กรมประมงผนึกซีพี-ทรูลุยสร้างปะการังเทียมครั้งที่2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440887

x

กรมประมงผนึกซีพี-ทรูลุยสร้างปะการังเทียมครั้งที่2

วันอังคาร ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวิชาญ  อิงศรีสว่าง  รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากข้อตกลงภายใต้ความร่วมมือเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและฟื้นฟูการประมงชายฝั่งอย่างยั่งยืนนั้น เป็นไปตามภารกิจของกรมประมงตามมาตรา 12 ของพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และพระราชกำหนดการประมง (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2560 ในการกำหนดนโยบายและกำกับดูแลการบริหารจัดการด้านประมง โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมร่วมบริหารจัดการ ซึ่งการจัดสร้างปะการังเทียมถือเป็นเครื่องมือทางการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ยอมรับจากทุกภาคส่วนว่าเป็นแหล่งอนุรักษ์ แหล่งทำประมงและสร้างอาชีพให้ชาวประมงพื้นบ้านได้จริง

สำหรับการจัดวางปะการังเทียมร่วมกับบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 เป็นการจัดสร้างปะการังเทียมแหล่งเล็ก ใช้วัสดุแท่งคอนกรีตขนาด 1.5 x 1.5 x 1.5 เมตร นำไปจัดวางเพื่อให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเล ฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำตามแนวชายฝั่งทะเลให้มีความอุดมสมบูรณ์ 2 แหล่ง2 จังหวัด ได้แก่ แหล่งที่ 1 ใช้ปะการังเทียม 500 แท่ง พร้อมทุ่นลอย 3 ทุ่น จัดวางบริเวณทะเลหน้าชายฝั่งตำบลบ่อตรุ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ครอบคลุมพื้นที่ 0.32 ตารางกิโลเมตร และแหล่งที่ 2 ใช้ปะการังเทียม 500 แท่ง พร้อมทุ่นลอย 4 ทุ่นจัดวางบริเวณทะเลหน้าชายฝั่งต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส ครอบคลุมพื้นที่ 0.005 ตารางกิโลเมตร ซึ่งทั้ง 2 พื้นที่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านเป็นส่วนใหญ่  ปัจจุบันทั้ง จ.สงขลา และนราธิวาส จัดสร้างปะการังเทียมจังหวัดละ 77 แหล่ง และในอนาคตหากชุมชนประมงมีความต้องการก็จะมีการดำเนินการเพิ่มเติมขึ้นอีก

“การจัดสร้างปะการังเทียมนั้น กรมประมงได้ดำเนินการตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย เลี้ยงตัว วางไข่ และหลบภัยของสัตว์น้ำ โดยเริ่มจัดสร้างมาตั้งแต่ปี 2521 จนถึงปัจจุบันกรมประมงได้ดำเนินการจัดสร้างปะการังเทียม เพื่อให้เป็นแหล่งทำประมงใน 20 จังหวัดชายทะเล รวม 584 แหล่ง ครอบคลุมพื้นที่ 2,063.13 ตารางกิโลเมตร ผลการจัดสร้างพบจำนวนประชากรสัตว์น้ำเพิ่มมากขึ้น มีสัตว์น้ำในอดีตที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจแล้วหายไปได้กลับมามีอีกมากมาย”นายวิชาญกล่าว

เล็งยกระดับศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย เป็นรร.พี่เลี้ยงเสริมความรู้ภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440884

x

เล็งยกระดับศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย เป็นรร.พี่เลี้ยงเสริมความรู้ภาคเกษตร

วันอังคาร ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย สถาบันวิจัยพืชสวน ที่ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมือง จ.เชียงราย มีภารกิจเกี่ยวกับการวิจัยพันธุ์พืช ขยายพันธุ์พืช ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกษตรกร จึงมอบให้กรมวิชาการเกษตรสนับสนุนให้ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย พัฒนาเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ให้เกษตรกร และประชาชนทั่วไป ที่สนใจเข้ามารับความรู้ในการปลูกพืชผักผลไม้ พืชสมุนไพร รวมทั้งพันธุ์พืชใหม่ ที่กรมวิชาการเกษตรได้วิจัยพัฒนาสายพันธุ์ โดยการเปิดให้กลุ่มเกษตรกรเข้ามาเรียนรู้และฝึกปฏิบัติในศูนย์ฯ 3-7 วัน โดยมีที่พักให้ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรได้ความรู้ความเข้าใจในการปลูกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ โดยมีตลาดรองรับ

“ที่ศูนย์ฯแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงส่งเสริมองค์ความรู้ให้เกษตรกรและผู้สนใจ เนื่องจากมีศักยภาพเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีเลิศ อากาศบริสุทธิ์ สภาพดิน น้ำ ลม ไฟ ที่สะอาดและบริสุทธิ์ อีกทั้ง มีโรงเรือนพืชสมุนไพร ที่นำผลผลิตส่งต่อให้โรงพยาบาลเพื่อประโยชน์การแพทย์ และส่งออกไปยังที่อื่นๆได้” นางสาวมนัญญา กล่าว

จากนั้น รมช.เกษตรฯไปเยี่ยมชมที่ตั้งพื้นที่ของโครงการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ เทคโนโลยีการผลิตและมาตรฐานการผลิตกัญชาเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ (แผนงานวิจัยปี 2564) ซึ่งตั้งอยู่ในศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย บนเนื้อที่ 104 ไร่ โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างดำเนินการของบประมาณในการสร้าง โดยจะปลูกพืชสมุนไพรชนิดต่างๆ ทั้งกัญชา กัญชง พริกไทย ขมิ้น รวมทั้งพืชสมุนไพรอื่นๆ ทั้งในพื้นที่โล่ง และในโรงเรือนแบบปิด โดยกรมวิชาการเกษตรจะเข้าไปส่งเสริมทำการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์พืชเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์

สำหรับศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย เริ่มก่อตั้งปี 2515 ปัจจุบันสังกัดสถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ พื้นที่ 1,900 ไร่ มีภารกิจวิจัยขยายพันธุ์พืชแจกเกษตรกร โดยปี 2562 ได้ทดลอง 56 เรื่อง แยกเป็นรายพืช ได้แก่ ไม้ผล ไม้ดอกไม้ประดับ พืชผักและเห็ด พืชสมุนไพร พืชอุตสาหกรรม และระบบการผลิตพืชและโรงเรือนอัจฉริยะ โดยปลูกไม้ผล ได้แก่ ลิ้นจี่ ลำไย ส้มโอ เงาะ สับปะรด มะคาเดเมีย รวมทั้งปลูกยางพารา และปาล์มน้ำมัน มีการปรับปรุงพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ อาทิ กล้วยไม้ดิน ปทุมมา กระเจียว มีแปลงอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และ ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ นอกจากนี้ ยังมีโครงการวิจัยพัฒนาต่างๆ อาทิ โครงการวิจัยและพัฒนาพันธุ์และเทคโนโลยีการผลิตถั่วลันเตา โครงการพัฒนาการจัดการคุณภาพพืชสมุนไพร ซึ่งเป็นแผนงานวิจัยใน ปี 2564 เป็นต้น

มะขามเทศเพชรโนนไทยพืชฝ่าวิกฤติแล้ง-ดินเค็ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440882

x

มะขามเทศเพชรโนนไทยพืชฝ่าวิกฤติแล้ง-ดินเค็ม

วันอังคาร ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสมมาตร  ยิ่งยวด ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา (สศท.5) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จังหวัดนครราชสีมาท่ีพื้นที่ปลูกข้าว (ศูนย์สารสนเทศการเกษตร ณ สิงหาคม 2562) รวม 3,449,117  ไร่ หากพิจารณาในอ.โนนไทย พบมีพื้นทีปลูกข้าว 177,417 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ S1/S2 จำนวน 133,155 ไร่ (ร้อยละ 75 ของพื้นที่) และเป็นพื้นที่ S3/N  จำนวน 44,262 ไร่ (ร้อยละ 25 ของพื้นที่) ซึ่งพื้นที่ S3/N สภาพพื้นที่เป็นที่ราบสูง ดินร่วนปนทรายและมีดินเค็ม ไม่เหมาะปลูกข้าวนาปี

เกษตรกรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ทำไร่ (มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์)โดยผลผลิตขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศ จากสถิติช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559 – 2561) พบว่า อำเภอโนนไทย ผลิตข้าวนาปีได้ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยวเฉลี่ย 328 กิโลกรัม/ไร่  โดยปี 2561 ได้ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยวเฉลี่ย 334 กิโลกรัม/ไร่ในขณะที่ค่าเฉลี่ยผลผลิตของจังหวัดนครราชสีมา ปี 2561 อยู่ที่ 362 กิโลกรัม/ไร่

ดังนั้น เกษตรกรอำเภอโนนไทย จึงต้องมองหาพืชเศรษฐกิจที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ คือ ทนแล้งและดินเค็มเป็นพืชทางเลือก พบว่ามะขามเทศ เป็นผลไม้ที่เหมาะสม เกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์เพชรโนนไทย มีต้นทุนการผลิต 24,395 บาท/ไร่  (1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 25 ต้น) โดยมะขามเทศจะเริ่มให้ผลผลิตเมื่อมีอายุตั้งแต่ 8 เดือนขึ้นไป ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 700 กิโลกรัม/ไร่ ผลผลิตจะออกสู่ตลาดช่วงเดือนธันวาคม – มีนาคม  สำหรับราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 50 บาท/กิโลกรัม ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้สุทธิ 25,605 บาท/ไร่

ผอ.สศท.5 กล่าวต่อว่า ปัจจุบันหน่วยงานในพื้นที่ส่งเสริมการรวมกลุ่มให้เกษตรกรผู้ปลูกมะขามเทศแบบแปลงใหญ่ และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิต การจัดการดินและน้ำ การสร้างแบรนด์ การวางแผนการผลิตและการตลาดให้เกษตรกร ตามโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอโนนไทยซึ่งขณะนี้ (ข้อมูลกรมส่งเสริมการเกษตร ณ 9 กันยายน 2562) พบว่า แปลงใหญ่มะขามเทศของอำเภอโนนไทย มีพื้นที่ 733 ไร่ ผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 10 ตัน/วัน ผลผลิตส่วนใหญ่ร้อยละ 80 จำหน่ายให้พ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อ รองลงมาร้อยละ15 ส่งออก และร้อยละ 5 จำหน่ายให้ผู้บริโภคโดยตรง ทั้งนี้ เกษตรกรผู้ปลูกมะขามเทศ แบบแปลงใหญ่มีสมาชิก  120 ราย ในจำนวนสมาชิกทั้งหมดมี 90 ราย ที่ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย ตามระบบการจัดการคุณภาพหลักปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี  (GoodAgricultural Practices: GAP) ของกรมวิชาการเกษตร

นอกจากนี้ แปลงใหญ่มะขามเทศอำเภอโนนไทย ยังได้รับรางวัลแปลงใหญ่ดีเด่นระดับจังหวัดปี 2562 สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้จังหวัดได้ในปี 2561 รวมกว่า 25 ล้านบาท โดยจ.นครราชสีมายังเตรียมผลักดันมะขามเทศของอ.โนนไทย ให้เป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือสินค้า GI  สำหรับผู้สนใจข้อมูลพืชเศรษฐกิจ หรือพืชทางเลือกในภาคอีสาน สอบถามได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 โทร. 0-4446-5120หรืออีเมล zone5@oae.go.th

กรมปศุสัตว์ร่วมทำความตกลงส่ง’โคมีชีวิต’ไปจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440982

กรมปศุสัตว์ร่วมทำความตกลงส่ง'โคมีชีวิต'ไปจีน

กรมปศุสัตว์ร่วมทำความตกลงส่ง’โคมีชีวิต’ไปจีน

วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562, 22.05 น.

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2562 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน น.สพ.สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ผอ.สพส. , ผอ.กรป.และ ผอ.กสก.ได้เข้าร่วมการประชุมทำความตกลงด้านเทคนิคสุขอนามัยด้านการปศุสัตว์ (SPS) ร่วมกับ Li Jianwei อธิบดี และ Li Yijuan รองอธิบดี  Department of Animal and Plant Quarantine แห่งสำนักงานการศุลกากร (General Administration of Customs of the People’s Republic of China: GACC)

โดยบรรลุข้อตกลงที่มีสาระสำคัญได้แก่ GACC เห็นชอบตามที่กรมปศุสัตว์ขอส่งออกโคมีชีวิตจากไทยไปสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเสนอพื้นที่ zoning เขตปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย เขต 2 ซึ่งทาง OIE ได้รับรองแผนการดำเนินเขตปลอดโรคของประเทศไทยแล้ว โดยจะเชิญผู้เชี่ยวชาญจาก GACC ไปตรวจเยี่ยมให้คำแนะนำ และมีการศึกษาเชิงลึกอย่างใกล้ชิดต่อไป และมีความเห็นชอบร่วมกันในการแลกเปลี่ยนทางวิชาการเทคโนโลยีด้าน Geographic Information System (GIS) ระหว่างกัน นำ GIS มาใช้ประโยชน์ในเขตปลอดโรคด้วย

สำหรับเรื่องบันทึกความเข้าใจว่าด้วยข้อตกลงรายละเอียดหนังสือรับรองสุขอนามัยม้าลายเพื่อการส่งออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน GACC แจ้งให้กรมปศุสัตว์ส่งข้อมูลเทียบเคียง วิธี PCR กับวิธี ELISA เพื่อให้ GACC พิจารณาประกอบการตัดสินใจ เปลี่ยนวิธีทดสอบในร่างบันทึกความเข้าใจต่อไป ซึ่งการประชุมเป็นไปด้วยความราบรื่น ก่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-จีน ในด้านการค้าและความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างประเทศไทยจีน

เกษตรฯรวมศูนย์ข้าวชุมชน เร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี2แสนตันภายในปี63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440871

เกษตรฯรวมศูนย์ข้าวชุมชน เร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี2แสนตันภายในปี63

เกษตรฯรวมศูนย์ข้าวชุมชน เร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี2แสนตันภายในปี63

วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562, 16.43 น.

16 กันยายน 2562 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดการสัมมนาเชื่อมโยงเครือข่ายประธานศูนย์ข้าวชุมชนระดับเขต พร้อมมอบนโยบายแนวทางการทำงาน ณ โรงแรม ดิ ไอเดิล เซอร์วิส เรสซิเดนซ์ จ.ปทุมธานี ว่าศูนย์ข้าวชุมชนมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาการผลิตข้าวและชาวนา และผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีไว้ใช้เองอย่างเพียงพอในชุมชน เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี ที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับเรื่องข้าวมาโดยตลอด ชาวนาจึงเปรียบเสมือนผู้สร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ อีกทั้ง กระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและเพิ่มเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ ที่จะสามารถช่วยให้การเพาะปลูกได้ผลผลิตดียิ่งขึ้น

จึงต้องสร้างระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของประเทศให้มีความเข้มแข็ง มั่นคง โดยศูนย์ข้าวชุมชนคือส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จ จึงต้องร่วมมือกันในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในแต่ละปี โดยกระทรวงเกษตรฯ พร้อมจะสนับสนุนเครื่องมือต่างๆ อาทิ เครื่องคัดแยกเมล็ด เครื่องอบลดความชื้นข้าวเปลือก รวมไปถึงการสร้างแหล่งน้ำบาดาลเพื่อการทำนาให้กับศูนย์ข้าวชุมชนแต่ละพื้นที่ เป็นการช่วยลดความเสี่ยงจากภัยแล้งได้ รวมทั้งยังเป็นแหล่งน้ำอุปโภค บริโภคในหมู่บ้านได้อีกด้วย สำหรับความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวของไทยนั้นมีปริมาณสูง ประมาณ 1.4 ล้านตันต่อปี เพื่อใช้เพาะปลูกในพื้นที่นาประมาณ 60 ล้านไร่

อย่างไรก็ตามเมล็ดพันธุ์ข้าวสามารถใช้ปลูกต่อเนื่องได้ประมาณ 3 ครั้ง จากนั้นต้องเปลี่ยนชุดใหม่จึงมีความต้องการเป็นจำนวนมากเกินศักยภาพของส่วนราชการที่จะผลิตได้ ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จึงได้สนับสนุนและส่งเสริมให้ชาวนาในแต่ละท้องถิ่นรวมตัวกันตั้งเป็นศูนย์ข้าวชุมชนทำหน้าที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีบริการประชาชน รวมทั้งเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาข้าวและชาวนาในท้องถิ่นนั้นๆ โดยให้การสนับสนุนทางด้านวิชาการ และปัจจัยการผลิตที่จำเป็นแก่ศูนย์ฯ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2543 ของกรมส่งเสริมการเกษตร และต่อมาปี 2549 กรมการข้าวได้ดำเนินการต่อ ปัจจุบันมีการขึ้นทะเบียนศูนย์ข้าวชุมชนแล้วทั้งสิ้น 2,028 ศูนย์ กระจายอยู่ในแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญทั่วประเทศ มีสมาชิกรวม 61,680 ราย สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีบริการชาวนาได้ปีละประมาณ 100,000 ตัน

อย่างไรก็ตาม เมล็ดพันธุ์เปรียบเสมือนต้นน้ำ ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพก่อนถึงมือเกษตกรเพื่อนำไปเพาะปลูก พร้อมกันนี้ได้ตั้งเป้าหมายการผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพให้เพิ่มขึ้นจากเดิม 85,000 ตันต่อปี เป็น 200,0000 ตันต่อปี ภายในปี 2563 โดยจะสนับสนุนเครื่องมือที่จำเป็น นอกจากนี้ต้องหาตลาดที่มีคุณภาพ สามารถติดต่อซื้อขายกับผู้ซื้อได้โดยตรง โดยการทำระบบซื้อขายออนไลน์ มีระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อทราบแหล่งที่มา พร้อมกับติดโลโก้เครื่องหมาย Q บนสินค้าเพื่อเป็นการยกระดับเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ได้มาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัยผ่านการรับรองจากกระทรวงเกษตรฯ สร้างความน่าเชื่อถือ และสร้างมูลค่าให้กับสินค้าได้

ขณะที่นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์ข้าวชุมชนนับเป็นองค์กรชาวนาที่มีความเข้มแข็ง มั่นคงและมีความก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่อง มีการบริหารจัดการองค์กรอย่างเป็นระบบ โดยมีคณะกรรมการบริหารงานในทุกระดับ คือ ระดับจังหวัด เขต และประเทศ ซึ่งการสัมมนาในครั้งนี้ กรมการข้าวได้เชิญประธานศูนย์ข้าวชุมชนรวมทั้งสิ้น 8 เขต และเจ้าหน้าที่รวม 282 คน เข้าร่วมสัมมนาเพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายในการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-18 ก.ย. 62 ณ โรงแรมดิไอเดิล เซอร์วิส เรสซิเดนซ์ จ.ปทุมธานี โดยคาดหวังว่าการสัมมนาในครั้งนี้ศูนย์ข้าวชุมชนจะมีแผนและเป้าหมายที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมและมีความพร้อมที่จะเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ รวมทั้งมีการเชื่อมโยงเครือข่ายในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

นอกจากนี้ ภายในงานประกอบด้วย การอภิปรายเรื่อง แนวทางการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีของศูนย์ข้าวชุมชนและการเตรียมความพร้อมสู่นาแปลงใหญ่ การบรรยายพิเศษโดยมีหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ เทคโนโลยีการเกษตรและระบบสารสนเทศทางการเกษตร แนวทางการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีของศูนย์ข้าวชุมชน และการสนับสนุนแหลล่งเงินทุนและปัจจัยการผลิต

‘ประภัตร’หนุนเลี้ยง‘โคเนื้อ’เข้าสู่ระบบGAP เพิ่มมูลค่าส่งออก ลดนำเข้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440715

‘ประภัตร’หนุนเลี้ยง‘โคเนื้อ’เข้าสู่ระบบGAP เพิ่มมูลค่าส่งออก ลดนำเข้า

‘ประภัตร’หนุนเลี้ยง‘โคเนื้อ’เข้าสู่ระบบGAP เพิ่มมูลค่าส่งออก ลดนำเข้า

วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562, 08.01 น.

‘ประภัตร’หนุนเลี้ยง‘โคเนื้อ’เข้าสู่ระบบGAP เพิ่มมูลค่าส่งออก ลดนำเข้า

16 กันยายน 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพบปะเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ โคขุน พร้อมมอบแนวทางการช่วยเหลือและรับฟังปัญหาของเกษตรกร พร้อมมอบถุงยังชีพ เวชภัณฑ์ และเสบียงอาหารสัตว์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ณ ฟาร์มโคขุน ต.คลองกระจง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย

นายประภัตร กล่าวว่า ฟาร์มเลี้ยงโคขุนแห่งนี้ได้รับการพัฒนายกระดับเป็นฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัยเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง ทั้งยังเป็นกลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนเพื่อเป็นอาชีพเสริม ส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงระยะสั้นประมาณ 90-120 วัน โดยขุนให้ได้น้ำหนักประมาณ 500 กก. และขายผ่านพ่อค้าที่จะส่งไปประเทศจีนและเวียดนาม นอกจากนี้มีโรงผสมอาหาร เพื่อลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ในฟาร์มและในกลุ่มผู้เลี้ยงโคขุน โดยมีเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ร่วมเป็นเครือข่าย  ประมาณ 60 ราย จำนวนโคขุนในกลุ่ม ประมาณ 1,200 ตัว กรมปศุสัตว์ ช่วยเหลือดูแลด้านการป้องกันโรคระบาด ให้ความรู้ผลักดันเข้าสู่ฟาร์มมาตรฐาน การตรวจสอบโคก่อนการเคลื่อนย้าย

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงและพ่อค้ายังมีความต้องการโคเนื้อ-โคขุน จำนวนมาก หากสามารถสร้างกลุ่มผู้เลี้ยงแม่โคผลิตโครุ่นเพศผู้สายพันธุ์ดี ป้อนให้กลุ่มผู้เลี้ยงโคขุน เพื่อผลิตโคเนื้อที่มีคุณภาพซากดีเทียบเท่าโคที่นำเข้าจากต่างประเทศ จะเป็นการช่วยลดปริมาณการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศได้ และเป็นโอกาสในการพัฒนาที่จะทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงในอาชีพ

นอกจากนี้ การสร้างศูนย์ผลิตอาหารหยาบสำหรับเลี้ยงโค เผื่อผลิตอาหารหยาบคุณภาพดี มีปริมาณที่เพียงพอต่อการเลี้ยงโคตลอดปี ก็จะสามารถช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต มีศักยภาพแข่งขันกับโคจากต่างประเทศได้ อีกทั้งต้องเน้นส่งเสริมการรวมกลุ่มผู้เลี้ยงโคเนื้อ-โคขุน โดยปรับระบบการเลี้ยงให้มีคุณภาพมาตรฐาน ผลิตโคที่มีสายพันธุ์ดี คุณภาพซากดี เพื่อเพิ่มมูลค่า มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ รวมทั้งสร้างระบบการตลาดมีข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้าเพื่อสร้างอาชีพที่มั่นคงให้ผู้เลี้ยงโคได้เข้มแข็งให้ได้

อย่างไรก็ตามกระทรวงเกษตรฯ พร้อมจะสนับสนุนให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP เพื่อให้สามารถนำตราสัญลักษณ์ Q (Q – GAP) ซึ่งแสดงถึงสินค้าเกษตรปลอดภัยได้มาตรฐานผ่านการรับรองจากกระทรวงเกษตรฯ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และเพิ่มมูลค่าสามารถส่งออกไปแข่งขันในตลาดสากลได้ นอกจากนี้จะส่งเสริมพัฒนาให้ฟาร์มโคเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GMP รองรับเกษตรกรผู้เลี้ยงโค เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการเพิ่มมูลค่าและส่งออกไปยังต่างประเทศได้ในอนาคตอีกด้วย

สำหรับจังหวัดสุโขทัย เป็นแหล่งผลิตโคเนื้อที่ใหญ่เป็นอับดับ 2 รองจากจังหวัดตาก มีเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ประมาณ 37,000 ครัวเรือน ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย เลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพเสริม มูลค่าการผลิตด้านปศุสัตว์ปี 2559 มีมูลค่า 3,668 ล้านบาท โดยเป็นมูลค่าการผลิตโคเนื้อโคขุน ประมาณ 1,365 ล้านบาท ซึ่งมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อที่ขึ้นทะเบียนกรมปศุสัตว์ จำนวน 6,702 ครัวเรือน จำนวนโคเนื้อรวม 79,263 ตัว เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุน จำนวนโคขุน 3,453 ตัว แยกการเลี้ยงเป็น 2 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ การเลี้ยงโคผลิตลูก หรือโคต้นน้ำ และการเลี้ยงโคขุน-โคมัน หรือโคกลางน้ำ

โครงการส่งเสริมในจังหวัดสุโขทัย ได้แก่ โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงโค โครงการฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะที่ 2 โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ด้านโคเนื้อ ซึ่งทั้ง 3 โครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเลี้ยง เพิ่มปริมาณการผลิตโคเนื้อในจังหวัด รวมทั้งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงโค เพื่อผลิตโคเนื้อที่มีสายพันธุ์และคุณภาพซากดี รวมทั้งลดต้นทุนการผลิตให้สามารถแข่งขันด้านราคากับโคเนื้อจากต่างประเทศได้

 

สพด.บึงกาฬชู2อำเภอต้นแบบ ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์มีส่วนร่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440656

x

สพด.บึงกาฬชู2อำเภอต้นแบบ n ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์มีส่วนร่วม

วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเกรียงไกร ไชยโพธิ์ ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินบึงกาฬ เปิดเผยว่า การพัฒนาเกษตรอินทรีย์โดยภาครัฐ เริ่มให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2548 สนับสนุนให้เกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และสร้างโอกาสให้ประเทศไทย เป็นแหล่งผลิตอาหารปลอดภัยพร้อมเป็นครัวของโลก ซึ่งกรมพัฒนาที่ดิน ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านเกษตรอินทรีย์ให้กลุ่มเกษตรกร โดยการถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตเกษตรอินทรีย์ตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ การขับเคลื่อนกระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee SystemsหรือPGS)ให้กลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ

ดังนั้น สถานีพัฒนาที่ดินบึงกาฬ จึงได้จัดทำโครงการทำการเกษตรอินทรีย์ วิถีพื้นบ้านเมืองบึงกาฬ มุ่งสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม: PGS ขึ้น ซึ่งโครงการดังกล่าวดำเนินการมาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว โดยเริ่มจากการคัดเลือกเกษตรกรในพื้นที่ที่มีความสนใจในการทำเกษตรอินทรีย์ มารวมกลุ่มกัน แล้วเข้าไปสนับสนุนในเรื่องขององค์ความรู้ปัจจัยการผลิตต่างๆ ตลอดจนเข้าไปแนะนำให้ลดละเลิกการใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมี พร้อมส่งเสริมให้หันมาผลิตปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพโดยใช้วัสดุที่มีในท้องถิ่น เพื่อใช้ในแปลงเกษตร อีกทั้ง ยังสนับสนุนสารปรับปรุงบำรุงดิน ปุ๋ยพืชสด เพื่อปรับปรุงบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์มากขึ้น

ปัจจุบันมีกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 8 กลุ่ม กระจายอยู่ใน 4 อำเภอ ได้แก่ อ.โซ่พิสัย อ.ศรีวิไล อ.เมือง และอ.พรเจริญ ดำเนินงานโดยใช้ทฤษฎีไข่แดง เป็นการทำตัวอย่างให้เห็นในแต่ละพื้นที่ก่อน แล้วขยายพื้นที่ออกไป เริ่มจากกลุ่มเล็กๆ เพื่อให้กลุ่มรับรองกันเองว่า พืชผัก ผลไม้ที่ปลูกปลอดภัยจากสารเคมีและสารพิษ แล้วขยายผลไปแบบปากต่อปาก จากกลุ่มหนึ่งไปอีกกลุ่มหนึ่ง เมื่อมีหลายๆ กลุ่ม ก็จะรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ขยายจากชุมชน เป็นอำเภอ เป็นจังหวัด และเป็นระดับประเทศต่อไป

“อ.พรเจริญ และอ.โซ่พิสัย ถือเป็นตัวอย่างของการรวมกลุ่มกันทำเกษตรอินทรีย์ ที่มีผลสำเร็จเป็นรูปธรรมมากที่สุด ซึ่งสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ดินอุดมสมบูรณ์ขึ้น เกษตรกรมีงานทำตลอด ลดต้นทุนการผลิตได้มาก ทำให้มีรายได้เพิ่มรวมทั้งสุขภาพดีขึ้นอีกด้วย”นายเกรียงไกรกล่าว

อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะขยายพื้นที่ออกไปให้ครบทั้ง 8 อำเภอของจังหวัดบึงกาฬ เพื่อให้เกษตรกรสามารถพัฒนากระบวนการทางสังคม กระบวนการผลิต การตลาด ความสัมพันธ์ที่ดีของเครือข่าย PGS และผู้บริโภค ทำให้เกิดการพัฒนาการเกษตรที่ผลิตอาหารที่ดี มีคุณภาพ รวมถึงเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้เกิดความสุข มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

กษ.เร่งเครื่องเปิดตลาดส่งออก กากปาล์มน้ำมัน-รำข้าวไปจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440654

x

กษ.เร่งเครื่องเปิดตลาดส่งออก กากปาล์มน้ำมัน-รำข้าวไปจีน

วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรมีหนังสือถึงสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน แจ้งความประสงค์ขอเปิดตลาดกากปาล์มน้ำมันและกากรำข้าวที่สกัดน้ำมันแล้วไปจีน เพื่อใช้เป็นส่วนผสมผลิตอาหารสัตว์ พร้อมส่งเอกสารประกอบการขอเปิดตลาด โดยกรมวิชาการเกษตรในฐานะองค์กรอารักขาพืชแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่จัดเตรียมเอกสาร เพื่อยื่นขอเปิดตลาดสินค้าเกษตรไปประเทศปลายทางขอทราบข้อกำหนดการนำเข้าและข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมข้อมูลประกอบการเปิดตลาดสินค้าดังกล่าวให้เป็นไปตามข้อกำหนดของจีน

ทั้งนี้ จีนแจ้งว่าการส่งออกวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มาจากพืชที่จะส่งออกมาจีนครั้งแรกต้องผ่านกระบวนการประเมินความเสี่ยง การตรวจสอบและอนุญาตนำเข้า ให้เสร็จก่อน และหลังยืนยันข้อกำหนดด้านการตรวจสอบกักกันการนำเข้าและพิธีสารแล้ว จึงจะอนุญาตนำเข้าได้ อย่างไรก็ตาม ทั้งฝ่ายไทยและจีนเห็นตรงกันที่จะผลักดันกระบวนการขอเปิดตลาดและส่งออกกากปาล์มน้ำมันและกากรำข้าวให้เร็วขึ้นเนื่องจากปัจจุบันอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ในจีนเติบโตเร็ว กรมจึงทำหนังสือเชิญผู้เชี่ยวชาญจากกองควบคุมการกักกันพืชและสัตว์ของจีนเดินทางมาตรวจประเมินโรงงานผลิตกากปาล์มน้ำมันและกากรำข้าวที่ไทยพร้อมยกร่างพิธีสารว่าด้วยการส่งออกสินค้าทั้ง 2 ชนิด ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยระหว่างวันที่ 9 – 13 กันยายน กรมแจ้งจำนวนโรงงานผลิตกากปาล์มน้ำมันและกากรำข้าวของไทยที่พร้อมให้จีนตรวจประเมินและรับรองเพื่อผลิตสินค้าดังกล่าวส่งออกไปจีนทั้งหมด 7 โรงงาน โดยเจ้าหน้าที่จีนแจ้งความประสงค์ตรวจประเมินเพียง 4 โรงงาน โดยจะถือทั้ง 4 โรงงานเป็นตัวแทนการตรวจประเมินโรงงานทั้งหมด หากทั้ง 4 โรงงานผ่านการตรวจและได้รับการรับรองทั้ง 7 โรงงานจะผลิตสินค้าส่งออกไปจีนได้ทั้งหมด

ชายคาพระพิรุณ : 16 กันยายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440655

586851

ชายคาพระพิรุณ : 16 กันยายน 2562

วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากสถานการณ์ความผันผวนของน้ำในแม่น้ำโขงในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในลุ่มน้ำโขง ทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำทั้งในธรรมชาติและปลาในกระชังของเกษตรกรเสียหายอย่างหนักกรมประมงในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลรักษาและฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำจึงได้มีการดำเนินโครงการฟื้นฟูทรัพยากรประมงและระบบนิเวศจากผลกระทบภัยแล้งในแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาร่วมกับเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน แก้วิกฤติลุ่มน้ำโขงผันผวน ปล่อยพันธุ์ปลากว่าล้านตัวลงสู่ลุ่มน้ำโขพร้อมเปิดพื้นที่ Fish Stock สร้างแหล่งอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ โดย นายอดิศร พร้อมเทพอธิบดีกรมประมง บอกว่า ตั้งแต่เกิดวิกฤติแม่น้ำโขงผันผวน กรมประมงไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและให้ให้คำแนะนำเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรไปก่อน พร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยขับเคลื่อนแนวทางและวางแผนการแก้ไขปัญหาผ่านศูนย์ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการประมง เพื่อให้เกิดความคล่องตัว รวดเร็วทันต่อสถานการณ์และจะมีการจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ด้านการประมง (Fishereiswatch) เพื่อติดตามประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะของกรมชลประทาน เพื่อนำข้อมูลน้ำมาวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคการประมง อีกทั้ง ในวันที่ 16 กันยายนนี้ กรมประมงจะมีการทำMOU กับ มูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) เกี่ยวกับ “การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศทรัพยากรน้ำเพื่อการบริหารจัดการน้ำร่วมกับการประมงการขยายเครือข่ายการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ” อันจะนำไปสู่การบรรเทาปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งและคุณภาพน้ำในพื้นที่ เพื่อแจ้งเตือนภัยให้เกษตรกรได้รับทราบและวางแผนรับมือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้…ในส่วนของการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในระบบนิเวศทางธรรมชาติของแม่น้ำโขงที่เสียหายไปให้คืนกลับอย่างยั่งยืน เบื้องต้น กรมประมงได้ร่วมกับกลุ่มเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน กำหนดพื้นที่เป้าหมายที่จะดำเนินสร้างชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรประมงน้ำจืด จำนวน 7 ชุมชน เป็นกลุ่มเครือข่ายชุมชนประมงติดแม่น้ำโขง 4 จังหวัด ได้แก่ (1) พื้นที่ตำบลหาดคัมภีร์ อำเภอปากชม จังหวัดเลย(2) พื้นที่เทศบาลตำบลปากชม อำเภอปากชม จังหวัดเลย (3) พื้นที่ ตำบลหอคำ อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ (4) พื้นที่ ตำบลนากั้ง อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ (5) พื้นที่อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม (6) พื้นที่ตำบลบ้านม่วง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย และ (7) พื้นที่ตำบลสังคม อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย โดยทั้ง 7 พื้นที่จะมีการปล่อยพันธุ์ปลาไซส์ใหญ่ (3-5 เซนติเมตร) ซึ่งจะมีอัตราการรอดสูง จำนวน 350,000 ตัว ลงในแหล่งน้ำธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมความรู้ให้ชุมชนสามารถเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำด้วยตัวเองได้โดยใช้ชุดเพาะฟักไข่ปลาแบบเคลื่อนที่ (Mobile
hatchery) และจัดทำพื้นที่ (Fish Stock) แหล่งอนุรักษ์ทรัพยากรประมงโดยชุมชน เน้นในเขตที่เป็นวังน้ำลึก (Deep pool) ซึ่งสัตว์น้ำมักหนีไปอาศัยในช่วงที่น้ำแห้งขอด โดยเน้นการมีส่วนร่วมระหว่างองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นกับเจ้าหน้าที่ ภาครัฐในการบริหารจัดการทรัพยากร สร้างกติกาชุมชนตามห้วงเวลาและความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ซึ่งในอนาคตกรมประมงยังมีแนวคิดที่จะหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชนในพื้นที่เพื่อจัดทำบันไดปลาโจนในพื้นที่ที่มีเขื่อนหรือฝาย เพื่อให้ปลาหรือสัตว์น้ำสามารถว่ายผ่านสิ่งกีดขวางขึ้นไปหาแหล่งผสมพันธุ์และวางไข่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมได้ เพื่อเป็นการรักษาระบบนิเวศให้ทรัพยากรสัตว์น้ำได้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน…

วันก่อน นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พร้อมด้วย นายพจน์ภิรัชต์ เนียมจุ้ย รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดสุโขทัย เพื่อต้อนรับ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในโอกาสลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและรับฟังสรุปผลการดำเนินงานของสำนักงานองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดสุโขทัย และเยี่ยมชมศูนย์รับน้ำนมดิบ ศูนย์ฯศรีนคร ณ สำนักงานองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดสุโขทัย ตำบลคลองมะพลับ อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย โดยโรงงานผลิตภัณฑ์นมสุโขทัยแห่งนี้ เกิดจากการที่รัฐบาลได้อนุมัติโครงการแผนปรับโครงสร้างระบบการผลิตการเกษตร (คปร.) ในปี 2537-2539 งบประมาณ 324 ล้านบาท ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับผิดชอบการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม โดยให้จัดตั้งโรงงานผลิตภัณฑ์นมระบบ ยูเอชที.กำลังการผลิต 80 ตัน/วัน และนมพาสเจอร์ไรส์ 10 ตัน/วัน โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ อ.ส.ค.ใช้ที่ดินก่อสร้างในเขต จัดสรรนิคมสหกรณ์สวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย เนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ โดยมีภารกิจ คือ 1.ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมสมาชิก อ.ส.ค.ในเขตภาคเหนือตอนล่าง (สุโขทัย – พิจิตร) 2.ส่งเสริมและสนับสนุนสหกรณ์ในเขตภาคเหนือในการเลี้ยงโคนมและจัดการคุณภาพน้ำนม และ 3.รับซื้อแปรรูปน้ำนมดิบเป็นผลิตภัณฑ์นมจากเกษตรกรและสหกรณ์ เป็นผลิตภัณฑ์นมที่มีคุณภาพ ปัจจุบัน อ.ส.ค.ภาคเหนือตอนล่าง ได้จัดหาน้ำนมดิบจากศูนย์รับน้ำนมดิบอ.ส.ค.จำนวน 10.68 ตัน/วัน ซึ่งมาจาก 5 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมศรีนคร ศูนย์ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมคีรีมาศ ศูนย์ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมทุ่งเสลี่ยม ศูนย์ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมกงไกรลาศ และศูนย์ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมโพทะเล โดยมียอดรวมปริมาณน้ำนมดิบ 331.15 ตัน และยอดมูลค่าน้ำนมดิบ 6,222,657 บาท ซึ่งปัจจุบันโรงงานสามารถรองรับได้ 140 ตัน/วัน สามารถผลิตครีม 1.2 ตัน/สัปดาห์ นมพาสเจอร์ไรส์ถุง 18 ตัน/วัน และนมกล่องยูเอชที 140 ตัน/วัน…..ซึ่งหลังจากเสร็จภารกิจลงพื้นที่ติดตามท่านรัฐมนตรีช่วยฯ แล้ว ทั้งท่านอธิบดีและท่านรองฯ ก็ไม่ลืมที่จะแวะเยี่ยมสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สุโขทัย เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน พร้อมแนะแนวทางการปฏิบัติงานให้บรรลุตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นการสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรในพื้นที่ โดยมีนางชวมณฑ์ ศรีวาลัย หัวหน้าสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สุโขทัย พร้อมด้วยบุคลากรในสังกัดต้อนรับ ณ สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์สุโขทัย….

ขุนเกษตรา

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ผลสำเร็จกลุ่มโคขุนหนองแหน ตัวอย่างใช้ระบบแปลงใหญ่ในที่ส.ป.ก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440657

x

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ผลสำเร็จกลุ่มโคขุนหนองแหน ตัวอย่างใช้ระบบแปลงใหญ่ในที่ส.ป.ก.

วันจันทร์ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในปี 2538 ได้มีพระราชกฤษฎีกาประกาศให้จังหวัดยโสธรพื้นที่กว่า 55,000 ไร่ เป็นพื้นที่ ส.ป.ก. โดยอำเภอกุดชุมมีพื้นที่อยู่ในเขต ส.ป.ก.ประมาณ 30,000 กว่าไร่ จึงจัดให้เกษตรกรเข้าอยู่อาศัยและทำประโยชน์ ส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนภายใต้การส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยเน้นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต พร้อมทั้งส่งเสริมเรื่องของการตลาด สร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้เกษตรกร

 

นายวิริยะ แก้วคง ปฏิรูปที่ดินจังหวัดยโสธร เปิดเผยว่า จากการสำรวจความเหมาะสมของการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ ส.ป.ก.อำเภอกุดชุม พบว่ามีความเหมาะสมในการทำปศุสัตว์ อีกทั้งเกษตรกรก็มีความสนใจที่จะเลี้ยงโคขุน ส.ป.ก.จึงส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงโคขุนคุณภาพและแปรรูปเป็นเนื้อโคเกรดพรีเมียม ป้อนสู่ตลาด โดยเริ่มต้นจากจัดให้เกษตรกรไปศึกษาดูงานในพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จในการรวมกลุ่มเลี้ยงโคขุน เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตัวเองได้อย่างเหมาะสม โดยบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้นโยบายการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งเป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย ส.ป.ก. ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการแปลงใหญ่ สำหรับแนวทางในการส่งเสริม ส.ป.ก.ได้เข้าไปช่วยในด้านการให้คำแนะนำ การลดต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ และส่งเสริมด้านการตลาดที่มั่นคง เพื่อให้การเลี้ยงโคขุนของเกษตรกรได้มาตรฐาน และมีคุณภาพ อีกทั้ง ยังได้บูรณาการร่วมกับกรมปศุสัตว์เพื่อพัฒนากลุ่มด้วยการจัดตั้งโรงงานแปรรูปขนาดเล็กเพื่อชำแหละ ตัดแต่งเนื้อ จัดเกรดสินค้าพรีเมียม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ปัจจุบัน กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงโคขุนในพื้นที่จัดสรรของ ส.ป.ก.อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร มีอาชีพที่มั่นคงและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

 

 

นางบุญญาภรณ์ วงศ์พิทักษ์ ผจก.กลุ่มโคขุนหนองแหนเปิดเผยว่า เกษตรกรในพื้นที่จัดสรรของ ส.ป.ก.ทำการเกษตรที่หลากหลาย ทั้งทำไร่ ทำนาและเลี้ยงโคแต่การเลี้ยงโคของเกษตรกรก่อนหน้านี้ จะเลี้ยงโคแบบปล่อยทุ่งให้กินหญ้าตามท้องไร่ท้องนา กว่าโคจะโตสมบูรณ์และจำหน่ายได้ต้องใช้เวลานาน และที่สำคัญมักถูกเอาเปรียบจากพ่อค้ากดราคาต่ำ จนกระทั่ง ส.ป.ก. ได้เข้ามาส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนภายใต้ระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ มีการบริหารจัดการในการเลี้ยงที่ได้มาตรฐานสากล และเลี้ยงแบบถูกต้องตามหลักการมีการตลาดที่ชัดเจน โดยเน้นเรื่องของการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ในด้านของการทำอาหารข้น (อาหารผสมที่มีความเข้มข้นทางโภชนาการสูง) หรือการปลูกพันธุ์หญ้าที่มีคุณภาพดี ทำให้การเลี้ยงโคขุนของเกษตรกรมีคุณภาพ ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของตลาดเนื้อโคเกรดพรีเมียม โดยมีการเชื่อมโยงตลาดกับสหกรณ์โคเนื้อโพนยางคำ จำกัด สหกรณ์โคขุนดอกคำใต้จังหวัดพระเยา และ บริษัท พนมบรีฟไทยแลนด์

สำหรับในส่วนของจังหวัดยโสธร ก็มีการเชื่อมโยงกับร้านค้าในจังหวัดและจัดงานเทศกาลโคขุนหนองแหนเพื่อให้ประชาชนในจังหวัดยโสธรได้รู้จักว่าเรามีโคขุนคุณภาพดี ที่ผลิตโดยเกษตรกรในพื้นที่ และมีเนื้อโควางจำหน่ายในร้านอาหารชั้นนำของจังหวัดยโสธร ซึ่งผู้บริโภคให้การตอบรับดีมาก ส่งผลให้ในปัจจุบัน เกษตรกรที่เป็นสมาชิกในโครงการเลี้ยงโคขุนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรายได้ที่มั่นคงแน่นอน และมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น จึงอยากขอบคุณ ส.ป.ก.ที่มอบพื้นที่ทำกินและยังเข้ามาส่งเสริมอาชีพที่มั่นคง สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกรและเศรษฐกิจในพื้นที่