เลาะรั้วเกษตร : มีปัญหาก็แก้กันไป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466690

281225166

เลาะรั้วเกษตร : มีปัญหาก็แก้กันไป

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เริ่มต้นปีหนู ชาวสวนปาล์มก็ยิ้มร่า…เพราะราคาผลปาล์มขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 6 บาทกว่า และอาจจะถึง 7 บาท แต่ผู้บริโภคน้ำมันปาล์มเตรียมตัวเสียเงินเพิ่มเพราะมีแนวโน้มว่าน้ำมันปาล์มจะขึ้นราคา เพราะผู้ผลิตน้ำมันปาล์มอ้างว่าน้ำมันปาล์มดิบมีราคาสูงขึ้น แต่ตอนราคาผลปาล์มอยู่ที่กิโลกรัมละไม่ถึง 2 บาท เกษตรกรแทบจะเลิกเก็บผลปาล์มขาย ผู้ผลิตน้ำมันปาล์มกลับเงียบกริบกับราคาน้ำมันปาล์มที่ขึ้นแล้วไม่มีลง

มีการวิเคราะห์กันว่าที่ราคาผลปาล์มขยับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์นี้ เป็นผลมาจากมาตรการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์ม ที่เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยกำหนดราคาผลปาล์มกิโลกรัมละ 4 บาท รวมทั้งมาตรการส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 และ B20 ที่ส่งผลให้สามารถดึงน้ำมันปาล์มดิบออกจากตลาดได้กว่าครึ่ง

มีความกังวลกันต่อไปว่า ราคาน้ำมันปาล์มดิบของไทยขณะนี้อยู่ที่กิโลกรัมละ 36 บาท สูงกว่าของต่างประเทศถึง 15 บาท ราคาที่ต่างกันมากเช่นนี้อาจทำให้มีการลักลอบนำน้ำมันปาล์มดิบจากต่างประเทศเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต ถ้าศุลกากรไม่เข้มงวดกวดขัน และถ้าไม่คุมสต๊อกกันอย่างจริงจัง

เกษตรกรชาวสวนปาล์มบอกว่า ที่ราคาผลปาล์มพุ่งขึ้นไปสูงขนาดนี้อาจจะเป็นเพราะช่วงนี้เป็นช่วงปลายฤดู ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ในขณะที่ปริมาณความต้องการน้ำมันปาล์มดิบมีเพิ่มมากขึ้น ทั้งการนำไปผลิตไบโอดีเซล หรือไปใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า แต่หลังจากนี้ผลผลิตปาล์มน้ำมันจะเริ่มทยอยออกสู่ตลาดมากขึ้น และจะออกมากในเดือนมีนาคม – เมษายน ราคาผลปาล์มอาจจะลดต่ำลงอีก

วงจรเช่นนี้ มิใช่เพิ่งเกิด แต่เกิดมาครั้งแล้วครั้งเล่า การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของรัฐบาลกับราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำก็จะประมาณนี้ ไม่เคยมีอะไรที่เป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯเอง เมื่อเห็นราคาผลปาล์มพุ่งสูงขึ้น ก็เตรียมจะเลิกใช้น้ำมันปาล์มดิบผลิตกระแสไฟฟ้า แต่ถ้าราคาปาล์มตกต่ำก็จะกลับมาใช้น้ำมันปาล์มดิบอีก…..

ได้เห็นมติของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติครั้งที่ 4/2562 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2562 เรื่องของมาตรการปาล์มน้ำมันยั่งยืน ข้อหนึ่งระบุให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผลักดันการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ……..ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว ไม่ทราบว่าเรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เฉลิมชัย ศรีอ่อน ทราบหรือไม่… ทราบแต่ว่า มี สส. จังหวัดกระบี่ ของพรรคประชาธิปัตย์ พยายามเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้าสภาเมื่อเดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมา…

ร่างพระราชบัญญัติปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม พ.ศ……นั้น เริ่มมาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงวันที่ 29 สิงหาคม 2560 ครม. มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ตามที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอ และให้ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาและปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน พ.ศ……จากนั้นส่งกลับมาให้กระทรวงเกษตรฯ ไปดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อนำความคิดเห็นมาประกอบการพิจารณาตรวจร่าง พ.ร.บ. อีกครั้ง

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่นไลน์ และประชาสัมพันธ์ให้ส่งความคิดเห็นมาที่ สศก. เพื่อประมวลความคิดเห็นเสนอคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกครั้ง ประกอบการพิจารณาปรับปรุงกฎหมาย

ร่างพ.ร.บ. ปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน พ.ศ….ที่ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ สาคร เกี่ยวข้องเสนอสภาฯ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562 มีทั้งหมด 54 มาตรา 6หมวด ประกอบด้วย หมวดที่ 1 กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ มีหน้าที่ที่สำคัญๆ คือ เสนอนโยบายและแผนบริหารจัดการเกษตรและอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาวิจัย พัฒนาการปลูกปาล์ม การเก็บเกี่ยว การผลิตปาล์มน้ำมัน และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมการตลาด

หมวดที่ 2 กำหนดให้มีกองทุนปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน เพื่อช่วยเหลือส่งเสริมเกษตรกรชาวสวนปาล์มด้านการเพาะปลูกเพื่อยกระดับคุณภาพปาล์มน้ำมัน ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรเป็นองค์กรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต กองทุนนี้มีปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน เงินของกองทุนได้มาจากเงินประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้ เงินสมทบที่จัดเก็บจากผู้ประกอบการโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม เงินค่าปรับที่ได้จากบทลงโทษตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้

หมวดที่ 3 เป็นเรื่องของการส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน องค์กรเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน และผู้ประกอบกิจการปาล์มน้ำมัน ซึ่งการส่งเสริมสนับสนุนในด้านต่าง ๆ นั้นคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติจะเป็นผู้กำหนด หมวดที่ 4 เป็นเรื่องของผู้ประกอบกิจการปาล์มน้ำมันและผลิตภัณฑ์จากปาล์มน้ำมัน หมวดที่ 5 เป็นเรื่องของการนำเข้าและส่งออก และหมวดที่ 6 เป็นบทลงโทษ

ดูท่าทางว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ คงจะไม่ได้ผ่านสภาง่ายๆ เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการ….สู้ต่อไป..เกษตรกรชาวสวนปาล์ม…

แว่นขยาย

กรมชลฯยันอำนาจเจริญพ้นภัยแล้ง คุมเข้มแผนจัดสรรน้ำย้ำใช้ประหยัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466696

news_default

กรมชลฯยันอำนาจเจริญพ้นภัยแล้ง คุมเข้มแผนจัดสรรน้ำย้ำใช้ประหยัด

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประสานต์ พฤกษาชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 7 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในฤดูแล้งปี 2562/2563 สถานการณ์น้ำของจ.อำนาจเจริญอยู่ในเกณฑ์ดี มีปริมาณน้ำต้นทุนในแหล่งน้ำที่กรมชลประทานดูแลรวม 38.49 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 60 ของปริมาณน้ำต้นทุนที่กักเก็บได้ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี โดยวางแผนจัดสรรน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง 13.46 ล้านลบ.ม. หรือ ร้อยละ 35 ของปริมาณน้ำต้นทุน แบ่งเป็นการจัดสรรเพื่อผลิตน้ำประปาและการอุปโภคบริโภค 2.07 ล้านลบ.ม ขณะนี้จัดสรรไปแล้ว 500,000 ลบ.ม. จัดสรรเพื่อรักษาระบบนิเวศ 3.57 ล้านลบ.ม. ขณะนี้จัดสรรแล้ว 200,000 ลบ.ม. และจะจัดสรรเพื่อการเกษตรในฤดูแล้งอีก 7.82 ล้านลบ.ม. แบ่งเป็นการจัดสรรปลูกข้าวนาปรัง 1,164 ไร่ พืชไร่พืชผัก 313 ไร่ อ้อย 279 ไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้น 315 ไร่ บ่อปลา 588 ไร่ และอื่น ๆ อีก 11 ไร่ รวม 2,670 ไร่ ขณะนี้จัดสรรน้ำไปแล้ว 2.3 ล้านลบ.ม. รวมทั้ง 3 กิจกรรม ขณะนี้จัดสรรไปแล้วประมาณ 3 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 22 ของแผน ซึ่งเป็นไปตามที่วางไว้

ส่วนปริมาณน้ำที่เหลืออีก 25.03 ล้านลบ.ม. หรือ 65% ของน้ำต้นทุน จะสำรองไว้ใช้ช่วงต้นฤดูฝนปี 2563 โดยจะให้เพื่ออุปโภคบริโภค 2.75 ล้านลบ.ม. และการเกษตรกรณีฝนทิ้งช่วงอีก 22.28 ล้านลบ.ม.ดังนั้นกรมยืนยันได้ว่า ชาวอำนาจเจริญจะไม่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคช่วงหน้าแล้งแน่นอน

สำหรับสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญนั้น ขณะนี้ในพื้นที่ชลประทานยังไม่มีรายงานปัญหาการขาดแคลนน้ำ แต่ก็ได้จับตาและเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ซึ่งมีปริมาณน้ำต้นทุนที่เป็นแหล่งน้ำผิวดินและบ่อบาดาลประมาณ 9.13 ล้านลบ.ม. จำเป็นต้องใช้อย่างประหยัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการนี้กรมกักเก็บน้ำในลำเซบายด้วยการปิดเขื่อนทดน้ำตลอดลำน้ำเป็นระยะ ทำให้ช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกนอกเขตชลประทานทั้งสองฝั่งลำเซบายในเขตยโสธร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานีได้อีกกว่า 30,000 ไร่ นอกจากนี้ ยังเตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำ 14 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 1 คัน กรณีเร่งด่วน รณรงค์ให้องค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัดดูแลอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 45 แห่งและลำห้วยอย่างใกล้ชิด ระวังไม่ให้ตื้นเขินก็ ซึ่งจะช่วยเก็บกักรักษาแหล่งน้ำต้นทุนได้อีกทางหนึ่ง

ยกเครื่องกฎระเบียบสหกรณ์ ลดช่องโหว่สกัดปัญหาทุจริต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466695

news_default

ยกเครื่องกฎระเบียบสหกรณ์ ลดช่องโหว่สกัดปัญหาทุจริต

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า จากกรณีปัญหาการบริหารงานของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด สืบเนื่องมาตั้งแต่ ปี 2559ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ตรวจพบความผิดปกติของงบการเงินของสหกรณ์ส่งผลให้สหกรณ์ขาดสภาพคล่องทางการเงินและส่งผลกระทบต่อสมาชิกและสหกรณ์ที่ทำธุรกรรมทางการเงินกับสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด นั้น กรมติดตามแก้ปัญหาของสหกรณ์ตามอำนาจหน้าที่มาต่อเนื่อง โดยรายงานข้อสังเกตให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบ และแต่งตั้งผู้สอบบัญชีสหกรณ์จากส่วนกลางเข้าตรวจสอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานการสอบบัญชีและประเมินผลการควบคุมภายใน เพื่อให้สหกรณ์ฯมีสภาพคล่องได้ตามปกติ ซึ่งขณะนี้สหกรณ์ฯสโมสรรถไฟ ยังมีสภาพคล่องที่จะให้สมาชิกกู้หรือถอนเงินฝากได้ตามปกติ และอยู่ระหว่างขั้นตอนดำเนินคดีกับอดีตกรรมการและผู้จัดการสหกรณ์ 6 ราย ที่กู้เงินสหกรณ์ผิดระเบียบ เบื้องต้นสหกรณ์ได้ชำระหนี้ให้สหกรณ์ที่นำเงินมาฝากแล้วประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งจะได้สอบทานว่าชำระจริงเพื่อพิสูจน์ความมีอยู่ของเจ้าหนี้ในส่วนสหกรณ์เจ้าหนี้ที่สหกรณ์ฯสโมสรรถไฟยังไม่ได้ชำระหนี้เงินกู้ให้นั้น อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้องเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวอีกว่า น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯกำชับให้กรมและกรมส่งเสริมสหกรณ์ เข้าดูแลติดตามการแก้ปัญหาของสหกรณ์ฯสโมสรรถไฟ และหารือเบื้องต้นเรื่องการปรับระเบียบและกฎหมาย ให้รัดกุมและครอบคลุมการดำเนินงานของสหกรณ์มากขึ้น ทั้งนี้ กรมยืนยันว่าปฏิบัติตามภารกิจหน้าที่ในการสอบบัญชีอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สหกรณ์มีระบบการเงินการบัญชีและมีการควบคุมภายในที่ดี ดำเนินธุรกิจได้อย่างโปร่งใส แต่เหตุทุจริตที่เกิดขึ้นในสหกรณ์บางแห่งหลายกรณีส่วนใหญ่เกิดจากระบบการควบคุมภายในของสหกรณ์หรือมีการไม่ปฏิบัติตามระบบการควบคุมภายในที่กำหนด หรือการทุจริตที่เกิดจากตัวบุคคล รวมไปถึงการที่สมาชิกไม่ได้ติดตามการดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับโดยสม่ำเสมอ จนไม่ทราบข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้นจึงต้องมีการตรวจสอบซึ่งกันและกัน สมาชิกจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ ตลอดจนหลักการและวิธีการสหกรณ์และการตรวจสอบการเงินการบัญชีและการดำเนินการของสหกรณ์ รับรู้ข้อมูลทางบัญชีสหกรณ์ทั้งภาพรวมและของตนเอง เพื่อสิทธิประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์เอง อีกทั้ง สหกรณ์แต่ละแห่งอาจมีการเพิ่มช่องทางการติดต่อส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างสหกรณ์กับสมาชิกเพื่อสร้างความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก ซึ่งสหกรณ์อาจนำไปพิจารณาตามความเหมาะสมกับสภาพของสหกรณ์ต่อไป

“กรม ได้พัฒนางานระบบบัญชีและสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาใช้บริหารจัดการงานสหกรณ์ ให้แม่นยำมีประสิทธิภาพขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็งทางการเงินของสหกรณ์ อาทิ โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร หรือแอพพลิเคชั่น Smart 4M ซึ่งมีให้บริการให้คำแนะนำและติดตั้งให้ฟรีแก่ทุกสหกรณ์ที่พร้อมใช้งาน เพื่อพัฒนาบุคลากรสหกรณ์ให้มีศักยภาพใช้ข้อมูลทางการเงินบริหารจัดการสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพลดความเสี่ยงการทุจริตในสหกรณ์ได้” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

‘ปารีณา’ระทึก!‘วราวุธ’เผยกฤษฎีกาจ่อแจ้งผลตีความปมที่ดิน ย้ำไม่มียกเว้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466672

news_default

‘ปารีณา’ระทึก!‘วราวุธ’เผยกฤษฎีกาจ่อแจ้งผลตีความปมที่ดิน ย้ำไม่มียกเว้น

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2563, 14.54 น.

‘ปารีณา’ระทึก!‘วราวุธ’เผยกฤษฎีกาจ่อแจ้งผลตีความปมที่ดิน ย้ำไม่มียกเว้น

16 มกราคม 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าปัญหาการถือครองที่ดินของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ว่า ล่าสุดอธิบดีกรมป่าไม้รายงานว่าทางคณะกรรมการกฤษฎีกา เชิญกรมป่าไม้ไปให้ข้อมูลเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ดังนั้นภายในเร็วๆนี้ คงจะได้ข้อสรุปจากทางคณะกรรมการกฤษฎีกากลับมา และดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างแน่นอน ไม่มีการชะลอ ไม่มีการยกเว้นใดๆทั้งสิ้น ขอให้ประชาชนไว้ใจและอุ่นใจได้ว่าเราทำตามกฎหมายไม่มียกเว้น กฎหมายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีใช้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ไม่ใช่เลือกปฏิบัติ

เมื่อถามว่าได้สอบถามถึงกรอบเวลาในการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า  ได้บอกไปว่าขอให้ดำเนินการให้เร็วที่สุด เพราะกรณีนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชน และสังคมจับตาดูอยู่ แต่ถ้าจะเร่งไปมาก ก็อาจจะโดนฟ้องร้องกลับมาอีกว่าเราเลือกปฏิบัติ เร่งรัดแต่กรณีนี้ ดังนั้นจึงขอให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของกรมป่าไม้ ทำเป็นมาตรฐานเหมือนกันทุกๆกรณี

‘สหกรณ์ชาติตระการฯ’ลุยขยายธุรกิจ ยกระดับเป็นศูนย์รวบรวมผลิตผลเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466437

news_default

‘สหกรณ์ชาติตระการฯ’ลุยขยายธุรกิจ ยกระดับเป็นศูนย์รวบรวมผลิตผลเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสมศักดิ์  แสนศิริ  สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรชาติตระการ จำกัด จ.พิษณุโลก  พร้อมให้คำแนะนำแนวทางบริหารงานสหกรณ์ด้านการดำเนินธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลผลิตเกษตร เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสหกรณ์และมวลสมาชิกสูงสุด โดยมีนายสุเทพ ช่วยอุระชน ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 5  นายรู้  จันทะคุณ  ประธานคณะกรรมการสหกรณ์ ร่วมต้อนรับ

นายสมศักดิ์กล่าวว่า  สหกรณ์การเกษตรชาติตระการฯ เป็นหนึ่งในสหกรณ์ 823 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการ 1 สหกรณ์ 1 อำเภอ ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้เป็นสหกรณ์หลักระดับอำเภอ ทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นศูนย์กลางรวบรวมผลผลิตเกษตร การส่งเสริมพัฒนาอาชีพของสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่  เพื่อให้มีอาชีพมีรายได้ที่มั่นคง มีความเป็นอยู่ดีขึ้น

ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรชาติตระการฯมีสมาชิก 4,888  คน  มีทุนดำเนินงาน 326,937,795.08 บาท สหกรณ์ใช้เงินทุนภายในของตนเองมาบริหารจัดการธุรกิจในองค์กร ซึ่งได้จากการรับฝากเงินและการถือหุ้นของสมาชิก สหกรณ์ฯเปิดให้บริการแก่สมาชิกด้านธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจรับฝากเงิน  ซึ่งหลังจากสหกรณ์เข้าร่วมโครงการ 1 สหกรณ์ 1 อำเภอ คณะกรรมการดำเนินงานของสหกรณ์ ได้พิจารณาทบทวนปรับปรุงแผนธุรกิจใหม่เพิ่มเติม โดยเริ่มดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลิตผลเกษตร ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนงบประมาณจากโครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บผลผลิตทางการเกษตร (แก้มลิง) ปีงบประมาณ 2561 ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน  ก่อสร้างฉาง ขนาด 2,000 ตัน ลานตากขนาด 3,200 ตารางเมตร และเครื่องชั่งขนาด 60 ตัน พร้อมห้องควบคุมขนาด 10×12 เมตร และสหกรณ์ได้จัดซื้ออุปกรณ์การตลาดบางส่วนเพิ่มเติม เพื่อเสริมศักยภาพความพร้อมให้เป็นจุดบริการรวบรวมรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร จากเกษตรกรสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป

ด้านนายรู้กล่าวว่า  สหกรณ์เปิดจุดบริการรวบรวมรับซื้อผลผลิตเกษตรกรตามฤดูกาลจากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป ตั้งเป้ารวบรวมผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 6,000 ตัน และมันสำปะหลัง 12,000 ตัน โดยมีปริมาณการรวบรวมผลผลิตจำแนกเป็น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แบบฝัก  473,760  กิโลกรัม มูลค่า 2,114,3345 บาท  ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แบบเมล็ด 290,900  กิโลกรัม มูลค่า 1,857,069 บาท และมันสำปะหลัง 802,730  กิโลกรัม มูลค่า 1,760,579  บาท  โดยสหกรณ์รับซื้อในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดตันละ 100-200 บาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ก่อนนำผลผลิตที่รับซื้อไว้ขายต่อให้ผู้ประกอบการภาคเอกชน เนื่องจากที่ผ่านมา เกษตรกรในพื้นที่ได้เผชิญปัญหาภัยแล้ง ส่งผลให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ไม่เติมที่มีผลผลิตลดลง

สศก.หนุน‘แพะเนื้อ’สินค้าปศุสัตว์ทางเลือก เลี้ยงง่ายใช้พื้นที่น้อยสร้างกำไรงาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466436

news_default

สศก.หนุน‘แพะเนื้อ’สินค้าปศุสัตว์ทางเลือก เลี้ยงง่ายใช้พื้นที่น้อยสร้างกำไรงาม

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)เปิดเผยถึงสินค้าปศุสัตว์ทางเลือกที่ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรในจ.ขอนแก่นคือ เลี้ยงแพะเนื้อ (ขุน)โดยเกษตรกรในจังหวัดนิยมเลี้ยงสายพันธุ์ลูกผสมระหว่างสายพันธุ์บอร์ (Boer) และแองโกลนูเบียล (Anglo-Nubian) ซึ่งเป็นพันธุ์เนื้อ เป็นที่ต้องการของตลาด ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 ส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านได้แก่ ลาว เวียดนาม และมาเลเซีย บริโภคภายในภูมิภาคเพียงร้อยละ 10

จากการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) พบว่า เกษตรกรเลี้ยงแพะเนื้อในหลายอำเภอ เช่น อ.สีชมพู เมือง แวงใหญ่ และอุบลรัตน์ สำหรับอ.สีชมพู เป็นพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ด้านปศุสัตว์ ในนามวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงแพะบ้านผาเที่ยงมีสมาชิก 45 ราย เกิดจากการรวมกลุ่มของผู้เลี้ยงแพะแบบเชิงเดี่ยว ซึ่งปัจจุบันมีแพะ 3,014 ตัว แยกเป็นเพศผู้ 950 ตัว เพศเมีย 2,064 ตัว ซึ่งเป็นพันธุ์ลูกผสมระหว่างสายพันธุ์บอร์ (Boer) และแองโกลนูเบียล (Anglo-Nubian) มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 3,154.87 บาท/ตัว แยกเป็นค่าพันธุ์สัตว์ 353.63 บาท ค่าแรงงาน 599.93 บาท ค่าอาหาร 528.07 บาท และส่วนที่เหลือ 1,673.24 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่ายาป้องกันโรค ค่าเวชภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องและค่าเสื่อมโรงเรือนและอุปกรณ์ต่างๆ โดยแม่แพะ 1 ตัว ให้ผลผลิตลูกแพะเฉลี่ย 2 ตัว/ท้อง (ลูกแฝด) สำหรับราคาขาย เกษตรกรสามารถจำหน่ายแพะเนื้อ (อายุเฉลี่ย 6 เดือน น้ำหนักประมาณ 30 กก./ตัว) ในราคาเฉลี่ย 3,900 บาท/ตัว  (130 บาท/นน.ตัว 1 กก.) ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 742.13 บาท/ตัว

ด้านนายฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จ.ขอนแก่น (สศท.4) กล่าวเสริมว่า การเลี้ยงแพะเนื้อจะใช้พื้นที่ไม่มาก กินอาหารได้หลากหลาย เช่น อาหารหยาบ ได้แก่ ฟางข้าว หญ้าสด ใบกระถินและต้นถั่วฮามาต้า ส่วนอาหารข้นได้แก่ อาหารสำเร็จรูป กากและเปลือกมันสำปะหลังหมักยีสต์ โดยแพะเนื้อต้องการอาหารวันละ 1-2 กก./วัน เท่านั้น และยังทนทานต่อสภาพแวดล้อม สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาวะนั้นได้เป็นอย่างดี ทำให้แพะเนื้อเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้เร็ว นอกจากนี้ จะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปศุสัตว์บริการฉีดวัคซีนป้องกันปากเท้าเปื่อยทุก 6 เดือนเป็นประจำ ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจข้อมูลการผลิตและตลาดแพะเนื้อในจ.ขอนแก่น สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.4 โทร. 0-4326-1513 หรืออีเมล zone4@oae.go.th หรือขอคำปรึกษานางพัชราภรณ์ โพธิ์ศรี ประธานกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงแพะบ้านผาน้ำเที่ยง ต.บริบูรณ์ อ.สีชมพู จ.ขอนแก่นโทร. 06-1591-1953

กรมชลฯเล็งปรับปรุง2คลองหลัก แก้ปัญหาน้ำแล้ง-ท่วมสุโขทัยยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466439

news_default

กรมชลฯเล็งปรับปรุง2คลองหลัก แก้ปัญหาน้ำแล้ง-ท่วมสุโขทัยยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเสริมชัย เซียวศิริถาวร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมเตรียมดำเนินโครงการปรับปรุงก่อสร้างระบบชลประทาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำแก้ทั้งปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง และปัญหาน้ำท่วมช่วงน้ำหลาก ในจ.สุโขทัย โดยจะปรับปรุงคลอง 2 สายพร้อมกันคือ คลองหกบาทซึ่งคลองระบายน้ำเดิมทางด้านฝั่งซ้ายของแม่น้ำยมความยาว 3 กิโลเมตร และคลองยม-น่าน ที่รับน้ำต่อจากคลองหกบาท ความยาว 35 กิโลเมตร รวมถึงก่อสร้างประตูระบายน้ำ 2 แห่ง พร้อมปรับปรุงอาคารประกอบอีก 3 แห่ง คาดว่าจะเริ่มโครงการได้ภายในปี 2563 และแล้วเสร็จปี 2567

“การดำเนินโครงการดังกล่าวไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำบรรเทาปัญหาน้ำท่วมช่วงฤดูน้ำหลากเท่านั้น แต่ยังจะใช้คลองที่ปรับปรุงเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเป็นประจำเกือบทุกปี โดยเฉพาะคลองยม-น่าน ที่มีความยาวถึง 35 กิโลเมตร จะเก็บกักน้ำเป็นน้ำต้นทุนให้ราษฎรในพื้นที่โครงการชลประทานและใกล้เคียงมีน้ำใช้ด้านการเกษตรช่วงฤดูแล้งได้ 7,300 ไร่ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมมากกว่า 3,000 ล้านบาท และทำให้มีน้ำอุปโภคบริโภคตลอดปี” นายเสริมชัยกล่าว

นอกจากนี้ ในการปรับปรุงคลองดังกล่าว เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะปรับปรุงรูปแบบคลองจากดินขุดให้เป็นคลองดาดคอนกรีต ซึ่งจะลดพื้นที่ดำเนินโครงการแต่ยังรับน้ำได้ปริมาณตามแผนที่วางไว้ โดยคลองหกบาท จะระบายจากเดิม 250 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที เป็น 500 ลบ.ม.ต่อวินาที และคลองยม-น่าน
จะระบายน้ำจากเดิม 100 ลบ.ม.ต่อวินาทีเป็น 300 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่วนปริมาณน้ำจากคลองหกบาทที่เหลืออีก 200 ลบ.ม.ต่อวินาที จะระบายลงสู่แม่น้ำยมสายเก่าที่ไหลไปทางอ.พรหมพิราม ก่อนลงแม่น้ำน่าน ซึ่งได้ปรับปรุงไว้แล้ว

นายเสริมชัยกล่าวด้วยว่า ช่วงฤดูน้ำหลาก มวลน้ำจากแม่น้ำยมที่ไหลผ่าน อ.ศรีสัชนาลัย ก่อนเข้าอ.เมืองสุโขทัย จะมีมากถึง 1,400 ลบ.ม.ต่อวินาที ขณะที่แม่น้ำยมช่วงที่ไหลผ่านตัวเมืองสุโขทัยมีขีดความสามารถรองรับน้ำได้เพียง 550 ลบ.ม.ต่อวินาที ที่ผ่านมากรมฯตัดยอดน้ำด้วยการระบายน้ำเข้าคลองสาขาก่อนเข้าเมืองได้ประมาณ 350 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้เหลือมวลน้ำอีก 500 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้ยังมีน้ำล้นตลิ่งบ่าเข้าท่วมเมืองสุโขทัย และพื้นที่ใกล้เคียงตั้งแต่ตอนกลางน้ำเรื่อยมาจนตอนล่างของแม่น้ำยม สร้างมูลค่าความเสียหายในแต่ละปีมากกว่า 100 ล้านบาทและมีแนวโน้มจะรุนแรงมากขึ้น

“ดังนั้น การปรับปรุงคลองคลองหกบาท คลองยม-น่าน พร้อมก่อสร้างประตูระบายน้ำ และปรับปรุงอาคารประกอบดังกล่าวแล้วเสร็จ จะทำให้การบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำยมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นสามารถแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำและน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน”นายเสริมชัยกล่าว

แนะปราบเพลี้ยจักจั่นมะม่วงช่วงออกดอก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466435

news_default

แนะปราบเพลี้ยจักจั่นมะม่วงช่วงออกดอก

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระยะนี้เข้าสู่ช่วงมะม่วงเริ่มแทงช่อดอกจนถึงระยะพัฒนาผลกรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนมะม่วงให้เฝ้าระวังสังเกตการเข้าทำลายของเพลี้ยจักจั่นมะม่วง มักพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยเข้าทำลายใบอ่อน ช่อดอก ก้านดอกและยอดอ่อน โดยระยะที่มะม่วงกำลังออกดอกจะเกิดความเสียหายมากที่สุด เพลี้ยจักจั่นมะม่วงจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากช่อดอก ทำให้ดอกแห้ง ดอกร่วง และติดผลน้อยหรือไม่ติดผล ขณะที่เพลี้ยจักจั่นดูดกินน้ำเลี้ยงจะถ่ายมูล เป็นน้ำหวานเหนียวๆ ติดตามใบช่อดอก ผล และรอบทรงพุ่ม ทำให้ใบเปียกเกิดราดำปกคลุมมาก ส่งผลต่อการสังเคราะห์แสงของใบ ส่วนใบอ่อน (ใบเพสลาด) จะบิดงอโค้งลง ให้สังเกตด้านใต้ใบมีอาการปลายใบแห้งได้

หลังฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตมะม่วง ให้เกษตรกรตัดแต่งกิ่งทรงพุ่มต้นมะม่วงให้โปร่งอยู่เสมอ เพื่อช่วยลดที่หลบซ่อนต่อการแพร่ขยายพันธุ์ของเพลี้ยจักจั่นมะม่วง จากนั้นให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตรหรือสารคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรหรือสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อช่วยให้การพ่นสารฆ่าแมลงมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น เกษตรกรควรปรับหัวฉีดให้เป็นละอองฝอย และพ่นให้ทั่วถึงทั้งลำต้นในระยะก่อนที่มะม่วงจะออกดอก 1 ครั้ง มิเช่นนั้น ตัวเต็มวัยจะย้ายไปหลบซ่อนที่พ่นสารฆ่าแมลงไม่ทั่วถึง ส่วนระยะที่ช่อดอกบานแล้วไม่ควรพ่นสารฆ่าแมลง เพราะอาจเป็นอันตรายต่อแมลงผสมเกสร และเกษตรกรควรหมั่นตรวจดูตามช่อดอก หากไม่ป้องกันกำจัดแล้ว มะม่วงจะไม่ติดผลเลย

นอกจากนี้ ให้เกษตรกรใช้วิธีป้องกันกำจัดเพลี้ยจักจั่นมะม่วงแบบผสมผสาน โดยให้เกษตรกรใช้น้ำ ฉีดล้างช่อดอกและใบ เพื่อช่วยแก้ปัญหาช่อดอกและใบดำจากโรครา หากแรงอัดฉีดของน้ำแรงพอก็ช่วยให้เพลี้ยในระยะตัวอ่อนกระเด็นออกจากช่อดอกได้ แต่ให้ระวังอย่าฉีดน้ำไปกระแทกดอกมะม่วงแรงเกินไป เพราะอาจทำให้ดอกหรือผลที่เริ่มติดร่วงได้ และให้เกษตรกรใช้กับดักแสงไฟดักจับตัวเต็มวัยเพลี้ยจักจั่นมะม่วงที่บินมาเล่นไฟ เพื่อลดความความเสียหาย

ซอกแซกอาเซียน : 16 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466438

566101

ซอกแซกอาเซียน : 16 มกราคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สองฉบับที่แล้วผมเล่าเรื่องประเทศบรูไนดารุสซาลาม ไปแบบสั้นๆ และเรียบร้อยๆ ให้สมกับบรรยากาศของประเทศที่มีความสงบร่มเย็น ไม่มีอะไรตึงตังโลดโผน ครานี้จะข้ามไปแบบประเภทตรงกันข้ามบ้างครับ เพราะหลังจากการประชุมที่บรูไน คณะแอปเตอร์ก็ได้รับเชิญไปร่วมงานส่งมอบข้าวที่ประเทศฟิลิปปินส์อีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เป็นรายการที่ต้องเดินทางขึ้นไปทางภาคเหนือของประเทศซึ่งเป็นครั้งแรกเช่นกันที่ผมได้มีโอกาสไปสมัยยี่สิบปีก่อน ผมเคยไปเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ที่ศูนย์ฝึกอบรมแห่งหนึ่งแถวๆ มหาวิทยาลัยเซ็นทรัลลูซอน เมืองนูเอวาเอซีฮา และเคยไปทริปที่เมืองท่องเที่ยวดัง คือ บาเกียว ก็เท่านั้น เพราะที่นั่นเดินทางขึ้นเหนือจากมะนิลาไปไม่เท่าไหร่ แต่ครั้งนี้เดินทางโดยเครื่องบินไปประมาณชั่วโมงหนึ่ง ซึ่งถือว่าไกลพอสมควร ไปลงที่จังหวัดอิโลคอส นอร์เต ติดชายฝั่งทะเลทิศตะวันตกของเกาะลูซอนครับ

การเดินทางไปฟิลิปปินส์ที่ผ่านๆ มาคณะเราก็มักจะใช้บริการของการบินไทย แต่คราวนี้ เนื่องจากเวลาต่อเครื่องไม่ค่อยจะลงตัวกันนัก กล่าวคือ ถ้าไปการบินไทย ต้องไปรออีกนานมากที่สนามบิน หากแต่ที่พอดีเวลามากกว่า คือต้องไปสายการบินของประเทศฟิลิปปินส์ คือ เซบู แปซิฟิก ก็เลยไม่มีโอกาสสนับสนุนการบินไทยรักคุณเท่าฟ้า เหมือนอย่างเคย แต่กระนั้น ด้วยเวลาต่อเครื่องที่เผื่อไม่มากนี้ กลับทำให้พวกเราเหน็ดเหนื่อยและตื่นเต้นมากขึ้นอย่างที่ไม่น่าจะเป็นเลย เรื่องของเรื่อง คือ สนามบินกรุงมะนิลา ที่ชื่อนินอย อาคิโน นั้น เขามีอยู่ถึง 4 เทอร์มินัล แต่ทั้ง 4 เทอร์มินัลนั้น ก็ใช้รันเวย์ร่วมกัน หมายถึงว่าทุกเทอร์มินัลจะอยู่ในละแวกเดียวกันระยะทางไม่เกิน 1-4 กิโลเมตร

ผมจำได้ว่าสายการบินเซบู แปซิฟิก จากกรุงเทพฯ ที่ไปวันนั้นต้องไปลงที่เทอร์มินัล 3 ส่วนเครื่องบินภายในประเทศที่พวกเราต้องไปต่ออีกจะออกที่เทอร์มินัล 2 ความจริงดูจากตัวเลข เทอร์มินัลก็น่าจะอยู่ติดกัน และด้วยความที่พวกเราจะประหยัดเงิน แอปเตอร์ แทนที่จะใช้บริการแท็กซี่เดินทางระหว่างเทอร์มินัล อีกทั้งเพราะมีเวลาเหลือเฟือ เรากลับเลือกใช้ชัทเทิลบัส ซึ่งน่าจะเป็นบริการของทางสนามบิน ทีนี่หละเรื่องที่น่าตื่นเต้นและน่าจดจำไว้เตือนผู้อ่านที่เคารพก็บังเกิดขึ้น เพราะเจ้ารถชัทเทิลบัสนั้นน่ะเขาวิ่งตามตัวเลข จากเทอร์มินัล 3 ที่เราขึ้น เขาจะวิ่งไปเทอร์มินัล 4 จาก 4 เขาจะไป 1 และจาก 1 เขาถึงจะไป 2 ซึ่งก็น่าจะถูกต้องแล้ว แต่ที่โชคร้าย คือ รถชัทเทิลบัสเดินทางได้ช้ามากๆ เพราะต้องฝ่าจราจรรถติดมโหฬาร แถมยังจอดนิ่งอยู่นานที่จุดหนึ่ง แต่คนผู้โดยสารก็นั่งกันรอเต็มอยู่มนรถ ทราบหลังจากผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมงว่ารถเสีย ต้องรอคันใหม่มาเปลี่ยน สรุปแล้ว จากเวลาที่เราขึ้นรถที่จุดแรก ไปจนถึงจุดลงรถ ใช้เวลาไปทั้งหมด 3 ชั่วโมง ฉิวเฉียดที่จะตกเครื่องไฟลท์ต่อไปเลยนะ สรุปแล้วพวกเราไม่ต้องเบื่อไปนั่งรอนานในสนามบินเลย เพราะใช้เวลาอยู่บนรถบัสแทน ก็เล่าให้ท่านผู้อ่านฟังนะครับ เผื่อใครไปโอกาสหน้าจะได้เตรียมการหลีกเลี่ยงปัญหานี้ครับ

เครื่องบินภายในประเทศเราแตะรันเวย์เมืองอีโลคอส นอร์เต ก็ค่ำมืดพอดี คุณจูดี้ ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด ของหน่วยงานเอ็นเอฟเอ พร้อมคณะที่หน้าตาคุ้นเคยอย่างดีมาต้อนรับพวกเราที่สนามบิน พร้อมคล้องพวงมาลัยให้กับทุกคน นับเป็นความกรุณาของท่านจริงๆ ที่ให้เกียรติพวกเราอย่างมากและสม่ำเสมอไม่เปลี่ยนแปลง จากนั้นก็พาเราขึ้นรถขบวนใหญ่ แถมยังมีรถมอเตอร์ไซค์ตำรวจนำเปิดไซเรนตลอดทางให้อีก เข้าไปในเมืองอีโลคอสนอร์เต เพื่อพาเราไปยังที่พัก ถึงโรงแรมที่พัก ซึ่งเป็นแบบบูติก มุงแฝกหรืออะไรไม่ทราบ ดูน่าพักทีเดียว

พวกเรารับประทานอาหารเย็น ที่ห้องอาหารของโรงแรมนั้นเอง ซึ่งเขาได้จัดไว้อย่างดี เป็นอาหารของฟิลิปปินส์ และก็มีเจ้าหน้าที่ทางการของประเทศฟิลิปปินส์ทั้งจาก เอ็นเอฟเอ และจากกระทรวงสวัสดิการและพัฒนาสังคม ซึ่งเป็นฝ่ายแจกจ่ายข้าวมาร่วมนั่งรับประทานด้วย คณะเรารับประทานอาหารกันโดยใช้เวลาพอสมควร ไม่ดึกมากนัก เพราะพรุ่งนี้ต้องมีภารกิจสำคัญ คือพิธีการส่งมอบและแจกจ่ายข้าว ในศาลาว่าการของเมือง และอีกอย่างก็เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางกันมาพอสมควร ก็เลยกลับไปพักผ่อน ซึ่งนับแต่เช้ายันดึกวันและคืนเดียวกันเราอยู่ 2 ประเทศ แถมยังเดินทางต่อเข้าไปในจุดที่ไกลแสนไกลอีก เป็นสภาพของผมและทีมงานแอปเตอร์พบเจอกันอยู่ประจำครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

‘ประภัตร’ลุยนครปฐม เดินหน้าส่งเสริมเลี้ยงสัตว์ ดันเกษตรสร้างชาติสู้ภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466446

‘ประภัตร’ลุยนครปฐม เดินหน้าส่งเสริมเลี้ยงสัตว์ ดันเกษตรสร้างชาติสู้ภัยแล้ง

วันพุธ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2563, 16.19 น.

“ประภัตร”นำคณะลุยนครปฐม แจงเตรียมพร้อมเดินหน้าโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ ดันเกษตรสร้างชาติสู้ภัยแล้ง

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงาน โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง (เกษตรสร้างชาติ) ภายใต้ความร่วมมือ ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พร้อมด้วย นายขจรเกียรติ รักพาณิชมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและเกษตรกรใน 7 อำเภอ จาก จ.นครปฐม กว่า 1,000 คน เข้าร่วม ณ ห้องคอนเวนชั่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีหลายจังหวัดได้รับผลกระทบจากภัยแล้งอย่างรุนแรง และถูกประกาศเป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว ทั้งภาคเหนือ และภาคอิสาน ตลอดจนกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่า ไทยจะเผชิญกับภาวะฝนแล้งไปจนถึง มิ.ย.2563 ส่วนช่วงต้นปีฝนจะตกต่ำกว่าค่าปกติ 3 – 5% รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตระหนักถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้เกษตรกรไม่สามารถทำการเกษตรได้ อีกทั้งยังขาดโอกาส การเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อใช้ในการฟื้นฟูหรือปรับเปลี่ยนอาชีพ จึงได้มีโครงการดังกล่าวขึ้น ซึ่งการลงพื้นที่ในครั้งนี้เพื่อชี้แจงโครงการให้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานของหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้เข้าร่วมโครงการฯ ถือปฏิบัติร่วมกัน ตลอดจนเพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการฯ บรรลุวัตถุประสงค์ มีผลสัมฤทธิ์ สามารถสร้างรายได้และมีอาชีพที่มั่นคง ยั่งยืน  ซึ่งได้รับการตอบรับจากเกษตรกรเป็นอย่างดี

นายประภัตร บอกด้วยว่าโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถภาคปศุสัตว์ไทย ฟื้นฟูอาชีพแก่เกษตรกร บรรเทาความเดือดร้อนเสียหายอันเนื่องมาจากภัยพิบัติ ภัยธรรมชาติ และผลกระทบจากราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ พร้อมทั้งสนับสนุนการจัดการตลาด ผลผลิตทางการเกษตรที่เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ และเพื่อเป็นการสร้างอาชีพทางเลือกใหม่ด้วยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมมาเลี้ยงสัตว์จำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ได้แก่ โคเนื้อ กระบือ แพะ แกะ และไก่พื้นเมือง รวมถึงกิจการที่เกี่ยวเนื่อง โดยรัฐบาลมีประกันราคาและตลาดรองรับ ตลอดจนมีคอกกลางรวบรวมสัตว์ต่างๆ ที่ส่งเสริมเพื่อส่งออก ซึ่งเกษตรกรจะต้องจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน

นอกจากนี้ ภายในงานหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ และเอกชน ร่วมชี้แจงโครงการฯ ให้พี่น้องเกษตรกรได้รับทราบ เข้าใจ รวมถึงสำรวจความต้องการของเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการต่างๆ ซึ่งในส่วนของจังหวัดนครปฐม สามารถส่งเสริมอาชีพได้หลากหลาย ทั้งด้านประมง ด้านปศุสัตว์ อาทิ ส่งเสริมการเลี้ยงโค แพะ แกะ สุกร เป็ด ไก่ ฯลฯ โครงการต่างๆ นั้นหน่วยงานภาครัฐร่วมบูรณาการให้การสนับสนุน เช่น บ่อบาดาลเพื่อการเกษตร อาหารสำหรับเลี้ยงสัตว์ พร้อมทั้งการให้ความรู้แก่เกษตรกร

สำหรับ จ.นครปฐม มีพื้นที่ทั้งหมด 1.35 ล้านไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 796,662 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 58.78 ของพื้นที่ มีพื้นที่ทำนาปี 334,211 ไร่ ทำนาปรัง 199,203 ไร่ พืชไร่ 80,668 ไร่ มีเกษตรกรทำการประมงจำนวน 8,390 ราย พื้นที่ทำการประมง 90,153.14 ไร่ ส่วนอาชีพเลี้ยงสัตว์ ประกอบด้วย เกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อ 2,170 ราย โคเนื้อ 39,976 ตัว เกษตรกรเลี้ยงกระบือ 29 ราย กระบือ 288 ตัว เกษตรกรเลี้ยงแพะ-แกะ 132 ราย แพะ-แกะ 9,067 ตัว และเกษตรกรเลี้ยงไก่พื้นเมือง 11,413 ราย ไก่พื้นเมือง 1,078,933 ตัว

ขณะเดียวกัน นายประภัตร ยังบอกอึกว่าสำหรับสถานการณ์น้ำ จ.นครปฐม ใช้น้ำจาก 2 ลุ่มน้ำ คือ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 28% และลุ่มน้ำแม่กลอง 72% โดยมีสถานการณ์ ดังนี้ 1.ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลัก รวม 10,789 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 43% ปริมาณน้ำที่สามารถนำไปใช้ได้ 4,093 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 23% และ 2.ลุ่มน้ำแม่กลอง ปริมาณน้ำใน 2 เขื่อนหลัก (เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ) รวม 21,639 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 81% ปริมาณน้ำที่สามารถนำไปใช้ได้ 8,362 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 63% โดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ระดับน้ำในแม่น้ำท่าจีนช่วงตอนบนของจังหวัดอยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนตอนล่างของจังหวัดอยู่ในระดับน้อย โดยมีบางช่วงเวลาระดับน้ำสูงขึ้นและต่ำลงเป็นช่วงๆ เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากน้ำทะเล สำหรับค่าความเค็มของแม่น้ำท่าจีนในเขตจังหวัดนครปฐมอยู่ในเกณฑ์ปกติ