้ำมโนรมย์ บริเวณปากคลองชัยนาท-ป่าสัก เพื่อสูบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาสูบเสริมเข้าคลองวันละ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) จนคลี่คลายสถานการณ์ได้ภายใน 5 วัน นับจากเกิดเหตุ ทำให้ครั้งนี้ประชาชนไม่เดือดร้อนแต่อย่างใด

สำหรับสาเหตุการลดลงของระดับน้ำในคลองชัยนาท-ป่าสัก ช่วงที่ผ่านมา สืบเนื่องจากค่าความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาที่สถานีสูบน้ำสำแลของการประปานครหลวง(กปน.) เกินค่ามาตรฐาน กรมชลประทานจึงต้องระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาไปช่วยผลักดันน้ำเค็มให้พ้นจากจุดสูบน้ำของกปน.วันละกว่า 8 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ประกอบกับยังมีพื้นที่การเกษตรลุ่มเจ้าพระยาที่ทำนาปีล่าช้า เนื่องจากฝนทิ้งช่วงประมาณ 250,000 ไร่ต้องการใช้น้ำช่วงเดือนธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดการดึงน้ำออกจากแม่น้ำเจ้าพระยาไปใช้ในเวลาเดียวกัน ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาลดต่ำลง ไม่สามารถไหลเข้าคลองชัยนาท-ป่าสัก และได้ส่งผลกระทบโดยตรงทำให้น้ำในคลองชัยนาท-ป่าสัก ลดต่ำลง

อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์น้ำจะเข้าสู่สภาวะปกติ ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น บริหารจัดการน้ำเข้าคลองชัยนาท-ป่าสัก โดยไม่ต้องสูบแล้วก็ตาม แต่กรมยังต้องติดตามสถานการณ์ในคลองตลอดความยาว 132 กิโลเมตร ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ นอกจากนี้ กรมยังใช้คลองชัยนาท-ป่าสักลำเลียงน้ำไปสมทบกับแม่น้ำป่าสักเหนือเขื่อนพระรามหก
เพื่อทดน้ำเก็บน้ำไว้ ก่อนส่งเข้าคลองระพีพัฒน์ใช้เป็นน้ำต้นทุนให้อ.ภาชี จ.สระบุรี อ.คลองหลวง อ.หนองเสือ อ.เมือง และอ.ธัญญบุรี จ.ปทุมธานี ด้วย ดังนั้น ถ้าแนวโน้มน้ำลดลงกรมชลประทานจะเข้าไปแก้ไขทันที รวมทั้งเตรียมแผนผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง มาช่วยผลักดันน้ำเค็มแทนการใช้น้ำจาก 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา ที่มีปริมาณน้ำต้นทุนจำกัดอีกด้วย

สั่งจนท.คุมเข้มห้ามเผาลดฝุ่นควันพิษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467270

news_default

สั่งจนท.คุมเข้มห้ามเผาลดฝุ่นควันพิษ

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ได้สั่งการไปยังจังหวัดให้เร่งดำเนินการควบคุมไม่ให้มีการเผาในพื้นที่การเกษตรในความรับผิดชอบอย่างเคร่งครัด และเร่งสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรตระหนักถึงผลกระทบจากการเผา รวมทั้งให้ความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่แก้ไขป้องกันปัญหาหมอกควันที่เกิดจากการเผาและฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เกิดจากสาเหตุอื่น ตลอดจนสนับสนุนมาตรการ ที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร ได้แก่ ส่งเสริมให้เกษตรกรเตรียมพื้นที่เพาะปลูก โดยไถกลบตอชังทดแทนการเผา ส่งเสริมการนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาแปรสภาพให้เกิดประโยชน์ เช่น ทำปุ๋ยหมัก ปลูกเห็ดฟาง ผลิตอาหารสัตว์ ทำถ่านอัดแท่งหรือของประดับ โดยเกษตรกรสามารถดาวน์โหลดคู่มือและคำแนะนำการทำเกษตรปลอดการเผาได้ที่ http://www.royalagro.doae.go.th/?page_id=3794 กรมยังนำมาตรการที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรเข้าที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัด (อ.พ.ก.) และคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานโยบายสำคัญและการแก้ปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด (Chief of Operation : CoO) เพื่อยกระดับความร่วมมือและความสำคัญ ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนหากพบการเผาเศษวัสดุในพื้นที่การเกษตรให้แจ้งสายด่วนฉุกเฉิน 1784 สำหรับทุกพื้นที่ หรือ 1362 ตลอด 24 ชั่วโมงสำหรับพื้นที่ป่า

ล่าสุดในปี 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรตลอดจนหน่วยงานในสังกัดระดับพื้นที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนเกษตรเพื่อป้องกันแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร สร้างความรู้ความเข้าใจให้เกษตรกรแล้ว 15,720 ราย สร้างเป็นวิทยากรด้านทำการเกษตรปลอดการเผา รวมทั้งสร้างชุมชนเกษตรปลอดการเผาต้นแบบ 166 แห่ง ในพื้นที่ 26 จังหวัด ประกอบด้วย 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน น่าน แพร่ พะเยา ตาก และอุตรดิตถ์ และ 16 จังหวัดที่มีการเผาในพื้นที่การเกษตรสูง ได้แก่ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครนายก นครพนม นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ ร้อยเอ็ด ลพบุรี สกลนคร และอุดรธานี ตลอดจนร่วมมือกับหน่วยงานภาคีในพื้นที่ทั้งภาครัฐและเอกชนรณรงค์ในท้องถิ่นร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ช่วงวิกฤติหมอกควันภาคเหนือ จัดทำแปลงนำร่องสาธิตเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุทดแทนการเผา ได้แก่ ไถกลบตอซัง 135 แห่ง 4,110 ไร่ ลดต้นทุนใช้ปุ๋ยเคมี คิดเป็นมูลค่า 1,407,144 บาท ผลิตปุ๋ยอินทรีย์/ปุ๋ยหมัก/ปุ๋ยพืชสด/วัสดุเพาะปลูก 307 แห่ง 71,872 กิโลกรัม สร้างรายได้ 287,488 บาท การเพาะเห็ด 10,100 กิโลกรัม สร้างรายได้ 1,515,000 บาท ผลิตถ่านอัดแท่งจากซังข้าวโพด 1,150 กิโลกรัม สร้างรายได้ 23,000 บาท และปลูกพืชทางเลือก 14 แห่ง 35 ไร่ สำหรับปี 2563 เริ่มอบรมเกษตรกรแล้ว วางแผนสร้างชุมชนเกษตรปลอดการเผาต้นแบบรวม 210 แห่ง และสร้างเกษตรกรเป็นวิทยากรทำการเกษตรปลอดการเผารวม 16,800 ราย ซึ่งจะต่อยอดขยายผลการดำเนินงานดังกล่าวต่อไป

ชายคาพระพิรุณ : 20 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467268

586851

ชายคาพระพิรุณ : 20 มกราคม 2563

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ใต้ร่มชายคาพระพิรุณ ยุครัฐบาลประชาธิปไตย นักการเมืองเป็นใหญ่ สามารถกำหนดชี้เป็น ชี้ตายได้ทุกเรื่อง จนบางกรณีไม่ได้คำนึงถึงความเหมาะสมและหลักเกณฑ์ที่ควรจะเป็น ช่างแตกต่างจากยุครัฐบาลทหารที่ใครๆ เขาก็ว่าเป็นเผด็จการ แต่ก็เห็นหลายกรณีมีการอะลุ่มอล่วยเปิดใจรับฟังเหตุผล ยึดผลประโยชน์ของภาพรวมเป็นที่ตั้ง แต่ขณะนี้ดูเหมือนหลายๆ เรื่องผิดรูปผิดแบบที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเรื่องของงบประมาณที่บางหน่วยงานโดนตัดไปอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งที่เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจจำเป็นและสำคัญต่อการขับเคลื่อนภาคเกษตรโดยรวมของประเทศ เมื่อถูกตัดงบประมาณก็คงส่งผลให้งานขับเคลื่อนต่อไปได้ยากและส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรไทยไม่น้อย โดยเฉพาะการตรวจรับรองมาตรฐานต่างๆ ให้เกษตรกร สวนทางกับนโยบายยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรเสียเหลือเกิน ยิ่งไปกว่านั้นยังส่งผลกระทบต่อลูกจ้างเหมาซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการปฏิบัติงานภาคสนามหลายๆ ภารกิจ ที่ต้องตกงานอีกหลายร้อยชีวิต บางครอบครัวต้องตกงานทั้งผัวทั้งเมีย
สร้างเวรสร้างกรรมแท้ๆ อยากรู้เหตุผลที่แท้จริงของการตัดงบประมาณเหมือนกันว่าเพราะอะไร…นี่ยังไม่รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ ผอ.ระดับรองอธิบดี ที่ได้ข่าวแว่วๆ มาว่าดูเหมือนจะกลับไปสู่รูปแบบเดิมๆ เหมือนในอดีตอีกแล้ว ที่ใครอยากได้ตำแหน่งก็ต้องวิ่งหานักการเมือง ใช้ระบบเอาคนของตัวเองหรือพวกพ้อง หรือข้าราชการที่อยู่ในเครือข่ายฝ่ายการเมืองเข้ามา ทั้งที่สิ่งที่ควรจะเป็นคืออำนาจการคัดกรองควรอยู่ในระดับกรมคัดเลือกคนที่เหมาะสมทั้งความรู้ความสามารถและประสบการณ์ ก่อนจะส่งพิจารณาในขั้นตอนตามลำดับ แต่ปัจจุบันบางกรม คนวิ่งตำแหน่งแทบจะไม่เห็นหัวอธิบดีแล้ว ดิ่งตรงเข้าหารัฐมนตรีให้มันรู้เรื่องไปเลย ไม่ต้องอ้อมให้เสียเวลา ยิ่งกระทรวงเกษตรฯ มีรัฐมนตรี 4 คน
จาก 4 พรรคการเมือง ฝุ่นก็คงตลบอบอวลยิ่งกว่าฝุ่น PM2.5 เสียอีกกระมัง เผลอๆวิ่งชนขัดขากันเองทั้งข้าราชการทั้งรัฐมนตรีเพราะต้องการดันพวกตัวเองขึ้นนั่นเอง…

จากกรณีปัญหาการบริหารงานของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ส่งผลให้สหกรณ์มีหนี้สินจำนวนมาก ขาดสภาพคล่องสืบเนื่องมาตั้งแต่ ปี 2559 นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ แจ้งว่า นับตั้งแต่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ตรวจพบความผิดปกติของงบการเงินของสหกรณ์ ส่งผลให้สหกรณ์ขาดสภาพคล่องทางการเงินและส่งผลกระทบต่อสมาชิกและสหกรณ์ที่ทำธุรกรรมทางการเงินกับสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด นั้น กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ดำเนินการติดตามแก้ไขปัญหาของสหกรณ์ตามอำนาจหน้าที่มาอย่างต่อเนื่อง โดยรายงานข้อสังเกตให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบและแต่งตั้งผู้สอบบัญชีสหกรณ์จากส่วนกลางเข้าตรวจสอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานการสอบบัญชีและประเมินผลการควบคุมภายใน เพื่อให้สหกรณ์ฯ มีสภาพคล่องได้ตามปกติ ซึ่งขณะนี้สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ยังมีสภาพคล่องที่จะให้สมาชิกกู้หรือถอนเงินฝากได้ตามปกติและกำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนดำเนินคดีกับอดีตกรรมการและผู้จัดการสหกรณ์ จำนวน 6 ราย ที่กู้เงินสหกรณ์โดยผิดระเบียบ โดยเบื้องต้นสหกรณ์ได้มีการชำระหนี้ให้กับสหกรณ์ที่นำเงินมาฝากแล้วประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งจะได้มีการสอบทานว่ามีการชำระจริงเพื่อพิสูจน์ความมีอยู่ของเจ้าหนี้ ในส่วนของสหกรณ์เจ้าหนี้ที่สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ยังไม่ได้ชำระหนี้เงินกู้ให้นั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ซึ่ง นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบ เข้าดูแลและติดตามการแก้ไขปัญหาของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด และได้หารือในเบื้องต้นในเรื่องการปรับระเบียบและกฎหมาย ให้มีความรัดกุมและครอบคลุมการดำเนินงานของสหกรณ์มากขึ้น ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ยืนยันว่า ปฏิบัติตามภารกิจหน้าที่ในการสอบบัญชีอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สหกรณ์มีระบบการเงินการบัญชีและมีการควบคุมภายในที่ดี สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างโปร่งใส ซึ่งถือเป็นการช่วยดูแลรักษาผลประโยชน์ให้กับสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ แต่เหตุทุจริตที่เกิดขึ้นในสหกรณ์บางแห่ง หลายกรณีส่วนใหญ่เกิดจากระบบการควบคุมภายในของสหกรณ์หรือมีการไม่ปฏิบัติตามระบบการควบคุมภายในที่กำหนด หรือการทุจริตที่เกิดจากตัวบุคคล รวมไปถึงการที่สมาชิกไม่ได้ติดตามการดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับโดยสม่ำเสมอ จนไม่ทราบข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้น จึงต้องมีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน สมาชิกจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ ตลอดจนหลักการและวิธีการสหกรณ์และการตรวจสอบการเงินการบัญชีและการดำเนินการของสหกรณ์ รับรู้ข้อมูลทางบัญชีสหกรณ์ทั้งภาพรวมและของตนเอง เพื่อสิทธิประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์เอง อีกทั้ง สหกรณ์แต่ละแห่งอาจมีการเพิ่มช่องทางการติดต่อส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างสหกรณ์กับสมาชิก เพื่อสร้างความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก ซึ่งสหกรณ์อาจนำไปพิจารณาตามความเหมาะสมกับสภาพของสหกรณ์ต่อไป โดยนายโอภาสยังย้ำอีกว่า ที่ผ่านมากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้พัฒนางานระบบบัญชีและสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการงานสหกรณ์ให้มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือเสริมสร้างความ
เข้มแข็งทางการเงินของสหกรณ์ อาทิ โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร หรือแอพพลิเคชั่น Smart 4M ซึ่งมีให้บริการให้คำแนะนำและติดตั้งให้ฟรีแก่ทุกสหกรณ์ที่มีความพร้อมใช้งาน เพื่อพัฒนาบุคลากรสหกรณ์ทั้งกรรมการดำเนินการ ฝ่ายจัดการ ผู้ตรวจสอบกิจการ ให้มีศักยภาพในการใช้ข้อมูลทางการเงินบริหารจัดการสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงของการทุจริตในสหกรณ์ได้อีกด้วย

ขุนเกษตรา

รมช.เกษตรฯลงใต้ สั่งลุยโครงการส่งเสริมเลี้ยงสัตว์สร้างอาชีพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467258

รมช.เกษตรฯลงใต้ สั่งลุยโครงการส่งเสริมเลี้ยงสัตว์สร้างอาชีพ

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 19.15 น.

19 มกราคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงเรียนเขาขุนพนม อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมชี้แจงขั้นตอน แนวทางการดำเนินงานตามโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ตามโครงการเกษตรสร้างชาติ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์,ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีนายธีระ วงศ์สมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ,นายอรุณชัย พุทธเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ,นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายครรชิต สุขเสถียร รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) นายพงษ์เทพ ไข่มุกด์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ,นายธนพัฒน์ พันธ์สนิท ปศุสัตว์จังหวัด และเกษตรกรทั้ง 23 อำเภอของจังหวัดนครศรีธรรมราช กว่า 1,000 คน ให้การต้อนรับ และแสดงความคิดเห็นปัญหาการทำปศุสัตว์

ทั้งนี้วัตถุประสงค์ของการจัดประชุมครั้งนี้ เพื่อสร้างความรับรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับ นโยบาย ความเป็นมา แนวทางการดำเนินงานตามโครงการฯ ให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ และ ผู้เกี่ยวข้องทราบ เป้าหมายสำคัญเพื่อเพิ่มขีดความสามารถภาค การเกษตรไทย รวมทั้งฟื้นฟูอาชีพแก่เกษตรกร บรรเทาความเดือดร้อนเสียหายอันเนื่องมาจาก ภัยธรรมชาติและผลกระทบจากราคาพืชผลตกต่ำ สร้างโอกาสและทางเลือก ใหม่เกษตรกร ได้ประกอบอาชีพทางการเกษตร ได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

นายประภัตร กล่าว่า การประชุมชี้แจง แนวทางการด าเนินงานโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง (เกษตรสร้าง ชาติ) ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับ ธ.ก.ส. ในพื้นที่จังหวัด นครศรีธรรมราช ในวันนี้ รัฐบาล ได้ตระหนักและมีความเป็นห่วงเกษตรกร และประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบจากภัยพิบัติ ทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง ที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำซากในหลายพื้นที่ ทำให้ เกษตรกรไม่สามารถทำการเกษตรได้ตามปกติ ผลผลิตได้รับความเสียหายและได้รับ ผลกระทบด้านราคา อีกทั้งเกษตรกรรายย่อยมักขาดโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อใช้ใน การฟื้นฟูหรือปรับเปลี่ยนอาชีพ รัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีนโยบายให้ ความช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชน ให้สามารถประกอบอาชีพและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง หรือ โครงการเกษตรสร้าง ชาติ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับ ธ.ก.ส.

สำหรับจังหวัดนครศรีธรรมราช มีเนื้อที่ 9,942 ตารางกิโลเมตร ( 6.24 ล้านไร่) เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ประมาณ 4.15 ล้านไร่ แบ่งเขตการปกครองเป็น 23 อำเภอ 165 ตำบล 1552 หมู่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 185 แห่ง ประชากร 1.56 ล้านคน ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรมจำนวน 170,800 ครัวเรือน ถือเป็นอาชีพอันดับต้นของจังหวัด

‘เฉลิมชัย’สั่งด่วนที่สุดทุกหน่วยงาน เดินหน้ารับมือภัยแล้งทั่วประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467233

news_default

‘เฉลิมชัย’สั่งด่วนที่สุดทุกหน่วยงาน เดินหน้ารับมือภัยแล้งทั่วประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2563, 14.11 น.

“เฉลิมชัย”สั่งด่วนที่สุดทุกหน่วยงาน เดินหน้ารับมือภัยแล้งทั่วประเทศ ลดความเดือร้อนประชาชนให้น้อยที่สุด เร่งเพิ่มแหล่งน้ำแก้มลิง421โครงการแล้วเสร็จโดยเร็ว เพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า1.2ล้านไร่

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สั่งการด่วนที่สุดให้ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร นำเสนอสถานการณ์น้ำและการบรรเทาผลกระทบต่อปลัดกระทรวงฯ และ รมว.เกษตรฯ ทุกวัน อีกทั้งให้ทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทำแผนปฏิบัติการรับมือภัยแล้งทั่วประเทศ จัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ ลดความเดือดร้อนประชาชนให้น้อยที่สุดทั้งนี้กรมชลประทาน จะเร่งก่อสร้างแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และแก้มลิงที่อยู่ระหว่างดำเนินการให้แล้วเสร็จรวม 421 โครงการ จะเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1,232,121 ไร่ และปริมาตรเก็บกัก 942 ล้าน ลบ.ม.สำหรับงบประมาณปี 2563 จะดำเนินโครงการเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 176,968 ไร่ และปริมาตรน้ำเก็บกัก 199.54 ล้าน ลบ.ม.จากสภาพฝนมีความผันแปรสูงมากในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำท่าและน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2562 ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ ใช้น้ำเกินแผนที่ได้จัดสรรไว้ทำให้เกิดปัญหาการรุกล้ำของน้ำเค็ม ส่งผลต่อระบบนิเวศและคุณภาพน้ำด้านอุปโภค-บริโภคและเกษตรกรรม ซึ่งต้องผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างในฤดูแล้ง ปี 2562/2563 ปริมาตร 850 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ ความจำเป็นเร่งด่วนคือ การพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อให้มีแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น การทำแก้มลิง เพื่อให้มีน้ำใช้อุปโภคบริโภคในชุมชน ขุดสระน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานขนาด 1,260 ลบ.ม.ให้เกษตรกรที่ขอรับการสนับสนุนทั่วประเทศ  40,000 บ่อ เพื่อกักเก็บน้ำ บรรเทาและชะลอความแห้งแล้ง เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ดินในฤดูฝนทิ้งช่วงหรือฤดูแล้งในระดับไร่นา ให้เกษตรกรสามารถมีน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง สำหรับปลูกพืชผักแบบผสมผสานเลี้ยงปลา ตกกล้า ซึ่งเป็นการทำการเกษตรแบบใช้น้ำน้อย

นอกจากนี้ ยังสั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจัดหน่วยการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว 3 ชุด พร้อมปฏิบัติการทั่วประเทศในบริเวณที่สภาพอากาศเอื้ออำนวยเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม การเติมน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ รวมทั้งการบรรเทาปัญหาหมอกควันและไฟป่าด้วย

กรมสมเด็จพระเทพฯพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศการประกวดงาน‘วันแพะแห่งชาติ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/467036

กรมสมเด็จพระเทพฯพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศการประกวดงาน‘วันแพะแห่งชาติ’

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563, 21.01 น.

กรมสมเด็จพระเทพฯพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศการประกวดงาน‘วันแพะแห่งชาติ’

17 มกราคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 17 ประจำปี 2563 พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ประธานเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะแกะแห่งประเทศไทย เกษตรกรและประชาชนในพื้นเข้าร่วมงานในครั้งนี้

กรมปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานหลักที่มีภารกิจในด้านการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงแพะแก่เกษตรกร โดยแนวทางที่ใช้ในการส่งเสริม ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุน การเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูป และการจัดการด้านการตลาด เน้นการตลาดนำการผลิต ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งวิธีการหนึ่งที่ดำเนินการในด้านการส่งเสริม คือการจัดงานมหกรรมปศุสัตว์ การจัดงานแพะแห่งชาติ ที่มีกิจกรรมหลัก ได้แก่ การจัดงานประกวดพันธุ์แพะ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และนวัตกรรม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันจากนักวิชาการ แกนนำเกษตรกร สถาบันการศึกษา และผู้มีประสบการณ์ด้านต่างๆ ที่มาพบปะกันในงาน การนำสินค้าและผลิตภัณฑ์จากสัตว์ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากแพะมาจัดแสดงและจำหน่าย เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผู้คนรับรู้ในวงกว้าง

กรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญกับการเลี้ยงแพะ จึงได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงแพะมาอย่างต่อเนื่อง จากสถิติในปี 2562 มีแพะที่เลี้ยงรวม 832,533 ตัว (แพะเนื้อ 803,768 ตัว แพะนม 28,765 ตัว) เกษตรกร 65,850 ครัวเรือน ซึ่งปัจจุบัน กรมปศุสัตว์ได้ส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงแพะ โดยการขับเคลื่อนเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะ ตั้งแต่ปี 2552 ปัจจุบัน มีกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงแพะจำนวน 531 กลุ่ม ชมรมแพะระดับจังหวัด 64 ชมรมจังหวัด เครือข่ายระดับเขต 9 เขต สมาชิกเกษตรกรเลี้ยงแพะ 8,877 ราย มีแพะจำนวน 244,510 ตัว และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ งบประมาณจากจังหวัด งบประมาณจากกลุ่มจังหวัด และงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ ได้มีแนวทางปรับเปลี่ยนอาชีพการเกษตรที่ผลผลิตมีปัญหาด้านการตลาด ได้แก่การทำนา การทำสวน ให้ปรับเปลี่ยนเป็นเลี้ยงแพะเป็นอาชีพมากขึ้น จากการประมาณการพบว่าจำนวนแพะที่ใช้บริโภคในประเทศ ประมาณปีละ 377,000 ตัว โดยมีการส่งออกแพะไปยังตลาดมาเลเชีย ประมาณ 100,000 ตัว/ปี ตลาดลาว และเวียดนาม ประมาณ 40,000 ตัว/ปี

นอกจากนั้น มีการนำเข้าแพะจากประเทศพม่า จำนวน 39,231 ตัว/ปี ซึ่งสรุปภาพรวมการผลิตแพะในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะได้มีการพัฒนาทั้งด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุน การเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูป และการจัดการด้านการตลาดตลอดจนการสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มและเครือข่ายเกษตรกร อย่างเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล กรมปศุสัตว์จึงกำหนดให้มีการจัดงานแพะแห่งชาติเป็นประจำทุกปี โดยจัดติดต่อกันมาแล้ว 16 ครั้ง ในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 17 โดยได้ร่วมกับจังหวัดสระบุรี ซึ่งมีศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง (ไร่เขาบัวทอง) ร่วมเป็นแม่งาน รวมถึง ส่วนราชการ และภาคเครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะในพื้นที่ ร่วมกันจัดงานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 17 ประจำปี 2563 ขึ้น ซึ่งกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 17 – 19 มกราคม 2563 ณ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง (ไร่เขาบัวทอง) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี และทุกครั้งที่ผ่านมามีการตอบรับจากเกษตรกร นักวิชาการ ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่สนใจที่มาร่วมงานเป็นอย่างดี

สำหรับในปีนี้ กรมปศุสัตว์ ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศ การประกวดแพะ ประเภทแกรนด์แชมเปี้ยน แพะเนื้อ/แพะนม (เพศผู้ และเพศเมีย) รวม 4 รางวัล วัตถุประสงค์ของการจัดงาน คือ 1. เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกษตรกรเลี้ยงแพะมีการตื่นตัวในการดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาการเลี้ยง การจัดการฟาร์ม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 2. เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ระหว่างเกษตรกร นักวิชาการและผู้เกี่ยวข้องในการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงแพะ การจัดสัมมนาวิชาการเรื่อง “ตลาดแพะนำการผลิต พิชิตปัญหาเกษตรกร นำพาประเทศสู่เศรษฐกิจเข้มแข็ง”

3. การประชุมเสวนาเกษตรกร หัวข้อ “แพะไทยคุณภาพ เกษตรกรเข้มแข็ง สู่ตลาดนานาชาติ” เพื่อสานสัมพันธ์เครือข่ายเกษตรกรเลี้ยงแพะแกะแห่งประเทศไทย 4. เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการพัฒนาการแปรรูป และการตลาดให้เป็นไปในแนวทางที่เหมาะสม 5. เพื่อส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ตลาดแพะ ให้กว้างขวางทั้งตลาดในพื้นที่และตลาดประเทศเพื่อนบ้าน และ 6. เพื่อส่งเสริมการตลาด ให้แก่เกษตรกรเลี้ยงแพะ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมงานฯ ในครั้งนี้ ที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง (ไร่เขาบัวทอง) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี

กรมวิชาการเกษตรจับมือ4บ.เอกชน พัฒนาขยายผลงานวิจัยเชิงพาณิชย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466692

news_default

กรมวิชาการเกษตรจับมือ4บ.เอกชน พัฒนาขยายผลงานวิจัยเชิงพาณิชย์

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ผสานความร่วมมือ4 ผู้ประกอบการภาคเอกชน ร่วมลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับข้าวโพดและข้าวฟ่าง” “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับข้าว” และ “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับอ้อยและมันสำปะหลัง” เน้นถ่ายทอดข้อมูลองค์ความรู้งานวิจัยด้านการเกษตร มุ่งพัฒนาขยายผลงานวิจัยปรับใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพื่อยกระดับการผลิตผลิตภัณฑ์ปุ๋ยชีวภาพที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน มีราคาถูก และยังเป็นประโยชน์ในการช่วยยกระดับภาคการเกษตรและเศรษฐกิจของไทย พร้อมสร้างความเข้มแข็งภาคการเกษตรก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรกำหนดพิธีลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับข้าวโพดและข้าวฟ่าง” “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์สำหรับข้าว” และ “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับอ้อยและมันสำปะหลัง” วันศุกร์ที่ 17 มกราคมที่ โถงชั้น 1 อาคารศูนย์ปฏิบัติการฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมวิชาการเกษตร โดยมีนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานและร่วมเป็นสักขีพยาน และตัวแทนจากผู้ประกอบการภาคเอกชน 4 บริษัทลงนามในบันทึก คือ บริษัท คริสตอลลา จำกัด บริษัท อะโกรไบโอเมท จำกัด บริษัท ไบโอฟิล เทคโนโลยี จำกัด และบริษัท อินโนฟาร์ม ไบโอเทค จำกัด

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมมีภารกิจหลักในการวิจัยพัฒนาด้านพืชและเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งมีผลงานวิจัยมากมายที่เป็นองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตพืชการเกษตร และได้ขับเคลื่อนผลงานวิจัยปรับใช้ประโยชน์สู่เกษตรกรตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ โดยบูรณาการผ่านโครงการ อาทิ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งกรมฯพร้อมถ่ายทอดผลงานวิจัยขยายผลสู่ภาคเอกชนคือ “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับข้าวโพดและข้าวฟ่าง” “สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับข้าว” และ สูตรและกรรมวิธีการผลิตปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ สำหรับอ้อยและมันสำปะหลัง” เพื่อนำไปขยายผลดำเนินการผลิตต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง ส่งผลให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนที่เป็นรูปธรรม เกิดการพัฒนาผลิตพืชภาคการเกษตรที่ได้มาตรฐาน และกลุ่มเป้าหมายเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น พร้อมยกระดับสินค้าเกษตรของไทยสู่มาตรฐานสากลต่อไป

กษ.ปลุกสำนึกรักบ้านเกิด ปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่สานต่ออาชีพพ่อแม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466693

news_default

กษ.ปลุกสำนึกรักบ้านเกิด ปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่สานต่ออาชีพพ่อแม่

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รมช.มนัญญาสั่งกรมส่งเสริมสหกรณ์จัดทำโครงการนำลูกหลานสมาชิกสหกรณ์และผู้ที่ต้องการกลับสู่บ้านเกิดสานต่ออาชีพการเกษตรจากรุ่นพ่อแม่ จัดอบรมบ่มเพาะความรู้การทำเกษตรสมัยใหม่ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมมามาพัฒนาการผลิตและแปรรูป ตลอดจนประสานช่องทางตลาดจำหน่ายผลผลิต เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้ – 31 มกราคม 2563

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร  เป้าหมายสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีใจรักอาชีพการเกษตรและต้องการกลับคืนสู่ถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่อสานต่ออาชีพการเกษตรของครอบครัว และมีเวลาใกล้ชิดครอบครัวมากยิ่งขึ้น โดยจะสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางส่งเสริมอาชีพการเกษตรที่มั่นคงให้คนรุ่นใหม่ และเป็นพี่เลี้ยงดูแลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งด้านการถ่ายทอดความรู้การทำเกษตร จัดหาปัจจัยการผลิต บริการเครื่องจักรและเครื่องมืออุปกรณ์ สนับสนุนโอกาส เข้าถึงแหล่งเงินทุนประกอบอาชีพ และแนะนำช่องทางจำหน่ายผลผลิตสู่ตลาด โดยกรมฯจะดำเนินโครงการ 3 ปี ระหว่างปี 2563-2565 พัฒนาและบ่มเพาะอาชีพการเกษตรเพื่อให้เป็นเกษตรกรที่มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง

ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการต้องเป็นผู้ที่ตั้งใจหันมาประกอบอาชีพทำการเกษตร อายุไม่เกิน 50 ปี  สมัครใจและพร้อมกลับไปทำการเกษตรที่บ้านเกิด ต้องมีที่ดินเป็นของตัวเองหรือเช่าที่ดิน เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้ โดยกรมฯจะประสานหน่วยงานเข้ามาให้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้ทำการเกษตร ทั้งการปลูกพืชผัก เลี้ยงปลา และทำปศุสัตว์ ตามความประสงค์ที่แจ้งไว้ในใบสมัคร โดยจะใช้รูปแบบเกษตรผสมผสาน หรือใช้หลักทฤษฎีใหม่ มาบริหารจัดการพื้นที่การเกษตร และส่งเสริมการทำเกษตรสมัยใหม่หรือเกษตรแม่นยำ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เน้นผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ ตลอดจนประสานภาคเอกชนจัดหาตลาดมารองรับผลผลิต พร้อมช่วยวางแผนผลิตสินค้าตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค

“กระทรวงเกษตรฯมีนโยบายสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่เข้ามาสานต่ออาชีพทำเกษตร เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรไทยส่วนใหญ่อายุมากขึ้น ขณะที่คนรุ่นใหม่ที่เป็นลูกหลานนิยมไปทำงานในเมือง ทำให้ขาดแคลนแรงงานภาคการเกษตร จึงอยากเชิญชวนลูกหลานเกษตรกรที่เป็นคนรุ่นใหม่ กลับสู่บ้านเกิดทำอาชีพการเกษตรแบบสมัยใหม่ ใช้เทคโนโลยีทันสมัย เครื่องมือและอุปกรณ์ มาพัฒนาการผลิตและการแปรรูปผลผลิตการเกษตร รวมถึงต้องวางแผนการตลาด เป็นการทำเกษตรที่เน้นคุณภาพ ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยเพื่อบริโภค ขายในประเทศให้เพียงพอ และส่งออกเป็นครัวโลก” รมช.เกษตรฯกล่าว

พะเยาเปิดงานField Dayปี’63 เน้นถ่ายทอดเทคโนโลยีปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466694

news_default

พะเยาเปิดงานField Dayปี’63 เน้นถ่ายทอดเทคโนโลยีปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายให้จัดกิจกรรมผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ซึ่งมีกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสินค้าหลักและเหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ ประกอบด้วย เกษตรกรต้นแบบ แปลงเรียนรู้ หลักสูตรการเรียนรู้และฐานการเรียนรู้ โดยองค์ความรู้ในศูนย์เรียนรู้ฯจะผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีจากหน่วยงานรัฐกับภูมิปัญญาของเกษตรกรที่ประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่นั้นๆ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯจึงจัดกิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day)ขึ้นเพื่อช่วยเตรียมความพร้อมให้เกษตรกรก่อนเข้าสู่การเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2563 โดยสนับสนุนให้เกษตรกรมีองค์ความรู้เพื่อวางแผนการผลิต เข้าถึงปัจจัยการผลิต บริหารจัดการความเสี่ยง และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร ซึ่งหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯถ่ายทอดให้ไปประยุกต์ใช้จริง จะทำให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้เป็นอย่างดี และการขยายผลหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงทำให้เกษตรกรเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ กรมฯจึงจัดกิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันที่ 10 มกราคมที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) หมู่ 2 ต.งิม อ.ปง จ.พะเยาเน้นถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เกษตรกร

ด้านนายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของอ.ปง โดยมีเกษตรกรที่เพาะปลูกตลอดทั้งปีรวม 5,123 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก 64,446 ไร่ แบ่งออกเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา 1,891 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก 8,412 ไร่ ดังนั้น งานวัน Field Day ครั้งนี้จึงได้นำเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาถ่ายทอดให้เกษตรกรได้เรียนรู้ 4 สถานี ได้แก่ 1.สถานีการลดต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์โดยการปรับปรุงบำรุงดินก่อนการเพาะปลูก การผลิตปุ๋ยหมัก สูตร พด. และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี รวมถึงลดการใช้เมล็ดพันธุ์เพาะปลูก 2.สถานีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์โดยใช้เครื่องจักรกลเพื่อลดต้นทุนการผลิต จากการใช้แรงงาน ตั้งแต่กระบวนการผลิต การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว 3.สถานีการบริหารจัดการศัตรูพืชโดยพัฒนาเกษตรกรให้พัฒนาระบบการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยอาศัยหลักการป้องกันกำจัดศัตรูพืชตามระบบการจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน (IPM) เพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืชเช่น หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด (Fallarmyworm) 4.สถานีพัฒนาเกษตรกรสู่อาชีพทางเลือกโดยยกระดับเกษตรกรสู่เกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) รวมทั้งผู้ที่มีพื้นที่เหมาะสมสำหรับการผลิตสัตว์ และประมงเศรษฐกิจ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรสร้างรายได้ในช่วงพักการเพาะปลูกพืชหลัก