เกษตรฯรุก!นำผู้บริหารปตท.-เอกชนลงพื้นที่ขยายผลตลาดนำการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/383222

เกษตรฯรุก!นำผู้บริหารปตท.-เอกชนลงพื้นที่ขยายผลตลาดนำการผลิต

เกษตรฯรุก!นำผู้บริหารปตท.-เอกชนลงพื้นที่ขยายผลตลาดนำการผลิต

วันอาทิตย์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 15.27 น.

เกษตรฯนำผู้บริหารปตท.และเอกชนลงพื้นที่ขยายผลตลาดนำการผลิต โดยใช้เครื่องมือ”Digital Platform”จับคู่การค้า

16 ธ.ค.61 ที่กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (ร.21 รอ.) ค่ายนวมินทราชินี จ.ชลบุรี นายกฤษ อุตตมะเวทิน เลขานุการกรม สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) นำผู้บริหาร บมจ.ปตท.และภาคเอกชนที่เข้าร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ยกระดับการเกษตร 4.0 (ยุทธศาสตร์พระพิรุณ) ลงพื้นที่ จ.ชลบุรี ตามที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เพื่อขยายผลนโยบายตลาดนำการผลิต ของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยใช้เครื่องมือ Digital Platform จับคู่การค้า http://www.DGTFarm.com เพื่อส่งเสริมการตลาดแก่เกษตรกร และผู้ประกอบการ สินค้า Q สินค้า GAP สินค้าเกษตรอินทรีย์

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ได้ประชุมหารือและชี้แจงให้หน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ตลาดเป้าหมาย นำร่องโรงอาหารปลอดภัย (Q Canteen) เพื่อสุขภาพและความปลอดภัยขอนักเรียน และบุคลากร และเป็นภาพลักษณ์ที่ดีของหน่วยงาน ด้านความใส่ใจสุขภาพประชาชน

กษ.รุกตลาดฮาลาล พัฒนาโรงเชือดสัตว์-สถานที่จำหน่ายให้ได้มาตรฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382963

กษ.รุกตลาดฮาลาล พัฒนาโรงเชือดสัตว์-สถานที่จำหน่ายให้ได้มาตรฐาน

กษ.รุกตลาดฮาลาล พัฒนาโรงเชือดสัตว์-สถานที่จำหน่ายให้ได้มาตรฐาน

วันศุกร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 18.34 น.

“กษ.รุกตลาดฮาลาล พัฒนาและส่งเสริมโรงเชือดสัตว์และสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ให้ได้มาตรฐานฮาลาล ผ่านการรับรองฮาลาลแล้วกว่า 330 แห่งทั่วประเทศ “

14 ธ.ค. 61 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านฮาลาล (Thailand Halal Assembly 2018) โดยมี พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวต้อนรับ และ รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวรายงาน พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมงานประชุมฯ

กรมปศุสัตว์ ได้เข้าร่วมจัดนิทรรศการโครงการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลด้านปศุสัตว์ ซึ่งเป็นการแสดงถึงความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์ สกอท. และสกอจ. โดยกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินโครงการฯตั้งแต่ปี 2556 เพื่อพัฒนาและส่งเสริมโรงเชือดสัตว์และสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ให้ได้มาตรฐานฮาลาล ซึ่งปัจจุบันมีสถานประกอบการด้านปศุสัตว์ได้ผ่านการรับรองฮาลาลแล้วกว่า 330 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้กรมปศุสัตว์ยังได้ส่งเสริมการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ฮาลาลมาโดยตลอดมากกว่า 10 ปีโดยได้ร่วมงานกับ สกอท. นำ สกอท. เดินทางไปเจรจาแก้ไขปัญหาทางการค้าอาหารฮาลาลกับประเทศอาเซียนและตะวันออกกลาง เพื่อให้สามารถส่งออกสินค้าปศุสัตว์ฮาลาลไปยังต่างประเทศทั่วโลก

สมาคมกุ้งไทยชี้ปี62ไทยมีโอกาส หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน เชื่อมั่น เกษตรกรผู้เลี้ยง ห้องเย็นผู้แปรรูป ผู้ส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382952

สมาคมกุ้งไทยชี้ปี62ไทยมีโอกาส หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน เชื่อมั่น เกษตรกรผู้เลี้ยง ห้องเย็นผู้แปรรูป ผู้ส่งออก

สมาคมกุ้งไทยชี้ปี62ไทยมีโอกาส หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน เชื่อมั่น เกษตรกรผู้เลี้ยง ห้องเย็นผู้แปรรูป ผู้ส่งออก

วันศุกร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 17.17 น.

สมาคมกุ้งไทยชี้ ปีหน้าไทยมีโอกาสหากทุกฝ่ายร่วมมือกัน เชื่อมั่น เกษตรกรผู้เลี้ยง ห้องเย็นผู้แปรรูป ผู้ส่งออก โรงเพาะฟักและอนุบาลลูกกุ้งของไทยมีประสิทธิภาพที่สุดในโลก  ชูกุ้งไทยดีที่สุดในโลก ทั้งคุณภาพ-อาหารปลอดภัย ฝากรัฐ ปชส.เชิงรุกบอกชาวโลก เปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินทุน เสริมสภาพคล่องให้ภาคการผลิต ส่งออก และส่วนเกี่ยวข้อง

ดร.สมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย นำทีมคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ  ประกอบด้วย ท.พ.สุรพล  ประเทืองธรรม นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมกุ้งไทย และนายกสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย นายปกครอง  เกิดสุข อุปนายกสมาคม และประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดกระบี่  นายสมชาย   ฤกษ์โภคี เลขาธิการสมาคม และ ที่ปรึกษาชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี  นางสาวพัชรินทร์   จินดาพรรณ กรรมการสมาคมกุ้งตะวันออกไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์กุ้งของไทย ปี 2561 ว่า ผลผลิตกุ้งเลี้ยงปี 2561 โดยรวมอยู่ที่ประมาณ  290,000  ตัน  ลดลงจากปี 2560 ร้อยละ 3 คาดปี 2562 จะผลิตกุ้งได้ 310,000-320,000 ตัน

“ประมาณการผลผลิตกุ้งไทย ปี 2561 อยู่ที่ 290,000 ตัน (โดยร้อยละ 33 เป็นผลผลิตกุ้งจากภาคใต้ตอนล่าง ร้อยละ 29  จากภาคใต้ตอนบน ร้อยละ  24  จากภาคตะวันออก และร้อยละ 14  จากภาคกลาง ตามลำดับ) เมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งผลิตกุ้งได้ 300,000 ตัน ถือว่าผลิตได้ลดลงเล็กน้อย ทั้งนี้เป็นผลมาจากสภาพอากาศแปรปรวน ปัญหาโรค และราคากุ้งที่ไม่จูงใจ/ต่ำ  ส่วนผลผลิตกุ้งทั่วโลกคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ  3.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 15   ถือเป็นปีที่หลายประเทศ เช่น เอกวาดอร์  เวียดนาม  อินโดนีเซีย ฯลฯ ผลิตกุ้งได้เพิ่มมากขึ้น อินเดียครึ่งปีแรกผลผลิตทะลักออกมามาก เป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้ากุ้งในประเทศ และความสามารถในการแข่งขันของกุ้งไทยในตลาดโลก”

ส่วนข้อมูลการส่งออกกุ้งเดือน ม.ค.- ต.ค. ปีนี้ ปริมาณ 143,129 ตัน มูลค่า 45,545  ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2560 ที่ส่งออกปริมาณ 167,418  ตัน มูลค่า 56,105 ล้านบาท ลดลงทั้งปริมาณ และมูลค่า ที่ ร้อยละ 14.51 และ ร้อยละ 18.82 ตามลำดับ (ดังแสดงในตารางที่ 2) นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าว

นายปกครอง  เกิดสุข อุปนายกสมาคมกุ้งไทย และประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดกระบี่ กล่าวถึงสถานการณ์การเลี้ยงกุ้งภาคใต้ตอนล่างว่า “ผลผลิตปี 2561 คาดการณ์ว่ามีผลผลิตประมาณ 95,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณร้อยละ 2 จากปัญหาจากภาวะราคากุ้งผันผวนทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งฝั่งอันดามันปรับตัวไปเลี้ยงกุ้งกุลาดำมากขึ้น”

นายสมชาย ฤกษ์โภคี เลขาธิการสมาคมฯ และ ที่ปรึกษาชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า “สถานการณ์การเลี้ยงกุ้งภาคใต้ตอนบน ในภาพรวมไม่ค่อยดีมากนัก มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ผลผลิตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ สืบเนื่องจากภูมิอากาศของประเทศทั่วทุกภาคมีฝนตกเกือบตลอดปี อากาศแปรปรวนตลอดเวลาทำให้การเลี้ยงค่อนข้างยาก โรคไวรัสตัวแดงดวงขาว และขี้ขาวยังคงรุมเร้าทุกพื้นที่การเลี้ยง ผลผลิตรวมของภาคใต้ตอนบนอยู่ที่ประมาณ 84,000 ตัน มากที่สุดคือจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประมาณ 40,000 ตัน ”

นางสาวพัชรินทร์ จินดาพรรณ กรรมการสมาคมกุ้งตะวันออกไทย กล่าวว่า “ปี 2561 ประมาณการผลผลิตกุ้งภาคตะวันออกประมาณ 71,000 ตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมา ร้อยละ 11  เป็นผลมาจาก สภาพอากาศแปรปรวน ทำให้เกิดความเสียหายจากโรคระบาด รวมถึงเกิดวิกฤตราคาตกต่ำ ทำให้เกษตรกรหยุดหรือชะลอการเลี้ยง รวมทั้งมีการลดพื้นที่เลี้ยง ลดความหนาแน่นในการปล่อย อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่า ปี 2562 ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 7 ขณะที่การเลี้ยงกุ้งภาคกลางคาดว่าจะมีผลผลิตประมาณ 40,000 ตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมาร้อยละ 6 จากปัญหาราคากุ้งตกต่ำ และมาตรา 9 ทำให้เกษตรกรบางรายต้องเลิกเลี้ยง”

ท.พ.สุรพล  ประเทืองธรรม นายกกิตติมศักดิ์สมาคมกุ้งไทย และนายกสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย กล่าวว่า “ถึงแม้อุตสาหกรรมกุ้งไทยต้องเจอปัจจัยลบหลายประการแต่ด้วยศักยภาพของอุตสาหกรรมกุ้งไทยที่ถึงแม้มีพื้นที่น้อยกว่า ประสิทธิภาพการเลี้ยงที่มีมากกว่าคู่แข่ง การคมนาคมและระบบไฟฟ้าที่เอื้อให้ผลิตสินค้าคุณภาพสูงได้ง่ายกว่า รวมถึงการขยายตัวของตลาดภายในและตลาดพิเศษมูลค่าสูงอย่างจีน ทำให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยยังคงยืนหยัดอยู่ได้”

“อุตสาหกรรมกุ้งไทยในปีนี้อาจจะดูสถานการณ์ไม่ค่อยดี แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสที่อุตสาหกรรมกุ้งไทยจะพลิกฟื้นกลับมาได้ โดยเฉพาะจากผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ส่งผลให้ประเทศจีนย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศมากขึ้น ไทยเป็นประเทศแรกๆ ที่จีนให้ความสนใจ เพราะระบบต่างๆ มีความพร้อม และเอื้ออำนวยต่อการลงทุน … อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมกุ้งจะต้องมีการปรับตัว ภาคเกษตรกรผู้เลี้ยงต้องเน้นเลี้ยงกุ้งคุณภาพแทนตั้งเป้าปริมาณผลผลิต เลี้ยงไซส์ใหญ่เพื่อทำราคา เพราะเราไม่สามารถแข่งขันเรื่องต้นทุนกับกุ้งไซส์เล็กของประเทศคู่แข่งได้ ด้วยศักยภาพของลูกกุ้งที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก จากสายพันธุ์ที่โตเร็ว แข็งแรง ปลอดโรค ทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพสูงที่จะผลิตกุ้งไซส์ใหญ่

นอกจากนี้ ต้องไม่ใช้ยาปฏิชีวนะหรือสารเคมีต้องห้ามในการเลี้ยงเป็นอันขาด เพราะนี่คือจุดแข็งของกุ้งไทยที่เหนือกว่าประเทศคู่แข่ง และเป็นที่ยอมรับจากผู้นำเข้าและผู้บริโภค ที่ผ่านมาสินค้ากุ้งไทยไม่เคยถูกตรวจพบและถูกตีกลับจากปัญหาเหล่านี้ เราต้องมุ่งเน้นทำตลาดสินค้าระดับสูงที่ต้องการสินค้าคุณภาพ ที่สำคัญภาครัฐต้องมาช่วยทำประชาสัมพันธ์เชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ให้ชาวโลกรับรู้ถึงภาพลักษณ์ที่ดีของกุ้งไทย “กุ้งไทยดีที่สุดในโลก”  ที่มีคุณภาพระดับพรีเมี่ยม เป็นอาหารปลอดภัย (Food Safety ดีที่สุดเมื่อเทียบกับที่อื่น) รวมถึงการให้โอกาสเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อยเข้าถึงแหล่งทุน การเสริมสภาพคล่องให้กับภาคการผลิต ภาคการส่งออก และส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ เป็นต้น “ดร.สมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

รมว.เกษตรฯจับมือรมว.กสิกรรมและป่าไม้ฯสปป.ลาว กระชับความร่วมมือด้านเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382915

รมว.เกษตรฯจับมือรมว.กสิกรรมและป่าไม้ฯสปป.ลาว กระชับความร่วมมือด้านเกษตร

รมว.เกษตรฯจับมือรมว.กสิกรรมและป่าไม้ฯสปป.ลาว กระชับความร่วมมือด้านเกษตร

วันศุกร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 15.20 น.

รมว.เกษตรฯจับมือ รมว.กสิกรรมและป่าไม้ฯสปป.ลาว กระชับความร่วมมือด้านเกษตร ให้ไทยส่งจนท.ฝึกอบรมจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตร ขึ้นที่ลาวช่วงปีหน้า

14 ธ.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้เข้าร่วมการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการไทย-ลาว ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 13 – 14 ธ.ค.61 ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เข้าเยี่ยมคารวะ นายบุนยัง วอละจิด ประธานประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งทั้งสองฝ่ายยืนยันความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างกัน และยินดีที่จะร่วมกันเฉลิมฉลองการครบรอบ 70 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ลาว ในปี 2563

นายกฤษฎา กล่าวว่าการประชุมครั้งนี้มีความร่วมมือด้านการเกษตร ทั้งสองฝ่ายยินดีสนับสนุนการดำเนินโครงการความร่วมมือด้านการเกษตร ตามมติที่ประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตร ไทย-ลาว ภายใต้บันทึกความเข้าใจบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ แห่งสาธารณรัฐประชาชนลาว ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร พร้อมกับหารือกับ รมว.กระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ฯ เพื่อกระชับความร่วมมือพัฒนาการเกษตรระหว่างกัน โดยได้ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดเจ้าหน้าที่เดินทางมาฝึกอบรมและบรรยายเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตร ในช่วงต้นปี 2562 ณ สปป ลาว ด้วย

นอกจากนี้ ได้เข้าร่วมพิธีมอบความช่วยเหลือเหตุอุทกภัยในแขวงอัตตะปือเพิ่มเติมในระยะฟื้นฟู และพิธีมอบโครงการพัฒนาวิทยาลัยพลศึกษานครหลวงเวียงจันทน์
และเป็นสักขีพยานการลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาล สปป.ลาว จำนวน 7 ฉบับ

พร้อมนี้ นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำ ทั้งสองฝ่ายจะเข้าสู่ศักราชใหม่ของความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์์ที่มีการเจริญเติบโตและพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยไทยและลาวจะร่วมมือร่วมใจ ก้าวไกลอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน

‘กฤษฏา’ เข้มผู้ตรวจฯ เกาะติดโครงการสานพลังประชารัฐ หนุนปลูกข้าวโพด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382857

‘กฤษฏา’ เข้มผู้ตรวจฯ เกาะติดโครงการสานพลังประชารัฐ หนุนปลูกข้าวโพด

‘กฤษฏา’ เข้มผู้ตรวจฯ เกาะติดโครงการสานพลังประชารัฐ หนุนปลูกข้าวโพด

วันศุกร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 12.20 น.

รมว.กษ. ย้ำใช้กลไกผ่านผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ติดตามโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา และโครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราของหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ 

14 ธ.ค. 61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ได้สั่งการให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ติดตามจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาโครงการปลูกข้าวโพดหลังนาในพื้นที่ โดยสอบถามสถานการณ์กับเกษตรและสหกรณ์จังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนเกษตรกรที่แจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ และจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการฯ โดยพยายามเร่งรัดให้มีผู้เข้าร่วมโครงการฯ ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2561 และเข้าพบหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัด โดยขอให้ผู้ว่าฯ กำชับนายอำเภอในการขับเคลื่อนโครงการ และให้ผู้ตรวจราชการ กลับมารายงานผลการตรวจติดตามโครงการฯ ต่อปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกทั้งให้ประชุมทำความเข้าใจโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา กับเกษตรอำเภอและเกษตรตำบลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าว ชี้แจงทำความเข้าใจกับเกษตรกรในพื้นที่ ตลอดจนตรวจสอบจุดรับซื้อข้าวโพดว่ามีครบหรือไม่ และมีบริษัทอะไรบ้างที่รับซื้อข้าวโพดในพื้นที่ หากมีปัญหาติดขัดให้ผู้ตรวจประสานแจ้งอธิบดีที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำตอบในทันที

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า สำหรับการติดตามโครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราของหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ให้ผู้ตรวจราชการฯ ลงพื้นที่พบปะหารือกับเกษตรและสหกรณ์จังหวัดและ ผอ.กยท.จังหวัด เกี่ยวกับโครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราของหน่วยงานภาครัฐ สอบถามถึงการหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดและท้องถิ่นจังหวัดว่าดำเนินการไปแล้วหรือไม่ และจังหวัดเริ่มก่อสร้างถนนพาราซอยด์ซีเมนต์ (Para Soil Cement) มีความคืบหน้าถึงไหนแล้ว ทั้งนี้ จะมีการส่งคู่มือการก่อสร้างถนนพาราซอยด์ซีเมนต์ (Para Soil Cement) ไปยังสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อนำเรียนผู้ว่าราชการจังหวัดและส่งต่อไปยังองค์กรท้องถิ่นจังหวัด ประกอบกับให้จัดตั้งสำนักงานสนับสนุนการใช้ยางใน

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง หนุนสมาชิกสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382729

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง  หนุนสมาชิกสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง หนุนสมาชิกสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้

วันศุกร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากสภาพปัญหาดินเสื่อมโทรม จนไม่สามารถเพาะปลูกพืชให้ได้ผลผลิตดีเท่าที่ควร ส่งผลให้เกษตรกรเดือดร้อนจากราคาผลผลิตตกต่ำ สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด ต.หินดาต อ.ปางศิลา จ.กำแพงเพชร เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่เกษตรกรสมาชิกได้รับผลกระทบดังกล่าว เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ปลูกมันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต้องประสบปัญหาดินแห้งแล้ง ทำให้ผลผลิตไม่ได้คุณภาพและปริมาณตามที่ต้องการ สหกรณ์ฯจึงหาอาชีพเสริมให้สมาชิกเพื่อมีความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิม

สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด ตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2546 เป็นกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุน มีสมาชิกเริ่มต้น 11 ราย ต่อมาพัฒนากิจการเรื่อยมาจนมาถึงปี 2555 ได้รับรางวัลกลุ่มเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพการเลี้ยงสัตว์(รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10) ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกร ได้ขยายกิจการและพัฒนาเป็นสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง มีสมาชิก 214 ราย มีกิจกรรมหลากหลาย ได้แก่ การขุนโคต้นน้ำ การเริ่มทดลองขุนโคกลางน้ำให้มีขนาดเพิ่มขึ้นและทดลองตลาดโดยการชำแหละ การซื้อหญ้าเนเปียร์ปากช่องของสมาชิก
การเพิ่มปริมาณโคต้นน้ำและการขายมูลโค ปัจจุบันสหกรณ์เลี้ยงโคต้นน้ำเพศเมีย 846 ตัว เลี้ยงโคขุนหมุนเวียนปีละ 1,200-1,500 ตัว

นางธนพัต จงธนวิเศษ ผู้จัดการสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด เล่าว่า สหกรณ์ฯ ได้มีการปรับปรุงสายพันธุ์จากบราห์มันไทยใหญ่เป็นบราห์มันชาโรเล่ส์เลือด 50 เพราะการตลาดของสหกรณ์ฯจะใช้ชาโรเล่ส์เลือด 50 เป็นตลาดนำ จึงปรับสายพันธุ์โดยใช้แม่บราห์มันไทยใหญ่พื้นเมืองและผสมน้ำเชื้อของชาโรเล่ส์เลือด 100 เข้าไป ลูกออกมาก็จะเป็นบราห์มันเลือด 50 ชาโรเล่ส์ ดังนั้น การเลี้ยงโคจึงคุ้มค่าต่อการลงทุน เพราะเป็นที่ต้องการของตลาด การจำหน่ายจะมี 2 รูปแบบคือ การขายโคตัวเป็นส่งให้ภาคเอกชนและการขายแปรรูป โดยการส่งโคตัวเป็นน้ำหนัก 500 กิโลกรัม ไปแปรรูปยังสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ จำกัด (Max Beef) ซึ่งสหกรณ์เครือข่ายดังกล่าวจะออกแบบแพ็กเกจจิ้งให้ และจำหน่ายในจังหวัดและร้านสเต๊กทั่วไป จนสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้

นอกจากนี้ สหกรณ์ฯยังมีเป้าหมายพัฒนาการผลิตให้ได้มาตรฐานยิ่งขึ้น โดยการเพิ่มปริมาณการผลิตโคจากภายในกลุ่มและการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้เลี้ยงโค พร้อมทั้งเพิ่มทางเลือกด้านการตลาดจากผู้ซื้อหลายแห่ง เพื่อลดการผูกขาดทางการตลาด ตลอดจนทดลองชำแหละโคเพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ โดยมีเป้าหมายจะเพิ่มมูลค่าโคที่ขุนประมาณร้อยละ 10 สู่การแปรรูปในปี 2562

“ปัจจุบันสหกรณ์ฯจะเลี้ยงโคส่งขายอยู่ที่กลางน้ำ กล่าวคือ ส่งต่อให้สหกรณ์เครือข่ายนำไปเลี้ยงต่ออีกประมาณ 8 เดือน ถึง 1 ปี เพื่อทำเกรดไขมันแทรก ซึ่งจะเป็นการส่งโคเข้าโรงเชือดและจะวัดหน้าเกรดเนื้อออกมา โดยจะมีตั้งแต่เกรด 1-10 ตามอัตราไขมันแทรกของไขมันกับเนื้อ ซึ่งไขมันจะอยู่ระหว่างเนื้อ ราคาจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับน้ำหนัก ถ้าน้ำหนัก 500 กิโลกรัมขึ้นไป ราคาจะสูงกว่าท้องตลาดทั่วไปประมาณ 5 บาทต่อกิโลกรัม” นางธนพัต กล่าว

นายสุเทพ ปานน้อย สมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด เล่าว่า หลังสหกรณ์ฯเข้ามาส่งเสริมการเลี้ยงโคขุน ทำให้ปัจจุบันตนหันมาเลี้ยงโคขุนเป็นอาชีพหลัก เนื่องจากตลาดไปได้ดีกว่าปลูกมันสำปะหลัง อีกทั้ง การทำไร่มันสำปะหลังทำได้เพียงปีละครั้ง แต่การเลี้ยงโคขุนปีหนึ่งสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 2-3 ครั้ง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณการเลี้ยงโคของแต่ละคนด้วย ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น และชีวิตดีขึ้นมาก

“ก่อนหน้านี้ไม่มีความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงโคขุนเลย สหกรณ์ฯได้อบรมให้ความรู้แก่สมาชิกทุกคนที่สนใจเลี้ยงโค โดยสอนตั้งแต่วิธีการเลี้ยง การดูแล การให้อาหาร โดยใช้สูตรอาหารที่สหกรณ์ฯ แนะนำ ไม่มีสิ่งเจือปน หรือสารเร่ง เพื่อให้การผลิตโคได้มาตรฐานและขายได้ราคาดี” นายสุเทพ กล่าว

นอกจากนี้ สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด ยังได้รับการช่วยเหลือจากกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นเงินทุนดอกเบี้ยขั้นต่ำ และได้งบจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน นำมาซื้อรถขนซากโค 1 คัน ทำให้สหกรณ์ฯขยายธุรกิจ และเกษตรกรสมาชิกมีอาชีพเสริมที่มั่นคง ความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน

ส่องสหกรณ์ : ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382727

ส่องสหกรณ์ : ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง

ส่องสหกรณ์ : ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง

วันศุกร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ลำไยอบแห้ง (Dried longan)” ถือเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าอย่างมหัศจรรย์ อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ เป็นยาต้านโรคระดับสูง ลดปริมาณสารพิษในลำไยเป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียงด้านการป้องกันและรักษาสุขภาพของร่างกายได้เป็นอย่างดีมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ตามตำรายาแพทย์แผนจีนในอดีตได้มีการใช้ลำไยแห้งมาช่วยบำรุงหัวใจ และยังเชื่อว่าสามารถบำรุงระบบต่างๆ ภายในร่างกายได้ดีด้วย อาทิ ระบบเลือด การมองเห็นของสายตา ทำให้ผิวพรรณดี บรรเทาอาการเครียดและนอนไม่หลับ ส่วนในประเทศไทยเองก็มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า ลำไยมีสรรพคุณทางยาที่จะช่วยยับยั้งและทำลายเซลล์มะเร็งได้ รวมทั้งสารสกัดจากลำไยก็ต่อต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่าสารเคมีที่ใช้ในยาและเครื่องสำอางบางชนิดด้วย

ในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่นี้ ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง นับว่าเป็นสินค้าที่สามารถใช้เป็นของขวัญเพื่อส่งแทนความห่วงใยให้กับญาติผู้ใหญ่หรือเพื่อนสนิทได้อย่างลงตัว ทั้งนี้ หากหน่วยงานต่างๆ หรือประชาชนที่สนใจจะสั่งซื้อสินค้าดังกล่าว สามารถติดต่อโดยตรงไปได้ที่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปลำไยเนื้อสีทอง 205 หมู่ 7 ต.มะเขือแจ้ อ.เมือง จ.ลำพูน โทร.0-5350-3402, 08-1992-9516 หรือสามารถสั่งซื้อและจัดเป็นกระเช้าของขวัญได้ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2280-7506 หรือ 06-2610 -7842 ซึ่งกรมมีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

กรมส่งเสริมการเกษตรรับฝึก ‘ช่างซ่อมเครื่องยนต์เกษตรท้องถิ่น’ เปิดอบรมฟรี3หลักสูตรทั่วปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382725

x

กรมส่งเสริมการเกษตรรับฝึก ‘ช่างซ่อมเครื่องยนต์เกษตรท้องถิ่น’ เปิดอบรมฟรี3หลักสูตรทั่วปท.

วันศุกร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรรับฝึก

‘ช่างซ่อมเครื่องยนต์เกษตรท้องถิ่น’

เปิดอบรมฟรี3หลักสูตรทั่วปท.

ปี2562ตั้งเป้าสร้าง2,400ราย

เนื่องจากที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตรสร้างช่างเกษตรท้องถิ่น โดยการสนับสนุนให้เกษตรกรพัฒนาทักษะและเทคนิคการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตร เพื่อให้สามารถช่วยเหลือตรวจเช็ค ซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรแก่เกษตรกรด้วยกันในท้องถิ่น และเพื่อปรับตัวรองรับการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะเครื่องจักรกลขนาดเล็ก ที่ปัจจุบันมีการถือครองอยู่ไม่น้อยกว่า 2.8 ล้านเครื่อง กรมส่งเสริมการเกษตร จึงดำเนินการพัฒนาความรู้และศักยภาพแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่องไปในวงกว้าง

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรนำเครื่องยนต์เกษตรมาใช้มากขึ้น เพื่อเป็นการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่เพิ่มรายได้ และลดรายจ่ายให้เกษตรกร กรมจึงเดินหน้าพัฒนาเกษตรกรผู้ใช้เครื่องยนต์เกษตรอย่างต่อเนื่อง สู่การเป็น“ช่างเกษตรท้องถิ่น” ผ่านการฝึกอบรมพัฒนาทักษะและเทคนิคที่ถูกต้องในด้านการใช้และบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตร เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรนำความรู้ไปใช้ปฏิบัติ เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครื่องจักรกลของตนเองได้ และพัฒนาไปสู่การให้บริการตรวจเช็ค ซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรให้เกษตรกรด้วยกันในท้องถิ่นของตน โดยในปีงบประมาณ 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรมีเป้าหมายสร้าง “ช่างเกษตรท้องถิ่น” 2,400 ราย ทั่วประเทศ ผ่านการฝึกอบรม 3 หลักสูตร ใน 3 ระดับ ประกอบด้วย ช่างเกษตรท้องถิ่นระดับที่ 1 จำนวน 2,100 ราย ซึ่งผู้ผ่านการฝึกอบรมจะมีทักษะใช้ และบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตรได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และสามารถถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรในท้องถิ่นได้ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอย่างน้อย 500 บาท/เครื่อง/ปี

สำหรับการฝึกอบรมช่างเกษตรท้องถิ่นระดับที่ 2 จำนวน 200 ราย โดยคัดเลือกผู้ผ่านการฝึกอบรมช่างเกษตรระดับที่ 1 เพื่อพัฒนาทักษะและเทคนิคการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรเพิ่มเติม ให้สามารถบริการตรวจเช็ค ซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรเบื้องต้นให้เกษตรกรในท้องถิ่นได้ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอย่างน้อย 1,000 บาทต่อปีต่อเครื่อง และหลักสูตรช่างเกษตรท้องถิ่นระดับที่ 3 จำนวน 100 ราย
โดยคัดเลือกผู้ผ่านการฝึกอบรมช่างเกษตรระดับที่ 2 เพื่อพัฒนาทักษะและเทคนิคการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรเพิ่มเติม ให้สามารถบริการตรวจเช็คซ่อมแซมใหญ่ เครื่องยนต์เกษตร (Overhaul) ให้เกษตรกรในท้องถิ่นได้ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอย่างน้อย 1,500 บาทต่อเครื่องต่อปี โดยสิทธิพิเศษสำหรับเกษตรกรที่ผ่านการฝึกอบรมช่างเกษตรท้องถิ่นระดับที่ 3 กรมจะสนับสนุนเครื่องมือสำหรับการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตร ให้เกษตรกรนำไปประกอบเป็นอาชีพเสริมด้วย

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้สนใจเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อเป็น“ช่างเกษตรท้องถิ่น” ติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด หรือสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยเปิดรับจำนวนจำกัดและไม่เสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม

เลาะรั้วเกษตร : ข้าวไทยข้าวเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382724

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ข้าวไทยข้าวเทศ

วันศุกร์ ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำลังดำเนินการแก้ไขปัญหายางพาราราคาตกต่ำทุกวิถีทางที่คิดว่าจะได้ผล รวมทั้งการส่งเสริมปลูกพืชอื่นแทนยาง…ก็ว่ากันไป…แต่อย่าลืมดูอนาคตของพืชที่ส่งเสริมให้ปลูกแทนด้วยว่า จะหนีเสือปะจระเข้หรือเปล่า…..

วันนี้ขอคุยเรื่องเบาๆ เป็นเรื่องที่ เกี่ยวกับการประกวด ไม่ใช่ประกวดนางงาม แต่เป็นการประกวดข้าวของ The Rice Trader ซึ่งเป็นกลุ่มของผู้ค้าข้าวนานาชาติ อะไรก็ตามที่เป็นเรื่องของการค้าขาย หรือเป็นผู้ค้าขาย ย่อมมีเรื่องของผลประโยชน์อยู่ด้วยเป็นธรรมดา…การประกวดข้าวก็เช่นกัน เชื่อว่าจะต้องมีเรื่องของผลประโยชน์แฝงอยู่ด้วย

ผลประโยชน์ที่ว่านี้ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย น่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพข้าวซึ่งจะส่งผลไปถึงราคาข้าวที่ประเทศผู้ผลิตข้าวค้ากันในตลาดโลก แบบว่าประเทศไหนได้รางวัลข้าวดีที่สุดของโลกไป ก็สามารถจะอัพราคาข้าวนั้นขึ้นมาได้

The Rice Trader จัดประกวดข้าวดีที่สุดของโลก (World’s Best Rice) เป็นประจำทุกปี ในงานประชุมผู้ค้าข้าวโลก ซึ่งจะจัดขึ้นประมาณเดือนตุลาคม โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี 2552 หมุนเวียนไปตามประเทศซึ่งปลูกข้าวเป็นหลัก

คณะกรรมการตัดสินเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร สมาคม บริษัทที่ปรึกษา เกี่ยวกับการทำอาหาร และพ่อครัวที่มีชื่อเสียงจากประเทศต่างๆ ร่วมเป็นกรรมการ ใช้เกณฑ์การตัดสิน 4 ด้านหลัก ได้แก่ กลิ่น รสชาติ ความเหนียวนุ่ม และ รูปร่างลักษณะ โดยใช้การทดสอบแบบไม่ให้กรรมการทราบว่าเป็นข้าวของประเทศใด แล้วลงคะแนนตัดสิน โดยคะแนน 40% มาจากข้าวที่ยังไม่ได้หุง ส่วนอีก 60% เป็นข้าวที่หุงสุกแล้ว

การประกวดที่ผ่านมา มีประเทศที่ได้รางวัลหมุนเวียนกันอยู่ไม่กี่ประเทศ ไทยบ้าง กัมพูชาบ้าง พม่าบ้าง รวมไปถึงสหรัฐอเมริกา ข้าวหอมมะลิของไทยได้รางวัล World’s Best Rice 5 ปี คือในปี 2553, 2557, 2558, 2559,2560 ข้าวเพิร์ล ป่อ ส่าน ของเมียนมาได้รางวัลชนะเลิศในปี 2554 ข้าวผกามะลิ และ ผกาลำดวน ของกัมพูชา ได้รางวัลชนะเลิศในปี 2555, 2556 และ 2557 โดยในปี 2556 ได้รางวัลร่วมกับข้าว California Rose หรือ Calrose ของสหรัฐอเมริกา และ ปี 2557 ได้รางวัลร่วมกับข้าวหอมมะลิของไทย

มาปีนี้ 2561 การประชุมผู้ค้าข้าวโลก จัดขึ้นที่ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 10-12 ตุลาคมที่ผ่านมา มีการประกวด World’s Best Rice เช่นเคย ปีนี้ ข้าวมาลีอังกอร์ ของกัมพูชา ได้รับรางวัลชนะเลิศ ขณะที่ข้าวหอมมะลิของไทยตกไปอยู่อันดับ 2

แหล่งข่าวบอกว่า กัมพูชามีการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพข้าวอย่างจริงจัง โดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการเงิน และเกษตรกรผู้ปลูก กับสมาคมผู้ส่งออกข้าว ซึ่งประกอบด้วยผู้ประกอบการส่งออกข้าวรายใหญ่และเล็กเกือบ 100 รายจากทั่วประเทศ

อาจจะมีการพูดวิพากษ์วิจารณ์กันไป โดยเฉพาะในพื้นที่สื่อ เรื่องรางวัลข้าวดีที่สุดของโลก ที่ข้าวหอมมะลิของไทย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นข้าวคุณภาพที่ดีที่สุดของไทย และเป็นที่นิยมไปทั่วโลกถูกข้าวหอมของกัมพูชาแซงหน้าได้รางวัลไป การประกวดก็เป็นการแข่งขันอย่างหนึ่ง ต้องเตรียมตัว ฟิตร่างกาย เตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ถ้ามีคนที่ฟิตและเฟิร์มกว่า เขาก็ชนะไป เราแชมป์เก่าก็แค่เสียหน้าเล็กน้อย
ไม่เสียหน้ามากเพราะยังติด 1 ใน 3 อันดับแรก

เรื่องข้าวหอมของกัมพูชา ก็ไม่น่าเป็นกังวล ดูตัวเลขส่งออกข้าวหอมของไทย เปรียบเทียบกับกัมพูชา ก็ยังห่างไกลกัน โดยตัวเลขในปี 2559 ไทยส่งออกข้าวหอม 2.3 ล้านตัน ในขณะที่กัมพูชาส่งออกข้าวหอมได้ไม่ถึง 4 แสนตัน

ว่าด้วยเรื่องข้าวแล้ว ใครจะสู้ประเทศไทย เรามีพันธุ์ข้าวที่เคยนิยมในอดีต และปัจจุบันยังมีการปลูกอยู่ รวมทั้งไม่มีใครปลูกแล้ว แต่ยังเก็บรักษาพันธุ์ไว้ในธนาคารเชื้อพันธุ์พืช นับร้อยพันธุ์ มีทั้งข้าวหอม ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวญี่ปุ่น ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ มีการปรับปรุงพันธุ์ข้าวมาอย่างต่อเนื่องจากอดีตจนถึงปัจจุบันกว่า 80 ปี ปัจจุบันมีพันธุ์ข้าวเพื่อสุขภาพให้ผู้คนได้เลือกบริโภคมากมาย เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสินเหล็ก ข้าวหอมนิล ข้าว กข 43 และ ข้าวสังข์หยด เป็นต้น

อย่างไรเสีย ประเทศไทยก็มีข้าวนี่แหละ ที่เป็นพืชอาหารหลักที่ยั่งยืนเลี้ยงคนในชาติมาได้ จนทุกวันนี้ ไม่ว่าจะราคาสูง ราคาต่ำ น้ำจะน้อย น้ำจะมาก ก็ขอปลูกข้าวไว้ก่อน…..

แว่นขยาย

ปลัดเกษตรฯเปิดใช้ถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต ตั้งเป้าขยายผลกว่า 50 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382786

ปลัดเกษตรฯเปิดใช้ถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต ตั้งเป้าขยายผลกว่า 50 แห่ง

ปลัดเกษตรฯเปิดใช้ถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต ตั้งเป้าขยายผลกว่า 50 แห่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 18.20 น.

ปลัดเกษตรฯ เปิดใช้ถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต ภายในศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย ตามมาตรการเร่งรัดการใช้ยางพารา พร้อมตั้งเป้าขยายผลกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดใช้ถนนลาดยางแอสฟัลท์ติกคอนกรีต ตามมาตรการเร่งรัดการใช้ยางพารา โครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐของกรมการข้าว ณ ศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย อ.รัตนวาปี จ.หนองคาย ว่า ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางพารากว่า 4 ล้านตัน/ปี และกว่า 90% ส่งออกต่างประเทศ ทำให้ประสบปัญหาราคาผันผวน จนปัจจุบันมีราคาตกต่ำลงอย่างมากเมื่อเปรียบราคาต้นทุนที่รัฐบาลประเมินไว้ รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ โดยการแปรรูปยางพาราให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือใช้เป็นส่วนผสมต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ยางพาราเป็นส่วนผสมในการทำถนนลาดยาง เพื่อสร้างสมดุลของราคายางพาราในตลาด ควบคู่กับการออกมาตรการต่าง ๆ มารองรับ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพาราและลูกจ้างในสวนยางให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ถึงแม้ว่ากรมการข้าวจะมีภารกิจดูแลชาวนาทั่วประเทศ แต่ก็ยังมีส่วนร่วมในการทำโครงการที่ตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ในการเร่งรัดการใช้ยางพาราภายในประเทศ และดำเนินการจนประสบความสำเร็จ และมุ่งหวังว่าหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะดำเนินโครงการนี้ต่อเนื่องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ด้านนายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการข้าวมีความภาคภูมิใจที่ร่วมเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีส่วนร่วมในการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากยางพาราที่ผลิตโดยพี่น้องชาวสวนยาง นอกจากถนนเส้นนี้แล้ว ในปี 2549 กรมวิชาการเกษตรยังได้ร่วมกับกรมการข้าว ผลักดันให้ศูนย์วิจัยข้าวแพร่ ซึ่งเป็นหน่วยงานของกรมการข้าวนำร่องทำผิวถนนลาดยางผสมยางพารา ด้วยถนนที่มีความกว้าง 3.5 เมตร หนาไม่น้อยกว่า 3 เซนติเมตร ความยาว 2,000 เมตร พื้นที่ประมาณ 6,400 ตารางเมตร โดยใช้ส่วนผสมของยางพารา 6% ในการลาดยางซ่อมผิวถนน โดยถนนดังกล่าวมีอายุการใช้งานนานถึง 10 ปี แต่ยังมีสภาพดี กรมการข้าวจึงมีความตั้งใจที่จะขยายผลการซ่อมแซมถนนในศูนย์วิจัยข้าว และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกว่า 50 แห่ง ให้เป็นถนนลาดยางพาราเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องชาวสวนยางและประเทศให้มากที่สุด

ทั้งนี้ การสร้างถนนที่มีส่วนผสมของยางพารามีประโยชน์หลายประการ เช่น เป็นถนนที่มีคุณภาพดี เนื่องจากทำให้ผิวถนนมีความลื่นลดลง มีส่วนช่วยลดอุบัติเหตุและอัตราการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน อีกทั้งอายุการใช้งานยาวนานกว่าถนนยางแอสฟัลท์หรือยางมะตอยธรรมดา ทำให้ภาครัฐประหยัดงบประมาณในการซ่อมแซมเป็นจำนวนมาก ลดปัญหาการจราจรติดขัดและอุบัติเหตุระหว่างการซ่อมบำรุงผิวทาง และที่สำคัญคือประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางพารา การใช้ประโยชน์จากยางพาราภายในประเทศจะช่วยทำให้พี่น้องชาวสวนยางมีรายได้และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้ เกษตรกรจังหวัดหนองคาย ยังประกอบอาชีพทำสวนยางรองจากการทำนา มีพื้นที่สวนยางประมาณ 255,000 ไร่ ผลผลิตรวม 64,700 ตัน กรมการข้าวจึงได้ดำเนินการก่อสร้างถนนลาดยางผิวทางพาราแอสฟัลท์ติกคอนกรีต ภายในศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย โดยแขวงทางหลวงชนบทหนองคายให้ความร่วมมือในการออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง มีระยะทาง 1,950 เมตร กว้าง 4 เมตร หรือคิดเป็นพื้นที่ 7,800 ตารางเมตร โดยผสมยางพารา 5% ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 90 วัน นับเป็นความภาคภูมิใจของพี่น้องชาวสวนยางพาราที่มีส่วนร่วมในการผลิตน้ำยางเพื่อสร้างถนนเส้นนี้ด้วยเช่นกัน