เลาะรั้วเกษตร : อะไรก็เป็นไปได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441699

281225166

เลาะรั้วเกษตร : อะไรก็เป็นไปได้

วันศุกร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เรื่องนี้ไม่พูดถึงไม่ได้…นั่นคือ เรื่องที่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มนัญญาไทยเศรษฐ์ บุกไปถึงสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร แบบเจ้าของบ้านไม่ทันตั้งตัว เพื่อทวงข้อมูลสต็อกสารเคมีที่ขอไปหลายวันแล้วไม่ได้เสียที…..งานนี้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เสริมสุข สลักเพ็ชร ไม่ตอบอะไร เมื่อถูกผู้สื่อข่าวประจำกระทรวงเกษตรฯ ถามถึงเหตุการณ์ดังกล่าว

คนที่ต้องตอบคำถามแทนอธิบดีกรมวิชาการเกษตร คือ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ อนันต์ สุวรรณรัตน์ แต่คำตอบของท่านปลัดฯก็ไม่ได้ความกระจ่างแต่อย่างใด ได้แต่บอกว่าอาจจะเป็นความเข้าใจไม่ตรงกัน และจะนำอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เข้าพบรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจต่อไป

ไม่เคยปรากฏมาก่อนว่า รัฐมนตรีท่านใดจะบุกไปถึงหน่วยงานเพื่อที่จะทวงข้อมูล ที่สั่งการไปแล้วให้หน่วยงานจัดทำมาให้ แต่เวลาผ่านไปหลายวันหน่วยงานก็ยังไม่จัดทำมาให้เสียทีจนทนไม่ไหวต้องไปตามทวงเองถึงที่ทำงาน ทั้งๆที่ไม่ต้องทำเช่นนั้นก็ได้ แค่ยกหูโทรศัพท์ทวงถามกับอธิบดีก็น่าจะได้อย่างที่ต้องการ แต่งานนี้ข่าวว่าอธิบดีทวงแล้วก็ไม่ได้เช่นกัน….ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง..ต้องบอกว่าสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร (หน่วยงานที่รวบรวมข้อมูลสต๊อกสารเคมี)..นายแน่มาก….

ว่าแต่ท่านรัฐมนตรีช่วยฯ มนัญญาจะเร่งรีบเอาข้อมูลไปทำอะไร หรือถามใหม่ว่า ข้อมูลสต๊อกสารเคมี จะทำอะไรได้ กับเป้าหมายของท่านที่มีอยู่แล้ว คือการยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิด พาราควอตไกลโฟเซต และคลอไพรีฟอส ถ้าได้ข้อมูลไปแล้ว แต่ไม่ได้นำไปใช้ประกอบการพิจารณาใดๆ อย่างเป็นธรรม ก็ไม่น่าลงทุนไปตามข้อมูลด้วยตนเอง เว้นเสียแต่จะประกาศให้ใครๆ ได้รู้ว่า…อย่ามาทำเล่นๆ กับ มนัญญา

ไม่ว่าข้อมูลสต๊อกสารเคมีจะมีส่วนในการเป็นสาเหตุให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิดหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ คือ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษเมื่อวันที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมาที่ประชุมมีวาระพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม และมีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการจำนวน 39 คน ใช้เวลาศึกษา 60 วัน

ที่ไม่แน่จริง คือกรรมาธิการ 39 คน ไม่มีใครที่มาจากฝ่ายเกษตรกร หรือฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกสารเคมี 3 ชนิดเลย ส่วนใหญ่มาจากฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการยกเลิกสารเคมีแทบทั้งสิ้น คำถามจึงตามมาว่า แล้วความเป็นธรรมอยู่ที่ไหน…ที่ว่ามานี้ไม่ได้เข้าข้างใคร แต่เห็นแล้วรู้สึกไม่น่าจะใช่สิ่งที่ถูกต้องถ้าเป็นเช่นนี้
ไม่ต้องเสียเวลาตั้งคณะกรรมาธิการ เสียเวลาประชุม เปลืองงบประมาณเบี้ยประชุม เปล่าๆ สุดท้ายก็ต้องยกเลิกตามธงที่ตั้งไว้อยู่ดี

แน่จริง ก็ยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิดนี้ ไปเลยแล้วมาดูว่าผลตามมาจะเป็นอย่างไร หมายเหตุ และขีดเส้นใต้หลายๆ เส้นด้วยว่า การยกเลิกนี้ ต้องยกเลิกสารเคมีที่มาทดแทนที่มีราคาแพงกว่าหลายเท่า นั้นด้วยเพราะมีข้อมูลว่าเป็นสารเคมีที่มีสูตรเดียวกันกับสารเคมี 1 ใน 3 ชนิดที่ขอให้ยกเลิกนั่นเอง

ไม่ได้ต่อต้านการยกเลิกการใช้สารเคมีที่มีอันตรายจริงๆ เป็นอันตรายที่มีการศึกษา วิจัยมีข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ยืนยัน และการยกเลิกนั้นเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย ไม่ใช่ให้กลุ่มบุคคลใดๆ มากดดัน และบิดเบือนข้อมูล หรือใช้โซเชียลมีเดีย และสื่อหลัก เป็นช่องทางการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจนสาธารณชนเข้าใจผิด

เรื่องสารเคมี 3 ชนิด คงยังไม่จบเพียงแค่นี้ เพราะสำหรับกระทรวงเกษตรฯ ในยุคนี้ และสำหรับพรรคการเมืองบางพรรคที่ตั้งธงไว้ตั้งแต่ตอนชูนโยบายหาเสียง คงเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น….

พักเรื่องสารเคมีที่ไม่น่ายินดีเอาไว้ก่อน หันมาพูดถึงเรื่องน่ายินดีบ้าง…

ขอแสดงความยินดีกับ ว่าที่อธิบดีกรมหม่อนไหม วสันต์ นุ้ยภิรมย์ ที่นั่งเก้าอี้รองอธิบดีกรมหม่อนไหมมานานหลายปี คราวนี้ได้เป็นอธิบดีสมใจเสียที นับเป็นลูกหม้อกรมหม่อนไหมอย่างแท้จริง เพราะเติบโตมาจากนักวิชาการของสถาบันวิจัยหม่อนไหม ที่เดิมสังกัดอยู่กับกรมวิชาการเกษตร ก่อนที่จะมารวมกับหน่วยงานของกรมส่งเสริมการเกษตร จัดตั้งเป็นกรมหม่อนไหมในปัจจุบัน

อีกท่านหนึ่งที่ต้องแสดงความยินดี คือผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร แทน จริยา สุทธิไชยา ที่เกษียณอายุราชการ คงสร้างความผิดหวังให้ใครหลายคน ที่คาดกันว่าน่าจะได้นั่งเก้าอี้นี้ ที่น่าเสียดายคือ ฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ที่ถูกย้ายไปลงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ

นี่คงเป็นแค่ลอตที่ 2 ของการแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงเกษตรฯ แต่ยังมีตำแหน่งที่ว่างลงอีกหลายตำแหน่งภายหลังเดือนกันยายน 2562 ให้ผู้มีอำนาจในกระทรวง ได้เดินหมากบนกระดาน ผลจะออกมาอย่างไร สร้างผลงานให้กระทรวงได้มากน้อยแค่ไหน ส่งผลให้นโยบายของกระทรวงประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน คนแต่งตั้งรับผิดชอบกันเอาเอง….

แว่นขยาย

เตือนรับมือโรคราสนิมขาวในผักบุ้งจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441696

x

เตือนรับมือโรคราสนิมขาวในผักบุ้งจีน

วันศุกร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศช่วงที่มีฝนตกต่อเนื่องและตกหนักบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกผักบุ้งจีนให้เฝ้าระวังโรคราสนิมขาวที่พบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของผักบุ้งจีน มักแสดงอาการเริ่มแรกพบจุดสีเหลืองซีดที่ด้านบนของใบ ใต้ใบมีตุ่มนูนสีขาวขนาดเล็ก ต่อมาตุ่มนูนจะขยายใหญ่ หากมีหลายตุ่มขยายมาชนกัน จะเห็นเป็นปื้นสีขาวขนาดใหญ่โป่งพองออกเป็นปุ่มปม พบได้ทั้งที่ก้านใบและลำต้น ทำให้ใบบิดเบี้ยว หรือเป็นคลื่นไม่เรียบ ใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและร่วงหล่น ให้เกษตรกรหมั่นทำความสะอาดกำจัดวัชพืช และเก็บเศษซากพืชส่วนที่เป็นโรคออกไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ สำหรับแปลงที่เกิดโรคระบาดควรหลีกเลี่ยงการให้น้ำแบบพ่นฝอย และไม่ควรให้น้ำจนชื้นแฉะเกินไป อีกทั้งเกษตรกรควรตรวจใบล่างของผักบุ้งจีนในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรค ให้ตัดส่วนที่เป็นโรคหรือถอนต้นนำไปทำลายนอกแปลงปลูก

กรณีที่โรคยังระบาดอยู่ ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารแมนโคเซบ+เมทาแลกซิล-เอ็ม 64%+4% ดับเบิ้ลยูจีอัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไซยาโซฟามิด 40% เอสซี อัตรา 6 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไซมอกซานิล+แมนโคเซบ 8%+64% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วด้านใต้ใบ และพ่นซ้ำทุก 5-7 วัน และควรหยุดพ่นก่อนเก็บเกี่ยวอย่างน้อย 7 วัน

หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตผักบุ้งจีนเรียบร้อยแล้ว ให้เกษตรกรเก็บเศษซากพืชส่วนที่หลงเหลือในแปลงไปทำลายนอกแปลงปลูกทันที ก่อนปลูกผักบุ้งจีนในฤดูถัดไป ควรเตรียมดินด้วยการไถกลบพลิกหน้าดินให้ลึก ให้ดินได้ตากแดดนานหลายๆ วัน และไถกลบพลิกหน้าดินซ้ำอีกครั้ง เพื่อทำลายเชื้อสาเหตุของโรคและป้องกันการสะสมของเชื้อสาเหตุของโรคในดิน จากนั้น ให้หว่านปูนขาวปรับสภาพดิน อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ และให้ไถกลบอีกครั้งทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนปลูก วิธีนี้จะสามารถช่วยลดการเกิดโรคราสนิมขาวได้

สำหรับพื้นที่ระบาดรุนแรง เกษตรกรควรปลูกพืชชนิดอื่นสลับหมุนเวียนอย่างน้อย 2-3 ปี และควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์จากแหล่งที่ปราศจากโรค อีกทั้งควรคลุกเมล็ดพันธุ์ผักบุ้งจีนก่อนปลูกด้วยสารเมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 7 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม โดยไม่ควรหว่านเมล็ดพันธุ์แน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความชื้นสูง อากาศไม่ถ่ายเท และเกิดการระบาดของโรคอย่างรวดเร็ว

เปิดโครงการจิตอาสาสร้างป่าฯพะเยา พัฒนาตั้งธนาคารอาหารชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441697

x

เปิดโครงการจิตอาสาสร้างป่าฯพะเยา พัฒนาตั้งธนาคารอาหารชุมชน

วันศุกร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ร้อยเอก ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิด “โครงการจิตอาสาการสร้างป่าและเกษตรกรรมยั่งยืนในเขตปฏิรูปที่ดิน เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ที่บ้านต๊ำพระแล อ.เมือง จ.พะเยา พร้อมเปิดเผยว่า โครงการจิตอาสาสืบสานการสร้างป่าและเกษตรกรรมยั่งยืนฯจัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว อีกทั้ง ยังเป็นการสืบสาน รักษา ต่อยอดศาสตร์พระราชา เพื่อสร้างการรับรู้ ขยายองค์ความรู้ และต้นแบบการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน และปลุกจิตสำนึกที่ดีในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมสร้างพื้นที่สีเขียวให้พื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ยิ่งๆขึ้นไป

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้นำโครงการเกษตรวิชญา ธนาคารอาหารชุมชน อ.เมือง จ.เชียงใหม่เป็นต้นแบบนำมาต่อยอดขยายผล และพัฒนาพื้นที่ป่าแห่งนี้ ให้กลายเป็นธนาคารอาหารชุมชนแก่เกษตรกรและคนในชุมชน ให้มีผลผลิตและพืชพันธุ์ธัญญาหารจากป่าในพื้นที่ เพื่อนำมาเป็นอาหารเลี้ยงครอบครัว โดยโครงการนี้จัดขึ้นที่ บ้านต๊ำพระแล หมู่ที่ 11 ตำบลบ้านต๊ำ อ.เมือง จ.พะเยา ทั้งยังจะทำพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบธนาคารอาหารชุมชนของจังหวัดพะเยาอีกด้วย

สำหรับพื้นที่ส่วนใหญ่ของบ้านต๊ำพระแล เป็นป่าเต็งรัง มีไม้ยืนต้น มากกว่า 20 ชนิด แต่ไม่มีไม้ผลหรือไม้กินได้ ที่นำมาใช้เป็นอาหารเพื่อดำรงชีวิตในประจำวันได้เลย ส.ป.ก.จึงเลือกเป็นพื้นที่นำร่องธนาคารอาหารชุมชนของจังหวัดพะเยา โดยร่วมกับประชาคมในชุมชนส่งเสริมการปลุกจิตสำนึกให้เกษตรกรและผู้สืบทอดเกษตรกรให้รักและหวงแหนทรัพยากรชุมชน ขยายผลองค์ความรู้ เรื่องการบริหารจัดการป่าชุมชน โดยนำแนวทางปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง มาดำเนินการให้เกิดความหลากหลายทางด้านชีวภาพ เป็นแหล่งผลิต อาหารตามธรรมชาติอย่างยั่งยืน สำหรับต้นไม้กินได้ที่นำมาปลูกนั้นมีมากกว่า 1000 ต้น ประกอบด้วย ต้นมะขามยักษ์ ต้นสะเดา ต้นลูกหว้า ต้นแคนา ต้นมะขามป้อม ต้นเพกา และต้นไผ่โดยรูปแบบการปลูกจะเป็นการปลูกเลียนแบบป่าธรรมชาติของท้องถิ่น ใช้เทคนิคปลูกไม้ 5 ระดับ และปลูกเป็นหลุมพอเพียงโดยต้นที่จะนำมาปลูกในหลุมพอเพียงนั้นประกอบด้วย มะแขว่น มะเกี๋ยง สับปะรด กล้วย ผักหวานป่า ผักสาบ พริกกะเหรี่ยง มันเทศ เห็ดถอบ เพื่อต้องการให้ต้นไม้เหล่านี้โตขึ้นเป็นไม้แข็งแรง สมบูรณ์ พร้อมเป็น “ธนาคารอาหารชุมชน ของชุมชน เพื่อชุมชน” ตลอดไป

กยท.หนุนแปรรูปยางเพิ่มอำนาจต่อรอง เร่งงานวิจัยต่อยอดเชิงพาณิชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441700

กยท.หนุนแปรรูปยางเพิ่มอำนาจต่อรอง เร่งงานวิจัยต่อยอดเชิงพาณิชย์

กยท.หนุนแปรรูปยางเพิ่มอำนาจต่อรอง เร่งงานวิจัยต่อยอดเชิงพาณิชย์

วันศุกร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.วิทยา พรหมมี นักวิชาการเกษตร 8 หัวหน้ากองวิจัยและพัฒนาการผลิตยาง สถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.)เปิดเผยว่า ประเทศไทยผลิตยางเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่ยางร้อยละ 84 ถูกส่งออกไปยังต่างประเทศในรูปของวัตถุดิบ ทำให้ราคาต้องอิงตลาดโลก ประเทศไทยจึงมีอำนาจต่อรองต่ำ ในขณะที่การนำน้ำยางมาแปรรูปจะช่วยเพิ่มมูลค่า เพิ่มอำนาจต่อรอง และช่วยให้ราคายางมีเสถียรภาพมากขึ้น ดังนั้น กยท. โดยฝ่ายวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรมยาง และฝ่ายวิจัยพัฒนาเศรษฐกิจยาง ซึ่งผิดชอบงานวิจัยด้านยางพาราทั้งระบบจึงได้ให้ความสำคัญในการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อให้เกิดการคิดค้นผลงานที่มีความใหม่ มีคุณค่า และมีความเป็นไปได้ที่สามารถพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ได้จริง

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากยท.ประสบผลสำเร็จในการแปรรูปยาง จนได้ผลิตภัณฑ์ยางที่หลากหลายแบบ เช่น แผ่นพื้นยางไฮบริดสำหรับผลิตไฟฟ้า หมวกกันน็อครถจักรยานยนต์ ที่ใช้น้ำยางธรรมชาติเป็นวัสดุเสริมแรง สีทาเรือจากน้ำยางธรรมชาติผสมสารยึดติดอะคริลิกอิมัลชันการปรับปรุงคุณสมบัติของผิวทางคอนกรีตด้วยน้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่ม และการวิจัยยางพารานาโนคอมโพสิต เพื่อพัฒนาเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และประยุกต์ใช้งานในที่พักอาศัย

ดังนั้น กยท.จึงได้ปรับเปลี่ยนการบริหารงานวิจัย ด้วยการใช้กลยุทธ์เชิงรุก เพื่อออกค้นหากรอบแนวความคิดและไอเดียใหม่โดยจัดโครงการประกวดกรอบแนวคิดวิจัยด้านยางพาราเพื่อสร้างงานวิจัยต่อยอดเชิงพาณิชย์ เปิดช่องทางให้ผู้เข้าส่งผลงานประกวดตั้งแต่ระดับภูมิปัญญาท้องถิ่น (บุคคลทั่วไป) นักเรียนระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา นักศึกษาระดับระดับอุดมศึกษาและบัณฑิตศึกษา นักวิจัย และอาจารย์ ซึ่งมีผลงานที่ส่งเข้าประกวด ทั้งงานวิจัยด้านต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ทำให้เราเห็นผลิตภัณฑ์ใหม่และแตกต่างออกไปอีก เช่น อิฐดินดิบสำหรับทำบ้านดินที่ทนทานน้ำได้สูง โดยใช้น้ำยางพาราเป็นวัสดุผสมเพิ่ม การพัฒนาวัสดุเชิงประกอบจากยางธรรมชาติกับยางสไตรีนบิวตาไดอีนและขุยมะพร้าว เพื่อประยุกต์ใช้เป็นแผ่นกำบังอนุภาคนิวตรอนและรังสีแกมมา ชุดควบคุมมอเตอร์ปั๊มน้ำแบบประหยัดพลังงาน สำหรับแปลงเพาะชำยางพาราด้วยสมาร์ทโฟน การศึกษาปริมาณแคลเซียมคาร์บอเนตและซิลิกาในการทำกลองยางพารา การบรรจุและปลดปล่อยแบบควบคุมของยาโดยใช้ยางธรรมชาติ/ซิลิกานาโนคอมพอสิต เครื่องม้วนสปริงรัดต้นยางพาราอัตโนมัติ การวิจัยและพัฒนาแผ่นฉนวนกันความร้อนจากเส้นใยไม้ยางพาราผสมน้ำยางพารา

“อีกช่องทางการบริหารงานวิจัยเชิงรุกคือ โครงการสร้างเครือข่ายนักคิดนักพัฒนาด้านยางพาราเพื่อส่งเสริมให้เกิดการสร้างนวัตกรรม โดยการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านยางพาราทั้งระบบให้กลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ จำนวน 300-450 คน/ปี ซึ่งได้อบรมมาแล้ว 2 รุ่น ประสบผลสำเร็จอย่างน่าพอใจ สามารถนำความรู้ที่ได้รับนำมาบูรณาการร่วมกัน และใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆด้านยางพาราที่แตกต่างกันไปตามคณะที่เรียนมา นอกจากนี้
ยังได้สนับสนุนชิ้นงาน โครงงาน โครงการ หรือ โครงร่างงานวิจัยด้านยางพาราที่ผ่านการประกวดให้มีการพัฒนาไปสู่เชิงพาณิชย์ ซึ่งในลำดับถัดไปจึงจะมีการจัดงานพบปะระหว่างนักวิจัยและผู้ประกอบการ เพื่อให้เกิดการต่อยอดเชิงพาณิชย์โดยตรงและรวดเร็ว ส่งเสริมการใช้ยางในประเทศตามนโยบายรัฐบาล” ดร.วิทยา กล่าวในตอนท้าย

กษ.ระดมสมองปธ.ศูนย์ข้าวชุมชน ตั้งเป้าผลิตเมล็ดพันธุ์2แสนตันปี’63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441464

x

กษ.ระดมสมองปธ.ศูนย์ข้าวชุมชน ตั้งเป้าผลิตเมล็ดพันธุ์2แสนตันปี’63

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังเป็นประธานเปิดสัมมนาเชื่อมโยงเครือข่ายประธานศูนย์ข้าวชุมชนระดับเขต พร้อมมอบนโยบายแนวทางการทำงานว่า ศูนย์ข้าวชุมชน มีบทบาทสำคัญเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาการผลิตข้าวและชาวนา และผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีไว้ใช้ในชุมชน เป็นอีกแนวทางแก้ปัญหาขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องข้าวมาตลอด ทั้งนี้ ความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวของไทยมีปริมาณสูงถึง 1.4 ล้านตันต่อปี เพื่อใช้เพาะปลูกในพื้นที่นา 60 ล้านไร่ เมล็ดพันธุ์ข้าวใช้ปลูกต่อเนื่องได้3 ครั้ง จากนั้นต้องเปลี่ยนชุดใหม่จึงต้องการจำนวนมากเกินศักยภาพส่วนราชการที่จะผลิตได้ ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯจึงสนับสนุนให้ชาวนาแต่ละท้องถิ่นรวมตัวตั้งเป็นศูนย์ข้าวชุมชน ทำหน้าที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีบริการประชาชน รวมทั้งเป็นศูนย์กลางพัฒนาข้าวและชาวนาในท้องถิ่น ปัจจุบันมีการขึ้นทะเบียนศูนย์ข้าวชุมชนแล้ว 2,028 ศูนย์ กระจายอยู่ในแหล่งผลิตข้าวสำคัญทั่วประเทศ มีสมาชิกรวม 61,680 ราย ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีบริการชาวนาได้ปีละประมาณ 100,000 ตัน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯตั้งเป้าผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพให้เพิ่มขึ้นจากเดิม 85,000 ตันต่อปี เป็น 200,0000 ตันต่อปี ภายในปี 2563 นอกจากนี้ ต้องหาตลาดที่มีคุณภาพติดต่อซื้อขายกับผู้ซื้อได้โดยตรง ทำระบบซื้อขายออนไลน์ มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อทราบแหล่งที่มา พร้อมติดโลโก้เครื่องหมาย Q บนสินค้าเพื่อยกระดับเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้มาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัยผ่านการรับรองจากกระทรวงเกษตรฯ สร้างความน่าเชื่อถือ และสร้างมูลค่าให้สินค้าได้

นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า การสัมมนาครั้งนี้ กรมเชิญประธานศูนย์ข้าวชุมชน8 เขต และเจ้าหน้าที่ 282 คน เข้าสัมมนาระหว่างวันที่ 15-18 กันยายน คาดว่าการสัมมนาครั้งนี้ศูนย์ข้าวชุมชนจะมีแผนและเป้าหมายชัดเจนเป็นรูปธรรม และพร้อมเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เชื่อมโยงเครือข่ายในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ส.ป.ก.คว้า3รางวัลเลิศรัฐระดับดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441470

x

ส.ป.ก.คว้า3รางวัลเลิศรัฐระดับดี

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

พันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นผู้แทนหน่วยงานขึ้นรับรางวัลเลิศรัฐ (PSE Awards) สาขาบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประจำปี 2562 ประเภทสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม (Effective Change) ระดับดี
3 รางวัล ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี สำหรับรางวัลดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) มอบให้หน่วยงานรัฐที่พัฒนาองค์กรต่อเนื่อง และมีผลปรับปรุงองค์กรตามเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐอย่างโดดเด่น ยกระดับมาตรฐานคุณภาพการให้บริการ ตามเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ มุ่งสู่การเป็นองค์กรเป็นเลิศอย่างยั่งยืน

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการส.ป.ก. เปิดเผยว่า รางวัลเลิศรัฐเป็นรางวัลแห่งเกียรติยศแบ่งเป็น 3 สาขาได้แก่ 1. บริการภาครัฐ 2.คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ และ 3.การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ส.ป.ก.ได้รับรางวัลเลิศรัฐ สาขาบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมประเภทรางวัลสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม (Effective Change) “ระดับดี” 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในเขตปฏิรูปที่ดินจ.ยโสธร ส.ป.ก. ให้ความสำคัญกับการพัฒนา “คน” สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนท้องถิ่นทำให้เกษตรกรมีความรู้ทักษะทำเกษตรอินทรีย์ และจัดการระบบรับรองมาตรฐานอินทรีย์แบบ PGS ปรับเปลี่ยนการผลิตเป็นการทำนาอินทรีย์ 50 ราย พื้นที่รวม 1,500 ไร่ มีเกษตรกรผ่านการรับรอง 21 ราย เมื่อปรับเปลี่ยนมาทำนาอินทรีย์เข้าสู่ปีที่ 3เกษตรกรมีผลผลิตมากขึ้นเฉลี่ย 430 กิโลกรัม/ไร่ จากเดิมเฉลี่ย 350 กิโลกรัม/ไร่

2.โครงการจัดที่ดินทำกินชุมชนในเขตปฏิรูปที่ดินจ.กาฬสินธุ์ เกิดจากปัญหาถือครองและที่ดินของเกษตรกรรายย่อยหลุดมือไปอยู่กับนายทุน ในปี 2557 ส.ป.ก.จึงมีนโยบายให้ตรวจสอบที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินที่ใช้ที่ดินผิดปกติ โดยนำเทคโนโลยีดาวเทียมสำรวจและวิธีแผนที่ที่ทันสมัย เป็นเครื่องมือตรวจสอบในต.นาจำปา อ.ดอนจาน จ.กาฬสินธุ์ และตรวจยึดพื้นที่ได้ 855 ไร่ 3 งาน 94 ตารางวา และจัดที่ดินให้กลุ่มเกษตรกรไม่มีที่ดินทำกินในจ.กาฬสินธุ์ และกลุ่มเกษตรกรผู้บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติดงแม่เผด มีเกษตรกร 76 รายได้รับรายละ 2.5 ไร่ ส.ป.ก.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมพัฒนาอาชีพ ส่งผลให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ่มขึ้น คุณภาพชีวิตที่ดี

3.โครงการนิคมเศรษฐกิจพอเพียงวังน้ำเขียวจ.นครราชสีมา ส.ป.ก.ตั้งขึ้นเพื่อจัดสรรพื้นที่ทำกินให้เกษตรกรยากจนและผู้ที่ต้องการประกอบอาชีพเกษตรกรรม พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างเป็นระบบ สร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เกษตรกร บนหลักการเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรกรผลิตสินค้าตามหลักการตลาดนำการผลิต โดยเฉพาะตลาดสินค้าปลอดสารพิษ รวมถึงตลาดสินค้าอินทรีย์ สร้างรายได้ 71,270 บาท/ครัวเรือน/ปี ส่งผลให้ปัจจุบัน พื้นที่นิคมฯได้รับการฟื้นฟูระบบนิเวศทั้ง ป่า ดิน และน้ำ อุดมสมบูรณ์ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

พันจ่าเอกประเสริฐกล่าวเพิ่มเติมว่าโครงการทั้ง 3 ที่ได้รับรางวัลนั้นมาจากประสิทธิภาพบริหารจัดการเชิงพื้นที่ อาศัยเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง สร้างการมีส่วนร่วมพัฒนา โดยส.ป.ก.ทำหน้าที่สนับสนุนวางแผนงานที่ดีสอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ชุมชน จนเกษตรกรยืนได้ด้วยตนเอง บางโครงการใช้เวลาดำเนินการมากกว่า 10 ปีแสดงถึงความตั้งใจทำงานจนได้รับคัดเลือกให้รับรางวัลดังกล่าว ซึ่ง ส.ป.ก. จะนำโมเดลจากโครงการทั้ง 3 ไปปรับใช้แต่ละพื้นที่ตามความเหมาะสม

ซอกแซกอาเซียน : 19 กันยายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441473

566101

ซอกแซกอาเซียน : 19 กันยายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เวลาที่ผมไปเข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงการดำเนินงานของแอปเตอร์ การเข้าพักโรงแรม จะดีหรือไม่ดี ก็แล้วแต่สถานที่จัดประชุมครับ ถ้าเป็นประเทศที่เจริญแล้ว อย่างเช่น สิงคโปร์ ราคาโรงแรมก็จะค่อนข้างแพง แต่ถ้าเป็นประเทศไม่ค่อยเจริญราคาก็จะย่อมเยาว์ลงมา อาหารเช้าที่โรงแรมกรณีพักหรู ก็จะมีอาหารเช้าแบบบุฟเฟต์จัดเต็ม กินกันจนคอเลสเตอรอลขึ้นสูงปรี๊ดเลย ถ้าเป็นเมืองเล็กๆ อาหารเช้าบางทีก็มี บางทีก็ไม่มี ที่มีก็จะมีแบบพอกินอิ่ม หารสชาติพิเศษคงยาก แต่กระนั้นก็ตาม บางครั้งถ้าสะดวก และเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณของแอปเตอร์กรณีไปประชุมในเมืองใหญ่สถานจัดประชุมเป็นโรงแรมหรู ราคาแพง ผมและทีมงานก็จะเลือกไปพักโรงแรมอื่นที่อยู่ไม่ไกลและราคาย่อมเยากว่า ตอนที่ไปประชุมที่เกาะปาลาวันครั้งนี้ ผมก็เลือกจองเป็นโรงแรมเล็กๆพออยู่อาศัยได้ มีอาหารเช้าแบบง่ายๆ พอกินอิ่มและก็เป็นคนละที่กับโรงแรมที่จัดประชุม ทางเจ้าภาพฟิลิปปินส์จะมีรถบริการรับส่งเช้าเย็น นั่งคันไหนต้องคันนั้นตลอด ต้องจำไว้ให้ดีครับ

เคยเล่าบรรยากาศในที่ประชุมไปแล้วบ้างว่า โดยส่วนใหญ่จะถ้อยทีถ้อยอาศัยให้เกียรติซึ่งกันและกัน แต่ตอนนี้จะขอเล่าถึงคนๆหนึ่งที่มีความพิเศษที่ควรเล่า แต่คงไม่ได้หมายความว่าไปนินทาแกนะครับ เป็นการเล่าสนุกๆ เท่านั้น แกคนนี้เป็นตัวแทนจากประเทศหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักกล่าวขานกันทุกคนว่า แกค่อนข้างโหดและเรื่องมาก เอ่ยชื่อแก เป็นที่รู้จักหมด ตั้งแต่สมัยเป็นสิบปีมาแล้ว และอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ ทั้งนี้ เพราะแกคือคนเดียวที่อยู่ยงคงกระพัน ยืนหยัดเข้าประชุมในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของอาเซียน

ขนาดไม่รวมอดีตที่ผมยังไม่มาอยู่ในแวดวงนี้ เอาแค่ช่วง 3 ปีที่ผมเข้ามาทำงานกับแอปเตอร์ ผมเจอคุณคนนี้ตลอดทุกครั้งในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียน หรืออาเซียนบวกสาม ไม่มีครั้งใดที่ผมไม่เคยเจอ อันนี้ต่างจากผู้แทนประเทศอื่นๆ ที่มักจะสับเปลี่ยนเวียนหน้าใหม่ๆ มาเสมอๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้แทนของประเทศไทยเราเอง การที่ส่งเขามาประชุมคนเดียวอย่างต่อเนื่องนี้ ถือเป็นเรื่องที่ดีมากและน่าชื่นชมเอาเป็นแบบอย่าง เพราะเกิดผลดี ทำให้ทราบสถานการณ์ความเป็นไปทุกอย่างทั้งเรื่องเดิม เรื่องปัจจุบัน และเรื่องที่จะต้องตัดสินใจต่อไปในอนาคต ลักษณะเช่นนี้เป็นเงื่อนไขที่สำคัญและควรส่งเสริมให้เกิดขึ้น แต่ทั้งๆ ที่ทราบ ในทางเป็นจริงกลับทำกันไม่ค่อยจะได้ ผมจำได้ว่าสมัยเคยเป็นคณะกรรมการด้านข้าว มีการประชุมที่กระทรวงพาณิชย์เกือบทุกสัปดาห์ มีท่านผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทยก็ปฏิบัติเช่นนี้เหมือนกัน เป็นท่านเดียวตลอดที่มาเข้าประชุม ผมยังชื่นชมระบบของกระทรวงมหาดไทยในตอนนั้น

คนที่ผมกล่าวถึงนี้เป็นที่รู้จักของทุกคนที่เข้าประชุม เนื่องจากแกรู้เยอะ แน่ละแกจับเรื่องเดียวกันนี้มาเป็นสิบๆ ปี ขณะที่คนอื่นเพิ่งจะมาจับก็มี เลยไม่ค่อยรู้อะไร แกเลยไล่เลียงได้ทุกประเด็น ประเภทที่ว่า แม้แต่ฝ่ายเลขานุการบางครั้งยังรู้และเข้าใจน้อยกว่าแกด้วยซ้ำ และแกก็ไม่เคยปล่อยให้แต่ละหัวข้อหรือประเด็นผ่านไปง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโปรโตคอลต่างๆ โถ ก็แกคร่ำหวอดมานานขนาดนั้น ใครก็สู้แกไม่ได้ ชนิดที่ว่าเมื่อใครถึงวาระจะเสนออะไร ทุกคนก็จะต้องหวั่นใจกับแก พูดถึงออกตัวก่อนเสมอว่า อีตา…จะว่ายังไงวะเนี่ย ผมเองก็ทุกครั้งที่นำเสนอ แกต้องมีคำถาม ไม่นิดก็หน่อย มีเรื่องที่ต้องตอบแกไม่ขาด

แต่บางที ความเห็นของแกคนนี้ ก็อาจมีคนไม่เห็นด้วย อาจด้วยความเป็นชาตินิยม หรือด้วยความหมั่นไส้ที่แกพูดเยอะและก็มีความเห็นไปทุกเรื่อง บางทีพอออกมานอกห้องประชุมก็จะมีผู้แทนบางประเทศ เข้ามาแสดงความเห็นใจเราที่ถูกต่อว่า หรือเอาเราเป็นพรรคพวกด้วยการมาพูดตำหนิคืนเขาคนนั้นก็มี หรือมาพูดว่า มันพูดมากเกินไปก็มี กลุ่มคนพวกที่มักวิจารณ์บลัฟกันนี้ก็ไม่ใช่คนอื่นไกล เป็นคนวนเวียนกันใหมู่ประเทศอาเซียนที่อยู่ในแผ่นดินใกล้ๆ กับประเทศไทยเราเองนี่แหละครับ

แต่ในที่ประชุมตรงๆ ก็มีอยู่ครั้งหนึ่งในการประชุมที่สิงคโปร์ ที่มีผู้แทนกระทรวงเกษตรฯของไทยโต้กับแกคนนี้อย่างไม่ไว้หน้า และนี่ก็คือการเมืองระดับระหว่างประเทศครับ โต้กันแรงๆ แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีอะไรกัน ยังวนเวียนเจอะกันในเวทีต่างๆ บางครั้งก็เจอกันระหว่างเดินทางแถวสนามบินก็มี ถือเป็นเรื่องปกติครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ลุยวางปะการังเทียมรอบ2ชายฝั่งสงขลา-นราธิวาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441472

x

ลุยวางปะการังเทียมรอบ2ชายฝั่งสงขลา-นราธิวาส

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่สวนป่าทักษิณ บริเวณชายฝั่งทะเลตลาดประชารัฐบ่อตรุ อ.ระโนด จ.สงขลา พล.ร.ต.ภูมิพันธ์นิลกำแหง รองผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 2  นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง นายธนาวุฒิ กุลจิตติชนก ประมงจังหวัดสงขลา นายเรวัตร คงประดิษฐ์  ประมงจังหวัดนราธิวาส และนายศุภชัย  เจียรวนนท์  ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีส่งมอบปะการังเทียม 1,000 แท่ง ให้ผู้แทนชุมชนประมงจังหวัดสงขลาและนราธิวาส ภายใต้ความร่วมมือการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและฟื้นฟู  การประมงชายฝั่งอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ เป็นไปตามภารกิจของกรมประมงตามมาตรา 12 ของพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และพระราชกำหนดการประมง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ในการกำหนดนโยบายและกำกับดูแลการบริหารจัดการด้านการประมง โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมบริหารจัดการ ซึ่งการจัดสร้างปะการังเทียม ถือเป็นเครื่องมือบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ยอมรับจากทุกภาคส่วนว่าเป็นแหล่งอนุรักษ์ แหล่งทำการประมง และสร้างอาชีพให้ชาวประมงพื้นบ้านได้จริง

นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การจัดวางปะการังเทียมครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2  เป็นการจัดสร้างปะการังเทียมแหล่งเล็ก ใช้วัสดุแท่งคอนกรีตขนาด 1.5 x 1.5 x 1.5 เมตรนำไปจัดวางเพื่อให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเล ฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำตามแนวชายฝั่งทะเลให้อุดมสมบูรณ์ 2 แหล่ง 2 จังหวัด ได้แก่ แหล่งที่ 1 ใช้ปะการังเทียม 500 แท่ง พร้อมทุ่นลอย 3 ทุ่น จัดวางบริเวณทะเลหน้าชายฝั่งตำบลบ่อตรุ อ.ระโนด จ.สงขลา ครอบคลุมพื้นที่ 0.32 ตารางกิโลเมตร และแหล่งที่ 2 ใช้ปะการังเทียม 500 แท่ง พร้อมทุ่นลอย 4 ทุ่น จัดวางบริเวณทะเลหน้าชายฝั่งต.โคกเคียนอ.เมือง จ.นราธิวาส ครอบคลุมพื้นที่ 0.005ตารางกิโลเมตร ซึ่งทั้ง 2 พื้นที่ ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น การจัดวางปะการังเทียมครั้งนี้ จะก่อให้เกิดผลดีแก่การทำประมงชายฝั่งแน่นอน ปัจจุบันทั้งจ.สงขลาและนราธิวาสจัดสร้างปะการังเทียมจังหวัดละ 77 แหล่ง และในอนาคตหากชุมชนประมงต้องการก็จะดำเนินการเพิ่มเติมขึ้นอีก

นายวิชาญกล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดสร้างปะการังเทียมนั้น กรมประมงดำเนินการตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย เลี้ยงตัว วางไข่ และหลบภัยของสัตว์น้ำ เริ่มจัดสร้างมาตั้งแต่ปี 2521 ถึงปัจจุบันกรมประมงจัดสร้างปะการังเทียมให้เป็นแหล่งทำประมงใน 20 จังหวัดชายทะเลรวม 584 แหล่ง ครอบคลุมพื้นที่ 2,063.13 ตารางกิโลเมตร ผลการจัดสร้างพบประชากรสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น มีสัตว์น้ำในอดีตที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจแล้วหายไปกลับมามีขึ้นอีกมาก

ส่องสหกรณ์ : ข้าวหอมนิล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441474

ส่องสหกรณ์ : ข้าวหอมนิล

ส่องสหกรณ์ : ข้าวหอมนิล

วันพฤหัสบดี ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ข้าวหอมนิล สหกรณ์เกษตรอินทรีย์ทัพไทย จำกัดเป็นข้าวที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว รสชาติอร่อย โดดเด่น แตกต่างจากข้าวสีอื่น และมีคุณประโยชน์บางอย่างมากกว่าข้าวสีอื่น

ข้าวหอมนิล อุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ มากมายมีโปรตีนสูงมีแคลเซียม ธาตุเหล็ก และสังกะสีอีกทั้งยังมีอมิโลสประมาณร้อยละ 12 – 13 ทำให้ข้าวมีความนุ่ม น่ารับประทานเยื่อหุ้มเมล็ดที่เป็นสีม่วงเข้มประกอบด้วยสารแอนโทไซยานิน โพรแอนโทไซยานิน ไบโอฟราโวนอยและวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในส่วนของรำและจมูกข้าว มีวิตามินอี วิตามินบี กรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงมีสารแอนโทไซยานิน สามารถช่วยลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ ช่วยลดไขมันอุดตันในเส้นเลือดที่หัวใจและสมอง ช่วยบำรุงสายตาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็นเวลากลางคืน

สำหรับคนรักสุขภาพ ข้าวหอมนิล สามารถตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี สนใจสั่งซื้อได้ที่ 59 หมู่ 10ตำบลทมอ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ โทร.08-7255-1447

ส่องเกษตร : กล้าเปลี่ยน ความสำเร็จรออยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/441150

449007

ส่องเกษตร : กล้าเปลี่ยน ความสำเร็จรออยู่

วันพุธ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การเดินทางเป็นเรื่องที่คู่กับชีวิตของผมก็ว่าได้ ซึ่งผมถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี ทำให้ผมมีโอกาสได้พบเจอผู้คนหลากหลายอาชีพในระหว่างการเดินทาง เป้าหมายในการเดินทางในแต่ละครั้งอาจจะซ้ำที่เดิมบ้าง แตกต่างไปจากเดิมบ้าง แต่การเตินทางในแต่ละครั้ง ทำให้ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ ผมจึงรู้สึกยินดีทุกครั้งที่จะออกเดินทาง และยินดีมากขึ้นเมื่อเป้าหมายในการเดินทางแต่ละครั้ง คือ พี่น้องเกษตรกร ซึ่งทำให้ผมได้เรียนรู้วิธีคิดและรูปแบบการทำการเกษตรของพี่น้องเกษตรกรในแต่ละถิ่น

เมื่อไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสเดินทางไปพูดคุยกับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เป็นการไปเยี่ยมกันในสวนเลยทีเดียว หากบอกว่าเป็นสวนเงาะและสวนลองกอง หลายท่านอาจว่าผมเข้าใจอะไรผิดเป็นแน่ ผลไม้สองชนิดนี้น่าจะปลูกแถวภาคตะวันออกและภาคใต้ของไทย มากกว่าจะมาโผล่ที่จังหวัดอุดรธานีแต่ที่นี่คืออำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานีและปลูกมานับสิบปีแล้ว เกษตรกรที่ได้พูดคุยกันนั้นมีเงาะมีจำนวน 900 ต้น ราคาเฉลี่ยที่ขายได้ในปีนี้อยู่ที่กิโลกรัมละ 40 บาท ถือว่าสร้างรายได้ให้ดีพอสมควร ในขณะที่รอบๆ สวนแห่งนี้ยังคงเป็นไร่มันสำปะหลัง ไร่อ้อย นาข้าว และยางพารา เป็นส่วนใหญ่

ผมประทับใจแนวคิดของเกษตรกรรายนี้มาก จากการเป็นคนขับรถบรรทุกตระเวนส่งของจากกรุงเทพฯ ไปยังภาคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคใต้หรือภาคตะวันออกซึ่งไปมาแทบทุกจังหวัด ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ทำหน้าที่คนขับรถส่งของ สังเกตเห็นว่าคนในภาคเหล่านั้น ไม่มีการปลูกข้าว เห็นแต่ไม้ผล เป็นสวนผลไม้เป็นหลัก และผู้คนก็มีฐานะ เศรษฐกิจดี ไม่จำเป็นต้องปลูกข้าวก็มีข้าวกินได้ แถมไม้ผลเหล่านี้ ปลูกครั้งเดียว สามารถเก็บผลผลิตได้นานหลายปี ช่วงนั้นเริ่มมีการก่อสร้างฝายกั้นน้ำใกล้ๆกับพื้นที่แห่งนี้ จึงคิดว่าน่าจะนำกล้าไม้ผลจากภาคใต้และภาคตะวันออกลองมาปลูกในพื้นที่อำเภอนายูง โดยลองนำมาปลูกหลายชนิดทั้ง เงาะ ลองกอง ทุเรียน และมังคุด ใช้โอกาสที่ขับรถไปส่งของพูดคุยกับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชุมพรและจันทบุรีบ้าง เพื่อให้ได้ข้อมูลในการดูแลรักษาไม้ผลแต่ละชนิด ซึ่งวางแผนไว้ก่อนแล้วว่าคงต้องเลิกอาชีพขับรถส่งของในไม่ช้า แล้วกลับมาปักหลักทำสวนผลไม้อย่างจริงจัง ในบ้านเกิดของตนเอง ทดลอง เรียนผิดเรียนถูกไปและคิดเสมอว่าต้องทำได้ พอเข้าปีที่ 4ไม้ผลที่นำมาปลูกเริ่มให้ผล จึงคิดว่ามาถูกทางแล้ว ระยะแรกนำผลผลิตที่ได้มาขายในตลาดก่อน และเมื่อเป็นรู้จักมากขึ้นก็ไม่ต้องนำออกไปจำหน่ายเอง เพราะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงสวน ดังนั้น เมื่อเห็นว่าการทำสวนผลไม้ในพื้นที่บ้านเกิดเป็นไปได้แน่นอน จึงซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นเพื่อขยายสวนออกไปอีก รายได้จากการทำสวนสามารถที่จะเลี้ยงดูครอบครัวได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสินอีกต่อไป

ตัวอย่างของเกษตรกรรายนี้เป็นตัวอย่างของเกษตรกรผู้ที่กล้าเปลี่ยนแปลง จากการมีโอกาสได้เห็นได้เรียนรู้โดยตรงผ่านประสบการณ์และการสังเกต ตัดสินใจผันตัวเองจากการเป็นลูกจ้างคนขับรถบรรทุกกลับมายังบ้านเกิด พลิกทุนที่มีอยู่คือ ที่ดิน ลองทำอาชีพใหม่ๆ คือ การทำสวนผลไม้ เป็นความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ซึ่งนอกจากจะสร้างอาชีพใหม่ที่มีความยั่งยืนแล้ว ความรักความผูกพันในครอบครัวก็มีมากขึ้นจากผลของการกลับมาทำการเกษตร ได้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ในบรรยากาศของครอบครัวอย่างแท้จริง

การพัฒนาการเกษตรด้วยการลงมือทำ มุ่งมั่น และขยันหมั่นเพียร ความสำเร็จย่อมเกิดขึ้นได้ ในทางกลับกัน หากไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ทำแบบเดิมๆ สิ่งที่ได้มาก็ไม่พ้นแบบเดิม ผมเองเคยถูกเกษตรกรบางรายต่อว่า ตั้งแต่เกิดมาก็ปลูกแต่ข้าว แล้วจะให้ไปปลูกอะไรได้ เพราะเป็นชาวนาต้องทำนาถึงจะถูก วิธีการคิดลักษณะนี้ ย่อมไม่เป็นผลดีแน่ ผมหวังว่าบทพิสูจน์จากเกษตรกรที่นายูงจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหลายๆราย ลองเปลี่ยนวิธีคิด และเปลี่ยนวิธีทำ ผลที่เกิดขึ้นจะเปลี่ยนไปจากเดิมไม่มากก็น้อย ขอเพียงแต่ต้องขยัน อดทนสู้กับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ อย่างมุ่งมั่นทุ่มเทความสำเร็จในการทำอาชีพเกษตรรออยู่แน่นอน

สมชาย ชาญณรงค์กุล