อปท.7พันแห่งได้เฮ! รับแบบสูตรพร้อมคู่มือสร้างถนนยางพาราใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382655

อปท.7พันแห่งได้เฮ! รับแบบสูตรพร้อมคู่มือสร้างถนนยางพาราใหม่

อปท.7พันแห่งได้เฮ! รับแบบสูตรพร้อมคู่มือสร้างถนนยางพาราใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 14.18 น.

“อปท. 7 พันแห่ง ได้เฮ รับแบบและสูตรพร้อมคู่มือสร้างถนนยางพาราใหม่ ถึงมือท้องถิ่นทำได้เอง ร่วมกับ กยท.เปิดจุดรับซื้อน้ำยางจากเกษตรกรได้ทันที กฤษฏา ชี้ขั้นตอนทำถนนยางพาราผสมซีเมนท์ ไม่ยุ่งยาก ประหยัดงบเหลือเพียง 9 แสนกว่าต่อกม.”

13 ธ.ค.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าประสานไปถึงปลัดกระทรวงมหาดไทยเพื่อขอความร่วมมือจัดส่ง “ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่อง ข้อแนะนำการก่อสร้างถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางพาราสำหรับท้องถิ่น “ ให้ผู้บริหารอปท. 7,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อใช้ในการดำเนินงานตามก่อสร้างถนนยางพาราในโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร เกือบ​ 80,000​ แห่ง ตามนโยบายรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพราคายางอย่างยั่งยืนด้วยมาตรการต่างๆ ซึ่งประกอบด้วยการนำยางพารามาใช้ในหน่วยงานภาครัฐเพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศ

ทั้งนี้​แบบและสูตร รวมถึง​คู่มือแนะนำการก่อสร้างที่กระทรวงคมนาคมส่งมาให้ ระบุให้ใช้ลูกรังหรือวัสดุมวลรวมดิน ผสมกับปูนซีเมนต์ชนิดปอร์ตแลนด์ น้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่ม และน้ำเพื่อใช้ในการก่อสร้างชั้นพื้นทางหรือผิวทางจราจร โดยการก่อสร้างเป็นชั้นเดียวหรือหลายชั้นไปบนชั้นรองพื้นทาง หรือชั้นอื่นใดที่ได้เตรียมไว้โดยการเกลี่ยแต่งและบดทับให้ถูกต้องตามแนวระดับความลาด แบบและสูตรเปิดไว้ให้สามารถใช้ได้ทั้งน้ำยางสดและน้ำยางข้น จากเดิมต้องผสมน้ำยางกับสารลดแรงตึงผิวที่โรงงานผสม ขณะนี้เพิ่มข้อกำหนดใหม่ให้สามารถทำด้วยวิธีผสมน้ำยางพารากับสารลดแรงตึงผิวที่งานสนาม (Mix in Place) โดยใช้รถในการเกลี่ยในการผสมได้เลย เพื่อให้สามารถรับซื้อน้ำยางสดจากสถาบันเกษตรกรในพื้นที่ได้โดยตรง ซึ่งสูตรนี้เหมาะสำหรับถนนที่มีปริมาณงานไม่เกิน 30,000 ตารางเมตรหรือความยาวไม่เกิน 5 กิโลเมตร และควรมีปริมาณจราจรไม่เกิน 500 คันต่อวัน

นอกจากนี้ในคู่มือระบุถึงวัสดุลูกรังทำชั้นพื้นหรือผิวทางจราจรหรือวัสดุมวลดินซึ่งนำมาเสริมบนชั้นรองพื้นทางซึ่งกำหนดลักษณะไว้ให้สามารถหาในท้องถิ่นได้ โดยจะต้องตรวจสอบลักษณะของลูกรัง แล้วออกแบบส่วนผสม (Job Mix Formula) ตามที่คู่มือกำหนดไว้ ให้ตรงกับคุณลักษณะของดิน

นายกฤษฎา กล่าวว่า กรมบัญชีกลางได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ประกาศคณะกรรมการราคากลางและขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดราคากลางงานก่อสร้างซึ่งแบบผสมในโรงงานผสมอยู่ที่ 1,230,000 บาทต่อกิโลเมตร สำหรับราคาจ้างเหมาสูตรผสมงานสนามกิโลเมตรละ1,140,000 บาท แต่หากอปท. ทำเองนั้น การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้คำนวณร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่มีกองช่างแล้ว ประมาณการว่าอยู่ที่ 900,000 บาทต่อกิโลเมตร จะประหยัดงบประมาณลงไปอีก

“อปท. ทั่วประเทศแจ้งความจำนงร่วมโครงการทำถนนยางพารา แต่รอแบบและสูตร รวมทั้งราคากลางนี้อยู่ เมื่อมีประกาศออกมาต่างยินดี พร้อมดำเนินการทันที จึงสั่งการเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) จังหวัดและผู้อำนวยการ กยท.จังหวัดเร่งประสานอปท. ทุกจังหวัดเพื่อร่วมกันทำงาน อีกทั้งกระทรวงเกษตรฯ ได้ประสานกระทรวงมหาดไทยเชิญผู้บริหารอปท. ทั่วประเทศมาประชุมเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับแบบ สูตรผสม และคู่มือก่อสร้างให้เข้าใจตรงกัน โดยการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)รับรองกลุ่มเกษตรกร ซึ่งอปท.สามารถซื้อน้ำยางได้โดยตรง มั่นใจว่า การเพิ่มการใช้ยางพาราในโครงการสร้างถนนนี้จะสามารถช่วยให้เกษตรกรขายน้ำยางได้มากขึ้นและราคาสูงขึ้นด้วย” นายกฤษฎา กล่าว

‘กฤษฏา’ปักธงลุยใช้งบสะสมทุกอปท.9.2หมื่นล้านบาท เดินหน้าโครงการ1หมู่บ้าน1กิโลเมตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382653

'กฤษฏา'ปักธงลุยใช้งบสะสมทุกอปท.9.2หมื่นล้านบาท เดินหน้าโครงการ1หมู่บ้าน1กิโลเมตร

‘กฤษฏา’ปักธงลุยใช้งบสะสมทุกอปท.9.2หมื่นล้านบาท เดินหน้าโครงการ1หมู่บ้าน1กิโลเมตร

วันพฤหัสบดี ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 14.16 น.

“กฤษฏา ปักธงลุยใช้งบ สะสมทุกอปท.9.2 หมื่นล้านบาท เดินหน้าโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร ดันน้ำยางสดออกจากระบบ 1.44 ล้านตัน ผสมซีเมนท์ทำถนนทุกหมู่บ้านกว่า 7.5 หมู่บ้าน 7.2 พันตำบล เร่งกรมชลฯใช้น้ำยางทำถนนคันคลองชลประทาน 53 จังหวัด ยกระดับราคายางพุ่ง 5 บาทต่อกก.”

13 ธ.ค.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าหลังจากกระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม ได้ส่งแบบก่อสร้างถนนยางพาราผสมซีเมนท์ และราคากลาง มาให้กระทรวงเกษตรฯแล้ว ซึ่งกำหนดออกมาใหม่ เพราะตนต้องการให้ทุกท้องถิ่นสามารถดำเนินการก่อสร้างได้เอง หรือ Mix in Place ในโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร  ในการสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นำน้ำยางพาราไปใช้สร้างถนนพาราผสมซีเมนต์ทั่วประเทศ จำนวน 75,032 หมู่บ้าน 7,255 ตำบล หมู่บ้านละเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 1 กิโลเมตร รวมระยะทาง 75,032 กิโลเมตร ใช้งบประมาณสะสมของอปท.กว่า 9.2 หมื่นล้านบาท และสร้างถนนคันคลองชลประทานใน 53 จังหวัดในโครงการไทยนิยมยั่งยืน

“จะทำให้มีการดูดซับน้ำยางออกจากตลาดในปริมาณมากและจะทำให้ราคายางมีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะยาว โดยเร็วๆนี้จะประสานกับกระทรวงมหาดไทย แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร จัดทำแผนปฏิบัติงานโครงการ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) และดำเนินโครงการโดยองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ตามแผนปฏิบัติงานโครงการปรับปรุงถนนภายในหมู่บ้าน ให้เป็นถนนที่มีการนำยางพารามาเป็นส่วนผสมในการก่อสร้างถนนในชั้นพื้นฐานหนา 15 เซนติเมตร กว้าง 6 เมตร คาดว่าสามารถเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศมากขึ้น ซี่งการนำยางพารามาใช้ในการทำถนนเป็นจำนวนน้ำยางสด 1.44 ล้านตัน หรือคิดเป็นน้ำยางข้น 7.2 แสนตัน ” นายกฤษฏา กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า นอกจากนี้เร่งรัดกรมชลประทาน ดำเนินโครงการสร้างถนนคันคลองชลประทานใน 53 จังหวัด แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ ถนนงานยางพาราแอสฟัลต์ติกคอนกรีต ใช้ยางพาราผสมกับยางมะตอยและหินเกล็ดและถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพารา ใช้ยางพาราผสมกับลูกรังและปูนซีเมนต์ โดยทุกโครงการจะเป็นการรับซื้อยางพาราจากเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรโดยตรง ทำให้ลดสต็อกยางโดยอัตโนมัติ เช่น การทำถนน 1 กิโลเมตร ใช้น้ำยางพาราสด 12 ตัน และเมื่อมีความต้องการมากขึ้น คาดว่าจะทำให้ราคายางพาราปรับสูงขึ้น 5 บาทต่อกิโลกรัม ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ นับว่าคุ้มค่า เพราะนอกจากจะทำให้มีการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น ยังส่งผลให้ราคายางพาราสูงขึ้นตามเป้าหมาย และที่สำคัญเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งหลายจังหวัดได้เริ่มลงมือแล้ว เช่น จ.หนองบัวลำภู จ.อุทัยธานี และอีกหลายจังหวัดที่เตรียมดำเนินการอยู่

รายงานพิเศษ : ‘หมอดินน้อย’สานต่อศาสตร์พระราชา พัฒนาการเกษตรยุคใหม่เน้นปุ๋ยอินทรีย์คืนชีวิตให้ดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382480

รายงานพิเศษ : ‘หมอดินน้อย’สานต่อศาสตร์พระราชา  พัฒนาการเกษตรยุคใหม่เน้นปุ๋ยอินทรีย์คืนชีวิตให้ดิน

รายงานพิเศษ : ‘หมอดินน้อย’สานต่อศาสตร์พระราชา พัฒนาการเกษตรยุคใหม่เน้นปุ๋ยอินทรีย์คืนชีวิตให้ดิน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปัญหาดินเสื่อมโทรมและภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่มาจากฝีมือมนุษย์ทั้งจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และความตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นการเผาหน้าดิน การใช้ปุ๋ยเคมี และการปลูกพืชที่ไม่เหมาะสมกับสภาพดิน นำมาซึ่งปัญหาระยะยาวที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับดินและผลผลิตทางการเกษตร

กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทอย่างมากในกระบวนการทางภาคเกษตรและถือเป็นหน่วยงานแรกๆ  ที่จะต้องเข้าไปเตรียมความพร้อมก่อนทำการเพาะปลูก เช่น การปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน รวมถึงการวางระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ตลอดจนให้ความรู้ในการทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และสารไล่แมลง โดยใช้ผลิตภัณฑ์ พด. สูตรต่างๆ

ไม่เพียงแค่เกษตรกรเท่านั้นที่จะได้รับความรู้ในเรื่องของการพัฒนาที่ดิน แต่ยังต่อยอดไปถึงบุตรหลานของเกษตรกรด้วย โดยผ่านโครงการหมอดินน้อยหรือยุวหมอดินในโรงเรียน ที่กรมพัฒนาที่ดินได้ส่งเสริมและสนับสนุน ซึ่งมุ่งเน้นในกลุ่มของเด็กและเยาวชนที่จะได้รับรู้เรื่องราวของทรัพยากรดินอย่างเข้าถึงในรูปแบบเชิงวิทยาศาสตร์ที่จะเข้าใจง่าย รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพื้นฐานการเกษตร การพัฒนาดินอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังหวังให้นำเอาความรู้ขยายผลไปสู่ครอบครัวและชุมชนของตนเอง

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า โครงการหมอดินน้อยในโรงเรียน เป็นโครงการสำคัญที่กรม ต้องการปลูกฝังด้านการเกษตรให้กับเด็กและเยาวชนรักในอาชีพเกษตรกรรม โดยร่วมกับโรงเรียนในชนบท โรงเรียนที่อยู่ในโครงการพระราชดำริ หรือโรงเรียน ตชด. ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่จะเป็นลูกหลานของเกษตรกร และจะคลุกคลีอยู่กับการเกษตรอยู่แล้ว กรมจึงร่วมกับโรงเรียนแต่ละแห่งทำโครงการหมอดินน้อย โดยจะมีกิจกรรมให้เด็กนักเรียนทำ เริ่มจากการสอนให้รู้จักดิน รวมถึงการทำปุ๋ยอินทรีย์ ทั้งปุ๋ยหมัก และน้ำหมักชีวภาพ เพื่อให้นำไปใช้กับแปลงเพาะปลูก ซึ่งบางโรงเรียนอาจทำในระบบสหกรณ์ กล่าวคือ ปลูกแล้วนำไปจำหน่ายให้กับโรงอาหารและเพื่อนำรายได้เข้าสู่ระบบของสหกรณ์ นอกจากนี้ยังให้ผู้ปกครองของนักเรียนบางแห่ง เข้ามาเรียนรู้กับนักเรียนด้วย

สำหรับโรงเรียนบ้านทุ่งหลวง และโรงเรียนบ้านหนองเต่า อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นโรงเรียนที่กรมพัฒนาที่ดิน ได้ส่งหมอดินอาสาและเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมเข้าไปอบรมนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โดยอบรมทบทวนความรู้ด้านผลิตภัณฑ์ พด. ต่างๆ การปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อใช้ในการปรับปรุงบำรุงดิน การปลูกหญ้าแฝกในที่ลาดชัน เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ และได้ให้นักเรียนฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับการทำน้ำหมักชีวภาพ พด.2 และการทำสารขับไล่แมลง พด.7 รวมถึงให้นักเรียนทดลองปลูกผักสลัดในโรงเรือน และนำน้ำหมักชีวภาพไปใช้พ่น เพื่อเป็นการให้อาหารทางใบ

“อยากให้เด็กๆเหล่านี้ เห็นถึงความสำคัญของการใช้ทรัพยากรดิน รู้จักการคืนชีวิตให้กับดิน โดยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตเองลงไปในดิน เด็กๆก็จะได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของดินที่เขาเข้าไปปรับปรุงว่าดินดีขึ้นอย่างไร ซึ่งเราได้น้อมนำศาสตร์พระราชาในเรื่องของการพัฒนาที่ดินอย่างยั่งยืน คืนชีวิตให้กับดิน ชีวิตเราก็จะมีความสุข” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

เด็กชายธีรภัทร  ชิรมย์พนาราม นักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยตอง เล่าว่า หลังจากเข้าร่วมโครงการได้รับความรู้ขั้นพื้นฐานด้านการทำน้ำหมักชีภาพเพื่อนำไปใช้ในโรงเรือนและที่บ้านตนเอง ทั้งเป็นการทำเกษตรแบบอินทรีย์ แทนการใช้เคมีที่เราทำกันมาเนิ่นนาน ทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้น โดยจะใช้เวลาในช่วงวันอังคารช่วงบ่ายเรียนรู้และปฏิบัติ ยกตัวอย่างสิ่งที่เรียนรู้คือ การนำผัก 10 ชนิด ผสมกับสาร พด. 2 และกากน้ำตาล เป็นต้น  จากระยะเวลา 4-5 เดือนที่เข้าอบรมและนำมาปฏิบัติจริงทำให้มีรายได้จากการขายผักประมาณหมื่นบาท

นับว่าโครงการดังกล่าว เป็นการปลูกฝังความรักในอาชีพเกษตรกรรมให้กับเด็กและเยาวชน เพื่อให้สานต่ออาชีพนี้ให้อยู่คู่ประเทศไทยต่อไป

หนุนแปลงใหญ่ชัยนาทปรับตัว ใช้รถดำนา-หยอดข้าวแทนหว่าน รวมขั้นตอนปลูก-ฉีดยาคุมวัชพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382476

x

หนุนแปลงใหญ่ชัยนาทปรับตัว ใช้รถดำนา-หยอดข้าวแทนหว่าน รวมขั้นตอนปลูก-ฉีดยาคุมวัชพืช

วันพฤหัสบดี ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หนุนแปลงใหญ่ชัยนาทปรับตัว

ใช้รถดำนา-หยอดข้าวแทนหว่าน

รวมขั้นตอนปลูก-ฉีดยาคุมวัชพืช

ได้ผลผลิตน่าพอใจ-ลดต้นทุนมาก

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า สยามคูโบต้าตระหนักดีว่า การปลูกข้าวด้วยวิธีการทำนาดำและนาหยอด ช่วยให้ผลผลิตมีคุณภาพและได้พันธุ์ข้าวที่บริสุทธิ์ อีกทั้ง ยังช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และบำรุงรักษาต้นข้าวได้ง่าย จึงได้ส่งเสริมเกษตรกรปลูกข้าวคุณภาพสูงด้วยวิธีใช้รถดำนาและรถหยอดข้าว ทดแทนการทำนาหว่าน โดยหนึ่งในพื้นที่ที่สยามคูโบต้าเข้าไปส่งเสริมคือ กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านพระแก้ว อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท โดยมีเป้าหมายสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิต ทั้งนี้ จ.ชัยนาท พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตชลประทานเหมาะแก่การทำนา แต่เกษตรกรบางส่วนประสบปัญหาปัจจัยการผลิตสูง ทั้งค่าจ้างแรงงาน ค่าเมล็ดพันธุ์ รวมถึงค่าบำรุงรักษา จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่แห่งนี้เปลี่ยนจากการทำนาหว่าน มาเป็นนาดำและนาหยอด ด้วยการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว โดยเฉพาะข้าวคุณภาพ GAP ที่รัฐบาลสนับสนุนให้เกษตรกรเพาะปลูกอยู่ในขณะนี้

สำหรับแนวทางส่งเสริมเกษตรกรในกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านพระแก้ว บริษัทร่วมกับร้านค้าผู้แทนจำหน่ายและหน่วยงานราชการท้องถิ่น ลงพื้นที่ให้ความรู้และทำแปลงส่งเสริมการปลูกข้าวด้วยวิธี KUBOTA (Agri) Solutions เน้นการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรเพาะปลูก ทั้งรถดำนา ที่ช่วยให้ความลึกในการปักดำต้นกล้าสม่ำเสมอกัน และมีระยะเหมาะสมกับต้นข้าวแต่ละพันธุ์ สำหรับการใช้รถหยอดข้าว จะช่วยให้เกษตรกรลดใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวลงได้ ต้นข้าวเรียงกันเป็นแถวสวยงาม บำรุงรักษาง่าย ซึ่งรถหยอดข้าวคูโบต้ารุ่น DS10 ยังสามารถฉีดยาพ่นคุมวัชพืชไปพร้อมกันได้ เป็นการรวมขั้นตอนปลูกและฉีดยาคุมวัชพืชให้เหลือเพียงขั้นตอนเดียว โดยทั้ง 2 แนวทางนี้ ล้วนมีส่วนสำคัญทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้ดี ข้าวแตกกอสมบูรณ์ ได้จำนวนเมล็ดข้าวต่อรวงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพ

ด้านคุณบุญฤทธิ์ หอมจันทร์ รองประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้านพระแก้ว กล่าวเสริมว่า สยามคูโบต้าเข้ามาส่งเสริมการปลูกข้าวให้เกษตรกรในกลุ่ม โดยให้เปลี่ยนจากทำนาหว่านที่คุ้นเคยมากว่า 30 ปี มาเป็นทำนาด้วยเครื่องหยอดข้าวและรถดำนา พบว่าได้ผลผลิตที่น่าพอใจ ช่วยลดต้นทุนได้มาก โดยได้ผลผลิตในปริมาณ 932กิโลกรัม/ไร่ และได้กำไรประมาณ 5,345 บาท/ไร่ ซึ่งต่างจากการทำนาหว่าน ที่ได้ผลผลิตเพียง 670 กิโลกรัม/ไร่ และได้กำไรประมาณ 3,058 บาท/ไร่ สมัยที่ทำนาหว่าน ต้นข้าวจะหนาแน่นมาก ทำให้บำรุงรักษายาก ยิ่งในขั้นตอนการกำจัดวัชพืชและแมลง ต้องใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงในปริมาณมาก ส่งผลให้ต้นทุนสูงถึง 4.9 บาท/กิโลกรัม ต่างจากการทำนาโดยใช้เครื่องหยอดและรถปักดำ ที่ใช้ต้นทุนเพียง 3.6 – 3.8 บาท/กิโลกรัม เพราะว่ามีการใช้เครื่องหยอดและรถปักดำในขั้นตอนการปลูก ทำให้ต้นข้าวเป็นแถวสวยงาม เรียงกันเป็นระเบียบ บำรุงรักษาได้ง่าย และต้นข้าวไม่ต้องแย่งปุ๋ยเวลาเจริญเติบโต ส่งผลให้ความสูงของต้นข้าวสม่ำเสมอกัน นอกจากนี้ ยังช่วยลดการใช้เมล็ดพันธุ์เหลือเพียง 8 กิโลกรัม/ไร่ ต่างจากการทำนาหว่านที่ใช้เมล็ดพันธุ์สูงถึง 20 กิโลกรัม/ไร่

กรมวิชาการเกษตรตื่นตัว ขันนอตจนท.เฝ้าระวัง‘หนอนกระทู้’ระบาดข้ามพรมแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382479

x

กรมวิชาการเกษตรตื่นตัว ขันนอตจนท.เฝ้าระวัง‘หนอนกระทู้’ระบาดข้ามพรมแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จากการที่ประเทศไทยได้รับการแจ้งเตือนจาก FAO เรื่องการระบาดของหนอนกระทู้ fall armyworm ซึ่งเป็นแมลงศัตรูพืชสำคัญของข้าวโพด เดิมพบระบาดในพื้นที่เขตร้อนและพื้นที่เขตกึ่งร้อนของทวีปอเมริกา และมีรายงานการระบาดครั้งแรกในภาคกลางและภาคตะวันตกของทวีปแอฟริกา ช่วงต้นปี 2559 จากนั้นแพร่กระจายออกไป และเกิดระบาดในหลายประเทศเกือบทั่วทวีปแอฟริกา ส่วนในทวีปเอเชียมีรายงานพบการระบาดครั้งแรกปี 2561 โดยพบทำลายข้าวโพดในพื้นที่ Chikkaballapur, Karnataka
ของประเทศอินเดีย

กรมวิชาการเกษตรในฐานะทำหน้าที่เป็นองค์กรอารักขาพืชแห่งชาติตามอนุสัญญาว่าด้วยการอารักขาพืชระหว่างประเทศ มีหน้าที่ป้องกันมิให้ศัตรูพืชจากต่างประเทศเข้ามาแพร่ระบาดในประเทศจนสร้างความเสียหายต่อพืชสำคัญทางเศรษฐกิจ ได้เฝ้าระวังหนอนกระทู้ fall armyworm ป้องกันไม่ให้เข้ามาระบาดในประเทศไทย โดยสำรวจพื้นที่ปลูกข้าวโพดในประเทศไทยตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 เป็นต้นมา โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง ได้แก่ จ.ตาก แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และเชียงราย เนื่องจากรายงานล่าสุดของ FAO ระบุว่า หนอนกระทู้ระบาดที่ West Bengal ประเทศอินเดีย โดยอยู่ห่างจากชายแดนไทยด้านทิศตะวันตกประมาณ 1,200 กิโลเมตร ซึ่งผลสำรวจเพื่อเฝ้าระวังช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ยังไม่พบหนอนกระทู้ fall armyworm เข้ามาระบาดในประเทศไทย

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวต่อว่า นอกจากการเฝ้าระวังโดยสำรวจพื้นที่ปลูกข้าวโพดแล้ว กรมยังสร้างการรับรู้ถึงสถานการณ์ระบาดของหนอนกระทู้  fall armyworm ไปสู่เกษตรกร  เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรและด่านตรวจพืชของกรม เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตื่นตัว ร่วมกันเฝ้าระวังไม่ให้หนอนกระทู้ fall armyworm  เข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทย เนื่องจากเป็นแมลงศัตรูพืชที่บินได้ไกล ตัวเต็มวัยบินเฉลี่ยได้เฉลี่ย 100 กิโลเมตร/คืน  ขยายพันธุ์ได้เร็วมาก 30-40 วัน/รุ่น และมีพืชอาหารมากกว่า 80 ชนิด  ซึ่งนอกจากข้าวโพดแล้วยังมีพืชอาศัยอื่นที่เป็นแหล่งอาหาร เช่น ข้าว อ้อย ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี ฝ้าย ทานตะวัน ถั่วเหลือง หญ้า และพืชผักอีกหลายชนิด

ลักษณะการเข้าทำลายของหนอนกระทู้ fall armyworm เกิดขึ้นในระยะที่เป็นตัวหนอนเท่านั้น หนอนจะระบาดทำลายข้าวโพดตั้งแต่อายุประมาณ  7 วัน กระทั่งออกฝัก โดยกัดกินยอดและใบข้าวโพดแหว่งหรือกัดกินทั้งแผ่นใบ และจะพบตัวหนอนหลบซ่อนแสงอยู่ที่ยอดหรือโคนกาบใบข้าวโพด ความเสียหายที่เห็นได้ชัดคือ ระยะต้นอ่อนทำให้พืชตาย ระยะต้นแก่พืชจะไม่เจริญเติบโต ฝักลีบเล็กไม่สมบูรณ์  หากระบาดรุนแรงจะทำให้ผลผลิตเสียหาย 73%

สำหรับการป้องกันและกำจัดหนอนกระทู้ fall armyworm กำจัดได้โดยใช้สารชีวภัณฑ์ตามคำแนะนำของ FAO เช่น ใช้แตนเบียนไข่ไตรโคแกรมมา (Trichogramma)  แตนเบียนไข่เทเลโนมัส (Telenomus) แตนเบียนคีโนลัส (Chelonus) แมลงหางหนีบ เชื้อราบิวเวอเรีย (Beauveria bassiana) แบคทีเรียบาซิลลัสไอซา (Bt aizawai) หรือบาซิลลัสทูริงจิเอนซิส  (Bt thuringiensis)

“อย่างไรก็ตาม ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่แตกต่างกัน หากหนอนกระทู้ fall armyworm จะระบาดเข้ามาถึงมาประเทศไทยอาจต้องใช้เวลามากกว่าการระบาดในอินเดีย แต่เพื่อป้องกันไม่ให้หนอนกระทู้ fall armyworm ระบาดเข้ามา ขอให้เกษตรกรช่วยกันสำรวจพื้นที่ปลูกข้าวโพด รวมทั้งพืชอาศัยอื่น เช่น ข้าว อ้อย ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี ฝ้าย ทานตะวัน ถั่วเหลือง หญ้า และพืชผักอีกหลายชนิด หากพบพืชมีลักษณะอาการคล้ายการระบาดของหนอนกระทู้ fall armyworm ขอให้แจ้งสายด่วน  หนอนกระทู้  fall armyworm โทร. 06-1415-2517 นอกจากนี้ ในปี 2562 กรมวิชาการเกษตร มีแผนเฝ้าระวังเข้มข้นโดยใช้วิธีติดกับดักฟีโรโมนหนอนกระทู้ fall armyworm ในพื้นที่เสี่ยงระบาดด้วย”  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

เตือนเกษตรกรปลูกหอมแดงอีสาน ดูแลแปลงเพาะสกัด‘โรคหมานอน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382477

x

เตือนเกษตรกรปลูกหอมแดงอีสาน ดูแลแปลงเพาะสกัด‘โรคหมานอน’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นแหล่งพื้นที่ปลูกหอมแดงใหญ่ของประเทศ โดยจังหวัดศรีสะเกษ มีขนาดพื้นที่ปลูกหอมแดงเป็นอันดับ 1 ของภาค ซึ่งสร้างรายได้ให้เกษตรกรค่อนข้างมาก โดยหอมแดงเป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนในระยะสั้น ระยะเวลาตั้งแต่ปลูกจนเก็บเกี่ยวอยู่ที่ประมาณ 45-70 วัน เกษตรกรนิยมเตรียมพันธุ์ของตนเองไว้ และบางส่วนสั่งซื้อจากจังหวัดเพชรบูรณ์ ประกอบกับหน่วยงานภาครัฐดำเนินการส่งเสริมรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ในพื้นที่ โดยเป็นสินค้าของดีจังหวัดศรีสะเกษ

ทั้งนี้ ปัจจุบันราคาที่เกษตรกรขายได้ของจังหวัดศรีสะเกษ พบว่า ช่วงต้นเดือนธันวาคม 2561 หอมปึ่งราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 15 – 20 บาท โดยขณะนี้ พื้นที่ปลูกหอมแดงจะอยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตในรอบแรก ส่วนหอมแดงที่ปลูกในพื้นที่ทำนา เกษตรกรกำลังเร่งทำการปลูก ซึ่งคาดว่า ผลผลิตของจังหวัดจะออกมากในปลายเดือนธันวาคม 2561 ถึง มกราคม 2562

ด้านนายไพทูรย์ สีลาพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 จังหวัดอุบลราชธานี (สศท.11) กล่าวเสริมว่า หอมแดงเป็นพืชที่ชอบอากาศเย็นโดยสภาพอากาศและสภาพแวดล้อม จะส่งผลต่อปริมาณผลผลิต หากปีใดสภาพอากาศหนาวเร็วฝนไม่ชุก ปริมาณความชื้นในอากาศสูง การเจริญเติบโตจะดีและผลผลิตจะดีตามด้วย อย่างไรก็ตาม พบว่า ปีนี้สภาพอากาศร้อน หอมแดงอาจเกิดโรคหอมเลื้อย หรือ โรคหมานอน โดยต้นหอมเกิดอาการบิดเบี้ยวและราบลงกับพื้นดิน เกิดจากเชื้อราคอลลีท็อตทริคั่ม เข้าทำลายผิวเนื้อเยื่อโคนต้นเน่าเสียหาย และจะส่งผลปริมาณผลผลิตตกต่ำหรือไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

ดังนั้น จึงขอเตือนเกษตรกรให้ดูแลแปลงเพาะปลูก หากพบหรือสงสัยหอมแดงจะเป็นโรคหมานอน สามารถเก็บเกี่ยวเป็นหอมสดก่อนที่จะปล่อยให้ลงหัวได้ หรือคลุกหัวพันธุ์ หรือฉีดพ่นดินด้วยสารกันเชื้อรา หรือใช้เชื้อไตรโคโรมาก่อนปลูกเพื่อป้องกันการเกิดโรคเกี่ยวกับเชื้อรา ซึ่งเกษตรกรสามารถขอคำปรึกษาได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ/จังหวัด หรือสอบถามข้อมูลได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 จังหวัดอุบลราชธานี โทร. 0-4534-4653 -4 หรืออีเมล zone11@oae.go.th

รมว.เกษตรฯสั่งกฟก.เร่งแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกฟก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382492

รมว.เกษตรฯสั่งกฟก.เร่งแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกฟก.

รมว.เกษตรฯสั่งกฟก.เร่งแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกฟก.

วันพุธ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 15.52 น.

รมว.เกษตรฯสั่งกฟก.เร่งแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกฟก. ด้านแกนนำกลุ่มเกษตรกรที่อยู่นอกหลักเกณฑ์การจัดการหนี้ขู่จะนำเกษตรกรลูกหนี้5,000คนชุมนุมหน้าก.เกษตรฯ ลั่นไม่ยอมกลับจนกว่าจะได้รับความช่วยเหลือ

12 ธ.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาการประธานคณะกรรมการบกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) เฉพาะกิจสั่งการให้ กฟก.จัดประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิก กฟก.ในการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพ หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้แก่สมาชิก กฟก.ซึ่งเป็นลูกหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงขึ้นเพื่อดำรงชีพและมีเงินไปชำระหนี้ที่กู้ยืมมา

ทั้งนี้ นายกฤษฎา มอบหมายให้ นายณรงค์ อ่อนสอาด ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ ประธานคณะอนุกรรมการประสานเจรจาหนี้สินสถาบันการเงินเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ของเกษตรกรสมาชิก กฟก.เชิญผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) , ธ.ก.ส. , ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) , ธนาคารออมสิน และธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของสมาชิก กฟก.โดยหนี้นั้นอยู่นอกคุณสมบัติที่จะได้รับการจัดการหนี้จาก กฟก.คือ เป็นหนี้นอกภาคการเกษตร วงเงินกู้เกิน 2.5 ล้านบาท หรือเป็นหนี้ที่ใช้บุคคลค้ำประกัน ในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ เพื่อจะหาแนวทางว่าสามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรได้อย่างไรบ้าง

ด้าน นายยศวัจน์ ชัยวัฒนศิริกุล ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรแห่งประเทศไทย (สกท.) ได้ทำหนังสือเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทวงเกษตรฯ ผ่านที่ปรึกษารัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธานให้เร่งจัดประชุมเพื่อพิจารณาประกาศคณะกรรมการ กฟก.เฉพาะกิจ โดยให้ทบทวนหลักเกณฑ์การจัดการหนี้และการจำแนกแยกประเภทหนี้ของเกษตรกร พ.ศ.2561 เร่งดำเนินการตามระเบียบการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเพื่อให้เกษตรกร โดยเสนอให้ตั้งงบประมาณ 100,000 ล้านบาท ระยะเวลา 10 ปี แบ่งจ่ายปีละ 20,000 ล้านบาท เพื่อนำมาฟื้นฟูอาชีพให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น เสนอให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ กฟก.จังหวัด เพื่อให้สามารถดูแลสมาชิก กฟก.ได้อย่างใกล้ชิด ที่สำคัญคือ เร่งจัดการเลือกตั้งคณะกรรมการ กฟก.ชุดใหม่ เนื่องจากอายุการทำงานของ รมว.เกษตรฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการ กฟก.เฉพาะกิจหมดลงแล้ว ขณะนี้ทำหน้าที่เพียงรักษาการ โดยมั่นใจว่า หากมีคณะกรรมการชุดใหม่จะสามารถกำหนดแนวทางแก้ปัญหาหนี้สินของสมาชิก กฟก.ได้อย่างเต็มที่

นายยศวัจน์ กล่าวว่า แนวทางคณะกรรมการบริหาร กฟก.ชุดเฉพาะกิจที่มีนายกฤษฎา เป็นประธาน ซึ่งเสนอเป็นคนกลางให้เกษตรกรเข้าสู่กระบวนการเจรจาหนี้สินกับเจ้าหนี้เพื่อขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้นั้น กลุ่มเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ แม้นายกฤษฎาได้ชี้แจงแล้วว่า ไม่สามารถแก้ไขปัญหาโดยการซื้อหนี้ได้ เนื่องจากจะไม่เป็นไปตามระเบียบการบริหารการเงินการคลังที่ดูแลโดย ธปท.อีกทั้งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เข้ามาตรวจสอบการดำเนินงานของ กฟก.แล้วระบุว่า​ กฟก.ไม่​สมควรจัดการ​หนี้นอกเหนือหลักเกณฑ์​ที่กำหนด​ไว้​ว่า ต้องเป็นหนี้ที่เกิดจากการทำการเกษตร มูลหนี้ไม่เกิน 2.5 ล้านบาท และเป็นหนี้ที่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

ทั้งนี้ กลุ่มเครือข่ายหนี้สินเห็นว่า ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายการตั้ง กฟก.ขึ้นมาคือ การแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรทั้งหมด จึงเห็นว่า กฟก.สามารถใช้แนวทางการซื้อหนี้เกษตรกรจากสถาบันการเงินเข้ามาบริหารจัดการได้เอง ตามมติ ครม.ปี 2553 ซึ่งรัฐบาลในขณะนั้นได้ให้ กฟก.ซื้อหนี้จากสถาบันการเงินเจ้าหนี้ร้อยละ 50 แล้วให้เกษตรกรผ่อนชำระกับ กฟก.ซึ่งมีระยะเวลาผ่อนชำระที่นานกว่าและดอกเบี้ยถูกกว่า ดังนั้น หากไม่เร่งจัดประชุมภายในวันที่ 20 ธ.ค.นี้ จะนำเกษตรกรกลุ่ม สกท.จำนวน 5,000 คน มาชุมนุมที่หน้ากระทรวงเกษตรฯ ในวันที่ 21 ธ.ค.อย่างแน่นอน

มีรายงานว่า ผลจากการเจรจานั้น ธนาคารเจ้าหนี้ยินดีขายหนี้ให้ กฟก.ร้อยละ 50 ของเงินต้นรวม 2,400 ล้านบาท ในเงื่อนไขที่รัฐจัดสรรงบประมาณมาชดเชยให้ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 50 เป็นงบประมาณ 1,200 ล้านบาท ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความเห็นว่า จะเสียระเบียบวินัยการเงินการคลังของประเทศ ดังนั้น คณะกรรมการ กฟก.เฉพาะกิจ จึงเห็นสมควรให้ลูกหนี้กลุ่มดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการเจรจาหนี้กับเจ้าหนี้เพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นรายๆ ไป

‘ชาวสวนยาง’มีเฮ! ‘อาลีบาบา’จ่อเปิดประมูลออนไลน์ยางพาราในไทย คาดซื้อขายไม่ต่ำกว่าปีละ2แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382485

'ชาวสวนยาง'มีเฮ! 'อาลีบาบา'จ่อเปิดประมูลออนไลน์ยางพาราในไทย คาดซื้อขายไม่ต่ำกว่าปีละ2แสนตัน

‘ชาวสวนยาง’มีเฮ! ‘อาลีบาบา’จ่อเปิดประมูลออนไลน์ยางพาราในไทย คาดซื้อขายไม่ต่ำกว่าปีละ2แสนตัน

วันพุธ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 15.42 น.

เกษตรกรสวนยางได้เฮแน่ๆ อาลีบาบาเปิดตลาดกลางออนไลน์ประมูลยางพาราในไทย คาดซื้อขายไม่ต่ำกว่าปีละ2แสนตัน กยท.พร้อมดันสถาบันเกษตรกรส่งยางคุณภาพดี มีศักยภาพยางทุกประเภทตอบโจทย์ผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ สามารถประมูลซื้อขายตรงได้สะดวกขึ้นจากไทย ตอกย้ำเป็นผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก

12 ธ.ค.นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า บริษัท อาลีบาบา ซึ่งเป็นผู้ประกอบการตลาดสินค้าออนไลน์รายใหญ่ของประเทศจีน ได้ประสานมายัง กยท.เพื่อจะจัดตั้งระบบออนไลน์สำหรับซื้อขายยางพาราในประเทศไทย จะสามารถอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการชาวจีนให้สามารถประมูลซื้อขายยางพาราของไทยได้ภายในประเทศจีนโดยตรง ซึ่งในวันนี้ผู้แทนจากอาลีบาบาได้หารือร่วมกับ กยท.เกี่ยวกับการจัดหาแหล่งรับซื้อยางพาราจากสถาบันเกษตรกรที่ กยท.รับรองคุณภาพให้ เบื้องต้นคาดว่า มูลค่าการซื้อขายไม่ต่ำกว่า 200,000 ตันต่อปี ซึ่งทาง กยท.รับรองว่า จะคัดเลือกสถาบันเกษตรกรที่ผลิตยางพาราได้คุณภาพ อีกทั้งมีศักยภาพในการรวบรวมยางพาราได้ตามความต้องการสั่งซื้อ

นายณกรณ์ กล่าวว่า ในขั้นตอนต่อไปจะหารือกันถึงสถานที่ที่จะติดตั้งระบบออนไลน์ รวมทั้งหาโปรแกรมที่เหมาะสมมาใช้ เนื่องจากไทยมีผลผลิตยางพาราหลายรูปแบบ เป็นประเทศที่ส่งออกน้ำยางข้นมากเป็นอันดับ 1 ของโลก นอกจากนี้ ยังมียางก้อนถ้วย ยางแผ่น ยางรวมควัน และยางแท่ง ซึ่งจะต้องมีโปรแกรมการประมูลซื้อขายที่สอดรับกับผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการชาวจีนที่จะรับซื้อ

ทั้งนี้ เป็นผลดีต่อการรักษาเสถียรภาพราคายางพารา เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่ใช้ยางพารามากที่สุด หากจัดทำระบบประมูลซื้อขายทางออนไลน์ ปริมาณการรับซื้อจะเติบโตขึ้น ส่งผลให้ราคายางพาราในประเทศสูงขึ้นด้วย

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯขามสะแกแสงโมเดล สร้างแก้มลิงรวมผลผลิตเกษตรแก้สินค้าราคาตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382297

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯขามสะแกแสงโมเดล  สร้างแก้มลิงรวมผลผลิตเกษตรแก้สินค้าราคาตก

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯขามสะแกแสงโมเดล สร้างแก้มลิงรวมผลผลิตเกษตรแก้สินค้าราคาตก

วันพุธ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ เป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ไม่เว้นแม้แต่เกษตรกรใน
อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา ที่เคยประสบปัญหานี้อย่างหนัก จนเกิดการรวมตัวจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด ขึ้น เพื่อใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาช่วยเหลือสมาชิก จนกลายเป็นสหกรณ์ต้นแบบที่ดำเนินการส่งเสริมให้สมาชิกได้รับประโยชน์สูงสุดในการค้าขายผ่านสหกรณ์

นางวัณนพ เกี้ยวกลาง ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันสหกรณ์ฯ มีสมาชิก 3,000 กว่าราย ดำเนินธุรกิจ 4 ด้าน ประกอบด้วย ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก และธุรกิจการให้บริการและส่งเสริมการเกษตร ซึ่งธุรกิจรวบรวมผลผลิต ถือเป็นธุรกิจที่สร้างความศรัทธาและเชื่อมั่นจากสมาชิกได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากสมาชิกขายให้สหกรณ์ฯได้ราคาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไป และตาชั่งได้มาตรฐาน ปัจจุบันสหกรณ์ฯรวบรวมข้าวเปลือก มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อย อีกทั้งยังเป็นจุดศูนย์กลางขนส่งอ้อยระหว่างสหกรณ์กับโรงงานอีกด้วย

ล่าสุดสหกรณ์ฯ ได้รับงบสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน รวม 6 รายการ แบ่งเป็นโครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร 2 รายการ ได้แก่ เครื่องสับมันสำปะหลัง 1 เครื่อง วงเงิน 6.3 หมื่นบาท เครื่องสีข้าวโพด 3 เครื่อง พร้อมช่องควบคุมวงเงิน 2.4 ล้านบาท และโครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร ได้รับการสนับสนุน 4 รายการ ได้แก่ ลานตากวงเงิน 2.88 ล้านบาท เครื่องชั่ง 1 เครื่อง วงเงิน 1.5 ล้านบาท และโกดังเก็บสินค้าขนาด 8,000 ตัน วงเงิน 22.5 ล้านบาท และโรงอบขนาด 500 ตัน วงเงิน 31.5 ล้านบาท รวมวงเงินทั้งสิ้น 60,843,000 บาท

สำหรับประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการดังกล่าว ทำให้สหกรณ์ฯมีอุปกรณ์การตลาดและเครื่องมือที่จะให้บริการสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปในพื้นที่ เพื่อรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญของอ.ขามสะแกแสง ได้แก่ ข้าว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าแก่ผลผลิต เนื่องจากอุปกรณ์ที่ได้รับมาสามารถกักเก็บและชะลอผลผลิตไว้ได้ช่วงต้นฤดู ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตออกมาพร้อมกันจำนวนมาก ทำให้ราคาตกต่ำ โดยเฉพาะโกดังเก็บรวบรวมผลผลิตที่มีช่องระบายอากาศอยู่ใต้พื้น จะเก็บผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อชะลอไว้ให้ได้ราคา และเป็นการสร้างแก้มลิงเก็บรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น ปีที่ผ่านมา ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สหกรณ์ซื้อมา-ขายไป มีประมาณ 5,000-6,000 ตันต่อปี เมื่อมีโกดังเก็บผลผลิตที่สมบูรณ์แบบและมีโรงอบที่มีคุณภาพ คาดว่าสหกรณ์จะรวบรวมผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้เพิ่มขึ้นเป็น 20,000 ตันต่อปี

ทั้งนี้ โครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร (แก้มลิง) ถือว่าตอบโจทย์สมาชิกและเกษตรกรอย่างแท้จริง เนื่องจากตัวสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปสามารถนำผลผลิตของตัวเองมาจำหน่ายให้สหกรณ์ฯโดยตรง ไม่ต้องเดินทางไปส่งสินค้าไกล และได้ราคามากกว่าพ่อค้าเอกชน อีกทั้งยังลดต้นทุนและมีรายได้เพิ่มขึ้น

“ปีที่แล้วหลังจากที่สหกรณ์ฯ ขายผลผลิตที่เก็บเป็นแก้มลิงไว้ออกไป สามารถนำกำไรคืนให้สมาชิกได้ 20-30 สตางค์ต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ สหกรณ์ยังดูแลสวัสดิการของสมาชิกโดยเฉพาะการขายผลิตผลที่จะรวมและจัดตั้งเป็นคะแนนสะสม เพื่อให้สมาชิกนำไปลดอัตราดอกเบี้ยได้” นางวัณนพ กล่าว

สหกรณ์การเกษตรขามสะแกแสง จำกัด นับว่าเป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่เป็นต้นแบบให้สหกรณ์ต่างๆ ได้ เพราะนอกจากจะใช้หลักธรรมาภิบาลมาเป็นแนวทางการบริหารงานแล้ว ยังมีเป้าหมายที่สำคัญ คือ ต้องการให้สมาชิกอยู่ดีกินดี และมีสันติสุขในครอบครัว

เล็งเพิ่มศักยภาพกลุ่มเกษตรกร ยกเครื่องการผลิตพัฒนาคุณภาพไหมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382295

x

เล็งเพิ่มศักยภาพกลุ่มเกษตรกร ยกเครื่องการผลิตพัฒนาคุณภาพไหมไทย

วันพุธ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาต้นแบบศักยภาพการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตหม่อนไหมเพื่อขับเคลื่อนระบบการผลิตและนวัตกรรมไหมไทย เป็นการศึกษาการรวมกลุ่มการผลิตไหมไทยที่มีศักยภาพตามความเข้มแข็งของแต่ละกลุ่ม ในการดำเนินรูปแบบการผลิตไหมแปลงใหญ่ แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ไหมอุตสาหกรรม ไหมหัตถกรรม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากไหมและผลพลอยได้จากผลิตภัณฑ์พาณิชย์ โดยได้ร่วมมือพัฒนาผลิตภัณฑ์กับกลุ่มเกษตรปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทอผ้าและแปรรูป และภาคเอกชน ได้แก่ หจก.เรือนไหมใบหม่อน และบริษัท สิ่งทอซาติน จำกัด (แบรนด์ PASAYA) โดยคุณชเล วุทธานันท์ กรรมการผู้จัดการ เป็นที่ปรึกษาโครงการให้มุมมองในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ และด้านอื่นที่จะช่วยขับเคลื่อนให้การดำเนินธุรกิจประสบความสำเร็จทั้งโซ่คุณค่าไหมไทย

การดำเนินโครงการการพัฒนาต้นแบบศักยภาพการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตหม่อนไหมเพื่อขับเคลื่อนระบบการผลิตและนวัตกรรมไหมไทย เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้กลุ่มเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง และร่วมปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ พัฒนาคุณภาพของวัตถุดิบไหมไทย และพัฒนาต้นแบบธุรกิจภายใต้การสร้างโซ่คุณค่าของการรวมกลุ่ม (Cluster) ส่งผลให้มีการพัฒนาความหลายกลายของสินค้าที่ตอบสนองความต้องการลูกค้า มีการตลาดใหม่ๆ ที่กลุ่มตอบโจทย์ทางการตลาดได้ และพัฒนากระบวนการผลิตให้มีคุณภาพ ลดต้นทุนได้

ผศ.ดร.กรทิพย์ วัชรปัญญาวงศ์ เตชะเมธีกุล หัวหน้าโครงการบูรณาการวิจัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการได้รับทุนสนับสนุนจาก สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (สวพ.มก.) การวิจัยร่วมกันครั้งนี้เน้นวิเคราะห์หาปัจจัยที่เป็นตัวขับเคลื่อน (Key Driver) ที่ทำให้การรวมกลุ่มเข้มแข็งและประสบความสำเร็จ จัดการการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน นำผลิตภัณฑ์ของกลุ่มออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งพิจารณาสร้างความเชื่อมโยงผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ด้านการตลาด ผู้ใช้ประโยชน์กลุ่มต่างๆ ทั้งในประเทศและตลาดอาเซียน นำข้อมูลที่ได้มาบูรณาการนำไปสู่รูปแบบกลยุทธ์การบริหารจัดการใหม่อย่างมีศักยภาพที่แท้จริง ด้วยการใช้แนวคิดร่วมออกแบบ (Co-design) และ Customization เข้ามาร่วมพัฒนา และพัฒนาแนวทางการใช้ระบบการผลิต เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้สอดคล้องกับรูปแบบการรวมกลุ่มการผลิตไหมแต่ละประเภท รวมทั้งนำเสนอต้นแบบการรวมกลุ่มการผลิตไหมที่มีศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้เข้มแข็ง นำไปสู่การพัฒนาธุรกิจ รูปแบบ (Model) ใหม่ที่เข้มแข็งและยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนต้นแบบที่มีศักยภาพที่จะต่อยอดงานวิจัยและพัฒนาพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์จากไหม ได้แก่ การแปรรูปเสื้อผ้า สิ่งทอเคหะ และอื่นๆ ที่ทำจากไหม ช่วยเพิ่มศักยภาพให้กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตไหม และผู้ประกอบการทั้งระบบได้รับการพัฒนายกระดับและนำไปสู่เชิงพาณิชย์

กิจกรรมโครงการเริ่มดำเนินตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 12 เดือน โดยกระบวนการที่สำคัญคือ คัดเลือกกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนไหมและผลิตภัณฑ์ผ้าไหมที่มีศักยภาพจากกลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแปลงใหญ่อย่างน้อย 5 กลุ่มหลัก และทีมผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่รสำรวจ และให้คำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญทั้งกระบวนการผลิต การสร้างแนวทางความร่วมมือโซ่คุณค่าของกลุ่ม Cluster อีกทั้ง พัฒนาควบคู่กันทั้งแนวทางการสร้างและพัฒนานวัตกรรมด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและรูปแบบผลิตภัณฑ์ ที่ตอบสนองแนวโน้มความต้องการของกลุ่มตลาดเป้าหมาย และได้นำเทคโนโลยีนวัตกรรมด้านสิ่งทอมาพัฒนาสมบัติพิเศษให้กับผลิตภัณฑ์ ซึ่งทำให้ผ้าไหมไทยสร้างสรรค์คุณค่าเพิ่มและมีผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่มีความหลากหลาย และยังคงอัตลักษณ์ผ้าไหมไทยแต่ละพื้นที่ไว้