‘จุรินทร์’เตรียมถก คกก.กองทุนฟื้นฟูฯ 23ม.ค.นี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465357

news_default

‘จุรินทร์’เตรียมถก คกก.กองทุนฟื้นฟูฯ 23ม.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2563, 14.12 น.

‘จุรินทร์’เตรียมถก คกก.กองทุนฟื้นฟูฯ 23 ม.ค.นี้ สรุปแนวทางช่วยเหลือเกษตรกร ใน 4 กลุ่มปัญหา

10 ม.ค.63 เมื่อเวลา 10.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ที่มี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา ว่า ที่ประชุมได้เชิญตัวแทน 3 ฝ่าย ได้แก่ คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ ตัวแทนสมาคมธนาคารและตัวแทนลูกหนี้เกษตรกร เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกร 1.5 แสนราย มีมูลค่าหนี้ 1.54 ล้านบาท แบ่งเป็น 4 กลุ่มปัญหาที่ต้องการให้รัฐเข้าไปช่วยเหลือคือ

1.ขอขยายเวลาชำระหนี้ของเกษตรกร 1,340 ราย มูลหนี้ 3,500 ล้านบาท ที่ครบกำหนดไปเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2562 ซึ่งที่ประชุมได้กำชับให้กองทุนเร่งเข้าไปช่วยเหลือ โดยเฉพาะเรื่องของการส่งข้อมูลของเกษตรกรให้กับธนาคารเพื่อแยกรายละเอียดในการช่วยเหลือ 2.การปรับโครงสร้างหนี้ของเกษตรกรที่มีหนี้ต่ำกว่า 2.5 ล้านบาทและสูงกว่า 2.5 ล้านบาท 3.ปัญหาสหกรณ์ไม่ขายหนี้ให้กับกองทุนฟื้นฟู และ 4.กองทุนไม่สามารถซื้อทรัพย์สินคืนให้กับเกษตรกร 3,099 รายได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ค้ำประกันโดยบุคคลซึ่งในส่วนนี้จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อให้กองทุนสามารถเข้าไปซื้อหนี้ของเกษตรกร ซึ่งนี้กฎหมายดังกล่าวอยู่ในการพิจารณาของสภาฯ

น.ส.รัชดา กล่าวว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้ตัวแทน 3 ฝ่าย หารือเพื่อหาแนวทางโดยอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจร่วมกันให้ได้ข้อสรุปเพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนอีกครั้งในวันที่ 23 มคอนี้หากเรื่องใดมีข้อสรุปที่เจนว่าจะมีแนวทางช่วยเหลืออย่างไรจะนำเสนอให้ ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบ

ทั้งนี้ การช่วยเหลือเรื่องปัญหาหนี้สินเกษตรกรจะช่วยเฉพาะหนี้สินที่เกิดจากภาคการเกษตรเท่านั้นไม่ใช่หนี้สินส่วนตัว ขอให้เกษตรกรมั่นใจว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจในการเข้าไปช่วยเหลือในเรื่องนี้

‘เฉลิมชัย’สั่งสกัด’โรคใบร่วงยางพารา’ พบระบาดถึงสุราษฎ์ฯแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465340

news_default

‘เฉลิมชัย’สั่งสกัด’โรคใบร่วงยางพารา’ พบระบาดถึงสุราษฎ์ฯแล้ว

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2563, 11.51 น.

“เฉลิมชัย” สั่งสกัดการลุกลามของโรคใบร่วงยางพารา พบระบาดถึง จ.สุราษฎ์ธานีแล้ว ย้ำเร่งหาแนวทางควบคุมก่อนแพร่ไปทั่วประเทศ สัปดาห์หน้าประชุมนานาชาติหามาตรการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

10 ม.ค.63 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า สั่งการด่วนให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ศึกษาและวิจัยทั้งในห้องปฏิบัติการ ตลอดจนพื้นที่ที่พบการระบาดของโรคใบร่วงยางพาราซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่เพื่อยับยั้งการระบาด ล่าสุดได้รับรายงานว่า มีพื้นที่เสียหาย 9 จังหวัด รวม 762,939.34 ไร่ ได้แก่ นราธิวาส 732,193 ไร่ ยะลา 4,612 ไร่ ปัตตานี 3,060 ไร่ สงขลา 827 ไร่สตูล 221.20 ไร่ ตรัง 1,412.14 ไร่ กระบี่ 516 ไร่ พังงา 18,598 ไร่ และสุราษฎร์ธานี 1,500 ไร่ เกษตรกรชาวสวนยางได้รับผลกระทบ 81,542 ราย

ขณะนี้โรคลุกลามถึงภาคใต้ตอนบนจึงให้ กยท.กำจัดวงไม่ให้แพร่ไปยังภาคอื่นๆ โดย กยท.อนุมัติเงินกองทุนพัฒนายางสนับสนุนเครื่องมือประกอบด้วยอากาศยานไร้คนขับ (Drone) เครื่องฉีดพ่นแรงดันสูง และสารป้องกันกำจัดเชื้อราแก่เกษตรกร แต่เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งในอินโดนีเซียซึ่งพบโรคเป็นที่แรกมีพื้นที่เสียหายกว่า 3 ล้านไร่แล้ว ยังไม่สามารถกำจัดได้ จึงพร้อมเสนอ ครม.อนุมัติงบกลางเพื่อศึกษาวิจัยและระงับการระบาดของโรคให้ได้ จากการฉีดพ่นสารฆ่าเชื้อราในแปลงเกิดโรคพบว่า ต้นยางแตกใบใหม่ จึงมอบนโยบายให้ฉีดพ่นสารป้องกันไม่ให้เกิดโรคซ้ำ คาดว่า ต้นยางจะฟื้นตัวใน 6 – 8 เดือน

นายกฤษดา สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยางพารากล่าวว่า จากการเก็บตัวอย่างใบยางพาราที่ปรากฏอาการโรคมาตรวจสอบ พบเชื้อรา Pestalotiopsis sp. และ Colletotrichum sp. ซึ่งสัปดาห์หน้าจะทราบผลว่า เป็นสปีชีส์ใหม่หรือไม่ รวมทั้งจะประชุมเชิงปฏิบัติการกับนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญโรคพืชจากในประเทศและต่างประเทศของสมาคมประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติ ระหว่างวันที่ 13 – 15 มกราคม ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อร่วมกันหามาตรการป้องกันและควบคุมโรคที่ได้ผลสูงสุด จากนั้นจะนำเสนอต่อผู้บริหาร กยท.เพื่อนำเรียน รมว.กระทรวงเกษตรฯ สั่งการต่อไป

สศก.ร่วมเวทีCOP25หนุนพัฒนาดิน คุมปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดโลกร้อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465164

news_default

สศก.ร่วมเวทีCOP25หนุนพัฒนาดิน คุมปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดโลกร้อน

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 25  (COP 25) ระหว่างวันที่ 2-9 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมาที่กรุงมาดริด ราชอาณาจักรสเปน เพื่อร่วมผลักดันแนวทางรูปธรรมให้บรรลุข้อตกลงในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับความตกลงปารีส  โดยมีรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหัวหน้าคณะ พร้อมผู้แทนกระทรวงต่างๆ รวมทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีกรมวิชาการเกษตร และ สศก. ร่วมประชุม

สำหรับการเจรจาในส่วนภาคเกษตรกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทยและประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ยังคงให้ความสำคัญกับการเรียกร้องให้เกิดความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนภาคเกษตร ภายใต้“การทำงานร่วม Koronivia”  (Koronivia Joint Work on Agriculture: KJWA)  ซึ่งกำหนด Roadmap ระหว่าง 2018-2020 และการสนับสนุนจากองค์กรที่จัดขึ้นภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on ClimateChange: UNFCCC) เพิ่มมากขึ้น โดยเน้นสนับสนุนด้านการเงิน พัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี และเสริมสร้างศักยภาพด้านการปรับตัวของภาคเกษตร ซึ่งประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุดต้องการให้เกิดเป็นข้อตัดสินใจ (COP decision) และปัจจุบันการผลักดันข้อเรียกร้องนี้ยังเดินหน้าต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ในการประชุม COP 25 ได้หารือจัดการทรัพยากรดิน ซึ่งมีความสำคัญในการเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศมาสะสมในดิน ที่ไม่เพียงจะช่วยลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ยังช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ในดิน เพิ่มผลผลิตการเกษตรนำไปสู่ความมั่นคงอาหาร และหารือประเด็นเครื่องมือการคำนวณการปรับตัว และผลประโยชน์ร่วมจากการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เหมาะกับสถานการณ์ของแต่ละประเทศ

เลขาธิการสศก.กล่าวเพิ่มเติมว่า ทรัพยากรดินมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหา และเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งตนในฐานะประธานสมัชชาดินโลกแห่งภูมิภาคเอเชีย เห็นว่าการสร้างความร่วมมือระหว่างองค์การระหว่างประเทศ เช่น องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาวิจัยดินแห่งภูมิภาคเอเชีย (CESRA) ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ จะช่วยสร้างการพัฒนาทรัพยากรดินให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการจัดการดินอย่างยั่งยืน รวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพ การศึกษา วิจัย ผลจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปริมาณคาร์บอนในดินของกิจกรรม วิธีการตรวจวัด การรายงานผล และตรวจสอบความถูกต้อง ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับดินทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก

ทั้งนี้ การดำเนินการตาม Roadmap ของ KJWA ยังเหลือเวลาอีก 1 ปี ดังนั้น ต้องเจรจาในประเด็นที่ต้องการผลักดันในอนาคตของ KJWA ว่าจะมีทิศทางต่อไปอย่างไร  ซึ่งการประชุม COP จัดขึ้นทุกปี และมีผู้เข้าร่วมประชุมมากกว่า 20,000 คนจากทั่วโลก เปิดกว้างให้ NGOs นักเคลื่อนไหวร่วมประชุมในกรณีที่เปิดเป็นสาธารณะ โดยการประชุม COP 26 จะจัดขึ้นอีกครั้งปลายปี 2563 ที่กรุงกลาสโกว์ สกอตแลนด์

พด.มุ่งพัฒนาเกษตรอินทรีย์มาตรฐานPGS เล็งต่อยอดเครือข่ายฯสุราษฎร์ฯสร้างเชื่อมั่นผู้บริโภค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465162

news_default

พด.มุ่งพัฒนาเกษตรอินทรีย์มาตรฐานPGS เล็งต่อยอดเครือข่ายฯสุราษฎร์ฯสร้างเชื่อมั่นผู้บริโภค

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยหลังเยี่ยมกลุ่มเกษตรกรเครือข่ายไทย PGS เกษตรอินทรีย์สุราษฎร์ธานี ที่แปลงผลิตพืชเกษตรอินทรีย์ PGS ของนายสุริยะ เศวตเวช บ้านไสตอ ต.ช้างขวา อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานีว่า กลุ่มเกษตรกรในจ.สุราษฎร์ธานี รวมตัวทำเกษตรอินทรีย์ ด้วยแนวคิด ย้อนกลับไปทำการเกษตรแบบดั้งเดิมใช้ศาสตร์พระราชาเป็นแนวทาง มีนายคณิต สมวงศ์ เป็นประธานเครือข่าย ปัจจุบันมีเครือข่าย 13 กลุ่ม สมาชิกมากกว่า 100 คน ช่วงแรกของการเปลี่ยนเป็นเกษตรอินทรีย์การฟื้นฟูดินด้วยอินทรียวัตถุเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพื่อเติมหน้าดินที่สูญหายจากการเกษตรให้เพิ่มขึ้น และเชื่อมั่นว่าการเกษตรอินทรีย์ไม่ได้ทำยาก เพียงมีหลักการ “ดินดี น้ำมี จุลินทรีย์เต็ม”และทุกคนบริโภคได้ในราคาย่อมเยาเพื่อให้ผู้บริโภคหันมาสนใจพืชผักอินทรีย์ การสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคถือเป็นสิ่งสำคัญ กลุ่มเครือข่ายฯมีกระบวนการผลิตพืชผักอินทรีย์ให้ได้รับรองมาตรฐาน PGS ช่วงแรกผลิตผักพื้นบ้านทั่วไปและเพิ่มชนิดพืชให้หลากหลายขึ้นวางแผนตลาดนำการผลิต และผลิตให้ได้ตามตลาด ปัจจุบันมีตลาดรองรับ อาทิ โรงพยาบาล เรือนจำ Modern Trade ในศูนย์การค้าเซนทรัลที่จัดตลาดจริงใจ (จริงใจ farmer’s market)นำสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการตรวจสอบมาตรฐานมาจำหน่ายในพื้นที่ทุกวัน ตลาดชุมชน รวมถึงการค้าออนไลน์ ทำให้ได้ผู้บริโภคหลากหลายกลุ่มและพยายามขยายตลาด/คู่ค้าระดับภาคและประเทศ

“กรมพัฒนาที่ดินให้ความสำคัญกับการเกษตรอินทรีย์มาก เพราะการพัฒนาที่ดินเป็นหัวใจหลักในการทำเกษตรอินทรีย์จึงมี “มิสเตอร์เกษตรอินทรีย์” เป็นเครือข่ายเกษตรกรเกษตรอินทรีย์จากกรม มอบหมาย สพข.11 และสพด.สุราษฎร์ธานี ขยายเครือข่ายพัฒนาระบบเกษตรอินทรีย์ จ.สุราษฎร์ธานีโดยแนะนำ ร่วมมือ สนับสนุนสร้างความเข้าใจในการทำเกษตรอินทรีย์ที่ถูกต้องตามมาตรฐาน รวมถึงต่อยอดไปพื้นที่อื่นและกลุ่มคนที่สนใจต่อไป”น.ส.เบญจพร กล่าว

เลาะรั้วเกษตร : สู้..สู้… #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465166

281225166

เลาะรั้วเกษตร : สู้..สู้…

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คิดว่าเรื่องร้าย ๆ ของกรมวิชาการเกษตร อย่างเรื่องการแบนสารเคมี 3 ชนิด จะหมดไปในปีเก่า แต่ก็ยังมีผลต่อเนื่องมาถึงปี 2563 นี้ เพราะว่าแม้คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีมติยังไม่แบนพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส แต่ก็เป็นเพียงการชะลอไว้ 6 เดือน จนถึง 1 มิถุนายน 2563 เพื่อให้กรมวิชาการเกษตรไปหาแนวทาง หรือวิธีการหรือหาสารทดแทน สารเคมีทั้ง 2 ชนิดมาให้ได้เสียก่อน เท่ากับเป็นการชะลอความเดือดร้อนของเกษตรกรออกไป แต่เมื่อครบกำหนด6 เดือน กรมวิชาการเกษตรยังมีแต่ความว่างเปล่าเหมือนที่ผ่านมา ถึงเวลานั้นเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนอาจจะหวนกลับมาเรียกร้องขอความเห็นใจอีก

ส่วนไกลโฟเซต ที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติไม่แบนแต่ให้ควบคุมการใช้ ก็ต้องมีกฎกติกามากมายเพื่อให้ผู้จำหน่าย และผู้ซื้อไปใช้ ตลอดจนผู้รับจ้างฉีดพ่นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเข้มงวด จำนวนเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่จะเพียงพอในการปฏิบัติงานหรือไม่ เป้นเรื่องที่น่าห่วง

เรื่องร้ายๆ อีกเรื่องหนึ่งของกรมวิชาการเกษตร คือการถูกตัดงบประมาณประจำปี 2563 จำนวน 638 ล้านบาท เกือบ 1 ใน 3 ของงบประมาณทั้งปี นับว่ามากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของกรมวิชาการเกษตร ส่วนสาเหตุที่คณะกรรมาธิการตัดงบประมาณมากมายปานนั้น ก็คาดเดาสาเหตุกันไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าเพราะถูกกลั่นแกล้ง จากรัฐมนตรีเนื่องจากกรมไม่ยอมทำตามคำสั่งบ้าง หรือเพราะตัดเอางบไปให้กระทรวงกลาโหมบ้างเนื่องจากนายกรัฐมนตรีคุมกระทรวงกลาโหม

ข้อสันนิษฐานที่คาดเดากันนั้นต้องบอกว่าไม่น่าจะใช่ เพราะอนุกรรมาธิการที่พิจารณางบประมาณจะมาจากหลายพรรคการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล อนุกรรมาธิการท่านที่พิจารณางบประมาณของกรมวิชาการเกษตร ชื่อ วรวัจน์เอื้ออภิญญกุล จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นรองประธาน การตัดงบประมาณหน่วยงานใดๆ เป็นความเห็นชอบของคณะอนุกรรมาธิการทั้งคณะ

อีกประการหนึ่งงบประมาณของกองทัพก็ถูกแขวนเป็นหมื่นล้านบาท โดยเฉพาะงบจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ต้องยกคณะเสนาธิการเข้าชี้แจงกันละเอียดยิบ ถ้าตอบคำถามได้ก็ผ่าน ตอบไม่ได้ก็ตัดไป ข้อสันนิษฐานของคนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ของการพิจารณางบประมาณ ก็มักจะเห็นใจคนที่ถูกตัดงบไป แต่ไม่มีใครถามว่า หน่วยงานชี้แจงได้หรือไม่ ถ้าชี้แจงไม่ได้ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องถูกตัดงบ เพราะถือว่าไม่มีเหตุผลที่สมควรในการตั้งงบประมาณจำนวนนั้น

ผลกระทบที่ตามมาจากการถูกตัดงบประมาณ คือการทำงานตลอดปี 2563 ของกรมวิชาการเกษตร ที่อาจจะไม่มีงบประมาณเพียงพอในการจ้างบุคคลากรที่เป็นพนักงานจ้าง ส่วนข้าราชการคงไม่มีผลอะไรนอกจากอาจจะต้องทำงานหนักขึ้นโดยไม่มีเงินค่าล่วงเวลา และไม่มีพนักงานจ้างช่วยงาน อาจจะกระทบกับงานวิจัยที่เป็นแปลงทดลอง ซึ่งต้องจ้างแรงงานทำงานในแปลง อาจจะกระทบกับการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น อาจจะกระทบกับการดำเนินงานตามโครงการต่างๆ ที่วางแผนไว้แล้ว อาจจะกระทบกับงานบริการ เช่น การตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างทั้งหลาย การตรวจรับรองแปลง และกระทบกับงานอื่นๆ อีกมาก

มีคนยุให้ กรมวิชาการเกษตร หยุดทำงานวิจัยหยุดให้บริการ ระงับโครงการ ข้าราชการหยุดลงพื้นที่ เพื่อประหยัดค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าใช้จ่ายการเดินทางผู้บริหารหยุดติดตามรัฐมนตรีลงพื้นที่ ไม่ต้องสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ เพราะถ้าถูกตัดงบประมาณมากมายขนาดนี้ แล้วยังทำงานได้เหมือนเดิมปีงบประมาณหน้ากรรมาธิการอาจจะพิจารณาให้งบประมาณเท่ากับปีนี้ที่ถูกตัดไปแล้ว….นี่ก็เข้าใจยุดีจัง…… โดยส่วนตัวแล้ว เชื่อว่ากระทรวงเกษตรฯ คงไม่ปล่อยให้กรมวิชาการเกษตรอยู่ในสภาพแบบนี้แต่จะหาทางออกอย่างไร คงต้องรอดูวิสัยทัศน์ผู้นำ….

การถูกตัดงบประมาณเป็นร้อยๆ ล้านบาท ทำเอาหน่วยงานในสังกัดระส่ำกันไม่น้อย และยังไม่หายตกใจดี วันหยุดยาวระหว่างเทศกาลปีใหม่กำลังจะผ่านพ้น เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้อาคารเก็บเอกสารของสถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ซ้ำเติมเข้ามาอีกในคืนวันที่ 2 มกราคม 2563 ดีที่ควบคุมเพลิงไว้ได้ทัน ทำให้ความเสียหายไม่มากมายนักในส่วนของอาคารสถานที่ แต่เอกสารต่างๆ ที่ถูกเผาไหม้ในกองเพลิงมีความสำคัญมากน้อยเพียงไรไม่มีการเปิดเผย

มีเพียงคำยืนยันจาก รัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ที่ไปดูที่เกิดเหตุใน 2 วันต่อมาว่า เป็นเอกสารงานวิจัยต่างๆ ซึ่งเป็นผลงานวิจัยหลายปีแล้ว คงไม่กระทบการทำงานด้านวิจัย เพราะเดี๋ยวนี้ ส่วนใหญ่ข้อมูลงานวิจัยสำคัญๆ จะเก็บในคอมพิวเตอร์ ไม่เก็บเป็นเอกสารสักเท่าไร….นี่คงเป็นครั้งแรกที่รัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญา พูดแก้ตัวให้กับกรมวิชาการเกษตร

อย่างไรก็ตาม หวังว่ากรมวิชาการเกษตรจะผ่านพ้นวิกฤติต่างๆ ไปได้ด้วยความมุ่มั่น ตั้งใจทำงานเพื่อพี่น้องเกษตรกรและเพื่อประเทศชาติด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ด้วยความรู้ความสามารถ ของบรรดาบุคลากรของกรม

สัปดาห์แรกของการทำงานในปี 2563 รู้สึกตื่นเต้น ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เฉลิมชัย ศรีอ่อน ตั้งโต๊ะแถลงข่าว การเตรียมรับมือภัยแล้งของกระทรวงเกษตรฯ ที่สั่งการให้กรมชลประทาน บริหารจัดการน้ำจากนี้ไปจนถึงเดือนเมษายน 2563 รวมทั้งการแจ้งเตือนเกษตรกรให้เข้าใจและรับทราบในสถานการณ์น้ำต้นทุนที่สามารถจะช่วยการเพาะปลูกของเกษตรกรได้ โดยให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยทดแทนการทำนา โดยเฉพาะในเขตลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัด

พื้นที่นอกเขตชลประทาน ให้กรมชลประทานขุดบ่อน้ำในไร่นาประมาณ 40,000 บ่อ จัดทำแก้มลิงกว่า 400 แห่ง เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้บรรเทาการขาดแคลนน้ำ…แต่บ่อน้ำ และแก้มลิงที่ดำเนินการในปีนี้ คงต้องเก็บไว้ใช้ปีหน้า เพราะปีนี้คงไม่มีน้ำจากไหนมาให้เก็บ

ล่าสุดนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศให้เรื่องน้ำเป็นวาระแห่งชาติ เชิญชวนให้ประชาชนช่วยกันประหยัดน้ำ สู้ภัยแล้ง….ส่วนรองนายกฯ พลเอกประวิตรวงษ์สุวรรณ บอกว่า ครม. มีมติอนุมัติงบกลางกว่า3,000 ล้านบาท ให้กระทรวงมหาดไทย ทหาร และกรมทรัพยากรนน้ำบาดาลไปดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งรวมแล้วกว่า 2,200 โครงการ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปขุดเจาะบ่อบาดาลอีก 500 บ่อ ….เอ้า…สู้..สู้..

แว่นขยาย

สสท.ลุยตั้งสันนิบาตสหกรณ์จว. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465163

news_default

สสท.ลุยตั้งสันนิบาตสหกรณ์จว.

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ เปิดเผยหลังเปิดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 ของสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.)ว่า สสท.กำหนดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 เพื่อให้ผู้แทนสหกรณ์สมาชิกรับทราบผลดำเนินงานในรอบปีที่ผ่านมา และพิจารณาอนุมัติงบประมาณ ประจำปี 2563 ซึ่งปัจจุบันสันนิบาตสหกรณ์ฯ มีสมาชิกซึ่งเป็นสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภท รวมกว่า 8,000 สหกรณ์ มีสมาชิกรวมกว่า 12 ล้านคนและมีปริมาณธุรกิจกว่า 2.5 ล้านล้านบาทมีวิสัยทัศน์พัฒนาสหกรณ์ ปี 2560 – 2564 คือ เป็นองค์กรกลางเพื่อพัฒนาขบวนการสหกรณ์สู่ความเข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืน เป็นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

ทั้งนี้ สันนิบาตสหกรณ์ฯ มีนโยบายส่งเสริมให้สหกรณ์แต่ละจังหวัดรวมตัวในนามสันนิบาตสหกรณ์จังหวัด เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสหกรณ์ช่วยเหลือกัน ด้านพัฒนาทรัพยากรบุคคล การบริหารจัดการ ดำเนินธุรกิจรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของสหกรณ์ และการแก้ปัญหาอุปสรรค ในส่วนจังหวัดที่จัดตั้งไปแล้วจะสนับสนุนงบประมาณ เพื่อให้จังหวัดจัดการศึกษาอบรมให้ความรู้แก่สมาชิก และจะจัดตั้งสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดอื่นให้ครบทุกจังหวัด ซึ่งการจัดตั้งสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดนั้น ช่วยสร้างความเข้มแข็งในการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้ขบวนการสหกรณ์เข้มแข็งยั่งยืนตามหลักการสหกรณ์

นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธาน สสท.กล่าวเพิ่มเติมว่า สสท.ให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่าย การจัดตั้งสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดและช่วยเหลือทั้งด้านวิชาการและกฎหมาย เราสัญจรไปทุกภูมิภาคเพื่อรับฟังปัญหา และฝึกอบรมเพื่อให้ความรู้และให้สหกรณ์เข้าใจบทบาทหน้าที่ของสสท.ที่มีต่อสหกรณ์สมาชิกในส่วนสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดจัดตั้งไปแล้ว 44 จังหวัด ล่าสุดจ.บุรีรัมย์ อยู่ระหว่างจัดส่งเอกสารมายังสันนิบาตสหกรณ์ฯเพื่อจัดตั้งเป็นลำดับที่ 45 นอกจากนี้ ยังมีอีก 7 จังหวัด อยู่ระหว่างประชุมใหญ่ครั้งแรก เพื่อเลือกคณะกรรมการสันนิบาตสหกรณ์จังหวัด ได้แก่ กระบี่ ภูเก็ต อำนาจเจริญ มุกดาหาร สระแก้ว ฉะเชิงเทรา และนราธิวาส

กษ.จับมือศธ.จัดงานคืนความสุข11ม.ค. ‘เด็กไทยหัวใจเกษตร@ราชดำเนินนอก’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465165

news_default

กษ.จับมือศธ.จัดงานคืนความสุข11ม.ค. ‘เด็กไทยหัวใจเกษตร@ราชดำเนินนอก’

วันศุกร์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรฯเริ่มจัดงาน “เด็กไทยหัวใจเกษตร”ภายใต้แนวคิด “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คืนความสุขให้เด็กไทยหัวใจเกษตร”มาตั้งแต่ปี 2547ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากเด็กเยาวชน และยุวเกษตรกรเข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 70,000 คน ในแต่ละปี โดยปีนี้มอบให้กรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นเจ้าภาพจัดงานวันเด็ก ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการจัดกิจกรรมภายในงาน “เด็กไทยหัวใจเกษตร @ราชดำเนินนอก” ประจำปี 2563 โดยมุ่งเน้นสร้างความสุขสนุกสนานแฝงสาระความรู้ด้านการเกษตรผ่านกระบวนการละเล่น และนิทรรศการในรูปแบบต่างๆ ที่เข้าถึงได้ง่าย พร้อมเสริมทักษะสร้างจิตสำนึก และปลูกฝังทัศนคติที่ดีให้เด็กและเยาวชนไทยได้เล็งเห็นความสำคัญของการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่เป็นอาชีพหลักของคนไทยผ่านกิจกรรมเรียนรู้ควบคู่กับความสนุกสนาน และขอให้นำคำขวัญวันเด็กประจำปี 2563 ที่ว่า “เด็กไทยยุคใหม่รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย”ของนายกรัฐมนตรี ไปเป็นข้อปฏิบัติประจำตัว เพื่อให้เด็กไทยทุกคนใช้เป็นแนวทางปฏิบัติตนสำหรับเป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไปในอนาคต

ปลัดกระทรวงเกษตรฯกล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในงานเด็กทุกคนจะได้รับความรู้ผ่าน 3 นิทรรศการคือ นิทรรศการต้นกล้ายุวเกษตรกร นิทรรศการผักต่างสีมีดีต่างกัน และนิทรรศการแมลงศัตรูธรรมชาติ กิจกรรมความรู้ด้านการเกษตรเต็มรูปแบบ อาทิ กิจกรรมเรียนรู้เสริมทักษะ “ต่อจิ๊กซอว์ผัก” ให้ความรู้พืชผักชนิดต่างๆกิจกรรมองค์ความรู้ด้านเกษตร“ผักอะไรเอ่ย” ให้ความรู้คุณประโยชน์จากสีของผัก จึงขอเชิญผู้ปกครองพาลูกหลาน มารับความสุขและความรู้ด้านการเกษตรไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ในงานวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2563 วันเสาร์ที่ 11 มกราคม ที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ ถ.ราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ

กรมประมงเตรียมแผน 3 ระยะรับมือ‘แล้ง’ลากยาว เสี่ยงกระทบต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465179

news_default

กรมประมงเตรียมแผน 3 ระยะรับมือ‘แล้ง’ลากยาว เสี่ยงกระทบต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2563, 16.42 น.

กรมประมงเตรียมแผน 3 ระยะรับมือ‘แล้ง’ลากยาว เสี่ยงกระทบต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

9 มกราคม 2563 นายบรรจง จำนงศิตธรรม รองอธิบดีกรมประมง  เปิดเผยว่า จากปัญหาภัยแล้งในปี 2563 ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะมีพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นการป้องกันและบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น กรมประมงได้จัดทำแผนเตรียมรับสถานการณ์ในช่วงฤดูแล้ง ประจำปี 2563 ไว้ 3 ระยะ ดังนี้ 1.การเตรียมรับสถานการณ์ก่อนเกิดภัยแล้ง 2.การให้ความช่วยเหลือขณะเกิดภัยแล้ง และ 3.การให้ความช่วยเหลือหลังเกิดภัยแล้ง

ทั้งนี้ กรมฯได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนแก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อเตรียมตัวรับกับสถานการณ์ พร้อมทั้งหาวิธีการป้องกัน แก้ไข และหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงเฝ้าระวังสัตว์น้ำในที่รักษาพืชพันธุ์โครงการปลาหน้าวัด

นอกจากนี้ ยังให้คำแนะนำทางวิชาการแก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อเตรียมการป้องกันอีกด้วย โดยเฉพาะการเลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อดิน ควรพิจารณาปริมาณน้ำที่ใช้และคุณภาพน้ำตลอดการเลี้ยงสัตว์น้ำซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ หากมีปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอให้ชะลอการเลี้ยงสัตว์น้ำออกไปก่อน หรือปรับลดขนาดการผลิต หรืองดเว้นการเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยทำการตากบ่อและตกแต่งบ่อเลี้ยงในช่วงฤดูแล้งแทน เพื่อเตรียมไว้เลี้ยงสัตว์น้ำในรอบต่อไปหากจำเป็นต้องทำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในหน้าแล้ง ควรคัดเลือกพันธุ์สัตว์น้ำที่มีความแข็งแรง จากฟาร์มผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้ และควรเริ่มต้นการเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อลดระยะเวลาการเลี้ยงให้น้อยลง ซึ่งจะทนต่อสภาพแล้งได้มากกว่า และควรปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยงที่ความหนาแน่นน้อยกว่าปกติ

ขณะเดียวกันก็ควรจะควบคุมการใช้น้ำและรักษาปริมาณน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำให้มีการสูญเสียน้อยที่สุด ดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมคันบ่อเพื่อป้องกันการรั่วซึมของน้ำ และจัดทำร่มเงาให้กับสัตว์น้ำในบ่อเลี้ยง จัดเตรียมแหล่งน้ำสำรองไว้ใช้เพิ่มเติม และเฝ้าระวังเรื่องคุณภาพน้ำให้มีความเหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตลอดการเลี้ยงสัตว์น้ำแต่ละชนิด ซึ่งในระหว่างการเลี้ยงสัตว์น้ำควรพิจารณาคัดขนาดสัตว์น้ำที่มีขนาดใหญ่ทยอยออกจำหน่ายก่อน เพื่อลดความเสี่ยงในการสูญเสียสัตว์น้ำและการลงทุน

พร้อมทั้งเลือกใช้อาหารสัตว์น้ำที่มีคุณภาพดี และลดปริมาณการให้อาหารสัตว์น้ำลง โดยเฉพาะอาหารสดเพื่อป้องกันปัญหาน้ำเน่าเสีย  และควรจับสัตว์น้ำที่ได้ขนาดขึ้นจำหน่ายหรือบริโภค เพื่อลดปริมาณสัตว์น้ำภายในบ่อและควรงดเว้นการขนถ่ายสัตว์น้ำ ถ้าจำเป็นต้องระมัดระวังให้มาก เนื่องจากมีผลกระทบกับการกินอาหารและการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำโดยตรงหมั่นตรวจสุขภาพสัตว์น้ำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบสิ่งผิดปกติควรรีบหาสาเหตุและแก้ไขทันที กรณีมีสัตว์น้ำป่วยตายควรกำจัดโดยการฝังกลบหรือเผาเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคด้วย

อย่างไรก็ตามในส่วนการเลี้ยงในกระชัง ควรพิจารณาปริมาณน้ำที่ใช้และคุณภาพน้ำตลอดในการเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นปัจจัยสำคัญ หากมีปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอให้ชะลอการเลี้ยงสัตว์น้ำออกไปก่อน หรือปรับลดขนาดการผลิต หรืองดเว้นการเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยทำความสะอาดและซ่อมแซมกระชังในช่วงฤดูแล้งแทน เพื่อเตรียมไว้เลี้ยงสัตว์น้ำในรอบต่อไปหากจำเป็นต้องเลี้ยงสัตว์น้ำควรคัดเลือกพันธุ์สัตว์น้ำที่มีความแข็งแรง จากฟาร์มผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้

ควรเริ่มต้นการเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อลดระยะเวลาการเลี้ยงให้น้อยลง และจะทนต่อสภาพแล้งได้มากกว่า และควรปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยงที่ความหนาแน่นน้อยกว่าปกติและเลือกแหล่งน้ำที่ตั้งกระชังที่มีระดับความลึกเพียงพอ เมื่อตั้งกระชังแล้วพื้นกระชังควรสูงจากพื้นน้ำไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร เพื่อให้น้ำถ่ายเทได้สะดวกตลอดเวลา และไม่วางชิดกันจนหนาแน่นมากเกินไป เพราะจะไปขัดขวางการไหลของกระแสน้ำ ก่อนปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยงในกระชัง ควรปรับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะคุณสมบัติของน้ำในภาชนะลำเลียงสัตว์น้ำ ควรมีคุณสมบัติใกล้เคียงกันกับน้ำที่ต้องการปล่อยสัตว์น้ำ เช่น อุณหภูมิ ค่าความเป็นกรดด่าง เป็นต้น และต้องคอยเฝ้าระวังเรื่องคุณภาพน้ำให้มีความเหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตลอดการเลี้ยงสัตว์น้ำแต่ละชนิดควรเลือกใช้อาหารสัตว์น้ำที่มีคุณภาพดีและให้ในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นอาหารสดเพื่อป้องกันน้ำเน่าเสียและต้องเพิ่มความสนใจ สังเกตอาการต่าง ๆ ของสัตว์น้ำที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด หากมีอาการผิดปกติจะได้แก้ไขและให้การรักษาได้ทันท่วงทีเพื่อป้องกันความเสีย

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวอีกว่า สถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นเกษตรกรควรติดตามข่าวสารการพยากรณ์อากาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และหากมีปัญหาในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สามารถขอรับคำปรึกษาและคำแนะนำได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด /สัตว์น้ำชายฝั่ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดทุกแห่งทั่วประเทศ โทรศัพท์ 0-2562-0600 ในวันและเวลาราชการ

กรมชลฯเปิดแผนเร่งระบายน้ำสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เจือจางค่าความเค็ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465160

news_default

กรมชลฯเปิดแผนเร่งระบายน้ำสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เจือจางค่าความเค็ม

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2563, 15.59 น.

“อธิบดีกรมชลประทาน” เผยเร่งมาตรการระบายน้ำจากแม่น้ำลำคลองต่างๆ สู่แม่น้ำเจ้าพระยาด้านท้ายเพื่อเจือจางค่าความเค็ม ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปา ภาคการเกษตร และอุตสาหกรรม

9 มกราคม 2563 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า วันนี้เป็นวันที่ 2 ของการเพิ่มปริมาตรน้ำที่ระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท 100 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)/วินาที โดยจะคงการระบายในอัตรานี้ถึงวันพรุ่งนี้ (10 มกราคม 2563) จากนั้นจะทยอยปรับลดลงจนอยู่ที่ 90 ลบ.ม./วินาที ส่วนที่เขื่อนพระราม 6 ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งรับน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์นั้น ระบาย 11 ลบ.ม./วินาที ต่อเนื่องถึงพรุ่งนี้ แล้วจะทยอยปรับลดเช่นกัน

ทั้งนี้ กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ คาดการณ์ว่าน้ำทะเลจะหนุนสูงสุดระหว่างวันที่ 12-13 มกราคม 2563 จากนั้นจะลดลงตามลำดับ ระหว่างนี้ได้เร่งสูบน้ำจากแม่น้ำลำคลองต่างๆมาสู่แม่น้ำเจ้าพระยาด้านท้าย เพื่อเจือจางค่าความเค็มน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเดินเครื่องสูบน้ำ 12 เครื่องที่ประตูระบายน้ำ(ปตร.) พระยาบรรลือ สูบน้ำที่ผันมาจากแม่น้ำแม่กลองผ่านแม่น้ำท่าจีน ลงสู่คลองพระยาบรรลือ ระบายผ่านประตูระบายน้ำสิงหนาท 2 ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา 36 ลบ.ม./วินาที

ปตร.พระยาบรรลือ สูบน้ำ 12 เครื่อง จาก 14 เครื่อง เครื่องละ 3 ลบ.ม./วินาที ปริมาณน้ำ 36 ลบ.ม./วินาที เดินเครื่องผลักดันน้ำ 14 จุด รวม 72 เครื่อง โดยจะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่าน อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ไปยังสถานีสูบน้ำสำแล จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นสถานีสูบน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาเลี้ยงกรุงเทพฯ และปริมณฑล

นอกจากนี้ยังสั่งให้สำนักเครื่องจักรกลเปิดเส้นทางน้ำคลองพระพิมล ซึ่งเชื่อมจากแม่น้ำท่าจีนมายังคลองบางบัวทอง ก่อนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำที่ ปตร.สน.พระพิมล 5 เครื่อง มีแผนระบายน้ำ 15 ลบ.ม./วินาที แต่เนื่องจากน้ำในคลองไม่ยกตัว จึงสูบออกที่ ปตร.บางบัวทองได้บางช่วงเวลาเท่านั้น

ขณะเดียวกันยังได้ขอความร่วมมือจากการประปานครหลวงเพิ่มการสูบน้ำจากคลองประปาที่เชื่อมจากแม่น้ำท่าจีนมาลงคลองปลายบางบริเวณหน้าโรงกรองน้ำมหาสวัสดิ์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี จาก 6 ลบ.ม./วินาทีเป็น 10 ลบ.ม./วินาที เพื่อให้น้ำจืดมาเจือจางค่าความเค็มของแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วยให้สามารถผลิตน้ำประปาได้ตามปกติ ประกอบกับเปิดบาน ปตร. คลองลัดโพธิ์ในช่วงเวลาน้ำลง ตั้งแต่เวลา 15.30- 21.30 น. รวม 6 ชั่วโมง

นายทองเปลว กล่าวต่อว่า การเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาทำให้ระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยาลดลง จากที่เมื่อวานนี้ (8 มกราคม 2563) เวลา 6.00 น. อยู่ที่ +14.10 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (รทก.) เช้านี้ (9 มกราคม 2563) อยู่ที่ +14.00 เมตร รทก. และคาดว่าวันพรุ่งนี้ (10 มกราคม 2563) จะอยู่ที่ +13.50 เมตร รทก. แต่จะไม่ลดต่ำไปกว่านี้แล้ว เนื่องจากจะทยอยปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ขณะนี้ขอความร่วมมือให้โครงการชลประทาน 2 ฝั่งเหนือเขื่อนเจ้าพระยาลดการรับน้ำเข้าระบบชลประทานให้เป็นไปตามแผนอย่างเคร่งครัด โดยขณะนี้น้ำยังสามารถเข้าไหลเข้าคลองชลประทานทุกสายและไหลย้อนขึ้นสู่แม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี ได้

“ศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤติภัยแล้ง ปี 2462/2563 กรมชลประทานจะติดตามและแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง สำหรับลุ่มเจ้าพระยาจะเกิดภาวะน้ำทะเลหนุนจะเกิดอีกครั้งปลายเดือนนี้ซึ่งเตรียมส่งเครื่องจักร-เครื่องมือควบคุมค่าความเค็มให้อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง ตลอดจนพร้อมแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง” นายทองเปลว กล่าว

สหกรณ์เปิดจุดรับซื้อผลผลิตช่วยเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464959

news_default

สหกรณ์เปิดจุดรับซื้อผลผลิตช่วยเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานเปิดจุดรับซื้อพืชผลการเกษตร ข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง เพื่อเพิ่มช่องทางให้เกษตรกรมีอำนาจการต่อรองและร่วมแก้ปัญหาราคาผลผลิตเกษตรตกต่ำ ใช้กลไกสหกรณ์เป็นตลาดรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกรโดยตรงตามเกณฑ์คุณภาพ มีนายสุเทพ ช่วยอุระชน ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 5 นายวรชัย กาญจนโกสุม ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรนครไทย จำกัด พร้อมสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรทั่วไปต้อนรับ บริเวณลานรับซื้อผลผลิตของสหกรณ์การเกษตรนครไทย จำกัด อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก

นายสมศักดิ์กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรนครไทย จำกัด เป็นสหกรณ์หลักระดับอำเภอที่ได้รับการคัดเลือกจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรจากสมาชิกและเกษตรกรในชุมชน ส่งเสริมการสร้างงาน สร้างอาชีพและกระจายรายได้ให้เกษตรกรมีเงินเหลือพอชำระหนี้ ปัจจุบันสหกรณ์มีสมาชิก 4,649 คน  มีทุนดำเนินงาน 286,763,919.74  บาท สหกรณ์ดำเนินธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจแปรรูป และธุรกิจรวบรวมผลิตผลที่เริ่มดำเนินการปีนี้ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุนงบประมาณก่อสร้างลานตาก ขนาด 3,200 ตารางเมตรจากโครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บผลผลิตทางการเกษตร (แก้มลิง) ปีงบประมาณ2561 ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน เพื่อเสริมศักยภาพสหกรณ์ให้พร้อมเป็นจุดบริการรวบรวมรับซื้อผลผลิตทางการเกษตร จากเกษตรกรสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปได้ทั่วถึง  เพื่อช่วยให้เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตเกษตรได้ในราคาเป็นธรรม ลดค่าใช้จ่ายขนส่งพืชผลทางการเกษตร

นายสมศักดิ์กล่าวอีกว่า สหกรณ์การเกษตรนครไทยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดงานเปิดจุดรับซื้อพืชผลทางการเกษตรจากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป สำหรับอำเภอนครไทย มีพื้นที่เพาะปลูกข้าว  80,000 ไร่  ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  140,000 ไร่  และมันสำปะหลัง 80,000  ไร่  ซึ่งบรรยากาศเปิดจุดรับซื้อผลผลิตวันแรก มีสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่สนใจนำผลผลิตข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และมันสำปะหลัง มาจำหน่ายให้สหกรณ์  ซึ่งกำหนดเกณฑ์ราคารับซื้อผลผลิตข้าวเหนียวพันธุ์ กข 6 ราคาตันละ 16,000 บาท ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาตันละ 7,800 บาท  และมันสำปะหลัง ราคาตันละ 2,100 บาทซึ่งเป็นราคารับซื้อที่สูงกว่าท้องตลาด สร้างความพอใจให้เกษตรกรที่นำผลผลิตมาขายเป็นอย่างมาก ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น