รักษ์เกษตร : ปุ๋ยมูลไส้เดือนดิน คุณค่ามหาศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377800

x

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยมูลไส้เดือนดิน คุณค่ามหาศาล

วันอังคาร ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากจะเลี้ยงไส้เดือนดินครับขอทราบประโยชน์และวิธีเลี้ยงด้วยครับ

วิโรจน์ โรจน์พานิชย์

อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี

คำตอบ

ไส้เดือน เป็นสองเพศในตัวเดียว ลักษณะของลำตัวเป็นข้อปล้องอ่อนนิ่ม สามารถยืดและหดได้ตามต้องการ มีสีดำบ้างแดงบ้างแล้วแต่พื้นที่ ลำตัวของไส้เดือนต้องมีความชื้นเคลือบอยู่ตลอดเวลา ความร้อนแห้งเหือดจะทำให้ไส้เดือนตาย จึงพบได้ในบริเวณที่มีความชื้นแฉะและอุดมสมบูรณ์ ไส้เดือนจะทำให้ดินร่วนซุยดี และมูลของไส้เดือนยังเป็นปุ๋ยชั้นเลิศที่มีคุณค่ามหาศาลอีกด้วย

ปุ๋ยมูลไส้เดือน จัดเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดปุ๋ยคอก แต่คุณประโยชน์มากกว่าปุ๋ยคอกปุ๋ยมูลไส้เดือนจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่จำนวนมาก เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืชมีองค์ประกอบของกรดฮิวมิค ที่เป็นเหมือนแหล่งเก็บสะสมสารอาหาร ที่เกิดจากการย่อยสลายของอินทรียวัตถุ ฮิวมิคจะเก็บรวบรวมอาหารพืชไว้ และปล่อยออกมาเมื่อพืชต้องการใช้งาน เมื่อใช้มูลไส้เดือนกับดินบริเวณไหน จะเป็นเหมือนการสร้างโอเอซิสในชั้นดินนั้น ทำให้ดินมีความชื้นที่เหมาะสมกับการทำงานของจุลินทรีย์ในดินอยู่ตลอดเวลา ไม่ทำให้ดินแข็งตัวแม้จะใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้ดินร่วนซุย น้ำและอากาศระบายได้ดี และช่วยเสริมให้ระบบรากของต้นไม้กระจายได้ดี และไม่เป็นอันตรายทั้งต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม

การเลี้ยงไส้เดือนดิน เพื่อผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือน มีดังนี้

1. คัดเลือกสายพันธุ์ของไส้เดือนที่จะเลี้ยง พันธุ์ที่หาได้ง่าย และนิยมเลี้ยงกันมากในขณะนี้คือ พันธุ์แอฟริกัน และพันธุ์อาร์เซน่า ไส้เดือนพันธุ์แอฟริกันจะเป็นไส้เดือนตัวใหญ่ที่มีลำตัวออกไปทางสีน้ำเงิน ส่วนไส้เดือนพันธุ์อาร์เซน่าจะเป็นไส้เดือนตัวเล็กสีแดง การเลือกพันธุ์ไส้เดือนมีผลต่อการดูแลที่ยากง่ายต่างกัน ก็ให้เลือกเอาตามความเหมาะสมและต้นทุนที่มีอยู่

2. เตรียมพื้นที่สำหรับเลี้ยงไส้เดือน อาจเลี้ยงได้หลายวิธีคือ การเลี้ยงไส้เดือนในบ่อซีเมนต์ เลี้ยงบนพื้นปูน เลี้ยงในกะละมัง หรือภาชนะพลาสติกอื่นๆ แล้วแต่ความเหมาะสมของพื้นที่ที่มีอยู่ แต่ต้องสร้างโรงเรือนเพื่อกันแดดและฝน ถ้าจะใช้วงคอนกรีตที่เป็นท่อขนาดใหญ่ หรือจะก่อบ่อคอนกรีตขึ้นมา จะต้องไม่ลึกมากนัก เพื่อที่จะสะดวกในการดูแลไส้เดือนได้อย่างทั่วถึง และให้ใช้ฟางแห้งและขี้เลื่อยเป็นวัสดุรองก้นบ่อ โดยนำวัสดุทั้งสองอย่างมาผสมคลุกเคล้าให้เข้าด้วยกันก่อน แล้วพรมน้ำจนติดกันเป็นก้อน วางเรียงให้เป็นระเบียบ แล้วทับด้วยกระสอบป่านชุ่มน้ำอีกครั้งปล่อยทิ้งไว้ 7 วัน ก่อนที่จะปล่อยไส้เดือนลงไป ไม่จำเป็นต้องปล่อยไส้เดือนจนเต็มพื้นที่ เพราะไส้เดือนใช้เวลาในการขยายพันธุ์ไม่นานนัก จะออกไข่มาทุกๆ 10 วัน ก็จะได้ปริมาณไส้เดือนเพิ่มขึ้นมาเอง

3. การเตรียมอาหาร ให้เตรียมอินทรียวัตถุต่างๆ ที่จะเป็นอาหารของไส้เดือน มี 2 วิธีคือ

1) อาจใช้ขยะสดที่เป็นผักหรือผลไม้ โดยต้องแยกขยะมีพิษ และสิ่งที่ไม่ย่อยสลายออกให้หมด แล้วนำมาหมักให้เริ่มบูด ก่อนเทลงในบ่อไส้เดือน ให้เทแบบกระจายทั่วๆ และเป็นชั้นบางๆ

2) อาจใช้ปุ๋ยคอกชนิดปุ๋ยมูลวัวนมเพียงอย่างเดียว โดยนำมาแช่น้ำ 3 วัน เพื่อคลายความร้อน และเจือจางความเค็มให้ลดลงบ้าง

4. การให้อาหาร เมื่อปล่อยไส้เดือนไปแล้ว ควรให้อาหารที่ความถี่ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ และจะต้องควบคุมโรงเรือนไม่ให้ร้อนเกินไป และระวังเรื่องฝนสาด เพราะน้ำจะเข้าไปทำให้เน่าได้ จากนั้นรอเวลาจนไส้เดือนรุ่นแรกโตเต็มวัย มีลูกหลานออกมา เราจึงคัดแยกแม่พันธุ์เดิมออกไป ทิ้งไว้เพียงรุ่นลูกเพื่อเลี้ยงต่อ

5. การเก็บมูลไส้เดือน ไส้เดือนจะถ่ายมูลออกมาอยู่บริเวณด้านบน มีลักษณะคล้ายดินที่ร่วนซุยดี ใช้เวลาประมาณ 30 วัน ก็สามารถเก็บมูลได้แล้ว ให้ใช้มือกวาดเอาผิวด้านบนออกมา หากมีไส้เดือนติดมาด้วยให้คัดออกไป แล้วเอามูลไส้เดือนที่ได้ไปตากแดดจนกว่าจะแห้งสนิทดี ประมาณ 30 นาที แล้วจึงบรรจุใส่ถุงที่มิดชิดเก็บไว้ได้ นำไปใช้ประโยชน์ในการบำรุงพื้นที่เกษตรกรรม หรือรอจำหน่ายต่อไป

การเลี้ยงไส้เดือน เพื่อผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือนสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้เลี้ยงเป็นเงินมหาศาลต่อปี ขณะที่ต้นทุนนั้นต่ำมากๆ อีกทั้งรูปแบบของการนำปุ๋ยมูลไส้เดือนไปใช้นั้น ก็ไม่ยุ่งยาก จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ปุ๋ยไส้เดือนนั้น กลายเป็นปุ๋ยที่มีมูลค่ามาก ช่วยสร้างรายได้แบบเป็นกอบเป็นกำให้แก่ผู้ผลิต เกษตรกรที่สะดวกจะทำไว้ใช้เอง ก็จะลดต้นทุนไปได้มาก และหากได้มูลไส้เดือนเกินกว่าปริมาณที่ต้องใช้ก็ยังสามารถนำออกจำหน่ายเป็นรายได้อีกทางหนึ่งได้ด้วย

นาย รัตวิ

เปิด10โปรเจ็กท์อุ้มชาวนา! กษ.คาดนาปี61/62ผลผลิตลด สวนทางราคาพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377882

เปิด10โปรเจ็กท์อุ้มชาวนา! กษ.คาดนาปี61/62ผลผลิตลด สวนทางราคาพุ่ง

เปิด10โปรเจ็กท์อุ้มชาวนา! กษ.คาดนาปี61/62ผลผลิตลด สวนทางราคาพุ่ง

วันจันทร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 18.48 น.

เปิด10โปรเจ็กท์อุ้มชาวนา! กษ.คาดนาปี61/62ผลผลิตลด สวนทางราคาพุ่ง

19 พ.ย.61 น.ส.จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่สำรวจและการคาดการณ์ผลผลิตข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2561/62 เพื่อนำไปใช้ในการบริหารจัดการผลผลิตข้าวตามแผนข้าวครบวงจรได้อย่างถูกต้อง ในพื้นที่แหล่งผลิต 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก นครสวรรค์ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา และอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม ถึง 2 พฤศจิกายน 2561 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน คือ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และสมาคมโรงสีข้าวไทย รวมถึงภาคเกษตรกร ร่วมลงพื้นที่

จากการลงพื้นที่ครั้งนี้ พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบปัญหาภัยแล้ง และฝนทิ้งช่วง ทำให้ต้นข้าวแห้งตาย ได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง เกษตรกรบางรายไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ จึงคาดว่าปริมาณข้าวหอมมะลิปีเพาะปลูก 2561/62 จะลดลง สวนทางกับราคาข้าวที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี ราคาข้าวที่สูงในขณะนี้อาจทำให้เกิดปัญหาการปลอมปนข้าวโดยนำข้าวสายพันธุ์อื่นมาผสมกับข้าวหอมมะลิ อาจทำให้คุณภาพของข้าวลดลงจึงขอให้เกษตรกรดูแลคุณภาพผลผลิตเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการปลอมปนข้าวในพื้นที่

นอกจากนี้ขอให้ระวังกลุ่มมิจฉาชีพฉวยโอกาสหลอกลวงเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยมีพฤติกรรมในการชักจูงว่าจะรับซื้อข้าวเปลือกในราคาสูงกว่าท้องตลาด แล้วจ่ายเงินเพียงบางส่วนหรือจ่ายเงินเชื่อ อาจทำให้ถูกฉ้อโกงได้ ดังนั้น เกษตรกรที่จะขายข้าวเปลือกโปรดตรวจสอบราคา รับซื้อข้าวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด สายด่วน 1569 ก่อนตัดสินใจขาย

ด้านราคาข้าว พบว่า ตั้งแต่ มกราคม – พฤศจิกายน 2561 ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้อยู่ในเกณฑ์ดี โดยราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ เฉลี่ยตันละ 15,105 บาท และข้าวเปลือกเจ้า ความชื้น 15% เฉลี่ยตันละ 7,716 บาท สูงขึ้นจากของช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 48.29  และ ร้อยละ 0.27 ตามลำดับ เนื่องจากข้าวไทยยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับผลผลิตข้าวหอมมะลิ ปี 2561 ประสบปัญหาภัยแล้งในบางพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดลดลง

สำหรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2561/62 ภาครัฐได้ดำเนินการ 2 ด้าน รวม 10 โครงการ ได้แก่  ด้านการผลิต จำนวน 7 โครงการ ประกอบด้วย 1) โครงการส่งเสริมระบบการเกษตรแบบนาแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) 2) โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์  3) โครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง  4) โครงการส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแม่นยำสูง (Precision Farming)  5) โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพชั้นเลิศ  6) โครงการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวพันธุ์ กข 43 เพื่อสุขภาพแบบครบวงจร

7) โครงการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง และด้านการตลาด จำนวน 3 โครงการ ประกอบด้วย  1) โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีและการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว  2) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร และ 3) โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ซึ่งผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีตามที่ตั้งแปลงปี2561/62(ช่วงปลูกของแต่ละจังหวัดตามกรอบระยะเวลาการขึ้นทะเบียน/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ปี 2561 ข้อมูล ณ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2561) มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนทั้งประเทศ จำนวน 4.229 ล้านครัวเรือน พื้นที่รวม 57.820 ล้านไร่ โดยมีรายชื่อเกษตรกรที่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว จำนวน 4.058 ล้านครัวเรือน พื้นที่รวม 54.969 ล้านไร่ ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ส่งข้อมูลรายชื่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2561/62 ให้แก่ ธ.ก.ส. ซึ่ง ธ.ก.ส. ได้ทยอยโอนเงินเข้าบัญชีให้แก่เกษตรกรแล้ว

‘กฤษฏา’เข็นยกระดับราคายาง จ่ายฟรีเกษตรกรเข้ากยน.สัปดาห์นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377791

'กฤษฏา'เข็นยกระดับราคายาง จ่ายฟรีเกษตรกรเข้ากยน.สัปดาห์นี้

‘กฤษฏา’เข็นยกระดับราคายาง จ่ายฟรีเกษตรกรเข้ากยน.สัปดาห์นี้

วันจันทร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 13.53 น.

“กฤษฏา เข็นช่วยยางเข้ากยน.สัปดาห์นี้ ทั้งยกระดับราคายาง-จ่ายฟรีให้เกษตรกร -คนกรีดยาง 1.8 พันบาท ไม่เกิน15 ไร่ต่อราย”

19 พ.ย. 61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่ามาตรการยกระดับราคายางพาราในครั้งนี้ จะไม่มีการใช้งบประมาณไปเข้าซื้อยางในราคานำตลาดและไปเก็บในโกดังเหมือนที่ผ่านมายังต้องเสียค่าเช่าโกดังเก็บยางสต็อกเก่า 1.40 แสนตัน ถึงปีละ120 ล้านบาท และจะเห็นว่าการซื้อนำตลาดไม่ได้ผลและไม่เกิดความยั่งยืน ซึ่งมาตรการที่จะเสนอคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ(กนย.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ภายในสัปดาห์นี้ เช่น

1.โครงการส่งเสริมเพิ่มรายได้ ชาวสวนยาง ไร่ละ1.8 พันบาท ไม่เกินรายละ15 ไร่ จ่ายช่วยเหลือเกษตรกรและคนกรีดยางที่ขึ้นทะเบียนไว้กับการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)

2.ทบทวนมาตราใช้ยางภาครัฐเป้าหมาย 2 แสนตัน กำลังแก้ไขระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง ที่ยังมีงบค้างท่อกว่าหมื่นล้านบาท

3.การยางแห่งประเทศไทย(กยท.)ชดเชยราคาซื้อขายผ่านตลาดกลาง 6 แห่ง ในทุกผลิตภัฑณ์ยาง กิโลกรัมละ2 บาท โดยขอความร่วมมือบริษัทส่งออกยางรายใหญ่ 5 แห่ง เร่งดำเนินการรับซื้อยางเพื่อให้น้ำยางสดไม่ต่ำกว่า 36-37 บาทต่อกก.รวมทั้งผู้แทนเกษตรกรเสนอขอให้ชดเชยราคายางแผ่นรมควัน ยางแผ่นดิบ โดยเทียบราคาซื้อขาย ณ ท่าเรือ ราคาซื้อขายตลาดล่วงหน้า ไม่ต่ำกว่า 4.09 บาทต่อกิโลกรัม  เพื่อจูงใจเกษตรกรทำยางแผ่นดิบ และจะช่วยดึงราคาน้ำยางสดไม่ให้ตกต่ำไปกว่า 3 กิโลกรัม 100 บาท

4.มีมาตรการทางภาษีให้กับบริษัทแปรรูปยาง ทำล้อยางรถยนต์ ให้ซื้อยางจากเกษตรและสถาบันเกษตรกรโดยตรง โดยขอความร่วมมือบริษัทต่างๆจัดแคมเปญรณรงค์ประชาชนเปลี่ยนล้อรถยนต์ในช่วงปีใหม่ ได้สิทธิแลกภาษีเหมือนช็อปช่วยชาติ ส่วนมาตรการที่ม็อบเกษตรกรสวนยาง เรียกร้องให้ประกาศใช้กฎหมายควบคุมราคา กำหนดราคารับซื้อยาง อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ด้านนายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์กรรมการการยางแห่งประเทศไทย รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ในวันนี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารกยท. เพื่อพิจารณามาตรการเร่งด่วนในการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง ตามที่นายกฤษฎา​ บุญ​ราช รมว.เกษตรฯ​สั่งการให้นาแนวทางโดยเร่งด่วนเพื่อ​บรรเทา​ความเดือดร้อน​ของ​เกษตรกร​ ซึ่งกยท. จะเสนอให้คณะกรรมการฯ พิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกร 1,800 ต่อไร่ ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ โดยจะต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกยท. และที่ดินที่ปลูกยางมีเอกสารสิทธิถูกต้อง 1,345,595 ครัวเรือน โดยจะช่วยเหลือทั้งเจ้าของสวนและผู้รับจ้างกรีดยาง สำหรับพื้นที่ปลูกยางพาราทั่วประเทศซึ่งมีเอกสารสิทธิถูกต้องมี 14,517,379 ไร่

นายเยี่ยม กล่าวว่า สำหรับยางในสต็อกมีคงเหลือประมาณ 104,000 ตัน นั้น ขณะนี้ กยท. กำลังทำแผนการนำยางแผ่นรมควันคงเหลือนี้ไปใช้เป็นสาธารณประโยชน์ เช่น ทำหมวกกันฝนต้นยางให้ชาวสวนยางนำไปใช้ทำสนามฟุตซอล์ท  ทำทางเท้า  พื้นสนามเด็กเล่น ทำพื้นปูคอกปศุสัตว์ และผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ ที่สามารถใช้ยางคงเหลือดังกล่าวได้ หากหน่วยงานที่จะนำผลิตภัณฑ์ยางเหล่านั้นแจ้งจำนวนความประสงค์นำไปใช้และตั้งงบประมาณรองรับก็สามารถดำเนินการได้ทันที

หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการกยท. มีมติเห็นชอบมาตรการเร่งด่วนในการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางแล้ว จะต้องนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิจารณาเห็นชอบเป็นลำดับ​ต่อไป​

นอกจากนี้​กยท.​ ยังได้ให้ขยายเวลาเกษตรกรชาวสวนยางเข้าร่วมโครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยฯ  ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นโครงการตามนโยบายของรัฐบาล โดยสนับสนุนงบประมาณจำนวน  1,500 ล้านบาท​ (โครงการ​ไทย​นิยม​ยั่งยืน) เพื่อที่เกษตรกรชาวสวนยางมีทางเลือกในการประกอบอาชีพตามนโยบาย​เกษตรกรรมแผนใหม่ หรือทำอาชีพเกษตรผสมผสาน โดยมีเป้าหมายดำเนินการ 150,000 ไร่ ซึ่งเกษตรกรชาวสวนยางที่เข้าร่วมโครงการฯ จะต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท.มีสวนยางที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ของตนเองที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายพื้นที่สวนยางที่เข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่ 1 ไร่ แต่ไม่เกิน 10 ไร่ ต่อเกษตรกร 1 รายพื้นที่สวนยางที่เข้าร่วมโครงการฯ ต้องไม่เป็นสวนยางที่อยู่ระหว่างรับการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทน

สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการฯ กยท. จะจ่ายเงินให้กับเกษตรกรเพื่อเป็นทุนสนับสนุนปัจจัยการผลิต ไร่ละ 10,000 บาท โดยแบ่งจ่ายเป็น 2 งวด งวดที่ 1 จำนวน 4,000 บาท/ไร่ เพื่อใช้เป็นทุนในการปรับเตรียมพื้นที่ และงวด  ที่ 2 จำนวน 6,000 บาท/ไร่ จะจ่ายให้หลังจากเกษตรกรผ่านการอบรมจากกรมส่งเสริมการเกษตร

ซึ่งโครงการฯ ดังกล่าวมีเกษตรกรเข้าร่วมแล้วกว่า 14,623 ราย คิดเป็นพื้นที่ 93,062 ไร่ กยท. จึงเปิดให้เกษตรกรชาวสวนยางที่สนใจเข้าร่วมโครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยฯ สมัคร​ร่วมโครงการ​ได้เพื่อให้ชาวสวนยางได้ประกอบอาชีพตามนโยบาย​เกษตรกรรมแผนใหม่ และมีรายได้มั่นคงและยั่งยืน

ชายคาพระพิรุณ : 19 พฤศจิกายน 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377650

586851

ชายคาพระพิรุณ : 19 พฤศจิกายน 2561

วันจันทร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปัจจุบัน ประเทศไทยผลิตยางพาราได้ปีละ 4.5 ล้านตัน ในจำนวนนี้ใช้ในประเทศ 5 แสนตัน และส่งออก 4 ล้านตัน แต่ด้วยปัญหาทางเศรษฐกิจของหลายๆประเทศ ทำให้การส่งออกยางพาราทำได้น้อย ขณะที่ปริมาณการใช้ในประเทศก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคายางพาราดิ่งเหวต่อเนื่องมาหลายปี ล่าสุดนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์หามาตรการแก้ไขเร่งด่วนภายใน 7 วัน ครอบคลุมทั้งเรื่องการลดต้นทุนการผลิต การประกันราคาน้ำยางสด การเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศ

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้หารือร่วมกับ 5 บริษัทเอกชนผู้ส่งออกยางรายใหญ่ของประเทศ ได้แก่ บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด(มหาชน) บริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) บริษัทยางไทยปักษ์ใต้ และบริษัท เซาท์แลนด์ รับเบอร์ จำกัด โดยที่ประชุมเห็นชอบมาตรการ ดังนี้ 1.โครงการเสริมความเข้มแข็งของเกษตรกรชาวสวนยาง เบื้องต้นไม่ต่ำกว่าเดิมคือ 15 ไร่ ไร่ละ 1,500 บาท เพื่อพัฒนาอาชีพและเพิ่มรายได้ให้ชาวสวนยาง 2.โครงการรักษาเสถียรภาพราคายาง โดย กยท.กำหนดราคายางขั้นต่ำ 3 ชนิด ได้แก่ น้ำยางสด ไม่ต่ำกว่า กก.ละ 37 บาท ยางก้อนถ้วยไม่ต่ำกว่า กก.ละ 35 บาทและยางแผ่นรมควันไม่ต่ำกว่า กก.ละ 40 บาท หากขายให้สถาบันเกษตรกรแล้วได้ราคาต่ำกว่าที่ประกาศไว้ ให้ใช้เงินจากกองทุนสงเคราะห์สวนยางช่วยเหลือรายบุคคล กก.ละ 2-3 บาท และ 3.ทบทวนข้อกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างในการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศ เพื่อทำถนน เนื่องจากเมื่อเทียบราคากันกับแอสฟัลท์ติกแล้วยางพารามีราคาสูงกว่า แต่คงทนมากกว่า…แหม…ลุงตู่ คิดช้าไปนิด แถมมาคิดได้ช่วงใกล้เลือกตั้งซะด้วยชาวบ้านต้องทนทุกข์ขายยาง 3 โลร้อยมานาน จนบางคนโค่นยางทิ้งไปแล้วก็มี แต่ถึงจะช้าก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย หวังว่ามาตรการที่จะทำต่อไปนี้จะกระตุ้นให้ราคายางพารากระเตื้องขึ้นมาในระดับที่เกษตรกรอยู่ได้ มีกำไรนะครับ…

ช่วงนี้ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ฟิตจัด สั่งการให้กองสารวัตรและกักกัน สนธิกำลังเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัด ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจในพื้นที่ออกตรวจจับร้านขายอาหารสัตว์ ยาสัตว์ผิดกฎหมายรวมถึงโรงฆ่าสัตว์ที่ไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่ามีสถานประกอบการขายอาหารสัตว์ ยาสัตว์ไม่มีทะเบียน และเสื่อมคุณภาพอยู่ในหลายพื้นที่ ซึ่งหากเจ้าของสัตว์นำอาหารสัตว์ ยาสัตว์ไปใช้กับสัตว์ของตนเอง อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสัตว์ถึงตาย เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาและสารตกค้างได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบระยะยาว ทำให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้ นอกจากนี้ ร้านขายอาหารสัตว์ ยาสัตว์จะต้องได้รับใบอนุญาต และขายอาหารสัตว์ ยาสัตว์ ที่มีทะเบียน และมีคุณภาพด้วย โดยมีสัตวแพทย์หรือเภสัชกรอยู่ประจำร้านด้วย อธิบดีกรมปศุสัตว์ ฝากบอกว่า หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดกฎหมายด้านปศุสัตว์โปรดแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสผ่านแอพพลิเคชั่น (Application) “DLD 4.0” ที่สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งได้ทั้งระบบ iOS ผ่าน App Store และระบบ Android ผ่าน Google play เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบการกระทำความผิดและดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที

การปลูกฝังเยาวชนให้ตระหนักถึงการจดบันทึกบัญชีเป็นประจำ จะทำให้รู้รายรับ รายจ่าย และเงินออม ซึ่งเป็นการสร้างวินัยทางการเงินกับตัวเองและครอบครัวรวมถึงขยายเครือข่ายไปยังผู้ปกครองและชุมชน ให้สามารถนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างมีภูมิคุ้มกัน นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวเป็นที่สุด จึงมอบหมายให้สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์กรุงเทพมหานคร เปิดโครงการอบรมหลักสูตร “การจัดทำบัญชีกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน ปี 2562” ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 15-16 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มีเยาวชนกว่า 100 คน เข้าร่วมอบรมในครั้งนี้…ยอดเยี่ยมครับ เราต้องปลูกฝังกันตั้งแต่เด็ก ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก…

ขุนเกษตรา

สภาเกษตรกรเปิดตัวเครือข่าย ตั้งองค์กรดันกัญชารักษาโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377656

x

สภาเกษตรกรเปิดตัวเครือข่าย ตั้งองค์กรดันกัญชารักษาโรค

วันจันทร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สภาเกษตรกรฯสนใจเรื่องกัญชารักษาโรคมาหลายปี เพราะพิสูจน์มาช้านานแล้วว่าได้ผล ที่สำคัญคือต้นทุนไม่แพงและกัญชายังเป็นโอกาสของเกษตรกรสามารถสร้างอาชีพที่มั่นคง สร้างรายได้ให้กับตนเองและประเทศชาติ กัญชาที่ซื้อ-ขายในตลาดโลกคุณภาพดีกิโลกรัมละหลายหมื่นบาท กัญชาที่ผลิตจาก สปป.ลาว อย่างน้อยกิโลกรัมละ 5,000 บาท ประเทศไทยสามารถสร้างความมั่งคั่งได้จากพืชเกษตรกัญชาได้ หลายเดือนที่ผ่านมานี้ภาครัฐเหมือนจะยอมรับ แต่ลึกๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่โดยตรงพยายามบิดเบือนเรื่องที่สภาเกษตรกรแห่งชาติพยายามนำเสนอมาตลอด และเป็นการเปิดโอกาสให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่เข้ามาหาประโยชน์จากสารสกัดกัญชารักษาโรค

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน สภาเกษตรกรแห่งชาติได้จัดประชุมเครือข่ายที่สนใจเรื่องกัญชารักษาโรค ทั้งแพทย์ ผู้มีความชำนาญ มีความรู้ และเกี่ยวข้องกับพืชกัญชาเพื่อรักษาโรค ด้วยแนวคิดมุ่งมั่น การขับเคลื่อน เป้าหมายเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คิดตรงกับแนวทางของสภาเกษตรกรแห่งชาติ จึงเห็นควรจัดตั้งเป็นองค์กรเพื่อขับเคลื่อนร่วมกันผลักดันนโยบายให้เป็นจริง และเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยอย่างแท้จริง โดยใช้ชื่อกลุ่มว่า “แคนนาบิส เพื่อการป้องกัน รักษาโรค (MEDICAL CANNABIS ORGANIZATION)” โดยจะเปิดตัวองค์กรฯในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 ที่อาคารวชิรานุสรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

เร่งช่วยเกษตรกรประสบอุทกภัย กรมส่งเสริมการเกษตรส่งทีมสำรวจพื้นที่หลังน้ำลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377651

x

เร่งช่วยเกษตรกรประสบอุทกภัย กรมส่งเสริมการเกษตรส่งทีมสำรวจพื้นที่หลังน้ำลด

วันจันทร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากเหตุการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ 13 จังหวัดภาคใต้ในช่วงที่ผ่านมาจนส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในพื้นที่ กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้สั่งการไปยังเกษตรจังหวัดในแต่ละพื้นที่ ให้เร่งช่วยเหลือเกษตรกรที่อาจประสบปัญหาอุทกภัย

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร แบ่งพื้นที่ดำเนินการเป็นเขตอำเภอ โดยให้เกษตรอำเภอติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง และรายงานให้เกษตรจังหวัดทราบ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางต่างๆ อย่างทันต่อสถานการณ์ รวมถึงประสานงานปฏิบัติการร่วมกับนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่นในพื้นที่ ลงพื้นที่อำนวยความสะดวก ร่วมให้การช่วยเหลือประชาชน ตลอดจนสำรวจผลกระทบทางการเกษตรที่เกิดจากอุทกภัยทันทีหลังน้ำลด เพื่อสำรวจ/ประเมินความเสียหายเบื้องต้นของพื้นที่เกษตรกรที่ประสบภัย ล่าสุดมีรายงานจากพื้นที่ซึ่งคาดว่าอาจมีเกษตรกรได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ ราว 14,479 ราย ใน 2 จังหวัด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 5 อำเภอ คือ เมืองฯ ทับสะแก บางสะพาน บางสะพานน้อย และกุยบุรี รวม 8,363 ราย และชุมพร จำนวน 3 อำเภอ คือ เมืองฯ ท่าแซะ และสวี รวม 6,116 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 13 พ.ย. 2561) ทั้งนี้ ใน 2 จังหวัดดังกล่าวดำเนินการเปิดศูนย์เฉพาะกิจช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยด้านการเกษตรแล้ว เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและสำรวจพื้นที่การเกษตรทันทีที่น้ำลด

สำหรับมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ กรมส่งเสริมการเกษตรยึดหลักปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 โดยมีหลักเกณฑ์ช่วยเหลือเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรไว้ก่อนเกิดภัย ตามจำนวนพื้นที่จริงที่ได้รับความเสียหาย รายละไม่เกิน 30 ไร่ ได้แก่ ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท และพืชสวนและอื่นๆ อัตราไร่ละ 1,690 บาท ทั้งนี้ เมื่อเกิดภัยพิบัติ และผู้ว่าราชการจังหวัดจะประกาศเขตพื้นที่การให้ความช่วยเหลือฯ เกษตรกรต้องยื่นแบบความจำนงขอรับการช่วยเหลือ (กษ 01) โดยให้ผู้นำท้องถิ่นรับรอง ก่อนจะมีการตรวจสอบทะเบียนเกษตรกร และพื้นที่เสียหายจริง เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป

หนุนจักรกลการเกษตร ช่วยทดแทนแรงงาน-ยกระดับให้บริการสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377655

x

หนุนจักรกลการเกษตร ช่วยทดแทนแรงงาน-ยกระดับให้บริการสหกรณ์

วันจันทร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้ติดตามโครงการส่งเสริมการให้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนแรงงานเกษตร ปี 2561 ซึ่งภาครัฐได้สนับสนุนเงินอุดหนุนแก่สหกรณ์ร้อยละ 70 และสหกรณ์สมทบเพิ่มอีกร้อยละ 30 เพื่อจัดหาเครื่องจักรกลทางการเกษตรให้สหกรณ์ 53 แห่ง โดย สศก. ได้สุ่มตรวจ 4 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก สหกรณ์โคนมเชียงราย สหกรณ์โคนมผาตั้ง และสหกรณ์โคนมลำพูน พบว่า

สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จ.สระบุรี ขอรับการสนับสนุนรถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้าก้านสูง 2 ตัน 1 คัน โดยได้รับเงินอุดหนุน 883,820 บาท และสหกรณ์สมทบ 378,780 บาท รวม 1,262,600 บาท ส่งผลให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สหกรณ์สามารถขนนมได้เพิ่มขึ้นเท่าตัว โดยส่งได้ 150,000 กล่อง/วัน หรือ 39 ล้านกล่อง/ปี จากเดิมที่เคยขนได้ 75,000 กล่อง/วัน หรือ19.5 ล้านกล่อง/ปี

นอกจากนี้ ยังขอรับการสนับสนุนเครื่องชั่งรถบรรทุก ขนาด 50 ตัน โดยได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ 385,000 บาท และสหกรณ์สมทบ 165,000 บาท รวม 550,000 บาท เพื่อนำไปใช้งานที่จุดรับนม ณ ศูนย์มิตรภาพ ทำให้สามารถรักษาคุณภาพนมได้ดีขึ้น จากเดิมที่ต้องไปชั่งน้ำหนักที่ศูนย์มวกเหล็ก ซึ่งห่างไกล

สหกรณ์โคนมเชียงราย จ.เชียงราย ขอรับการสนับสนุน เครื่องบรรจุนมพาสเจอไรซ์ 3 เครื่อง โดยได้รับเงินอุดหนุน 1,050,000 บาท และสหกรณ์สมทบ 873,000 บาท รวม 1,923,000 บาท ส่งผลให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเท่าตัว สามารถผลิตนมบรรจุถุงได้ 2 ตัน ในเวลา 1 ชม.

สหกรณ์โคนมผาตั้ง จ.เชียงใหม่ ขอรับการสนับสนุนโกดังเก็บสินค้า ขนาด 800 ตารางเมตร โดยได้รับการสนับสนุน 713,300 บาท และสหกรณ์จ่ายสมทบ 307,700 บาท มูลค่ารวม 1,021,000 บาทส่งผลให้สหกรณ์เก็บอาหารสัตว์ได้เพิ่มมากขึ้นจากเดิมเก็บได้ 10,000 กระสอบ เพิ่มเป็น 20,000 กระสอบ

นอกจากนี้ ยังมีสหกรณ์โคนมลำพูน จ.ลำพูน ขอรับการสนับสนุนรถแทรกเตอร์พร้อมเครื่องผสมอาหาร TMR ขนาด 8 คิว เป็นเงิน 1,602,300 บาท และสหกรณ์จ่ายสมทบ 686,700 บาท รวม 2,289,000 บาท ขณะนี้อยู่ในช่วงใช้งานเพื่อทดลองผลิตสูตรอาหารที่เหมาะสม

เกาะติดสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ สทนช.เตรียมพร้อมรับมือแล้ง-น้ำท่วมภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377654

x

เกาะติดสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ สทนช.เตรียมพร้อมรับมือแล้ง-น้ำท่วมภาคใต้

วันจันทร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เปิดเผยว่าได้ประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อประชุมติดตามสถานการณ์น้ำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1.การติดตามสภาพอากาศภาคใต้ที่อยู่ในช่วงฤดูฝน สถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน การให้ความช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงการคาดการณ์ปริมาณฝนล่วงหน้าเพื่อเตรียมรับมือ และ 2.การติดตามความก้าวหน้าแผนการรับมือสถานการณ์ภัยแล้งในปี 2561/62 โดยเฉพาะการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงให้ชัดเจน เพื่อเตรียมแผนรับมือการจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนสำรอง และแจ้งเตือนประชาชน

ทั้งนี้ จากการรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) วิเคราะห์แล้ว พบว่า พื้นที่เสี่ยงอาจจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งปี 2561/62 แบ่งเป็น 1. พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร ปี 2561/62 เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน ซึ่งพิจารณามีทั้งสิ้น 11 จังหวัด 27 อำเภอ 71 ตำบล พื้นที่รวม 151,552 ไร่

สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคใต้ล่าสุดขณะนี้ ยังคงมีฝนหนักได้ในบางพื้นที่ ปริมาณฝน 24 ชั่วโมง ที่ผ่านมามีฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ (อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ 102.0 มม. อ.บางสะพานน้อย 58.5 มม.) อ.กงหรา จ.พัทลุง (99.0 มม.) อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช (84.0 มม.) และ อ.หลังสวน จ.ชุมพร (58.0 มม.) ส่วนในวันที่ 12-13-14 พ.ย. 2561 ปริมาณฝนตกในพื้นที่ภาคใต้จะลดลง พื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.ชุมพร ยังคงมีฝน แต่ปริมาณไม่มากนัก ส่วนทางภาคเหนือจะมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น สำหรับวันที่ 15-16-17 พ.ย. 2561 ภาคใต้ จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ตั้งแต่ จ.ชุมพร ลงไปบริเวณ จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.นครศรีธรรมราช แต่ปริมาณฝนไม่มากเหมือนช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนวันที่ 18-19 พ.ย. 2561 อาจมีหย่อมความกดอากาศต่ำ ทำให้เกิดฝนและลมแรง ในพื้นที่ จ.เพชรบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.ชุมพร ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทย คลื่นสูงประมาณ 2 ม. ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักอยู่ในเกณฑ์น้ำมาก ไม่มีระดับน้ำสูงกว่าระดับตลิ่ง ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ดังกล่าว ได้แก่ อ่างฯ แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี (91%) น้ำไหลเข้าวันละ 4.11 ออก 2.59 ล้าน ลบ.ม. และอ่างฯ ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ (85%) น้ำไหลเข้าวันละ 11.64 ออก 2.41 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ให้ติดตามสถานการณ์น้ำและการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ สทนช.ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน กำกับ ติดตาม และเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ ลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตะวันตก ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออก ลุ่มน้ำตาปี ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา และลุ่มน้ำปัตตานี พร้อมขุดคลองและอ่างเก็บน้ำต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ ตรวจสอบความพร้อมการใช้งานของอาคารบังคับน้ำและสถานีสูบน้ำต่างๆ รวมทั้ง กรมชลประทานได้เตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือเพื่อรับมืออุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ไว้แล้ว โดยติดตั้งบริเวณพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมเป็นประจำ ให้สามารถนำไปช่วยเหลือได้ทันที ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ 453 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 300 เครื่อง รถแทรกเตอร์/รถขุด 108 คัน เครื่องจักรกลสนับสนุนอื่นๆ เพื่อเตรียมพร้อมเข้าดำเนินการได้ทันทีเมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วม ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว

กษ.ชูนโยบายสานพลังประชารัฐในเวทีโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377599

กษ.ชูนโยบายสานพลังประชารัฐในเวทีโลก

กษ.ชูนโยบายสานพลังประชารัฐในเวทีโลก

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 15.01 น.

กษ.ชูนโยบายสานพลังประชารัฐในเวทีโลก

18 พ.ย.61 น.ส.จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์(กษ.) เปิดเผยถึงการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลก ครั้งที่ 45 (Committee on World Food Security: CFS) ณ สำนักงานใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี ว่า การประชุมมีวาระสำคัญของการประชุม อาทิ สถานการณ์ความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการของโลก ปี 2561 ประเด็นสำคัญและอุบัติใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการ การเตรียมการจัดทำแนวปฏิบัติโดยสมัครใจว่าด้วยระบบอาหารและโภชนาการในความเป็นหุ้นส่วนระหว่าง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนเพื่อสนับสนุนเงินทุนและพัฒนาความมั่นคงอาหารและโภชนาการ

ความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการส่งเสริมความมั่นคงอาหารและโภชนาการ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการดำเนินนโยบายประชารัฐภาคเกษตร เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร ในการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต โดยใช้ความก้าวหน้าของภาคเอกชนในการบริการจัดการ พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงการตลาดในภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน

ด้าน Mr. José Graziano da Silva ผู้อำนวยการใหญ่ของ FAO ได้เน้นย้ำในที่ประชุม ถึงความจำเป็นในการดำเนินการด้านโภชนาการ โดยนำเสนอให้เห็นถึงความอดอยากหิวโหยได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 อีกทั้งแนวโน้มการเติบโตของโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในเอเชียและแอฟริกา ดังนั้น การให้ความสำคัญด้านโภชนาการ การเพิ่มบทบาทของสตรีในชนบท

Mr. David Beasley ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารของโครงการอาหารโลก (World Food Programme: WFP) กล่าวว่ารายจ่ายของ WFP กว่าร้อยละ 80 อยู่ในเขตสงคราม โดยระบุว่า ความขัดแย้งทำให้เกิดความอดอยากหิวโหย ประชาชน ไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้ และเรียกร้องให้มีการพัฒนาด้านมนุษยธรรมควบคู่ไปด้วย ขณะเดียวกัน ทาง Mr. Cornelia Richter รองประธานกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม (International Fund for Agricultural Development: IFAD) กล่าวถึงความจำเป็นในการพัฒนาระบบอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีในภาคเกษตร เช่น การเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) อีกทั้งให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนาความร่วมมือ โดยมุ่งเน้นไปที่การผลิตอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการตลอดห่วงโซ่คุณค่า และบทบาทของเกษตรกรรายย่อย

กรมปศุสัตว์ร่วมรณรงค์! เลี้ยงสัตว์ปลอดยาปฏิชีวนะ ลดการดื้อยาต้านจุลชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377319

กรมปศุสัตว์ร่วมรณรงค์! เลี้ยงสัตว์ปลอดยาปฏิชีวนะ ลดการดื้อยาต้านจุลชีพ

กรมปศุสัตว์ร่วมรณรงค์! เลี้ยงสัตว์ปลอดยาปฏิชีวนะ ลดการดื้อยาต้านจุลชีพ

วันศุกร์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 17.09 น.

กรมปศุสัตว์ องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ ภาคเอกชนไทย ร่วมรณรงค์ทั่วโลก การเลี้ยงสัตว์ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะ ลดการใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์ ลงร้อยละ30 ในปี 2564

16 พ.ย.61 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า การใช้ยาต้านจุลชีพ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “ยาปฏิชีวนะ” เป็นยาที่มีความจำเป็นในการรักษาโรค ทั้งในมนุษย์และสัตว์ หากมีการใช้อย่างไม่ถูกต้อง มากเกินความจำเป็น ก็จะก่อให้เกิดปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial resistance)ได้ ซึ่งการดื้อยาต้านจุลชีพ กำลังเป็นประเด็นที่สำคัญด้านการสาธารณสุข และเป็นปัญหามีความเกี่ยวเนื่องกันทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ประเทศไทย ได้ให้ความสำคัญในการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ และได้มีแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560 – 2564

โดยภาคปศุสัตว์มีเป้าหมายที่สำคัญ คือลดการใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์ลง 30% ภายในปี พ.ศ. 2564 และที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ ได้มีการดำเนินการกำกับดูแลให้มีการใช้ยาอย่างถูกต้องมาโดยตลอด โดยล่าสุดได้มีการออกกฎหมายว่าด้วยอาหารสัตว์ที่ผสมยา (Medicated Feed) ซึ่งการใช้ยาปฏิชีวนะจะต้องมีการสั่งใช้ยาโดยสัตวแพทย์ นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ จนถึงมีการลงนามในโครงการพิเศษ “การเลี้ยงสัตว์ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะ” (Raised Without Antibiotics; RWA) เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 12 – 18 พฤศจิกายน 2561 ทั่วโลกจะมีการจัดงาน “สัปดาห์การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างตระหนักรู้ (World Antibiotics Awareness Week; WAAW)” เพื่อเป็นการรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาปฏิชีวนะให้มีการใช้ยาอย่างตระหนักรู้ ใช้อย่างถูกต้องเหมาะสม ดังนั้น กรมปศุสัตว์จึงได้ร่วมกับองค์การระหว่างประเทศที่เป็นไตรภาคี (Tripartite) ได้แก่ FAO OIE WHO และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จัดงาน “ภาคปศุสัตว์ร่วมใจ ใส่ใจการใช้ยาปฏิชีวนะ”“Livestock stakeholders handle antibiotics with care” ซึ่งมีการมอบประกาศนียบัตรให้กับเกษตรกรที่ผ่านการรับรองโครงการเลี้ยงสัตว์ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะ และให้องค์กรระหว่างประเทศร่วมบรรยายและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมเสวนาถึงทิศทางการจัดการดื้อยา และการใช้ยาปฏิชีวนะ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการใช้ ยาปฏิชีวนะ โดยให้มีการใช้เฉพาะที่จำเป็นต้องใช้ ทำให้สามารถลดปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพลงได้ ซึ่งจะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ มีความปลอดภัย เป็นที่ยอมรับทั้งผู้บริโภคภายในประเทศและต่างประเทศ