‘อธิบดีกรมการข้าว’เป็นประธานประชุมปิดตรวจการเงิน ปีงบฯ 67

'อธิบดีกรมการข้าว'เป็นประธานประชุมปิดตรวจการเงิน ปีงบฯ 67

‘อธิบดีกรมการข้าว’เป็นประธานประชุมปิดตรวจการเงิน ปีงบฯ 67

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.41 น.

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมปิดตรวจสอบรายงานการเงินของกรมการข้าว สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2567 โดยมี ดร.ชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว ผู้แทนจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน โดยสำนักตรวจเงินแผ่นดินที่ 11 พร้อมด้วยผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เข้าร่วม ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว

ทั้งนี้ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน โดยสำนักตรวจเงินแผ่นดินที่ 11 ได้ตรวจสอบรายงานการเงินของกรมการข้าว และมีความเห็นว่า รายงานการเงินแสดงฐานะการเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2567 และผลการดำเนินงานของกรมการข้าว สำหรับปีสิ้นสุดวันเดียวกัน มีความถูกต้องตามที่ควรในสาระสำคัญตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐและนโยบายการบัญชีภาครัฐที่กระทรวงการคลังกำหนด

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ยังได้ให้คำแนะนำกับกรมการข้าว เพื่อให้การบริหารการจัดการเงินของกรมการข้าว เป็นไปอย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคตตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐและนโยบายการบัญชีภาครัฐที่กระทรวงการคลังกำหนด

– 006

ลดรายจ่ายแถมได้อากาศบริเวณบ้านไม่ร้อน! เกษตรกร‘กำแพงเพชร’หันทำเกษตรทฤษฎีใหม่แทนพืชเชิงเดี่ยว

ลดรายจ่ายแถมได้อากาศบริเวณบ้านไม่ร้อน! เกษตรกร‘กำแพงเพชร’หันทำเกษตรทฤษฎีใหม่แทนพืชเชิงเดี่ยว

ลดรายจ่ายแถมได้อากาศบริเวณบ้านไม่ร้อน! เกษตรกร‘กำแพงเพชร’หันทำเกษตรทฤษฎีใหม่แทนพืชเชิงเดี่ยว

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.37 น.

“จากเดิมปลูกพืชเชิงเดี่ยว แต่ได้ปรับเปลี่ยนโดยลดพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังและข้าวลง หันมาทำเกษตรที่มีความหลากหลายมากขึ้น พร้อมกับปลูกทั้งไม้ผล ไม้ยืนต้น และทำสวนป่า”

นายเฉลา เงินคำ ครูต้นแบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน เกษตรกรในพื้นที่หมู่ 6 บ้านหนองหิน ต.หินตาต อ.ปางศิลาทอง จ.กำแพงเพชร กล่าวถึงการปรับพื้นที่ 22 ไร่ ตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกหลากหลายผสมผสานทั้งพยุง มะค่า ยางนา แค มะม่วง มะพร้าว มะยงชิด สาเกและหญ้าหวาน อีกทั้งยังเลี้ยงสุกร ไก่และปลา ปัจจุบันมีรายได้จากการเกษตรเฉลี่ย 2 แสนบาทต่อปี

ซึ่งประโยชน์ที่ได้จากการปรับเปลี่ยน นอกจากด้านเศรษฐกิจที่สร้างรายได้และลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนแล้ว การปลูกแบบผสมผสานซึ่งจำลองสภาพป่าธรรมชาติอย่างวนเกษตร ยังเกิดประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมด้วย โดยทำให้บรรยากาศร่มรื่น อากาศบริเวณบ้านไม่ร้อน ทั้งนี้ พื้นที่เกษตรของตนยังกลายเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเกษตรกรทั้งในและนอกชุมชนที่สนใจ

เกษตรกรโคนมภาคเอกชน รวมตัวยื่นแถลงการณ์ถึงนายกฯ ทบทวนมติครม. ‘นมโรงเรียน’

เกษตรกรโคนมภาคเอกชน รวมตัวยื่นแถลงการณ์ถึงนายกฯ ทบทวนมติครม. ‘นมโรงเรียน’

เกษตรกรโคนมภาคเอกชน รวมตัวยื่นแถลงการณ์ถึงนายกฯ ทบทวนมติครม. ‘นมโรงเรียน’

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.59 น.

บุกทำเนียบ!…กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมภาคเอกชน รวมตัวยื่นแถลงการณ์ถึงนายกรัฐมนตรี คัดค้านมติ ครม. 3 มีนาคม 2568 ชี้ไม่เป็นธรรม เลือกปฏิบัติสอง มาตรฐาน

กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมภาคเอกชน นำโดย นายวสันต์ จีนหลง นายกสมาคมผู้ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ และ นายชนะศักดิ์ จุมพลอนันต์ นายกสมาคมกลุ่มเกษตรกรผู้รวบรวมน้ำนมดิบ พร้อมด้วยตัวแทนสมาคมกลุ่มเกษตรกรผู้รวบรวมน้ำนมดิบ สมาคมผู้ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ สมาคม SME ผู้รวบรวมน้ำนมดิบและแปรรูป และเกษตรกรกว่า 200 คน นัดรวมตัวบุกทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นแถลงการณ์ถึงนายกรัฐมนตรี เรียกร้องขอให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 ที่มีการทบทวนและเห็นชอบเรื่องระบบการบริหารจัดการนมโรงเรียน ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอก่อนหน้านี้ โดยในประเด็นโครงสร้างระบบบริหารโครงการนมโรงเรียน ที่มีการแบ่งกลุ่มพื้นที่จาก 5 เขต พื้นที่เป็น 7 เขตพื้นที่ และการเพิ่มวัตถุประสงค์ของโครงการนมโรงเรียน จำนวน 4 ข้อ ซึ่งอ้างว่าเพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมมีความยั่งยืนในอาชีพ และสหกรณ์โคนม รัฐวิสาหกิจ และสถาบันการศึกษา มีตลาดนมโรงเรียนรองรับนั้น เป็นการแบ่งแยกและเลือกปฏิบัติต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศ โดยเป็นการกระทำที่ไม่เห็นความสำคัญของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมภาคเอกชนที่ประกอบอาชีพโดยสุจริต ไม่เคยร้องขอดอกเบี้ยต่ำจากรัฐ ไม่เคยร้องขอเงินสนับสนุนให้เปล่า และไม่เคยเลี่ยงภาษี แต่กลับถูกละเลย และเลือกปฏิบัติสองมาตรฐานจากภาครัฐมาโดยตลอด

การยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ เพื่อขอความช่วยเหลือในการทบทวนยกเลิกมติ หรือดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมภาคเอกชน และผู้ประกอบการโครงการอาหารเสริมนมโรงเรียนภาคเอกชน เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพได้ต่อไป และสามารถเข้าถึงงบประมาณของรัฐที่มีวัตถุประสงค์หลัก ในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั้งประเทศ เด็กนักเรียนได้ดื่มนมที่มีคุณภาพผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมโครงการได้อย่างเป็นธรรม อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีติดภารกิจในวันนี้ จึงมอบหมายให้ นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นผู้มารับเรื่องแทน

“พวกเราขอให้นายกรัฐมนตรีโปรดดำเนินการแก้ไขโดยด่วน และเพื่อให้การบริหารโครงการอาหารเสริมนมโรงเรียนมีประสิทธิภาพและให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมทันเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2568 นี้ ขอให้ท่านสั่งการให้ใช้ประกาศคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2566 เพื่อให้เด็กนักเรียน เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั้ประเทศ และผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ได้รับความเป็นธรรม ตามวัตถุประสงค์หลักของโครงการอย่างแท้จริง ” นายวสันต์ จีนหลง นายกสมาคมผู้ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ กล่าว

จากนั้นกลุ่มเกษตรกรได้เดินทางต่อไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อยื่นหนังสือต่อ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งในวันนี้ติดภารกิจไม่สามารถออกมารับเรื่องได้ จึงมอบหมายให้ นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นตัวแทนรับเรื่อง โดยหนังสือเรียกร้องต้องการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับทราบถึงผลกระทบของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่ผ่านมา ที่มีต่อกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมกว่า 7,000 ครัวเรือน และเรียกร้องให้มีทบทวนมติดังกล่าว พร้อมถอดบทเรียนจากการบริหารจัดการนมโรงเรียนในปี 2567 ซึ่งมีเกษตรกรได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้มีการทำประชาพิจารณ์โครงการอาหารเสริมนมโรงเรียนปี 2568 โดยขอให้ภาครัฐเปิดเผยผลการประชาพิจารณ์ต่อสาธารณชน และนำผลการประชาพิจารณ์มาใช้ในการพิจารณาดำเนินการ

“หลังจากที่เรารับทราบถึงมติคณะรัฐมนตรีที่มีการทบทวนโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้เลี้ยงโคนมโดยเฉพาะกลุ่มที่ขายน้ำนมดิบให้กับเกษตรกรภาคเอกชน วันนี้มติคณะรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับภาคสหกรณ์ รัฐวิสาหกิจ และสถาบันการศึกษา ส่งผลให้พวกเราที่ผลิตนมได้ 49% ของทั้งประเทศ ได้รับความเดือดร้อน ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มไม่ซื้อนมจากพวกเรา ทำให้พวกเราเดือดร้อน เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไม่ควรถูกแบ่งแยก เราไม่อยากเป็นเกษตรกรที่เลี้ยงโคนมชนชั้นสองของประเทศไทย เราภูมิใจกับอาชีพพระราชทาน เราไม่เคยขอความช่วยเหลือจากภาครัฐเลย และเราให้ความร่วมมือกับภาครัฐมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเรื่องโควิด การป้องกันโรคระบาด หรือต้นทุนที่สูงในการเลี้ยงโคนม เกษตรกรก็อดทนมาโดยตลอด เราลงทุนพัฒนาเพื่อการแข่งขันกันมาก่อนหน้านี้ และเป็นเกราะป้องกันไม่ให้รัฐต้องนำนมผงจากต่างประเทศเข้ามา เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมที่ดีและมีคุณภาพ ผู้ประกอบการที่ซื้อน้ำนมดิบ เขายังเข้าถึงงบประมาณของรัฐ แต่ในขณะที่ภาคเอกชนที่ซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร 54 แห่ง รวมจำนวน 928.014 ตัน/วัน หรือคิดเป็น 49% ของทั้งประเทศ กลับได้รับสิทธิที่เหลือจากภาครัฐ และสหกรณ์ ซึ่งมีปริมาณซื้อน้ำนมดิบในประเทศน้อยกว่าภาคเอกชน เราจึงมาขอความเป็นธรรมและอยากเห็นกระทรวงเกษตรฯ ให้ความเป็นธรรม และความเสมอภาคกับพวกเราด้วย” นายวสันต์ จีนหลง กล่าวทิ้งท้าย

เกษตรฯจัดงานวันสหกรณ์ ครบ109ปี-มุ่งพัฒนาภาคเกษตร

เกษตรฯจัดงานวันสหกรณ์  ครบ109ปี-มุ่งพัฒนาภาคเกษตร

เกษตรฯจัดงานวันสหกรณ์ ครบ109ปี-มุ่งพัฒนาภาคเกษตร

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.อนงค์นาถ จ่าแก้ว เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีวางพานพุ่มดอกไม้สดและจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย ถวายสักการะพระราชวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย โดยมีนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ลานพระอนุสาวรีย์พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กทม.เนื่องในโอกาสครบรอบ 109 ปี การสหกรณ์ไทย โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมสดุดีและน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

น.ส.อนงค์นาถ กล่าวว่า ได้ตั้งปณิธานว่าจะมุ่งมั่นพัฒนาระบบสหกรณ์ให้เข้มแข็ง เป็นองค์กรสมรรถนะสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่งเสริมให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการพัฒนาและขับเคลื่อนภารกิจของสหกรณ์อย่างมีคุณภาพเที่ยงตรง โปร่งใส และมีธรรมาภิบาล รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรในระบบสหกรณ์ให้มีความรู้ ความสามารถในการสร้างสรรค์พัฒนาสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติโดยรวมสืบไป

ด้าน นายวิศิษฐ์กล่าวว่า สหกรณ์ในประเทศไทยเติบโตขึ้นโดยลำดับ ปัจจุบันมีสหกรณ์ทั่วประเทศกว่า 6,100 แห่ง ปริมาณธุรกิจสหกรณ์เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2567 ยอดรวมอยู่ที่ 2.7 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปี 2568 กรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมเดินหน้าพัฒนาสหกรณ์ทั้งในภาคและนอกภาคการเกษตร และขับเคลื่อนงานตามนโยบายรัฐบาลในด้านการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น (GI) ผลักดันสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง รวมถึงสนับสนุนองค์ความรู้ในเรื่องกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรทั้งระบบ อีกทั้งเชื่อมโยงกับสหกรณ์นอกภาคการเกษตร เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดของสินค้าเกษตรในร้านสหกรณ์ ตลอดจนการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่สมาชิก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ความเข้มแข็งและยั่งยืนของระบบสหกรณ์ สมาชิกมีความกินดีอยู่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ในโอกาสนี้ น.ส.อนงค์นาถ ได้อ่านสารนายกรัฐมนตรี เนื่องในวันสหกรณ์แห่งชาติ ปี 2568 มีใจความว่า ระบบสหกรณ์เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ รัฐบาลมีความมุ่งมั่นส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์ทั้งภาคการเกษตรและนอกภาคการเกษตร ตามแนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในนามรัฐบาลขอชื่นชมและขอบคุณผู้บริหาร เจ้าหน้าที่และสมาชิกในงานสหกรณ์ ที่มุ่งมั่นตั้งใจปฏิบัติหน้าที่

กรมชลฯเดินหน้า จัดสรรน้ำตามแผน ให้เพียงพอฤดูแล้ง ช่วยเหลือเกษตรกร

กรมชลฯเดินหน้า จัดสรรน้ำตามแผน ให้เพียงพอฤดูแล้ง ช่วยเหลือเกษตรกร

กรมชลฯเดินหน้า จัดสรรน้ำตามแผน ให้เพียงพอฤดูแล้ง ช่วยเหลือเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 52,392 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 69% ของความจุอ่างฯ รวมกัน มากกว่าปีที่ผ่านมา เป็นน้ำใช้การได้ 28,452 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 16,640 ล้านลบ.ม. (67% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) เป็นน้ำใช้การได้ 9,944 ล้านลบ.ม. ผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 67/68 ปัจจุบันจัดสรรน้ำทั้งประเทศไปแล้วกว่า 18,796 ล้านลบ.ม. (คิดเป็น 64% ของแผนฯ) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการจัดสรรน้ำไปแล้วกว่า 6,341 ล้านลบ.ม. (คิดเป็น 70% ของแผนฯ) ซึ่งภาพรวมสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน ยังคงเป็นไปตามแผนจัดสรรน้ำที่ได้กำหนดไว้ และมีเพียงพอที่จะสนับสนุนทุกกิจกรรมของการใช้น้ำที่วางไว้ตลอดฤดูแล้งนี้

ด้านการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2567/68 พบว่า ทั้งประเทศมีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้วกว่า 9.14 ล้านไร่ คิดเป็น 91% ของแผนฯ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการเพาะปลูกข้าวนาปรังรวม 6.33 ล้านไร่เป็นไปตามแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งที่วางไว้ ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับการปรับปฏิทินการเพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทันก่อนเข้าสู่การบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน 2568 นอกจากนี้ ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ รวมถึงกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาคุณภาพน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

‘อิทธิ’ชูไทยแบล็กDLD โคเนื้อพรีเมียมมุ่งสู่ครัวโลก

‘อิทธิ’ชูไทยแบล็กDLD โคเนื้อพรีเมียมมุ่งสู่ครัวโลก

‘อิทธิ’ชูไทยแบล็กDLD โคเนื้อพรีเมียมมุ่งสู่ครัวโลก

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ แถลงเปิดตัวโคเนื้อสายพันธุ์ใหม่ “ไทยแบล็ค DLD” พร้อมด้วย น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ผศ.น.สพ.ดร.ธีรวัฒน์ สว่างจันทร์อุทัย ผู้แทนคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) และ น.สพ.วิษณุ ไพศาลรุ่งพนา ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ ที่ลานอเนกประสงค์ หน้าตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ ถนนพญาไท

นายอิทธิกล่าวว่า ได้มุ่งมั่นพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทยให้ก้าวสู่ระดับโลก ผ่านการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อ ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีแนวโน้มการส่งออกเนื้อโคไปยังตลาดเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับการพัฒนาโคเนื้อพันธุ์ “ไทยแบล็ค DLD” เป็นการพัฒนาเพื่อผลิตเนื้อคุณภาพสูง ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพที่ทันสมัย โดยมีเป้าหมายเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของเนื้อโคไทยในระดับสากล และช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทย ขานรับนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นการผสมผสานจุดเด่นของโค 3 สายพันธุ์ ได้แก่โคพื้นเมืองไทย โคแองกัส และโควากิวทำให้ได้โคที่มีไขมันแทรกสูง เนื้อนุ่ม รสชาติดี และเหมาะกับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยเมื่อได้วัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพสูง นอกจากจะช่วยเพิ่มมูลค่าและความสามารถในการแข่งขันของเนื้อโคไทยในตลาดสากลแล้ว ถือเป็นโอกาสดีที่คนไทยควรให้ความสำคัญ “นิยมไทย บริโภคเนื้อโคไทย ต้องโคไทยแบล็กกรมปศุสัตว์”

มกอช.ยกเลิกนำเข้าถั่วลิสงดิบอินเดีย

มกอช.ยกเลิกนำเข้าถั่วลิสงดิบอินเดีย

มกอช.ยกเลิกนำเข้าถั่วลิสงดิบอินเดีย

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าที่ประชุมเห็นชอบให้ยกเลิกประกาศกระทรวงเกษตรฯ เรื่อง การนำเข้าเมล็ดถั่วลิสงแห้งดิบ หรือเมล็ดถั่วลิสงกะเทาะเปลือกจากประเทศอินเดีย เพื่อให้ผู้บริโภคในประเทศมั่นใจว่าได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาตรฐานระดับสากล อย่างไรก็ตาม ผู้นำเข้ายังสามารถนำเข้าเมล็ดถั่วลิสงจากประเทศอินเดียได้ โดยใช้ใบรับรองมาตรฐานบังคับ (มกษ. 4702-2557) หรือมาตรฐานสากล เช่น GHP, HACCPและ ISO 22000 และใบรายงานผลวิเคราะห์ ทดแทนใบรับรองการส่งออก (Certification of Export) ภายใต้กำกับของ Agricultural andProcessed Food Products Export Development Authority (APEDA)จากประเทศอินเดีย

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร และประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศ ได้แก่ 1.จิ้งหรีดแห้ง 2.จิ้งหรีดแช่แข็ง 3.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับบ้านนกแอ่นกินรัง 4.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค ความปลอดภัยด้านอาหาร สุขภาพ และสวัสดิภาพสัตว์ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ-สังคม และ 5.แนวปฏิบัติในการใช้มาตรฐานสินค้าเกษตร การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชสมุนไพร

“ได้เน้นย้ำการดูแลมาตรฐานสินค้าเกษตรอย่างครอบคลุมโดยเฉพาะการทำรังนกส่งออก ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการจากประเทศจีนต้องการนำเข้ารังนกถ้ำมากกว่ารังนกบ้าน เนื่องจากเป็นรังนกคุณภาพสูง และเป็นที่ต้องการของตลาด หากประเทศไทยสามารถจัดการมาตรฐานรังนกบ้านให้ผู้ประกอบการมีความมั่นใจในคุณภาพสินค้า อาจช่วยให้มีการส่งออกเพิ่มมากขึ้น” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

จากความคิด‘อยากยกป่ามาไว้ที่บ้าน’ สู่การปรับสู่วิถีเกษตรทฤษฎีใหม่ของเกษตรกรชาวบึงกาฬ

จากความคิด‘อยากยกป่ามาไว้ที่บ้าน’ สู่การปรับสู่วิถีเกษตรทฤษฎีใหม่ของเกษตรกรชาวบึงกาฬ

จากความคิด‘อยากยกป่ามาไว้ที่บ้าน’ สู่การปรับสู่วิถีเกษตรทฤษฎีใหม่ของเกษตรกรชาวบึงกาฬ

วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.19 น.

“มีความคิดอยากยกป่ามาไว้ที่บ้าน จึงเปลี่ยนจากสวนมะม่วงมาปลูกป่าไม้จำนวน 3 ไร่ เพื่อการเก็บเกี่ยวของป่า กระทั่งในปี 2557 ส.ป.ก.บึงกาฬ ได้เข้ามาสำรวจป่าไม้ จึงทำให้เกิดความคิดในการปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรแบบวนเกษตรผสมผสาน และได้นำมาปรับใช้ในแปลง จึงเริ่มปลูกป่ามากขึ้นและมีรายได้จากการปลูกป่าโดยการเลี้ยงผึ้งป่า ซึ่งช่วยสร้างรายได้ให้กับครอบครัว”

นายประสพ ชาญประเสริฐ เกษตรกรในพื้นที่หมู่ 9 บ้านคำชมภู ต.บ้านต้อง อ.เซกา จ.บึงกาฬ เล่าถึงความสนใจหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ จากชาวสวนยางพารา เพิ่มเติมด้วยการปลูกมะม่วง และปรับเปลี่ยนสู่วิถีวนเกษตร ปลูกพืชหลายชนิดเพื่อจำลองสภาพป่าตามธรรมชาติให้เกิดระบบนิเวศเกื้อกูลกัน จากพื้นที่ทั้งหมด 29 ไร่ หักที่อยู่อาศัย 1 ไร่ อีก 28 ไร่ที่เหลือ แบ่งเป็นสวนยางพารา 18 ไร่ ปลูกต้นยางนา 4 ไร่ และทำระบบวนเกษตรอีก 6 ไร่

ปัจจุบันมีการปลูกไม้ป่า เช่น พยุง ยางนา สักทอง ตะเคียน ไม้แดง ไม้เต็ง ปลูกไม้กินได้/ผลไม้/สมุนไพร เช่น ข้าว กล้วย มะม่วง มะนาว ไผ่หวาน อีกทั้งยังเลี้ยงปลาและเลี้ยงผึ้ง โดยมีน้ำผึ้งป่าเป็นสินค้าสำคัญ มีรายได้จากภาคเกษตรเฉลี่ย 1 แสนบาทต่อปี และมีองค์ความรู้สำคัญคือการปลูกป่าแบบผสมผสานและการเลี้ยงผึ้ง

‘เฉลิมเกียรติ’ ประกาศพันธกิจ ‘ธนาคารที่ดิน’ มุ่งให้คนไทยมีที่ดิน มีกิน มีใช้

'เฉลิมเกียรติ'ประกาศพันธกิจ'ธนาคารที่ดิน'มุ่งให้คนไทยมีที่ดิน มีกิน มีใช้

‘เฉลิมเกียรติ’ประกาศพันธกิจ’ธนาคารที่ดิน’มุ่งให้คนไทยมีที่ดิน มีกิน มีใช้

วันเสาร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.58 น.

‘เฉลิมเกียรติ”ประกาศพันธกิจ’ธนาคารที่ดิน’มุ่งให้คนไทยมีที่ดิน มีกิน มีใช้

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานคณะกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ให้สัมภาษณ์พิเศษ ในประเด็นภารกิจและพันธกิจของ “ธนาคารที่ดิน” มุ่งทําให้คนไทยมีที่ดิน มีกิน มีใช้  บริหารจัดการที่ดินด้วยกระบวนการที่แตกต่างจากหน่วยงานรัฐอื่น ไม่เปิดช่องให้ขายสิทธิ์ หรือซื้อขายเปลี่ยนมือ ปิดโอกาสที่ดินตกไปอยู่ในมือนายทุน หรือทุนข้ามชาติ เป็นการรักษาทรัพยากรประเทศ ช่วยประชาชนมีอาชีพ พ้นความยากจนได้อย่างยั่งยืน

•ธนาคารที่ดิน ทําให้คนไทยมีที่ดิน มีกิน มีใช้

ปัจจุบันคนไทยของเราโดยส่วนมากอยู่ในระดับที่ต้องได้รับการสนับสนุนหรือช่วยเหลือให้คําแนะนํา รวมทั้งให้อุปกรณ์ต่าง ๆ ในการที่จะช่วยทํามาหากิน โดยเฉพาะในส่วนของที่ดินทํากิน ดังนั้น สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ “ธนาคารที่ดิน” เป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐ มีภารกิจให้การสนับสนุนประชาชน ชาวบ้านทั่วไปทั้งหมดที่ไม่มีรายได้ หรือว่ามีรายได้ค่อนข้างที่จะต่ำ “ธนาคารที่ดิน” ได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ ตามพันธกิจ และภารกิจ มาตั้งแต่ปี 2563 โดยที่ทํามา 12 พื้นที่ และกำลังขยายเป็น 42 พื้นที่ทั่วประเทศ ภายในปีงบประมาณ 2568 เพื่อต้องการที่จะให้ประชาชนสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง เราไม่ต้องการที่จะทำในลักษณะเอาปลาไปให้ เพราะการทำเช่นนั้น เท่ากับว่าเมื่อประชาชนได้ที่ดินไปแล้ว ทําอะไรในพื้นที่ไม่ได้ผลผลิตเท่าที่ควร แต่ “ธนาคารที่ดิน” เราให้เครื่องมือหาปลา เราทำเช่นนี้เพราะต้องการที่จะช่วยให้ประชาชนให้สามารถดำรงชีพได้ และยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง 

“เครื่องมือหาปลา” ที่เรานำไปให้ประชาชน มีอะไรบ้าง เราฝึกอาชีพต่าง ๆ ให้ โดยเฉพาะการทำเกษตรกรรม การปศุสัตว์ และการประมง เพราะอาชีพ คือสิ่งที่จะช่วยประชาชนเอาตัวรอดได้เร็วที่สุด อย่างน้อยคือช่วยลดรายจ่ายภายในครอบครัว การลดรายจ่าย ก็คือการเพิ่มรายได้ไปในตัวของมันเอง พอประชาชนช่วยตัวเองได้ โดยที่ใช้หลักพอมีพอกินหรือหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นั่นเท่ากับว่าประชาชน สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง

สิ่งที่เราให้การสนับสนุนในลำดับต่อมา ก็คือการเพาะปลูก โดพเฉพาะ “พืชเศรษฐกิจ” เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปต่อยอดเพิ่มมูลค่า นอกจากนั้นเรายังหาตลาดให้ เพื่อกระจายผลผลิต ไปสู่ผู้บริโภค กระจายสินค้าไปสู่ตลาด ทั้งระดับชุมชน จังหวัด ภาค กระทั่งถึงระดับประเทศ หมายความว่าประชาชน ในพื้นที่โครงการของ “ธนาคารที่ดิน” จะมีรายได้กลับคืนมา เพื่อจ่ายค่าเช่าซื้อที่ดินจากเรา ตรงนี้ก็จะครบวงจรที่ว่า “ธนาคารที่ดิน ทําให้คนไทยมีที่ดิน มีกิน มีใช้“ 

“ธนาคารที่ดิน” เรามีความพยายามอย่างยิ่งที่จะทําทุกวิธีการเพื่อให้ประชาชนคนไทย มีที่ดินทํากิน มีกินแล้วก็สามารถที่จะมีรายได้ ไปใช้จ่ายในครัวเรือนแบบครบวงจร ตรงนี้เราต้องการที่จะให้ประชาชนทั่วไปที่มาร่วมกับเรา ให้มีความเข้มแข็งด้านอาชีพ มีชีวิตที่มั่นคงได้อย่างแท้จริง

•ธนาคารที่ดิน แตกต่างจากหน่วยงานรัฐอื่น ๆ ที่จัดการด้านที่ดินให้ประชาชนเหมือนกัน

สิ่งที่ ”ธนาคารที่ดิน” ดําเนินการโดยเฉพาะโครงการกระจายการถือครองที่ดินอย่างยั่งยืน ก็คือ เราทําให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเจ้าของที่ดินจริง ๆ เพราะประชาชน ต้องผ่อนชําระค่าเช่าซื้อที่ดินกับเราเป็นเวลา 30 ปีอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี ย่อมแสดงว่าเขาไม่รู้สึกว่าเป็นของฟรี เพราะหากประชาชนคิดว่าได้มาฟรี ๆ แล้ว ก็จะเกิดการซื้อขายเปลี่ยนมือ เปลี่ยนสิทธิ์กันโดยง่าย เหมือนที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในเวลานี้  

ตรงนี้เราต้องการที่จะให้ประชาชน เข้ามาร่วมในลักษณะมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของในที่ดินที่ทํากินอยู่ นั่นคือปลูกฝังให้เกิดความรักและหวงแหนในที่ดินของเขา เพราะฉะนั้น การที่จะมาอยู่ในพื้นที่ “ธนาคารที่ดิน“ ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐ ในระยะ 30 ปี ที่ดินยังเป็นกรรมสิทธิ์ของเรา การที่เราจัดหาที่ดินให้ประชาชนเช่าซื้อ ประชาชนต้องรวมกลุ่มกันเป็นลักษณะของวิสาหกิจชุมชน อาจจะ 7 คน 10 คน หรือมากกว่านั้น มีการแบ่งความรับผิดชอบ ใครจะเป็นหัวหน้า หรือประธานกลุ่ม ใครจะช่วยเหลือกลุ่มในด้านอะไร อยู่ที่ประชาชนตกลงกันเองทั้งหมด เพราะฉะนั้น เมื่อประชาชน เกิดความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งต้องรับผิดชอบ จะต้องดูแลที่ดินของตัวเองอย่างดี ขณะเดียวกันเราก็คงไม่ปล่อยให้ประชาชน ทําโดยไม่มีใครให้ความช่วยเหลือ ตรงนี้เราก็พยายามที่จะให้การสนับสนุนเรื่องของความรู้ การพัฒนาที่ดินการหาพืชที่เป็นประโยชน์ตามความเหมาะสมของภูมิภาค นั้น ๆ มาให้ ขณะเดียวกันก็ให้คําแนะนํา และรวมทั้งการหาตลาดให้ เพราะฉะนั้นตรงนี้มันจะครบวงจร ตอนนี้คนที่มาอยู่ในโครงการของเรา มีประมาณเกือบ 30 กว่าโครงการ/พื้นที่ทั่วประเทศ และจะขยายเป็น 42 โครงการ/พื้นที่ ในลำดับต่อไป ตรงนี้ทําให้ประชาชนสามารถยืนหยัดอยู่ได้ คำว่า เราหาพืชเศรษฐกิจมาให้ รวมถึงหาสิ่งดี ๆ แล้วก็สิ่งใหม่ ๆ หรือว่า นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาให้โดยเฉพาะยุคนี้มีเรื่องของการนำ AI มาใช้ในเรื่องการเกษตร รวมทั้งการนําระบบการขนส่งที่ทันสมัย มาสนุนให้การขนส่งผลผลิตไปสู่ผู้บริโภค หรือตลาด 

ดังนั้น เมื่อประชาชน สามารถยืนอยู่ได้ มีรายได้ ก็จะมีความรัก ความหวงแหนในพื้นที่ เป็นเครื่องยืนยันว่า “ธนาคารที่ดิน” ทําโครงการได้ครบถ้วน ส่งเสริมประชาชน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ 

•ธนาคารที่ดิน ให้ประชาชน รักษาสิทธิในที่ดิน ไม่มีการซื้อขายเปลี่ยนมือจนที่ดินตกไปอยู่ในมือนายทุน หรือทุนต่างชาติ อันส่งผลให้ที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติ ถูกทําลาย

โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน  เป็นโครงการที่เปิดให้ประชาชน รวมกลุ่มสมาชิกเป็นวิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์ แล้วร้องขอให้ธนาคารที่ดิน ช่วยเหลือจัดสรรที่ดิน และมาทำสัญญาเช่าซื้อในโครงการฯ ระยะเวลา 30 ปี เช่าซื้อในรูปแบบแปลงรวม เพราะฉะนั้นในระยะเวลา 30 ปีนี้ ที่ดินยังเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารที่ดิน สถานะเป็นที่ของรัฐ ประเภทที่มีเอกสารสิทธิ์ ดังนั้น การที่ประชาชนผู้เช่าซื้อจะเปลี่ยนมือ หรือโอนกรรมสิทธิ์ หรือว่าซื้อสิทธิ์ย่อมทําไม่ได้ เรามีกระบวนการที่ควบคุมการเปลี่ยนมืออยู่แล้ว คนที่จะมาอยู่ที่นี่จะต้องอยู่ในกติกาของกลุ่มก่อน สมาชิกของกลุ่มที่เข้ามาต้องได้รับอนุมัติจากกลุ่มใหญ่เสียก่อน คือต้องให้กลุ่มเห็นชอบก่อน การที่จะเอาที่ดินที่เช่าซื้ออยู่ไปขายสิทธิ์ให้คนอื่น หรือซื้อขายจนที่ดินนั้นตกไปอยู่ในมือของนายทุน หรือทุนต่างชาติย่อมเป็นไปไม่ได้ 

“ตรงนี้ ขอย้ำว่า ธนาคารที่ดิน เราทําเพื่อประชาชนคนไทย อย่างแท้จริง” พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าว

•โมเดลใหม่ ดําเนินโครงการในพื้นที่ของธนารักษ์ หรือที่ดินของรัฐ

นอกจากโครงการกระจายการถือครองที่ดินอย่างยั่งยืน แล้ว “ธนาคารที่ดิน” มีโมเดลใหม่  คือ ดําเนินโครงการในพื้นที่ของธนารักษ์ หรือนำเอาที่ดินของรัฐจากหน่วยงานอื่น เช่นที่ดินอยู่ในการดูแลของกรมบังคับคดี ที่ปล่อยรกร้างว่างเปล่ามาบริหารจัดการเพื่อกระจายไปสู่ประชาชน 

โมเดลใหม่ ๆ เหล่านี้ ธนาคารที่ดิน เราจะบูรณาการ หรือมีข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชน กล่าวคือ ที่ดินของรัฐ ปัจจุบัน มีหลายส่วนนะครับ ทั้งกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ดินของการนิคม และของธนารักษ์ ในส่วนของเรา เรามีความเชี่ยวชาญด้านการกระจายการถือครองที่ดิน ในส่วนนี้เราสามารถเข้าไปช่วยได้ก็คือ พื้นที่ของกรมธนารักษ์ หรือที่ราชพัสดุ ธนาคารที่ดิน จะเข้าไปดำเนินการในที่ตรงนี้ลักษณะหน่วยงานของรัฐ ทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ เราจะเข้าไปในลักษณะขอความร่วมมือจากหน่วยงานของรัฐ อย่างเช่นที่ธนารักษ์ หรือจะใช้ลักษณะการเช่าเพื่อให้ได้มาซึ่งพื้นที่ตรงนั้น แล้วก็นํามาทําให้เกิดประโยชน์ 

สำหรับการใช้พื้นที่นั้น ๆ ทำโดยให้ประชาชนที่มีความประสงค์ที่จะปลูกพืชเศรษฐกิจ และปลูกสมุนไพร หรือในส่วนที่เป็นการทำเกษตรผสมผสาน ตรงนี้เราให้ความรู้ประชาชนเพื่อให้เป็นแบบอย่างต่อไป และในพื้นที่อื่น ๆ ก็เหมือนกัน และต่อไปถ้าเกิดประชาชน อยากได้พื้นที่นี้ เพื่อให้ประชาขนได้เป็นเจ้าของที่ดิน ก็มาเข้ามาร่วมโครงการ โดยไปหาพื้นที่แปลงอื่นที่ไม่ใช่ที่ของรัฐ มาเข้าสู่กระบวนการเช่าหรือเช่าซื้อในระยะเวลา 30 ปี และกระบวนการต่าง ๆ ประชาชนก็ได้เรียนรู้เรื่องเกษตรจากเรา เพราะในวันนี้ ธนาคารที่ดิน เราส่งเสริมให้ประชาชน บางคนซึ่งเขาอาจจะไม่มีเงินจำนวนมาก เราก็นำมาอยู่ในพื้นที่เพื่อส่งเสริมด้านอาชีพ หรือว่าทําเกษตรกรรม และมีรายได้ที่จะให้ดำรงชีวิตไปได้ ความเป็นอยู่ของพวกเขาจะยืนหยัดอยู่ต่อไปได้อย่างยั่งยืน

•ปี 2568 ธนาคารที่ดินมีเป้าหมายกระจายการถือครองที่ดินในโครงการฯ อย่างไร

ตอนนี้โครงการฯ ที่เรามีอยู่ประมาณ 10,000 ไร่ ในฐานะที่เป็นประธานบอร์ดธนาคารที่ดิน ผมมีความภาคภูมิใจ และอยากส่งความรักความปรารถนาดีให้กับคนไทยเหล่านี้

ความหมายของ 10,000 ไร่ ย่อมหมายถึงสมาชิกในครัวเรือน อีกหลายหมื่นคนที่เป็นเครือข่ายของธนาคารที่ดิน 

“ถ้าพูดถึงในภาพรวมทั้งหมดแล้ว 10,000 ไร่ ยังถือว่านิดหน่อย ยังไม่มากเท่าที่ควรแต่เราก็มีความพยายามที่อยากจะให้ประชาชนคนไทย มีที่ดินทํากิน เป็นหลัก เราต้องการให้คนไทยทุกคนมีกิน เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถใช้หน่วยงานของรัฐในส่วนของพื้นที่ที่ธนาคารที่ดินไปขอความร่วมมือและการสนับสนุนจากภาครัฐ หรือจากรัฐบาล ในการที่จะสนับสนุนงบประมาณมาดําเนินการตรงนี้ หรือในลักษณะของการทํางานระหว่างรัฐกับรัฐ แสดงว่า หน่วยงานของรัฐกับหน่วยงานของรัฐก็จะสามารถทําให้ประชาชนสามารถมีที่ดินทํากิน และสามารถยืนอยู่ได้ ตรงนี้ข้อสําคัญคือมันต้องมีกิน เป็นหลักนะ“ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าว

อยากจะเป็นขวัญกําลังใจ ให้กับทุกคนที่กําลังทํางานอยู่ในพื้นที่ในแต่ละโครงการ ขอให้ท่านมีกําลังใจจะต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ สามารถที่จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีแล้วก็ขอให้ท่านเชื่อมั่นว่าในการดําเนินงานของธนาคารที่ดิน เราทําเพื่อประชาชนอย่างจริงจัง และแท้จริงครับ

กรมชลประทาน จับมือ วิศวะ จุฬาฯ ม.เกษตร และสถาบัน Deltares เนเธอร์แลนด์ เพิ่มศักยภาพชลประทานไทย

กรมชลประทาน จับมือ วิศวะ จุฬาฯ ม.เกษตร และสถาบัน Deltares เนเธอร์แลนด์ เพิ่มศักยภาพชลประทานไทย

กรมชลประทาน จับมือ วิศวะ จุฬาฯ ม.เกษตร และสถาบัน Deltares เนเธอร์แลนด์ เพิ่มศักยภาพชลประทานไทย

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 20.45 น.

กรมชลประทาน จับมือ วิศวะ จุฬาฯ ม.เกษตร และสถาบัน Deltares เนเธอร์แลนด์ เพิ่มศักยภาพชลประทานไทย สู่ความมั่นคงด้านน้ำระดับประเทศ

21 มีนาคม 2567 เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน และประธานคณะกรรมการด้านการชลประทานและการระบายน้ำแห่งประเทศไทย (THAICID) เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางเทคนิค (Memorandum of Understanding on Knowledge to Knowledge: K2K) โดยมี นายอสิ ม้ามณี เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากกรมชลประทาน นำโดย นายวัชระ เสือดี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านบำรุงรักษา) นายยงยส เนียมทรัพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผนและโครงการ) นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง นายทรงพล สวยสม ผู้อำนวยการสำนักเครื่องจักรกล นายสิทธิพร พฤฒิพิบูลธรรม เลขานุการกรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ สถานเอกอัครราชทูต ประจำกรุงเฮก ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์

“MOU นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านน้ำในประเทศไทย โดยกรมชลประทาน มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนานโยบายและโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับน้ำที่มีประสิทธิภาพ สอดรับกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งนอกจากจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งในในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมแล้ว ยังเป็นการเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต นอกจากนี้ เรายังเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อเพิ่มศักยภาพของบุคลากร ผ่านโปรแกรม RID SWAMP ทั้งในด้านของแบบจำลองทางกายภาพ นวัตกรรม และงานวิจัยต่างๆ เพื่อนำกลับมาพัฒนาระบบการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานต่อไป“ นายสุริยพล กล่าว

สำหรับพิธีลงนามฯครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง 4 หน่วยงาน ได้แก่ กรมชลประทาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาบัน Stichting Deltares แห่งเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นผลจากการหารือร่วมกันตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการบริหารจัดการน้ำ และเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิชาการ และด้านวิศวกรรมชลศาสตร์ ทั้งในด้านการพัฒนาแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน การใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต