แม็คโครรับกระแสเลิกใช้ถุงพลาสติก ส่งบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้วางตลาดยึดผู้ผลิตเบอร์หนึ่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464694

news_default

แม็คโครรับกระแสเลิกใช้ถุงพลาสติก ส่งบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้วางตลาดยึดผู้ผลิตเบอร์หนึ่ง

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ตั้งรับกระแสงดให้ งดรับถุงพลาสติกหูหิ้วตามนโยบายกระทรวงทรัพย์ ขนทัพบรรจุภัณฑ์ทางเลือก ทั้งถุงกระดาษ ถุงย่อยสลายได้ บรรจุภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกมากกว่า 20%  รองรับความต้องการผู้ประกอบการรายย่อย ยึดเบอร์หนึ่งแหล่งจำหน่ายบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้ประกอบการใหญ่และครบถ้วนที่สุด

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังภาครัฐโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมผลักดันให้วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นวันที่ภาคีเครือข่ายร้านค้าปลีก งดให้งดรับถุงพลาสติกแก่ลูกค้า  แม็คโครเตรียมพร้อมมาตรการรองรับด้วยการพัฒนาถุงกระดาษ ถุงย่อยสลายได้ ตลอดจนบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งทั้งโชห่วย ธุรกิจร้านอาหารและบริการจัดเลี้ยง ให้ความสำคัญกับกระแสลดใช้ถุงพลาสติกกันมาก แม็คโครจึงเร่งพัฒนาบรรจุภัณฑ์ทางเลือกมาให้บริการ อาทิ ถุงกระดาษใส่ขนม ถุงกระดาษหูหิ้วใส่ของ หรือข้าวกล่องสำหรับร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ และร้านค้าโชห่วย รวมถึงออกแบบถุงที่ทำจากผ้าและวัสดุทนทานเอาไว้จำหน่ายด้วย

“ที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 30 ปี แม็คโครตั้งเป้าหมายสำคัญสำหรับการดำเนินธุรกิจโดยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  โดยเป็นผู้นำงดให้บริการถุงพลาสติกตั้งแต่เปิดให้บริการวันแรกถึงปัจจุบัน และประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนเป็นรายแรกของไทยในการปลุกกระแส การใช้บรรจุภัณฑ์ทดแทนพลาสติก เช่น ถุงกระดาษ ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกมากกว่า 20 รายการ นอกจากนี้ยังมีแผนจำหน่ายถุงพลาสติกย่อยสลายได้ในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งการสนับสนุนการใช้บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ในกลุ่มผู้ประกอบการ ซึ่งจะทำให้เกิดผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภคในวงกว้าง  นอกจากนี้ แม็คโครยังได้ดำเนินโครงการ “Say Hi to Bio, Say No to Foam : แม็คโครรักษ์โลก ชวนคุณใช้ผลิตภัณฑ์รักสิ่งแวดล้อมด้วย”นางศิริพรกล่าว

ทั้งนี้ ตั้งแต่เปิดดำเนินธุรกิจค้าส่งที่ประกาศงดให้บริการถุงพลาสติกหูหิ้วในประเทศไทย แม็คโครสามารถลดปริมาณใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วลงสู่สิ่งแวดล้อมได้มากกว่า 5,400 ล้านใบ ลดใช้โฟมมาบรรจุอาหารในกลุ่มผู้ประกอบการร้านค้ามากกว่า 74 ล้านชิ้น และเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกมากกว่า 20%

ชงภาครัฐเร่งแก้ปัญหาที่ดินทำกินให้เกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464695

news_default

ชงภาครัฐเร่งแก้ปัญหาที่ดินทำกินให้เกษตรกร

วันพุธ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ปัญหาของเกษตรกรที่สภาเกษตรกรฯสะท้อนขึ้นมาเพื่อให้ภาครัฐแก้ไขให้ตรงจุดมากที่สุด ซึ่งยืดเยื้อยาวนานเป็นปัญหามาตลอดคือ ไม่มีความมั่นคงในการถือครองที่ดินทำกิน พื้นที่ชนบทห่างไกลการบริการภาครัฐเข้าไม่ถึง อ้างเหตุผลว่าขาดงบประมาณ กำลังพล ผลพวงของนโยบายจึงไปไม่ถึงเกษตรกร ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ โครงการความช่วยเหลือต่างๆจากภาครัฐมักประกาศว่าที่ดินต้องมีเอกสารสิทธิ การบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ดูถึงข้อเท็จจริงว่าเกษตรกรเจตนาเพียงประกอบการยังชีพ ไม่ได้เจตนาบุกรุก หรือเข้าไปทำลายทรัพย์สิน และแต่ละรายมีพื้นที่ทำกินประมาณ คนละ 5-20 ไร่ รัฐควรผ่อนปรน การบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศไทยนั้นปัจจุบันมีกฎหมายหลายฉบับมาก แต่ไม่เป็นเอกภาพ ไม่มีกรอบกำหนดแนวทางการพัฒนา ภารกิจ รวมถึงการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หากไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำก็ยังคงอยู่และจะลุกลามรุนแรงต่อไปมากขึ้น เมื่อครั้งประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติครั้งที่ 7/2562 ณ ห้องบุหลันพิทักษ์พล อาคารสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กทม.มีการบรรยาย “ความรู้กฎหมายและนโยบายที่ดินที่เกี่ยวข้องกับนโยบายที่ดินแห่งชาติ”โดย ผศ.อิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ ผู้ประสานงานการศึกษานโยบายที่ดิน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(สกสว.) ทำให้ทราบว่าภายใต้กฎหมายพ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ.2562  คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) จะทำหน้าที่กำหนดนโยบายและแผนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศเพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง โดยบูรณาการการกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชนและภูมิสังคม ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัดมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุด สมดุล เป็นธรรม ยั่งยืน และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้

ผศ.อิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ ผู้ประสานงานการศึกษานโยบายที่ดิน สกสว.กล่าวเสริมว่า คณะกรรมการคทช.จะคอยบูรณาการงานที่เกี่ยวกับที่ดินทั้งหมดไว้ในที่เดียวกัน การที่มีทิศทางแน่นอนทำให้อนาคตการบริหารจัดการที่ดินของประเทศเป็นไปในรูปแบบเดียวกัน มี
เป้าหมายเดียวกัน ทั้งนี้ ทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยใช้ที่ดินควรต้องได้รับการแก้ไขปัญหา คทช.จะเป็นกลไกหนึ่งที่สามารถช่วยได้

“คนส่วนใหญ่ของประเทศทั่วทุกจังหวัดเดือดร้อนส่งปัญหาให้สภาเกษตรกรฯสะท้อนให้ภาครัฐ อย่างน้อยจะมีทิศทางตอบสนองต่อปัญหา แทนที่จะให้คทช.พิจารณาไปโดยไม่มีฐานข้อมูล ไม่มีจุดร่วมตัดสินใจ ถ้าระบุปัญหาชัดเจน ไม่เข้าข้างตัวเองจะเป็นเรื่องที่ คทช.พิจารณาแก้ปัญหาภาพรวมกับสาธารณะ เพราะนอกจากแก้ปัญหาให้ภาคเกษตรกรแล้ว ภาคส่วนอื่นความต้องการเหล่านี้ต้องเป็นที่ยอมรับได้ด้วย” ผศ.อิทธิพล กล่าว

‘เฉลิมชัย’สั่งด่วน! ก.เกษตรฯเร่งทำแผนปฏิบัติการรับมือภัยแล้งทั่วประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464624

news_default

‘เฉลิมชัย’สั่งด่วน! ก.เกษตรฯเร่งทำแผนปฏิบัติการรับมือภัยแล้งทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2563, 10.56 น.

“เฉลิมชัย” สั่งการด่วนที่สุดให้ทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทำแผนปฏิบัติการรับมือภัยแล้งทั่วประเทศ รายงานสถานการณ์ต่อศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรทุกวัน พร้อมจัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ การประกอบอาชีพ และเสริมรายได้ ตามนโยบายศูนย์บัญชาการน้ำเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำแห่งชาติ

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ล่าสุดได้สั่งการด่วนที่สุดให้ทุกหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จัดทำแผนปฎิบัติการ (Action plan) ช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งตามที่คาดการณ์ว่า ในฤดูแล้งปี 2562/2563 ซึ่งมีปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี ส่งผลให้มีน้ำต้นทุนในเขื่อนต่างๆ และแหล่งน้ำธรรมชาติน้อย ทั้งนี้จากที่มอบนโยบายให้เร่งรัดการพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อให้มีแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแก้มลิงสำหรับใช้อุปโภค-บริโภคในชุมชน การปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทนการทำนาปรัง การทำปศุสัตว์ การทำประมง รวมถึงการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรใช้บริโภคและจับขายได้ ตลอดจนแผนว่าจ้างแรงงานเพื่อให้เกษตรกรซึ่งประสบภัยแล้ง ทำการเกษตรไม่ได้ สามารถมารับจ้างทำงาน มีรายได้เสริม เป็นต้น

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า ทุกกรมและทุกหน่วยงานต้องทำแผนปฏิบัติการดังกล่าวด่วนที่สุด มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) รวบรวมนำเสนอปลัดกระทรวงและรมว. เกษตรฯ ตามลำดับ ขณะนี้ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ สรุปผลกระทบจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในปี 2562 และการเร่งรัดจ่ายเงินช่วยเหลือ อีกทั้งประเมินสถานการณ์น้ำและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคการเกษตรอย่างต่อเนื่องทุกวันเพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้บริหารตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับฤดูแล้งนี้ยังไม่มีรายงานความเสียหายภาคการเกษตรจากภาวะขาดแคลนน้ำ แต่ทุกหน่วยงานต้องประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรและประชาชนทราบสถานการณ์อย่างทั่วถึงในทุกช่องทางสื่อสาร โดยเป็นการทำงานเชิงรุกเพื่อให้เป็นไปตามแนวปฏิบัติของศูนย์บัญชาการน้ำเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำแห่งชาติซึ่งพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในการจัดตั้งศูนย์ดังล่าว กำหนดกรอบการทำงาน และเสนอขออนุมัติงบประมาณสนับสนุนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติแล้ง โดยกระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีหน้าที่รับผิดชอบตามแผนปฏิบัติการของศูนย์นี้

“นายกรัฐมนตรีห่วงใยปัญหาภัยแล้งที่อาจรุนแรงในปีนี้จึงเป็นประธานศูนย์บัญชาการน้ำเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำด้วยตนเอง ซึ่งหลังจากประชุมครม. แล้วเสร็จทุกหน่วยงานต้องเดินหน้าปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนทันที” นายเฉลิมชัยกล่าว

‘ธรรมนัส’เป็นห่วง! สั่งอธิบดีฝนหลวง วางยุทธศาสตร์ทำฝนหลวงช่วยภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464616

news_default

‘ธรรมนัส’เป็นห่วง! สั่งอธิบดีฝนหลวง วางยุทธศาสตร์ทำฝนหลวงช่วยภัยแล้ง

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2563, 10.34 น.

“ธรรมนัส”สั่งอธิบดีฝนหลวงวางยุทธศาสตร์ทำฝนหลวงช่วยภัยแล้ง ยอมรับน่าเป็นห่วงมาก ต้องรีบแก้ไข 

7 มกราคม 2563 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาภัยแล้งในขณะนี้ว่า ในส่วนของตนเองซึ่งกำกับดูแลฝนหลวงอยู่ได้สั่งการแล้วในการช่วยเหลือประชาชน โดยจะเริ่มปฏิบัติการเดือนหน้าในทุกภาค เพราะภัยแล้งเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากโดยเฉพาะในภาคอีสาน แม่น้ำชีไม่มีน้ำแล้ว

“ผมได้สั่งการให้อธิบดีกรมฝนหลวงวางยุทธศาสตร์ในการดำเนินการฝนหลวงว่าจะต้องทำอย่างไรสำหรับแผนของปีนี้ เพราะแต่ละปีจะดำเนินไม่เหมือนกัน แต่ยืนยันเรามีขั้นตอนในการดำเนินการอยู่ ซึ่งการทำฝนหลวงนี้ก็จะไปช่วยเติมน้ำในพื้นที่ชลประทานและพื้นที่นอกชลประทาน แต่ทั้งนี้จะเติมน้ำได้มากน้อยแค่ไหน ก็ต้องดูสภาพอากาศด้วย”

เมื่อถามว่านอกจากมาตรการในการป้องกันแล้ว มีมาตรการในการเยียวยาด้วยหรือไม่ หากเกิดความเสียหายกับพืชผลเกษตรกร ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ทางกระทรวงเกษตรฯมีหลักการในการเยียวยาเป็นมาตรฐานอยู่แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ก็คือแต่ละที่น้ำน้อย น่าเป็นห่วงมาก ต้องรีบหาทางแก้ไข

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ทางสภาฯได้ตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้ง 25 ลุ่มน้ำซึ่งมีตนเป็นประธาน ซึ่งได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาศึกษาแต่ละลุ่มน้ำ ดังนั้นอนุกรรมการฯต้องรีบศึกษาโดยด่วน และเมื่อศึกษาแล้วต้องรีบนำแนวทางไปประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาหาวิธีแก้ปัญหาก่อนที่จะเกิดวิกฤตภัยแล้ง ซึ่งเรื่องนี้ต้องทำแบบบูรณาการทุกฝ่ายและทุกด้าน

เตือนปชช.หมึกสายวงน้ำเงินพิษร้ายแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464479

news_default

เตือนปชช.หมึกสายวงน้ำเงินพิษร้ายแรง

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า หมึกสายวงน้ำเงินหรือหมึกสายบลูริง (Blue-ringed octopus: Hapalochlaena spp.) มีรายงานพบในประเทศไทยทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามันแต่พบไม่มากจากการประมงอวนลากและลอบหมึกสาย เป็นหมึกสายขนาดเล็ก ลักษณะลำตัวจะคล้ายถุงลมท้ายแหลม ความยาวประมาณ 4 เซนติเมตร หมึกสายวงน้ำเงินจะมีลายวงแหวนชนิดเรืองแสงสีฟ้าจางๆ ขนาดเล็กกระจายอยู่บนลำตัวและส่วนหนวด ความยาวของหนวดจะมากกว่าความยาวลำตัว 1.5-2.5 เท่า อาศัยอยู่ตามพื้นท้องทะเลที่เป็นทรายความลึกประมาณ 20-40 เมตร ชอบซ่อนพรางตัวเพื่อหลบผู้ล่าและซุ่มรอเหยื่อ เวลาเคลื่อนจะใช้หนวดเดินไม่ใช่สัตว์น้ำดุร้าย เมื่อโดนกระทบหมึกชนิดนี้จะพรางตัวโดยทำตัวให้แบนและเปลี่ยนสีให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม แต่ถ้ารู้สึกว่าถูกคุกคาม ไม่ว่าจะพรางตัวอย่างไรแล้วจะเปลี่ยนจากตั้งรับเป็นจู่โจมกัด พร้อมปล่อยพิษได้เสมอ หมึกชนิดนี้ผสมพันธุ์เพียงครั้งเดียวตลอดวงจรชีวิต โดยเพศเมียจะวางไข่ติดกับวัสดุใต้น้ำ ไข่จะใช้เวลาฟักตัว 2 สัปดาห์ ลูกหมึกจะดำรงชีวิตตามหน้าดิน

ดร.วิชาญกล่าวต่อว่า โอกาสที่คนทั่วไปจะโดนหมึกชนิดนี้กัดน้อยมาก เนื่องจากพบในแนวเขตน้ำลึก ที่สำคัญกรมประมงไม่อนุญาตให้นำเข้าหมึกสายชนิดนี้ตามบัญชีแนบท้ายพระราชกฤษฎีกาห้ามมิให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2547 มีประกาศครอบคลุมถึงหอยงวงช้างและปลาหมึกทุกชนิดใน Class Cephalophoda  สำหรับในประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลผู้ถูกหมึกสายชนิดนี้กัดถึงแก่ชีวิต อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและผู้ค้า ขอให้ระวังในการเลือกซื้อหมึกที่มีลักษณะเหมือนหมึกสายมารับประทาน โดยให้สังเกตลักษณะภายนอกของหมึกอย่างละเอียด หากพบหมึกมีลายวงกลมในเนื้อหมึกไม่ว่าจะสีอะไรก็ตามทั้งสดและตากแห้งขอให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสและห้ามนำมารับประทานโดยเด็ดขาด

นายมนตรี สุมณฑา นักวิชาการประมงชำนาญการ สถานีประมงทะเลจังหวัดระนองกล่าวเพิ่มเติมว่าหมึกสายวงน้ำเงินเป็นสัตว์ที่มีพิษรุนแรงมาก  พิษถูกสร้างโดยแบคทีเรียกลุ่ม Bacillusและ Pseudomonas ที่อาศัยอยู่ในต่อมน้ำลาย (Salivary gland)ปากหนวด ลำไส้ รวมทั้งต่อมหมึก ประกอบด้วยสารพิษ 2 ชนิด คือ Maculotoxin (มีลักษณะคล้ายกับ Tetrodotoxin ที่พบในปลาปักเป้ามีพิษต่อระบบประสาทและ Hepalotoxin เป็นสารพิษชนิดร้ายแรงไม่มียาแก้พิษ ต้องบรรเทาอาการจากพิษเช่นเดียวกับการเอาพิษออกจากปลาปักเป้า โดยใช้เครื่องช่วยหายใจและรักษาตามอาการ หากพ้น 24 ชม.ได้อาการจะดีขึ้นตามลำดับ พิษชนิดนี้ออกฤทธิ์ขัดขวางการทำงานของระบบประสาท เมื่อถูกปลาหมึกสายวงน้ำเงินกัด ขั้นแรกจะคลื่นไส้ ตาพร่าเลือน มองไม่เห็นและประสาทสัมผัสไม่ทำงาน พูดหรือกลืนน้ำลายไม่ได้ และขั้นสุดท้ายประมาณ 10 นาทีต่อมาจะเป็นอัมพาตและหยุดหายใจ เนื่องจากสมองขาดออกซิเจน หากไม่ได้รับการช่วยเหลือทันท่วงที ดังนั้น ต้องรีบนำผู้ป่วยส่งถึงมือแพทย์ให้เร็วที่สุด เพื่อใช้เครื่องช่วยหายใจระหว่างที่ระบบประสาทยังทำงานได้ปกติ

กยท.จับมือPTTOR เปิดจุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพารา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464474

news_default

กยท.จับมือPTTOR เปิดจุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพารา

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านธุรกิจและปฏิบัติการ กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยาง รวมกลุ่มในรูปแบบสถาบันเกษตรกร เพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา เพิ่มมูลค่า และยังมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางและสถาบันเกษตรกรหาพื้นที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพารา ภายใต้โครงการ “จุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพาราพัฒนาเกษตรกรไทย” ปีที่ 3 โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างกยท.และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) คาดว่าจะเป็นโครงการที่ส่งเสริมให้ใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มช่องทางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพารา ให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการหาพื้นที่จำหน่าย เพิ่มรายได้ มีช่องทางแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายโดยตรง เพื่อนำมาพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ และหาแนวทางดำเนินธุรกิจให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค เสริมสร้างเศรษฐกิจประชารัฐ มีเป้าหมายคือ สถาบันเกษตรกรและเกษตรกรชาวสวนยาง สร้างโอกาสช่องทางการตลาดได้ง่ายขึ้น เผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบกิจการยาง และประชาชนต่อไป

ด้านนายณัฐวุฒิ ศิริสัจจวัฒน์ ผู้จัดการเขตการขายอาวุโส บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTTOR กล่าวว่า มีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนสนับสนุนโครงการ “จุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางพารา พัฒนาเกษตรกรไทย” ปีที่ 3 ร่วมกับ กยท. โดยเปิดพื้นที่ในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ให้เป็นศูนย์กลางชุมชนได้นำสินค้าแปรรูปจากยางพาราเข้ามาจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยพัฒนาและเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าของเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มรายได้ลดรายจ่ายหาพื้นที่จำหน่ายให้เกษตรกรชาวสวนยางได้อีกช่องทางหนึ่ง

“บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีกจำกัด (มหาชน) ต้องการให้สถานีบริการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนตามแนวคิด living community ที่พร้อมส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน และทำงานร่วมกับภาครัฐภาคเอกชน และภาคประชาชนในการพัฒนาสินค้า บริการ ความเป็นอยู่ ตลอดจนคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เข้มแข็ง” นายณัฐวุฒิ กล่าวเพิ่มเติม

เฝ้าระวังหนอนแมลงวันเจาะลำต้นถั่วเหลือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464476

news_default

เฝ้าระวังหนอนแมลงวันเจาะลำต้นถั่วเหลือง

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระยะนี้สภาพอากาศแห้งแล้ง กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองเฝ้าระวังติดตามการระบาดของหนอนแมลงวันเจาะลำต้นถั่วใน 2 ระยะคือ ช่วงถั่วเหลืองปลูกใหม่อายุไม่เกิน 14 วัน มักพบหนอนแมลงวันเจาะลำต้นถั่วเข้าทำลายถั่วเหลืองตั้งแต่ระยะ ต้นกล้า เมื่อหนอนฟักออกมาจากไข่จะชอนไชตามเส้นใบไปที่ก้านใบ เพื่อเข้าไปกัดกินเนื้อเยื่อที่บริเวณไส้กลางลำต้น ทำให้ผลผลิตถั่วเหลืองลดลงมากกว่า 40% เกษตรกรควรคลุกเมล็ดถั่วเหลืองก่อนปลูกด้วยสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 70% ดับเบิลยูเอส อัตรา 2 กรัมต่อเมล็ด 1 กิโลกรัมหรือพ่นด้วยสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% เอสซีอัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตรหรือสารฆ่าแมลงคลอร์ไพริฟอส 40% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตรพ่น 2 ครั้งห่างกัน 7 วัน พ่นครั้งแรกเมื่อใบจริงคู่แรกคลี่ออกมาเต็มที่หรืออายุ 7-10 วันหลังถั่วเหลืองเริ่มงอก

รักษ์เกษตร : ระบบเกษตรผสมผสานเป็นอย่างไร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464480

news_default

รักษ์เกษตร : ระบบเกษตรผสมผสานเป็นอย่างไร

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบความรู้เรื่องระบบเกษตรผสมผสาน ว่ามีการดำเนินการกันอย่างไรบ้างครับ

อนุมัติ เสียงพิณ

อ.แว้ง จ.นราธิวาส

คำตอบ

ระบบเกษตรผสมผสาน เป็นระบบที่มีการเพาะปลูกพืชหรือการเลี้ยงสัตว์ชนิดต่างๆ อยู่ในพื้นที่เดียวกันมีการเกื้อกูลประโยชน์ต่อกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพโดยอาศัยหลักการอยู่ร่วมกันระหว่างพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อมอยู่ร่วมกันในรูปความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับพืช  พืชกับสัตว์ หรือสัตว์กับสัตว์ ให้ความสำคัญต่อกิจกรรมแต่ละชนิดอย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคม มีการใช้แรงงาน เงินทุน ที่ดิน ปัจจัยการผลิตและทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ มีการนำวัสดุเหลือใช้จากการผลิตชนิดหนึ่งมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์กับการผลิตอีกชนิดหนึ่งหรือหลายชนิด ภายในไร่นาแบบครบวงจร เช่น การเลี้ยงปลาในนาข้าวการเลี้ยงสัตว์บนบ่อปลา  การเลี้ยงผึ้งในสวนผลไม้ เป็นต้นจึงเป็นระบบที่ช่วยตอบสนองต่อการบริโภคหรือลดความเสี่ยงจากราคาผลิตผลที่มีความไม่แน่นอน

รูปแบบของระบบเกษตรผสมผสานการกำหนดวิธีการทำเกษตรผสมผสานมีหลายแบบ หากพิจารณาการแบ่งตามกิจกรรมที่ดำเนินการอยู่เป็นหลักมีดังนี้

1) ยึดกิจกรรมพืชเป็นหลักเป็นระบบป่าไม้-ไร่นา มีพืชเป็นรายได้หลัก

2) ยึดกิจกรรมเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก เป็นระบบป่าไม้-เลี้ยงสัตว์ มีสัตว์เลี้ยงเป็นรายได้หลัก

3) ยึดกิจกรรมประมงเป็นหลัก เป็นระบบป่าไม้-เลี้ยงสัตว์น้ำมีสัตว์น้ำเป็นรายได้หลัก

4) ระบบเกษตรผสมผสานแบบไร่นาป่าผสมหรือวนเกษตรเป็นระบบเลี้ยงสัตว์-ป่าไม้-ไร่นา ที่มีการจัดการป่าไม้เป็นหลักร่วมกับการเกษตรทุกแขนง ประกอบด้วย การปลูกพืชเกษตรในสวนป่า และการปลูกพืชเกษตรร่วมกับการเลี้ยงสัตว์ในสวนป่า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นตัวกลางเพื่อผ่อนคลายความต้องการการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมกับความต้องการป่าไม้ เพื่อควบคุมสิ่งแวดล้อมให้สามารถดำเนินการควบคู่กันไป โดยทั้งโดยหมดนี้ ต้องคำนึงถึงสภาพทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมประเพณี รวมทั้งช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ระบบเกษตรผสมผสานที่ดีในแง่ของทรัพยากร ควรสามารถเพิ่มการซึมซับน้ำ รักษาน้ำใต้ดิน ลดการสูญเสียดิน ดังนั้น ลักษณะพันธุ์พืชที่ใช้ควรเป็นทรงพุ่มเพื่อลดความรุนแรงของเม็ดฝนที่ตกกระทบผิวดินสามารถรักษาสภาพดุลของสภาวะแวดล้อมให้เหมาะสมกับพืชที่ปลูกร่วม เช่นบังร่มเงา พายุ ฝน อีกทั้งควบคุมสภาพความชุ่มชื้นและอุณหภูมิ ให้ดี พันธุ์ไม้ที่ปลูกควรมีรากลึกพอที่จะสามารถหมุนเวียนธาตุอาหารในระดับที่ลึกขึ้นมาสู่บริเวณผิวดิน เป็นประโยชน์ต่อพืชรากตื้นที่ปลูกร่วม โดยรวมทั้งระบบควรให้ผลตอบแทนแก่เกษตรกรหลายด้าน เช่น ผลผลิตในรูปอาหาร ยารักษา โรค ไม้ฟืน ไม้สร้างบ้านรายได้ และอื่นๆ

สิ่งสำคัญที่สุดระบบเกษตรผสมผสาน ควรเป็นระบบที่มีการอนุรักษ์ดินและน้ำได้ดีปลูกพืชได้หลายสภาพแวดล้อม และง่ายต่อการปฏิบัติในสภาพของเกษตรกรมีอยู่ใน 4 ระบบใหญ่ คือระบบป่าไม้-ไร่นา ระบบป่าไม้-เลี้ยงสัตว์ ระบบป่าไม้-เลี้ยงสัตว์น้ำและระบบเลี้ยงสัตว์-ป่าไม้-ไร่นา ซึ่งวิธีการนำแต่ละระบบไปประยุกต์ใช้ย่อมขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมต่างๆ ของพื้นที่เป็นเกณฑ์ด้วยนะครับ

นาย รัตวิ

ดัชนีผาสุกเกษตรกรปี’61เพิ่มขึ้นระดับ80.29 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464478

news_default

ดัชนีผาสุกเกษตรกรปี’61เพิ่มขึ้นระดับ80.29

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก.จัดทำดัชนีความผาสุกของเกษตรกร เพื่อสะท้อนปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย และใช้เป็นตัวชี้วัดแผนพัฒนาการเกษตร ช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 12 โดยดัชนีความผาสุกของเกษตรกรระดับประเทศในปี 2561 ซึ่งเป็นปีที่ 2 ของแผนพัฒนาการเกษตรช่วงแผนพัฒนาฯฉบับที่ 12 มีค่าอยู่ที่ระดับ 80.29 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับดีเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ซึ่งมีค่าอยู่ที่ระดับ 78.94 ปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีความผาสุกของเกษตรกรในภาพรวมเพิ่มขึ้นและพัฒนาอยู่ในระดับดีมาก ได้แก่ ด้านสุขอนามัย มีค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 98.17 และด้านสังคม มีค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 90.98 สำหรับด้านเศรษฐกิจ มีการพัฒนาอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 75.27 ด้านสิ่งแวดล้อม มีการพัฒนาอยู่ในระดับต้องปรับปรุง มีค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 67.18 ส่วนด้านการศึกษา มีการพัฒนาอยู่ในระดับต้องเร่งแก้ไข มีค่าดัชนีอยู่ที่ระดับ 54.22

เมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบดัชนีความผาสุกของเกษตรกรภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 81.81 81.67  81.14 ตามลำดับ เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับดี ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ระดับ 79.31 เป็นการพัฒนาอยู่ในระดับปานกลาง โดยปัจจัยด้านสุขภาพและสังคมแต่ละภาคพัฒนาอยู่ในระดับดีและดีมาก สำหรับด้านเศรษฐกิจของภาคใต้และภาคกลางพัฒนาอยู่ในระดับดี ขณะที่ด้านเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือพัฒนาอยู่ในระดับปานกลาง และภาคเหนืออยู่ระดับต้องปรับปรุง ส่วนด้านการศึกษาและด้านสิ่งแวดล้อมแต่ละภาคมีการพัฒนาอยู่ในระดับต้องปรับปรุงและต้องเร่งแก้ไข

ด้านนายพลเชษฐ์ ตราโชผู้อำนวยกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร กล่าวเสริมถึงแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ซึ่งต้องเดินหน้าพัฒนาต่อเนื่องทุกภูมิภาค โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ส่งเสริมเกษตรกรทุกระดับน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เน้นให้เกษตรกรรายย่อยพึ่งตนเองได้ สำหรับเกษตรกรขนาดกลางและเชิงพาณิชย์ให้ต่อยอดไปสู่การเป็นเกษตรกรมืออาชีพ ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรจัดทำบัญชีฟาร์ม ส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกร ด้านการศึกษา เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ช่วงสูงวัยจึงควรถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ ให้เกษตรกรผู้สูงวัยอย่างเหมาะสม พัฒนาศักยภาพทายาทเกษตรกรและเกษตรกรไทยรุ่นใหม่ให้เข้มแข็ง และด้านสิ่งแวดล้อม สร้างความตระหนักรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดการผลิตที่สมดุล ถ่ายทอดความรู้ในการปรับปรุงบำรุงดินและใช้สารอินทรีย์ทดแทนการใช้สารเคมีทางการเกษตร รวมทั้งสนับสนุนการฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรม สวนป่าชุมชน ป่าเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ของประเทศ

สทนช.จัดเวทีให้ข้อมูล โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/464475

news_default

สทนช.จัดเวทีให้ข้อมูล โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สทนช.ร่วมคณะกรรมการลุ่มน้ำและผู้แทนภาคประชาชน 8 จว.ริมแม่น้ำโขง เปิดเวทีให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง ครั้งที่ 1 เพื่อรวบรวมข้อกังวลด้านผลกระทบของประชาชนริมแม่น้ำโขงสปป.ลาว ผ่านกลไก PNPCA

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการเปิดเวทีให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ตามระเบียบปฏิบัติ เรื่อง การแจ้งการปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง (Proceduresfor Notification, Prior Consultation andAgreement หรือ PNPCAว่า เป็นประโยชน์ต่อประชาชนริมแม่น้ำโขง 8 จังหวัดที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการที่จะได้รับทราบข้อมูล ได้แสดงความคิดเห็นต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ส่งผ่านไปยังสปป.ลาว เจ้าของโครงการ ขณะเดียวกันหน่วยงานในพื้นที่ยังได้รับทราบข้อมูลองค์ประกอบและการพัฒนาโครงการ รวมถึงเสนอความคิดเห็นต่อข้อกังวลที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งการเปิดเวทีวันนี้จะให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง ของสปป.ลาว เป็นครั้งแรก หลังจากสปป.ลาวเสนอโครงการผ่านทางคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง โดยจะเน้นชี้แจงความเป็นมาของโครงการ ระเบียบปฏิบัติ PNPCA ให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง สปป. ลาว รวมทั้งสรุปผลรายงานทบทวนด้านเทคนิคโครงการ ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ได้รับทราบข้อมูล การบรรยายสรุปความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศต่อร่างรายงานทบทวนทางด้านเทคนิคของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง สปป. ลาว (Technical Review Report: TRR) รวมทั้งรายงานผลประชุมเวทีให้ข้อมูลที่ผ่านมา ตลอดจนรับฟังข้อห่วงกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากทุกภาคส่วน และส่งให้สปป.ลาวได้รับทราบผ่านกลไก PNPCA

สำหรับโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบางนับเป็นโครงการลำดับที่ 5 ที่ลาว มีแผนก่อสร้างบนแม่น้ำโขงสายประธานต่อจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี โครงการไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮง โครงการไฟฟ้าพลังน้ำปากแบงและโครงการไฟฟ้าพลังน้ำปากลาย ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวเป็นประเด็นที่ภาคประชาชนและประชาสังคมให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะจังหวัดที่มีพื้นที่ติดแม่น้ำโขงของไทยทั้ง 8 จังหวัด

ดังนั้น สทนช. ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย (Thai National Mekong Committee: TNMC) ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานภายใต้กรอบความร่วมมือ MRC กำหนดจัดเวทีให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง สปป.ลาว ภายในประเทศ 3 ครั้ง เพื่อนำข้อมูลด้านเทคนิคการก่อสร้างเขื่อนหลวงพระบางจากการประชุมกับสปป.ลาวและข้อคิดเห็นจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องถ่ายทอดสู่ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงรับฟังประเด็นข้อห่วงกังวลต่อผลกระทบสะสมและข้ามพรมแดนของโครงการฯ ต่อพื้นที่ท้ายน้ำต่อคนในท้องถิ่น อาทิ ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม รวมถึงระบบนิเวศลำน้ำโขง เป็นต้น ที่อาจเกิดจากการพัฒนาโครงการ นำไปสู่การกำหนดเป็นท่าทีประเทศไทยเสนอลาวพิจารณา ผ่านสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง กรณีการก่อสร้างโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบางตามลำดับต่อไปซึ่งเป็นไปตามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2538 ที่ประเทศสมาชิกมีข้อตกลงร่วมกันที่จะใช้น้ำของระบบลุ่มแม่น้ำโขงอย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรม หากนำน้ำจากแม่น้ำโขงมาใช้ในลุ่มน้ำหรือผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ ทั้งนี้ สทนช.จะติดตามและร่วมจัดทำแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Action Plan) ของโครงการร่วมกับ 4 ประเทศ เพื่อให้การพัฒนาเขื่อนหลวงพระบางเกิดประโยชน์และผลกระทบน้อยที่สุด