ดีเดย์สร้างอ่างเก็บน้ำลำสะพุงฯปี’62 เร่งเพิ่มพื้นที่ชลประทาน4หมื่นไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382293

x

ดีเดย์สร้างอ่างเก็บน้ำลำสะพุงฯปี’62 เร่งเพิ่มพื้นที่ชลประทาน4หมื่นไร่

วันพุธ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายภัทรพล ณ หนองคาย ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 6 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเร่งดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำสะพุง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ หลังได้ข้อสรุปในการย้ายจุดก่อสร้างอ่างฯ ซึ่งเดิมนั้นจะก่อสร้างบริเวณต้นลำน้ำชี ที่บ้านสะพุงเหนือ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ เป็นพื้นที่คาบเกี่ยวกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวและป่าตามมติ ครม. ประมาณ 2,000 ไร่ ทำให้เกิดข้อติดขัดไม่สามารถสร้างได้เป็นเวลานานกว่า 30 ปี กระทั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมหารือจนได้ข้อสรุปเลื่อนตำแหน่งที่ตั้งอ่างฯ ลงมาทางท้ายน้ำอีก 5 กิโลเมตร มาสร้างที่บ้านนาเจริญ ต.หนองแวง อ.หนองบัวแดง

สำหรับพื้นที่แห่งใหม่ที่จะก่อสร้างอ่างฯนั้น เป็นพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างเขตป่าตามพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 จำนวน 303 ไร่
พื้นที่ สปก. 3,616 ไร่ พื้นที่จัดสรรให้เกษตรกร 2,548 ไร่ และพื้นที่ไม่เหมาะจะนำมาปฏิรูปเนื่องจากเป็นภูเขา ทางสาธารณะ ห้วยสาธารณะ ที่สาธารณะอีก 1,068 ไร่ บริเวณหัวงานตั้งอยู่เหนือหมู่บ้านนาเจริญ ต.หนองแวง โดยมีพื้นที่โครงการครอบคลุม 3 ตำบล ได้แก่ ต.หนองแวง ต.หนองบัวแดง และ ต.นางแดด

“โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีผลกระทบต่อที่ดินและทรัพย์สินของประชาชนประมาณ 3,919 ไร่ ที่ผ่านมา กรมชลประทานให้ข้อมูลและเปิดโอกาสให้ราษฎรในพื้นที่และผู้เกี่ยวข้องร่วมแสดงความคิดเห็นที่มีต่อโครงการ โดยจัดประชุม 2 ครั้ง เรื่องการย้ายสถานที่ก่อสร้างอ่างฯ และกำหนดขนาดอ่างฯ เพื่อได้พื้นที่ชลประทานมากที่สุด และแม้การย้ายที่ก่อสร้างจะทำให้ราษฎรหลายรายต้องเสียสละพื้นที่ทำกิน แต่ทุกคนก็เต็มใจ เพราะต้องการแหล่งเก็บน้ำมากกว่า เพราะขาดแคลนน้ำ เจอภัยแล้งมานาน อย่างไรก็ตามกรมชลประทานเตรียมมาตรการจ่ายค่าชดเชยที่ดินและทรัพย์สินไว้ในแผนแล้ว” นายภัทรพลกล่าว

ทั้งนี้ อ่างเก็บน้ำลำสะพุงฯ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง มีความจุในระดับเก็บกักน้ำ46.9 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ซึ่งเพิ่มความจุจากเดิมอีก 14.9 ล้านลบ.ม. พร้อมสร้างระบบท่อส่งน้ำซ้าย-ขวา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก โดยจะสามารถส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานฤดูฝนได้ 40,000 ไร่ และในฤดูแล้งได้ 8,000 ไร่ สนับสนุนน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภคปีละ 2.16 ล้าน ลบ.ม. น้ำเพื่อการเกษตรกรรมปีละ 105.57 ล้านลบ.ม. และน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศปีละ 73.27 ล้านลบ.ม.

ส่วนความคืบหน้าการดำเนินโครงการนั้น ขณะนี้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว อยู่ระหว่างจัดสรรงบประมาณและขอใช้พื้นที่ป่า พื้นที่ สปก. คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ปี 2562 แล้วเสร็จปี 2567 ทั้งนี้ โครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงฯจึงไม่เข้าข่ายต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เนื่องจากมีพื้นที่ชลประทานไม่ถึง 80,000ไร่ และไม่อยู่ในเขตป่าเพื่อการอนุรักษ์ (โซนC) ไม่มีการผันน้ำข้าม 25 ลุ่มน้ำหลัก ไม่มีการผันน้ำระหว่างประเทศ ไม่ได้ก่อสร้างในแม่น้ำสายหลัก 23 สาย นอกจากนี้ พื้นที่ก่อสร้างไม่ได้อยู่ในทะเบียนรายนามพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติและระดับชาติอีกด้วย

ปศุสัตว์ร่วมจัดมหกรรมสัตว์เลี้ยงฯครั้งที่14

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382294

x

ปศุสัตว์ร่วมจัดมหกรรมสัตว์เลี้ยงฯครั้งที่14

วันพุธ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการจัดงานมหกรรมสัตว์ เลี้ยงแห่งประเทศไทยเชิญชวนหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กรมประมง กรมปศุสัตว์ สวนสามพราน กรมอุทยาน กรมสัตว์ทหารบก ด่านศุลกากรแม่กลอง สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล องค์การ-สวนสัตว์ฯ สวนสัตว์นครราชสีมา บริษัทการบินไทย จำกัด ฯลฯ ร่วมจัดงาน“มหกรรมสัตว์เลี้ยงแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 14” ระหว่างวันที่ 14-16 ธันวาคม 2561 ณ ตลาดกลางปลาสวยงามและสัตว์เลี้ยงฟิชวิลเลจ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์มอบให้สำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ โดยศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์หนองกวาง จ.ราชบุรี นำพันธุ์สัตว์ปีกที่ขึ้นทะเบียนพันธุ์แล้วมาแสดงให้ผู้สนใจเรื่องการขึ้นทะเบียนสัตว์ได้รับความรู้ และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมให้ผู้เลี้ยง ประชาชนทั่วไป ตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่กรมปศุสัตว์ตั้งไว้ การจัดกิจกรรมดังกล่าวเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์พันธุ์สัตว์ปีกที่ขึ้นทะเบียนของกรมปศุสัตว์ เกษตรกรและเอกชนผู้เลี้ยงสัตว์ได้ทราบหลักเกณฑ์ เงื่อนไขการนำสัตว์มาขึ้นทะเบียน

นอกจากจะนำพันธุ์สัตว์ปีกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมาแสดง ได้แก่ ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ ไก่เหลืองหางขาว-กบินทร์ ไก่แดงสุราษฎร์ ไก่ชีท่าพระ ไก่โรดไทย ไก่ชี้ฟ้า ไก่ฟ้าหลวง ไก่แม่ฮ่องสอน ไก่เบตง และเป็ดไข่บางปะกง โดยจัดทำเป็นโปสเตอร์ภาพ และรายละเอียดข้อมูลพันธุ์สัตว์ปีกที่ขึ้นทะเบียนทั้ง 10 ชนิดพันธุ์ ข้อมูลประกอบด้วย ความเป็นมาของสัตว์ปีกแต่ละชนิดพันธุ์ ลักษณะประจำพันธุ์ เพศผู้ เพศเมีย ลักษณะทางเศรษฐกิจ จุดเด่นของพันธุ์ การนำไปใช้ประโยชน์ และเลขทะเบียน มุ่งหวังให้ผู้เข้าชมนิทรรศการได้ความรู้เกี่ยวกับไก่พื้นเมืองสายพันธุ์ต่างๆ ที่เป็นผลงานวิชาการของกรมปศุสัตว์ ซึ่งเป็นสัตว์ที่ควรอนุรักษ์และหาดูได้ยากอีกด้วย

ส่องสหกรณ์ : บ้านคา น้ำสับปะรด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382291

ส่องสหกรณ์ : บ้านคา น้ำสับปะรด

ส่องสหกรณ์ : บ้านคา น้ำสับปะรด

วันพุธ ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เป็นสับปะรดที่มาจากแหล่งปลูกบ้านคา จ.ราชบุรี สุดยอดสับปะรดหวานแห่งภาคตะวันตก ที่ได้รับการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ โดยเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดได้รวมตัวกันเป็นทั้งสหกรณ์และแปลงใหญ่รสชาติไม่หวานจัด ไม่กัดลิ้น เป็นน้ำสับปะรดแท้ 100% ดื่มแล้วสดชื่นมีคุณค่าทางโภชนาการช่วยย่อย วิตามินซี สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยสลายไขมัน ช่วยระบาย ชะลอริ้วรอยก่อนวัย

ในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่นี้ “บ้านคา น้ำสับปะรด” นับว่าเป็นอีกสินค้าทางเลือก ที่สามารถใช้เป็นของขวัญเพื่อส่งแทนความห่วงใยให้กับญาติผู้ใหญ่หรือเพื่อนสนิทได้อย่างลงตัว ทั้งนี้ หากหน่วยงานต่าง ๆ หรือประชาชนที่สนใจจะสั่งซื้อสินค้าดังกล่าว สามารถติดต่อโดยตรงไปได้ที่ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดแปลงใหญ่ ต.หนองพันจันทร์ อ.บ้านคา จ.ราชบุรี 70150 โทร. 0-3272-1003 หรือสามารถสั่งซื้อและจัดเป็นกระเช้าของขวัญได้ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2280-7506 หรือ 06-2610-7842 ซึ่งกรมมีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

‘กรมหม่อนไหม’แจงแผนปี’62 เร่งขับเคลื่อน6นโยบายสำคัญ สืบสานงานพ่อ-สานต่องานแม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382103

x

‘กรมหม่อนไหม’แจงแผนปี’62 เร่งขับเคลื่อน6นโยบายสำคัญ สืบสานงานพ่อ-สานต่องานแม่

วันอังคาร ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯกล่าวหลังเป็นประธาน ในงาน “วันคล้ายวันสถาปนากรมหม่อนไหม เนื่องในโอกาสครบรอบ 9 ปี” ว่า กรมหม่อนไหมตั้งขึ้นโดยพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ด้วยพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวงในการส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมาตลอด และทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้มีหน่วยงานรับผิดชอบด้านหม่อนไหมโดยตรงทั้งระบบ นำมาสู่การจัดตั้งกรมหม่อนไหมขึ้น เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2552 ตลอดระยะเวลา 9 ปี ที่ผ่านมา กรมหม่อนไหมดำเนินงานเพื่อสนองพระราชปณิธาน ในการอนุรักษ์งานศิลปหัตถกรรม ภูมิปัญญาด้านไหมไทย ส่งเสริมและสนับสนุนอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม รวมทั้งพัฒนางานวิชาการด้านหม่อนไหม เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม กรมหม่อนไหมดำเนินงานภายใต้ภารกิจสำคัญ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง พึ่งตนเองได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี และนโยบายของกระทรวงเกษตรฯที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร สร้างความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรรม โดยใช้การตลาดนำการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับมาตรฐานสินค้า เพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งมุ่งสืบสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

นายกฤษฎากล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินงานในปี 2562 มีนโยบายให้กรมหม่อนไหมให้ความสำคัญขับเคลื่อนงานยกระดับโครงการพระราชดำริด้านหม่อนไหม โดยบูรณาการงานตามภารกิจของกรมให้สนองตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการ“สืบสาน รักษา ต่อยอด” โดยการ “สืบสาน” งานตามโครงการพระราชดำริด้านหม่อนไหม รวมถึงส่งเสริมการผลิตผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน “รักษา” อนุรักษ์ภูมิปัญญาหม่อนไหม ลวดลายผ้าไหม ส่งเสริมอาชีพด้านหม่อนไหม เพิ่มพื้นที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และการ“ต่อยอด” พัฒนางานวิจัยเชิงรุกเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงพัฒนานวัตกรรมการผลิต พัฒนางานการตลาด ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้อย่างยั่งยืน

นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหมกล่าวเพิ่มเติมว่า ในโอกาสครบรอบ 9 ปี ของการสถาปนากรมหม่อนไหมปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “9 ปี กรมหม่อนไหม สืบสาน งานพ่อ สานต่องานแม่” เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีต่อวงการหม่อนไหมของไทยสำหรับนโยบายที่กรมหม่อนไหมให้ความสำคัญในการดำเนินงานปี 2562 ประกอบด้วย 6 นโยบายหลักดังนี้ 1.ยกระดับงานโครงการพระราชดำริ โดยบูรณาการงานเลี้ยงไหมไทยพื้นเมืองในโครงการทฤษฎีใหม่ เกษตรพอเพียง เกษตรผสมผสาน ปักหมุดพื้นที่โครงการพระราชดำริด้วยระบบไอที 2.สนับสนุนนโยบายและการพัฒนาเกษตรกรตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” โดยใช้ Big Data เป็นเครื่องมือ สร้างตลาดประมูลเส้นไหม จัดทำแผนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัย 3.เร่งทำฐานข้อมูลและพัฒนาระบบไอที จัดทำApplicationด้านหม่อนไหม เชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านหม่อนไหมด้วยระบบ Big Data Analysis

4.พัฒนางานอนุรักษ์การตรวจสอบมาตรฐาน รวบรวมพันธุ์ไหมไทยพื้นบ้าน รวบรวมเมล็ดพันธุ์หม่อน/ไม้ย้อมสี พัฒนามาตรฐานไหมอินทรีย์ ต่อยอดงานโครงการหมู่บ้านไหมไทยพื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติฯ จัดทำแผนพัฒนาระบบตรวจสอบรับรองเครื่องหมายตรานกยูงพระราชทานสีน้ำเงินและสีเขียว ในระบบอุตสาหกรรม และจัดทำมาตรฐานไข่ไหมของกรม 5.เน้นงานวิจัยเชิงรุก ตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ นำร่องพัฒนาการผลิตใยไหมโดยใช้เทคโนโลยียุค 4.0 และ6.พัฒนากระบวนการบริการประชาชนและสร้างการรับรู้ โดยพัฒนาระบบขอรับพันธุ์หม่อนไข่ไหม และการขอตรวจรับรองผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานเพื่อให้บริการแก่เกษตรกรและประชาชน

จากแนวทางนโยบายทั้ง 6 ด้าน กรมตั้งเป้าเพิ่มจำนวนเกษตรกรด้านหม่อนไหมไม่น้อยกว่า ร้อยละ 5 และตั้งเป้าตรวจสอบรับรองผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทานได้ 200,000 เมตรสามารถประกาศมาตรฐานไข่ไหม และเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านหม่อนไหมได้ไม่น้อยกว่า 5 ฐานข้อมูล คาดว่าผลดำเนินงานของกรมหม่อนไหมจะช่วยสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอย่างยั่งยืน มีรายได้เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และช่วยยกระดับมาตรฐานและประสิทธิภาพการผลิตสินค้าหม่อนไหมของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

รักษ์เกษตร : เกษตรธรรมชาติ ทางเลือกการปฏิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382104

รักษ์เกษตร : เกษตรธรรมชาติ ทางเลือกการปฏิบัติ

รักษ์เกษตร : เกษตรธรรมชาติ ทางเลือกการปฏิบัติ

วันอังคาร ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบว่าเกษตรธรรมชาติ คืออะไร และผลผลิตที่ได้เป็นอย่างไรบ้างครับ

บุญส่ง จารุพาณิชย์

อ.เมือง จ.เลย

คำตอบ

เกษตรธรรมชาติเป็นวิธีการทำการเกษตรที่รบกวนทรัพยากรธรรมชาติน้อยที่สุด แต่ได้ผลกลับมาพอสมควร เป็นวิธีการที่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสภาพแวดล้อม โดยมีวิธีการตั้งแต่เรื่องการปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ มีพลังในการเพาะปลูกเหมือนกับดินในป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ มีการนำทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่เป็นอันตรายต่อเกษตรกรและผู้บริโภค สามารถให้ผลผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพ เป็นระบบการเกษตรที่มีความยั่งยืนถาวร นำไปสู่การได้ผลผลิตจากเกษตรธรรมชาติ ได้ผักที่ผลิตโดยวิธีเกษตรธรรมชาติ เป็นการทำการเกษตรที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิด รวมทั้งไม่ใช้สิ่งขับถ่ายจากมนุษย์ในกระบวนการผลิต จึงปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคมากที่สุด

หลักการของเกษตรกรรมธรรมชาติซึ่งเป็นแนวทางเกษตรกรรมที่เผยแพร่โดย เกษตรกรชาวญี่ปุ่น ชื่อ นายมาซาโนบุ ฟูกุโอกะ ได้วางรากฐานของเกษตรธรรมชาติของเขาไว้ 4 ประการคือ

1.ไม่มีการไถพรวนดิน การไม่ไถพรวนดินเป็นบทแรกแห่งการเกษตรธรรมชาติ เนื่องจากในธรรมชาตินั้นพื้นดินมีการไถพรวนโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว โดยการชอนไชของรากพืช สัตว์ แมลงและสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่อยู่ในดิน กระบวนการเหล่านี้ดำเนินไปอย่างสัมพันธ์กัน พืชรากลึกจะช่วยไถพรวนดินชั้นล่าง พืชรากตื้นก็จะช่วยพรวนดินบริเวณดินชั้นบน การใส่ปุ๋ยจะทำให้รากพืชอยู่ตื้นและแผ่ขยายตามแนวนอนมากกว่าจะหยั่งลึกลงไป

2.งดเว้นการใส่ปุ๋ยเคมี การใส่ปุ๋ยเคมีเป็นการเร่งการเจริญเติบโตของพืชแบบชั่วคราวในขอบเขตจำกัดเท่านั้น ธาตุอาหารที่พืชได้รับไม่สมบูรณ์ พืชที่ใส่ปุ๋ยมักจะอ่อนแอส่งผลให้เกิดโรคและแมลงได้ง่าย ดินที่ใส่ปุ๋ยเคมีติดต่อกันนานๆจะมีสภาพเป็นกรดและเนื้อดินเหนียวไม่ร่วนซุย การใส่ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยพืชสดมีความจำเป็นโดยเฉพาะในช่วงแรกๆ ที่ต้องมีการปรับสภาพสิ่งแวดล้อมที่เสียไปจากเกษตรเคมีให้ดีขึ้น

3.ไม่กำจัดวัชพืช การกำจัดวัชพืชเป็นงานหนักวิธีการต่างๆ ก็ไม่สามารถทำให้วัชพืชหมดสิ้นไปได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องยอมรับการดำรงอยู่ของวัชพืช เช่นเดียวกับที่ธรรมชาติมิได้ประกอบด้วยพันธุ์ไม้เดียว เกษตรธรรมชาติต้องคิดค้นกฎเกณฑ์ที่วัชพืชจะควบคุมกันเอง เช่น การปลูกพืชบางชนิด ช่วยคลุมหญ้าแล้วก็เป็นปุ๋ยอินทรีย์แก่พืชที่ปลูกด้วย

4.ไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช สารเคมีไม่เคยกำจัดศัตรูพืชได้โดยเด็ดขาด เพียงแต่หยุดได้ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น และปัญหามลพิษที่เกิดจากสารเคมีประเภทต่างๆ ส่งผลกระทบต่อทั้งระบบนิเวศและมนุษย์ การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เป็นการไปแทรกแซงธรรมชาติมากเกินไป และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศได้

ผลผลิตที่ได้จากเกษตรธรรมชาติก็คือ พืชที่ปลอดสารพิษ เป็นพืชที่มีสารพิษหรือสารเคมีทางการเกษตรที่ตกค้างอยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค พืชปลอดสารพิษ อาจแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มแรก เป็นพืชที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือพืชที่ปลูกโดยวิธีธรรมชาติ ซึ่งไม่มีสารพิษตกค้างในผลผลิต กลุ่มที่สอง เป็นพืชที่ผลิตโดยวิธีทั่วไป มีการควบคุมการใช้สารเคมี และงดการใช้ เมื่อใกล้เก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อไม่ให้มีสารพิษตกค้างในผลผลิต หรือถ้ามีสารพิษตกค้างอยู่ ก็ต้องไม่เกินระดับที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคเป็นสำคัญ

นาย รัตวิ

รายงานพิเศษ : ‘ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง’ตั้งเป้า หนุนปลูกผักอินทรีย์ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไทยภูเขา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382105

รายงานพิเศษ : ‘ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง’ตั้งเป้า  หนุนปลูกผักอินทรีย์ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไทยภูเขา

รายงานพิเศษ : ‘ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง’ตั้งเป้า หนุนปลูกผักอินทรีย์ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไทยภูเขา

วันอังคาร ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง ก่อตั้งเมื่อปี 2521 ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งโครงการหลวงได้ร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน ในการวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินทดแทน การทำลายพื้นที่ป่าและการทำไร่เลื่อนลอย โดยมีกรมชลประทานมาช่วยวางระบบชลประทานเพื่อการเกษตร การอุปโภคและบริโภค

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ผ่านมา 40 ปีแล้ว วิถีชีวิตของชาวไทยภูเขาก็ได้เปลี่ยนไป จากที่เคยทำไร่เลื่อนลอยและปลูกฝิ่น ก็ได้ถูกทดแทนด้วยแปลงผักและผลไม้อินทรีย์ ชาวบ้านหันมาให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ดินและน้ำมากขึ้น เพราะถือว่านั่นคือ รากฐานที่สำคัญของการทำการเกษตร

นางนุชสุพร กฤษฎาธาร ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวงกล่าวว่า ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง เป็นพื้นที่ดำเนินงานส่งเสริมอาชีพควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้มีการรักษาป่าต้นน้ำอย่างดีมาก มีการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า โดยกรมได้ทำโครงสร้างพื้นฐานให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ระบบน้ำต่างๆ ส่วนผลผลิตที่ได้ทั้งหมดก็จะส่งให้กับฝ่ายตลาดโครงการหลวงนำไปจำหน่ายต่อไป

“กรมได้มีการสนับสนุนในเรื่องของการผลิตที่มีคุณภาพมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพในการปรับปรุงดินไว้ใช้เอง มีการแนะนำการปรับปรุงบำรุงดินอย่างถูกวิธี เพื่อให้สามารถใช้ปุ๋ยเพียงพอต่อความต้องการของพืช ไม่ใช้ปุ๋ยมากเกินไป เพื่อให้เกิดความสมดุลในการปรับปรุงบำรุงดิน นอกจากนี้ พืชอินทรีย์หรือพืช GAP ต้องมีผู้มาตรวจแปลงของเกษตรกรและต้องการรับทราบคุณภาพของดินในพื้นที่ว่ามีความเหมาะสมดีอย่างไร ดังนั้นกรมจึงต้องช่วยเหลือในการตรวจวิเคราะห์ดินและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้มีการใช้ปุ๋ยมากหรือน้อยเกินไป” นางนุชสุพร กล่าว

ปัจจุบันศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง ได้จัดทำแปลงทดสอบสาธิตและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชผักไม้ผล ภายใต้ระบบมาตรฐานอาหารปลอดภัย ได้แก่ ระบบการเพาะปลูกที่ดิน GAP มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมพัฒนาที่ดินในการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมี รวมถึงการทำปุ๋ยหมักพระราชทานเพื่อฟื้นฟูดินและลดต้นทุนการผลิต ซึ่งสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกร

ด้านนางสุพัตรา บุตรพลวง ที่ปรึกษาศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริงกล่าวว่า จากความรู้ที่กรมพัฒนาที่ดินนำมาถ่ายทอดให้เกษตรกรนอกจากช่วยให้ดินดี ผลผลิตงามแล้ว ยังพัฒนาต่อยอดไปสู่เกษตรกรรายอื่นหรือผู้ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้ในทุกองค์ความรู้และทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนด้านชุมชนว่าเกษตรกรใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขอย่างไรจากอดีตจนถึงปัจจุบัน

จากความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่ายทำให้พื้นที่ราบเชิงเขาจำนวน 13,277 ไร่ มีความอุดมสมบูรณ์เกษตรสามารถปลูกผักหมุนเวียนได้ตลอดทั้งปี ผลผลิตได้รับการยอมรับจากตลาดและผู้บริโภค

เดินหน้าแก้น้ำท่วมเมืองชัยภูมิ กรมชลพร้อมสร้างโครงการบรรเทาอุทกภัยระยะที่1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/382102

x

เดินหน้าแก้น้ำท่วมเมืองชัยภูมิ กรมชลพร้อมสร้างโครงการบรรเทาอุทกภัยระยะที่1

วันอังคาร ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายภัทรพล ณ หนองคาย ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 6 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานขออนุมัติเปิดดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ (ระยะที่ 1) หลังออกแบบก่อสร้างเสร็จแล้ว เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองชัยภูมิ เนื่องจากตัวเทศบาลเมืองอยู่ที่ลุ่ม ภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ มีลำน้ำลำปะทาวไหลพุ่งตรงผ่านกลางเมืองชัยภูมิ ก่อนจะมาบรรจบลำน้ำชีทางทิศใต้ ดังนั้น เมื่อถึงฤดูมรสุมที่ฝนตกเกินเกณฑ์เมื่อใด น้ำท่าจากเทือกเขาภูแลคาจะไหลบ่าลงลำปะทาวเข้าท่วมเขตเทศบาลทันที โดยเฉพาะบริเวณวงเวียนศาลเจ้าพ่อพระยาแล ศาลากลางจังหวัด โรงพยาบาล และใจกลางอำเภอเมืองทั้งหมด ท่วมสูงประมาณ 1 เมตร นอกจากนี้ ในการระบายน้ำต้องใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากลำน้ำชีมีระดับสูงเช่นกัน ในเกือบทุกๆปีจะมีพื้นที่น้ำท่วมขังรอการระบายกว่า 30,000 ไร่ ทำให้ราษฎรเดือดร้อน และเศรษฐกิจเสียหายจากเหตุอุทกภัยครั้งละ 600-800 ล้านบาท

สำหรับโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ (ระยะที่ 1) ประกอบด้วยงานสำคัญๆคือ การขุดคลองผันน้ำจากลำปะทาวทางฝั่งตะวันออก
ตั้งแต่หน้าประตูระบายน้ำ(ปตร.)โนนทันให้มาลงที่สระเทวดาด้านท้ายเมือง (ก่อนลงลำน้ำชี) ความยาว 8.4 กิโลเมตร ผันน้ำได้ปริมาณ 150 ลบ.ม.ต่อวินาที การขุดคลองห้วยดินแดงซึ่งเป็นคลองธรรมชาติที่มีอยู่แล้วให้เชื่อมกับลำปะทาว ความยาว 1.33 กิโลเมตร จากสภาพคลองเดิมที่ยังไม่ได้เชื่อมต่อกัน พร้อมทั้งสร้างปตร.กุดสวง กับปตร.ห้วยเสียว เพื่อใช้เป็นอาคารบังคับน้ำทำหน้าที่ผันน้ำเข้าในคลองห้วยดินแดงไปเชื่อมต่อกับลำปะทาว ซึ่งจะสามารถผันน้ำได้ประมาณ 50 ลบ.ม.ต่อวินาที

“ช่วงฤดูน้ำหลากจะมีน้ำบ่าเข้าตัวเมืองชัยภูมิมาจากทางฝั่งตะวันออก และตะวันตก รวม 325 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)ต่อวินาที ในขณะที่ตัวเมืองระบายน้ำได้เต็มศักยภาพที่ 145 ลบ.ม.ต่อวินาที ยังมีน้ำส่วนเกินอีก 180 ลบ.ม.ต่อวินาที ดังนั้น หากดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ (ระยะที่ 1) แล้วเสร็จ จะเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำได้อีก 200 ลบ.ม.ต่อวินาที เมื่อรวมกับศักยภาพในการระบายน้ำในปัจจุบันจะทำให้สามารถระบายน้ำได้ถึง 345 ต่อวินาที เพียงพอกับปริมาณน้ำที่ไหลบ่าเข้าตัวเมืองในช่วงฤดูน้ำหลาก ซึ่งจะให้สามารถควบคุมการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายภัทรพลกล่าว

นอกจากนี้ โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ (ระยะที่ 1) ยังจะดำเนินการการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำอีก 7 แห่ง พร้อมพัฒนาแหล่งเก็บน้ำบริเวณสระเทวดาเพื่อชะลอน้ำไว้ใช้ส่งให้พื้นที่เพาะปลูกในอีก 5 ตำบล 17 หมู่บ้าน โดยฤดูฝนจะสามารถส่งน้ำได้ 18,610 ไร่ ฤดูแล้ง 1,850 ไร่ มีราษฎรได้รับประโยชน์ 11,824 ครัวเรือน ส่วนระยะที่ 2 เป็นการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อชะลอน้ำที่หลากมาจากเทือกเขาภูแลคา ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยซัน อ่างเก็บน้ำน้ำตาด อ่างเก็บน้ำบ่อทองคำ อ่างเก็บน้ำห้วยเสียว และปรับปรุงฝายห้วยยางบ่า กักเก็บน้ำได้รวม 16 ล้านลบ.ม. ซึ่งโครงการ ทั้งหมดจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2567

สมาคมประกันวินาศภัยหนุนรัฐ n มอบซอฟต์แวร์พัฒนาระบบข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381925

x

สมาคมประกันวินาศภัยหนุนรัฐ n มอบซอฟต์แวร์พัฒนาระบบข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รับมอบซอฟต์แวร์จาก สมาคมประกันวินาศภัยไทย มูลค่า 10 ล้านบาท สำหรับการบริหารจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อใช้ในการสนับสนุนในการปรับปรุงฐานข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ พัฒนาระบบข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร การรายงานความเสียหายจากภัยธรรมชาติ และรองรับการขยายการประกันภัยพืชผลของประเทศไทยให้ครอบคลุมพืชเศรษฐกิจทุกชนิดตามนโยบายรัฐบาล

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2561 เห็นชอบโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2561 โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ โดยให้กรมส่งเสริมการเกษตร ประสานงานกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสมาคมประกันวินาศภัยไทย เพื่อดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลเอกสารทะเบียนเกษตรกร แบบประมวลรวบรวมความเสียหายและการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัย และแบบรายงานข้อมูลความเสียหายจริงของเกษตรกร รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบฐานข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ให้สามารถรองรับการเพิ่มพื้นที่เป้าหมายในอนาคต และรองรับการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้รวดเร็วและถูกต้องมากขึ้น พร้อมทั้งให้กรมส่งเสริมการเกษตรเก็บข้อมูลพื้นที่ประสบภัยตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 โดยแยกประเภทพืชต่างๆ ระบบประกันภัย นอกจากจะช่วยบรรเทาผลกระทบยามเกิดภัยพิบัติให้กับเกษตรกรได้แล้ว อนาคตถ้าระบบนี้เป็นที่ยอมรับและแพร่หลาย อีกด้านก็จะช่วยลดงบประมาณรัฐที่ใช้เยียวยาภาคการเกษตรที่ต้องเสียไปในแต่ละ 7,000-8,000 ล้านบาทต่อปี

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สมาคมประกันวินาศภัยไทย เห็นความสำคัญของการบริหารจัดการฐานข้อมูลเกษตรกรอย่างมาก จึงได้สนับสนุนซอฟต์แวร์สำหรับการพัฒนาระบบข้อมูลการขึ้นทะเบียน มูลค่า 10 ล้านบาท เพื่อช่วยให้การดำเนินโครงการต่างๆ รวดเร็วและเสถียรมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ซึ่งเป็นโครงการสำคัญที่รัฐบาลเร่งดำเนินการ ขณะนี้(ข้อมูล ณ วันที่ 5 ธันวาคม 2561 ) มีการรับสมัครเกษตรกรแล้ว จำนวน 87,604 ราย พื้นที่ 755,944.25 ไร่ ซึ่งเกษตรกรยังสามารถสมัครไปได้จนถึงวันที่ 15 มกราคม 2562 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการสิ้นสุดการปลูก ทั้งนี้ เกษตรกรที่สมัครเข้าร่วมโครงการ แล้ว หลังจากปลูกข้าวโพด 15 วัน ต้องมารีบแจ้งปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ณ สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน เพื่อเข้าสู่ระบบประกันภัยต่อไป

ด้าน นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า สมาคมประกันวินาศภัยไทย ได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการเป็นผู้บริหารจัดการความเสี่ยงภัยธรรมชาติด้านการเพาะปลูกให้เกษตรกรในโครงการประกันภัยข้าวนาปีมาตั้งแต่ปี 2544 และได้มีการพัฒนาระบบการประกันภัยข้าวนาปีมาโดยตลอดทั้งรูปแบบและวิธีในการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเงื่อนไขความคุ้มครอง การคิดค่าเบี้ยประกันภัยรวมถึงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับเกษตรกร ทั้งนี้ การร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญในการจัดทำระบบฐานข้อมูลสารสนเทศภาคการเกษตร สมาคมจึงได้มอบซอฟต์แวร์สำหรับการบริหารจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ให้แก่กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงระบบฐานข้อมูลให้มีประสิทธิภาพรองรับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้น

นายกฯปลื้ม ปาล์มพุ่งกิโลละ3บาท เร่งดันขยับอีก3สตางค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381987

นายกฯปลื้ม  ปาล์มพุ่งกิโลละ3บาท  เร่งดันขยับอีก3สตางค์

นายกฯปลื้ม ปาล์มพุ่งกิโลละ3บาท เร่งดันขยับอีก3สตางค์

วันจันทร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฯปลื้ม

ปาล์มพุ่งกิโลละ3บาท

เร่งดันขยับอีก3สตางค์

นายกฯปลื้มราคาปาล์มสดเริ่มปรับตัว 3 บาทต่อกิโลกรัม หลังครม.หนุนส่งปาล์มดิบทำเชื้อเพลิง1.6แสนตัน นาน6เดือน อีกทั้งค่ายรถใหญ่หันมาเติมไบโอดีเซลบี20 มากกว่า1แสนคันแล้ว

เมื่อวันที่ 9ธันวาคม นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับรายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ว่า หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้นำน้ำมันปาล์มดิบไปใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่โรงงานไฟฟ้าบางปะกง 160,000ตัน เป็นเวลา 6เดือน เพื่อช่วยดึงราคาปาล์มน้ำมันให้สูงขึ้นนั้น ล่าสุด จากการลงพื้นที่ จ. ชุมพรและจ.สุราษฎร์ธานี ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่า ผู้ประกอบการในท้องถิ่นเกิดความมั่นใจแนวทางของรัฐบาล ส่งผลให้ราคารับซื้อผลปาล์มสดขยับเป็น 3 บาทต่อกิโลกรัม หน้าโรงงานสกัด ซึ่งใกล้เคียงกับเป้าหมายที่วางไว้ 3-3.20บาทต่อกิโลกรัม โดยภาครัฐจะทำให้ราคาดังกล่าวส่งถึงมือเกษตรกรชาวสวนปาล์มให้ได้

นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากค่ายรถใหญ่และรถบรรทุกที่หันมาเติมน้ำมันไบโอดีเซลบี 20 มากกว่า 100,000คันแล้ว ตามนโยบายสนับสนุนให้สถานบริการน้ำมันขายไบโอดีเซลบี20 ซึ่งมีส่วนผสมของน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์โดยตรง นายกฯย้ำว่า การช่วยเหลือเกษตรกรมีทั้งมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพ 1,500บาทต่อไร่ และการช่วยเหลือเรื่องราคาที่จะทำให้ทุกคนได้ประโยชน์ทั่วถึงกัน เพราะเกษตรกรบางคนมีสวนปาล์มอยู่ในที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ หรือมีข้อจำกัดอื่น ๆ ทำให้ไม่เข้าเกณฑ์การช่วยเหลือค่าครองชีพ ดังนั้น จึงดีใจกับเกษตรกรที่ราคาปาล์มเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้ว โดยรัฐบาลพร้อมจะดูแลแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องต่อไป

กรมชลฯลุยโครงการไทยนิยม อัดฉีดงบประมาณ5,700ล้านบาท ดัน3โปรเจกท์กระตุ้นศก.พัฒนาท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381927

x

กรมชลฯลุยโครงการไทยนิยม อัดฉีดงบประมาณ 5,700ล้านบาท ดัน3โปรเจกท์กระตุ้นศก.พัฒนาท้องถิ่น

วันจันทร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมชลฯลุยโครงการไทยนิยม

อัดฉีดงบประมาณ5,700ล้านบาท

ดัน3โปรเจกท์กระตุ้นศก.พัฒนาท้องถิ่น

เน้นปชช.มีส่วนร่วมแบบประชารัฐ

กรมชลประทานพอใจผลงานโครงการไทยนิยมยั่งยืน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ท้องถิ่น แก้ปัญหาสังคม สร้างความมั่นคงในพื้นที่ สั่งเร่งพัฒนาโครงสร้างด้านแหล่งน้ำชลประทาน รับซื้อน้ำยางเกษตรกรจำนวนมหาศาล 7,200 ตันมาใช้ทำถนนยาวกว่า 400 กม. พร้อมจ้างงานภาคเกษตรกรรมทะลุเป้าเกือบพันราย

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินโครงการไทยนิยมยั่งยืนของกรมชลประทานว่า ขณะนี้ ได้ทำการเบิกจ่ายงบประมาณแล้วร้อยละ 42 หรือประมาณ 5,700 ล้านบาท โดยนำมาใช่้ในการพัฒนาโครงสร้างด้านแหล่งน้ำชลประทาน การส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ และการจ้างแรงงานชลประทาน ตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากระดับชาติสู่ระดับพื้นที่ ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในรูปแบบประชารัฐ โดยการวิเคราะห์ปัญหาความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

สำหรับการนำมาใช้ในการพัฒนาโครงสร้างด้านแหล่งน้ำชลประทานนั้น มีทั้งหมด 1,596 โครงการ งบประมาณ 9,966 ล้านบาท จะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การพัฒนาแหล่งน้ำสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการฟื้นฟูแหล่งน้ำชลประทานเพื่อบรรเทาเหตุอุทกภัยและภัยแล้ง โดยตั้งเป้าหมายให้เกิดพื้นที่รับประโยชน์ทั้งสิ้นจำนวน 2.1 ล้านไร่ ครัวเรือนได้รับประโยชน์ 361,704 ครัวเรือน และปริมาตรน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น 14 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะนี้มีพื้นที่ได้รับประโยชน์แล้วจำนวนกว่า 1.01 ล้านไร่ มีครัวเรือนรับประโยชน์จำนวน 217,274 ครัวเรือน ได้พื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้น 60 ไร่

ส่วนการส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ มีทั้งหมด 317 โครงการ งบประมาณ 3,548 ล้านบาท กรมชลประทานได้ดำเนินงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร โดยการนำน้ำยางพาราข้นมาเป็นส่วนผสมเพื่อซ่อมแซมปรับปรุงถนนคันคลองชลประทาน ซึ่งผลการวิจัยเราพบว่า การใช้น้ำยางพารามีความเหมาะสมทั้งในด้านคุณสมบัติด้านวิศวกรรม ทำให้ถนนลูกรังที่ผสมน้ำยางมีความแข็งแรงมากขึ้น สภาพผิวถนนเป็นที่พึงพอใจของเกษตรกรที่ใช้ขนส่งสินค้าเกษตรหรือใช้สัญจรทั่วไป ภายในปีนี้กรมชลประทานมีแผนซ่อมแซมปรับปรุงถนนคันคลองชลประทาน ที่เป็นถนนลูกรังรวมระยะทางทั้งสิ้น 400 กิโลเมตร ต้องการใช้น้ำยางพาราประมาณ 7,200 ตัน ขณะนี้สนับสนุนน้ำยางพาราจากเกษตรกรไปแล้วจำนวน 3,500 ตัน

อธิบดีกรมชลประทาน เผยต่อว่า สำหรับการจ้างแรงงานชลประทานเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร พัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิต ได้ดำเนินการทั่วประเทศยกเว้นกรุงเทพมหานคร พบว่า ผลการดำเนินงานสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้จาก 7,520 คน เป็น 9,144 คน เบิกจ่ายงบประมาณแล้ว 149 ล้านบาท จาก 188 ล้านบาท คาดว่าเมื่อสิ้นโครงการ จะช่วยจ้างแรงงานมาซ่อมแซมระบบชลประทาน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทยได้อีกหลายร้อยคน

“เป้าหมายของการทำงานครั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพิ่มแหล่งน้ำต้นทุน เพิ่มพื้นที่การใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำ พัฒนาประสิทธิภาพแหล่งน้ำของชลประทาน ซึ่งจะนำสู่การพัฒนา แก้ไขปัญหาในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง รวมทั้งยังการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ตลอดจนเสริมสร้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เสริมสร้างความมั่นคงของชาติ อันจะนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว