เกษตรฯเดินหน้ายกระดับเยาวชนไทยเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439155

เกษตรฯเดินหน้ายกระดับเยาวชนไทยเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่

เกษตรฯเดินหน้ายกระดับเยาวชนไทยเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่

วันจันทร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2562, 12.13 น.

เกษตรฯเดินหน้ายกระดับเยาวชนไทยเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนระบบการเกษตรของประเทศ สืบสานอาชีพเกษตรกรรม ผลิตสินค้าเกษตรของไทยสู่มาตรฐานสากล

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีมอบโล่รางวัลและประกาศเกียรติคุณ แก่ผู้ชนะการประกวดฟาร์มมาตรฐานสินค้าเกษตร โครงการเกษตรเพื่อชีวิต “เกษตรกรรุ่นใหม่ ใส่ใจมาตรฐาน” รุ่นที่ 5 ประจำปี 2562 ณ โรงแรมไมด้า เดอ ซี หัวหิน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ว่า โครงการเกษตรเพื่อชีวิต “เกษตรกรรุ่นใหม่ ใส่ใจมาตรฐาน” เป็นอีกก้าวในการส่งเสริม สนับสนุนเยาวชนไทย ซึ่งถือว่าเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ให้มีความรู้ ความสามารถด้านการนำมาตรฐานสินค้าเกษตรไปใช้ในการยกระดับการผลิตและตระหนักถึงความสำคัญของภาคการเกษตร รวมถึงเป็นกำลังสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนการดำเนินงานในระบบการเกษตรของประเทศ และเป็นอีกก้าวในการพัฒนาสินค้าเกษตรของไทยสู่มาตรฐานสากล

ทั้งนี้ อาชีพเกษตรกรรมถือเป็นกระดูกสันหลังของชาติ แต่ปัจจุบันอาชีพทางการเกษตรกลับถูกมองข้ามโดยบุตรหลานของเกษตรกรหรือเยาวชนรุ่นใหม่ได้ละทิ้งอาชีพดั้งเดิมของครอบครัวไปสู่ภาคอุตสาหกรรม บริการ และอื่นๆ ส่งผลให้เกษตรกรมีอายุเฉลี่ยสูงขึ้นทุกปี ซึ่งในอนาคตจะส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรเพิ่มยิ่งขึ้น ประเทศในฐานะเป็นครัวของโลกที่มีการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อบริโภคภายในประเทศและส่งออก จำเป็นต้องสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ให้อยู่ในภาคการเกษตรต่อไป

อย่างไรก็ตาม คาดนักศึกษาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีที่เข้าร่วมโครงการ จะสามารถนำความรู้ ความเข้าใจ ระบบการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรฐาน ไปใช้เป็นแนวทางในการประกอบอาชีพ รวมทั้งเผยแพร่ความรู้สู่ชุมชนและสังคมได้ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนการดำเนินงานในระบบการเกษตรของประเทศ มีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพเกษตรกรรม ช่วยบรรเทาการขาดแคลนบุคลากรภาคการเกษตรในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมบุคลากรด้านการมาตรฐาน สอดรับนโยบายการถ่ายโอนภารกิจด้านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ขณะที่ ดร.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการ มกอช.กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการเกษตรเพื่อชีวิต “เกษตรกรรุ่นใหม่ ใส่ใจมาตรฐาน” มกอช.ได้บูรณาการร่วมกับ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จัดขึ้นเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านการมาตรฐาน ให้นักศึกษาวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างบุคลากรและแรงงานที่มีคุณภาพด้านการเกษตร รวมทั้งเปิดโอกาสให้นักศึกษาวิทยาลัยเกษตรฯ ได้พัฒนาองค์ความรู้ด้านมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practice : GAP) ในขอบข่ายพืชอาหาร ข้าว ประมง ปศุสัตว์ และเทคโนโลยีการผลิตที่เกี่ยวข้อง โดยโครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน มีวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี สนใจเข้าร่วมโครงการ จำนวน 18 แห่ง แบ่งเป็นเขตภาคใต้ 8 แห่ง ได้แก่ สงขลา ชุมพร สุาษฎร์ธานี พัทลุง สตูล กระบี่ ตรัง และนครศรีธรรมราช และเขตภาคกลาง 10 แห่ง ได้แก่ ราชบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี สิงห์บุรี ชัยนาท ลพบุรี สระแก้ว ชลบุรี สุพรรณบุรี และพระนครศรีอยุธยา

สำหรับโครงการดังกล่าว ถือเป็นหนึ่งในโครงการที่ช่วยสร้างเยาวชนในสถาบันอาชีวศึกษา ซึ่งถือว่าเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ที่จะรับช่วงต่อจากเกษตรกรรุ่นก่อน แต่ด้วยในปัจจุบัน มีการแข่งขันทางการตลาดค่อนข้างสูง การผลิตที่เน้นเฉพาะปริมาณอย่างเดียวอาจไม่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอีกต่อไป แต่การผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพปลอดภัยและผ่านการรับรองตามมาตรฐาน เป็นสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและสามารถแข่งขันกับผู้อื่นได้

“การจัดพิธีมอบรางวัลและประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ชนะการประกวดฟาร์มมาตรฐานสินค้าเกษตรครั้งนี้ เพื่อเป็นการยกย่องและให้กำลังใจแก่เยาวชนที่มีการนำมาตรฐานสินค้าเกษตรไปใช้ในแปลงของตนเอง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นอนาคตในการพัฒนาประเทศต่อไป”

ชายคาพระพิรุณ : 9 กันยายน 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439041

586851

ชายคาพระพิรุณ : 9 กันยายน 2562

วันจันทร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

วันก่อน ขุนเกษตรา ได้ติดตาม ดร.วิณะโรจน์ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ลงพื้นที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดูความก้าวหน้าการดำเนินงานในพื้นที่ตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายของ ส.ป.ก.เนื้อที่ 972 ไร่ ที่ ส.ป.ก.ได้ยึดคืนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 และ ส.ป.ก.ได้ทำงานแบบบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงานระหว่างภาครัฐอาทิ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์กรมหาชน) รวมไปถึงภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่ เพื่อพลิกฟื้นที่ดินให้เกษตรกรเข้าใช้ประโยชน์ทำกิน ซึ่งผลการดำเนินการที่ผ่านมาได้มีการออกแบบวางผังพื้นที่โครงการไปแล้ว 2 แปลง ปัจจุบันมีเกษตรกรได้รับสิทธิ์เข้าทำประโยชน์จำนวนทั้งสิ้น 96 ราย มีการจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด เพื่อขอใช้ประโยชน์ที่ดินทำกินโดยยกเว้นค่าเช่าเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งภายในแปลงได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่างๆ รวมไปถึงการส่งเสริมพัฒนาอาชีพเกษตรกร แบ่งเป็น 3 กิจกรรม ได้แก่ การลดรายจ่ายเพื่อเสริมความมั่นคงในด้านอาหารของครอบครัว การพัฒนาอาชีพสร้างรายได้ระยะสัน เช่น การปลูกพืชผสมผสาน และการพัฒนาอาชีพสร้างรายได้ระยะยาวเพื่อเป็นรายได้หลักของครอบครัว อาทิ การปลูกกล้วยหอมทอง ด้วยระบบการตลาดนำการผลิต ซึ่งได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการผลิตกล้วยหอมทองเพื่อการค้าครบวงจรระหว่างสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด ซึ่งเข้ามาส่งเสริมองค์ความรู้เรื่องการปลูกกล้วยหอมทองพร้อมรับซื้อผลผลิตจากสหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด เพื่อทำตลาดส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น นอกจากนั้นยังมีโกโก้ และพืชผัก ที่จะใช้ระบบตลาดนำการผลิตเช่นเดียวกับกล้วยหอมทอง การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้เห็นถึงความตั้งใจและมุ่งมั่นของ ส.ป.ก. ที่จะพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น สามารถดำรงชีวิตอยู่ในพื้นที่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้ การทำเกษตรแบบอินทรีย์ที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และเข้มแข็งมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน รวมไปถึงการทำ การเกษตรอย่างมีความรับผิดชอบต่อทั้งตัวผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม เพื่อเศรษฐกิจเกษตรแบบยั่งยืน และ เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารทั้งต่อตัวเกษตรกรและประเทศภายในที่ดินของ ส.ป.ก. สืบต่อไป

กรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมจัดงานเกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด “Smart & Strong Together รวมพลังส่งเสริมเกษตรไทยก้าวไกลมั่นคง” ณ อาคาร Impact Challenger Hall 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็คเมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 19 – 22 กันยายน 2562 เพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงานด้านการส่งเสริมการเกษตร และเพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์ผลผลิตและสินค้าเกษตรคุณภาพให้กับพี่น้องเกษตรกร อันจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น ทำให้เกษตรกรมีรายได้สร้างความมั่นคงให้กับประเทศ ตลอดจนขยายผลให้ประชาชนในสังคมเมืองได้เห็นถึงพลังของพี่น้องเกษตรกร เข้าถึงสินค้าเกษตรคุณภาพดีจากเกษตรกรโดยตรงและมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ โดยในงานประกอบไปด้วยกิจกรรมและสินค้าเกษตรหลากหลายชนิด อาทิ สินค้าเกษตรคุณภาพมาตรฐานทั้งสดและแปรรูป มาให้เลือกอุดหนุนในราคาเกษตรกรส่งตรงถึงมือผู้บริโภค จุดบริการให้ความรู้ด้านการเกษตร กิจกรรมฝึกอาชีพฟรี รวมถึงกิจกรรมการแข่งขันมากมาย ใครสนใจไปเที่ยวได้นะครับ งานนี้รวมของดีจากเกษตรกรไทยไว้ให้ ช็อป ชม ชิม มากมาย

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เชิญชวนสมาชิกสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร เยาวชน และประชาชนทั่วไปสมัครเข้าร่วมโครงการทำบัญชีส่งเสริมการออม เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้เป็นประธานเปิดกิจกรรมและมอบกระปุก ตามโครงการทำบัญชีส่งเสริมการออมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก “ทำบัญชีส่งเสริมการออม” และ “สร้างพลังการออม : ออมเงิน ออมความดี” ให้แก่นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 100,000 ราย เพื่อความเป็นสิริมงคลและเป็นเครื่องหมายของความตั้งใจทำความดี พร้อมกับกล่าวว่า โครงการทำบัญชีส่งเสริมการออมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมเฉลิมฉลองและแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยใช้บัญชีเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการออมตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทุกคน และส่งผลให้เกิดความรู้ความเข้าใจในประโยชน์ของการทำบัญชีและการออมเงิน เกิดการต่อยอด สร้างเครือข่าย ขยายผลในการสร้างวินัยทางการเงิน เพื่อลดรายจ่าย ลดหนี้สิน มีเงินออม ซึ่งเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในการรู้จักการใช้จ่ายเงินแบบพอเพียง สร้างความมั่นคงให้แก่ตนเอง ครอบครัว ชุมชนและประเทศชาติต่อไป

ขุนเกษตรา

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : เศรษฐกิจพอเพียงฟื้นชีวิต เกษตรกรเขตปฏิรูปที่ดินอุตรดิตถ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439047

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : เศรษฐกิจพอเพียงฟื้นชีวิต  เกษตรกรเขตปฏิรูปที่ดินอุตรดิตถ์

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : เศรษฐกิจพอเพียงฟื้นชีวิต เกษตรกรเขตปฏิรูปที่ดินอุตรดิตถ์

วันจันทร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ต.น้ำพี้ อ.แสงขันธ์ จ.อุตรดิตถ์ ในอดีตเคยประสบปัญหาการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ทั้งราคา
ผลผลิต และปัญหาเรื่องของธรรมชาติ จนเมื่อสำนักงานการปฏิรูปที่ดิน จ.อุตรดิตถ์ ได้เข้ามาพัฒนาพื้นที่ตามโครงการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม หรือ Zoning by Agri – Map จึงหันมาทำเกษตรแบบผสมผสานปลูกผักสวนครัว ปลูกไม้ผลชนิดต่าง ๆ รวมถึงไม้เศรษฐกิจ ตลอดจนการทำปศุสัตว์ เลี้ยงปลา ทำให้มีรายได้หมุนเวียน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่มั่นคง

 

นายละออง ปานทอง เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน จ.อุตรดิตถ์เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ทำเกษตรเชิงเดี่ยว ทำนา ปลูกข้าวโพด แต่ประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ อีกทั้ง ต้องทำใจกับสภาพดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนแปลง บางปีได้ผลผลิตไม่คุ้มค่าการลงทุน จนกระทั่ง ส.ป.ก.เข้ามาให้คำแนะนำปรับเปลี่ยนทำเกษตรผสมผสาน ตามโครงการพัฒนาและขยายผลกสิกรรมด้วยศาสตร์พระราชา โครงการ Zoning by Agri-Map มีการส่งเสริมการพัฒนาระบบการกักเก็บน้ำอย่างยั่งยืน มีการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำ และจัดกิจกรรมการห่มดินเพื่อรักษาความชุ่มชื่นของหน้าดินด้วยการใช้ฟางข้าวปกคลุมดิน ขุดร่องน้ำคลองไส้ไก่ ส่งเสริมการปลูกหญ้าแฝกและสับปะรดบริเวณขอบคันดินคลองไส้ไก่ เพื่อป้องกันการชะล้างและการพังทลายของหน้าดิน รวมถึงส่งเสริมการเพิ่มรายได้จากการปลูกพืชผักและไม้ผล เช่น มะม่วง มะม่วงหิมพานต์ พุทรา ฝรั่ง กล้วย มะพร้าว เป็นต้น ทำให้มีรายได้จากการขายผลผลิตตลอดทั้งปี โดยเฉพาะผักที่ทำให้มีรายได้หมุนเวียนทุกวัน

 

 

ส่วนไม้ผลอื่นๆ เช่น มะพร้าว 1 ต้น อาจได้ 100 ลูกต่อปี เฉลี่ยลูกละ 10 บาท ก็จะมีรายได้ 1,000 บาทต่อต้นต่อปี ยังไม่รวมถึงไม้ผลชนิดอื่นที่จะมีจำหน่ายสร้างรายได้ตามฤดูกาล สิ่งเหล่านี้ทำให้มีความหวัง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากเดิม ซึ่งแตกต่างจากตอนปลูกข้าวโพดเพียงอย่างเดียวมาก ที่ชีวิตแทบจะสิ้นหวัง ขอขอบคุณ ส.ป.ก.ที่นอกจากจัดสรรที่ดินทำกินให้แล้ว ยังเข้ามาแนะนำอาชีพที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ ตลอดจนให้ความรู้ในการทำเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง ต้นทุนต่ำ รวมถึงให้โอกาสไปศึกษาดูงานผู้ที่ทำเกษตรประสบความสำเร็จเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเอง จึงอยากฝากไปถึงเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดิน ให้รู้จักหวงแหนและใช้ประโยชน์ทำกินให้เต็มกำลัง อย่าคิดขายให้คนอื่นเพราะผิดกฎหมาย เมื่อได้รับโอกาสแล้ว เราควรรักษาเอาไว้ให้ลูกหลานสืบต่อไปจะเป็นการดีที่สุด

 

 

นับว่า นายละออง ปานทอง เป็นเกษตรกรที่มีหัวก้าวหน้า หัวไว ใจสู้ต้องการจะปรับเปลี่ยนการทำเกษตรแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยว เพราะพื้นที่ไม่เหมาะสมกับการเกษตรที่ทำอยู่ ดินขาดความสมบูรณ์ ไม่มีแหล่งน้ำ ทำให้ได้ผลตอบแทนต่ำ เมื่อส.ป.ก.เข้ามาให้คำแนะนำและพาไปศึกษาดูงานโดยได้ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานอื่นๆ ของกระทรวงเกษตรฯเพื่อให้มีองค์ความรู้ก็เปิดใจรับการปรับเปลี่ยนทำกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้ง พืช สัตว์ ประมง จนปัจจุบันพื้นที่ของนายละออง 24 ไร่ กลายเป็นศูนย์ต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยยึดหลักคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มีเกษตรกรทั้งในและนอกพื้นที่เข้ามาศึกษาเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เป็นการมอบสิ่งดีๆ ตอบแทนสังคมอีกทางหนึ่งด้วย

‘ยายคำออร์แกนิค’แบรนด์ดังยโสธร ผู้นำผลิตข้าวมาตรฐานเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439045

x

‘ยายคำออร์แกนิค’แบรนด์ดังยโสธร n ผู้นำผลิตข้าวมาตรฐานเกษตรอินทรีย์

วันจันทร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์ ตำบลดงมะไฟ อำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร ยืนหนึ่งกลุ่มแปลงใหญ่ผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ครบวงจรด้วยระบบตลาดนำการผลิต

นางลัดดา พันธ์ศรี ประธานแปลงใหญ่ข้าวอินทรีย์วิสาหกิจชุมชนผลิตข้าวอินทรีย์และปุ๋ยอินทรีย์บ้านคำครตา จ.ยโสธร กล่าวว่า กลุ่ม ได้เข้าร่วมแปลงใหญ่เมื่อปี 2560 แรกเริ่มมีสมาชิก 100 คน มีพื้นที่ปลูกข้าวรวมทั้งหมด 1,140 ไร่ หลังจากรวมกลุ่มได้สักพักก็มีเกษตรกรสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกเพิ่มอีก 80 ราย รวมแล้วมีสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่แห่งนี้ 180 ราย มีพื้นที่ปลูกข้าว 2,300 ไร่ โดยข้าวที่ปลูกทุกชนิดจะเน้นปลูกภายใต้ระบบการรับรองมาตรฐานออร์แกนิค มาตรฐานที่ได้รับการรับรองได้แก่ มาตรฐานออร์แกนิคไทยแลนด์ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ IFOAM ซึ่งเป็นมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ทั้งของประเทศไทยเองและต่างประเทศ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการปูทางรองรับการทำตลาดข้าวไปยังตลาดต่างประเทศ นอกจาก 2 มาตรฐานหลักๆ แล้ว กลุ่ม ยังได้รับการรับรองมาตรฐานสินค้ากลุ่มข้าวอินทรีย์ยโสธรตราบั้งไฟมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ยโสธร (Yasothon Organic Products)

สำหรับการดำเนินงานของกลุ่ม มีหน่วยงานของภาครัฐกรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานอื่นๆ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงแนะนำให้การสนับสนุนตั้งแต่การจัดตั้งกลุ่ม การให้องค์ความรู้และพาสมาชิกไปดูงาน ในส่วนของการบริหารจัดการกลุ่ม ได้มีการรวมกลุ่มกันผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์/ปุ๋ยหมัก/น้ำหมักชีวภาพ ใช้สารชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช ลดการเผาต่อซังและหันมาใช้การไถกลบบำรุงดินแทน จากการดำเนินงานี่เน้นการผลิตด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ส่งผลให้เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ของกลุ่ม สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้ร้อยละ 20.23 จาก 3,410 บาท/ไร่ เป็น 2,720 บาท/ไร่ และผลผลิตเพิ่มเป็นร้อยละ 20 จาก 350กก./ไร่ เป็น 420 กิโลกรัม/ไร่ สมาชิกจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ดังนี้ 1.ข้าวเปลือกอินทรีย์เพิ่มขึ้น 1,260 บาท/ไร่ 2.ข้าวอินทรีย์แปรรูปเพิ่มขึ้น 1,575 บาท/ไร่ นอกจากนั้นยังมีผลผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ออกทั้งปีด้วยการส่งเสริมปลูกพืชน้ำน้อยช่วงหลังนา มีกระบวนการผลิตแบบ Zero Waste มีคณะกรรมการบริหารกลุ่มใหญ่และกลุ่มย่อยชัดเจน มีการดำเนินงานภายใต้กฎ ระเบียบ กติกาชัดเจน

ปัจจุบัน กลุ่มได้พัฒนาต่อยอดงานวิจัยด้วยการตัดใบข้าวเพิ่มผลผลิต สร้างเครือข่ายวิถีข้าวอินทรีย์ 10 กลุ่ม มีการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าอินทรีย์ ได้แก่ ข้าวเปลือกอินทรีย์การแปรรูปข้าวอินทรีย์สร้างแบรนด์ของกลุ่ม “ยายคำออร์แกนิค” และปลูกพืชหลังนาและพืชอินทรีย์อื่นๆ เช่น แตงโม ถั่วเขียวพืชผักพื้นบ้าน หอมแดง เป็นต้น โดยทั้งหมดนี้จะมีการตกลงซื้อขายล่วงหน้ากับคู่ค้าก่อนที่จะมีการผลิต เป็นการใช้ระบบตลาดนำการผลิตตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้เกษตรกรเลือกผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด ลดความเสี่ยงผลผลิตที่จะล้นตลาดและส่งผลให้ราคาขายไม่คุ้มค่ากับการลงทุน รวมทั้งยังได้เพิ่มช่องทางการขายผ่านระบบ e-commerce เพิ่มเติมรองรับการค้ายุคใหม่ที่เน้นใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย และที่สำคัญคือกลุ่ม จะเน้นส่งเสริมให้สมาชิกทำบัญชีต้นทุนการประกอบอาชีพ เพื่อควบคุมรายรับรายจ่ายให้มีความสมดุลกัน เพื่อให้สมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ทุกคนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งจากการสนับสนุนจากภาครัฐและการพึ่งพาตนเอง

พด.แนะปรับแผนปลูกพืชตามสภาพดิน ชาวนาอุดรฯการันตีผลผลิตดีขายได้ราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439044

x

พด.แนะปรับแผนปลูกพืชตามสภาพดิน n ชาวนาอุดรฯการันตีผลผลิตดีขายได้ราคา

วันจันทร์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสุทธิดล วงษ์จันฬา ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานี เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่มีผลตอบแทนมากกว่า เพื่อปรับโครงสร้างการผลิตใหม่ที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความต้องของการตลาด มีการวางแผนการใช้ที่ดิน และการผลิตระยะยาว โดยใช้แผนที่เกษตร เพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agriculture Map for Adaptive Management) : Agri-Map ซึ่งเป็นการนำข้อมูลแผนที่การใช้ที่ดิน ระดับความเหมาะสมของการปลูกพืช แหล่งน้ำ แหล่งรับซื้อสินค้า ฯลฯ มาเป็นแนวทางดำเนินการ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมีความสมดุลของอุปสงค์-อุปทาน นำไปสู่การใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน จากการใช้ที่ดินตามสมรรถนะของดิน และศักยภาพของพื้นที่

สถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานี สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 เป็นหน่วยงานในสังกัดกรมพัฒนาที่ดิน ที่ดำเนินการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่หันมาปรับเปลี่ยนการปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเอง ภายใต้โครงการบริหารจัดการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agriculture Map for Adaptive Management): Agri-Map มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก รวมพื้นที่ 2,400 ไร่ โดยทางสถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานี จะเน้นส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าร่วม “โครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน” หรือ “บ่อจิ๋ว” และสร้างความรับรู้ให้เกษตรกรเห็นความสำคัญของการมีบ่อจิ๋วไว้ในพื้นที่ทำเกษตรนอกเขตชลประทาน ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรบรรเทาปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น อีกทั้ง ยังส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชผสมผสาน ไม่ว่าจะเป็นพืชผักสวนครัว ไม้ผล ไม้เศรษฐกิจ ไว้บนคันบ่อ รวมทั้งการปลูกหญ้าแฝกเพื่อลดการชะล้างของหน้าดิน

ด้านนางโสภาวรรณ มะโนมัย เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการบริหารจัดการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนปลูกข้าวเป็นหลัก แต่เนื่องจากสภาพพื้นที่ที่เป็นดินทรายไม่อุ้มน้ำ ทำให้ผลผลิตที่ได้ไม่ดีนัก ต่อมาจึงหันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อยอย่างอ้อย แต่ผลผลิตที่ได้ก็ยังไม่คุ้มทุน เมื่อมีโครงการดังกล่าวเข้ามา จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ จนได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานี ในเรื่องของการตรวจวิเคราะห์ดิน การเพิ่มธาตุอาหารในดิน การปรับปรุงบำรุงดิน การทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพไว้ใช้เอง เพื่อลดต้นทุน และที่สำคัญได้รับการสนับสนุนบ่อน้ำ ตามโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน หรือบ่อจิ๋ว ทำให้สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในแปลงเกษตรได้ตลอดทั้งปี ส่งผลให้พืชที่ปลูกเจริญงอกงาม ผลผลิตดีขายได้ราคา

ขณะที่นายคมสันต์ โคตรสีทา เกษตรกรอีกหนึ่งรายที่เข้าร่วมโครงการบริหารจัดการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) กล่าวว่า ตนได้เข้าร่วมโครงการ โดยลดพื้นที่ปลูกข้าวมาปลูกพืชเสริมชนิดอื่น เช่น ฝรั่งกิมจู กล้วยหอมทอง กล้วยน้ำว้า มะละกอ อีกทั้งยังขุดบ่อจิ๋วเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้และเลี้ยงสัตว์น้ำ มีการปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำในพื้นที่ ปลูกไม้ยืนต้นโตเร็ว อย่างไผ่กิมซุง และปลูกไม้ยืนต้นมูลค่าสูง เช่น ต้นพะยูง ต้นยางนา เป็นต้น ทำให้ปัจจุบันตนสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้อย่างสูงสุด ครอบครัวมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

‘อธิบดีปศุสัตว์’สั่งระดมกำลังช่วยเหลือ’สัตว์เลี้ยง’หลังประสบภัยน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/439107

'อธิบดีปศุสัตว์'สั่งระดมกำลังช่วยเหลือ'สัตว์เลี้ยง'หลังประสบภัยน้ำท่วม

‘อธิบดีปศุสัตว์’สั่งระดมกำลังช่วยเหลือ’สัตว์เลี้ยง’หลังประสบภัยน้ำท่วม

วันอาทิตย์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2562, 20.56 น.

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2562 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การเกิดอุทกภัย และประสานการให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้ประสบภัยด้านปศุสัตว์ ดังนี้

– สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมด้วยศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตวมหาสารคาม และสำนักงานปศุสัตว์อำเภอพนมไพร สนับสนุนเสบียงสัตว์ หญ้าแห้งอัดฟ่อน 200 ฟ่อน 4,000 กิโลกรัม แก่เกษตรกรที่ประสบอุทกภัย ต.กุดน้ำใส และพื้นที่ ต.ชานุวรรณ รวม 7 หมู่บ้านๆ ละ 15 ฟ่อน (100 ฟ่อน) และพื้นที่ ต.แสนสุข จำนวน 6 หมู่บ้าน (ม.2 ได้ 20 ฟ่อน / ม.1 ได้ 20 ฟ่อน / ม.13 ได้ 20 ฟ่อน / ม.3 ได้ 20 ฟ่อน / ม.10 , ม.17 ได้หมู่ละ 10 ฟ่อน รวม 100 ฟ่อน อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด

– นายปัญญา มูลคำกาเจริญ ปศุสัตว์จังหวัดยโสธร และเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอเมืองยโสธร จัดเตรียมความพร้อมของสถานที่จุดอพยพสัตว์ ณ วัดกลางศรีไตรภูมิ ในเขตเทศบาลเมืองยโสธร รองรับการตรวจราชการของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยมีสัตว์ที่อพยพจากอุทกภัยในบริเวณใกล้เคียงทั้งโค กระบือ และสุนัข

– สำนักงานปศุสัตว์อำเภอค้อวัง จ.ยโสธร ออกติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ พบว่ามีน้ำเอ่อท่วมพื้นที่หมู่บ้านและสถานที่เลี้ยงสัตว์ ดังนี้ 1.) ต.กุดน้ำใส บ้านแจนแลน ม.3 , 11 /บ้านตูม ม.2 , 10 /บ้านกุดน้ำใส ม.1 /บ้านจานน้อย ม.5 2.) ต.น้ำอ้อม บ้านดวน ม.7 /บ้านบากน้อย ม.8 และ 3.) ต.ฟ้าห่วน บ้านโพนเมือง ม.9 สำหรับสัตว์เลี้ยงได้เคลื่อนย้ายไปจุดอพยพสัตว์ที่ปลอดภัยและเป็นพื้นที่สูง ซึ่งจะได้มีการดูแลด้านสุขภาพสัตว์และเสบียงอาหารสัตว์ในโอกาสต่อไป

– สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดพิจิตร พร้อมด้วย สำนักงานปศุสัตว์อำเภอวังทรายพูน และศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์พิจิตร​ ลงพื้นที่มอบเสบียงอาหารสัตว์ (หญ้าแห้ง) จำนวน 100 ฟ่อน และเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ จำนวน​ 50​ ถุง​ เพื่อฟื้นฟูสุขภาพสัตว์และบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ กรณีสัตว์เลี้ยงประสบภัยพิบัติ (จากพายุโพดุล) ในพื้นที่ ณ​ หน้าที่ว่าการอำเภอวังทรายพูน ต.หนองพระ อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร เกษตรกรได้รับผลกระทบจำนวน 20 ราย โคเนื้อ จำนวน 42 ตัว​ กระบือ​ จำนวน​ 142 ตัว​ รวม​ 184​ ตัว

‘ธรรมนัส’สั่งสแกนที่‘ส.ป.ก.’ทั่วไทย เจอ‘นายทุน’ฮุบ ยึดคืนทันที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438995

‘ธรรมนัส’สั่งสแกนที่‘ส.ป.ก.’ทั่วไทย เจอ‘นายทุน’ฮุบ ยึดคืนทันที

‘ธรรมนัส’สั่งสแกนที่‘ส.ป.ก.’ทั่วไทย เจอ‘นายทุน’ฮุบ ยึดคืนทันที

วันอาทิตย์ ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2562, 13.13 น.

“ธรรมนัส”ประกาศลั่น“ผมต้องทำให้ได้” เตรียมกวาดล้างนายทุนไล่พ้นที่“ส.ป.ก.” ยึดคืนเกษตรกร คนยากจนกว่า 8 แสนราย สั่งสแกนทั่วประเทศแล้ว ย้ำเลขาฯส.ป.ก.ที่ดินใช้ผิดวัตถุประสงค์ ต้องยึดคืนหลวงก่อนนำมาจัดสรรให้ประชาชนเท่านั้น ส่วน“รีสอร์ตวังน้ำเขียว”จ่อตกเป็นของส.ป.ก.ตามกฎหมาย

8 กันยายน 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหารื้อรังเรื่องแนวเขตพื้นที่คร่อมทับกันระหว่างที่ ส.ป.ก.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา กับพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ว่า ปัญหาดังกล่าวนำไปสู่ปัญหานายทุนบุกรุกสร้างรีสอร์ตจำนวนมาก ในพื้นที่ทับซ้อนระหว่าง 2 หน่วยงาน และพื้นที่อื่นๆเปลี่ยนมือจากเกษตรกรไปอยู่มือนายทุนรายใหญ่ ทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วย และกรณีขยายตัวเป็นชุมชนเมือง เช่น หน้ามหาวิทยาลัยพะเยา และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวอีกว่า ตนสั่งการให้หาข้อเท็จจริงทั้งหมด พร้อมกับได้ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน ส.ป.ก.ทั่วประเทศ มอบนโยบายให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก.ว่าต้องยึดคืนหลวงก่อน หลังจากนั้นต้องจัดสรรให้ประชาชนเท่านั้น ส่วนพื้นที่ที่ไม่เหมาะกับการทำการเกษตร อาจจะทำวิสาหกิจชุมชนเชิงท่องเที่ยว แต่ต้องผ่านคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นไว้แล้ว

รมช.เกษตรฯ ระบุว่า พื้นที่ ส.ป.ก.ทั่วประเทศมี 40 ล้านไร่ จัดสรรให้เกษตรกร ผู้ยากไร้ เข้าทำกินแล้ว 36 ล้านไร่ ยังเหลือ 4 ล้านไร่ที่มีหลายปัญหาที่ยังรังวัดไม่ได้ จึงสั่งให้เลขาฯส.ป.ก.สแกนทุกพื้นที่ ทั้งที่แจกเอกสารสิทธิไปแล้ว คลี่มาดูทั้งหมดว่าพื้นที่ใดมีปัญหาอย่างไร ทั้งเปลี่ยนมือ ทับซ้อนกับพื้นที่ป่า นายทุนบุกรุกเท่าไร เพื่อนำพื้นที่ใช้ผิดวัตถุประสงค์มาจัดสรรให้ชาวบ้านที่มีสิทธิตามคุณสมบัติ เพราะมีเกษตรกรและประชาชนยากจนไม่มีที่ดินทำกิน ขึ้นทะเบียนรอพื้นที่ ส.ป.ก.ไว้กว่า 8 แสนราย

“เราต้องเอาชาวบ้านเป็นหลัก หากอยู่อาศัยในพื้นที่ ส.ป.ก. อยู่แล้ว ต่อมามีความเจริญเข้าไป ขยายตัวเป็นชุมชน เช่น หน้า ม.พะเยา , ม.แม่ฟ้าหลวง ถ้าก็ต้องแก้กฎหมายให้เช่าได้ ก็จะพิจารณา กำลังให้ฝ่ายกฎหมายเร่งศึกษา และในส่วนที่อยู่ในมือนายทุนต้องยึดคืนกลับมาให้ชาวบ้านเท่านั้น ผมต้องทำให้ได้” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

รายงานจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า พื้นที่ ส.ป.ก.กว่า 4 ล้านไร่ที่ยังเข้ารังวัดจัดสรรสิทธิไม่ได้ คือ พื้นที่ที่มีปัญหาหลากหลาย เช่น ผู้ถือครองที่ดินขาดคุณสมบัติที่จะได้รับการจัดที่ดินจาก ส.ป.ก. เป็นพื้นที่ทับซ้อน ที่ดินมีเอกสารสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ทับซ้อนที่สาธารณประโยชน์ พื้นที่ที่หน่วยงานราชตั้งที่ทำการแต่ยังไม่มีการขอใช้ที่ดินกับ ส.ป.ก.ให้ถูกต้อง ทับซ้อน พื้นที่นิคมสร้างตนเอง ทับซ้อนพื้นที่นิคมสหกรณ์ ทับซ้อนพื้นที่อุทยาน ทับซ้อนเขตจังหวัดพื้นที่ติดกัน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาทุกหน่วยงานได้ร่วมกันทำแผนที่ราชการแบบบูรณาการ 1 : 4000 หรือ one map ถ้ามีผลบังคับใช้ จะแก้ปัญหานี้ได้ไปพอสมควร แต่ขณะนี้ยังติดปัญหาที่ไม่สามารถใช้แผนที่ดังกล่าวได้ เพราะพื้นที่อุทยาน ยังไม่ดำเนินการขั้นตอนประกาศให้มีผลบังคับใช้ตามแนวเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ที่ได้ปรับปรุงแนวเขตใหม่ไว้เมื่อปี2543

สำหรับพื้นที่วังน้ำเขียว ถ้าอุทยานแห่งชาติทับลานไปดำเนินการตามข้อสั่งการของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่วินิจฉัยมีคำสั่งไปแล้วให้เร่งกันคืนพื้นที่ ส.ป.ก. แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ก็ไม่ต้องรอวันแม็พ และไม่ต้องยึดรีสอร์ตที่บุกรุกสร้างในพื้นที่ทับซ้อนเพราะสร้างในที่ดิน ส.ป.ก.จะต้องตกเป็นของ ส.

ป.ก.ตามกฎหมาย และนโยบายของ ร.อ.ธรรมนัส คือ ไม่ทุบทิ้งรีสอร์ต บ้านพักตากอากาศ  โดยยึดคืนมาจากนายทุน นำจัดสรรให้ประชาชนที่มีคุณสมบัติตรงตามกฎหมาย ส.ป.ก.รายใหม่ ที่ขึ้นทะเบียนกับส.ป.ก.เข้าพื้นที่

กรมชลฯเตรียมแก้มลิง13ทุ่ง ลดผลกระทบน้ำท่วม22จว.ลุ่มเจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438881

กรมชลฯเตรียมแก้มลิง13ทุ่ง ลดผลกระทบน้ำท่วม22จว.ลุ่มเจ้าพระยา

กรมชลฯเตรียมแก้มลิง13ทุ่ง ลดผลกระทบน้ำท่วม22จว.ลุ่มเจ้าพระยา

วันเสาร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2562, 16.06 น.

กรมชลฯเตรียมแก้มลิง13ทุ่ง รับน้ำได้กว่า2พันล้านลบ.ม. ลดผลกระทบน้ำท่วมพื้นที่ชุมชน-แหล่งเศรษฐกิจ22จว.ลุ่มเจ้าพระยา เล็งจ่ายค่าเช่าทุ่งนาทำเป็นแก้มลิงเก็บน้ำไร่ละ2พันบาท คาดพายุเข้าไทย1ลูกภาคกลาง-ภาคใต้

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้รับน้ำหลากเข้าแก้มลิงทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก – จ.สุโขทัย กว่า 200 ล้าน ลบ.ม.จากที่รับได้ 550 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งเป็นพื้นที่เก็บเกี่ยวแล้วในพื้นที่แก้มลิงบางระกำโมเดล 70,000 ไร่ การผันน้ำเข้าไปเก็บกักในพื้นที่ทุ่งบางระกำ จะช่วยลดผลกระทบทั้งตามแนวแม่น้ำยมสายเก่า และคลองเมมคลองบางแก้ว อีกทั้งลดผลกระทบในพื้นที่ตอนล่างตั้งแต่ จ.พิจิตรลงไป เนื่องจากขณะนี้แม่น้ำยม และแม่น้ำน่าน มีปริมาณน้ำมาก โดยยังคงรับน้ำเข้าเข้าทุ่งอย่างต่อเนื่อง เป็นไปตามความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่โครงการ เนื่องจากน้ำที่ขังทุ่งจะหมักตอข้าวกลายให้เป็นปุ๋ยธรรมชาติ กำจัดโรคพืชโรคแมลง วัชพืช และหนูที่คอยกัดกันข้าว ในฤดูนาปี 2562 มีหนูนาชุกชุมกัดกินข้าวเสียหาย เนื่องจากเมื่อปี 2561 ปริมาตรน้ำที่ผันเข้าทุ่งน้อยทำให้หนูนาขยายพันธุ์เป็นจำนวนมาก ชาวนาจึงพึงพอใจที่ปีนี้มีน้ำผันเข้าไปในทุ่งเพื่อตัดวงจรศัตรูพืช ก่อนเริ่มเพาะปลูกใหม่ในปีหน้า

“เตรียมประสานกรมประมงเพื่อนำพันธุ์ปลาไปปล่อยในทุ่งเพื่อให้เกษตรกรมีบริโภคในครัวเรือน และจับขายเป็นรายได้เสริมจนถึงพฤศจิกายน ซึ่งจะเข้าสู่ฤดูแล้ง ตามนโยบายของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากการที่ดำเนินโครงการบางระกำโมเดลมาตั้งแต่ปี 2560 ได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนระยะเวลาปลูกข้าวให้เร็วขึ้น และยินดีให้ใช้พื้นที่ที่เก็บเกี่ยวแล้วเป็นทุ่งรับน้ำ บรรเทาปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในลุ่มน้ำยมได้ผล และขยายมาดำเนินโครงการปรับร่นเวลาทำนาในพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่งลุ่มเจ้าพระยา โดยให้เกษตรกรเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ขณะนี้เกษตรกรทยอยเก็บเกี่ยว คาดว่าเสร็จสิ้นประมาณกลางเดือนนี้ จากนั้นพื้นที่ทุ่งเหล่านี้พร้อมจะเป็นทุ่งรับน้ำหลากได้ถึง 1,500 ล้าน ลบ.ม.เท่ากับมีเขื่อนป่าสักฯ อีก 2 เขื่อน ซึ่งแก้มลิง 13 ทุ่ง ทั้งแก้มลิงบางระกำ อยู่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา และ 12 ทุ่งลุ่มต่ำเจ้าพระยา อยู่ท้ายเขื่อนเพื่อไว้รองรับน้ำเหนือไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยา และช่วงเดือน ก.ย. – ต.ค.แนวร่องฝนมาอยู่ภาคกลาง และเลื่อนลงภาคใต้ เดือน ต.ค.รวมทั้งอาจมีพายุเข้าอีก 1 ลูก ในเดือนนี้ ภาคกลางตอนล่าง หรือภาคใต้ ซึ่งทำให้มีฝนตกท้ายเขื่อนมากขึ้น จึงต้องเตรียมแก้มลิงไว้รับน้ำหลากด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องดูปริมาณน้ำที่จะนำเข้าแก้มลิงเพื่อลดผลกระทบน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ แนวจังหวัดลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัด อีกทั้งจะมีภาวะน้ำทะเลหนุนเดือนสองเดือนหน้านี้ ทำให้การระบายน้ำหลากลงอ่าวไทย ทำได้ช้าลง” นายทองเปลว กล่าว

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เร่งสำรวจพื้นที่แก้มลิงเพื่อจ่ายค่าเช่าพื้นที่เกษตรให้กับเกษตรกรให้อยู่ได้ ซึ่งกำลังทำข้อมูลรายละเอียดอย่างรอบด้าน ซึ่งจะเป็นพื้นที่แก้มลิง 13 ทุ่งนี้ โดยจะดูปริมาณน้ำ กำหนดขอบเขตพื้นที่ ขนาดใด กี่ไร่ ระดับความลึกของน้ำที่นำไปเก็บในทุ่ง เป็นจำนวนทุ่งเท่าไหร่ และระหว่างนี้กำลังหารือกับสำนักงานกฤษฎีกา หากจะจ่ายค่าเช่าต้องออกเป็นประกาศกฤษฎีกาชดเชยพื้นที่แก้มลิงให้กับเกษตรกร โดยจ่ายค่าเช่าพื้นที่เกษตรไว้สำหรับผันน้ำหลากเข้าไปเก็บชะลอไว้ระยะเวลา 4 เดือน ซึ่งเป็นค่าชดเชยที่เกษตรกรไม่ได้ทำนา ทำการเกษตรอื่นๆ เบื้องต้นประเมินค่าเช่าไร่ละ 2 พันบาท เป็นอัตราที่คำนวนจากส่วนต่างที่เกษตรกรมีรายได้จากทำนา โดย รมว.เกษตรฯ ได้เร่งรัดมาตรการชดเชยพื้นที่แก้มลิงเพื่อเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเร็ว

สำหรับพื้นที่ทุ่งแก้มลิงบางระกำ มีพื้นที่ 3.8 แสนไร่ เก็บชะลอน้ำได้ 550 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ 12 ทุ่งลุ่มเจ้าพระยา 1.15 ล้านไร่ เก็บชะลอน้ำได้ 1.5 พันล้าน ลบ.ม.

สั่งทำลาย4.5หมื่นไร่! ‘เฉลิมชัย’ผวา’โรคใบด่างมันสำปะหลัง’ระบาดหนัก ลาม8จว.ชายแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438822

สั่งทำลาย4.5หมื่นไร่! 'เฉลิมชัย'ผวา'โรคใบด่างมันสำปะหลัง'ระบาดหนัก ลาม8จว.ชายแดน

สั่งทำลาย4.5หมื่นไร่! ‘เฉลิมชัย’ผวา’โรคใบด่างมันสำปะหลัง’ระบาดหนัก ลาม8จว.ชายแดน

วันเสาร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2562, 12.33 น.

“เฉลิมชัย”ผวาโรคระบาดใบด่างมันสำปะหลังระบาดหนัก ลาม8จว.แนวชายแดนไทย-กัมพูชา หวั่นกระทบเศรษฐกิจกว่าแสนล้านบาท สั่งทำลายแปลงมันทิ้ง4.5หมื่นไร่ พร้อมชดเชยเกษตรกรไร่ละ3พันบาทรายละไม่เกิน30ไร่

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการดำเนินการและเบิกจ่ายงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ไม่สามารถขายผลผลิตคุณภาพดีได้เนื่องจากต้นมันในแปลงติดโรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยอนุมัติเงิน 272 ล้านบาท ทั้งนี้ แนวทางจ่ายค่าชดเชยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ได้รับผลกระทบจะได้รับไม่เกิน 3,000 บาทต่อไร่ และเป็นค่าทำลายไร่ละ 3,000 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรจะทำลายต้นมันสำปะหลังที่ติดโรค โดยการขุด ถอน และฝังดินทั้งแปลง ขณะนี้ ครม.​ให้ความเห็นชอบการดำเนินการและเบิกจ่ายงบประมาณดังกล่าวแล้ว รวมงบประมาณ​ที่อนุมัติไว้  272 ล้านบาท แบ่งเป็น​ ค่าชดเชย 136 ล้านบาท และค่าทำลาย 136 ล้านบาท เชื่อ​มั่น​ว่า​จะทำให้เกษตรกรร่วมมือกับภาครัฐในการแจ้งโรคและยินยอมให้​ทำลายมันยกแปลงดพื่อป้องกัน​การแพร่ระบาดของโรค

ส่วนแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่สามารถขายผลผลิตคุณภาพดีได้ โดยชดเชยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ได้รับผลกระทบไร่ละไม่เกิน 3,000 บาท และเป็นค่าทำลาย ไร่ละ 3,000 บาท จะทำลายไร่มันสำปะหลังที่ติดโรค โดยการขุด ถอน และฝังดิน ปัจจุบันพบการระบาดใน 8 จังหวัดแนวชายแดนใกล้ประเทศกัมพูชา ได้แก่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สระแก้ว สุรินทร์ ศรีสะเกษ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และ ชลบุรี โดยสำรวจแล้วพบว่า จะต้องทำลายแปลงมันสำปะหลังถึง 45,399 ไร่

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ได้รับ​รายงาน​จากกรมวิชาการเกษตรถึงการเกิดโรคใบด่างในมันสำปะหลังว่า​ เกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan Cassava Mosaic Virus หรือ SLCMV ทำให้ใบด่างเหลือง ใบเสียรูปทรง ยอดที่แตกใหม่จะแสดงอาการใบเหลือง ลำต้นแคระแกร็น หัวมันจะเล็ก และมีเชื้อแป้งน้อย ปี 2561 พบการระบาดที่ จ.รัตนคีรี ราชอาณาจักรกัมพูชา ก่อน​ แล้วแพร่เข้ามาใน จ.สระแก้ว จากนั้นขยายออกไปยังพื้นที่ปลูกมันอื่นๆ จากการซื้อขายท่อนพันธุ์มันที่มีติดเชื้อและมีแมลงหวี่ขาวยาสูบซึ่งเป็นพาะนำโรคไป อีกทั้งสถานการณ์ภัยแล้งเกิดขึ้นทำให้ชาวไร่มันปลูกมันไปแล้ว 2 – 3 รอบเสียหายหมด ต้องปลูกใหม่อีก เกษตรกรจึงต้องการท่อนพันธุ์มันมากขึ้น มีการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์จากพื้นที่เกิดโรคไปยังจังหวัดอื่นๆ ส่งผลให้ระบาดเป็นวงกว้างขึ้น

ทั้งนี้ ได้กำชับให้ทั้งกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมเกษตร บูรณาการควบคุมและยับยั้งการระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง เพื่อไม่ให้สร้างความเสียหายต่อการผลิตและการค้ามันสำปะหลังของไทยที่มีมูลค่าแสนล้านบาทต่อปี โดยให้เร่งผลิตท่อนพันธุ์สะอาดและปลอดโรคเพื่อให้เกษตรกรนำไปปลูก รวมทั้งขอความร่วมมือเกษตรกรให้ซื้อท่อนพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ ซึ่งมีทั้งหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่ม​ของภาคเอกชนซึ่งกำลัง​วิจัยและเร่งผลิต​ท่อนพันธุ์มันที่สะอาด​ มีคุณภาพ แข็งแรง ให้ผลผลิตดี ที่สำคัญคือ ปลอดเชื้อและพาหะนำโรคใบด่างมันสำปะหลัง

ด้านสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร​ (สศก.) รายงานว่า ไทยมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 50 จังหวัด กว่า 8.6 ล้านไร่ เกษตรกร 523,589 ครัวเรือน สั่งการกรมวิชาการเกษตรตรวจเข้มทุกด่านพรมแดนไม่ให้มีการลักลอบนำท่อนพันธุ์มันเข้ามา เนื่องจากเชื้อไวรัสและแมลงพาหะจะติดมากับท่อนมัน ส่วนการนำเข้ามันเส้นและหัวมันสดที่ไม่ติดเหง้าหรือส่วนขยายพันธุ์มาด้วยยังสามารถนำเข้าได้ ส่วนเกษตรกรต้องเลือกใช้ท่อนพันธุ์ที่ปลอดโรคและทราบแหล่งที่มา สำรวจแปลงมันสำปะหลังอย่างสม่ำเสมอ กำจัดแมลงพาหะนำโรค นอกจากนี้ หากพบมันสำปะหลังที่มีอาการข้างต้นให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัด ทันที เพื่อจะได้ไปตรวจสอบ หากพบว่าติดเชื้อใบด่างมันสำปะหลังจะได้ทำลายทิ้งทันที ป้องกันโรคลุกลาม ช่วยให้อุตสาหกรรมต่อเนื่อง ได้แก่ การผลิตแป้งมัน มันเส้น และอื่นๆ ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงนับแสนล้านบาทต่อปีของไทยไม่ให้เสียหายทั้งระบบ

รายงานพิเศษ : ‘สมุนไพรนางไพร’ผลงานเด็ดส.ป.ก. เกษตรแปลงใหญ่สร้างรายได้งาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/438348

รายงานพิเศษ : ‘สมุนไพรนางไพร’ผลงานเด็ดส.ป.ก.  เกษตรแปลงใหญ่สร้างรายได้งาม

รายงานพิเศษ : ‘สมุนไพรนางไพร’ผลงานเด็ดส.ป.ก. เกษตรแปลงใหญ่สร้างรายได้งาม

วันศุกร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินการเกษตรแบบแปลงใหญ่ที่อยู่ภายในพื้นที่ ส.ป.ก. จังหวัดสุราษฎร์ธานีซึ่งประสบความสำเร็จในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่เป็นอย่างดี

จุดเริ่มต้นของกลุ่มสมุนไพรนางไพร เกิดมาจากการรวมตัวของเกษตรกรในพื้นที่ซึ่งแต่เดิมรวมกลุ่มกันในนามกลุ่มแม่บ้านเขานาใน และเริ่มสนใจในประโยชน์จากสมุนไพร จึงรวมกลุ่มกันจดทะเบียนเป็นกลุ่ม OTOP และเปลี่ยนชื่อกลุ่มเป็นกลุ่มสมุนไพรนางไพร จากนั้นได้จดทะเบียนกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนลูกประคบสมุนไพร ตั้งเป็นศูนย์ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ส.ป.ก. ในปี 2552 และก่อตั้งเป็นกลุ่มแปลงใหญ่สมุนไพรเมื่อปี 2559 ซึ่งการผลิตสมุนไพรของกลุ่มนั้นใช้วิธีการปลูกแซมพืชหลักเดิมอย่างยางพารา และปาล์มน้ำมัน โดยเน้นพืชสมุนไพรประเภทหัว ประกอบไปด้วย ขมิ้นชัน ขมิ้นทอง ขมิ้นอ้อย ขมิ้นด้วง ไพลดำ ไพลเหลือง กระชายดำ ว่านชักมดลูก ว่านมหาเมฆ พญาว่าน ว่านนางคำและตะไคร้ ซึ่งทุกแปลงเป็นพื้นที่ S1

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ก่อนที่เกษตรกรจะรวมกลุ่มกันเป็นแปลงใหญ่ ต้นทุนการผลิตในด้านพันธุ์ปลูกสูงถึง 12,000 บาท/ไร่ หลังจากรวมกลุ่มกันเป็นเกษตรแปลงใหญ่แล้วสามารถลดรายจ่ายทำให้เหลือต้นทุนการผลิตในด้านพันธุ์เพียง 9,600 บาท/ไร่ ลดลงจากเดิมร้อยละ 20 และช่วยเพิ่มปริมาณของผลผลิตให้มากขึ้นอีกด้วย ในปัจจุบันผลผลิตของกลุ่มสมุนไพรนางไพร ได้รับรองมาตรฐานเกษตรเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (GAP: Good Agricultural Practice) จำนวน 74 แปลง คิดเป็นร้อยละ 74 แปลงซึ่งการได้รับมาตรฐานดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจได้ว่าผลผลิตที่ได้จากแปลงจะมีความสะอาดปลอดภัยและไร้สารพิษอีกทั้งยังทำเกษตรแบบผสมผสานเป็นการน้อมนำศาสตร์ของพระราชาตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรมาปรับใช้ในพื้นที่อีกด้วย

ด้านนายวิมล์ อินทปัชฌาย์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าผลผลิตสมุนไพรจากกลุ่มเกษตรกรแบบสด มีตลาดรองรับผลผลิตในปัจจุบัน 2 แห่งด้วยกันคือตลาดโพหวาย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขายได้ 3,000กิโลกรัม/เดือน ราคาประมาณ 30-35 บาท และตลาดหัวอิฐอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ขายได้ 2,000 กิโลกรัม/เดือนราคากิโลกรัมละ 30-35 บาทเช่นกัน อีกทั้งยังจัดจำหน่ายตามวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด และในอนาคตจะมีการขายขมิ้นชันให้กับโรงพยาบาลท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานีปีละถึง 40 ตัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการเจรจาทำข้อตกลงส่วนผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการแปรรูปแล้วมีการส่งผลิตภัณฑ์ไปขายตามวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายและสถานที่ต่างๆ อาทิ ครีมนวดคลายเส้น ขายได้ประมาณ 100 ขวดต่อเดือน ราคา 350 บาทต่อขวด ซึ่งนำไปฝากขายที่วิสาหกิจชุมชนจังหวัดนราธิวาส ลูกประคบสมุนไพรขายได้ประมาณ 200 ลูกต่อเดือน ราคา 80 บาทต่อลูก ซึ่งนำไปขายที่โรงพยาบาลกะเปอร์ จังหวัดระนอง อีกทั้งยังมีตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรทั้งแบบสดและแบบแปรรูปแล้ว ตามงานแสดงสินค้า OTOP ตามสถานที่ต่างๆทั้งในและนอกจังหวัด สถานบริการสปา ในอำเภอเกาะสมุย ตามโรงพยาบาลต่างๆ ในจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และการจัดจำหน่ายสินค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียต่างๆ

ในอนาคต กลุ่มสมุนไพรนางไพรมีเป้าหมายที่จะยกระดับผลผลิตทุกแปลงให้เข้าสู่มาตรฐานเกษตรเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (GAP) ยกระดับการแปรรูปให้ได้มาตรฐานอาหารและยา (อย.) เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ เพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตด้วยการแปรรูปด้วยการสกัดน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพร รวมถึงแปรรูปสินค้าให้มีความหลายกหลาย เพื่อยกระดับชีวิตของสมาชิกของกลุ่มให้มีความอยู่ดีกินดี และรักษาไว้ซึ่งภูมิปัญญาด้านสมุนไพรของท้องถิ่นบนพื้นที่ของ ส.ป.ก. สืบต่อไป