ประมงแนะวิธีแก้ปัญหา! เลี้ยงปลากระชังหน้าร้อน เสี่ยงขาดออกซิเจนตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400965

ประมงแนะวิธีแก้ปัญหา! เลี้ยงปลากระชังหน้าร้อน เสี่ยงขาดออกซิเจนตาย

ประมงแนะวิธีแก้ปัญหา! เลี้ยงปลากระชังหน้าร้อน เสี่ยงขาดออกซิเจนตาย

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562, 14.35 น.

นักวิชาการประมงเตือนเกษตรกรที่เลี้ยงปลาในกระชังในช่วงหน้าร้อน เสี่ยงปลาตายยกกระชัง เหตุจากการขาดออกซิเจนในน้ำ แนะควรลดความหนาแน่นของปลาในกระชัง  ลดปริมาณอาหารปลาให้น้อยลง รวมทั้งกำจัดสาหร่ายในกระชังเพื่อให้น้ำมีการไหลหมุนเวียน จะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องปลาตายได้

12 มี.ค.62 ดร.อัตรา ไชยมงคล นักวิชาการประมงชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 สงขลา เตือนเกษตรกรที่เลี้ยงปลาในกระชังช่วงหน้าร้อน ว่า สำหรับการเลี้ยงปลาหน้าร้อนในกระชัง ลักษณะทั่วไปหน้าร้อนอุณหภูมิจะสูงขึ้น ระดับน้ำจะต่ำกว่าปรกติ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องทำก็คือ ระมัดระวังระดับน้ำในกระชัง เนื่องจากเป็นปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เราควบคุมไม่ได้ อาจจะต้องควบคุมเรื่องสัตว์น้ำ

โดยลดจำนวนความหนาแน่นของปลาที่อยู่ในกระชัง ถ้ามีขนาดที่จับขายได้ให้รีบจับขายเสียก่อน จะได้ลดความหนาแน่น และเรื่องอาหารระมัดระวังในการให้อาหารอย่าให้อาหารเหลือมากเกินไปแม้จะเป็นอาหารเม็ด เพราะอุณหภูมิหน้าร้อนจะทำให้อาหารเน่าเสียได้ง่าย โดยเฉพาะอาหารสด ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยงเพราะจะเน่าเสียได้ง่ายกว่าอาหารสำเร็จรูป ส่วนอย่างอื่นเนื่องจากเมื่อ 2 – 3 ปีที่ผ่านมาผู้เลี้ยงปลาบริเวณเกาะยอคงทราบ บางครั้งมีฝนผิดฤดูเข้ามา ทำให้น้ำจากหลายแห่งไหลลงสู่บริเวณแหล่งที่เลี้ยงปลาในกระชังที่เกาะยอทำให้เกิดปลาตาย ซึ่งอันนี้จึงต้องระมัดระวัง สิ่งที่ทำได้ถ้าสามารถติดตั้งเครื่องให้อากาศได้ก็ควรติดตั้งเมื่อฉุกเฉินก็จะช่วยได้ ถ้าฝนตกระดับออกซิเจนน้ำที่เข้าในกระชังมีต่ำก็อาจจะเกิดการสูญเสียได้อีก นี่คือสิ่งที่ต้องระมัดระวัง

ส่วนเรื่องความสะอาดของกระชัง หน้าร้อนสาหร่ายพืชน้ำอาจจะโตได้เร็วขึ้นมันก็จะแย่งใช้อากาศในแหล่งน้ำ และมีผลต่อการใช้ออกซิเจนของปลาในกระชัง อาจทำให้เกิดปลาตายได้อีก ดังนั้น ถ้ากระชังอุดตันก็ให้ทความสะอาดกระชัง เพื่อให้น้ำไหลผ่านกระชังได้สะดวก ส่วนเรื่องโรคมันมีทุกฤดูกาลแต่มันก็สลับสับเปลี่ยนไป สิ่งที่ทำได้ต้องเฝ้าระวังสังเกตอาการถ้าปลามีอาการผิดปรกติแล้ว ให้เอาตัวที่ผิดปรกติส่งให้ศูนย์วิจัยสุขภาพสัตว์น้ำชายฝั่งสงขลา ที่ตำบลพะวง ให้ตรวจดูว่า มีพาราไซด์หรือโรคที่จะเกิดขึ้นบ้างไหม หลังจากนั้นก็จะต้องช่วยป้องกันโดยช่วยเสริมวิตามินซีในอาหารเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันของปลา

กรมชลฯวางแผนอนุรักษ์ป่าพรุโต๊ะแดง ป้องกันไฟไหม้หน้าแล้งแก้น้ำเปรี้ยว-ท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400774

กรมชลฯวางแผนอนุรักษ์ป่าพรุโต๊ะแดง ป้องกันไฟไหม้หน้าแล้งแก้น้ำเปรี้ยว-ท่วม

กรมชลฯวางแผนอนุรักษ์ป่าพรุโต๊ะแดง ป้องกันไฟไหม้หน้าแล้งแก้น้ำเปรี้ยว-ท่วม

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการวางแผนป้องกันไฟไหม้ป่าพรุโต๊ะแดงซึ่งเป็นป่าพรุขนาดใหญ่แห่งเดียวของไทยมีพื้นที่ถึง 125,000 ไร่ ตั้งอยู่ตรงกลางของลุ่มน้ำโก-ลก ทั้งนี้เนื่องจากช่วงฤดูแล้งระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – มิถุนายนของทุกปีโดยเฉพาะรอบขอบพรุติดพื้นที่การเกษตรของประชาชนและเป็นพื้นที่เนินสูง จะเกิดไฟไหม้เป็นประจำ เพราะระดับน้ำลดต่ำลงทำให้ดินรอบขอบพรุแห้ง ประกอบกับสภาพเฉพาะตัวของป่าพรุคือ ตัวชั้นดินพรุเป็นดินอินทรีย์ที่เกิดจากการทับถมของซากพืชซากสัตว์ที่ติดไฟและเป็นเชื้อเพลิงได้ง่าย ขณะที่การควบคุมสถานการณ์เป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากเชื้อเพลิงอยู่ชั้นใต้ดิน อย่างเช่นเมื่อครั้งเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าพรุปี 2541 กินเนื้อที่เสียหายถึง 14,837 ไร่

สำหรับฤดูแล้ง 2562 กรมชลประทานวางแผนควบคุมดูแลและบริหารจัดการน้ำรอบขอบป่าพรุโต๊ะแดง โดยอาศัยอาคารควบคุมทั้ง 10 แห่ง ดังนี้ ปิดประตูระบายน้ำ(ปตร.)สุไหงปาดี 1 และ ปตร.สุไหงปาดี 2 ทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันตกของป่าพรุ เพื่อกักน้ำให้อยู่หน้าอาคารชลประทานรอบป่าพรุที่ระดับ +1.50 เมตร รทก.(จากระดับน้ำทะเลปานกลาง) และทางฝั่งตะวันออกกักน้ำหน้าอาคารชลประทานรอบป่าพรุจำนวน 8 แห่งให้อยู่ที่ระดับ +1.20 เมตร รทก. เพื่อให้ขอบพรุชุ่มชื้นตลอดเวลา หากเกิดไฟไหม้สามารถจะสูบน้ำดับไฟได้ทัน ซึ่งขณะนี้ระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์ที่วางแผนไว้อย่างไรก็ตามการควบคุมระดับน้ำสามารถทำได้เฉพาะตอนล่างของป่าพรุด้านทิศเหนือ และทิศตะวันออกบางส่วนเท่านั้น ส่วนด้านบนของป่าพรุที่มีระดับพื้นที่สูงกว่ามีความลาดเททำให้เก็บน้ำไม่ได้จึงยังเสี่ยงเกิดไฟไหม้ ซึ่งกรมเร่งแก้ไข ซ่อมแซมอาคารบังคับน้ำกลางคลองปาเสมัส พร้อมปรับปรุงคลองคู่ขนานคลองปาเสมัส ขุดลอกคลองระบายน้ำ และขุดลอกตะกอนดิน

“ระยะยาวกรมชลประทานอยู่ระหว่างเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมน้ำในพื้นที่ตอนบนเพื่อแก้ปัญหาไฟไหม้ป่าพรุและปัญหารอบพื้นที่รอบป่าพรุอย่างยั่งยืน เช่น ปรับปรุงคันคลองผันน้ำปาเสมัส ระยะที่ 2-3 การเสริมคันคลองระบายน้ำสาย14 โคกไผ่ฝั่งซ้าย การปรับปรุงท่อระบายน้ำคลองระบายน้ำสาย 16 เป็นต้น รวม 14 แผนงาน กำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2567” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

นอกจากนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นช่วงปลายฤดูแล้งต่อต้นฤดูฝน ประมาณเดือนมิถุนายนเป็นต้นไปคือ ดินมีสภาพเป็นกรดจัดเมื่อน้ำผ่านดินจึงกลายเป็นน้ำเปรี้ยว ส่วนนี้กรมก่อสร้างระบบคลองคู่ขนานอันเนื่องมาจากพระราชดำริทางตอนบนและตอนล่างของป่าพรุ เพื่อแยกน้ำเปรี้ยวออกจากน้ำที่ใช้เพื่อการชลประทาน โดยคลองทั้ง 2 สายจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2562

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวด้วยว่า ปัญหาน้ำท่วมเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว เป็นน้ำที่ไหลบ่าออกมาจากป่าพรุในฤดูฝน โดยจะไหลข้ามคันกั้นน้ำรอบขอบป่าพรุโต๊ะแดงเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนราษฎรบริเวณ ต.โฆษิตต.บางขุนทอง และต.พร่อน อ.ตากใบ เป็นบริเวณกว้างประจำทุกปี การจัดการน้ำช่วงนี้ใช้วิธีติดตามสถานการณ์น้ำใกล้ชิด พร้อมลดระดับน้ำที่เก็บไว้อย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศกับสถานการณ์น้ำ ขณะนั้น กระทั่งน้ำหน้าอาคารบังคับน้ำทั้ง 10 แห่งอยู่ที่ระดับระหว่าง +0.20 – +0.40 เมตร รกท. เพื่อให้ป่าพรุเป็นแก้มลิงรองรับน้ำฝนที่ตกมา

กษ.สานต่อศก.พอเพียง พัฒนาพื้นที่ตำรวจตระเวนชายแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400768

กษ.สานต่อศก.พอเพียง พัฒนาพื้นที่ตำรวจตระเวนชายแดน

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้แทนปลัดกระทรวงเกษตรฯเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการโครงการร่วมพัฒนาพื้นที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนเพื่อดำเนินการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนรองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนที่ปรึกษาสำนักงาน กปร. รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมวิปุลากร อาคารจุลละพราหมณ์ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน

นายระพีภัทร์กล่าวว่า โครงการดังกล่าว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร พระราชทานโฉนดที่ดินค่ายพระรามหกและค่ายนเรศวรให้กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อเป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติงานและเพื่อประโยชน์ในทางราชการและพัฒนาพื้นที่ในการทำเกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สืบไป

ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงเกษตรฯมอบหมายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สนับสนุนโครงการฯ อย่างเต็มที่ และให้ติดตามโครงการฯ อย่างใกล้ชิด โดยโครงการฯในส่วนที่กระทรวงเกษตรฯได้รับมอบหมายก้าวหน้ามาก ซึ่งเริ่มดำเนินโครงการฯไปแล้วในส่วนการปรับพื้นที่ ขุดสระ การปรับปรุงเตรียมดินให้เหมาะสม ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งยังจัดเตรียมพันธุ์พืช พันธุ์ข้าว พันธุ์ปลาและพันธุ์สัตว์ต่าง ๆ ไว้ด้วยแล้ว โดยตั้งเป้าหมายว่าจะให้เสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้ โดยใช้งบประมาณดำเนินการ จำนวน 7.2 ล้านบาท

ชาวสวนผลไม้ตอ.เอาจริง รวมพลังไม่ซื้อไม่ขายสินค้าเกษตรด้อยคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400773

x

ชาวสวนผลไม้ตอ.เอาจริง รวมพลังไม่ซื้อไม่ขายสินค้าเกษตรด้อยคุณภาพ

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) รวมพลังไม่ซื้อไม่ขายสินค้าเกษตรด้อยคุณภาพภาคตะวันออก และงานประชาสัมพันธ์ผลไม้คุณภาพดีเอกลักษณ์ภาคตะวันออก ปี 2562 ที่จ.จันทบุรีว่า จากการที่กระทรวงเกษตรฯประกาศแผนบริหารจัดการผลไม้ ปี 2562 เป็นปีแห่งการผลิตผลไม้คุณภาพ ใช้การตลาดนำการผลิต พร้อมประกาศคุมเข้มทุเรียนมุ่งเน้นวางแผนแบบครบวงจร จึงลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแผงค้าริมทางตลาดเนินสูงอีกทั้งยังได้เป็นสักขีพยานในการลงนามรวมพลังไม่ซื้อไม่ขายสินค้าเกษตรด้อยคุณภาพภาคตะวันออกที่ทาง จ.จันทบุรีจัดขึ้น จำนวน 3 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 เกษตรกร

ผู้ประกอบการส่งออก ร้านค้าปลีก ผู้นำท้องถิ่น/ท้องที่ ชุดที่ 2 เกษตรกรแปลงใหญ่ กับ Modern Trade (Tops) และชุดที่ 3ผู้แทนเครือข่ายสหกรณ์ในจันทบุรี กับ Modern Trade (Makro) นอกจากนี้ ยังได้เป็นสักขีพยานการลงนามของ จ.ตราด และ จ.ระยอง ด้วย

นายกฤษฎากล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรฯ มุ่งดำเนินการตามแผนบริหารจัดการผลไม้ ปี 2562 ให้มีประสิทธิภาพ โดยหวังให้เกษตรกรมีการบริหารจัดการผลผลิตให้มีคุณภาพ ตรงตามมาตรฐาน มีการรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชนเพื่อให้มีอำนาจการต่อรองที่เพิ่มขึ้น และมีการปลูกพืชชนิดอื่นทดแทนหรือเพิ่มขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงในการทำเกษตร

ทั้งนี้ จากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตผลไม้ในภาคตะวันออกปี 2562 จะมีผลผลิตรวม ทั้ง 4 ชนิด ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ประมาณ 911,434 ตัน โดยผลผลิตจะออกมากช่วงกลางเดือนเมษายนต่อเนื่องถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2562 ซึ่งผลผลิตภาพรวมของทั้ง 4 ชนิดจะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาทุกชนิด ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนที่เกิดภาวะแล้ง ปีนี้สภาพอากาศเอื้ออำนวยทำให้ต้นไม้ผลมีเวลาพักสะสมอาหารนาน ผลผลิตจะออกมากกว่าปีที่ผ่านมา จึงกำชับให้คัดคุณภาพและบรรจุสินค้าผลไม้ 4 สินค้า ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลำไย ส่งให้ผู้ประกอบการเอกชนในปริมาณรวมไม่น้อยกว่า 3,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท และยังเชิญชวนให้บริโภคผลไม้ไทยมากยิ่งขึ้นด้วย

ด้านนายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากการประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) เห็นชอบแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออก (ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง) และแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือ (ลิ้นจี่) โดยมอบให้คณะกรรมการเพื่อแก้ปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลักบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ ปี 2562 ให้เป็นไปตามกลไกตลาดสำหรับผลผลิตทุเรียนได้ประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารผลไม้ เพื่อเตรียมการบริหารจัดการทุเรียน โดยระยะสั้น ภายในปี 2562 เน้นควบคุมคุณภาพเป็นหลัก เนื่องจากขณะนี้ใกล้ถึงฤดูกาลผลิตทุเรียน ต้องให้เกษตรกรผลิตทุเรียนมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน GAP นอกจากนี้ ยังคุมเข้มเรื่องทุเรียนอ่อนให้มากขึ้น โดยกรมวิชาการเกษตรจะตั้งด่านสกัด เพื่อป้องกันทุเรียนอ่อนออกนอกแหล่งผลิต

หนุนเกษตรกรผสมปุ๋ยใช้เอง ย้ำลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตได้จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400767

x

หนุนเกษตรกรผสมปุ๋ยใช้เอง ย้ำลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตได้จริง

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรม ส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า การผสมปุ๋ยเคมีใช้เองตามค่าวิเคราะห์ดินเพื่อให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยถูกต้องตามความอุดมสมบูรณ์ของดินและความต้องการของพืช เป็นการนำแม่ปุ๋ยชนิดต่างๆมาผสมกันจากแม่ปุ๋ยเคมีที่นิยมใช้ 3 ชนิด ได้แก่ แม่ปุ๋ยไนโตรเจน สูตร 46-0-0 แม่ปุ๋ยฟอสฟอรัส สูตร 18-46-0 และแม่ปุ๋ยโพแทสเซียม สูตร 0-0-60 โดยไม่ต้องใส่สารตัวเติม เช่น ดินขาว ยิบซัม ที่ใช้ผสมเพื่อให้น้ำหนักปุ๋ยครบ 100 กก. เกิดผลดีคือ เกษตรกรได้ปุ๋ยเคมีตามสูตรที่ต้องการเหมาะกับดินและพืชลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต ได้ธาตุอาหารจากแม่ปุ๋ยเคมีล้วนๆ ทำให้ได้ใช้ปุ๋ยเคมีในราคาถูกตัดปัญหาปุ๋ยปลอมปุ๋ยไม่ได้มาตรฐาน เนื่องจากการผสมปุ๋ยเคมีใช้เอง ใช้แม่ปุ๋ยทำปลอมยาก

วิธีการผสมปุ๋ยทำไม่ยาก หลังทราบสัดส่วนแม่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เตรียมอุปกรณ์ผสมปุ๋ย จากนั้นชั่งน้ำหนักแม่ปุ๋ยแต่ละชนิดตามที่ต้องใช้ ต้องเลือกแม่ปุ๋ยที่ขนาดเม็ดใกล้เคียงกัน ป้องกันปัญหาแยกตัวของเม็ดปุ๋ย นำแม่ปุ๋ยเทลงบนพื้นที่ปูพลาสติกหรืออ่างผสม โดยเทแม่ปุ๋ยน้ำหนักมากที่สุดก่อน แล้วตามด้วยแม่ปุ๋ยที่มีน้ำหนักรองลงมา ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันดี กรณีเกษตรกรรวมกลุ่มกันและต้องการใช้ปุ๋ยผสมเองในปริมาณมากเพื่อบริการสมาชิกของกลุ่ม อาจใช้เครื่องผสมปุ๋ยหรืออุปกรณ์ที่ดัดแปลงมาใช้เพื่อความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามเกษตรกรต้องได้รับการฝึกอบรมเพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจในการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและการผสมปุ๋ยใช้เอง โดยเข้าร่วมเป็นสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนในพื้นที่ หรือสอบถามรายละเอียดที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านเพื่อให้มีความรู้เรื่องดินและปุ๋ยเพิ่มขึ้นเมื่อผสมปุ๋ยแล้วควรใช้ให้หมดในคราวเดียว แต่หากจำเป็นต้องเก็บไว้ ต้องใช้ภายใน 15 วัน เพราะปุ๋ยที่ผสมแล้วจะชื้นง่าย ทั้งนี้ จากข้อมูลของสมาชิกเกษตรกรศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนที่กรมส่งเสริมการเกษตรจัดตั้งขึ้น 882 ศูนย์ สมาชิกที่ปลูกข้าวใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและผสมปุ๋ยใช้เองลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีในนาข้าวได้ ตั้งแต่ร้อยละ 17-51 ขึ้นอยู่กับดิน พันธุ์ข้าว สภาพภูมิอากาศ และราคาแม่ปุ๋ย และผลผลิตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 5 -15 ใน ขณะที่พืชอื่นๆ ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้เช่นกันในอัตราที่แตกต่างกันไป

จัดหลักสูตรหม่อนไหมสร้างอาชีพ เสริมทักษะผู้ต้องขังก่อนพ้นโทษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400771

x

จัดหลักสูตรหม่อนไหมสร้างอาชีพ เสริมทักษะผู้ต้องขังก่อนพ้นโทษ

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหมบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ ในการพัฒนาอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ก่ผู้ต้องขังในเรือนจำชั่วคราวเขาระกำ ตามโครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ด้วยกิจกรรมสนับสนุนงานด้านหม่อนไหม ในเรื่ององค์ความรู้การทำเกษตรหม่อนผลสดในระบบอินทรีย์ และการเเปรรูปผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม อาทิ สบู่โปรตีนไหม ครีมอาบน้ำแชมพู คุกกี้โปรตีนไหม สมูทตี้หม่อนผลสดท็อฟฟี่โปรตีนไหม โอ่งใส่ทิชชู่ผ้าไหม เป็นต้น และส่งเสริมการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้ต้องขังในเรือนจำพึ่งพาตนเองได้เมื่อพ้นโทษไปแล้ว อีกทั้ง ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจัดจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาศึกษาดูงานด้านเกษตรพอเพียงในเรือนจำอีกด้วย

ทั้งนี้ กรมหม่อนไหมส่งเสริมอาชีพด้านหม่อนไหมภายใต้โครงการกำลังใจฯ ให้ผู้ต้องขังในเรือนจำ 6 แห่ง ผ่านกิจกรรมสนับสนุน 2 หลักสูตรได้เเก่ หลักสูตรการออกเเบบและทอผ้าไหม ที่ทัณฑสถานหญิง เชียงใหม่ และอีกหลักสูตรคือ การเเปรรูปผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม ที่เรือนจำชั่วคราว5 เเห่ง คือ เรือนจำชั่วคราวดอยรอง จ.เชียงราย,เรือนจำชั่วคราวแคน้อย จ.เพชรบูรณ์, เรือนจำชั่วคราวโคกตาบัน จ.สุรินทร์, เรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จ.ชัยนาท, และเรือนจำชั่วคราวเขาระกำ จ.ตราด

นอกจากนี้ กรมหม่อนไหมยังสนับสนุนนายธาดา ทริดสังข์ (ถิก) ผู้พ้นโทษจากเรือนจำชั่วคราวเขาระกำ จ.ตราด ให้นำความรู้ด้านแปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนไหมมาประกอบอาชีพ ผลิตน้ำหม่อน แยมหม่อนจำหน่ายในตลาดนัดและเพจบ้านน้ำหม่อนเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัวอีกด้วย

“กรมหม่อนไหมมอบต้นหม่อนผลสด 50 ต้น มาปลูกและช่วยเรื่องการตลาด พาไปเปิดตลาดด้วยถ้าไม่มีกรมหม่อนไหมวันนี้ ผมคงไม่ได้มายืนจุดนี้ กรมหม่อนไหมสร้างอาชีพ รายได้เเละสร้างอนาคตให้ผมกลับมายืนในสังคมอีกครั้ง ผมขอขอบคุณกรมหม่อนไหมและขอขอบคุณโครงการกำลังใจฯของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาด้วยครับ” นายธาดา กล่าว

รักษ์เกษตร : วนเกษตร ระบบป่าที่ยั่งยืน ด้วยธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400766

รักษ์เกษตร : วนเกษตร ระบบป่าที่ยั่งยืน ด้วยธรรมชาติ

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ระบบวนเกษตร คืออะไร และมีลักษณะอย่างไรครับ ขอทราบความรู้ด้วยครับ

สืบบุญ สงวนสาธร

อ.หลังสวน จ.ชุมพร

คำตอบ

วนเกษตร เป็นเกษตรกรรมที่นำเอาหลักการความยั่งยืนถาวรของระบบป่าธรรมชาติ มาเป็นแนวทางในการทำการเกษตร ให้ความสำคัญกับการปลูกไม้ยืนต้น ไม้ผล และไม้ใช้สอย ให้เป็นองค์ประกอบหลักของไร่นา ผสมผสานกับการปลูกพืชชั้นล่าง ที่ไม่ต้องการแสงแดดมาก หรือได้อาศัยร่มเงา และความชื้นจากการที่มีพืชชั้นบนขึ้นปกคลุม รวมทั้งการจัดองค์ประกอบการผลิตทางการเกษตรให้มีความหลากหลายชนิดของพืชและสัตว์

หลักการของวนเกษตร

ระบบวนเกษตร เป็นการทำการเกษตรในพื้นที่ป่า ได้แก่ การปลูกพืชเกษตรแซมในพื้นที่ป่าธรรมชาติ การนำสัตว์ไปเลี้ยงในป่า การเก็บผลผลิตจากป่ามาใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และการใช้พื้นที่ป่า ทำการเพาะปลูกสลับกับการปล่อยให้ฟื้นคืนสภาพกลับไปเป็นป่า รวมถึงการสร้างระบบเกษตรให้มีลักษณะเลียนแบบระบบนิเวศป่าธรรมชาติ มีไม้ยืนต้นหนาแน่นเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ระบบมีร่มไม้ปกคลุม และมีความชุ่มชื่นสูง

วนเกษตร มีทางเลือกในการปฏิบัติทางการเกษตรแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น และสภาพพื้นที่ โดยนักวิชาการได้จัดแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 5 ประเภท ดังนี้

1.วนเกษตรแบบบ้านสวน มีต้นไม้และพืชผลหลายชั้นความสูง โดยปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น สมุนไพร และพืชผักสวนครัวในบริเวณบ้าน

2.วนเกษตรที่มีต้นไม้แทรกในไร่นา หรือทุ่งหญ้า เหมาะกับพื้นที่ซึ่งมีลักษณะสูงๆ ต่ำๆ โดยปลูกต้นไม้เสริมในที่ที่ไม่เหมาะสมกับพืชผล เช่น ที่เนิน หรือที่ลุ่มน้ำขัง และปลูกพืชในที่ราบ หรือที่ไม่สม่ำเสมอ

3.วนเกษตรที่มีต้นไม้ล้อมไร่นา เหมาะกับพื้นที่ไร่นา ซึ่งมีลมแรงพืชผลได้รับความเสียหายจากลมพายุอยู่เสมอ จึงต้องปลูกต้นไม้เพิ่มความชุ่มชื้น บังแดดบังลมให้กับพืชที่ต้องการร่มเงาและความชื้น

4.วนเกษตรที่มีแถบต้นไม้และพืชผลสลับกัน เหมาะกับพื้นที่ที่มีความลาดชันเป็นแนวยาวน้ำไหลเซาะหน้าดินมาก แถบต้นไม้ซึ่งปลูกไว้สองถึงสามแถวสลับกับพืชผลเป็นช่วงๆ ปลูกขวางความลาดชัน จะช่วยรักษาหน้าดิน และในระยะยาวจะทำให้เกิดขั้นบันไดดินแบบธรรมชาติให้กับพื้นที่ สำหรับแถบพืช อาจมีความกว้าง 5-20 เมตร ตามความเหมาะสมของพื้นที่

5.วนเกษตรที่ใช้พื้นที่หมุนเวียนปลูกไม้ยืนต้น พืชผล และเลี้ยงสัตว์ เหมาะกับพื้นที่ที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ซึ่งมีพื้นที่พอที่จะปลูกพืชผลเป็นแปลงหมุนเวียน โดยมีแปลงไม้ยืนต้นร่วมกับการเลี้ยงสัตว์แบบหมุนเวียนเพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน

การเกษตรรูปแบบวนเกษตรนี้ เหมาะสำหรับชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดกับพื้นที่ป่าธรรมชาติ เกษตรกรสามารถผลิตพืชผลโดยไม่ไปกระทบต่อพื้นที่ป่าเดิม วนเกษตรอาศัยความหลากหลายทางชีวภาพ และสามารถฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์จากพื้นดินรกร้างและเสื่อมโทรม เป็นการสร้างแนวกันชนทางกายภาพ จากการลดลงของป่าไม้ที่เหลืออยู่ ทั้งยังเพิ่มศักยภาพของดินในการบำรุงดิน และเกิดความมั่นคงในการผลผลิต

นาย รัตวิ

‘อธิบดีปศุสัตว์’เป็นปธ.เปิดการประชุมอาหารและอาหารสัตว์โลกครั้งที่6

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400794

'อธิบดีปศุสัตว์'เป็นปธ.เปิดการประชุมอาหารและอาหารสัตว์โลกครั้งที่6

‘อธิบดีปศุสัตว์’เป็นปธ.เปิดการประชุมอาหารและอาหารสัตว์โลกครั้งที่6

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2562, 17.43 น.

กรมปศุสัตว์จับมือสหพันธ์อุตสาหกรรมอาหารสัตว์นานาชาติ (IFIF) องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย (TFMA) และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมจัดงาน “การประชุมอาหารและอาหารสัตว์โลกครั้งที่ 6 (The 6th Global Feed and Food Congress; GFFC 2019)” ระหว่างวันที่ 11 – 13 มีนาคม 2562

11 มี.ค.62 ที่โรงแรมแชงกรีลา กรุงเทพฯ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน“การประชุมอาหารและอาหารสัตว์โลกครั้งที่ 6 (The 6th Global Feed and Food Congress; GFFC 2019)” ระหว่างวันที่ 11 – 13 มีนาคม 2562 พร้อมด้วย Dr. Berhe Tekola: Director of Animal Production and Health Division (FAO), Dr. Daniel Bercovici: Chairman of International Feed Industry Federation (IFIF) นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย (TFMA) และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ประเทศไทยจัดเป็นประเทศที่มีส่งออกผลิตภัณฑ์สินค้าปศุสัตว์ในลำดับต้นๆ ของโลก กรมปศุสัตว์ในฐานะที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการผลิตภัณฑ์สินค้าปศุสัตว์ ได้กำกับดูแลตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหาร (All Food Chain) โดยที่อาหารสัตว์เป็นหนึ่งปัจจัยที่มีความสำคัญในการผลิตสินค้าปศุสัตว์ มีผลต่อการผลิตสินค้าปศุสัตว์ให้มีคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร ซึ่งมีผลต่อผู้บริโภคด้วย ซึ่งขณะนี้ การแก้ปัญหาการดื้อยาต้านจุลขีพกำลังเป็นประเด็นที่สำคัญของโลก และเป็นปัญหามีความเกี่ยวเนื่องกันทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ดังนั้นภาคปศุสัตว์จึงมีเป้าหมายที่จะลดการใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์ลง 30% ภายในปี พ.ศ. 2564 มีการดำเนินการกำกับดูแลให้มีการใช้ยาในสัตว์อย่างถูกต้องมาโดยตลอด โดยล่าสุดได้มีการออกกฎหมายที่กำกับดูแลอาหารสัตว์ที่ผสมยา (Medicated Feed) นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์มีการลดการใช้ยาปฏิชีวนะ มีการใช้ยาอย่างถูกต้องและเหมาะสม (Prudent use) และมีการดำเนินโครงการการเลี้ยงสัตว์ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะ (Raised Without Antibiotics; RWA)

การประชุมฯ ครั้งนี้ มีผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานและองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลก ร่วมบรรยายให้ความรู้และร่วมเสวนากับผู้เข้าร่วมประชุมที่มีความเกี่ยวข้องและสนใจงานด้านอาหารและอาหารสัตว์ โดยจะเน้นในหัวข้อ “The future of Feed & Food-are we ready” กล่าวถึงการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ เพื่อให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรง ทำให้มีการเจ็บป่วยและมีการใช้ยาต้านจุลชีพน้อยลง ตลอดจนการหาทางเลือกอื่นๆ (Alternative) โดยใช้วัตถุที่เติมในอาหารสัตว์ (Feed additives) เช่น โปรไบโอติก (Probiotics) และสมุนไพร เพื่อทดแทนและลดการใช้ยาต้านจุลชีพในการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์มีความปลอดภัย ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตปศุสัตว์ สามารถผลิตปศุสัตว์ที่จะเป็นแหล่งอาหารที่เป็นโปรตีนแก่ผู้บริโภคทั่วโลกได้อย่างเพียงพอและปลอดภัยในอนาคตต่อไป

รมว.เกษตรฯเปิดประชุมนานาชาติสัตวแพทย์ โชว์ผลงานวิชาการของไทยสู่ระดับภูมิภาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400510

x

รมว.เกษตรฯเปิดประชุมนานาชาติสัตวแพทย์ โชว์ผลงานวิชาการของไทยสู่ระดับภูมิภาค

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานพิธีเปิดประชุมวิชาการนานาชาติทางสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 43 “The International Conference on Veterinary Science 2019 (ICVS 2019)” ภายใต้แนวคิด “70 ปี สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ : การเฉลิมฉลองแห่งความสำเร็จ”ว่า ปัจจุบันสัตวแพทย์ไทยก้าวหน้าและเป็นผู้นำด้านสัตวแพทย์ในระดับภูมิภาค จึงเป็นที่น่ายินดีที่วงการสัตวแพทย์ไทยเสริมสร้างความเข้มแข็งของสัตวแพทย์ โดยความร่วมมือทางวิชาการและงานวิจัยที่ทันสมัยระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ ช่วงที่ผ่านมาบทบาทของวิชาชีพสัตวแพทย์มีความสำคัญต่อสังคมไทยชัดเจน เช่น การควบคุมโรคระบาดสัตว์ไม่ให้เกิดความสูญเสีย
ชีวิตมนุษย์และสัตว์ และส่งกระทบต่อระบบสาธารณสุขและอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของประเทศ อีกทั้ง ยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบการผลิตปศุสัตว์ให้มีมาตรฐานสู่อาหารปลอดภัยในระดับโลก จนทำให้ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ที่สำคัญในภูมิภาค ทั้งนี้ โลกมีความต้องการอาหารโปรตีนจากสัตว์เพิ่มขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อบทบาทของสัตวแพทย์ในการควบคุมระบบการผลิตให้เป็นที่ยอมรับของตลาดโลก ซึ่งปัจจุบันสินค้าปศุสัตว์ไทยสร้างมูลค่าจากการส่งออกปีละกว่า 240,000 ล้านบาท สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลงานของบุคลากรในวิชาชีพสัตวแพทย์ พร้อมกันนี้ ได้มอบรางวัลสัตวแพทย์ตัวอย่าง ประจำปี 2561 จำนวน 5 ราย มอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ผู้สนับสนุนการจัดประชุมวิชาการฯ 19 ราย และมอบทุนการศึกษาแก่นิสิต นักศึกษาคณะสัตวแพทยศาสตร์ 9 สถาบัน 9 ราย

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะที่ปรึกษาสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ และกรมปศุสัตว์ ร่วมพัฒนางานด้านสัตวแพทย์และวิชาชีพสัตวแพทย์ด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นงานวิชาการและการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน โดยสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ เป็นสมาคมวิชาชีพทางสัตวแพทย์แห่งแรกในประเทศไทย ที่ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในการส่งเสริมสามัคคีธรรมและจริยธรรม ยกระดับมาตรฐานการประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์ เผยแพร่ความรู้ทางวิชาการให้สมาชิกและสังคม ส่งเสริมการสงเคราะห์สัตว์และช่วยเหลืองานสาธารณกุศล อาทิ จัดกิจกรรมทำหมันสุนัข แมวเพื่อลดประชากรสุนัข แมว และฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้สุนัขแมว มีผลให้โรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทยลดลง

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ นายกสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า วัตถุประสงค์การจัดงาน เพื่อเป็นช่องทางนำเสนอความก้าวหน้าด้านวิชาการของสัตวแพทย์ไทย ต่อสมาชิกสัตวแพทย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ซึ่งปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ 70 ปี สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ :การเฉลิมฉลองแห่งความสำเร็จ” มีการนำเสนอผลงานรวม 85 เรื่อง หัวข้อสัมมนา 3 เรื่อง ได้รับเกียรติจากวิทยากรรับเชิญ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE)

แนะชาวสวนมะม่วงระวัง ‘เพลี้ยไฟพริก’ทำลายพืชผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/400512

x

แนะชาวสวนมะม่วงระวัง ‘เพลี้ยไฟพริก’ทำลายพืชผล

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระยะนี้ต้นมะม่วงเริ่มเข้าสู่ช่วงที่มีใบอ่อนและแทงช่อดอก กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนมะม่วงเฝ้าระวังช่วงที่มีสภาพอากาศร้อน และมีอุณหภูมิสูงขึ้น ให้สังเกตการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟพริก มักพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยใช้ปากเขี่ยเนื้อเยื่อ และดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์พืชบริเวณใบอ่อน ยอดอ่อน ตุ่มตาใบ ตุ่มตาดอก และช่อดอกมะม่วง

ส่วนการเข้าทำลายในระยะติดดอก จะทำให้ช่อดอกหงิกงอ ดอกร่วงไม่ติดผล หรือทำให้ติดผลน้อย การเข้าทำลายบนยอดอ่อน จะทำให้ใบที่แตกใหม่แคระแกร็น ขอบใบและปลายใบไหม้ ใบอาจร่วงตั้งแต่ยังเล็ก สำหรับใบที่มีขนาดโตแล้ว มักพบการเข้าทำลายตามขอบใบ ทำให้ใบม้วนงอและปลายใบไหม้ การเข้าทำลายที่ยอด จะมีความรุนแรงจนทำให้ยอดแห้ง ไม่แทงช่อใบหรือช่อดอก หากพบการระบาดไม่มาก ให้เกษตรกรตัดส่วนที่เพลี้ยระบาดนำไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพราะ เพลี้ยไฟพริก จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มบริเวณส่วนยอดอ่อนของพืช กรณีระบาดรุนแรง ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลง สไปนีโทแรม 12% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอะบาเมกติน 1.8% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไซแอนทรานิลิโพรล 10% โอดี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อช่วยให้การพ่นสารฆ่าแมลงมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น เกษตรกรควรพ่นในระยะที่ต้นมะม่วงติดดอกอย่างน้อย 2 ครั้ง คือ ระยะเริ่มแทงช่อดอก และระยะเริ่มติดผลขนาดมะเขือพวง (ประมาณ 0.5-1.0 เซนติเมตร) หากพบเพลี้ยไฟพริกระบาดรุนแรงให้พ่นซ้ำก่อนระยะดอกบาน หลีกเลี่ยงการพ่นสารฆ่าแมลงในระยะดอกบาน เพราะอาจเป็นอันตรายต่อแมลงผสมเกสร