รายงานพิเศษ : กรมวิชาการเกษตรจัดระเบียบงบดำเนินงานปี’63 ป้องงานวิจัยพันธุ์พืช-โครงการพระราชดำริฯ-ส่งออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465991

รายงานพิเศษ : กรมวิชาการเกษตรจัดระเบียบงบดำเนินงานปี’63 ป้องงานวิจัยพันธุ์พืช-โครงการพระราชดำริฯ-ส่งออก

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงกรณีคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นงบดำเนินงานลดลง 50% นั้น เพื่อลดผลกระทบต่อการดำเนินงานโดยเฉพาะงานตามภารกิจและงานสำคัญตามนโยบายของรัฐบาล กรมวิชาการเกษตรได้กำหนดแนวทางบริหารงบประมาณโดยปรับแผนดำเนินงานให้สอดคล้องกับงบประมาณที่ได้รับ โดยคำนึงถึงการใช้งบประมาณที่มีอยู่ให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกโครงการและทุกแผนงานที่ได้วางไว้ ซึ่งงบประมาณที่ถูกปรับลดลงนี้ เป็นงบดำเนินงานไม่เกี่ยวกับงบลงทุนจัดซื้อครุภัณฑ์ และสิ่งก่อสร้างแต่อย่างใด

ทั้งนี้ กรมทำหนังสือชี้แจงทำความเข้าใจให้ทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคพิจารณาทบทวนและจัดลำดับความสำคัญ รายละเอียดกิจกรรมเนื้องานที่มีความสำคัญ จำเป็น และเหมาะสมในการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2563 โดยเฉพาะงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช ซึ่งเป็นภารกิจหลักของกรม โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานด้านบริการที่มีผลกระทบต่อประชาชนและการส่งออก เช่น การตรวจรับรองแหล่งผลิตพืช (GAP) โรงงานแปรรูป โรงรม (GMP) การตรวจสอบปัจจัยการผลิต  ศัตรูพืช และออกใบรับรองบริการวิชาการด้านพืช การผลิตเมล็ดพันธุ์ดีซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลเพื่อจำหน่ายและจ่ายแจกให้แก่เกษตรกร เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด รวมทั้งพืชตระกูลถั่วที่ใช้น้ำน้อย งานบริการทั้งหมดนี้จะต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ส่วนงานอื่นๆ ให้พิจารณาปรับลดปริมาณงานตามวงเงินงบประมาณที่ได้รับ

“ในปี 2563 งบประมาณของกรมวิชาการเกษตร 1,277 ล้านบาท เป็นงบดำเนินงานไม่ใช่งบลงทุนจัดซื้อครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้าง ถูกปรับลดลง 638 ล้านบาท หรือคิดเป็น 50%ของงบดำเนินงาน ซึ่งกรมกำชับให้ทุกหน่วยงานใช้จ่ายงบประมาณอย่างประหยัด คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่องานราชการ โดยย้ำให้ทุกหน่วยงานในสังกัดทราบว่างานวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช โครงการพระราชดำริ งานด้านบริการต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อประชาชนและการส่งออกต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ส่วนกิจกรรมบางชนิดที่ปรับลดได้ให้ดำเนินการทันที เช่น ติดตามประเมินผล จัดประชุมนอกสถานที่ โดยให้ใช้วิธีประชุมทางไกลผ่านทางจอภาพ หรือ VIDEO Conference แทน” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ศูนย์เกษตรที่สูงจ.เลยจัดใหญ่ กิจกรรมโปรโมทแหล่งท่องเที่ยว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465987

news_default

ศูนย์เกษตรที่สูงจ.เลยจัดใหญ่ กิจกรรมโปรโมทแหล่งท่องเที่ยว

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตร และมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตด้านการเกษตร งานด้านการส่งเสริมการเกษตรจึงนับเป็นภารกิจสำคัญยิ่งในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงยั่งยืน

ทั้งนี้ จุดมุ่งหมายของการส่งเสริมการเกษตรคือ ส่งเสริมให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมั่นคงในการประกอบอาชีพ ผ่านโครงการนโยบายสำคัญ รวมถึงส่งเสริมอาชีพของกลุ่มเกษตรกรและเครือข่าย ภายใต้การบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานสังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร โดยการดำเนินงานในส่วนภูมิภาคนอกจากสำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอ จะเป็นหน่วยงานหลักขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรแล้ว ยังมีศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร เป็นแหล่งเรียนรู้และทำหน้าที่เชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานส่วนกลางกับส่วนภูมิภาค หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่นในพื้นที่ โดยร่วมกันขับเคลื่อนงานผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)และเครือข่าย ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ในชุมชน ต่อยอดสู่แปลงใหญ่และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตร เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคเกษตรเป็นอย่างดีและจะส่งผลดีต่อความยั่งยืนของภาคเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานโครงการพระราชดำริ ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญที่กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินงานสนองพระราชดำริมาอย่างต่อเนื่องตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

ด้านนายบุญรอด  คำทะริ  ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเลย (เกษตรที่สูง) กล่าวว่า ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเลย(เกษตรที่สูง) มีแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรทั้งภายในศูนย์ฯที่มีแปลงเรียนรู้ให้ผู้สนใจเข้าศึกษาเยี่ยมชม และสร้างเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้กลุ่มเกษตรกร  ด้วยการส่งเสริมการทำเกษตรดีที่ปลอดภัย ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างเมืองแห่งสุขภาพดีร่วมกับกลุ่มเกษตรกรและเครือข่ายในจ.เลย เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงเกษตรจากแปลงเรียนรู้ที่มีชีวิตของศูนย์ฯ เชื่อมโยงสู่กลุ่มเกษตรกรและเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีศักยภาพของจ.เลย จึงจัดกิจกรรม “27 ปี สืบสานงานพระราชดำริ ตามแนววิถีเกษตรพอเพียง  พร้อมเพรียงพัฒนาหญ้าแฝก เพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ นำศูนย์และชุมชนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างยั่งยืน”ขึ้น โดยมีพิธีเปิดวันที่ 9 มกราคม 2563 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเลย (เกษตรที่สูง) อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย

รักษ์เกษตร : ดินปนหินดินลูกรัง..ไม่ยากอย่างที่คิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465986

news_default

รักษ์เกษตร : ดินปนหินดินลูกรัง..ไม่ยากอย่างที่คิด

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ที่ไร่ของผมส่วนใหญ่เป็นดินปนหินและดินลูกรังครับ จะปลูกอะไรก็ไม่ค่อยขึ้น ขอทราบวิธีแก้ปัญหานี้ด้วยครับ ขอบคุณมากครับ

ขจรศักดิ์ สุวรรณอัปสร

อ.ขามทะเลสอ จ.นครราชสีมา

คำตอบ

ดินปนหินและดินลูกรังเป็นดินที่มีปริมาณของหน้าดินน้อยมีธาตุอาหารต่ำ ไม่เหมาะสมกับการปลูกพืชใดๆ เลย การปลูกพืชในดินลูกรังจึงเป็นไปได้ยาก จะต้องมีการลงทุนปรับปรุงบำรุงดินให้มีคุณภาพเสียก่อน จึงจะมีความเหมาะสมต่อการปลูกพืชได้

แนวทางปรับปรุงบำรุงดินปนหินและดินลูกรังมีวิธีดังนี้

1. หาแหล่งน้ำในการทำการเกษตรเพราะพื้นที่ดินลูกรังส่วนใหญ่จะเป็นเป็นพื้นที่เขาซึ่งขาดน้ำ จึงต้องขุดสระกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งเป็นลำดับแรก

2. งดใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืชโดยเด็ดขาดและให้ใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักเท่านั้นเพราะปุ๋ยเคมีจะทำให้ดินยิ่งเสื่อมหนักไปกว่าเดิม

3. กำจัดวัชพืช โดยใช้วิธีการตัดหรือถาง แล้วนำเศษวัชพืชมาทำเป็นปุ๋ยหมักเพื่อใส่ต้นพืชที่จะปลูกต่อไป

4. ปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดิน เพื่อสร้างพื้นดินให้ไส้เดือนสามารถอยู่ได้จะได้ช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้น

5. ปลูกต้นกล้วย เพื่อสร้างร่มเงาให้กับไม้ยืนต้นที่จะปลูกก่อนเป็นพืชแรก

6. รดน้ำและใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อรักษาความชื้นของดิน

7. ปลูกไม้ยืนต้นและไม้ผลต่างๆ เมื่อต้นกล้วยโตแล้ว โดยต้องขุดหลุมให้กว้างกว่าปกติแล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก จากนั้นให้คลุมโคนต้นด้วยเศษหญ้าเพื่อรักษาความชื้นของดิน

8. ปลูกพืชแบบผสมผสานเพื่อให้ต้นไม้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

9. ทำการกำจัดวัชพืช เมื่อวัชพืชต่างๆ สูงขึ้นมากเกินไป ให้ทำการทับให้วัชพืชนั้นๆ ล้มลงไป เพื่อให้หญ้าและวัชพืชต่างๆ ยังคงรักษาความชื้นในดินได้และเศษหญ้ายังย่อยสลายกลายเป็นหน้าดินต่อไป

10. งดให้น้ำเป็นบางช่วงเมื่อต้นไม้เริ่มโตขึ้นแล้ว ให้งดให้น้ำบ้าง เพื่อหัดให้ต้นไม้สามารถหากินได้เอง แต่ต้องทำการใส่ปุ๋ยให้ปีละประมาณ 2-3 ครั้ง

การจัดการดินปนหินและดินลูกรังให้เหมาะสมต่อการปลูกพืช มีหลักที่สำคัญคือ การรักษาความชื้นในดินโดยการปลูกพืชคลุมดินการคืนชีวิตให้กับดินโดยการเลี้ยงไส้เดือนดิน การใช้ปุ๋ยหมักการสร้างหน้าดินโดยการทับหญ้าให้หญ้าย่อยสลายกลายเป็นหน้าดินและการปรับปรุงฟื้นฟูสภาพดินปนหินและดินลูกรัง จำเป็นอย่างยิ่งต้องมีการลงทุน ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ใจต้องรักและอดทนนะครับ

นาย รัตวิ

กษ.เร่งทำแผนปฏิบัติการ ขับเคลื่อนภาคเกษตร-แก้ภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465988

news_default

กษ.เร่งทำแผนปฏิบัติการ ขับเคลื่อนภาคเกษตร-แก้ภัยแล้ง

วันอังคาร ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากกรณีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อนรมว.เกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าว “มอบของขวัญปีใหม่ การขับเคลื่อนภาคการเกษตร ปี 2563” เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา โดยเน้นทุกหน่วยงานทำงานเชิงรุก แก้ปัญหาปากท้องเกษตรกรครบทุกมิติ ซึ่งประกอบด้วยประเด็นสำคัญ อาทิ การบริหารจัดการแหล่งน้ำทั้งระบบ การส่งเสริมการเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ การใช้ระบบตลาดนำการผลิต เพื่อแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ/ล้นตลาด ลดต้นทุนการผลิต บริหารจัดการประมงอย่างยั่งยืน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เกษตรกร จัดทำข้อมูลสารสนเทศด้านการเกษตรแห่งชาติ (National AgricultureBigData) และศูนย์เทคโนโลยีทางการเกษตร (Agri-technology and innovation center : AIC) พัฒนาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) รวมไปถึงจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 ของกระทรวงเกษตรฯ ล่าสุด รมว.เกษตรฯสั่งการให้สศก.แจ้งทุกหน่วยงาน เพื่อเร่งจัดทำรายละเอียดแผนปฏิบัติการ (Action plan)ขับเคลื่อนงานสำคัญปี 2563 ให้เร็วที่สุด พร้อมประชาสัมพันธ์ แผนปฏิบัติการให้เกษตรกรและประชาชนทราบทุกช่องทางสื่อสาร แบบเชิงรุก

อย่างไรก็ตาม ส่วนการรับมือสถานการณ์ภัยแล้งปีนี้ ทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ต้องติดตามสถานการณ์ และสรุปความเสียหายจากสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น และผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2563 อย่างรวดเร็วและทันสถานการณ์ โดยรวบรวมมาตรการช่วยเหลือภัยแล้งที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงาน อาทิ การบริหารจัดการแหล่งน้ำ พัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำ ปลูกพืชใช้น้ำน้อย ทำปศุสัตว์ หรือปล่อยปลาในแหล่งน้ำเพื่อเป็นอาหาร ทั้งนี้ สศก. จะเร่งรวบรวมแผนปฏิบัติการของทุกหน่วยงานให้เสร็จภายในมกราคม และรายงานรมว.เกษตรฯ ซึ่งสศก.จะเร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการวิเคราะห์สถานการณ์และผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ภัยแล้ง ที่มีผลต่อภาคเกษตร เพื่อเสนอแนะนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร รวมทั้งเร่งตั้งศูนย์ Big Data ด้านการเกษตร (National Agricultural Big Data Center : NABC) นอกจากนี้ สศก. พร้อมเดินหน้าบูรณาการขับเคลื่อนงานตามแผนปฏิบัติการกับทุกหน่วยงานให้เป็นรูปธรรม และติดตามผลดำเนินงานต่อเนื่อง เชื่อมั่นว่าปี 2563 ภาคเกษตรของไทยจะยังเติบโตได้อย่างมีศักยภาพแม้ต้องเผชิญสถานการณ์ภัยแล้ง และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

ปศุสัตว์เตรียมเปิดศูนย์ควบคุมฯ ฉีดวัคซีนป้องกัน‘โรคปากเท้าเปื่อย’ในโคนมที่มวกเหล็ก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/466037

ปศุสัตว์เตรียมเปิดศูนย์ควบคุมฯ ฉีดวัคซีนป้องกัน‘โรคปากเท้าเปื่อย’ในโคนมที่มวกเหล็ก

วันจันทร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2563, 21.15 น.

ปศุสัตว์เตรียมเปิดศูนย์ควบคุมฯ ฉีดวัคซีนป้องกัน‘โรคปากเท้าเปื่อย’ในโคนมที่มวกเหล็ก

13 มกราคม 2563 นายสัตวแพทย์(น.สพ.) สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากการระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อยในโคนมในอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรีที่ทำให้มีโคล้มด้วยนั้น ในวันที่ 14 มกราคม 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ จะเปิดศูนย์ปฏิบัติควบคุมโรคในพื้นที่ ระดมสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่ เวชภัณฑ์ และอาหารเร่งช่วยเหลือเกษตรกร เบื้องต้นส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ แนะนำให้เข้มงวดการเข้าออกฟาร์ม ทั้งคนและยานพาหนะต้องผ่านการฆ่าเชื้อทุกครั้ง และนำวัวมารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคได้ฟรี

ทั้งนี้ สถานการณ์โรคปากเท้าเปื่อยในโคนมที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ว่า การควบคุมโรคปากและเท้าเปื่อยนั้น อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้กำชับปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัดในการเฝ้าระวัง ควบคุมโรคอย่างใกล้ชิด และลงพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกรในทุกกรณีที่แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จังหวัด และปศุสัตว์อำเภอ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและให้คำแนะนำกับเกษตรกรแล้ว

สำหรับสาเหตุการระบาดของโรคปากเท้าเปื่อยในโคนมช่วงนี้ เกิดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงสถานการณ์ภัยแล้งที่ส่งผลให้หญ้าขาดแคลน โคจึงกินอาหารไม่เพียงพอ สุขภาพอ่อนแอ และติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะการกินฝุ่นข้าวโพดที่มากจนเกินไปส่งผลต่อการย่อยของวัว ทั้งนี้ อ.มวกเหล็ก มีพื้นที่กว้างและเลี้ยงโคนมหนาแน่น มีเกษตรกร 2,390 ราย โคนม 99,897 ตัว เมื่อโคป่วยยังคงมีการ เคลื่อนย้ายสัตว์ ซากสัตว์ เช่น มูลสัตว์ น้ำนม อาหารสัตว์ ตลอดเวลาทำให้การควบคุมไม่ให้โรคได้ลำบาก อีกทั้งเมื่อเกษตรกรพบโคมีอาการผิดปกติไม่แจ้งโรคต่อปศุสัตว์อำเภอและจังหวัด หรือแจ้งโรคช้า

ทั้งนี้ โรคปากและเท้าเปื่อยเกิดจากเชื้อไวรัส ไม่มียาฆ่าเชื้อ แต่เป็นโรคที่รักษาได้ หากเป็นในสัตว์กีบคู่ที่โตแล้ว ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ให้อาหารเพียงพอเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค โคที่เป็นโรคนี้แล้วล้ม มักเป็นโควัยอ่อนหรือมีโรคอื่นแทรกซ้อน จึงย้ำเตือนว่า หากโคมีอาการน้ำลายยืดให้รีบแจ้งปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที เพื่อเข้าดูแลอาการ รวมถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากเท้าเปื่อย วัวทั่วไปปีละ 2 ครั้ง ส่วนโคนมปีละ 3 ครั้ง โดยทางปศุสัตว์มีการฉีดวัคซีนให้ฟรี งดการนำสัตว์เข้ามาเลี้ยงใหม่จากโคที่ไม่ทราบแหล่งที่มา หรือจากพื้นที่ที่มีโรคระบาด หลีกเลี่ยง ให้บุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าฟาร์ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอกเลี้ยงโคและโรงรีดนม เลือกซื้ออาหารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ว่าไม่มีโรคปากและเท้าเปื่อยระบาด ที่สำคัญทำความสะอาดและทำลายเชื้อโรคที่โรงเรือน ถังนมและอุปกรณ์ต่างๆ

ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี 2562 จนถึงปัจจุบัน มีการฉีดวัคซีนให้วัวไปแล้ว 91,842 ตัว สำหรับอาการโรคปากเท้าเปื่อย สัตว์จะมีอาการซึม  ไข้สูง น้ำลายไหล มีเม็ดตุ่มใส พุพอง เกิดขึ้นภายในปาก ลิ้น เหงือก เพดานปาก ข้างแก้ม ซอกกีบต่อมาเม็ดตุ่มจะแตกเป็นแผล สัตว์แสดงอาการขาเจ็บ เดินกะเผลก น้ำลายไหลมากขึ้น มีแผลในปาก ลิ้น เท้า และหัวนม สำหรับสถานการณ์โรคในจังหวัดสระบุรี ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศกำหนดเขตเฝ้าระวังโรคระบาดชนิดโรคปากและเท้าเปื่อยในสัตว์กีบคู่ได้แก่ โค กระบือ แพะ แกะ สุกร หมูป่า และกวางตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2562 ปศุสัตว์อำเภอมวกเหล็ก ได้ประกาศเขตโรคระบาดชั่วคราว ชนิดโรคปากและเท้าเปื่อยในพื้นที่หมู่ 2 บ้านคลองม่วงใต้ ตำบลลำพญากลาง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2563 จนถึง 9 กุมภาพันธ์ 2663 เบื้องต้น มีเกษตรกรแจ้งมาแล้ว 108 ราย มี โคนมร่วมฝูง 5,654 ตัว ที่ป่วย / และรักษาให้หาย โดยเหลือ 897 ตัวที่อยู่ระหว่างการรักษา ซึ่งตั้งแต่วันพรุ่งนี้จะมีรองอธิบดีกรมปศุสัตว์ไปเป็นผู้บัญชาการศูนย์ควบคุมโรคด้วยตนเอง รายงานผลปฏิบัติมายังส่วนกลางทุกวัน

“วอนเกษตรกร เมื่อพบว่า โคป่วยให้แจ้งปศุสัตว์ในพื้นที่ อย่าขายโคออกเนื่องจากเป็นโรคที่รักษาได้ การเคลื่อนย้ายโคออกจากฟาร์ม ขณะที่ยังป่วยอยู่ จะทำให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายออกไปยังพื้นที่อื่นเป็นวงกว้างขึ้น” นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าว

‘ประภัตร’ลุยเชียงใหม่ เกาะติดภัยแล้ง เร่งหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465727

‘ประภัตร’ลุยเชียงใหม่ เกาะติดภัยแล้ง เร่งหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกร

วันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2563, 15.16 น.

“ประภัตร”ลงพื้นที่เชียงใหม่ ติดตามสถานการณ์ภัยแล้งเร่งหามาตรการช่วยเหลือ หวังบรรเทาความเดือนร้อนเกษตรกร

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังตรวจสถานการณ์ภัยแล้ง พร้อมทั้งเตรียมวิธีป้องกันและบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง ณ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ว่า จากการรับฟังรายงานสถานการณ์น้ำในเขตความรับผิดชอบของสำนักงานชลประทานที่ 1 (ข้อมูล ณ วันที่ 11 ม.ค. 63) ได้มีการรายงานปริมาณน้ำของเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล มีปริมาณน้ำ 149.196 ล้าน ลบ.ม. (56.30%) เขื่อนแม่กวงอุดมธารา มีปริมาณน้ำ 75.300 ล้าน ลบ.ม. (28.63%) อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง จำนวน 12 แห่ง มีปริมาณน้ำรวม 29 ล้าน ลบ.ม. (34%) อ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก จำนวน 117 แห่ง มีปริมาณน้ำรวม 39 ล้าน ลบ.ม. (59%) และฝายแม่แตง มีปริมาณน้ำไหลเข้าฝาย 4.687 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ได้มีแผนการบริหารจัดการน้ำ คือ 1) การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จะมีการส่งน้ำให้สำหรับกิจกรรมการอุปโภคบริโภค (ผลิตประปา) และการเกษตร (เฉพาะพื้นที่ปลูกไม้ผล-ไม้ยืนต้น) ในปริมาณรวม 19 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีน้อย 2) การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล มีแผนส่งน้ำปริมาณ 115 ล้าน ลบ.ม. ให้พื้นที่ 2 ส่วน ประกอบด้วย พื้นที่โครงการฯ 45 ล้าน ลบ.ม. และพื้นที่การเกษตรลุ่มน้ำปิงตอนบนในเขตจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน 70 ล้าน ลบ.ม. โดยส่งน้ำตามแผน 25 รอบเวร เริ่มรอบเวรแรก 11 ม.ค. 63 จนถึง 1 ก.ค. 63 และ 3) การบริหารจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ได้วางแผนการจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนของแต่ละโครงการ (บริหารจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำเชิงเดี่ยว)

ทั้งนี้ ในส่วนสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานชลประทานที่ 1 ปัจจุบันยังไม่มีรายงานพื้นที่ประสบภัยแล้งในเขตชลประทาน แต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมเครื่องจักรเครื่องมือในการให้ความช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัย ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ 79 เครื่อง รถสูบน้ำ 2 คัน รถบรรทุกน้ำ 16 คัน รถขุด 5 คัน รถบรรทุก 25 คัน รถแทรกเตอร์ 1 คัน และเครื่องจักรกลสนับสนุนอื่นๆ 11 หน่วย ปัจจุบันได้มีการขอติดตั้งเครื่องสูบน้ำแล้ว 4 เครื่อง

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมและมาตรการอื่นๆ เพื่อรับสถานการณ์ภัยแล้ง คือ 1) การประชาสัมพันธ์และชี้แจงข้อมูลสถานการณ์น้ำ/แผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ปี 2562/63 ผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ การประชุมร่วมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำ/หน่วยราชการ/องค์กรต่างๆ ในพื้นที่ การแจ้งข้อมูลผ่านเว็บไซต์หน่วยงาน/ไลน์กลุ่ม และการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน เป็นต้น 2) มีการเตรียมแหล่งน้ำสำรองเพื่อช่วยเหลือในกรณีที่ประสบภาวะวิกฤติภัยแล้ง ซึ่งสำนักงานชลประทานที่ 1 ได้ดำเนินการโครงการแก้มลิงที่อยู่ในเขตพื้นที่โครงการฯ แม่แตง เพื่อเป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำรอง จำนวน 10 แห่ง ความจุเก็บกักรวม 5.296 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันได้ผันน้ำไปเก็บไว้แล้วปริมาณ 2.646 ล้าน ลบ.ม. (ประมาณร้อยละ 50 ของความจุเก็บกัก) และ 3) การจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจ แก้ไขและบรรเทาวิกฤตภัยแล้ง ปี 2562/63 ที่สำนักงานชลประทานที่ 1 และจัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนปัญหาเรื่องน้ำ บริเวณฝาย/ประตูระบายน้ำ ตลอดลำน้ำปิงในเขต จ.เชียงใหม่และลำพูน จำนวน 6 แห่ง เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้แก่ผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนที่ใช้น้ำจากแม่น้ำปิงได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยจะบริหารจัดการน้ำช่วงเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2563

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายทุกหน่วยงานในสังกัด เตรียมมาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง อาทิ การสนับสนุนการปลูกพืชใช้น้ำน้อย การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงแหล่งน้ำ การเตรียมเสบียงสำหรับเลี้ยงสัตว์ การเตรียมเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และการให้ความรู้แก่เกษตรผู้เลี้ยงปลาในกระชังด้วย

‘เฉลิมชัย’เตือนเกษตรกร!! ภัยแล้งเริ่มส่งผลกระทบ วอนฟังคำแนะนำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465721

news_default

‘เฉลิมชัย’เตือนเกษตรกร!! ภัยแล้งเริ่มส่งผลกระทบ วอนฟังคำแนะนำ

วันอาทิตย์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2563, 14.36 น.

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ห่วงใยเกษตรกรใน 22 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งปลูกข้าวนาปรังในฤดูแล้งนี้ไปแล้ว 2.25 ล้านไร่ ทั้งที่กระทรวงเกษตรฯ แจ้งแล้วว่าไม่มีแผนการปลูกข้าวนาปรัง เนื่องจากกรมชลประทานไม่มีน้ำเพียงพอสนับสนุน จึงขอให้ผู้ที่คิดจะปลูกข้าวนาปรัง หันไปปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือทำปศุสัตว์ ตามคำแนะนำของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ แย่งน้ำภาคการเกษตร อีกทั้งหากต้องสูบน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะอย่างต่อเนื่อง หรือซื้อน้ำเพื่อเลี้ยงต้นข้าว จะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดการณ์ว่า เมื่อกรมชลประทานไม่มีน้ำส่งให้นาปรัง จะมีพื้นที่ปลูกข้าวเสียหายร้อยละ 50 จากพื้นที่ที่ปลูกแล้ว 1.59 ล้านไร่ คิดเป็น 800,000 ไร่ โดยเกษตรกรลงทุนปลูก 5,564 ล้านบาท แต่มูลค่าความเสียหายจะสูงถึง 4,129 ล้านบาท ส่วนพื้นที่ปลูกอีก 1.59 ล้านไร่ จะเสียหายร้อยละ 80 คิดเป็น 1.27 ล้านไร่ เกษตรกรลงทุนไปแล้ว 5,658 ล้านบาท แต่มูลค่าความเสียหายจะสูงถึง 6,662 ล้านบาท จึงสั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งเข้าไปส่งเสริมการปลูกพืชอื่นแทนเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายมากไปกว่านี้

นายระพีพัฒน์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า จากข้อมูลในปี 2562 ลุ่มเจ้าพระยามีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังทั้งหมด 7.89 ล้านไร่ ปัจจุบันปลูกแล้ว 2.25 ล้านไร่ จึงยังคงมีพื้นที่สำหรับทำการเกษตรกอื่น 5.64 ล้านไร่ โดยสามารถปลูกพืชใช้น้ำน้อยเป็นทางเลือกได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ซึ่งมีพื้นที่ที่เหมาะสม 3.41 ล้านไร่ โดยโครงการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการการทำนาปรังจัดทำขึ้นในปีที่แล้ว สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรสูงกว่าการทำนาปรังเนื่องจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชที่ไม่เพียงพอใช้ในประเทศ มีต้นทุนการผลิต 4,370 บาท ขายได้ตันละ 7,810 บาท ส่วนพื้นที่ที่เหลืออีก 2.23 ล้านไร่ สามารถส่งเสริมปลูกพืชตระกูลถั่วทั้งถั่วเขียวและถั่วลิสงเพิ่มเติมได้เนื่องจากยังเป็นพืชที่ผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศเช่นกัน

ทั้งนี้ พื้นที่ที่เหลืออีก 1.86 ล้านไร่ เห็นควรให้แต่ละจังหวัดพิจารณาส่งเสริมเกษตรทางเลือกหรือกิจกรรมอื่นๆ ตามความเหมาะสมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร สำหรับพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำโดยสิ้นเชิง จนไม่สามารถทำการเกษตรได้ในลุ่มเจ้าพระยานี้ กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายกรมชลประทานจัดทำโครงการจ้างแรงงานขุดลอกแหล่งน้ำเพื่อเตรียมเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูเพาะปลูกที่จะมาถึง ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างต่อเนื่องตลอดฤดูแล้ง โดยกำลังเร่งเตรียมแผนปฏิบัติการเพื่อเปิดรับสมัครในเร็ววันนี้

ปัญหาดิสรับชั่นอุตสาหกรรมยาสูบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465677

news_default

ปัญหาดิสรับชั่นอุตสาหกรรมยาสูบ

วันเสาร์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2563, 21.44 น.

สืบเนื่องจากกรณี ศาสตราจารย์นพ. ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ได้คัดค้านข้อเสนอของกรมสรรพสามิตที่ออกมาเผยว่ากำลังพิจารณาขยายเวลาการปรับขึ้นภาษีบุหรี่ 40% ออกไปในวันที่ 1 ตุลาคม2563  เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการยาสูบแห่งประเทศไทยรวมถึงชาวไร่ยาสูบนั้น

นายคณุตม์ ฤทธิสอน รักษาการประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการยาสูบแห่งประเทศไทยเผยว่า   การยาสูบแห่งประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะดิสรับชั่นได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีบุหรี่ในปี 2560 อย่างหนัก  ถ้าหากคุณหมอประกิตถึงเสนอให้รัฐบาลขึ้นภาษีบุหรี่อีก   หากมีการขึ้นภาษีอีกจริงอุตสาหกรรมยาสูบและการค้าบุหรี่รวมไปถึงชาวไร่ใบยาสูบคงอยู่ไม่ได้

และชาวไร่ยาสูบคงได้รับผลกระทบหนักด้วยแน่นอน ปัญหาตอนนี้เป็นเรื่องของภาระภาษีบุหรี่ที่สูงเกินไป ขณะที่บุหรี่หนีภาษีที่ลักลอบนำเข้ามาขายในราคาซองละ 20 ถึง30 บาทกลับมีจำหน่ายเกลื่อนเมืองทำไมภาครัฐไม่เข้าไปดูแลจัดการบ้าง มาเสนอให้ขึ้นภาษีแบบนี้เป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการ และชาวไร่ยาสูบที่ทำธุรกิจสุจริตมากกว่า อยากวอนรัฐบาลให้ช่วยเลื่อนภาษีสรรพสามิต 40% ออกไปก่อน

และพิจารณากำหนดอัตราภาษีบุหรี่ที่เหมาะสมให้ทุกฝ่ายอยู่ได้ อย่าขึ้นภาษีบุหรี่ทีละ 80-90% เหมือนเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา    ทางด้านนายสงกรานต์ ภักดีจิตร นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบ จ. เพชรบูรณ์ เผยว่า ตนและพี่น้องชาวไร่ยาสูบกว่า 50,000 ครอบครัวทั่วประเทศใน 20 จังหวัด รู้สึกเริ่มมีความหวังอีกครั้ง หลังทราบว่ากรมสรรพสามิตเข้าใจและเห็นใจชาวไร่ยาสูบที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นภาษีบุหรี่มาติด ๆ กัน จนเกษตรกรชาวไร่ถูกลดโควต้าการรับซื้อใบยาสูบจาก ยสท. ไปกว่าครึ่งตั้งแต่ปี 2561 หากรัฐบาลจะพิจารณาให้เงินชดเชยพร้อมทั้งเลื่อนการขึ้นภาษี 40% ออกไปก่อน ก็ถือว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่จะช่วยเยียวยาพวกเราและทำให้เรายังคงมีโควต้าปลูกยาสูบเหลืออยู่บ้าง

ขณะที่นายณรงศักดิ์ กิจพิทักษ์ แกนนำเครือข่ายชาวไร่บ่มเองใบยาเวอร์ยีเนีย จ. เชียงราย กล่าวว่า ผมรู้สึกผิดหวังที่มีผู้ออกมาคัดค้านการเลื่อนขึ้นภาษี 40% ออกไป ทั้งๆ ที่เห็นว่าเกษตรกรชาวไร่ยาสูบก็ยังคงได้รับความเดือดร้อน เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนพวกเราเพิ่งประสบสาธารณภัยพายุลูกเห็บ ทำไร่ยาสูบเสียหายไปกว่า 500 ไร่ในพื้นที่หลายอำเภอในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง และแพร่ และไม่มีภาครัฐหรือหน่วยงานใดมาเหลียวแลเยียวยาเหมือนเกษตรกรที่ปลูกพืชอื่น ๆ การเสนอให้ขึ้นภาษีบุหรี่ เหมือนกับท่านไม่เข้าใจความเดือดร้อนที่เราต้องเผชิญ แล้วยังมาซ้ำเติมด้วยการขึ้นภาษีบุหรี่อีก ปัจจุบัน ภาษีบุหรี่ก็สูงมากอยู่แล้ว บุหรี่ซองหนึ่งราคาเริ่มต้น 60 บาท หากมีการขึ้นภาษีบุหรี่อีกในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นนี้ ราคาบุหรี่ซองที่ต่ำที่สุดจะเป็น 90 บาท ผู้สูบคงหันไปสูบบุหรี่หนีภาษีและยาเส้นที่ขายกัน 15-30 บาทเท่านั้น คนสูบบุหรี่ก็ไม่ได้ลดลงอย่างที่มูลนิธิรณรงค์แต่ชาวไร่ยาสูบต้องมารับเคราะห์จนอาจต้องสิ้นอาชีพรายได้ไม่พอเลี้ยงครอบครัวหากคุณหมอประกิตอยากช่วยหาทางออกให้พวกเราและการยาสูบจริง ท่านอาจพิจารณาเจียดรายได้บางส่วนจาก สสส. และมูลนิธิของท่าน ที่ทางอุตสาหกรรมยาสูบนำส่งปีละหลายพันล้านบาทมาตั้งกองทุนช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบที่ได้รับความเดือดร้อนบ้าง

‘เฉลิมชัย’ลั่น!! ไม่ยอมให้ทุจริตทุกเรื่อง-ห้ามซื้อขายตำแหน่งแม้แต่บาทเดียว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465496

news_default

‘เฉลิมชัย’ลั่น!! ไม่ยอมให้ทุจริตทุกเรื่อง-ห้ามซื้อขายตำแหน่งแม้แต่บาทเดียว

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2563, 20.06 น.

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สั่งการให้ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องการเช่าคอมพิวเตอร์ของกรมวิชาการเกษตร ตามที่ น.ส. มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ทำหนังสือมาถึงนานแล้ว โดยในหนังสือระบุว่า งบประมาณการเช่าคอมพิวเตอร์ในปี 2563 นั้นมีความผิดปกติเนื่องจากสูงกว่าราคาจัดซื้อ

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า ทันทีที่ได้รับหนังสือจาก รมช.มนัญญา ได้ลงนามในคำสั่งให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว ขณะนี้รอผลสรุปจากปลัดกระทรวงฯ อยู่ ยืนยันว่า ขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ จะไม่ให้มีการทุจริตในโครงการใดๆ ทั้งสิ้น รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้าย จะไม่ให้มีการเสียสตางค์ซื้อขายตำแหน่งแม้แต่บาทเดียว

น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 ได้ปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ของกรมวิชาการเกษตร ลงร้อยละ 50 นั้น เป็นงบประมาณการดำเนินงาน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับงบลงทุนในการจัดซื้อครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้าง จึงได้กำหนดแนวทางการบริหารงบประมาณ โดยปรับแผนในการดำเนินงานให้มีความสอดคล้องกับงบประมาณที่ได้รับ โดยให้ทุกหน่วยงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทบทวนและจัดลำดับความสำคัญรายละเอียดของงาน โดยเฉพาะงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชซึ่งเป็นภารกิจหลักของกรมวิชาการเกษตร โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานด้านบริการที่มีผลกระทบต่อประชาชนและการส่งออก เช่น การตรวจรับรองแหล่งผลิตพืช (GAP) โรงงานแปรรูป โรงรม (GMP) การตรวจสอบปัจจัยการผลิต ศัตรูพืช และออกใบรับรองบริการวิชาการด้านพืช การผลิตเมล็ดพันธุ์ดีซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ และตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลเพื่อจำหน่ายและจ่ายแจกให้แก่เกษตรกร เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด รวมทั้งพืชตระกูลถั่วที่ใช้น้ำน้อย งานบริการทั้งหมดนี้จะต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ส่วนงานอื่นๆ ให้พิจารณาปรับลดปริมาณงานตามวงเงินงบประมาณที่ได้รับ

‘มนัญญา’เผยเตรียมส่งร่างประกาศควบคุมผลิตสารเคมีให้คกก.วัตถุอันตราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465363

news_default

‘มนัญญา’เผยเตรียมส่งร่างประกาศควบคุมผลิตสารเคมีให้คกก.วัตถุอันตราย

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2563, 14.30 น.

“มนัญญา”เผยร่างประกาศกระทรวงเกษตรฯควบคุมการผลิตและบรรจุสารเคมีทางการเกษตรจัดทำเรียบร้อยแล้ว สั่งกรมวิชาการเกษตรนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายเห็นชอบ จากนั้นจะเสนอ”เฉลิมชัย”ลงนาม ย้ำเป็นกฎหมายที่ทำให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ทำงานในโรงผลิต ผู้ใช้ แลผู้บริโภค รวมทั้งไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2563 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า อธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้ส่ง (ร่าง) ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการผลิต การนำเข้า การส่งออก และการมีไว้ในครอบครอง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. …. มาให้แล้ว โดยสาระสำคัญคือ กำหนดให้สถานที่ผลิตวัตถุอันตรายต้องได้การรับรองระบบมาตรฐานบริหารคุณภาพ ISO 9001 ระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 และมีห้องปฏิบัติการซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC17025 ด้านการวิเคราะห์วัตถุอันตราย ซึ่งได้รับการรับรองจากสถาบันการตรวจรับรองมาตรฐาน โดยหน่วยงานมาตรฐานในประเทศไทย ยกเว้นสถานที่ผลิตสารชีวภัณฑ์ และสารสกัดจากพืช สถานที่ผลิตวัตถุอันตรายที่ผู้ประกอบการได้รับอนุญาตให้ผลิตวัตถุอันตรายอยู่ก่อนแล้ว จะให้เวลาปรับปรุงแก้ไข 2 ปี อาคารผลิตและเก็บรักษาวัตถุอันตรายที่มากกว่าสองชั้นขึ้นไปต้องมีบันไดหนีไฟ ผนังต้องใช้วัสดุที่ไม่ก่อให้เกิดการลุกลามของ พื้นอาคารต้องไม่มีคุณสมบัติดูดซับวัตถุอันตราย สามารถป้องกันการรั่วไหลของวัตถุอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการระบายอากาศที่เหมาะสม ต้องแบ่งแยกพื้นที่ผลิตและเก็บวัตถุอันตรายแต่ละประเภทเป็นสัดส่วนเพื่อป้องกันการปะปนกัน มีการระบายน้ำทิ้งลงสู่บ่อพักเพื่อนำไปบำบัด

สำหรับการป้องกันอันตรายสำหรับผู้ปฏิบัติงานนั้น กำหนดให้ต้องมีเสื้อผ้าชุดปฏิบัติงาน ถุงมือ รองเท้า หมวก หน้ากากป้องกันพิษ ตรวจสุขภาพผู้ปฏิบัติงานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันอันตรายจากการมีวัตถุอันตรายสะสมอยู่ในร่างกาย ถ้าผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับวัตถุอันตรายที่มีสารประกอบในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟสหรือคาร์บาเมตต้องตรวจหาระดับซีรัมโคลีนเอสเตอเรสด้วย พร้อมจัดทำทะเบียนประวัติสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานและหากตรวจพบวัตถุอันตรายสะสมในร่างกายจนถึงระดับอันตราย ต้องจัดให้ผู้นั้นได้รับการรักษาหรือไปปฏิบัติงานอื่นตามความเหมาะสม

น.ส.มนัญญา กล่าวต่อว่า กฎหมายใหม่นี้ยังกำหนดให้ตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์วัตถุอันตราย โดยการตรวจสอบวิเคราะห์คุณภาพ อัตราส่วนความเข้มข้นของสารสำคัญให้ถูกต้องก่อนบรรจุภาชนะ ตรวจสอบฉลากที่จะปิดบนภาชนะบรรจุวัตถุอันตรายให้ถูกต้อง นอกจากนี้ผู้ผลิตวัตถุอันตรายจำกัดการใช้ต้องแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการผลิตให้พนักงาน เจ้าหน้าที่ทราบภายในวันถัดจากวันที่มีการผลิตประกอบด้วย กระบวนการการตั้งแต่เริ่มนำสารชนิดเข้มข้นมาแปรรูปโดยใช้ส่วนผสมต่างๆ เพื่อเปลี่ยนสภาพเป็นสารพร้อมใช้ แจ้งชนิดของส่วนผสม รายงานเกี่ยวกับภาชนะบรรจุที่ใช้แล้วซึ่งมีอยู่ในความครอบครอง การส่งไปทำลาย สถานที่ทำลายและวิธีการทำลาย โดยจะต้องส่งรายงานดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในเดือนมกราคมทุกปี ในกรณีที่หากสอบสวนพบว่า เกิดข้อบกพร่องที่มีผลต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์หรือเกิดอันตรายต่อ ผู้บริโภคต้องเก็บผลิตภัณฑ์ดังกล่าวคืนอย่างรวดเร็ว มีบันทึกการเรียกเก็บผลิตภัณฑ์คืนจากลูกค้าแต่ละราย ตลอดจนให้แยกเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ที่เรียกคืนไว้ในบริเวณเฉพาะที่ปลอดภัย

“สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรนำเสนอ (ร่าง) ประกาศกระทรวงฯ นี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายครั้งต่อไปเพื่อให้ความเห็นชอบ จากนั้นจะนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงนาม หรือลงนามเอง หากได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะที่กำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร ซึ่งมั่นใจว่า เป็นกฎหมายที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงานในสถานที่ผลิต ผู้ใช้ และผู้บริโภค รวมถึงไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” น.ส.มนัญญา กล่าว