กษ.แจงคู่มือปราบโรคใบด่างมัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464961

news_default

กษ.แจงคู่มือปราบโรคใบด่างมัน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเวที ปราบใบด่างมันสำปะหลัง มั่นใจเกษตรกรได้รับค่าชดเชยภายในก.พ.นี้ พร้อมคุมเข้ม ห้ามเกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์ ที่เป็นโรคซ้ำ ขอความร่วมมือทุกชุมชน เฝ้าระวัง

นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวหลังประชุมชี้แจงคู่มือโครงการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง มี
ผู้แทนจากสำนักงานเกษตรจังหวัด 17 จังหวัด พื้นที่พบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังเข้าร่วมประชุม เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2562 ว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ พร้อมช่วยเหลือเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ กรมวิชาการเกษตร รับรองการเกิดโรคใบด่างมันสำปะหลังในประเทศไทย ที่สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Cassava mosaic virus ซึ่งเป็นโรคที่มีความสำคัญ หากระบาดรุนแรงอาจทำให้ผลผลิตเสียหายได้ถึง 100% เกษตรกรไม่สามารถเก็บผลผลิตได้ เชื้อไวรัสสาเหตุโรคแพร่ระบาดโดยท่อนพันธุ์มันสำปะหลังและแมลงหวี่ขาวยาสูบ ครม.อนุมัติงบประมาณโครงการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง เป็นค่าทำลายต้นที่เป็นโรคและเงินชดเชยให้เกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตรจึงจัดทำคู่มือโครงการ เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำไปปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข พื้นที่เป้าหมาย วิธีการทำลาย การใช้เงิน วิธีการจ่ายเงินชดเชย ที่คณะอนุกรรมการบริหารจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลังกำหนด

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแผนขับเคลื่อนการปราบใบด่างมันสำปะหลังวางไว้ 4 แนวทาง สำรวจ ชี้เป้า ทำลาย และชดเชย ซึ่งต้องทำโดยรัดกุม พร้อมทั้งปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการอย่างเคร่งครัด และการทำลาย จะต้องถูกต้อง ตามหลักวิชาการได้แก่ วิธีฝังกลบ โดยฝังกลบต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรค และต้นข้างเคียงโดยรอบในรัศมี 2 เมตร ในหลุมที่ลึกไม่น้อยกว่า 2-3 เมตร ราดด้วยสารกำจัดวัชพืช อะมีทรีน 80% WG ซัลเฟนทราโซน 4% SC ไดยูรอน 80% WP อย่างใดอย่างหนึ่งก่อนจึงกลบด้วยดินหนาไม่น้อยกว่า 0.5 เมตร วิธีใส่ถุง/กระสอบ โดยนำต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคตัดเป็นท่อนใส่ถุง / กระสอบมัดปากให้แน่นแล้วนำไปตากแดดไม่น้อยกว่า 7 วัน หรือจนกว่าต้นมันสำปะหลังจะตาย หรือ วิธีบดสับ โดยนำต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคเข้าเครื่องบดป่นหรือเครื่องสับย่อย โดยปูพลาสติกรองพื้นให้เศษต้นที่ถูกทำลายอยู่บนพลาสติก แล้วคลุมกองด้วยพลาสติกตากแดดให้ต้นมันแห้งตาย ขณะนี้เริ่มทำลายไปแล้ว 20,000 ไร่

สำหรับเกษตรกรที่ยินยอมให้ทำลายต้นที่เป็นโรค จะได้รับเงินชดเชยไร่ละ 3,000 บาท ตามรายละเอียดเงื่อนไขของโครงการ เบื้องต้นคาดว่าจะจ่ายเงินให้เกษตรกร ได้ ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ เป็นต้นไป ทั้งนี้ ขอย้ำให้เกษตรกร และสั่งการเจ้าหน้าที่ให้ทุกพื้นที่ที่พบการระบาด รวมถึงพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง ไม่ใช้ท่อนพันธุ์ ที่เป็นโรคซ้ำเด็ดขาด และขอความร่วมมือ เจ้าหน้าที่เกษตรกร สร้างการรับรู้ให้เกษตรกรเฝ้าระวังหมั่นสำรวจแปลงอยู่เสมอ

รายงานพิเศษ : ‘เส้นใยธรรมชาติ’ เพิ่มมูลค่าใบสับปะรด สร้างรายได้ให้เกษตรกรราชบุรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464964

รายงานพิเศษ : ‘เส้นใยธรรมชาติ’ เพิ่มมูลค่าใบสับปะรด สร้างรายได้ให้เกษตรกรราชบุรี

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปัจจุบัน ผลผลิตโดยตรงจากอุตสาหกรรมเกษตรส่วนใหญ่ จะใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร โดยวัตถุดิบทางการเกษตรบางส่วนจะเหลือทิ้ง ซึ่งวัตถุดิบเหล่านั้นสามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอื่นได้ เช่น ใบสับปะรด เป็นวัตถุดิบชนิดหนึ่งที่เหลือทิ้งในภาคการเกษตร ในการปลูกสับปะรดรุ่นหนึ่งจะใช้เวลาประมาณ 4 ปี หลังจากนั้นเกษตรกรจะรื้อถอนแปลงออกด้วยการถอนต้นแล้วเผา ซึ่งเป็นการสร้างมลพิษทำลายสิ่งแวดล้อม หรือใช้วิธีปั่นต้นแล้วตากให้แห้งและไถฝังกลบ เป็นปุ๋ยทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ โดยภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอ ได้นำวัตถุดิบเหลือทิ้งเหล่านี้มาทำเป็นเส้นใยธรรมชาติ เป็นการสร้างมูลค่าให้กับใบสับปะรด

นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า จากการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี (สศท.10) ในตำบลหนองพันจันทร์ อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี โดยสัมภาษณ์นายสมชาย อุไกรหงสา ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตเส้นใยธรรมชาติบ้านคา พบว่า เกษตรกรในพื้นที่ร่วมกลุ่มผลิตเส้นใยธรรมชาติจากใบสับปะรดมาตั้งแต่ปี 2561 ปัจจุบันมีสมาชิก 22 ราย ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจฯ จะนำใบสับปะรดที่เหลือทิ้งจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ประมาณ 5,000 กก./ไร่มาผลิตเส้นใยสับปะรด โดยจะรับซื้อใบสับปะรดจากสมาชิกกลุ่มราคากิโลกรัมละ 2 บาท จำนวน 700 – 1,000 กก./วัน จากนั้นจะนำมาคัดแยกใบ ที่มีขนาด 50 ซม. ขึ้นไป แล้วตัดแต่งส่วนโคนและปลายใบออก เพื่อนำเข้าเครื่องรีดเอากากของใบออกจนเหลือแต่เส้นใย แล้วพักไว้ 1 คืน จึงนำมาซักน้ำเปล่าจนสะอาดนำไปตากแดดประมาณ 2 วัน หรือตากในร่มที่มีอากาศถ่ายเทประมาณ 3 วัน หลังจากนั้นนำมาเข้าเครื่องรีดเพื่อแยกเส้นใยอีกครั้ง จะได้เส้นใยพร้อมส่งจำหน่าย ซึ่งจุดเด่นของผลผลิตอยู่ที่การเป็นเส้นใยธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี ไม่ใช้สารฟอกขาว ผงซักฟอก หรือเคมีอื่นๆ

สำหรับด้านการตลาด ส่งขายทั้งในและต่างประเทศ ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 260 – 300 บาท/กก. ร้อยละ 50 ขายส่งและขายปลีกตลาดในประเทศ ได้แก่ ตลาดอุตสาหกรรมสิ่งทอ กลุ่มแม่บ้าน และลูกค้าทั่วไป ส่วนร้อยละ 50 ส่งออกตลาดต่างประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย นอกจากนี้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ อยู่ในช่วงทดลองนำเส้นใยมาทอเป็นลวดลายนำไปตัดเย็บเสื้อผ้า กระเป๋า และผลิตภัณฑ์อื่น เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างรายได้ให้ชาวบ้านในชุมชนอีกด้วย

ด้านนางจินตนา ปัญจะ ผู้อำนวยการ สศท.10 กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันกลุ่มผลิตเส้นใยธรรมชาติบ้านคาผลิตเส้นใยได้ 300 กก./เดือน แต่ยังไม่เพอต่อความต้องการของตลาด ทางกลุ่มจึงมีแผนขยายกำลังผลิตเพิ่ม เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดในอนาคต นอกจากนี้ ทางกลุ่มกำลังทดลองและพัฒนาเครื่องรีดแบบอัตโนมัติเพื่อลดปัญหาด้านแรงงาน หากขยายกำลังผลิตได้ เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มจากการขายใบสับปะรด ประมาณ 8,000 – 10,000 บาท/ไร่ ซึ่งขณะนี้ มีกลุ่มพ่อค้าและกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่สนใจเข้ามาติดต่อขอรับซื้อล่วงหน้าจำนวนหนึ่งแล้ว ทั้งนี้ เกษตรกรหรือท่านใดที่สนใจข้อมูลการผลิตเส้นใยจากใบสับปะรด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายสมชาย อุไกรหงสา ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตเส้นใยธรรมชาติบ้านคา ตำบลหนองพันจันทร์ อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี โทร. 08-9837-9257

ซอกแซกอาเซียน : 9 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464962

566101

ซอกแซกอาเซียน : 9 มกราคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การประชุมรัฐมนตรีเกษตร ป่าไม้ และประมงของอาเซียนและอาเซียนบวกสาม ทุกครั้ง ก่อนการประชุม 1-2 วันก็จะมีการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสกระทรวงเกษตรฯ ด้วย ที่เรียกสั้นๆ ว่าการประชุม PREP-SOM ผมได้เคยเล่าไปแล้วว่า เจ้าหน้าที่อาวุโสในที่นี้ คือ ระดับข้าราชการประจำที่สูงสุดของกระทรวง อย่างในกรณีของประเทศไทย คือ ท่านปลัดกระทรวงครับ แต่ในทางปฏิบัติอาจมีการมอบหมายให้รองปลัดฯ หรือ อธิบดี หรือแม้แต่ผู้ตรวจราชการ ไปประชุมแทน การประชุม PREP-SOM ก็เพื่อเตรียมวาระต่างๆ สำหรับนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีที่จะตามมาติดๆ อันนี้ก็เคยเล่าไปแล้วครับ

การเดินทางจากโรงแรมที่พักไปโรงแรมที่จัดประชุมก็ราวๆ เพียง 15 นาที เพราะรถยนต์วิ่งได้คล่องตัวมาก ห้องประชุมของโรงแรมหันหน้าลงสู่ทะเลอันสวยงามและเงียบสงบมาก พวกเราหลังจากลงทะเบียนแล้วก็เข้าร่วมในพิธีเปิดการประชุม ซึ่งก็เป็นพิธีการง่ายๆ กล่าวเปิดกันเล็กน้อย เสร็จแล้วก็เบรกกินกาแฟและของว่างกัน จากนั้นที่ประชุมก็ว่าการต่อเป็นวาระๆ ไปเท่าที่เตรียมกันมา แต่พวกเราไม่ได้เข้าประชุมด้วย เพราะถือเป็นเพียงหน่วยปฏิบัติ เข้าได้เฉพาะตอนมีเรื่องที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ดังนั้น จึงต้องนั่ง สแตนด์บายกันอยู่ในห้องรับแขกข้างๆ ระหว่างที่นั่งก็อีกครั้งที่ได้เจอะเจอกับท่านผู้อำนวยการใหญ่ของสถาบันวิจัยข้าวระหว่างชาติ หรือ IRRI ที่เราเคยเจอมาเกือบทุกครั้ง ก็ได้ทักทายกันตามมารยาทครับ แล้วก็แยกกันนั่งรอกันต่อไปจนกว่าจะถูกเรียก การประชุม PREP-SOM ตามแผนกำหนดไว้ 2 วัน แต่ที่บรูไนดารุสซาลามไม่รู้เข้าประชุมกันอย่างไร เร็วมาก พอเวลาเที่ยงทุกคนหยุดพักไปรับประทานอาหาร ก็ได้ข่าวล่ามาเร็วว่า วันนี้การประชุมคงเสร็จในเวลาเย็น ถ้าเป็นอย่างนี้ พรุ่งนี้ก็หมายถึงไม่มีอะไรแล้วสินะ ในใจหรือในหัวของทุกคน รวมทั้งเจ้าหน้าที่จากกระทรวงเกษตรฯไทย ต่างคิดกันว่าคงจะต้องมีกิจกรรมอะไรสักอย่าง ไม่งั้นคงเบื่อแย่เลย ซึ่งในที่สุดก็เป็นเรื่องนอกแผนที่เจ้าภาพผู้จัด คือ ประเทศบรูไนจะต้องรับเอาไปพิจารณาดำเนินการ คือ ต้องพาคณะทั้งหมดไปทริปชมเมืองหลวงของบรูไน ซึ่งนับจากวันก่อนที่มาถึง เรายังไม่ได้ไปถึงกันเลย เพราะที่พักหรือที่ประชุม ตั้งอยู่ออกมานอกเมือง ต้องขอบคุณคณะเจ้าภาพที่ได้ให้การอนุเคราะห์ตามที่ขอร้องอย่างดี

เย็นวันแรก หลังจากประชุมเสร็จ ในฐานะที่เป็นข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ เก่าของผม ทีมงานกระทรวงเกษตรฯ ไทยที่ไปประชุมเขาก็ยังมีน้ำจิตน้ำใจไม่ทอดทิ้งคนเกษียณแล้วอย่างผม ได้เชิญผมและทีมแอปเตอร์ไปร่วมรับประทานอาหารเย็นกัน ก็ต้องขอบคุณน้องๆ ชาวกระทรวงเกษตรฯ ทุกคนที่นำโดยท่านรองปลัดพิศาล ไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

รุ่งเช้าทางการบรูไน ก็ใช้รถบัสรับพวกเราที่เป็นคนไทย นั่งไปที่ยวในเมืองบันดาร์เสรีเบกาวัน ซึ่งก็ใช้เวลาเดินทางไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมงเศษๆ เท่านั้น เพราะรถวิ่งโดยไม่มีติดขัดเลยเมืองหลวงของบรูไนฯ ไม่ใช่เมืองใหญ่ที่มีตึกรามบ้านช่องแน่นสูง เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีพลเมืองอยู่กันอย่างหลวมๆ รถราก็ไม่ขวักไขว่ ในโอกาสที่ผมเคยไปเป็นครั้งแรก ก็ตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย จุดที่น่าสนใจ คือ สุเหร่าหลังคาทองคำ ที่ใครไปจะต้องไปเยี่ยมชมให้ได้ ถือเป็นไฮไลท์ของเมืองนี้ครับ ตั้งอยู่ในเมืองนั้นแหละเดินไปมานิดเดียวระหว่างศูนย์การค้าในเมือง และอีกจุดคือพระราชวังสุลต่านที่อยู่ไกลออกไปอีกนิด ตรงใจกลางเมืองมีทะเลน้ำจืด เป็นตลาดน้ำให้คนเดินชมสินค้าประเภทพื้นเมืองได้ แต่เราไม่มีเวลาเดินไป เพราะมัวไปเสียเวลาในห้างใหญ่ เพื่อซื้อของที่ระลึกกัน ทริปการไปบรูไน นี้ดูเหมือนจะเป็นทริปประเภทรวบรัด เพราะแม้จะอยู่หลายคืน แต่ก็ไม่ได้ไปที่ไหนมากมาย มีคืนหนึ่งที่จัดเลี้ยงรับรองใหญ่ เจ้าภาพก็พาไปรับประมานอาหารค่ำที่ห้องรับรองขนาดใหญ่ในเมือง ก็ไม่มีพิธีอะไรมาก ท่านปลัดกระทรวงเกษตรของบรูไน ขึ้นมากล่าวนิดเดียวก็จบ นั่งกินอาหารกันเพียงไม่เกิน 2 ชั่วโมง ก็เสร็จเดินทางกลับโรงแรม เรื่องเหล้ายาปลาปิ้งสำหรับประเทศนี้เขาไม่มีวางขาย หรือไม่มีให้นั่งดื่มในร้านนะครับ เพราะเป็นข้อห้าม ดังนั้น งานเลี้ยงของเขาก็จะเป็นไปแบบเรียบง่าย ซึ่งก็เป็นบรรยากาศที่น่าสัมผัสไปอีกแบบครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

‘ปศุสัตว์’ทลายแหล่งผลิตยาสัตว์เถื่อน ยึดของกลาง322รายการมูลค่ากว่า10ล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/465029

‘ปศุสัตว์’ทลายแหล่งผลิตยาสัตว์เถื่อน ยึดของกลาง322รายการมูลค่ากว่า10ล้าน

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2563, 19.37 น.

วันนี้ (8 มกราคม 2563) หน่วยปฏิบัติการพิเศษ กรมปศุสัตว์ ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากกองสารวัตรและกักกัน สำนักงานปศุสัตว์เขต 1 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดปทุมธานี ร่วมกับเจ้าหน้าจากสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สถานีตำรวจภูธรอำเภอสามโคก สนธิกำลังเข้าตรวจค้นแหล่งผลิตยาสัตว์เถื่อน ยึดของกลางจำนวนกว่า 322 รายการ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10,000,000 บาท เตือนเจ้าของสัตว์หากนำไปใช้กับสัตว์ของตนเอง อาจเกิดอันตรายถึงตาย และอาจก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาและสารตกค้างได้

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่า ในพื้นที่ ตำบลท้ายเกาะ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี มีการผลิตยาสัตว์ไม่มีทะเบียน และมีการผลิตยาสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2563 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษกองสารวัตรและกักกัน สำนักงานปศุสัตว์เขต 1 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดปทุมธานี ร่วมกับเจ้าหน้าจากสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอสามโคก เข้าตรวจค้นแหล่งผลิตยาสัตว์ในพื้นที่ดังกล่าว ผลการตรวจสอบพบการกระทำความผิดเจ้าหน้าที่จึงได้ยึดของกลาง จำนวนกว่า 322 รายการ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10,000,000 บาท

“การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายผลิตยาสัตว์ผิดกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 เจ้าหน้าที่ของกรมปศุสัตว์จึงได้แจ้งข้อหาในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12 กระทำการผลิต ขาย หรือนำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาแผนปัจจุบัน โดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท และมาตรา 72 (4) กระทำการผลิต ขาย หรือนำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา มีโทษจำคุก 6 เดือน – 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาทถึง 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อความปลอดภัยต่อสัตว์เลี้ยงของท่าน และเป็นการป้องกันอันตรายสู่ผู้บริโภคโดยเฉพาะปัญหาเชื้อดื้อยาหรือสารตกค้าง ขอให้ประชาชนเจ้าของสัตว์ เลือกใช้ยาสัตว์ที่มีทะเบียนและผ่านการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐ นอกจากนี้ ร้านขายยาสัตว์จะต้องได้รับใบอนุญาต และยาสัตว์ต้องมีทะเบียน และมีคุณภาพ รวมถึงการรับข้อมูลจากเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยบุคคลที่ให้ข้อมูลดังกล่าวควรเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความน่าเชื่อถือและมีหน้าที่โดยตรง ทั้งนี้เพื่อประชาชนจะได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยสามารถตรวจสอบได้

ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องสถานที่ขายยาสัตว์ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทุกจังหวัด หรือโทรศัพท์ 0-2159-0406-7 หรือพบเห็นการกระทำผิดด้านปศุสัตว์ ต้องการร้องเรียน แจ้งเบาะแสการกระทำความผิดเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ติดต่อกองสารวัตรและกักกัน กรมปศุสัตว์ โทรศัพท์ 0-2501-3473-5 หรือแจ้งผ่านแอพพลิเคชั่น DLD 4.0 ที่ดาวน์โหลดและติดตั้งได้ในโทรศัพท์ทุกระบบ เพื่อให้ความช่วยเหลือได้ทันที

ปิดฉากฟาร์มไก่‘เอ๋’ เตรียมสืบทรัพย์ รื้อทิ้ง นำที่ดินจัดสรรสิทธิ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464932

news_default

ปิดฉากฟาร์มไก่‘เอ๋’ เตรียมสืบทรัพย์ รื้อทิ้ง นำที่ดินจัดสรรสิทธิ์

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2563, 14.57 น.

“ธรรมนัส” กำชับ ส.ป.ก. ดำเนินการกรณีบุกรุกครอบครองฟาร์มไก่ “ปารีณา” เป็นมาตรฐานเดียวกันตามกฎหมาย ด้านเลขาธิการส.ป.ก. ระบุ เร่งเข้าสำรวจสืบทรัพย์ในที่ดิน 682 ไร่ เตรียมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเพื่อนำที่ดินมาจัดสรรสิทธิ์ให้แก่ผู้มีคุณสมบัติเข้าทำกิน

8 มกราคม 2563 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การคืนที่ดินเขตปฏิรูปที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในฟาร์มไก่ “เขาสนฟาร์ม” ของ น.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ถือว่ามีผลโดยสมบูรณ์แล้ว จึงสั่งให้เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) ดำเนินการตามกฎหมายปฏิรูปที่ดินให้เป็นมาตรฐานเดียวกันกับผู้บุกรุกครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. ทุกราย โดยกำชับให้ ส.ป.ก. นำที่ดินเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน โดยอนุญาตให้ผู้มีคุณสมบัติซึ่งลงทะเบียนขอรับการจัดสรรสิทธิ์ไว้ต่อสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรีเข้าทำกินได้เร็วที่สุด

นอกจากนี้ได้มอบนโยบายว่าการอนุญาตให้เข้าทำกินในเขตปฏิรูปที่ดินนั้น เมื่อ ส.ป.ก. ออกหนังสือ ส.ป.ก. 4-01 ให้แล้ว ต้องเข้าไปดูแลเรื่องระบบสาธารณูปโภคให้สามารถอยู่อาศัยและทำกินได้ รวมทั้งส่งเสริมอาชีพให้มีความมั่นคง โดยตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม

“ได้ย้ำเลขาธิการ ส.ป.ก. ว่าหากพบสิ่งใดไม่ถูกต้อง ให้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันทุกรายตามกฎหมายปฏิรูปที่ดิน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ส่วนนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า เตรียมส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจสืบทรัพย์ ซึ่งอยู่ในที่ดิน 682 ไร่ในเร็ววันนี้ โดยต้องประสาน น.ส. ปารีณา ซึ่งเป็นผู้ครอบครองให้นำสำรวจสืบทรัพย์ด้วย หากไม่มาด้วยตนเองสามารถมอบหมายผู้แทนได้ โดย น.ส.ปารีณา ส่งมอบที่ดินคืนแก่ ส.ป.ก.แล้ว ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2562 โดยในการเข้าสำรวจสืบทรัพย์จะต้องทำบันทึกว่ามีอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใดในที่ดินแปลงดังกล่าวบ้าง จากนั้นผู้ครอบครองจะต้องเป็นผู้รื้อถอนและจ่ายค่ารื้อถอนเอง หากไม่รื้อถอนเอง ส.ป.ก. จะเข้าไปรื้อถอน แล้วจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายเพื่อเรียกเก็บค่ารื้อถอนจาก น.ส. ปารีณา ต่อไป

ทั้งนี้ ยืนยันว่า ส.ป.ก.ดำเนินการโดยไม่ล่าช้า เพื่อเร่งนำที่ดินมาจัดสรรสิทธิ์ให้แก่ผู้มีคุณสมบัติเข้าทำกิน แต่สำหรับ น.ส. ปารีณา เป็น ส.ส. และประกอบธุรกิจอื่นด้วย จึงไม่เข้าข่ายเป็นผู้มีคุณสมบัติได้รับอนุญาตให้ทำกินในที่ดินเขตปฏิรูปที่ดิน

ด้านนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้แจ้งด้วยวาจาไปยัง ส.ป.ก. ว่าการดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 แล้ว โดยระบุว่า เป็นหน้าที่ของกรมป่าไม้ที่ต้องดำเนินการในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งนายอรรถพล กล่าวว่า ไม่ทราบเกี่ยวกับการแจ้งความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาไปยังส.ป.ก. แต่ตามที่กรมป่าไม้ได้หารือข้อกฎหมายไปนั้น ทางคณะกรรมการกฤษฎีกายังไม่ให้ตอบมา อีกทั้งการตอบความเห็นจะต้องไม่เป็นการแจ้งด้วยวาจา แต่ต้องออกเป็นเอกสารราชการ เมื่อที่ได้รับหนังสือจากคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมป่าไม้จะดำเนินการตามความเห็นที่ได้รับทันที

‘ประภัตร’ระดมสมองกรูรูข้าวช่วยชาวนา โครงการนาแปลงใหญ่-ศูนย์ข้าวชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464895

‘ประภัตร’ระดมสมองกรูรูข้าวช่วยชาวนา โครงการนาแปลงใหญ่-ศูนย์ข้าวชุมชน

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2563, 13.36 น.

8 มกราคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีว่าช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการวางแผนยุทธศาสตร์โครงการนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน ณ โรงแรมบึงฉวาก รีสอร์ท จังหวัดสุพรรณบุรี ว่ารัฐบาลมีความเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาผู้ปลูกข้าวเนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งปีนี้อาจรุนแรงกว่าที่ผ่านมา รวมถึงคาดการณ์ว่าในอีก 6 เดือนปริมาณฝนจะมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ ทำให้มีน้ำไม่เพียงพอ ขาดน้ำอุปโภค-บริโภค ส่งผลกระทบต่อผู้ทำนากว่า 2 ล้านไร่ได้รับความเดือดร้อน

ดังนั้นจึงได้นำโครงการส่งเสริมเลี้ยงสัตว์เข้ามาเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรได้มีรายได้ในช่วงภัยแล้งนี้ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ข้าวในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป ทั้งต้นทุน และราคาในตลาด ตลอดจนประเทศเพื่อนบ้านมีการส่งออกข้าวเพิ่มขึ้น และจากกรณีไทยเสียแชมป์ข้าวหอมมะลิให้กับประเทศเวียดนาม ในการประกวดข้าวโลกปี 2019 ยอมรับว่าปัจจุบันข้าวหอมมะลิราคาตก

ดังนั้นกรมการข้าวจึงต้องปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อพัฒนาผลิตเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพ โดดเด่น มีคุณสมบัติพร้อม เช่น ทนต่อแมลง ใช้น้ำน้อย ปลูกระยะสั้น และลดต้นทุน อีกทั้งต้องเน้นในเรื่องของตลาด ศูนย์วิจัยและผลิตเมล็ดพันธุ์จะต้องระดมความคิดร่วมกันเพื่อช่วยกันผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ดีให้กับเกษตรกร

สำหรับโครงการนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน เป็นโครงการสำคัญของกรมการข้าวที่ตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน แผนแม่บทด้านการพัฒนาการเกษตร ปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจโดยการมุ้งเน้นให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันทำการผลิตรวมถึงมีการจำหน่าย มีตลาดรองรับ เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น และสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีแปลงใหญ่ที่กรมการข้าวต้องเข้าไปดำเนินการจำนวนทั้งสิ้น 1,914 แปลง เป็นแปลงต่อเนื่องปี 2561 จำนวน 729 แปลง แปลงต่อเนื่องปี 2562 จำนวน 830 แปลง และแปลงใหญ่ปี 2563 จำนวน 355 แปลง

นอกจากนี้ยังมีโครงการสำคัญอีกจำนวน 22 โครงการที่ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการดำเนินงานโครงการนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชนเพื่อให้การขับเคลื่อนงานโครงการนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน และโครงการสำคัญของกรมการข้าวอีก 22 โครงการ นำไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ สร้างความร่วมมือ ร่วมใจให้แก่บุคลากร ก่อให้เกิดการบูรณาการความคิดร่วมกัน เพื่อหาแนวทางปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ และเป็นแนวทางให้บุคลากรสามารถดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้ภารกิจที่ได้รับมอบหมายบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และสามารถแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม กรมการข้าวจึงจัดให้มีการสัมมนา เชิงปฏิบัติการวางแผนยุทธศาสตร์โครงการนาแปลงใหญ่ และศูนย์ข้าวชุมชน และโครงการสำคัญของกรมการข้าวอีกจำนวน 22 โครงการไปด้วยกัน

โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้ จำนวนทั้งสิ้น 80 คน ประกอบด้วย ที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าว ผู้บริหารกรมการข้าว ผู้อำนวยการสำนัก/กอง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าว ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ตั้งแต่วันที่ 7-8 มกราคม 2563 ซึ่งประเด็นสำคัญในการสัมมนาครั้งนี้ ได้แก่ ภารกิจของกรมการข้าวกับความเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติ นำเสนอแผนงานโครงการตามภารกิจของกรมการข้าว และประเด็นหารือ การวางแผน แนวทางปฏิบัติโครงการตามภารกิจของกรมการข้าวที่สำคัญ โครงการนาแปลงใหญ่ และศูนย์ข้าวชุมชน รวมทั้งโครงการสำคัญ จำนวน 22 โครงการ รวมทั้งให้มีการหารือ เสนอแนะ คำแนะนำ ความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ

สีหวานมาก! หนุ่มเกษตรสองแคว พัฒนาพันธุ์ข้าวสีชมพูหนึ่งเดียวที่พิษณุโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464840

สีหวานมาก! หนุ่มเกษตรสองแคว พัฒนาพันธุ์ข้าวสีชมพูหนึ่งเดียวที่พิษณุโลก

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2563, 09.26 น.

ศิษย์เก่าคณะเกษตรฯ มหาวิทยาลัยนเรศวร ลาออกจากงาน หันมาทำแปลงเกษตรข้าวไรท์เบอรี่ ใช้เวลา 3 ปี คัดแยกพันธุ์ข้าวจนสามารถปลูกนาข้าวสีชมพูสำเร็จ (พริ้งเลดี้) อนาคตอาจพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว

กรณีโลกโซเชียลแห่แชร์ภาพนาข้าวสีชมพู ฟรุ้งฟริ้งเต็มทุ่ง ผู้สื่อข่าวลงเพื่อนที่พบว่ามีนาข้าวสีชมพู อยู่ที่แปลงนา บ้านในไร่ เลขที่ 106/8 ม. 11 ต. ท่าโพธิ์ อ. เมือง จ. พิษณุโลก ของ นายจตุรงค์ ชมภูษา อายุ 31 ปี ศิษย์เก่าคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ม.นเรศวร ที่ได้ผันตัวเองจากพนักงานบริษัทมาเป็นเกษตรกรนาไร่แบบเต็มตัวเนื่องจากต้องการที่จะอยู่อาศัยใกล้ชิดกับครอบครัวมาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว

โดยนายจตุรงค์ ชมภูษา  เปิดเผยว่า เริ่มเเรก เมื่อปี 2556 ตนเองได้นำเอาเมล็ดพันธุ์ข้าวมาจากสุพรรณบุรี เป็นพันธุ์ข้าวไรท์เบอรี่ เพื่อนำมาปลูกเป็นอาชีพ ซึ่งในช่วงของการปลูกนั้น ตนได้เห็นว่านาข้าวไรท์เบอรรี่ของตน มีใบข้าวที่มีสีชมพู ตนจึงได้นำต้นข้าวสีชมพูคัดแยกออกมา จากนั้นก็ทดลองปลูกเรื่อยมา ถึง 4 ครั้ง จนสามารถได้เมล็ดและนำมาปลูกในพื้นที่ได้ถึง 4 ตารางเมตร  และมีการตั้งชื่อสายพันธุ์ของข้าวว่า ข้าว Pink Lady

ทั้งนี้ ในการปลูกที่ผ่านมาเกิดแมลงกัดกินข้าวอย่างหนักทำให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่ได้มีน้อย จึงไม่สามารถเพาะสายพันธุ์ได้มากเท่าที่ควร อีกทั้งข้าวที่ปลูกนี้ไม่ได้มีการใช้ยาฆ่าแมลงแต่อย่างใด เพราะตนต้องการที่จะปลูกข้าวที่เป็นข้าวปลอดสารพิษ แต่จะใช้วิธีการดูแลรักษาแบบใช้น้ำหมักชีวภาพ ในการควบคุมคุณภาพของนาข้าวและประสิทธิภาพของผลผลิตที่จะได้คุณภาพที่มากยิ่งขึ้น  ส่วนในเรื่องของคุณภาพข้าวที่ผ่านมายังไม่ได้ทดสอบเพราะเมื่อปลูกเสร็จก็จะเก็บเกี่ยวพันธุ์เมล็ดข้าวเพื่อมาคัดแยกและทดลองปลูก จนสามารถปลูกได้ขนาด 4 ตารางเมตรที่เห็น  แต่การที่จะได้ข้าวสีชมพูต้องอยู่กับช่วงเวลาที่ปลูกต้องปลูกในช่วงหน้าหนาว โดยใช้เวลา 120 วัน จึงจะเก็บเกี่ยวได้

นอกจากนี้ยังได้ปลูกข้าวไรท์เบอรี่สีดำควบคู่จำหน่าย สำหรับผลผลิตที่ได้เมล็ดข้าวนั้นจะเป็นเมล็ดที่มีขนาดสั้น อ้วนและป้อม คล้ายกับข้าวญี่ปุ่นแต่มีขนาดที่ป้อมกว่าข้าวญี่ปุ่น ซึ่งข้าว 1 กิโลกรัม ราคาจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 80 บาท และจะสามารถหุงได้ถึง 4 หม้อทีเดียว

นายจตุรงค์ กล่าวอีกว่า ทางเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยข้าว ได้มาตรวจคุณภาพของเมล็ดข้าวของตน และพบว่าเมล็ดข้าวมีการกลายพันธุ์เป็นสีชมพู  จึงได้ถ่ายรูปแล้วนำไปลงทางโซเซียลปรากฎได้รับความสนใจจากชาวบ้านและประชาชนเดินทางมาดูนาข้าวตลอดทั้งวัน โดยผู้ใดที่สนใจสามารถเข้ามาชมได้ที่บ้านในไร่ 106/8 ม. 11 ต. ท่าโพธิ์ อ. เมือง จ. พิษณุโลก หรือสามารถติดต่อได้ที่ 096-667-254-5

ถกคณะทำงานแก้ปัญหา7สหกรณ์ศรีสะเกษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464693

news_default

ถกคณะทำงานแก้ปัญหา7สหกรณ์ศรีสะเกษ

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชลี ศรีหามาตย์ สหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมคณะทำงานแก้ปัญหาดำเนินงานของสหกรณ์ จ.ศรีสะเกษ ว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนผลดำเนินงานของคณะทำงานฯ เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้สหกรณ์ที่ประสบปัญหาและข้อบกพร่องในการดำเนินงาน กลุ่มเป้าหมายเป็นสหกรณ์ภาคการเกษตร 7 แห่งคือ 1.สหกรณ์การเกษตรนิคมปรือใหญ่ จำกัด 2.สหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์ จำกัด 3.สหกรณ์การเกษตรเมืองศรีสะเกษ จำกัด 4.สหกรณ์การเกษตรยางชุมน้อย จำกัด 5.สหกรณ์การเกษตรอุทุมพรพิสัย จำกัด 6.สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธกส. จำกัด 7. สหกรณ์การเกษตรศรีกันทรารมย์ จำกัด ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ระดมความคิดเป็นข้อสรุป จากผลการศึกษาและวิเคราะห์ปัญหา/อุปสรรคต่างๆ โดยจัดทำเป็นคำแนะนำ/แนวทางปฏิบัติแต่ละสหกรณ์ โดยสหกรณ์เป้าหมายแต่ละแห่งจะได้นำไปกำหนดแผนงาน เพื่อปรับปรุงแก้ปัญหาข้อบกพร่อง เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เริ่มจากการมอบหมายเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบทำหน้าที่ตามกระบวนการและขั้นตอนให้ชัดเจน มุ่งให้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมายภายในเวลาที่กำหนด สำหรับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ จะจัดประชุมคณะทำงานดังกล่าวทุก 3 เดือน เพื่อติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์ และช่วยส่งเสริมพัฒนาสหกรณ์ ให้เข้มแข็งเป็นที่พึ่งช่วยเหลือเกษตรกร แก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมให้เกิดประโยชน์ต่อสมาชิก ชุมชน สังคมและประเทศชาติ สร้างความอยู่ดีกินดี มั่นคง มั่งคั่ง และ ยั่งยืน ต่อไป

ส่องเกษตร : ปีใหม่ สิ่งใหม่ ดีกว่าเดิม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464696

449007

ส่องเกษตร : ปีใหม่ สิ่งใหม่ ดีกว่าเดิม

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ขอให้สุขสมหวังทุกประการ ให้สุขภาพแข็งแรง ทำกิจการใดให้ประสบผลสำเร็จด้วยดี ไม่มีปัญหาอุปสรรคใดๆ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ท่านเคารพนับถือปกป้องคุ้มครอง มีความสุขตลอดปีและตลอดไป

ถ้อยคำอวยพรเหล่านี้ เรามักจะได้ยิน ได้รับฟังเสมอในเทศกาลปีใหม่ ผมเองขอถือโอกาสนี้ส่งความสุขความปรารถนาดีมายังทุกท่าน ตลอดจนพี่น้องเกษตรกรทุกคนด้วยเช่นกัน

ในเวลาเช่นนี้ เราคงต้องทบทวนสิ่งที่ผ่านมาในรอบปี และมองไปข้างหน้าอีก 365 วัน หรือ มองยาวๆ ไป 3 ปี 5 ปี วางแผน คิด และคาดการณ์สถานการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น และส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของแต่ละคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องเกษตรกรที่การวางแผนและการคาดการณ์อาจไม่ได้ดังใจเต็มที่ เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า การเกษตรของบ้านเรามีธรรมชาติเป็นหุ้นส่วนสำคัญ ซึ่งส่งผลต่อความสำเร็จและความล้มเหลวในการทำการเกษตรอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม ชีวิตมันก็ต้องมีความหวัง แม้ดูว่าอาจไม่สดใสชัดเจนเหมือนอาชีพอื่นที่ธรรมชาติไม่ได้มีอิทธิพลมากมายนัก แต่หากเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติ เข้าใจธรรมชาติ เพราะเขาเป็นหุ้นส่วนของเรา เราก็จะสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ เตรียมการป้องกันและแก้ไขแต่เนิ่นๆ ปรับตัวของเราให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ สุดท้ายเราจะสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเป็นสุข ประกอบอาชีพการเกษตรของเราให้ประสบผลสำเร็จได้ไม่ยากเกินไปนัก

ปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่ภัยแล้งในช่วงต้นปี น้ำท่วมใหญ่ในภาคอีสานโรคแมลงศัตรูพืชชนิดใหม่ระบาด ราคาผลผลิตแปรปรวน หลายพื้นที่ผลผลิตเสียหายโดยสิ้นเชิง เกษตรกรคงไม่หวังแต่รอความช่วยเหลือจากสังคม แต่ต้องเริ่มจากการช่วยเหลือตนเองก่อน ร่วมมือกันในชุมชนของตน ไม่เช่นนั้นปัญหาจากภัยธรรมชาติก็จะวนเวียนอยู่เช่นนั้นตลอด ผมได้สัมผัสชีวิตพี่น้องเกษตรกรในท้องที่อำเภอบางระกำและอำเภอใกล้เคียงของจังหวัดพิษณุโลก ภายใต้ระบบการบริหารจัดการน้ำในรูปแบบของบางระกำโมเดลที่ไม่ยอมให้ธรรมชาติควบคุมวิถีชีวิต แต่ใช้ธรรมชาติมาสนับสนุนวิถีชีวิต ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งหากยังคงปลูกข้าวตามฤดูกาลเพาะปลูกปกติ พอเข้าเดือนสิงหาคมเป็นฤดูน้ำหลาก ข้าวจะถูกน้ำท่วมและได้รับความเสียหายทุกปี จึงมีการปรึกษาหารือกันจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ โดยมีการวางแผนการปลูกข้าวกันใหม่ให้สอดคล้องกับการจัดการน้ำ และสภาพของธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี เริ่มด้วยการปรับเปลี่ยนฤดูการปลูกข้าว โดยทางชลประทานจะปล่อยน้ำลงพื้นที่นาตั้งแต่เดือนเมษายน เพื่อให้เกษตรกรได้ลงมือปลูกข้าว พอถึงเดือนสิงหาคมก็จะสามารถเกี่ยวเกี่ยวข้าวได้พอดี ก่อนที่จะเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก และพื้นที่ส่วนนี้จะกลายสภาพเป็นทุ่งรับน้ำจากภาคเหนือ ชะลอการไหลบ่าของน้ำลงไปจากลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ช่วงระยะ 3-4 เดือน ที่เป็นทุ่งรับน้ำ เกษตรกรในพื้นที่จะทำการประมงเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ได้อีกทาง สิ่งเหล่านี้ คือ ความร่วมมือระหว่างกัน เป็นการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างมีความสุข

ผมได้แต่ภาวนาว่าปีใหม่นี้ ความร่วมมือดีๆ เช่นนี้ จะยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และขยายพื้นที่ดำเนินการไปกว้างขวางมากขึ้น เพราะผมเองก็เริ่มไม่แน่ใจว่าปัจจัยหลายๆ อย่าง ที่จะส่งผลต่อความสำเร็จของการประกอบอาชีพการเกษตร ภายใต้การดูแลของภาครัฐเช่นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเป็นอย่างไร เพราะข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง หรืออีกหลายหน่วย ก็เห็นว่าประสบภัยกันอยู่ ภัยธรรมชาติทางการเมือง!!

สมชาย ชาญณรงค์กุล

สทนช.เข้มแผนจัดสรรน้ำทั่วปท. เฝ้าระวังค่าความเค็มลุ่มเจ้าพระยา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464697

news_default

สทนช.เข้มแผนจัดสรรน้ำทั่วปท. เฝ้าระวังค่าความเค็มลุ่มเจ้าพระยา

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำภาพรวมทั้งประเทศขณะนี้ว่า ปัจจุบันแหล่งน้ำทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวม 49,789 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 61% เป็นปริมาณน้ำใช้การ 25,714 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 44% แบ่งเป็น แหล่งน้ำขนาดใหญ่ 38 แห่ง ปริมาณน้ำใช้การ 20,738 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 44 โดยล่าสุดมีเขื่อนขนาดใหญ่ 14 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำใช้การได้น้อยกว่า 30% ได้แก่ เขื่อนแม่กวง เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแม่มอก เขื่อนทับเสลา เขื่อนกระเสียว  เขื่อนจุฬาภรณ์  เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำพระเพลิง  เขื่อนลำแซะ เขื่อนลำนางรอง เขื่อนป่าสักฯ เขื่อนคลองสียัดและเขื่อนหนองปลาไหล ขณะที่แหล่งน้ำขนาดกลาง 354 แห่ง จากทั้งหมด 660 แห่ง ที่มีระบบติดตามได้ พบว่า อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังน้ำน้อย 91 แห่ง แบ่งเป็นภาคเหนือ 29 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 46 แห่ง ภาคกลาง 2 แห่ง ภาคตะวันออก 10 แห่ง ภาคตะวันตก 2 แห่ง และภาคใต้ 2 แห่ง ซึ่งขณะนี้หน่วยงานต่างๆได้ปรับแผนดำเนินงาน โดยใช้งบประมาณปกติของหน่วยงานจัดหาแหล่งน้ำสนับสนุนพื้นที่เสี่ยงได้รับผลกระทบขาดแคลนน้ำทั้งในเขตและนอกเขตชลประทานที่เร่งดำเนินการได้ทันทีภายในระยะ 1 – 2 เดือนนี้

ขณะเดียวกัน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ เป็นไปตามแผน และไม่ส่งผลกระทบกับแผนการจัดสรรน้ำตลอดฤดูแล้ง สทนช.ได้กำกับ ติดตาม ตรวจสอบแผนและผลจัดสรรน้ำในแหล่งน้ำในพื้นที่เขตชลประทาน มีมาตรการควบคุมจัดสรรน้ำให้เป็นไปตามแผนสอดคล้องต่อปริมาณน้ำต้นทุน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยปรับแผนจัดสรรน้ำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่-กลางแล้ว 25 แห่ง แบ่งเป็น อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 14 แห่ง แบ่งเป็นภาคเหนือ 5 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 แห่ง ภาคตะวันออก 5 แห่ง ภาคกลาง 1 แห่ง และภาคตะวันตก 2 แห่ง อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 11 แห่ง แบ่งเป็นภาคเหนือ 3 แห่ง และภาคตะวันออก 8 แห่ง พร้อมประชาสัมพันธ์รณรงค์ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องประหยัดน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอตลอดฤดูแล้งนี้

“จากการติดตามแผน-ผลการจัดสรรน้ำสะสมรายวัน (1 พ.ย.2562 – 2 ม.ค.2563) ในลุ่มน้ำสำคัญ 4 ลุ่มน้ำ พบว่า มี 2 ลุ่มน้ำที่จัดสรรน้ำเกินแผน ได้แก่ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (4 เขื่อนหลัก) จัดสรรน้ำแล้ว 1,398 ล้าน ลบ.ม. จากแผนจัดสรรน้ำ 1,268 ล้าน ลบ.ม. เกินแผน 130 ล้าน ลบ.ม. และลุ่มน้ำ โขงชี มูล จัดสรรน้ำแล้ว 385 ล้าน ลบ.ม. จากแผน 379 ล้าน ลบ.ม.  เกินแผน 6 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ลุ่มน้ำแม่กลอง และลุ่มน้ำภาคตะวันออก (EEC) แม้ยังจัดสรรน้ำน้อยกว่าแผน แต่คาดว่ามีแนวโน้มจัดสรรน้ำเกินแผน ดังนั้น สทนช.ย้ำทุกหน่วยงานคำนึงถึงลำดับความสำคัญในการจัดสรรน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศ เป็นหลัก โดยเฉพาะรักษาคุณภาพน้ำ ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์ค่าความเค็มน้ำด้านอุปโภค บริโภค แม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ปากแม่น้ำจนถึงสถานีสำแล อ.เมือง จ.ปทุมธานี อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังต้องติดตามใกล้ชิด ขณะที่คุณภาพน้ำด้านการเกษตร แม่น้ำแม่กลอง และเพชรบุรี อยู่ในเกณฑ์ปกติ แม่น้ำท่าจีน บางปะกง อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง เพื่อป้องกันผลกระทบพื้นที่เกษตรในพื้นที่ด้วย”นายสำเริง กล่าว