เลาะรั้วเกษตร : ตลาดของเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440013

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ตลาดของเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เห็นข่าวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประกาศจะจัดระเบียบองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ อ.ต.ก. เพราะมี พ่อค้า แม่ค้า มาร้องเรียนขับไล่ผู้อำนวยการ อ.ต.ก. กมลวิศว์ แก้วแฝกที่ปล่อยให้มีกลุ่มผูกขาดแผงค้าในตลาด อ.ต.ก.เป็นกลุ่มมาเฟียที่เช่าแผงค้ารายละ 20 – 30 แผงแล้วเอาไปให้คนอื่นเช่าต่อ เป็นเสือนอนกิน…..จริงเท็จอย่างไรไม่มีข้อมูลยืนยัน

กลุ่มมาเฟียที่ว่านี้ เกิดขึ้นมาอย่างไร เกิดขึ้นในยุคไหนคงสืบหาได้ไม่ยาก ถ้าคนเก่าคนแก่ ที่ทำงานกับ อ.ต.ก. มาก่อนคงรู้ดีว่า อ.ต.ก. เป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่พรรคการเมืองที่ดูแลกระทรวงเกษตรฯ มักจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ จึงไม่ต้องแปลกใจว่าพรรคไหนเข้ามาก็มักจะพ่วงเอาคนที่ไว้ใจได้ มาเป็นผู้อำนวยการ อ.ต.ก. ด้วย เป็นส่วนใหญ่

ย้อนกลับไปดูวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง อ.ต.ก. ในพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2535 สมัยรัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน ระบุไว้ในมาตรา 3 ว่า จัดตั้งตลาดเพื่อให้เป็นแหล่งกลางในการซื้อขายผลิตผล หรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และสินค้าอื่นๆ

ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรส่งผลิตผล หรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และสินค้าอุตสาหกรรมในครัวเรือนมาจำหน่ายโดยตรงโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ซื้อและจัดให้มีการซื้อผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร หรือสินค้าอุตสาหกรรมในครัวเรือน รวมทั้งเครื่องอุปโภคและบริโภคเพื่อจำหน่าย

ดำเนินการพยุงราคาผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ช่วยเหลือเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในการผลิต การจำหน่าย การตลาด การเก็บรักษา และการขนส่งซึ่งผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ดำเนินการ หรือส่งเสริมให้สถาบันเกษตรกรดำเนินการค้า ขนส่ง และรับฝากซึ่งผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ทางทางการเกษตร ปัจจัยในการผลิต วัสดุการเกษตร เครื่องมือเครื่องใช้ในการเกษตร หรือเครื่องอุปโภคและบริโภค

ส่งเสริมให้มีการปรับปรุงคุณภาพ มาตรฐานและการผลิต ผลิตผลทางการเกษตรให้ตรงกับความต้องการของตลาด ดำเนินการในฐานะตัวแทนของรัฐบาล กระทรวง ทบวง กรม เพื่อจัดหาปัจจัยในการผลิตและเครื่องอุปโภคและบริโภคจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในราคาอันสมควร

ไม่ทราบว่า อ.ต.ก.ในปัจจุบัน ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด…แต่เท่าที่ดูเชื่อว่า อ.ต.ก. ยังไม่ได้ดำเนินการเพื่อสนองวัตถุประสงค์อีกหลายข้อ…นี่สิท่านรัฐมนตรีน่าจะผลักดันให้ อ.ต.ก. มีบทบาทตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งเหล่านั้น

ในฐานะผู้บริโภค ที่มีโอกาสเป็นลูกค้า อ.ต.ก.บ้างเป็นครั้งคราว ต้องบอกว่า ในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา อ.ต.ก. มีการพัฒนา ปรับปรุงให้ทันสมัยมากขึ้น ทั้งลักษณะของแผงค้า และสินค้าที่นำมาจำหน่าย รวมทั้งการจัดโซนสินค้า ได้แก่ โซนตลาดผลผลิตทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์และอาหาร โซนกล้วยไม้ไม้ดอกไม้ประดับ และโซนสัตว์เลี้ยง

สินค้าเกษตรส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าเกรดพรีเมียมที่ราคาค่อนข้างสูง แต่เป็นสินค้าคุณภาพที่ลูกค้าพอใจ ราคาจึงไม่ใช่ปัญหา นอกจากนี้ยังมีส่วนของสินค้าเกษตรปลอดภัย ทั้งเกษตรอินทรีย์ และ เกษตร GAP ความพึงพอใจของลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้ ตลาด อ.ต.ก. จัดอยู่ในอันดับที่ 4 ใน10 อันดับ ของตลาดที่ดีที่สุดในโลก จากการจัดอันดับของเว็บไซต์ข่าว CNN เป็นรองแค่ 3 อันดับ คือ ตลาดโบเกเรีย ที่บาร์เซโลนา ประเทศสเปน ตลาดปลาซึกิจิ ที่โตเกียว และ ตลาดยูเนียน สแคว์ ฟาร์เมอร์ ที่นิวยอร์ก

เหตุผลที่ได้รับการชื่นชม เนื่องมาจาก ตลาด อ.ต.ก. มีความหลากหลายทั้ง ผักสด ผลไม้ อาหารสด อาหารปรุงสุก สะอาด สว่างไสว เลือกซื้อสินค้าได้สะดวก

นั่นคือภาพพจน์ ของ อ.ต.ก.ในมุมมองของผู้บริโภค แต่เบื้องหลังการบริหารจัดการ ที่มีกลุ่มผูกขาดแผงค้า และผู้ค้าส่วนใหญ่ ไม่ใช่เกษตรกรที่แท้จริงนั้นคงเป็นปัญหาที่สั่งสมมานาน จะแก้ไขแบบพลิกฝ่ามือไม่เชื่อว่าจะทำได้ โดยเฉพาะตลาด อ.ต.ก. ในส่วนกลาง คงหาเกษตรกรแท้ ๆ มาขายของเองค่อนข้างยาก เพราะเดี๋ยวนี้เกษตรกรจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะเกษตรกรที่มีผลผลิตคุณภาพเกรดพรีเมียมอย่างที่ขายที่ อ.ต.ก. ส่วนใหญ่จะขายเหมาสวน หรือไม่ก็ขายแบบประมูล หรือแบบออนไลน์ กันหมดแล้วอีกประการหนึ่งที่มักจะได้คำตอบจากเกษตรกรคือ ไม่มีคนมาขาย
ต้องทำงานดูแลเรือกสวนไร่นา

ส่วนนโยบายของ รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ร.อ.ธรรมนัส ที่จะให้จัดตั้ง อ.ต.ก. ระดับจังหวัดทุกจังหวัด ก็ต้องย้อนกลับไปดูนโยบาย “ตลาดเกษตรกร” สมัยรัฐบาล คสช. ที่พยายามผลักดันให้เกิดขึ้นทุกจังหวัด เพื่อจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร โดยเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเป็นผู้จัดจำหน่ายโดยตรง สินค้าต้องมีคุณภาพ และความปลอดภัย ผ่านการรับรองระบบการผลิตต่างๆ ทั้งเกษตรอินทรีย์ GAP หรือ GMP แม้จะมีความพยายามมากมายอย่างไร แม้สถานที่จัดตั้งตลาดจะอยู่ในย่านชุมชนที่มีคนมากมายเพียงใดแต่ตลาดเกษตรกรก็ไม่เกิด

การพูดว่าจะจัดตั้ง หรือสั่งให้จัดตั้งตลาด ดูว่าง่ายแต่การลงมือทำคงต้องใช้นักการตลาดขั้นเทพมาช่วย….กระนั้นก็ไม่อาจคาดหวังได้ว่าจะสำเร็จ…จัดการตลาด อ.ต.ก.เท่าที่มีอยู่ให้สำเร็จก่อนดีไหม…

แว่นขยาย

‘มนัญญา’ลงพื้นที่เวียงแก่น หลังพบสารพิษปนเปื้อนในเลือดนักเรียนอื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/440054

'มนัญญา'ลงพื้นที่เวียงแก่น หลังพบสารพิษปนเปื้อนในเลือดนักเรียนอื้อ

‘มนัญญา’ลงพื้นที่เวียงแก่น หลังพบสารพิษปนเปื้อนในเลือดนักเรียนอื้อ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2562, 15.51 น.

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2562 ที่โรงเรียนปอวิทยา อ.เวียงแก่น จังหวัดเชียงราย น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่และประชุมร่วมกับผู้บริหารโรงเรียน กรณีการตรวจพบสารพิษในเลือดนักเรียนจำนวนมากเนื่องจากการปนเปื้อนในอาหารและผัก  โดยนายเอกราช ลือชา ผู้อำนวยการโรงเรียนปอวิทยา นำเสนอเรื่องการทำเกษตรปลอดภัยของโรงเรียน ปลูกผักหมุนเวียน ทำอาหารให้แก่นักเรียน และนักเรียนหอพัก โรงเรียนอยู่ห่างไกลโดยส่วนใหญ่เป็นชาติพันธุ์ม้ง ไทลื้อ และขมุ

“ที่ผ่านมาโรงเรียนพยายามปลูกผักให้นักเรียนประกอบอาหารเอง แต่ไม่เพียงพอ จึงได้ประสานกับชุมชน ให้เกษตรกรโครงการหลวงมาสนับสนุน แต่ก็ไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องซื้อจากตลาด ซึ่งไม่สามารถคัดกรอง หรือหาแหล่งอาหารที่ปลอดภัยได้ อย่างไรก็ตามเราได้รับความช่วยเหลือจาก รพ.เวียงแก่น รพสต.ปอ  มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา ที่ทำงานร่วมกับ 21 โรงเรียนเพื่อส่งเสริมอาหารปลอดภัย และการออกกำลังกาย”นายเอกราช กล่าว

เภสัชกรหญิงไพลิน สาระมน หัวหน้าฝ่ายเภสัชกรโรงพยาบาลเวียงแก่น กล่าวว่า  เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค ในอำเภอเวียงแก่น มีทำงานคุ้มครองผู้บริโภคในอำเภอเวียงแก่น การทำงานพบว่าสินค้าที่ชาวเวียงแก่นใช้ อันดับหนึ่งคือผักผลไม้ที่มีสารพิษ โดยการสุ่มตรวจเมื่อ ปี2553 จำนวนกว่า 900 คนพบว่าเลือดปนเปื้อ ร้อยละ 38

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ กล่าวว่าการแก้ปัญหาของรัฐบาล ต้องแก้ไขทุกกระทรวง ทั้งสาธารณสุข กระทรวงเกษตร ฯลฯ ต้องบูรณาการร่วมกัน ทุกคนในคณะรัฐบาลมีความห่วงใย โดยตนเองรับผิดชอบตรงจึงเดินทางมาในวันนี้ ซึ่งต้องทำเป็นขั้นตอน และให้สำเร็จ มาแล้วต้องจบ เช่นที่โรงเรียนมขาดแคลนอะไร สาธารณสุขขาดอะไร ต้องบอก ที่นี่เป็นต้นน้ำและสุขอนามัยที่จะส่งต่อลงไปปลายน้ำ ฟังดูทุกคนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และต้องแก้ ไขโดยขอเป็นตัวแทนในกาประสานทุกหน่วยงาน

“ที่อุทัยธานี มีตลาดปลอดสารพิษ ควบคุมโดยกรมวิชาการเกษตรตั้งแต่ในแปลง ขายในจังหวัดและส่งตลาดไทย ทุกอย่างทำได้ และเริ่มเลย โดยควรจะประชุมใน 1 เดือน เพื่อดูความคืบหน้าและพูดคุยกันทุกหน่วยงาน วันนี้ไม่ใช่แค่สนทนา แต่มีพลังเริ่มแล้วโดยท้องถิ่นของเราเอง แผ่นดินไทยของเราที่ดี การพบสารพิษตกค้างในเลือด ต้องเริ่มแก้ปัญหาในทันที”น.ส.มนัญญา กล่าว

นางสาวเพียรพร ดีเทศน์ เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) กล่าวว่า โครงการ “เด็กดอย” ได้ดำเนินการมาเป็นปีที่ 4 แล้ว ด้วยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) การตรวจเลือดเด็กนักเรียนและพบสารเคมีในระดับสูง เป็นตัวอย่างของประชากรทั้งหมดในพื้นที่ อ.เวียงแก่น และจังหวัดเชียงราย ที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพจากการบริโภคอาหารและผักที่มีสารเคมี นอกจากการส่งเสริมการผลิตที่ปลอดภัยโดยกลุ่มเกษตรกร from farm to school แล้ว

อย่างไรก็ตามพบว่ายังไม่สามารถผลิตได้เพียงพอ และไม่ครอบคลุมทั้งหมด ยังจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาในเชิงระบบ คือการจัดการที่ดินเพื่อการเกษตรในเขตต้นน้ำและพื้นที่สูง ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำ ควรมีการควบคุมการใช้สารเคมีอย่างเข้มงวด เนื่องจากหากมีการปนเปื้อนสารเคมีในพื้นที่สูง ก็จะส่งผลกระทบต่อปลายน้ำ

‘กนช’ถกดัน3โครงการใหญ่ ทุ่มเฉียด2หมื่นล้าน แก้น้ำท่วม-ภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439996

‘กนช’ถกดัน3โครงการใหญ่  ทุ่มเฉียด2หมื่นล้าน แก้น้ำท่วม-ภัยแล้ง

‘กนช’ถกดัน3โครงการใหญ่ ทุ่มเฉียด2หมื่นล้าน แก้น้ำท่วม-ภัยแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2562, 14.27 น.

“กนช.”ตั้งวอร์รูม “ศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ-ศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ” เห็นชอบ3โครงการใหญ่เฉียด 2 หมื่นล้าน แก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง 

เมื่อวันที่12 กันยายน 2562  เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาลพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และการประชุมคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ  (กนช.) ครั้งที่ 2/62 เพื่อติดตามงานปี 62 และปรับแผนบริหารจัดการน้ำ ปี 63 โดยมีหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าร่วมพร้อมเพรียง  โดยนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมเห็นชอบจัดตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และกองอำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ ( วอร์รูม ) ที่มี สทนช. รับผิดชอบ และเห็นชอบ 3 โครงการขนาดใหญ่วงเงินกว่า 18,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.โครงการก่อสร้างเพื่อการพัฒนา ปี 61ของการประปาส่วนภูมิภาคจำนวน 6 โครงการ วงเงินงบประมาณ  11,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อก่อสร้างเสร็จสิ้นจะสามารถผลิตน้ำประปาได้เพิ่มขึ้น 332,400 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน  2.โครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองพระยาราชมนตรี จากคลองภาษีเจริญถึงคลองสนามชัย ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (ปี 64-68) วงเงิน 6,130 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำพื้นที่ฝั่งธนบุรี และ3.โครงการแก้ปัญหาอุทกภัยลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (ปี 64-68 ) ก่อนจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบต่อไป

นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังพิจารณาแผนปฏิบัติการภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประจำปี 63 ประกอบด้วย 28 หน่วยงาน จำนวน  57,975 โครงการ วงเงินกว่า 3.1 แสนล้านบาท ที่กระจาย ลงทุกภาคทั่วประเทศ และรับทราบความคืบหน้าโครงการสำคัญปี 62 ที่รัฐบาลใช้งบกลางกว่า 19,000 ล้านบาท เพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำและเพิ่มต้นทุนน้ำ จำนวน 144 โครงการ โครงการก่อสร้างฝายชะลอน้ำ 30,000 แห่งทั่วประเทศ รวมทั้งงบประมาณที่กระจายให้ทุกจังหวัดแก้ไขและบรรเทาปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง น้อมนำพระราโชบายของรัชกาลที่10 ในการสืบสาน รักษาและต่อยอด โดยต้องเก็บสถิติและพยายามบริหารจัดการลดความเสียหายจากน้ำท่วมเป็นพื้นที่ให้มากที่สุด ทั้งการบริหารจัดการลุ่มน้ำหลัก ควบคู่กับเร่งจัดทำแหล่งเก็บน้ำอุปโภคบริโภคผิวดินในแต่ละชุมชน โดยเร่งจัดทำแก้มลิง ฝายชะลอน้ำในลำน้ำต่างๆ และการผันน้ำเข้าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ให้มากที่สุดในทุกโอกาส โดยต้องหยุดปัญหาพื้นที่แล้งซ้ำซากให้ได้โดยด่วน

ทั้งนี้ได้ขอให้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ทราบสถานการณ์น้ำและมีส่วนร่วมบริหารจัดการไปพร้อมๆกัน โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่อาจมีประชาชนได้รับผลกระทบ

ซอกแซกอาเซียน : 12 กันยายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439772

566101

ซอกแซกอาเซียน : 12 กันยายน 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเกษตรและป่าไม้ที่ไม่เล่าถึงไม่ได้อีกครั้งหนึ่ง จัดขึ้นที่เมืองปวยร์โต-ปรินเซซา (Puerto-Princesa) เกาะปาลาวัน ซึ่งเจ้าภาพฟิลิปปินส์ได้เลือกสถานที่ประชุมเป็นโรงแรมริมทะเลที่สวยงาม ในพิธีเปิดก็มีท่านประธาน เป็นรัฐมนตรีเกษตรของฟิลิปปินส์ แต่ก่อนพิธีเปิด ทุกครั้งการจัดงานเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนนั้น สิ่งหนึ่งที่ฟิลิปปินส์ให้ความสำคัญและต้องมี คือ การออกมาร้องเพลงประสานเสียงเพลง ASEAN Way ผมไปเข้าร่วมประชุมที่ประเทศอื่นๆ แบบเดียวกัน บางทีก็ไม่มีเพลงนี้ หรือมีก็เป็นการเปิดเทป ต่างจากฟิลิปปินส์ที่มักใช้วิธีร้องสดๆซึ่งทุกครั้งที่ได้ยินผมจะรู้สึกขนลุกและชื่นชมมากครับ เพราะเขาร้องประสานเสียงได้ดีมากๆ ก็เรื่องร้องรำทำเพลงนี้ต้องยกให้เขาล่ะสำหรับคนฟิลิปปินส์ ผมรู้จักดี สมัยเรียนปริญญาโทที่สถาบันเอไอที มีนักศึกษาจากฟิลิปปินส์มาเรียนเยอะ เนื่องจากเป็นสถาบันดังและเป็นที่ใฝ่ฝันของคนฟิลิปปินส์ที่จะต้องสอบชิงทุนมาเรียนให้ได้ เวลาจัดงาน cultural show นักศึกษาฟิลิปปินส์มักจะกวาดรางวัลไปเรียบ เพราะร้องเก่งเต้นเก่ง ไม่มีเหนียมอาย ไม่มีชาติไหนในทวีปเอเชียเทียบได้ ท่านผู้อ่านคนไทยหากไม่เคยฟังเพลง ASEAN Way ก็ลองไปหาเปิดฟังดูนะครับ บอกเพิ่มเติมด้วยความภูมิใจอีกนิดคือเป็นเพลงที่แต่งโดยคนไทย ชนะการประกวดเพลงประจำอาเซียน จากที่ประเทศอาเซียนหลายๆประเทศส่งเข้าประกวดกันครับ

อย่างที่เคยเล่ามาก่อนหน้านี้เวลาผู้แทนประเทศประชุมกันทุกครั้ง ผมในฐานะผู้จัดการทั่วไป หรือจีเอ็มของแอปเตอร์ไม่ได้อยู่ในห้องเข้าประชุมร่วมกับเขา ยกเว้นในช่วงเวลาพิธีเปิดที่อยู่ได้ ทั้งนี้ เพราะผมเป็นเพียงลูกจ้าง และก็ไม่ได้เป็นผู้จัดการประชุมเหมือนฝ่ายสำนักเลขาธิการอาเซียน ผมและคนอื่นที่เป็นเหมือนผมจะต้องนั่งรออยู่ข้างนอกถ้าผู้จัดใจดี เขาอาจจัดห้องพิเศษให้นั่งข้างๆ ห้องประชุมใหญ่ แต่ถ้าเขาใจร้าย พวกผมถ้าไม่มีโซฟาหน้าห้องประชุมให้นั่งรอ ก็จะต้องยืนเดินเกะกะๆ ไปมาแถวๆ หน้าห้องนั่นแหละครับจะไปไหนไกลก็ไม่ได้ เพราะต้องสแตนด์บายรอเขาเรียกเข้าไปนำเสนอผลงาน แต่ก็พอทราบคร่าวๆ ครับ เพราะวาระการประชุม หรืออะเจนดะ เขากำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าประมาณช่วงไหน สภาพเช่นนี้ ก็เหมือนกับตอนทำงานราชการ ช่วงที่ต้องไปชี้แจงงบประมาณที่อาคารรัฐสภา ที่ต้องรอแล้วรอเล่าจนบางคนถึงกับนั่งหลับ บางทีต้องรอจนถึงสามทุ่ม เขาส่งเจ้าหน้าที่ออกมาบอกว่า วันนี้ไม่เข้า (หมายถึงวาระยังไม่ถึง) ให้กลับบ้านไปก่อนก็มี

การที่ผมนั่งรอนำเสนออยู่นี้ บางครั้งก็ได้เจอะเจอกับคนที่ไม่คิดว่าจะเจอ อย่างเช่นที่ปาละวัน คนหนึ่งที่ผมเผอิญเจอ คือ รองผู้อำนวยการใหญ่สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ หรือ IRRI ที่ตั้งอยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์นั่นเอง ได้แก่ คุณโทเลนตีโน ที่มีชื่อเล่นว่าโทนี่ แกกับผมรู้จักกันนานแล้ว ตั้งแต่ผมอยู่กรมการข้าว เคยไปเยี่ยมแกที่ IRRI และแกก็เดินทางมาเมืองไทยหลายครั้ง เมื่อเจอโดยบังเอิญ ผมถามแกว่า มางานนี้ด้วยเรื่องอันใดรึ แกบอกว่าแกมานำเสนอโปรเจกท์สำคัญอันหนึ่ง เพื่อให้รัฐบาลอาเซียนรับรู้รับทราบ และหากเห็นด้วย หรือสนใจจะได้ช่วยสนับสนุนให้ดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนด้านการเงิน (อันหลังผมเดาเอานะ เพราะแกไม่ได้พูด) สภาพที่บิ๊กแมนองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ มาเดินหรือนั่งหน้าห้องแบบกระยาจกเช่นนี้ ต่อๆ มาผมก็เห็นตลอด ที่สิงคโปร์ คุณมอเรล นายใหญ่คนใหม่ล่าสุดของ IRRI ก็มานำเสนอด้วยตัวเองในที่ประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียน

คิดไปคิดมา ก็นับเป็นความโชคดีขององค์กรแอปเตอร์ที่ผมอยู่นี่นะครับ ที่เรามีความตกลงที่ผูกมัดให้ประเทศสมาชิกต้องจ่ายเงินสนับสนุนในอัตราตายตัวทุกปี เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่าย ไม่ต้องไปเที่ยวเสนอโปรเจกท์เพื่อขอรับการสนับสนุนจากใครๆ แต่เดิมผมคิดว่าเข้ามาเป็น จีเอ็ม ที่นี่อาจจำเป็นต้องดิ้นรนเพื่อหาเงินมาเพิ่ม เพราะตอนสอบสัมภาษณ์ ก็มีท่านกรรมการท่านหนึ่งถามผมถึงวิธีการบริหารเพื่อนำมาซึ่งรายได้ ดังนั้นพอเข้ามาเป็น จีเอ็ม ก็ได้พยายามติดต่อธนาคารเพื่อร่วมทำ ซีเอสอาร์ โดยขออัตราเงินฝากพิเศษ เพื่อหวังว่าจะนำดอกเบี้ยสูงๆมาเป็นทุน ไปคุยกับผู้จัดการแบงก์บางแห่ง รวมทั้ง ธ.ก.ส.ด้วย แต่ก็ไม่สำเร็จ ได้คุยกับอดีตนายกสมาคมโรงสีข้าวเพื่อทำโปรเจกท์หาเงินเข้าองค์กร แต่พอนำเรื่องนี้ไปคุยนอกรอบกับคณะมนตรีแอปเตอร์บางคน กลับเห็นต่าง โดยเขาเตือนว่า ถ้าเราไปเอาเงินเขามา เท่ากับว่าเราก็จะถูกผูกมัดด้วยลูกเกรงใจ ความเป็นกลางซึ่งถือเป็นค่านิยมหลักของแอปเตอร์ก็จะหมดไป คิดถึงมุมนี้แล้ว ผมก็ได้ช่องและเลิกความคิดที่จะหาเงินเข้าแอปเตอร์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้น

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯสนองนโยบาย สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์-เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439776

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯสนองนโยบาย สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์-เกษตรกร

รายงานพิเศษ : กรมตรวจบัญชีฯสนองนโยบาย สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์-เกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สนองนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำระบบบัญชีสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์ที่สำคัญประการหนึ่งของกระทรวงคือ สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ สถาบันเกษตรกรและเกษตรกร เพื่อช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนผ่านระบบสหกรณ์ อันจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศชาติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพ และส่งเสริมการออมเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย มีวินัยทางการเงินที่ดี สร้างความเข้มแข็งให้ประชาชน ซึ่งน.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกำกับดูแลกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เน้นย้ำให้บุคลากรผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วนของกรม ร่วมบูรณาการนำพาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้ก้าวเดินอย่างมั่นคงสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน และเน้นย้ำความสำคัญของงานด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางบัญชีสู่พี่น้องเกษตรกรกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ และประชาชน ให้เข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ นำระบบบัญชีไปใช้บริหารจัดการสู่ความสำเร็จ

นอกจากนี้ยังมอบนโยบายด้านการสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เน้นย้ำให้ผู้สอบบัญชีเป็นผู้ตรวจแนะนำสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้ปฏิบัติงานที่ถูกต้องทั้งทำบัญชีและงบการเงิน เพิ่มความถี่ในการเข้าตรวจเยี่ยมสหกรณ์ให้มากขึ้น ปลูกฝังทัศนคติการไม่ทุจริต รวมถึงสร้างความเข้าใจระหว่างผู้สอบบัญชีด้วยกันเองและผู้สอบบัญชีกับสหกรณ์โดยสม่ำเสมอผ่านระบบ Video Conference เพื่อให้เข้าใจแนวทางทำงาน พัฒนาความรู้ ความสามารถของผู้สอบบัญชี ให้เท่าทันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและธุรกิจของสหกรณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยฯ ยังเน้นย้ำให้กรม สร้างความเข้าใจถึงนโยบาย คุณธรรม จริยธรรม กฎระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ รวมไปถึงวิธีการทำบัญชีว่าทำอย่างไร ให้แก่สมาชิกสหกรณ์ โดยวางระบบการทำบัญชีให้เป็นรูปแบบเดียวกันด้วย

“ตลอดระยะเวลา 67 ปี กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้นำนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาสู่การปฏิบัติ โดยก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยต่างๆ และเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ยุคแรกที่มีการส่งผู้สอบบัญชีจากส่วนกลางไปตรวจบัญชีให้กับสหกรณ์ต่างๆ จนถึงปัจจุบันที่พัฒนาตนเองสู่ความเป็นมืออาชีพ รวมทั้งเตรียมพร้อมสู่การปรับเปลี่ยนเป็นองค์กรดิจิทัล เพื่อให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และรูปแบบการดำเนินธุรกิจสหกรณ์ที่สลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จึงเป็นการดำเนินงานที่ต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบ ความเอาใจใส่ ซึ่งบุคลากรของกรม จะยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่ตรวจสอบระบบการเงิน การบัญชี การควบคุมภายใน และการดำเนินงานของสหกรณ์ ให้เป็นไปอย่างโปร่งใส ปราศจากทุจริต และเป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อให้สถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย”อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

จัดใหญ่งาน‘เกษตรสร้างชาติฯ’19-22ก.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439775

x

จัดใหญ่งาน‘เกษตรสร้างชาติฯ’19-22ก.ย.

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าวจัดงาน “เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2” ภายใต้แนวคิด “Smart & Strong Together รวมพลังส่งเสริมเกษตรไทย ก้าวไกลมั่นคง”ว่า การจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นมหกรรมเกษตรแห่งปีซึ่งกรมจัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลดำเนินงานด้านส่งเสริมการเกษตร ในรอบปีที่ผ่านมา ภายใต้นโยบายการทำงานที่ให้ความสำคัญกับการทำงานแบบมีส่วนร่วมโดยยึดหลักร่วมคิด ร่วมตัดสินใจร่วมแก้ปัญหา และร่วมรับประโยชน์ เพื่อให้เกษตรกรประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน เป็นที่มาของการจัดงานครั้งนี้ และได้รับเกียรติจากนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯ เป็นประธานพิธีเปิด ซึ่งยิ่งใหญ่ตระการตา วันที่ 19 กันยายน 2562

สำหรับการจัดงานแต่ละวัน จะมีความโดดเด่นในธีมที่ไม่ซ้ำกัน เริ่มจากวันที่ 20 กันยายน มาในธีม Food for Health “อาหารสุขภาพ” เต็มอิ่มกับอาหารสุดเฮลท์ตี้ ดีต่อสุขภาพ วันที่ 21 กันยายน Orchid Day อลังการกับอุโมงค์กล้วยไม้นานาพันธุ์ และวันสุดท้าย 22 กันยายน Thai Cloth for All พบกับผ้าไทยร่วมสมัย และแฟชั่นโชว์ผ้าไทยดีไซน์เก๋ จากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร

นอกจากนี้ ยังมีส่วนนำสินค้าจากเกษตรกรที่ประสบอุทกภัยมาจำหน่ายเพื่อเป็นรายได้ช่วยเหลือเกษตรกรอีกทางและมีนิทรรศการโชว์มหัศจรรย์พันธุ์พืชแปลก พืชหายากที่น่าสนใจ ได้แก่ ข้าวโพดแฟนซี กล้วยและสับปะรดสีชนิดต่างๆ มะพร้าวเปลือกหวาน มะพร้าวพวงร้อย มะเขือแฟนซี 1 ต้น มี 7 ชนิด ชาเลือดและพืชอื่น ชมการสาธิตการทำอาหารเพื่อสุขภาพ ร่วมเสวนากับคนรักกล้วยไม้ ใน “คนดังนั่งคุย” การเจรจาธุรกิจ คลินิกเกษตร และอีกหนึ่งไฮไลท์ในงานคือ ถนนสายอาหาร 4 ภาค (Food Street)กว่า 100 ร้านค้าทั้งเมนูคาว-หวาน เครื่องดื่มและของทานเล่น “แซบ หรอย อร่อย ลำ” กันตลอดงาน รวมถึงโซนอาหารมุสลิม พร้อมกิจกรรมนาทีทอง ลด แลก แจกแถม การแสดงมินิคอนเสิร์ตและความบันเทิงตลอด 4 วันเต็ม 19-22 กันยายน ณ ชาเลนเจอร์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานีติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Facebook Fanpage “เกษตรสร้างชาติ”#มหกรรมเกษตรแห่งปี #งานดีที่ต้องมา #เกษตรสร้างชาติครั้งที่ 2

‘ประภัตร’เดินหน้าโครงการโคขุนสร้างรายได้ ลั่นน้ำลดเริ่มทันที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439849

‘ประภัตร’เดินหน้าโครงการโคขุนสร้างรายได้ ลั่นน้ำลดเริ่มทันที

‘ประภัตร’เดินหน้าโครงการโคขุนสร้างรายได้ ลั่นน้ำลดเริ่มทันที

วันพุธ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2562, 18.21 น.

‘ประภัตร’เดินหน้าโครงการโคขุนสร้างรายได้ ลั่นน้ำลดเริ่มทันที

11 กันยายน 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ จาก 18 จังหวัด อาทิ ขอนแก่น บุรีรัมย์ นครราชสีมา สุรินทร์ ศรีษะเกษ ฯลฯ จำนวน 100 คน จาก 1,500 คนที่รอบริเวณหน้ากระทรวงฯ เข้าพบเพื่อแสดงความขอบคุณที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งดำเนินโครงการโคขุนสร้างรายได้ พร้อมทั้งรับฟังแนวทางการดำเนินงานขับเคลื่อนโครงการฯ และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นร่วมกัน ณ ห้องประชุม 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกร พร้อมสั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งแก้ไขปัญหาความยากจนโดยเร่งด่วน

ทั้งนี้ จึงได้หารือร่วมกับ กรมปศุสัตว์ กรมการข้าว และกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรและส่งเสริมอาชีพให้มีรายได้ โดยจะเตรียมเสนอครม. ใน 4 โครงการ ดังนี้ 1) โครงการส่งเสริมปลูกถั่วเขียว เป้าหมายเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 50,000 ราย ประกันราคา 30 บาท พื้นที่ 500,000 ไร่ 2) ส่งเสริมผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ขณะนี้ไม่เพียงพอและเกิดความเสียหาย จึงต้องเร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ดีเพื่อเป็นต้นน้ำให้กับเกษตรกร เป้าหมายเกษตรกรเข้าร่วม 50,000 ราย เพิ่มเมล็ดพันธุ์ 200,000 ตัน 3) ส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เกษตรกรเข้าร่วม 100,000 ราย

สำหรับโครงการที่ 4 โครงการโคขุนสร้างรายได้ ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (2563 – 2567) วัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างรายได้ สร้างอาชีพทางเลือกใหม่ โดยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมมาเลี้ยงโคขุนเพิ่มผลผลิตโคเนื้อให้เพียงพอต่อความต้องการ เป้าหมาย 1,000,000 ตัว / 200,000 ราย (รอบที่ 1 : 500,000 ตัว/ 100,000 ราย รอบที่ 2 : 500,000 ตัว/ 100,000 ราย) น้ำหนักวัว 230-250 กก. โดยใช้เงินกู้ ธ.ก.ส. อัตราดอกเบี้ย 4% เกษตรกรจ่าย 1% รัฐบาลสมทบ 3% เงินกู้รายละ 164,200 บาทต่อราย เป็นค่าโค 120,000 บาท (5 ตัวๆ ละไม่เกิน 24,000 บาท) ค่าอาหารผสมเสร็จ (TMR) 43,200 บาท และสมทบค่าประกันภัยโค 1,000 บาท (สมทบกับรัฐบาลจ่ายให้อีกครึ่งหนึ่ง)

อีกทั้งรัฐสนับสนุน ค่าชดเชยดอกเบี้ย 3% ค่าประกันภัย 1,000 เครื่องผสมอาหาร  และเครื่องชั่งน้ำหนัก ในสัดส่วนเกษตรกร 100 รายหรือโค 500 ตัวต่อ 1 ชุด และจำหน่ายตัวละ 42,000 บาท เฉลี่ยน้ำหนัก 420 กก.ๆ ละ 100 บาท กำไรประมาณ 8,000 /ตัว/4 เดือน หรือ 40,252 บาท/5ตัว/4 เดือน อีกทั้ง เกษตรกรจะได้รับการฝึกอบรมการเลี้ยงโคขุนก่อนเลี้ยงโค นอกจากนี้ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล จะเข้ามาช่วยเหลือขุดน้ำบาดาลพลังงานแสงอาทิตย์ 1 จุด/100 ไร่ เพื่อส่งเสริมปลูกหญ้าสำหรับผสมอาหาร รวมถึง องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อตก.) จะเข้ามาช่วยทำการตลาดอีกด้วย

“กระทรวงเกษตรฯ จะเร่งหารือร่วมกันอีกครั้งเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ก่อนนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน) ให้เห็นชอบ และนำเสนอในที่ประชุม ครม. ต่อไป ซึ่งทั้ง 4 โครงการต้องการมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาความยากจนของพี่น้องเกษตรกร และส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรมีความมั่นคง คาดว่าหลังน้ำลดจะเริ่มดำเนินการได้ สำหรับการส่งออกโคเนื้อไปจีนนั้น ขณะนี้จีนมีความต้องการเนื้อวัวมากถึง 10 ล้านตัน หรือวัวไม่น้อยกว่า 50 ล้านตัว ทำให้มั่นใจได้ว่ามีตลาดรองรับ อีกทั้งได้มีการตกลงร่วมกันกับจีนที่จะรับซื้อโคเนื้อจากไทย  โดยได้ให้เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ลงพื้นที่สำรวจโรงงานจากจีนว่าสามารถส่งออกได้จริงหรือไม่ และพบว่ามีการเริ่มสร้างโรงเชือดที่เป็นมาตรฐาน จากกลุ่มเอกชนจีน ที่ประเทศลาว คาดว่า เดือน ต.ค.-พ.ย. จะแล้วเสร็จและเริ่มส่งออกได้ทันที” นายประภัตร กล่าว

ส่องเกษตร : มากกว่าตัวเลข คือชีวิตจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439550

449007

ส่องเกษตร : มากกว่าตัวเลข คือชีวิตจริง

วันพุธ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

รายงานของสภาพัฒน์ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ไตรมาสที่ 2/2562 ของไทยขยายตัวร้อยละ 2.3ชะลอตัวจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสที่ 1/2562 ปัจจัยสำคัญมาจากการชะลอตัวของอุปสงค์ในประเทศและการลดลงของภาคต่างประเทศ ด้านการผลิต ภาคเกษตรลดลงร้อยละ 1.1 จากการขยายตัวร้อยละ 1.7 ในไตรมาสแรก ขณะที่ภาคนอกเกษตรขยายตัวร้อยละ 2.6 ชะลอลงจากการขยายตัวร้อยละ 2.9 ในไตรมาสก่อนหน้าสรุปจากตัวเลขจะเห็นทิศทางที่ชะลอตัวลงทั้งภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตร

ในทางเศรษฐศาสตร์ตัวเลข GDP จะใช้เป็นเกณฑ์ในการชี้มาตรฐานในการครองชีพของประชากรในประเทศนั้น สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว ตัวเลขสัดส่วน GDP ภาคการเกษตร ต่อ GDP รวมของทั้งประเทศ ตัวเลขจะไม่สูงมาก อยู่ประมาณ 1-5 เป็นส่วนใหญ่ สำหรับประเทศไทยตัวเลขสัดส่วน GDPภาคการเกษตร ปัจจุบันลดลงไปมาก น่าจะอยู่ประมาณ 10 ถ้าผมจำตัวเลขไม่ผิดแต่สัดส่วนแรงงานไทย ประมาณกว่าครึ่งอยู่ในภาคการเกษตร ถ้ามองเฉพาะตัวเลข จะเห็นว่า แรงงานเหล่านี้เป็นแรงงานที่มีประสิทธิภาพต่ำมาก เพราะสร้างผลผลิตได้ออกมากน้อยมาก เมื่อเทียบกับแรงงานที่มี ซึ่งความหมายของนักเศรษฐศาสตร์ แรงงานคือส่วนหนึ่งของทุนนั่นเอง

ด้วยมุมมองดังกล่าว ฝ่ายนโยบายจึงใช้จุดอ่อนเรื่องประสิทธิภาพต่ำ จำนวนแรงงานมีเป็นจำนวนมากกว่าครึ่ง มากำหนดนโยบายที่เอาง่ายเข้าว่า คือ ใช้ภาคการเกษตรเป็นทางผ่านของเม็ดเงิน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ในลักษณะของการกระตุ้นการบริโภค เพราะเชื่อแน่ว่ากลุ่มคนเหล่านี้ ไม่เก็บเงินไปใช้เป็นทุนอย่างแน่นอน มีแต่จะนำเงินเหล่านี้มาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แล้วเม็ดเงินดังกล่าวก็หมุนกลับไปสู่ทุนใหญ่ เพื่อให้ทุนใหญ่ขยายตัวใหญ่ขึ้นไปอีก สิ่งเหล่านี้คือโศกนาฏกรรมของทุนที่ไร้หัวใจ

การนำตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวมากำหนดทิศทางการพัฒนาภาคการเกษตร อาจไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ เนื่องจากภาคการเกษตร เป็นเรื่องราวของวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของเกษตรกร เรื่องราวของสังคมนั้นๆ ภาคอุตสาหกรรมอาจไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเวลาเก็บผลผลิตแล้ว แต่ยังไปงานบุญกันอยู่ ไม่รีบเก็บเกี่ยวให้แล้วเสร็จ วิธีการบริหารจัดการในแต่ละพื้นที่จึงมีความแตกต่างกัน ยิ่งอายุเฉลี่ยของเกษตรกรย่างเข้าสู่หลักห้า วิธีคิดและการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สร้างขึ้นยิ่งลำบากมากขึ้น การใช้ภาคการเกษตรเป็นทางผ่านของเม็ดเงิน จึงเป็นตรรกะง่ายๆ ในการดึงแรงบริโภค เพื่อให้ GDP เติบโต

ในส่วนตัวผมมีความเห็นว่าภาคการเกษตรเป็นภาคที่ทุกภาคส่วนของสังคมมองว่าเป็นภาคที่อ่อนแอ ทั้งที่จริงแล้วสังคมใช่หรือไม่ที่ทำให้ภาคการเกษตรอ่อนแอ มองในอีกมุมหนึ่งเมื่อต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ นโยบายกลับไม่มองไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของภาคการเกษตรตลอดห่วงโซ่ แต่มองไปที่การใส่เม็ดเงินเข้าไปในภาคการเกษตรเพื่อให้เม็ดเงินกระจายออกไป แต่ท้ายสุดแล้วกลับมารวมที่ทุนใหญ่ ทำไมนโยบายไม่มองไปที่การกระจายทุน เพื่อเพิ่มทุนให้ภาคการเกษตร ให้สามารถบริหารจัดการทุน พัฒนาระบบการผลิตให้มีประสิทธิภาพ เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตรอย่างแท้จริง วิธีคิดสำหรับการพัฒนาภาคการเกษตรจึงไม่ใช่วิธีคิดแบบคำนวณตัวเลข แต่เป็นวิธีคิดแบบคำนวณจากความสุขแทน เพราะภาคเกษตรไม่ใช่ภาคที่อ่อนแอ แต่เป็นภาคที่ถูกทำให้อ่อนแอผมเชื่อว่าเป็นเช่นนี้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

มังคุดไทยรีเทิร์น ส่งออกไต้หวันฉลุย จูนเงื่อนไขตรงกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439551

x

มังคุดไทยรีเทิร์น ส่งออกไต้หวันฉลุย จูนเงื่อนไขตรงกัน

วันพุธ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงกรณีสื่อมวลชนไต้หวันรายงานข่าวไต้หวันปฏิเสธนำเข้ามังคุดลอตแรกจากไทย เพราะไม่เป็นไปตามเงื่อนไขนำเข้าของไต้หวันว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณภาพผลผลิตมังคุด  แต่เกิดจากสำนักงานป้องกันและกักกันโรคพืชและสัตว์ของไต้หวันใช้เอกสารเงื่อนไขการนำเข้าฉบับภาษาจีน ซึ่งไม่ตรงกับเอกสารของไทยที่ยึดฉบับภาษาอังกฤษและเป็นข้อตกลงร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย

กรณีไต้หวันปฏิเสธนำเข้าโดยอ้างว่าตรวจพบมังคุดผลสดจากไทยที่ขนส่งทางอากาศด้วยการบรรจุในตู้คาร์โก้ ซึ่งบริเวณที่เปิดตู้คาร์โกไม่มีตะกั่วซีลไว้ตามเงื่อนไขกำหนด และสติ๊กเกอร์ระบุคำว่า TREATED-PQ-DOA-THAILAND  ไม่ได้ขนาดตามระเบียบของไต้หวันนั้น  ยืนยันว่าฝ่ายไทยใช้ขนาดสติ๊กเกอร์ตรงตามเงื่อนไขนำเข้าที่ตกลงร่วมกัน ส่วนกรณีไม่ได้ระบุหมายเลขตู้คาร์โกและหมายเลขซีลตะกั่วในใบรับรองสุขอนามัยพืช เพราะทั้งผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่ไต้หวันและไทยเห็นตรงกันก่อนลงนามในใบรับรองสุขอนามัยพืชว่า การระบุหมายเลขคอนเทนเนอร์ในใบรับรองสุขอนามัยพืชนั้น จะใช้กับการขนส่งทางเรือเท่านั้น หลังรับทราบปัญหาเจ้าหน้าที่กักกันพืชของไทย และไต้หวันร่วมตรวจสอบมังคุดสดอบไอน้ำก่อนส่งออกไปไต้หวัน พร้อมชี้แจงให้ไต้หวันทราบเงื่อนไขนำเข้าที่ฝ่ายไทยยึดตามฉบับภาษาอังกฤษ ขณะนี้มังคุดไทยที่ถูกปฏิเสธนำเข้าดังกล่าวถูกส่งกลับไปไต้หวันอีกครั้ง  รวมทั้งลอตใหม่โดยไม่ได้รับแจ้งปัญหาอีก นอกจากนี้ กรมทำหนังสือถึงไต้หวันโดยแนบเอกสารนำเข้าฉบับภาษาอังกฤษ เพื่อยืนยันว่าไทยปฏิบัติตามเงื่อนไข ขอให้ยึดตามเอกสารฉบับเดียวกัน

รายงานพิเศษ : กตส.จัดติวเข้มบุคลากร ขึ้นแท่นผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439552

รายงานพิเศษ : กตส.จัดติวเข้มบุคลากร  ขึ้นแท่นผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์

รายงานพิเศษ : กตส.จัดติวเข้มบุคลากร ขึ้นแท่นผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์

วันพุธ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2562, 02.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ (กตส.)จัดอบรมหลักสูตรผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ขึ้นเพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ความรู้ความเข้าใจในบทบาท หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ระเบียบคำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์ที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์งบการเงิน กระบวนงานและเทคนิคการสอบบัญชีด้านต่างๆการบันทึกข้อมูล Input Form การตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ที่ใช้คอมพิวเตอร์บันทึกบัญชี ตลอดจนประสานงานเพื่อตรวจสอบบัญชี รวมทั้งมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ ปัญหาการปฏิบัติงานระหว่างผู้เข้าอบรมด้วยกันเองและวิทยากร

ทั้งนี้ การจัดหลักสูตรอบรมผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ เป็นการเตรียมความพร้อมบุคลากรของกรมที่ผ่านการรับราชการมาแล้วอย่างน้อย 5 ปี ให้มีความรู้ ความสามารถและความพร้อมปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ยกระดับเป็นผู้สอบบัญชีสหกรณ์ต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์ถือเป็นบุคลากรสำคัญ ที่ทำหน้าที่ช่วยผู้สอบบัญชีเข้าไปตรวจสอบบัญชีของสหกรณ์ หรือกลุ่มเกษตรกรอย่างละเอียด ตรวจสอบการปฏิบัติงานของบุคลากรทุกส่วนงานในสหกรณ์ และสอบทานเอกสารหลักฐานที่เป็นรายงานการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะรายงานการเงินว่าถูกต้องตรงตามความเป็นจริงและปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือไม่ เพื่อให้สมาชิกมั่นใจว่างบการเงินและระบบบัญชีของสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรนั้นน่าเชื่อถือถูกต้อง

“กรมตั้งเป้าฝึกอบรมหลักสูตรผู้ช่วยสอบบัญชีสหกรณ์อย่างน้อยปีละ 2 รุ่น เตรียมทดแทนข้าราชการที่เกษียณอายุขอย้าย หรือโอนไปหน่วยราชการอื่น หวังให้ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีสหกรณ์เพิ่มพูนความรู้ที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน ทั้งเชิงวิชาการและเทคนิค ก้าวทันความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีด้านการสอบบัญชี ตลอดจนรู้เท่าทันการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และปฏิบัติงานได้อย่างมีมาตรฐานเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว