ส.ป.ก.เร่งจัดสรรที่ดินฟาร์มไก่’ปารีณา’ ให้เกษตรกรเข้าทำกินแบบแปลงรวม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466413

news_default

ส.ป.ก.เร่งจัดสรรที่ดินฟาร์มไก่’ปารีณา’ ให้เกษตรกรเข้าทำกินแบบแปลงรวม

วันพุธ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2563, 14.41 น.

“เลขาธิการส.ป.ก.”เผยเร่งกำหนดรูปแบบจัดสรรสิทธิ์ที่ดิน682ไร่ฟาร์มไก่”ปารีณา” ระบุไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด คงส่วนที่มีประโยชน์ไว้ อนุญาตให้เกษตรกรเข้าทำกินแบบแปลงรวม ตามนโยบายใหม่ของ”รมช.ธรรมนัส”

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2563 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า ทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้องของ ส.ป.ก.เร่งประชุมตรวจสอบทั้งข้อกฎหมายในการนำที่ดิน 682 ไร่ เลขที่ 109 หมู่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี มาเข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิ์ ควบคู่กับหารูปแบบที่เหมาะสมในการส่งเสริมอาชีพเกษตรกร ตามนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ย้ำว่า ในการอนุญาตให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของ ส.ป.ก.ต้องจัดทำระบบสาธารณปโภคและส่งเสริมอาชีพให้ด้วย ไม่เช่นนั้นผู้ได้รับสิทธิ์อาจไม่สามารถอยู่อาศัยและใช้ที่ดินประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

สำหรับที่ดิน 682 ไร่นี้ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ส่งมอบทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้ ส.ป.ก.แล้ว ซึ่ง ส.ป.ก.จะพัฒนาพื้นที่โดยนำนโยบายการส่งเสริมการทำเกษตรแบบรวมกลุ่ม การตลาดนำการเกษตรมาเป็นแนวทางสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกร เตรียมนำแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) มาสำรวจว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวเหมาะสำหรับทำการเกษตรประเภทใด เบื้องต้นพบว่า มีสภาพแห้งแล้ง เหมาะสมที่จะปลูกพืชใช้น้ำน้อย ปลูกพืชอาหารสัตว์ และทำปศุสัตว์ ดังนั้น จึงกำลังประชุมอย่างต่อเนื่องเพื่อกำหนดเขตกาการใช้ประโยชน์ในพื้นที่แปลงนี้เช่น แปลงปลูกพืช แปลงเลี้ยงสัตว์ แปลงที่อยู่อาศัย และแปลงสำนักงาน ทั้งนี้ การจัดที่ดินจะใช้รูปแบบ “แปลงรวม” มาทำเป็นต้นแบบ อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ได้ จะคงไว้สำหรับทำเป็นสำนักงานสหกรณ์การเกษตร ในส่วนโรงเลี้ยงไก่ หากจะส่งเสริมเกษตรกรทำปศุสัตว์จะเก็บไว้ ส่วนที่ไม่ต้องการ เป็นความรับผิดชอบของ น.ส.ปารีณา ในการรื้อถอนออก เมื่อจัดรูปแปลงและมีแผนการส่งเสริมอาชีพเรียบร้อยแล้ว จึงจะพิจารณาเกษตรกรที่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย ส.ป.ก.ให้เข้าทำกินร่วมกัน

ทั้งนี้ สิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุดขณะนี้คือ การปรับปรุงสภาพพื้นที่ ส.ป.ก.ที่จัดสรรสิทธิ์ไปแล้ว และที่ยึดคืนมาตามคำสั่งหัวหน้า คสช.กรณีถือครองเกิน 500 ไร่ ซึ่งจะเร่งพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและส่งเสริมอาชีพเพื่อให้อยู่อาศัยและทำกินได้อย่างมั่นคง โดยจะเป็นการลดปัญหาการขายเปลี่ยนมือให้นายทุนไปประกอบกิจการอื่นที่มิใช่การเกษตร หรือการครอบครองเกินกว่าที่กฎหมาย ส.ป.ก.กำหนดไว้

ขณะเดียวกันได้ให้ปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรี ตรวจสอบที่ดินในเขต อ.สวนผึ้ง ซึ่งมีข้อร้องเรียนว่า นายทวี ไกรคุปต์ บิดาของ น.ส.ปารีณา ครอบครองรวมเนื้อที่กว่า 600 ไร่ ว่าอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินหรือไม่ หากใช่ รมช.ธรรมนัส สั่งให้ตรวจสอบการครอบครอง ถ้าพบการครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมายจะยึดคืนเช่นเดียวกัน

ทุ่ม161.79ล้านยกระดับผู้เลี้ยงโครองรับTAFTA #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466192

news_default

ทุ่ม161.79ล้านยกระดับผู้เลี้ยงโครองรับTAFTA

วันพุธ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ (กองทุน FTA) ว่า คณะกรรมการบริหารกองทุน FTA อนุมัติงบประมาณ 161.79 ล้านบาท ให้กรมปศุสัตว์ กำกับดูแลการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการตลาดโคเนื้อรองรับ FTA เพื่อยกระดับมาตรฐานและประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อ ตั้งแต่ผลิตโคต้นน้ำจนถึงตลาดเนื้อคุณภาพสำหรับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

การอนุมัติเงินกองทุนครั้งนี้ สศก.เล็งเห็นความสำคัญของการเตรียมการรองรับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าไทย-ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ซึ่งจะสิ้นสุดมาตรการ SSG ภายใต้ความตกลง TAFTA วันที่ 1 มกราคม 2564 และคาดว่าจะนำเข้าโคมีชีวิต เนื้อโคแช่แข็งและเครื่องในโคแช่แข็งจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มากขึ้น เป็นผลจากราคาถูกกว่าเนื้อโคในประเทศไทย และส่งผลกระทบโดยตรงกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ ซึ่งมีต้นทุนการผลิตสูง ประกอบกับราคาจำหน่ายโคเนื้อที่ไม่แน่นอน

การให้การสนับสนุนงบประมาณดำเนินโครงการดังกล่าว เป็นการช่วยยกระดับโครงสร้างการผลิตโคเนื้อในประเทศไทยทั้งระบบ รวมถึงสนับสนุนการบูรณาการให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ
ในประเทศ สามารถร่วมมือพัฒนาศักยภาพการผลิต และแข่งขันกับผู้ผลิตจากต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยตามกรอบแนวทางยุทธศาสตร์ 3 ด้าน ได้แก่ 1) รักษาตลาดบริโภคเนื้อโคไทย 2) กระตุ้นการเพิ่มประชากรโคเนื้อและเนื้อโค และ 3)บริหารจัดการพืชอาหาร และอาหารสัตว์สำหรับโคเนื้อ

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์เป็นผู้ขับเคลื่อนโครงการร่วมกับเครือข่ายโคเนื้อไทย ส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงโคแม่พันธุ์เพื่อผลิตลูกหย่านม โคก่อนขุน และโคขุนที่มีคุณภาพดีตรงความต้องการของตลาด โดยร่วมมือภาคเอกชนคือ บริษัท พรีเมียมบีฟ จำกัด ในการพัฒนาระบบซื้อขายโคให้มีมาตรฐาน เพื่อให้เกษตรกรได้ราคาที่เป็นธรรม มีตลาดรองรับแน่นอนและประกันราคารับซื้อไม่ต่ำกว่าท้องตลาด  นอกจากนี้ ยังบริหารระบบโลจิสติกส์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างความเข้มแข็งให้เครือข่ายการผลิตตลอดห่วงโซ่ สามารถผลิตโคขุนคุณภาพดีรองรับความต้องการของตลาด 250 ตัว/เดือน หรือ 3,000 ตัว/ปี มี Central Feedlot ที่ได้รับมาตรฐาน GAP FMD Free ซึ่งใช้เป็น ศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ (Learning Center) สำหรับเกษตรกรได้เข้ามาศึกษาต่อยอดการพัฒนาอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยให้เข้มแข็ง คาดว่าโครงการดังกล่าว จะทดแทนการนำเข้าสินค้าโคได้อย่างน้อย 150 ล้านบาท/ปี

‘มนัญญา’ลุยแก้ปัญหากู้ยืมเงินสหกรณ์ฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466184

news_default

‘มนัญญา’ลุยแก้ปัญหากู้ยืมเงินสหกรณ์ฯ

วันพุธ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายโอภาสทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมหารือแนวทางแก้ปัญหา กรณีร้องเรียนจากสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ในการขอกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ดังกล่าว ที่สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ กรุงเทพมหานครหลังหารือพบว่าสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด ยังดำเนินการตามบทบาทของสหกรณ์ได้ และจะตรวจสอบในส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไปทั้งนี้ ในส่วนกระทรวงเกษตรฯมอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ทบทวนทั้งเรื่องกฎหมายและพ.ร.บ.ให้ครอบคลุมการดำเนินงานของสหกรณ์ในภาพรวมและจากการที่เข้ามาดูแลในส่วนที่เกี่ยวข้องนี้ ทำให้สมาชิกสหกรณ์มั่นใจในระบบสหกรณ์

ส่องเกษตร : เริ่มตรงไหนดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466185

449007

ส่องเกษตร : เริ่มตรงไหนดี

วันพุธ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เดือนมกราคมของทุกปี เป็นเดือนที่มีหลายอย่างเกิดขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงในระบบราชการ ขณะนี้มีการแต่งตั้งผู้บริหารระดับหัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงาน ผู้บริหาร ผู้อำนวยการระดับต้น ระดับสูง ดูเสมือนเป็นการจัดกำลังกันใหม่ ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีการนำเสนอนโยบายในปีใหม่นี้ออกมาเพื่อใช้เป็นทิศทางขับเคลื่อนงานของกระทรวง ส่วนว่าจะเหมือนเดิม เอางานแต่ละกรมมาร้อยเรียงใหม่ หรือจัดงานยุทธศาสตร์ชาติหรือแผนปฏิรูปประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนด้วยหรือไม่ คงต้องลึกลงไปในรายละเอียด แต่ที่เห็นประการหนึ่งคือการยึดความถูกต้อง ประโยชน์สุขกับทุกกลุ่ม น่าจะปรากฏให้เห็นร่องรอยบ้าง ได้แต่ห่วงว่าทุกองคาพยพในกระทรวงจะตระหนักและนำไปขับเคลื่อนอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดผลในทิศทางเดียวกัน ไม่อยากเห็นเหมือนที่ได้ยินมาว่ามี 4 กระทรวง 4 นโยบาย เป็นอิสระจากกัน หากเป็นเช่นนี้ นโยบายที่ออกมาคงยากจะผลักดันให้ถึงฝั่งได้ เหมือนลงเรือลำเดียวกัน แต่พายไปคนละทิศทาง เรือจะหมุนคว้างวนอยู่กับที่ หรืออาจล่มเอาง่ายๆ

ช่วงเวลานี้เดินทางไปมาไหน ไม่ว่าจะพื้นที่การเกษตรหรือพื้นที่เมืองทุกคนจะวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาภัยแล้งยิ่งอากาศแห้ง แดดจัด อุณหภูมิสูง อัตราการระเหยของน้ำบนผิวดินยิ่งสูงขึ้นไปอีกไม้ผลหลายชนิดอยู่ในช่วงออกดอก หลังจากที่อากาศหนาวจัดในช่วงต้นเดือนธันวาคม คงต้องลุ้นกันว่า อากาศร้อนๆ ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำๆ จะส่งผลต่อการผสมติดของไม้ผลแต่ละชนิดอย่างไร หรือดอกที่ออกจะกระทบร้อนจนดอกร่วงไปเสียก่อน เกษตรกรหลายรายในภาคตะวันออกต้องขนขวายหาแหล่งน้ำมาใช้ในสวนผลไม้ของตนเอง ทั้งการเจาะบ่อบาดาล หรือการเตรียมรถขนน้ำมาใช้ในสวน เพื่อประคับประคองให้ไม้ผลที่ติดดอก ได้รับน้ำเพียงที่จะให้ผลผลิต ไม่ใช่นั้นฤดูการผลิตนี้อาจสูญเปล่าก็เป็นได้

ผมผ่านไปในเส้นทางปากช่อง เขาใหญ่จนถึงวังน้ำเขียว เห็นมะม่วงออกดอกเป็นจำนวนมาก หากติดผลทั้งหมดก็อาจกระทบถึงราคาได้ แต่เมื่อได้คุยกับพี่น้องเกษตรกรเจ้าของสวนมะม่วง สิ่งที่พี่น้องเหล่านี้เป็นกังวลกลับไม่ใช่เรื่องราคาผลผลิตตกต่ำ แต่เป็นปัญหาเรื่องความแห้งแล้งที่ส่งผลต่อผลผลิตที่จะเกิดขึ้น ด้วยยังมีความรักในอาชีพทำสวนมะม่วง ยังหวังว่าอาชีพนี้ จะเลี้ยงชีวิตได้ ไม่อยากขายที่ให้นายทุนไปสร้างรีสอร์ทเสียหมด ความกังวลของพี่น้องเกษตรกรที่มีต่อปัจจัยการผลิตและปัญหาด้านราคาผลผลิตตกต่ำ เป็นประเด็นที่ยังคงมีเรื่องราวท้าทายความสามารถของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ตลอดเวลา เป็นงานที่เหมือนกระทรวงนี้จะทำเสร็จแต่ไม่สำเร็จจริงๆจังๆ

การกำหนดเขตการเพาะปลูก หรือ Zoning มีการคิดและนำเสนอมาหลายครั้ง ยาวนานนับ 10 ปี แต่โดยข้อเท็จจริงยังไม่เกิดผลจริงจัง แผนปฏิรูปประเทศรอบนี้ก็มีการระบุถึงประเด็นดังกล่าว แต่ไม่ทราบว่าผลจะเป็นอย่างไร เพราะเท่าที่สัมผัสมา ผู้ที่จะขับเคลื่อนยังไม่เข้าใจในแผนดังกล่าว หากสามารถดำเนินการตามแผนได้ ทั้งการจัดการระบบ logistics การตลาด การเข้าถึงแหล่งทุน การจัดการระบบการผลิต จะทำให้กระบวนงานต่างๆ ก้าวไปข้างหน้าในทิศทางเดียวกัน แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ฝ่ายการเมืองมี 4 นโยบาย 4 ทิศทาง การวางพื้นฐานสำหรับการพัฒนาการเกษตรของชาติคงไม่พบทางสว่างสักที เหมือนที่ผมรับฟังมาจากการทำเกษตรตามกระแส กรณีบางคนมีที่ มีทุนเห็นสวนทุเรียนรายได้ดีอยากปลูกทุเรียนบ้าง หากิ่งพันธุ์ทุเรียนมาปลูก 500 กิ่ง ไม่ทันไรตายสนิท เป็นการสะท้อนความล้มเหลวของการนำระบบ Zoning มาใช้ที่ยังห่างไกลเป้าหมายมาก จะว่าไปก็คล้ายกับการแต่งตั้งข้าราชการระดับบนที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ผลงาน ความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในงานที่ต้องรับผิดชอบ อาจไม่ใช่ประเด็นหลัก สิ่งที่พิจารณากลายเป็นว่ามาจากสายการเมืองไหน คงชัดเจนกันแล้วว่าหากจะเริ่มต้นปฏิรูปประเทศกันจริงจัง ควรจะปฏิรูปสิ่งใดก่อนดี

สมชาย ชาญณรงค์กุล

แนะวิธีรับมือน้ำเค็มรุกพื้นที่การเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466194

news_default

แนะวิธีรับมือน้ำเค็มรุกพื้นที่การเกษตร

วันพุธ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำเค็มรุกพื้นที่การเกษตรปีนี้ ซึ่งเกิดจากน้ำจืดต้นน้ำเหนือเขื่อนมีปริมาณน้อย น้ำทะเลหนุนสูงดันให้น้ำเค็มไหลเข้าไปในแม่น้ำหลายแห่งในพื้นที่การเกษตรของจังหวัดที่อยู่ปากแม่น้ำเร็วกว่าปกติ ที่จะเกิดประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคม ทำให้ค่าความเค็มสูงกว่าค่ามาตรฐานที่พืชรับได้ อยู่ที่ไม่เกิน 1.2 กรัม/ลิตร โดยเฉพาะน้ำเค็มอาจรุกเข้าพื้นที่อย่างน้อย 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สร้างผลกระทบและความเสียหายให้พื้นที่กล้วยไม้ไม้ผลไม้ยืนต้น และพืชอื่นได้

ทั้งนี้ ผลกระทบของน้ำเค็มที่มีต่อพืช เมื่อเกษตรกรนำมารดน้ำต้นไม้ พบว่าปลายใบไหม้ ต้นเหี่ยว ใบเหลือง เป็นอาการขาดน้ำของพืชทั่วไป แต่ถ้าพืชอยู่ในระยะเริ่มสร้างช่อดอกหรือผสมเกสรจะส่งผลให้ช่อดอกไม่พัฒนาต่อ ไม่เกิดการผสมเกสร ผลผลิตจะลดลง แต่หากติดผลแล้วจะสลัดลูกร่วงทิ้ง สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้เพราะพืชไม่สามารถใช้น้ำได้ตามวัฏจักรที่ควรจะเป็น เมื่อใช้น้ำเค็มรดต้นพืช จะมีคราบขี้เกลือสีขาวปรากฏอยู่ทั่วสวน

นางกุลฤดีกล่าวต่อว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ขอแนะนำวิธีป้องกันรับมือ เมื่อน้ำเค็มรุกสวนสำหรับเกษตรกร เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ดังนี้ 1) ติดตามสถานการณ์เตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตรอย่างใกล้ชิดที่เว็บไซต์ www.TMD.go.th, www.RID.go.th, www.DOAE.go.th  2)ปิดประตูระบายน้ำในสวนตนเอง พร้อมสำรองน้ำและอุดรูรั่วตามแนวคันสวนโดยรอบ ป้องกันน้ำเค็มเข้าร่องสวน 3) ขุดสร้างคันดินล้อมรอบสวนป้องกันการรุกของน้ำเค็ม 4) ลอกเลนตามร่องสวนออก เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำและดึงน้ำจากดินชั้นล่าง
ให้ไหลออกมาใช้ได้ 5) ดูแลสวนตนเองอย่างใกล้ชิด ด้วยการตัดแต่งกิ่งที่ไม่จำเป็นออก เพื่อลดการคายน้ำไม่ปลูกพืชใช้น้ำมาก และใช้วัสดุคลุมโคนต้นเพื่อรักษาความชื้นของหน้าดิน 6) จัดหาแหล่งน้ำสำรอง เพื่อเก็บน้ำจืดจากแม่น้ำหรือกักเก็บน้ำธรรมชาติหรือขุดบ่อบาดาล เพื่อนำน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้ 7) กรณีน้ำเค็มเข้าสวนแล้วให้รีบระบายน้ำเค็มออกจากแปลงปลูกให้หมด แล้วจัดหาน้ำจืดมาให้ต้นไม้ผล เพื่อช่วยให้มีชีวิตอยู่รอดอีกทั้ง ยังช่วยล้างความเค็มของดินออกไปด้วย 8) กรณีเป็นต้นไม้ เล็กให้พรางแสงเพื่อช่วยลดอุณหภูมิที่ผิวดินและลดการคายน้ำของพืช

“ภาครัฐไม่ได้นิ่งนอนใจกระทรวงเกษตรฯสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดบูรณาการทำงานร่วมกันและแก้ปัญหา ซึ่งดำเนินการแล้ว ดังนี้ 1)ทำให้น้ำเค็มเจือจางลง : โดยเพิ่มอัตราระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาลงมาผลักดันน้ำเค็มให้เจือจางลง 2)อาศัยน้ำจากแหล่งน้ำข้างเคียง : โดยผันน้ำจากแม่น้ำเข้ามาช่วยเติมให้แม่น้ำเจ้าพระยา 3)หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายต้องประสานกรมทรัพยากรน้ำบาดาลขุดเจาะน้ำบาดาลเพื่ออุปโภคและบริโภค 4)จัดเจ้าหน้าที่เตือนภัย ติดตามการระบายน้ำ เพื่อรับทราบสถานการณ์ลดระดับความเค็มของน้ำและทำความเข้าใจกับเกษตรกร 5)ไม่ส่งเสริมให้ทำนาปรังเกิน 2 ครั้งต่อปี และงดทำนาปรังหลังเดือนกุมภาพันธ์ เพราะไม่มีน้ำเพียงพอสำหรับการเกษตร กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่าปีนี้อาจมีฝนตกช่วงเดือนมิถุนายน”รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าว

ปริมาณไก่ไข่เหมาะสม ส่งผลราคามีเสถียรภาพ เตือนผู้เลี้ยงเห็นแก่ส่วนรวม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466259

news_default

ปริมาณไก่ไข่เหมาะสม ส่งผลราคามีเสถียรภาพ เตือนผู้เลี้ยงเห็นแก่ส่วนรวม

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 18.32 น.

ปริมาณไก่ไข่เหมาะสม ส่งผลราคามีเสถียรภาพ เตือนผู้เลี้ยงเห็นแก่ส่วนรวม

14 มกราคม 2563 นายอรรณพ อัครนิธิยานนท์ อดีตนายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เปิดเผยว่า ในขณะนี้ระดับราคาไข่ไก่ค่อนข้างมีเสถียรภาพ ผู้เลี้ยงอยู่ได้ ผู้บริโภคไม่เดือดร้อน เป็นผลมาจากการบริหารจัดการปริมาณพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่อย่างเหมาะสม โดยทุกคนในอุตสาหกรรมยอมเลี้ยงลดลง เพื่อให้ปริมาณไข่ไม่ล้นตลาด และอยู่ได้ไม่ขาดทุน แต่หากมีผู้เลี้ยงไก่ไข่ที่มองเป็นโอกาสแล้วเร่งขยายการเลี้ยง โดยเรียกร้องขอนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่เพิ่ม อาจนำไปสู่ภาวะไข่ไก่ล้นตลาด กลับสู่วังวนเดิมๆของคนเลี้ยงไก่ไข่ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมไข่ไก่โดยรวม

“กว่าเอ้กบอร์ดและทุกคนในอุตสาหกรรมจะร่วมมือกันลดปริมาณแม่ไก่ไข่ให้สอดคล้องกับการบริโภคในประเทศที่ 48-49 ล้านตัว ไม่ใช่เรื่องง่าย กินเวลามา 2-3 ปีทีเดียว จึงอยากให้ทุกคนในอุตสาหกรรมนี้ คำนึงถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทุกคนตลอดห่วงโซ่อุปทานไข่ไก่ได้อย่างยั่งยืน” นายอรรณพ กล่าว

นายอรรณพ ระบุว่า หากทั้งอุตสาหกรรมเห็นว่า จำเป็นต้องเพิ่มแม่พันธุ์จริง อาจพิจารณาให้ผู้นำเข้ารายเดิมที่มีอยู่ถึง 16 รายให้นำเข้าเพิ่มได้ ภายใต้การกำกับดูแลของเอ้กบอร์ด ไม่ควรให้เปิดนำเข้าโดยเสรี เพราะจะควบคุมปริมาณแม่ไก่สาวไม่ได้ และจะกระทบเป็นลูกโซ่ให้ต้องแก้ปัญหาอย่างยากลำบากกันอีก

ทั้งนี้ เอ้กบอร์ด หรือคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ มีมาตรการควบคุมปริมาณไก่ เพื่อรักษาปริมาณไข่ไก่ไม่ให้ล้นตลาด โดยบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่การผลิตทั้งประเทศ ตั้งแต่ต้นน้ำ โดยควบคุมปริมาณปู่ย่าพันธุ์และพ่อแม่พันธุ์ (GP, PS) โดยลดโควตานำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่จากปี 2560 , 2561 , 2562 ให้ลงมาอยู่ที่ 608,000 ตัว , 550,000 ตัว และ 440,000 ตัว ตามลำดับ ขณะที่ ช่วงกลางน้ำมีมาตรการกำหนดอายุปลดไก่ และช่วงปลายน้ำ ก็ทำการรณรงค์บริโภค รวมถึงส่งออกไข่ไก่ส่วนเกิน

นายอรรณพ กล่าวอีกว่า มาตรการทั้งหมดดังกล่าว นำไปสู่ปริมาณผลผลิตไข่ไก่ที่สมดุลกับปริมาณการบริโภคที่ 39-40 ล้านฟองต่อวัน ส่งผลให้ระดับราคาไข่ไก่มีเสถียรภาพที่สุดในรอบ 5 ปี คาดว่า ปี 2563 เอ้กบอร์ดจะยังคงปริมาณแม่พันธุ์ไก่ไข่ที่ 440,000 ตัวเท่าเดิม

ส.ป.ก.กางแผนแก้แล้ง ลุยผุดแหล่งน้ำใหม่ ปรับปรุงของเดิม 33 แห่ง 22 จว. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466254

news_default

ส.ป.ก.กางแผนแก้แล้ง ลุยผุดแหล่งน้ำใหม่ ปรับปรุงของเดิม 33 แห่ง 22 จว.

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 18.20 น.

ส.ป.ก.กางแผนแก้แล้ง ลุยผุดแหล่งน้ำใหม่ ปรับปรุงของเดิม 33 แห่ง 22 จว.

14 มกราคม 2563 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตนได้ตรวจเยี่ยมความเป็นอยู่ของเกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก. ทุกภาค ซึ่งหลายแห่งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ จึงสั่งการให้เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) ทำแผนปฏิบัติการแก้ไขในระยะเร่งด่วน โดยมอบนโยบายว่าพื้นที่ที่มอบหนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์ ส.ป.ก. 4-01 แก่เกษตรกรแล้ว ต้องจัดหาระบบสาธารณูปโภคให้พร้อมอยู่อาศัยและทำกินได้ ขณะนี้ได้นำเงินจากกองทุนปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เป็นสินเชื่อแก่เกษตรกร มอบเมล็ดพันธุ์ปุ๋ยพืชสดสำหรับปลูกในฤดูแล้ง แล้วไถกลบเป็นธาตุอาหารพืชในฤดูกาลเพาะปลูกใหม่ สร้างแหล่งน้ำประจำไร่นา และปล่อยพันธุ์ปลาเพื่อให้จับบริโภคและจำหน่ายได้

“เกษตรกรที่ได้รับการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว ต้องมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาอาชีพและสร้างรายได้ ซึ่งจะทำให้ทำเกษตรกรรมในที่ดินของรัฐได้อย่างยั่งยืน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ด้านนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงาน ส.ป.ก. กล่าวว่า ส.ป.ก.เร่งขับเคลื่อนแผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตปฏิรูปที่ดินและโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน 22 จังหวัด ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินมีแหล่งน้ำสำหรับใช้ทำการเกษตรและอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ ประกอบกับภัยแล้งที่กำลังทยอยเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ขณะนี้ ทำให้ปฏิรูปที่ดินทุกจังหวัดต้องขับเคลื่อนโครงการอย่างเร่งด่วนเพื่อให้เกษตรกรมีน้ำกินน้ำใช้และผ่านพ้นภัยแล้งในปีนี้ให้ได้ ทั้งนี้ ส.ป.ก. จึงขอรับการสนับสนุนงบประมาณ 82 ล้านบาทจากกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมาขับเคลื่อนโครงการ

สำหรับโครงการบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตปฏิรูปที่ดินประกอบด้วย 2 แผนงาน คือ แผนงานเพิ่มพื้นที่ชลประทาน โดยก่อสร้างแหล่งน้ำใหม่และปรับปรุงแหล่งน้ำเดิม 33 แห่งใน 22 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ กระบี่ กาฬสินธุ์ ฉะเชิงเทรา ชัยนาท ชุมพร นครราชสีมา นครสวรรค์ บึงกาฬ บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา พะเยา พิษณุโลก สกลนคร สุโขทัย สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี วงเงิน 38 ล้านบาท

แผนงานจัดระดับพื้นที่ตามศักยภาพในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการพัฒนาใน 11 จังหวัด ซึ่งจะมีการจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ 4 จังหวัด และสำรวจออกแบบแหล่งน้ำและการกระจายน้ำ 7 จังหวัด วงเงิน 44 ล้านบาท

ส่วนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัด มีแผนงานขุดลอกและขยายสระเก็บน้ำ 7 แห่ง ใน 4 จังหวัดได้แก่ พะเยา กำแพงเพชร พิจิตร และบุรีรัมย์ วงเงินรวม 5.8 ล้านบาท ขณะนี้งบประมาณรายจ่ายปี 2563 ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร์แล้ว ซึ่ง ส.ป.ก. จะเร่งดำเนินการโครงการดังกล่าวในเขตปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศเพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้อย่างสูงสุดและตรงกับวัตถุประสงค์ในการจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรได้มีที่ทำกิน และสามารถอยู่ได้ อยู่ดี และอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป

‘เฉลิมชัย’วอนงดปลูกพืชใช้น้ำมากช่วงแล้ง เตรียม3พันล.จ้างงานเกษตรกรไร้รายได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466250

news_default

‘เฉลิมชัย’วอนงดปลูกพืชใช้น้ำมากช่วงแล้ง เตรียม3พันล.จ้างงานเกษตรกรไร้รายได้

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 18.12 น.

‘เฉลิมชัย’วอนงดปลูกพืชใช้น้ำมากช่วงแล้ง เตรียม3พันล.จ้างงานเกษตรกรไร้รายได้

14 มกราคม 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) กรณีการปลูกพืชช่วงภัยแล้ง ว่า ในส่วนของพืชที่ใช้น้ำน้อยยังสามารถปลูกได้ และในหลายพื้นที่ยังไม่มีปัญหาเรื่องขาดแคลนน้ำ เช่น ในลุ่มน้ำภาคตะวันตก ลุ่มน้ำแม่กลอง หรือภาคใต้ พืชที่ไม่สามารถปลูกได้คือพืชที่ใช้น้ำมาก เช่น ข้าว ในส่วนนี้เราจะขอความร่วมมือ

เมื่อถามว่า เกษตรกรที่ไม่สามารถปลูกพืชได้เลย ส่วนนี้จะแก้ปัญหาเรื่องการขาดรายได้อย่างไร นายเฉลิมชัย กล่าวว่า เรามีมาตรการ คือ 1.ส่งเสริมให้ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย และอายุสั้น และ 2.การจ้างงาน โดยกรมชลประทานวางแผนจ้างงานเกษตรกร ที่ไม่สามารถทำการเกษตร ซึ่งใช้งบประมาณ 3,100 ล้านบาท ซึ่งต้องทำงานบูรณาการในหลายภาคส่วนเพื่อแก้ปัญหา

“ผมคิดว่าตอนนี้เป็นวิกฤตของประเทศ จึงไม่ใช่ความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรฯ หรือหน่วยราชการ ทางภาคเอกชน หรือประชาชนก็ต้องทำงานร่วมกัน อย่าคิดว่าเป็นปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง วันนี้ต้องช่วยกันคิดว่าจะผ่านปัญหาไปได้อย่างไร” นายเฉลิมชัย กล่าว

เมื่อถามว่าในการประชุม ครม. ทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ดูแลเรื่องใดเป็นพิเศษหรือไม่ นายเฉลิมชัย กล่าวว่า นายกฯ ก็กำชับให้ทุกคนทำอย่างเต็มที่ และเร่งรัดงบประมาณต่างๆ ให้นำไปใช้ดำเนินการโดยเร็ว

‘ขอนแก่น 9’ถั่วลิสงพันธุ์ใหม่มาแรง พืชไร่ใช้น้ำน้อยสนองนโยบายรัฐสู้แล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466183

xnews_default

‘ขอนแก่น 9’ถั่วลิสงพันธุ์ใหม่มาแรง พืชไร่ใช้น้ำน้อยสนองนโยบายรัฐสู้แล้ง

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 15.20 น.

นางสาวเสริมสุข  สลักเพ็ชร์  อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า ถั่วลิสงเป็นพืชตระกูลถั่วที่ปลูกได้ตลอดปี เป็นพืชที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้น ปลูกได้ทั้งต้นฤดูฝน ปลายฤดูฝน และฤดูแล้ง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของรายได้ให้เกษตรกร และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยมีพื้นที่ปลูกสำคัญคือ ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งผลผลิตถั่วลิสงใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งเป็นแหล่งอาหารโปรตีน ต้นใช้เลี้ยงสัตว์และปรับปรุงบำรุงดิน

ประเทศไทยนิยมใช้ถั่วลิสงเพื่อบริโภคโดยตรงหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์  ซึ่งในกลุ่มถั่วลิสงใช้เมล็ดนี้จัดกลุ่มตามขนาดเมล็ดคือ กลุ่มเมล็ดโต มีน้ำหนัก 100 เมล็ดมากกว่า 60 กรัมพันธุ์มาตรฐานในกลุ่มนี้ ได้แก่ ขอนแก่น 6 กลุ่มเมล็ดปานกลางมีน้ำหนัก 100 เมล็ด 35 -60 กรัม พันธุ์มาตรฐานในกลุ่มนี้ ได้แก่ ไทนาน 9 และขอนแก่น 5 โดยในกลุ่มที่มีขนาดเมล็ดปานกลางเกษตรกรต้องการพันธุ์ที่มีฝักและเมล็ดที่มีขนาดใหญ่ขึ้นซึ่งเหมาะกับการบริโภค  ซึ่งพันธุ์มาตรฐานที่นิยมปลูกในปัจจุบัน ได้แก่ พันธุ์ไทนาน 9 ยังมีขนาดเมล็ดค่อนข้างเล็ก  และถึงแม้จะมีพันธุ์ขอนแก่น 5 ทีมีขนาดเมล็ดโตกว่าพันธุ์ไทนาน 9 แต่ก็ยังปรับปรุงพันธุ์ถั่วลิสงให้มีขนาดโตและให้ผลผลิตที่สูงขึ้นได้อีก

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น กรมได้พัฒนาพันธุ์ถั่วลิสงในกลุ่มที่มีขนาดเมล็ดปานกลาง เพื่อให้ได้พันธุ์ที่มีขนาดเมล็ดโตขึ้นและให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์มาตรฐานไทนาน 9 และ ขอนแก่น 5 เพื่อพิจารณาเป็นพันธุ์แนะนำให้เกษตรกรได้เลือกปลูก โดยคัดเลือกพันธุ์ในปี 2540 ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น และแปลงทดลองห้วยหลวง อ.กุดจับ จ.อุดรธานี และประเมินผลผลิตทั้งในแปลงทดลองและแปลงของเกษตรกรตามขั้นตอนปรับปรุงพันธุ์  จนได้ถั่วลิสงพันธุ์ใหม่ที่มีคุณสมบัติที่ต้องการใช้ชื่อพันธุ์ว่า “ถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 9” เป็นพันธุ์ที่คัดได้จากการผสมระหว่างสายพันธุ์ KKFC4000-1 กับพันธุ์ไทนาน 9

ถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 9 มีลักษณะเด่นคือ ขนาดเมล็ดโตกว่าพันธุ์มาตรฐานที่อยู่ในกลุ่มขนาดเมล็ดปานกลาง โดยมีน้ำหนัก 100 เมล็ดเท่ากับ 52.8 กรัม  ซึ่งขนาดเมล็ดโตกว่าถั่วลิสงพันธุ์ไทนาน 9 ที่มีน้ำหนัก 100 เมล็ด 44.2 กรัม และขอนแก่น 5 จำนวน 48.5 กรัม รวมทั้งถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 9 ยังให้ผลผลิตฝักแห้ง 264 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าถั่วลิสงพันธุ์ไทนาน 9 ที่ให้ผลผลิตฝักแห้ง 247 กิโลกรัมต่อไร่  และขอนแก่น 5  ให้ผลผลิตฝักแห้ง 250 กิโลกรัมต่อไร่

“จากการสัมภาษณ์เกษตรกรส่วนใหญ่ยอมรับคุณสมบัติของถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 9 มากกว่าพันธุ์ไทนาน 9 โดยลักษณะที่เกษตรกรยอมรับมากที่สุดคือ ผลผลิตและการงอก รองลงมาเป็น ขนาดฝัก และการเก็บเกี่ยว การติดฝัก ขนาดเมล็ด และการปลิดฝัก  โดยรวมเกษตรกรชอบพันธุ์ขอนแก่น 9 ที่ให้ผลผลิตสูงฝักดก ขนาดฝักและเมล็ดโต ปลิดฝักง่าย  ซึ่งถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 9 นี้ถือเป็นงานวิจัยและปรับปรุงพันธุ์พืชของกรมวิชาการเกษตรที่ตอบสนองนโยบายรัฐบาล ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทนการทำนาปรังในช่วงสถานการณ์ภัยแล้งที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ เพราะถั่วลิสงจัดอยู่ในกลุ่มพืชไร่ที่ใช้น้ำน้อย  โดยในปี 2563 ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น มีเมล็ดพันธุ์คัด เมล็ดพันธุ์หลัก และเมล็ดพันธุ์ขยายเพื่อให้เกษตรกรใช้ปลูกในฤดูแล้งได้ คิดเป็นพื้นที่ปลูก 50 ไร่ ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

มท.สั่งทุกจังหวัดลุยมาตรการเร่งด่วน! ‘ขุดดินแลกน้ำ’แก้ปัญหาภัยแล้งตามนโยบายรัฐบาล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466097

news_default

มท.สั่งทุกจังหวัดลุยมาตรการเร่งด่วน! ‘ขุดดินแลกน้ำ’แก้ปัญหาภัยแล้งตามนโยบายรัฐบาล

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 10.28 น.

วันที่ 14 มกราคม 2563 ที่กระทรวงมหาดไทย นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทยได้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชน โดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ภัยแล้งอย่างต่อเนื่องและติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมทั้งการสำรวจข้อมูลแหล่งน้ำและประมาณการใช้น้ำของแต่ละพื้นที่ ทั้งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร การอุตสาหกรรม และการรักษาระบบนิเวศ เพื่อเป็นข้อมูลพิจารณาแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณจำนวนมากเพื่อให้มีปริมาณน้ำที่เพียงพอกับความต้องการของทุกภาคส่วน ดังนั้น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระยะเร่งด่วน ด้วยการ “ขุดดินแลกน้ำ” โดยใช้วัสดุมูลดินที่ได้จากการขุดลอกแหล่งน้ำธรรมชาติหรือแหล่งอื่นๆ ที่เหมาะสมเพื่อเป็นการบริหารจัดการวัสดุมูลดินให้เกิดประโยชน์ และเป็นการขุดบ่อเพื่อสร้างแหล่งกักเก็บน้ำขนาดเล็กในพื้นที่

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ กล่าวว่า เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างประสิทธิภาพสามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระยะเร่งด่วน พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงได้มอบหมายให้สั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่พิจารณาดำเนินการ “ขุดดินแลกน้ำ” ตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่และสอดคล้องกับสถานการณ์ โดยให้ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รวมทั้งให้ศึกษาแนวทางการดำเนินการตามนโยบายการขุดลอกแหล่งน้ำสาธารณประโยชน์ที่ตื้นเขินเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยหรือภัยแล้งของกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย และแนวทางการบริหารจัดการวัสดุที่ได้จากการขุดลอก ของกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบการดำเนินการดังกล่าวด้วย

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้มีข้อสั่งการเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งในการประชุมเปิดกองอำนวยการน้ำแห่งชาติและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2563 โดยให้ทุกจังหวัดดำเนินการ อาทิ การกำกับติดตาม เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ และปัญหาการใช้น้ำของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ และน้ำเพื่อการเกษตรอย่างใกล้ชิด รวมถึงให้ประเมินสถานการณ์เป็นระยะอย่างต่อเนื่องและทันเหตุการณ์ การมอบหมายส่วนราชการ หน่วยทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เตรียมกำลังคน วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัย ให้พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง การควบคุมการระบายน้ำ จัดสรรน้ำ โดยให้ความสำคัญกับการน้ำอุปโภคบริโภคเป็นลำดับแรก การติดตามการดำเนินการตามแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2562/63 โดยเฉพาะสถานการณ์การเพาะปลูกข้าวนาปรัง โดยให้ควบคุมไม่ให้มีปริมาณเพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการสนับสนุน พร้อมขอความร่วมมือไม่ให้เกษตรกรทำการปิดกั้นลำน้ำหรือสูบน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูก หากพื้นที่ใดมีความจำเป็นต้องสูบน้ำ ให้ปฏิบัติตามปฏิทินการสูบน้ำของกรมชลประทานอย่างเคร่งครัด และให้ดูแลการชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และให้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้กับประชาชน และเน้นย้ำให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทยมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนและเกษตรกรผู้ใช้น้ำในทุกพื้นที่ ทั่วประเทศและจะได้ติดตามสถานการณ์น้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนตลอดฤดูแล้งนี้ ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยแล้ง สามารถแจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ หรือติดต่อสายด่วนสาธารณภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง