DNA ปลาหมอคางดำ หนทางสู่ความจริงที่ไม่อาจมองข้าม

DNA ปลาหมอคางดำ หนทางสู่ความจริงที่ไม่อาจมองข้าม

DNA ปลาหมอคางดำ หนทางสู่ความจริงที่ไม่อาจมองข้าม

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.57 น.

DNA ปลาหมอคางดำ หนทางสู่ความจริงที่ไม่อาจมองข้าม

เมื่อพูดถึงการระบาดของปลาหมอคางดำ (Sarotherodon melanotheron) ในแหล่งน้ำของประเทศไทย เรื่องราวของต้นเหตุของการแพร่ระบาดกลายเป็นประเด็นที่เกิดการถกเถียงอย่างหนัก มีข้อกล่าวหาว่าปลาที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยบริษัทเอกชนอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ แต่คำถามคือ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นความจริง? เราควรยึดหลักฐานจากที่ไหนเพื่อที่จะฟันธงได้? คำตอบที่เราต้องการอาจมาจากสิ่งที่เราทุกคนสามารถเชื่อได้ นั่นคือ DNA – รหัสพันธุกรรมที่สามารถบอกเราได้ทุกอย่าง

การตรวจสอบ DNA เป็นหลักฐานที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะมันคือรหัสพันธุกรรมที่บ่งบอกถึงต้นกำเนิดและความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต ทุกการตรวจสอบ DNA มีความแม่นยำและอิงกับวิทยาศาสตร์ที่รับรองได้ เราสามารถใช้การวิเคราะห์ DNA เพื่อยืนยันว่า ปลาหมอคางดำที่แพร่ระบาดในแหล่งน้ำของไทยนั้น มาจากปลาที่ถูกนำเข้าจากต่างประเทศหรือไม่ การศึกษาพันธุกรรมจะช่วยให้เราเห็นภาพชัดเจนของความเชื่อมโยงหรือความแตกต่างทางพันธุกรรมของประชากรปลา โดยเฉพาะเมื่อมีความไม่แน่นอนในข้อมูลต่างๆ ที่เรารับรู้

เพื่อให้การพิสูจน์เป็นไปได้อย่างแม่นยำและครบถ้วน มีวิธีการที่เป็นมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์หลายประการที่สามารถใช้ในการตรวจสอบ DNA ของปลาหมอคางดำ ซึ่งรวมถึง:

• การวิเคราะห์ลำดับพันธุกรรม (DNA Sequencing) เพื่อตรวจสอบความแตกต่างทางพันธุกรรมของปลาที่นำเข้ากับปลาที่พบในแหล่งน้ำไทย

• การถอดรหัสพันธุกรรม จากทั้งปลาที่นำเข้าและปลาที่ระบาดในธรรมชาติ เพื่อนำมาเปรียบเทียบ

• การใช้ Phylogenetic Tree หรือแผนภูมิวิวัฒนาการ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ปลาหมอคางดำที่ระบาดและที่นำเข้ามีความเชื่อมโยงกันอย่างไร

• การศึกษาตำแหน่ง SNPs และ Haplotype Diversity เพื่อช่วยแยกแยะกลุ่มประชากรปลาและยืนยันความแตกต่างทางพันธุกรรม

วิธีการเหล่านี้จะช่วยให้เราทราบได้ว่า ปลาที่นำเข้ามามีความสัมพันธ์กับการระบาดหรือไม่ และสำคัญที่สุดคือ มันสามารถยืนยันความจริงได้อย่างไม่ต้องสงสัย

ขณะนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกรมประมงกำลังทำงานอย่างเต็มที่เพื่อหาคำตอบ ด้วยการร่วมมือกับกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขอข้อมูลพันธุกรรมจากประเทศกานา ซึ่งเป็นแหล่งที่ปลาหมอคางดำถูกนำเข้ามาในปี 2553 แม้ว่าในตอนนี้เรายังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าปลาที่นำเข้ามาคือปลาชนิดเดียวกับที่ระบาดหรือไม่ แต่กรมประมงกำลังดำเนินการตามกระบวนการที่โปร่งใสและตามหลักวิทยาศาสตร์ที่มีมาตรฐาน

นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมงกล่าวว่า “แม้ข้อมูลที่ต้องการยังไม่ส่งมา แต่เรากำลังรอดำเนินการตามกระบวนการที่ถูกต้อง เพราะเราต้องการความจริง เราต้องการความโปร่งใส และเราต้องการหลักฐานที่ไม่อาจโต้แย้งได้”

สิ่งที่เราต้องทำตอนนี้คือการสนับสนุนการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์และรอผลการพิสูจน์จากการตรวจสอบ DNA ที่กำลังดำเนินการอยู่

การพิสูจน์ความจริงด้วย DNA จะเป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยให้เราเข้าใจว่าอะไรเป็นต้นเหตุของการระบาดครั้งนี้ และสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่มีความยั่งยืนได้ เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในระยะยาว

การเชื่อในหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และการรอผลการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญในด้านพันธุศาสตร์คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมจะต้องอาศัยหลักฐานที่แม่นยำได้รับการรับรองและไม่สามารถโต้แย้งได้ ดังนั้น เราต้องร่วมกันสนับสนุนการใช้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง และเปิดใจรับข้อมูลจากหลายฝ่ายเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องที่สุด./

#ไศลพงศ์ สุสลิลา นักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อม

ตลาดสี่มุมเมืองเปิดโซนใหม่ ‘ผักGAP’ เชื่อมเกษตรกรไทยสู่ผู้บริโภค

ตลาดสี่มุมเมืองเปิดโซนใหม่ ‘ผักGAP’ เชื่อมเกษตรกรไทยสู่ผู้บริโภค

ตลาดสี่มุมเมืองเปิดโซนใหม่ ‘ผักGAP’ เชื่อมเกษตรกรไทยสู่ผู้บริโภค

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.46 น.

ตลาดสี่มุมเมืองตลาดค้าส่งผักผลไม้วัตถุดิบอาหารชั้นนำของเอเชีย เปิดโซนใหม่ ‘ผัก GAP’เชื่อมเกษตรกรไทยสู่ผู้บริโภค หนุนเกษตรปลอดภัย ยกระดับรายได้อย่างยั่งยืน

วันที่ 25 มี.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ‘ตลาดสี่มุมเมือง’ ตลาดค้าส่งผักผลไม้วัตถุดิบอาหารชั้นนำของเอเชีย เปิดโซนใหม่ ‘ผัก GAP’ บริเวณอาคารรถผัก เพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทยที่ทำเกษตรปลอดภัยอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ต้นน้ำที่แปลงเพาะปลูกไปจนถึงปลายน้ำที่ถึงมือผู้บริโภคให้มีพื้นที่จำหน่ายผลผลิตคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดพร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรด้วยรายได้ที่มั่นคง ตลาดสี่มุมเมืองเปิดตลอด 24 ชั่วโมง มีทั้งราคาขายส่งสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหาร ตลาดสด ตลาดนัด หรือรถเร่ และยังมีราคาปลีกสำหรับลูกค้าทั่วไป เดินทางสะดวก ใช้เวลาเพียง 10 นาทีจากสนามบินดอนเมือง

คุณปณาลี ภัทรประสิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานกลยุทธ์ธุรกิจ ตลาดสี่มุมเมือง กล่าวว่า “ตลาดสี่มุมเมือง เป็นแหล่งรวบรวมและกระจายผลผลิตทางการเกษตรขนาดใหญ่ที่สำคัญของประเทศ โดยเฉพาะสินค้าประเภทผักที่เป็นจุดแข่งหลัก วันนี้ตลาดฯ เปิดโซนพิเศษ ‘ผัก GAP’ บริเวณอาคารรถผัก ผักขายส่งจากสวนเพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทยที่ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย ภายใต้การรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานรัฐและองค์กรระดับสากล สินค้าทุกชนิดสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ตั้งแต่ต้นทางที่แปลงเกษตร ผ่านกระบวนการเก็บเกี่ยว การแปรรูป ไปจนถึงการจัดจำหน่ายถึงมือผู้บริโภค เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน อาทิ ร้านเกษตรหน้าไม้  สินค้าเด่น ผักกาดหอม คะน้า, ร้านรุ่งไพลิน – เจ๊นา  สินค้าเด่น กะเพรา มะระจีน, ร้านสวนผักหน้าไม้  สินค้าเด่น กวางตุ้ง พริก กุยช่าย, ร้านเฮียลิ้มผักสด  สินค้าเด่น ตะไคร้ ร้าน Go farm  สินค้าเด่น ผักบุ้ง ผักชี,  ร้านบ้านสวนไฮโดรฟาร์ม สินค้าเด่น ผักสลัดอย่าง เรดคอรัล กรีนโอ๊ค ฟิลเลย์ไอซ์เบิร์ก บัตเตอร์เฮด เรดโอ๊ค และร้านเจ้ส้มเอเย่นต์หอม สินค้าเด่น ต้นหอม เป็นต้น นอกจากโซนผัก GAP แล้ว ตลาดสี่มุมเมืองยังมีสินค้าเกษตรคุณภาพที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐอีกหลากหลาย เช่น ผักผลไม้ที่ได้รับป้าย Q สัญลักษณ์มาตรฐานแหล่งจำหน่ายคุณภาพ, โครงการมาตรฐาน SAN & SAN Plus ตลาดสดน่าซื้อจากกระทรวงสาธารณสุข, โครงการเนื้อสัตว์อนามัย ปศุสัตว์ OK และ Clean Food Good Taste เน้นอาหารสะอาด รสชาติดี พร้อมด้วยศูนย์ตรวจสารพิษตกค้างที่ได้มาตรฐานจากกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ที่สุ่มตรวจสินค้าที่เข้ามาจำหน่ายกว่า 300 ชนิดทุกวัน ทั้งหมดนี้คือความตั้งใจของตลาดสี่มุมเมืองในการผลักดันให้ปทุมธานีกลายเป็นเมืองแห่งอาหารปลอดภัยอย่างยั่งยืน”

สะดวกสุดคุ้มกับ สี่มุมเมืองออนไลน์ ขายส่งผักสดออนไลน์ รวมถึงผลไม้และวัตถุดิบอาหาร มาตรฐาน GAP ได้ง่าย ๆ ที่ www.simummuangonline.com ได้สินค้าสดใหม่คุณภาพดีเหมือนมาเดินเลือกซื้อที่ตลาดฯ ด้วยตัวเอง และโปรโมชั่นเด็ด ๆ ทุกเดือนเพื่อผู้ประกอบการ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ call center 02-995-0610-3 และ www.facebook.com/taladsimummuang/ เช็คราคาขายส่งผักตลาดสี่มุมเมืองได้ที่ www.simummuangmarket.com ///-026

‘คินโจ โนบุฮิโกะ’เลขานุการโท เข้าเยี่ยมคารวะ’รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ’

'คินโจ โนบุฮิโกะ'เลขานุการโท เข้าเยี่ยมคารวะ'รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ'

‘คินโจ โนบุฮิโกะ’เลขานุการโท เข้าเยี่ยมคารวะ’รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ’

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.39 น.

วันที่ 24 มีนาคม 2568 นายคินโจ โนบุฮิโกะ เลขานุการโท (ด้านการเกษตร ป่าไม้ และประมง) สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายวิทยา แก้วมี รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ โดยมี นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ และเจ้าหน้าที่ส่วนโครงการเงินกู้และกิจการต่างประเทศ ร่วมให้การต้อนรับ ในโอกาสที่ นายคินโจ โนบุฮิโกะ ครบวาระดำรงตำแหน่ง พร้อมกันนี้ ได้แนะนำ นายซาโต โซตะ ผู้เข้ารับตำแหน่งเลขานุการโท (ด้านการเกษตร ป่าไม้ และประมง) คนถัดไป เพื่อสานต่อความร่วมมือด้านการชลประทานและการระบายน้ำระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นต่อไป

– 006

‘เกษตรทฤษฎีใหม่’พื้นที่เล็กๆก็ทำได้ ตัวอย่างจาก‘เชียงใหม่’รายได้ 2 แสนบาทต่อปี

‘เกษตรทฤษฎีใหม่’พื้นที่เล็กๆก็ทำได้ ตัวอย่างจาก‘เชียงใหม่’รายได้ 2 แสนบาทต่อปี

‘เกษตรทฤษฎีใหม่’พื้นที่เล็กๆก็ทำได้ ตัวอย่างจาก‘เชียงใหม่’รายได้ 2 แสนบาทต่อปี

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.32 น.

เมื่อพูดถึงอาชีพเกษตรกรรม ภาพจำของใครหลายคนอาจนึกถึงแปลงเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่กว้างเป็นไร่ๆ และเชื่อว่าต้องใช้พื้นที่ระดับนั้นผลตอบแทนจึงจะคุ้มค่ากับการลงทุน แต่ก็มีตัวอย่างความสำเร็จของ “เกษตรทฤษฎีใหม่ในพื้นที่เล็กๆ” อยู่เหมือนกัน ดังกรณีของ น.ส.สุนันทา ธรรมเสนา เกษตรกรหมู่ 11 หมู่บ้านปงแสงทอง ต.ขี้เหล็ก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ที่มีพื้นที่ทำเกษตรเพียง 88 ตารางวา แต่สร้างรายได้ต่อปีถึง 2 แสนบาท

ที่มาที่ไปนั้นเริ่มขึ้นในปี 2562 เมื่อทาง ส.ป.ก. เชียงใหม่ จัดสรรที่ดินมาให้ และได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินในรูปแบบป่าชุมชน จึงได้นำความรู้มาเป็นแนวหน้าปรับรูปแบบการผลิตด้วยการจัดระบบนิเวศให้สมดุล มีความหลากหลายทางชีวภาพ ปลูกผักเฮือด ต้นสา  สะระแหน่ กุยช่าย บวบ ผักกระเฉด มะม่วง ขุนน ละมุด กล้วย มะละกอ ว่านหางจรเข้ มะรุม ดีปลี พริกไทย กะเพรา นอกจากนั้นยังแบ่งพื้นที่ไว้เลี้ยงเปิด ไก่และปลาด้วย

“มีการแปรรูปกระถางใบไม้ เสื้อ Eco-print จานใบไม้ ผลิตภัณฑ์ Eco-Print ทำปุ๋ยจากมูลไส้เดือน เป็นต้น” น.ส.สุนันทา กล่าว

ฉก.พญานาคราชจับสินค้าเกษตรเถื่อน

ฉก.พญานาคราชจับสินค้าเกษตรเถื่อน

ฉก.พญานาคราชจับสินค้าเกษตรเถื่อน

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.02 น.

ฉก.พญานาคราช จับผู้ลักลอบขนอโวคาโด 8 ตัน มูลค่า 8 แสนบาท และมะพร้าวเถื่อน 43 ตัน มูลค่า 2.4 ล้านบาท ส่งตำรวจดำเนินคดี

วันนี้ (25 มี.ค.) พ.อ.รวิรักษ์ สัตตบุศย์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช (ฉก.พญานาคราช) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชจันทบุรี จับกุมการลักลอบนำเข้าอโวคาโดเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ซึ่งจัดเป็นสิ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยรับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าจะมีการลักลอบนำสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย เข้ามายังบริเวณจุดผ่อนปรนทางการค้าช่องทางซับตารี จุดพรหมแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ต.สะตอน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 23 มี.ค.ที่ผานมา จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่รุดเข้าตรวจสอบ พบรถกระบะลูกกรง 2 คัน กำลังเคลื่อนตัวผ่านจุดชายแดนไทย-กัมพูชา เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวส่งสัญญาณให้หยุดรถ เพื่อทำการตรวจสอบแหล่งที่มาของพืชชนิดที่บรรทุกมา

สำหรับผู้ต้องหารายแรก หยุดรถให้ตรวจสอบ จึงพบว่าได้บรรทุกอโวคาโด ที่ไม่สามารถแสดงเเหล่งที่มา และไม่มีเอกสารใบรับรองสุขอนามัยพืชกำกับมาด้วย จึงตรวจยึดไว้  ส่วนรถกระบะลูกกรงอีกคัน เมื่อเจ้าหน้าที่แสดงตัวและส่งสัญญาณให้หยุด กลับพยายามเร่งเครื่องหลบหนี เจ้าหน้าที่จึงไล่ติดตามเป็นระยะทางกว่า 5 กิโลเมตร จนพบจุดสกัดของด่านกักกันสัตว์จันทบุรี รถกระบะคันดังกล่าว จึงหยุดรถ เมื่อตรวจสอบแล้ว ไม่สามารถแสดงแหล่งที่มาของอโวคาโด และไม่มีเอกสารใบรับรองสุขอนามัยพืชกำกับมาจึงตรวจยึดไว้ ซึ่งของกลางมีน้ำหนักรวม 8,000 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าประมาณ 800,000 บาท โดยผู้ต้องหา 2 คน ถูกดำเนินคดีข้อหานำเข้าอโวคาโด ซึ่งเป็นสินค้าต้องห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.สะตอน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี ดำเนินคดี

อีกรายก่อนหน้านี้ กำลังเจ้าหน้าที่ ฉก.พญานาคราช พร้อมด้วย พ.ต.อ. สราวุฒิ ปรีดาภรณ์ พ.ต.ท. อนันต์ กาวสันเทียะ และเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชจันทบุรี กรมวิชาการเกษตร ร่วมกันจับกุมการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายเข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยรับเบาะแส ว่าจะมีการลักลอบขนมะพร้าวเถื่อน เข้ามาในบริเวณพื้นที่ ต.สะตอน อ.สอยดาว จ.จันทบุรี ห่างจากจุดพรหมแดนระหว่างไทย-กัมพูชา 460 เมตร กำลังเจ้าหน้าที่จึงออกเฝ้าระวังติดตาม ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ต่อมาพบรถบรรทุก ป้ายทะเบียนกัมพูชาต้องสงสัย ขับผ่านเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าว และได้รับข้อมูลเพิ่มเติมว่าจะมีคนไทย มารอรับซื้อที่โกดัง ด่านสวนส้ม อ.สอยดาว จ.จันทบุรี

ทั้งนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบมะพร้าวที่บรรทุกมาในรถ พบผู้ต้องสงสัยเป็นชาวกัมพูชา แสดงตนเป็นคนขับ 2 ราย กำลังขนถ่ายมะพร้าวจากรถบรรทุกป้ายทะเบียนกัมพูชา ไปยังรถกระบะบรรทุก ป้ายทะเบียนไทย พบของกลางเป็นมะพร้าว รวมทั้งสิ้น 43,000 กิโลกรัม มูลค่า 2.4 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสิ่งต้องห้ามมิให้นำเข้ามาในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ.2507 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงจับกุมตัวไว้พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.สะตอน รับไว้ดำเนินคดีต่อไป

015

ไทย-ญี่ปุ่นร่วมมือด้านการเกษตร

ไทย-ญี่ปุ่นร่วมมือด้านการเกษตร

ไทย-ญี่ปุ่นร่วมมือด้านการเกษตร

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.27 น.

ไทย-ญี่ปุ่น กระชับความสัมพันธ์ เสริมพลังความร่วมมือด้านการเกษตร

วันนี้ (25 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้หารือร่วมกับ นายคะจิวาระ โทรุ อัครราชทูตและหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตประเทศญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย พร้อมด้วย น.ส.ปรียานุช ทิพยะวัฒน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เจ้าหน้าที่กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และ น.ส.ไปรยา เศวตจินดา ผอ.สำนักการเกษตรต่างประเทศ ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา

นายถาวร กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายหารือถึงผลสำเร็จจากความร่วมมือที่ผ่านมา อาทิ การประชุมเชิงปฏิบัติการ “The Capacity Building Workshop on Carbon Credit Methodology for Biochar and other Carbon Dioxide Removal” ซึ่งเป็นการร่วมดำเนินงานระหว่างกรมวิชาการเกษตรและหน่วยงาน National Agriculture and Food Research Organization (NARO) ของญี่ปุ่น และการต่อยอดแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั่วโลกต่างจับตามอง

ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ติดตามสถานการณ์ดำเนินงานในการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรระหว่างกัน รวมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญด้านอาหารปลอดภัยเพื่อให้ผู้บริโภคของทั้งสองฝ่ายได้อาหารที่มีคุณภาพ มาตรฐานและปลอดภัย ซึ่งจะได้หารืออย่างใกล้ชิดในการประชุมภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement: JTEPA) ครั้งที่ 15 ที่จะจัดขึ้นในเดือน มิ.ย.นี้

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนการเชิญเข้าร่วมจัดงาน Yokohama Expo 2027 ของฝ่ายญี่ปุ่น และสำหรับฝ่ายไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เชิญหน่วยงานของญี่ปุ่น เข้าร่วมจัดแสดงในมหกรรมพืชสวนโลก จ.อุดรธานี ระหว่างวันที่ 1 พ.ย.2569 – 14 มี.ค.2570 ภายใต้แนวคิด “Diversity of Life: Connection People, Water and Plants for Sustainable Living ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต : สายสัมพันธ์ แห่งผู้คน สายน้ำและพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” และต่อด้วยงานมหกรรมพืชสวนโลกนครราชสีมา พ.ศ.2572 (Korat Expo 2029) ระหว่างวันที่ 10 พ.ย.2572 – 28 ก.พ.2573 ภายใต้แนวคิด “ธรรมชาติและพรรณพืชเขียวขจี อนาคตแห่งโลกสีเขียว” (Nature & Greenery: Envisioning the Green Future) ซึ่งนับเป็นการกระชับความสัมพันธ์ในด้านพืชสวนของทั้งสองประเทศต่อไป

015

ที่ปรึกษาฯร่วมงานสัมมนา อนุฯกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร

ที่ปรึกษาฯร่วมงานสัมมนา  อนุฯกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร

ที่ปรึกษาฯร่วมงานสัมมนา อนุฯกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้รับมอบหมายจาก รมว.เกษตรฯให้เป็นประธานพิธีเปิดการสัมมนาและมอบนโยบายการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัดภาคใต้

ด้วยสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ได้กำหนดจัดสัมมนาการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ระดับจังหวัด ปีงบประมาณ 2568 และสร้างความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของคณะอนุกรรมการกองทุนพื้นฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัด 4 ภูมิภาค เพื่อให้คณะอนุกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรจังหวัดมีความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ และสามารถให้การสนับสนุนการปฏิบัติงานของสำนักงานสาขาจังหวัดให้มีแนวทางการดำเนินงานด้านการฟูและพัฒนาอาชีพ การแก้ไขปัญหาหนี้สินให้แก่เกษตรกรได้อย่างถูกต้องมีประสิทธิภาพ เป็นไปในทิศทางเดียวกันเกิดกระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดทำยุทธศาสตร์ระดับจังหวัด

ปศุสัตว์เปิดตัวไทยแบล็คDLD ยกระดับโคเนื้อพรีเมี่ยมไขมันแทรก

ปศุสัตว์เปิดตัวไทยแบล็คDLD  ยกระดับโคเนื้อพรีเมี่ยมไขมันแทรก

ปศุสัตว์เปิดตัวไทยแบล็คDLD ยกระดับโคเนื้อพรีเมี่ยมไขมันแทรก

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวภายหลังร่วมเปิดตัวโคเนื้อสายพันธุ์ใหม่ “ไทยแบล็ค DLD” ซึ่งมีนายอิทธิศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ว่าได้เริ่มพัฒนาโคสายพันธุ์ใหม่ โดยใช้แม่โคพื้นเมืองไทยที่มีคุณสมบัติเด่นเรื่องของเส้นใยกล้ามเนื้อละเอียด เลี้ยงง่าย ทนโรค ทนแมลง และให้ลูกดก ผสมกับโคพันธุ์แองกัสที่มีเปอร์เซ็นต์ซากสูงและโคพันธุ์วากิวที่มีไขมันแทรกสูง ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น เทคโนโลยีจีโนมเพื่อการคัดเลือกพันธุกรรมที่แม่นยำ การใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ประเมินคุณภาพซากขณะโคมีชีวิต และการเพิ่มจำนวนโคที่มีลักษณะดีเยี่ยมผ่านเทคนิคการย้ายฝากตัวอ่อน การพัฒนา “ไทยแบล็ค กรมปศุสัตว์” ไม่เพียงช่วยลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างตลาดเนื้อโคระดับพรีเมียมภายในประเทศ และส่งออกไปยังตลาดโลก

กิจกรรมครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตและผู้บริโภค ได้พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมโคเนื้อไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของไทยในตลาดโลก

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการ 6 หัวข้อ ได้แก่ 1.การแนะนำโคเนื้อพันธุ์ “ไทยแบล็ค DLD” 2. เทคโนโลยีจีโนมกับการปรับปรุงพันธุ์ 3.การกระจายพันธุกรรมชั้นเยี่ยมด้วยเทคโนโลยีการผลิตตัวอ่อนภายนอกร่างกายและการย้ายฝากตัวอ่อน 4.แนวทางการเลี้ยงขุนโคเนื้อคุณภาพสูง 5.การประเมินคุณภาพซากโคขณะมีชีวิต และ 6.การประกอบอาหารจากโคเนื้อพันธุ์ “ไทยแบล็ค DLD”

“โครงการนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก สวก.และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อ ภายใต้โครงการการสร้างโคเนื้อพันธุ์ไทยแบล็ค สำหรับผลิตเนื้อโคคุณภาพสูง ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพที่ทันสมัย “ไทยแบล็ค DLD” ถือเป็นความสำเร็จของการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี มาพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อของไทย เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์เนื้อโคคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ การพัฒนาสายพันธุ์นี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ช่วยลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศ สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศระยะยาว ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของประเทศไทยในการสร้างสายพันธุ์โคเนื้อที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่ชื่นชอบเนื้อโคเกรดพรีเมียม” น.สพ.สมชวน กล่าวและว่า ขณะนี้ได้เตรียมน้ำเชื้อแช่แข็งไว้สำหรับให้บริการผสมเทียมให้กับเกษตรกรที่สนใจ โดยสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพทั่วประเทศ สำหรับช่องทางการจำหน่ายเนื้อหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากโคไทยแบล็ค DLD มีจำหน่ายที่ร้านค้าสวัสดิการกรมปศุสัตว์

‘อิทธิ’รณรงค์งดเผาในพื้นที่ปลูกข้าว

‘อิทธิ’รณรงค์งดเผาในพื้นที่ปลูกข้าว

‘อิทธิ’รณรงค์งดเผาในพื้นที่ปลูกข้าว

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอิทธิ ศิริลัทธยากร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเปิด “โครงการรณรงค์งดเผาฟางและตอซัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดภาวะหมอกควัน” พื้นที่นาข้าว จ.ตาก ที่เทศบาลนครแม่สอด ต.แม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก ว่าปัจจุบันปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการเผาในที่โล่ง การเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสุขภาพอนามัยของประชาชน โดย จ.ตาก มีพื้นที่ทำนาประมาณ 355,249.45 ไร่ และในช่วงเดือนมกราคม 2568 พบจุดความร้อน (HOTSPOT)มากที่สุดเป็นลำดับที่ 2 จากทั้งหมด 17 จังหวัดภาคเหนือ รองจาก จ.นครสวรรค์ จึงต้องเร่งทำสื่อสารสร้างความเข้าใจกับประชาชนเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

นายอิทธิ กล่าวว่า กรมการข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวกำแพงเพชร ได้จัดทำโครงการรณรงค์งดเผาฟางและตอซังฯ ในพื้นที่นาข้าวของ จ.ตาก เพื่อแก้ปัญหาการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปัญหาฝุ่น PM2.5 เสริมสร้างสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นโดยเน้นไปที่การถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างปลอดภัย และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาประยุกต์ใช้ในการผลิตข้าวให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วม เพื่อให้ตระหนักถึงผลกระทบจากการเผาฟางและตอซัง พร้อมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้ในการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังข้าวแทนการเผา เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ภาคการเกษตร และยังสามารถเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นการลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยให้เกษตรกรด้วย

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่น่าสนใจ อาทิ 1.นิทรรศการภายใต้หัวข้อ “โครงการรณรงค์งดเผาฟางและตอซังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดภาวะหมอกควัน พื้นที่ในนาข้าว จ.ตาก” 2.การสาธิตใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซัง การไถกลบตอซังข้าว 3.นิทรรศการผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจกในนาข้าว เป็นต้น

‘นฤมล’ร่วมหารือ เกษตรฯฟิลิปปินส์ ขยายส่งออกสินค้า เนื้อสัตว์ปีก-ลำไย

‘นฤมล’ร่วมหารือ  เกษตรฯฟิลิปปินส์  ขยายส่งออกสินค้า  เนื้อสัตว์ปีก-ลำไย

‘นฤมล’ร่วมหารือ เกษตรฯฟิลิปปินส์ ขยายส่งออกสินค้า เนื้อสัตว์ปีก-ลำไย

วันอังคาร ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมหารือกับ H.E. Francisco P. Tiu Laurel, Jr.Secretary of the Department ofAgriculture รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฟิลิปปินส์ โดยมีนายถาวร ทันใจ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ผู้บริหารหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้เร่งรัดการปรับแก้บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ เพื่อขยายขอบเขตความร่วมมือด้านการเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของทั้งสองประเทศ และเทคโนโลยีการเกษตรในปัจจุบัน รวมทั้งเร่งรัดการปรับแก้ข้อตกลงระหว่างกรมประมงแห่งประเทศไทย และกรมประมง และทรัพยากรสัตว์น้ำแห่งฟิลิปปินส์ เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU)

“ไทยต้องการเปิดตลาดสินค้าเกษตร คือเนื้อสัตว์ปีก และผลลำไยสด ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาจากหน่วยงานของฟิลิปปินส์ โดยมีการติดตามความคืบหน้าเพื่อให้ไทยสามารถขยายตลาดสินค้าเกษตรได้มากขึ้น รวมทั้งแสดงความสนใจนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของประชากรฟิลิปปินส์ โดยสินค้าที่ฝ่ายฟิลิปปินส์สนใจจะนำเข้า ได้แก่ ข้าว และเนื้อสุกร” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์เป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 15 ของไทย ในระหว่างปี 2565-2567 มีสัดส่วนการค้าสินค้าเกษตร คิดเป็นร้อยละ 1.87 ของมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับโลก