เชื่อมโยงข้อมูล‘ชาวสวนยาง’ n กยท.เซ็นความร่วมมือกรมส่งเสริมฯเพิ่มประสิทธิภาพยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378061

x

เชื่อมโยงข้อมูล‘ชาวสวนยาง’ n กยท.เซ็นความร่วมมือกรมส่งเสริมฯเพิ่มประสิทธิภาพยางพารา

วันพุธ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กยท. เดินหน้าลงนาม MOU สร้างความร่วมมือบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานต่างๆ ล่าสุดจับมือกรมส่งเสริมการเกษตร เชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางและข้อมูลสารสนเทศด้านส่งเสริมสหกรณ์ หวังเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการในการพัฒนาการผลิต และการอำนวยสินเชื่อแก่เกษตรกรชาวสาวนยาง

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางและข้อมูลสารสนเทศด้านส่งเสริมสหกรณ์ กับกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่เกษตรกรชาวสวนยางในการพัฒนาการผลิต ตลอดจนการอำนวยสินเชื่อ

โดยภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว กยท. และกรมส่งเสริมการเกษตร จะสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล และใช้ประโยชน์จากข้อมูลของแต่ละฝ่ายที่มีอยู่ได้ตามความจำเป็น โดยในส่วนของ กยท. นั้น มีการจัดทำทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยาง และข้อมูลอื่นที่เป็นประโยชน์ ได้แก่ ข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกยาง ข้อมูลสวนยาง จุดรวบรวมยางของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน ข้อมูลพื้นที่ปลูกยางของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน ข้อมูลความเคลื่อนไหวราคายางชนิดต่างๆ รวมถึงข้อมูลต้นทุนยาง/ราคายาง ตลาดกลางยางพารา

“การร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นการบูรณาการข้อมูลทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางของ กยท. และข้อมูลสารสนเทศด้านส่งเสริมสหกรณ์ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งฐานข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการรองรับภารกิจของหน่วยงานและตอบสนองนโยบายรัฐบาล” รองผู้ว่าการฯกยท.กล่าว

ด้านนายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า บันทึกข้อตกลงนี้จะเป็นกรอบในการดำเนินงานร่วมกันระหว่างสองหน่วยงาน และสามารถนำไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำบันทึกความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อการสนับสนุนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงนโยบายอื่นๆ
ต่อไป โดยข้อมูลที่นำมาเชื่อมโยงร่วมกับ กยท. ได้แก่ ข้อมูลสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร ข้อมูลโรงงานผลิตยางแท่ง STR ข้อมูลโรงงานอัดยางก้อน ข้อมูลตลาด ข้อมูลโรงอบ-โรงรมควันยางพารา ข้อมูลโรงตากยางแผ่นดิบ ยางเครฟ ข้อมูลศูนย์รวบรวมน้ำยางสดซึ่งเชื่อว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ ต่อการดำเนินงานตามภารกิจของทั้งสองหน่วยงานอย่างแน่นอน

ส่องเกษตร : มารผจญ!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378060

449007

ส่องเกษตร : มารผจญ!!

วันพุธ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ข้าวไทยโดยเฉพาะ“หอมมะลิ”ยังคงราคาดีอย่างต่อเนื่องน่าชื่นใจ แต่ช่างเป็นเวรกรรมของชาวนาไทยเสียจริง ที่ดูจะได้รับอานิสงส์นี้ไม่ทั่วถึง“ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย” แล้วยังมี “มารผจญ”คอยซ้ำเติมอีก

ที่กล่าวเช่นนี้เพราะขณะที่ข้าวหอมมะลิกำลังราคาดี แต่หลายพื้นที่ปลูกสำคัญโดยเฉพาะเขตทุ่งกุลาร้องไห้ หลายจังหวัดภาคอีสาน กลับเผชิญความแห้งแล้งที่มาเร็ว(อย่างที่ผมเขียนไปสัปดาห์ก่อนว่า ตั้งแต่ปลายปีนี้ต่อเนื่องไปตลอดปี2562 ไทยจะเจอ“ภัยแล้ง”หนักแน่ ด้วยอิทธิพลปรากฏการณ์เอลนีโญที่เวียนกลับมาถึง) ส่งผลให้ผลผลิตข้าวหอมมะลิได้รับความเสียหายไปเป็นจำนวนมาก

คุณจริยา สุทธิไชยา เลขาฯ สศก.-สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พร้อมผู้แทนทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย,สมาคมโรงสีข้าวไทย รวมถึงภาคเกษตรกร เพิ่งลงพื้นที่ไปสำรวจ 8 จังหวัด ที่พิษณุโลก,นครสวรรค์,ขอนแก่น,ร้อยเอ็ด,สุรินทร์,บุรีรัมย์,นครราชสีมาและอุบลราชธานี พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบปัญหาภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ทำให้ต้นข้าวแห้งตาย เสียหายเป็นวงกว้าง จึงคาดว่าปริมาณข้าวหอมมะลิปี 2561/62 จะลดลงมาก สวนทางกับราคาที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ จากราคาข้าวที่สูงมาก แต่ผลผลิตมีน้อย จึงน่าห่วงว่าอาจเกิดปัญหา“การปลอมปนข้าว”นำข้าวสายพันธุ์อื่นมาผสมหอมมะลิ ทำให้คุณภาพลดลง รวมทั้งต้องระวังมิจฉาชีพฉวยโอกาสหลอกลวงเกษตรกร มีพฤติกรรมชักจูงว่า จะรับซื้อข้าวเปลือกราคาสูงกว่าท้องตลาด แล้วจ่ายเงินเพียงบางส่วนก่อนหรือจ่ายเงินเชื่อ ก็อาจถูกฉ้อโกงได้ ดังนั้น เลขาฯสศก.จึงแนะนำชาวนาให้ตรวจสอบราคารับซื้อข้าวเปลือกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือพาณิชย์จังหวัด สายด่วน 1569 ก่อนตัดสินใจขาย

ขณะเดียวกันมีข่าวด้วยว่า หลายพื้นที่เช่น จ.กาฬสินธุ์ได้เจอ“ภัยโจร”ขโมยข้าวเปลือกหอมมะลิที่เพิ่งเก็บเกี่ยวนำมาตากในแปลงนา ลานตากและถนนในหมู่บ้าน ซ้ำเติมชาวนาที่ประสบภัยแล้ง ได้ผลผลิตข้าวน้อยอยู่แล้ว ทำให้ชาวนาที่มีข้าวหอมมะลิพากันหวาดผวาหนัก ต้องจัดเวรยามเฝ้ากลางคืน รวมทั้งขอร้องตำรวจให้เพิ่มการกวดขันดูแลป้องกันภัยโจรขโมยข้าวหอมมะลิด้วย

นี่แหละ เป็นเวรเป็นกรรมของชาวนาไทยเสียจริง ข้าวหอมมะลิกำลังราคาดี น่าจะลืมตาอ้าปากกันได้ ก็มาเจอภัยแล้งจากธรรมชาติ ทำให้ผลผลิตเสียหายจำนวนมาก ได้ข้าวไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ซ้ำยังเจอ“ภัยคน-ภัยโจร”ทั้งฉ้อฉลคดโกง จนถึงปล้น ลักขโมยหน้าด้านๆ เป็นมารผจญที่ชั่วช้าแท้ๆ!

ภัยแล้งที่ทำลายผลผลิตนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยรมว.-กฤษฎา บุญราช บอกว่า กรณีที่ทางจังหวัดประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ เกษตรกรก็จะได้รับค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงการคลัง แต่ถ้าไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติ ภาครัฐ
ที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาช่วยเหลือตามความเหมาะสมต่อไป…เรียกว่ายังคงแนวทางช่วยเหลือเฉพาะหน้าแบบเดิมๆ แต่เอาเถอะ ขอให้ความช่วยเหลือถึงเร็วก็แล้วกัน

อีกเรื่องใหญ่คือ คุณภาพข้าวหอมมะลิที่หลายฝ่ายเป็นห่วงมาก โดยเฉพาะความหอมที่ลดน้อยลง ผมก็เขียนกระตุ้นตอกย้ำมาหลายครั้ง โดยเฉพาะล่าสุดที่มีสัญญาณร้ายจากการที่ข้าวหอมมะลิไทยพ่ายแพ้ให้ข้าวหอมอังกอร์ของกัมพูชาและข้าวหอมเวียดนามในการประกวด“ข้าวดีเด่นโลก”- The Best Rice of the World  2018 ที่กรุงฮานอย เมื่อเดือนที่แล้ว ขนาดทำให้นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังต้องสั่งให้กระทรวงเกษตรฯเร่งแก้ไข

เรื่องนี้ รมว.กฤษฎาระบุว่า ได้สั่งหน่วยงานต่างๆเร่งวิจัย ปรับปรุงคุณภาพข้าวหอมมะลิแล้ว เช่น กรมการข้าวให้วิจัยเมล็ดพันธุ์ว่ายังคงมีลักษณะทางพันธุกรรมตามเดิมหรือไม่ รวมทั้งปรับปรุงคุณลักษณะที่ดียิ่งขึ้น,ให้กรมวิชาการเกษตรศึกษาวิธีปลูกว่า ทำอย่างไรจะได้ข้าวที่เมล็ดสมบูรณ์และผลผลิตต่อไร่สูง ส่วนกรมพัฒนาที่ดินวิจัยการปลูกข้าวซ้ำๆในพื้นที่เดิม ส่งผลให้สูญเสียอาหารธาตุในดินหรือไม่ จะต้องปรับปรุงคุณภาพดินอย่างไร…

เรื่องคุณภาพความหอมของหอมมะลิ ก็มีเสียงตอบมาจากกรมการข้าว โดยท่านรองอธิบดีกฤษณพงศ์ ศรีพงศ์พันธุ์กุล ซึ่งรักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว แต่รายละเอียดคงจะว่ากันตรงนี้ไม่พอแล้ว ขอยกยอดไปสัปดาห์หน้าอีกตอนก็แล้วกัน เพราะยังมีประเด็นเพิ่มเติมที่น่าเขียนถึงด้วย เมื่อมีปราชญ์เกษตรของแผ่นดินออกมากระทุ้งล่าสุดว่า ถึงเวลาที่จะต้องเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 เวอร์ชั่น 2 ได้แล้ว! หลังจากหยุดนิ่งมานานหลายปี

เรื่องนี้ต้องขยายต่ออีกตอน สัปดาห์หน้าครับ

สาโรช  บุญแสง

รายงานพิเศษ : หนุนรถตักล้อยางรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือก ลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน-อำนวยความสะดวกสมาชิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378065

รายงานพิเศษ : หนุนรถตักล้อยางรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือก  ลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน-อำนวยความสะดวกสมาชิก

รายงานพิเศษ : หนุนรถตักล้อยางรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือก ลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน-อำนวยความสะดวกสมาชิก

วันพุธ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“การส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าและการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนแรงงาน” เป็นหนึ่งในโครงการตามนโยบายสำคัญ 15 เรื่องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการสนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตรให้แก่สหกรณ์ ในการลดต้นทุนการผลิตและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และเพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่สมาชิก

สหกรณ์การเกษตรไพรบึง จำกัด เป็นสหกรณ์ที่ทำธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป โดยมีโกดังขนาดใหญ่ที่สามารถรวบรวมข้าวเปลือกได้ถึง 2,000 ตัน ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมดประมาณ 3,300 ราย พื้นที่รวมประมาณ 30,000 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก โดยปลูกข้าวนาปี พันธุ์หอมมะลิ 105

 

 

นายวันนา อินเตสะ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรไพรบึง จำกัด เล่าว่า สหกรณ์เคยมีรถตักที่เก่ามาก ใช้งานมากว่า
16 ปี จึงเสี่ยงต่อการพัง และอาจส่งผลกระทบต่อการรวบรวมผลผลิตของสมาชิก จึงได้ทำโครงการขอสนับสนุนรถตักคันใหม่ จนได้รับการพิจารณาและอนุมัติการสนับสนุนผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นเงินอุดหนุนจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 (งบกลางปี) ตามโครงการ “การส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าและการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนแรงงาน” เพื่อจัดซื้อรถตักล้อยาง ขนาด 210 แรงม้า จำนวน 1 คัน ราคา 2,678,000 บาท สำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการรวบรวมผลผลิตของสมาชิก

สหกรณ์การเกษตรไพรบึง จำกัด ดำเนินธุรกิจเพื่อประโยชน์ของสมาชิกเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการรวบรวมผลผลิต (ข้าวเปลือก) เพื่อการจำหน่าย รักษาเสถียรภาพของผลผลิตให้เกิดอำนาจต่อรองด้านราคา สร้างรายได้ผลตอบแทนที่ดีแก่สมาชิกและเกษตรกรทั่วไป โดยอุปกรณ์รถตักล้อยางที่จัดหามาจะได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ สามารถขยายปริมาณรวบรวมผลผลิตได้มากขึ้น ในฤดูกาลผลิต 2561/2562 นี้ สหกรณ์ฯตั้งเป้าหมายด้านปริมาณผลผลิตที่จะสามารถรับซื้อจากเกษตรกรไปจำหน่ายให้ได้ราคาดี เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 5,500 ตัน

ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่ารถตักล้อยาง จะช่วยให้สหกรณ์ฯสามารถยกระดับการให้บริการแก่สมาชิกได้ และช่วยให้การดำเนินงานของสหกรณ์ฯเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการลดต้นทุนการผลิตและแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้

กษ.ดันแผนจัดการเชื้อดื้อยา! กำหนดใช้’ยาต้านจุลชีพในสัตว์’ตามใบสั่งสัตวแพทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378040

กษ.ดันแผนจัดการเชื้อดื้อยา! กำหนดใช้'ยาต้านจุลชีพในสัตว์'ตามใบสั่งสัตวแพทย์

กษ.ดันแผนจัดการเชื้อดื้อยา! กำหนดใช้’ยาต้านจุลชีพในสัตว์’ตามใบสั่งสัตวแพทย์

วันอังคาร ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 15.11 น.

กษ.ดันแผนยุทธศาสตร์การจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ กำหนดใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์ ตามใบสั่งจากสัตวแพทย์เท่านั้น ทั้งในฟาร์มประมงและปศุสัตว์ ตั้งเป้าเลี้ยงสัตว์ปลอดใช้ยาปฏิชีวนะ

20 พ.ย.61 นายสัตว์แพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ และคณะได้เดินทางไปประชุมระดับโลกด้านการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ และการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ณ กรุงอักกรา สาธารณรัฐกานา กล่าวว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมผู้ทำงานเชิงรุกระดับนโยบาย ทั้งในประเทศจนถึงระดับโลกในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ปัญหา และนำเสนอกรณีตัวอย่าง รวมทั้งธำรงรักษาและเสริมสร้างความเข้มแข็ง การขับเคลื่อนงานในระดับประเทศและระดับโลกผ่านการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชา-สังคม และเพื่อนำเสนอกระบวนการการทำงานของกลุ่มประสานงานหน่วยงานด้านการจัดการเชื้อดื้อยาระหว่างประเทศ เป้าประสงค์ที่วัดได้ เราคาดว่าภายในปี พ.ศ. 2564 การป่วยจากเชื้อดื้อยาจะลดลงร้อยละ 50 การใช้ยาต้าน จุลชีพสำหรับมนุษย์ ร้อยละ 20 และสัตว์ลดลงร้อยละ 30 ซึ่งประชาชนมีความรู้เรื่องเชื้อดื้อยาและใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และประเทศไทยมีระบบจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพที่มีสมรรถนะตามเกณฑ์สากล

ทั้งนี้ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 73 โดยมีเจ้าภาพร่วมซึ่งประกอบด้วย ประเทศไทย สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐกานา มูลนิธิ Wellcome Trust มูลนิธิสหประชาชาติ และธนาคารโลก โดยคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การดื้อยา ต้านจุลชีพ ซึ่งอยู่ภายใต้คณะกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็น co-host สำหรับจัดการประชุม โดยมีเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา อธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข เป็นตัวแทนจากประเทศไทย ซึ่งตามแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560 – 2564

“กระทรวงเกษตรฯเป็นเจ้าภาพหลักในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบควบคุมการกระจายยาต้านจุลชีพสำหรับสัตว์ กำหนดให้มีการใช้ยาต้านจุลชีพตามใบสั่งสัตวแพทย์ และลดการใช้ยาต้านจุลชีพในฟาร์มปศุสัตว์และประมง โดยมีจัดกิจกรรมตามแผนปฏิบัติการที่สำคัญ คือ โครงการพิเศษ การเลี้ยงสัตว์ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะตามแผนยุทธศาสตร์ของ OIE  องค์การอนามัยโลก และองค์กรอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(เอฟเอโอ)โดยไทยมีแผนยุทธศาสตร์ร่วมดำเนินการระดับโลกเพื่อเป้าหมายที่กำหนดไว้ในการแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยา ซึ่งมีความซับซ้อนจะบรรลุผลในที่สุด” นายสัตว์แพทย์สรวิศ กล่าว

ปศุสัตว์ประกาศ’ราชบุรี-กาญจน์’ เขตเกิดโรคระบาดโคนม’ปาก-เท้าเปื่อยชั่วคราว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378038

ปศุสัตว์ประกาศ'ราชบุรี-กาญจน์' เขตเกิดโรคระบาดโคนม'ปาก-เท้าเปื่อยชั่วคราว'

ปศุสัตว์ประกาศ’ราชบุรี-กาญจน์’ เขตเกิดโรคระบาดโคนม’ปาก-เท้าเปื่อยชั่วคราว’

วันอังคาร ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 15.05 น.

“อธิบดีปศุสัตว์ ประกาศเขตโรคระบาดปากและเท้าเปื่อยชั่วคราว 2 จว.ราชบุรี-กาญจนบุรี พบเกิดโรคระบาดในโคนม อ.บ้านโป่ง หวั่นลาม โคเนื้อ กระบือ แพะ แกะ สุกร เร่งระดมฉีดวัคซีนทุกพื้นที่ทั่วประเทศคุมสถานการณ์โรคสงบโดยเร็ว”

20 พ.ย.61 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่าประกาศเขตโรคระบาดชั่วคราวชนิดปากและเท้าเปื่อยชั่วคราว ในพื้นที่หมู่ 5 ต.กรับใหญ่ หมู่20 หมู่ 13 ต.ท่าผา อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และในพื้นที่หมู่ 4 ต.ดอนขมิ้น อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. – 16 ธ.ค. เนื่องจากปรากฏว่าในท้องที่บ้านรางเจริญ หมู่ที่ 14 ต.ท่าผา อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี  ได้มีโคนมเกิดโรคระบาดปากและเท้าเปื่อยขึ้น ซึ่งโรคนี้เป็นโรคระบาดร้ายแรงอาจระบาดติดต่อ โค กระบือ แพะ แกะ สุกร ได้

ฉะนั้นอาศัยตามพ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ จึงประกาศพื้นที่กำหนดโรคระบาดและควบคุมโรคพื้นที่รัศมีใกล้เคียง ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ มีสัตว์ป่วยตายต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที ทั้งนี้ให้ทุกพื้นที่รณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยในเดือนธ.ค.61ถึงม.ค.62นี้ ทั่วประเทศ พร้อมกับการทำลายเชื้อโรคในพื้นที่เสี่ยง และขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ แพะ แกะ นำสัตว์มาฉีดวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าวเพื่อเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันโรคและลดความสูญเสียจากการระบาด โดยติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดหรือสำนักงานปศุสัตว์อำเภอใกล้บ้าน

นอกจากนี้ ยังเกิดโรคเฮโมรายิกเซปทิซีเมีย เป็นโรคระบาดรุนแรงในกระบือ ทำให้กระบือป่วยตายอย่างเฉียบพลัน ผลกระทบต่อเกษตรกรหรือผู้เลี้ยงสัตว์เป็นอย่างมาก แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคเช่นกัน เกษตรกรควรดูแลสัตว์ของตนเองให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงและป้องกันสัตว์ ไม่ให้สัมผัสกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่จะนำเชื้อโรคเข้าฟาร์ม ได้แก่ คน ยานพาหนะต่างๆ ถังนม สัตว์ที่นำเข้ามาเลี้ยงใหม่ ถุงอาหารสัตว์ เป็นต้น ประกอบกับหมั่นสังเกตอาการของสัตว์อย่างสม่ำเสมอ หากพบสัตว์แสดงอาการป่วย หรือตายผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุข กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือองค์การบริหารงานส่วนตำบล (อบต.) ในพื้นที่ หรือแจ้งสายด่วนของกรมปศุสัตว์ที่เบอร์โทร 063-2256888 หรือ Application: DLD 4.0 แจ้งการเกิดโรคระบาด

อย่าทำวุ่นวาย! ‘บิ๊กป๊อก’ปรามชาวสวนยาง-ปาล์มหยุดเคลื่อนไหว เข้าใจทุกฝ่ายลำบาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377955

อย่าทำวุ่นวาย!  'บิ๊กป๊อก'ปรามชาวสวนยาง-ปาล์มหยุดเคลื่อนไหว เข้าใจทุกฝ่ายลำบาก

อย่าทำวุ่นวาย! ‘บิ๊กป๊อก’ปรามชาวสวนยาง-ปาล์มหยุดเคลื่อนไหว เข้าใจทุกฝ่ายลำบาก

วันอังคาร ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 10.14 น.

20 พ.ย. 61 เวลา 08.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มเกษตรกรสวนปาล์ม-ยางในพื้นที่ภาคใต้ มีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ไปทำความเข้าใจแล้วหรือไม่ว่า เรื่องความเดือดร้อนของประชาชนเรารับฟังในทุกด้าน เจ้าหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้องก็พยายามแก้ไขปัญหานี้อยู่ โดยเรื่องของยางในวันนี้ก็จะมีเสนอเข้าไปในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ทราบ หน่วยงานต่างๆพร้อมหารือช่วยเหลือ

“อยากให้ประชาชน ได้เสนอสิ่งที่ตัวเองร้องเรียนมาตามช่องทาง ไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวให้วุ่นวาย เพราะเราต่างทราบกันดีว่าทุกคนมีความยากลำบาก โดยเฉพาะเรื่องของราคาพืชผล ก็มีผลกระทบมาจากต่างประเทศด้วย รวมถึงปริมาณที่ปลูกได้มาก และอุปสงค์มากกว่าอุปทาน เราจะพยายามหามาตรการแก้ไขราคาพืชผลทางการเกษตรชนิดอื่นๆด้วย เรื่องนี้เป็นวัฎจักรของประเทศไทยเรา ที่ยังติดในเรื่องของการเกษตร และการตลาดก็เป็นเรื่องที่สำคัญ” รมว.มหาดไทย กล่าว

อธิบดีฯปศุสัตว์ร่วมถก’Call to Action on Antimicrobial Resistance’ครั้งที่ 2 ขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์จัดการดื้อยาต้านจุลชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377952

อธิบดีฯปศุสัตว์ร่วมถก'Call to Action on Antimicrobial Resistance'ครั้งที่ 2 ขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์จัดการดื้อยาต้านจุลชีพ

อธิบดีฯปศุสัตว์ร่วมถก’Call to Action on Antimicrobial Resistance’ครั้งที่ 2 ขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์จัดการดื้อยาต้านจุลชีพ

วันอังคาร ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 09.58 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายกฤษฎา บุญราช พร้อมด้วยอธิบดีกรมปศุสัตว์ และคณะได้เดินทางไปประชุมระดับโลกด้านการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ และการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (Second OIE Global Conference on Antimicrobial Resistance and Prudent Use of Antimicrobial Agents in Animal) ณ เมืองมาราเกซ ราชอาณาจักรโมร็อกโก เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา เพื่อร่วมแบ่งปันข้อมูลด้านการจัดการ และการรับมือความท้าทายการดื้อยาต้านจุลชีพของหน่วยงานที่รับผิดชอบในประเทศไทย ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรจากอีก 10 กว่าประเทศทั่วโลก เช่น เยอรมันนี ญี่ปุ่น นอร์เวย์ สหราชอาณาจักร นั้น ทั้งนี้เพื่อให้  การทำงานมีความต่อเนื่อง จึงได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ เดินทางไปเข้าร่วมการประชุม Call to Action on Antimicrobial Resistance ครั้งที่ 2 ณ กรุงอักกรา สาธารณรัฐกานา ระหว่างวันที่ 19 – 20 พฤศจิกายน 2561

ซึ่งจากการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (General Assembly of the United Nation: UNGA) สมัยที่ 71 (พ.ศ.2559)  ที่ประเทศไทยได้สนับสนุนและร่วมรับรองปฏิญญาทางการเมือง เรื่อง การดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial Resistance – AMR) โดยมีกลุ่ม Interagency Coordination Group on AMR (IACG) เป็นกลไกการขับเคลื่อนปฏิญญาทางการเมืองดังกล่าว และประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพร่วม (co-host) จัดการประชุม Call to Action on AMR ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 12-13 ตุลาคม 2560ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า การประชุม Call to Action on Antimicrobial Resistance ครั้งที่ 2 นี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ ประการแรก เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมผู้ทำงานเชิงรุกระดับนโยบาย ทั้งในประเทศจนถึงระดับโลกในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ปัญหา AMR และนำเสนอกรณีตัวอย่าง ประการที่สอง เพื่อธำรงรักษาและเสริมสร้างความเข้มแข็ง การขับเคลื่อนงาน AMR ในระดับประเทศและระดับโลกผ่านการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งภาคประชา-สังคม และประการสุดท้าย เพื่อนำเสนอกระบวนการการทำงานของกลุ่มประสานงานหน่วยงานด้านการจัดการเชื้อดื้อยาระหว่างประเทศ (Interagency Coordination Group on AMR : IACG) และผลงานที่ IACG จะส่งมอบและรายงานต่อเลขาธิการสหประชาชาติ ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 73

โดยมีเจ้าภาพร่วมซึ่งประกอบด้วย ประเทศไทย สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐกานา มูลนิธิ Wellcome Trust  มูลนิธิสหประชาชาติ และธนาคารโลก โดยคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การดื้อยา ต้านจุลชีพ ซึ่งอยู่ภายใต้คณะกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็น co-host สำหรับจัดการประชุม โดยมีเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา อธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข เป็นตัวแทนจากประเทศไทย ซึ่งตามแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560 – 2564 ที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2559 นั้น เป็นการบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวง ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ พร้อมเป้าประสงค์ที่วัดได้ เราคาดว่าภายในปี พ.ศ. 2564 การป่วยจากเชื้อดื้อยาจะลดลงร้อยละ 50 การใช้ยาต้าน  จุลชีพสำหรับมนุษย์และสัตว์ลดลงร้อยละ 20 และ 30 ตามลำดับ ประชาชนมีความรู้เรื่องเชื้อดื้อยาและตระหนักในการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และประเทศไทยมีระบบจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพที่มีสมรรถนะตามเกณฑ์สากล

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นเจ้าภาพหลักยุทธศาสตร์ “การป้องกันและควบคุมเชื้อดื้อยา และควบคุมกำกับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมในภาคการเกษตรและสัตว์เลี้ยง” เช่น เสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบควบคุมการกระจายยาต้านจุลชีพสำหรับสัตว์ กำหนดให้มีการใช้ยาต้านจุลชีพตามใบสั่งสัตวแพทย์ และลดการใช้ยาต้านจุลชีพในฟาร์มปศุสัตว์และประมง โดยมีกิจกรรมตามแผนปฏิบัติการที่สำคัญ คือ โครงการพิเศษ “การเลี้ยงสัตว์ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะ” (Raised Without Antibiotics; RWA) ซึ่งได้มีการลงนามกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561

 

“ประเทศไทยยืนยันการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ของ OIE ซึ่งสอดคล้องกับแผนดำเนินการระดับโลกตามความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ เรื่องการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ สะท้อนความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการร่วมแก้ไขปัญหาการการดื้อยาต้านจุลชีพกับนานาประเทศทั่วโลก ซึ่งเรื่องนี้จะสำเร็จได้ต้องใช้ระยะเวลาและความร่วมมือร่วมใจกันจากทุกภาคส่วน เรามั่นใจว่าด้วยความเข้าใจและความร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเป้าหมายที่กำหนดไว้ในการแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยา ซึ่งมีความซับซ้อนจะบรรลุผลในที่สุด” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

เกษตรฯดันพัฒนานวัตกรรม เปิดหลักสูตรติวเข้มงานวิจัยจนท.ทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377798

x

เกษตรฯดันพัฒนานวัตกรรม เปิดหลักสูตรติวเข้มงานวิจัยจนท.ทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รักษาราชการอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร มีภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตร ซึ่งมีศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (ศูนย์ปฏิบัติการ) เป็นหน่วยงานส่วนกลางของภูมิภาคที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ต่างๆ 50 ศูนย์ทั่วประเทศ เพิ่มเติมจากสำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอ โดยบทบาทหนึ่งที่สำคัญของหน่วยงานที่ตั้งในภูมิภาค คือ การทำงานเชิงวิชาการศึกษา ทดสอบ และขยายผล เพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพและเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของเกษตรกร

กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ให้ความสำคัญดังกล่าว จึงเตรียมจัดฝึกอบรมภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพด้านการวิจัยของศูนย์ปฏิบัติการ เพื่อให้บุคลากรของศูนย์ปฏิบัติการมีความรู้ความเข้าใจ แนวคิด หลักการ และวิธีการวิจัย เพื่อสนับสนุนงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ เกิดเครือข่ายนักวิจัย และตอบสนองบทบาทภารกิจของหน่วยงาน และเพื่อให้มีเทคโนโลยี นวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เหมาะสม และตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกรและพื้นที่ ประกอบกับเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวิชาการและพัฒนาอาชีพด้านการเกษตรแก่เจ้าหน้าที่ เกษตรกร และผู้ที่สนใจ ตลอดจนเกิดบุคลากรที่ทำงานวิจัยในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการฝึกอบรมดังกล่าวกำหนดจัดขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 ถึง กรกฎาคม 2562 โดยมีบุคลากรของศูนย์ปฏิบัติการทั้ง 50 ศูนย์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการฝึกอบรม โดยหลักสูตรประกอบด้วยหัวข้อต่างๆ เช่น การหาโจทย์วิจัยที่ตอบสนองต่อเกษตรกรในพื้นที่ การออกแบบงานวิจัย เขียนโครงร่างวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง การนำเสนอผลการวิจัย ซึ่งจะพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่เพื่อนำไปสู่การศึกษา วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและรูปแบบผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปใหม่ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนารูปแบบและกระบวนการถ่ายทอดความรู้ เพื่อปรับระบบการผลิตที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และการสร้างนวัตกรรมองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เหมาะสมและตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกรและพื้นที่ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และมุ่งสู่ความเป็นประเทศไทย 4.0

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์’ใช้กลยุทธ์ซื้อนำตลาด หักข้าวเปลือกแทนเงินค้างชำระ สร้างแรงจูงใจสมาชิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377801

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์’ใช้กลยุทธ์ซื้อนำตลาด  หักข้าวเปลือกแทนเงินค้างชำระ สร้างแรงจูงใจสมาชิก

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์’ใช้กลยุทธ์ซื้อนำตลาด หักข้าวเปลือกแทนเงินค้างชำระ สร้างแรงจูงใจสมาชิก

วันอังคาร ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร เป็นอีกโครงการหนึ่งของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาข้าวปีการผลิต 2561/62 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับระบบสหกรณ์ในการรวบรวมรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร ชะลอปริมาณข้าวเปลือกบางส่วนมิให้ออกสู่ตลาดในช่วงเก็บเกี่ยว และเพื่อเก็บข้าวเปลือกไว้แปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มโดยการแปรรูปเป็นข้าวสาร เป็นการช่วยรักษาระดับราคาข้าวเปลือกให้มีเสถียรภาพ และทำให้เกษตรกรสามารถขายข้าวเปลือกได้ราคาที่สูงขึ้น

สหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์ จำกัด  จังหวัดศรีสะเกษ เป็นสหกรณ์หนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนเงินกู้ยืมอัตราดอกเบี้ยต่ำ จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อนำไปรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป  โดยเริ่มเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก ปีการผลิต 2561/2562  เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา

นางกิตติวรรณ เผ่าพันธุ์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์ จำกัด  เล่าว่า การดำเนินธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือกของสหกรณ์ฯ ในปีการผลิต 2561/2562 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีการผลิตที่ผ่านมา ปริมาณลดลงเนื่องจากเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตล่าช้า และมีตัวแทนบริษัทเอกชนหลายรายได้เข้าไปรับซื้อข้าวเปลือกในพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร ดังนั้น สหกรณ์ฯ จึงได้ปรับกลยุทธ์ด้านการตลาด เพื่อจูงใจสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปให้นำข้าวเปลือกมาจำหน่ายให้กับสหกรณ์ฯ  โดยกำหนดราคารับซื้อพิเศษ กรณีเกษตรกรทั่วไปที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรนำข้าวเปลือกมาจำหน่าย สหกรณ์ฯจะรับซื้อในราคาสูงกว่าราคาท้องตลาด ตันละ 100 บาท  ส่วนสมาชิกสหกรณ์ ทางสหกรณ์ฯจะรับซื้อในราคาสูงกว่าราคาท้องตลาด ตันละ 200 บาท และหากสมาชิกรายใดมีความประสงค์จะขายข้าวเปลือกโดยยินยอมให้หักชำระหนี้ค้างที่มีอยู่กับสหกรณ์ฯ ทางสหกรณ์ฯก็จะเพิ่มราคาให้อีกตันละ 400  บาท

สำหรับการกำหนดราคารับซื้อข้าวเปลือกนั้น สหกรณ์ฯ จะซื้อตามเปอร์เซ็นต์ความชื้นและคุณภาพข้าว ราคาต่ำสุดประมาณ 12.60 บาท/กิโลกรัม สรุปผลการดำเนินการสะสม ณ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 สหกรณ์ฯ สามารถรวบรวมได้ทั้งสิ้น จำนวน 2,107.48 ตัน ราคารับซื้อปัจจุบันเฉลี่ย 14.35 บาท/กิโลกรัม

ทั้งนี้ จากการปรับกลยุทธ์ด้านการตลาดดังกล่าว ส่งผลให้สมาชิกและเกษตรกรทั่วไปให้ความสนใจนำข้าวเปลือกมาจำหน่ายให้กับสหกรณ์ฯมากขึ้น ซึ่งนอกจากราคาที่เป็นธรรมและตาชั่งได้มาตรฐานแล้ว อีกเหตุผลสำคัญก็คือ สมาชิกให้ความเชื่อถือและเชื่อมั่นต่อสหกรณ์ฯ เนื่องจากสหกรณ์ฯ ได้จัดตั้งและให้บริการต่อเนื่องมายาวนานหลายสิบปี โดยไม่ได้มุ่งหวังผลกำไร แต่มุ่งช่วยเหลือสมาชิกเป็นหลัก เพื่อให้สมาชิกอยู่ได้ มีอาชีพที่มั่นคง

“อย่างไรก็ดี หากสหกรณ์ฯ ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้ เพื่อใช้เป็นทุนในการรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือก สหกรณ์ฯคงไม่สามารถซื้อนำตลาดเพื่อช่วยเหลือสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปให้มีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งช่วยลดภาระหนี้ที่มีต่อสหกรณ์อีกด้วย” นางกิตติวรรณ กล่าว

นับได้ว่าสหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์ จำกัดเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ที่ประสบผลเป็นรูปธรรม สามารถพัฒนากิจการเจริญก้าวหน้าเป็นองค์กรธุรกิจที่เข้มแข็ง เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชน เป็นที่ยอมรับและสามารถเป็นที่พึ่งพาของสมาชิกได้อย่างแท้จริง

‘คูโบต้า’รุกตลาดอ้อยเต็มตัวส่ง‘เครื่องสางใบ-เก็บเกี่ยว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377799

x

‘คูโบต้า’รุกตลาดอ้อยเต็มตัวส่ง‘เครื่องสางใบ-เก็บเกี่ยว’

วันอังคาร ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

‘คูโบต้า’รุกตลาดอ้อยเต็มตัวส่ง‘เครื่องสางใบ-เก็บเกี่ยว’ ลุยชี้ตอบโจทย์-เพิ่มประสิทธิภาพประหยัดเวลา-ต้นทุน-แรงงาน

“สยามคูโบต้า” ประกาศรุกตลาดอ้อยอย่างเต็มตัว ส่งเครื่องสางใบอ้อยและเครื่องตัดอ้อยออกสู่ตลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในทุกขั้นตอนการเก็บเกี่ยวนายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า จากที่รัฐบาลผลักดันนโยบายบริหารพื้นที่เกษตรกรรมของพืช(Zoning) โดยเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสมไปสู่การปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆอาทิ อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยพบว่าเกษตรจำนวนหนึ่งหันมาทำไร่อ้อย ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยใน 47 จังหวัด มากกว่า 11 ล้านไร่ พื้นที่การเพาะปลูกอ้อยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากถึง 5 ล้านไร่ ซึ่งการตัดอ้อยส่วนใหญ่จะใช้แรงงานคนมากถึง 60% และปัญหาที่พบ คือ แรงงานจะใช้วิธีการเผาอ้อยก่อนตัดเพื่อให้เก็บเกี่ยวได้ง่ายซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งทำให้น้ำตาลในอ้อยลดลงซึ่งบางพื้นที่ยังขาดแคลนแรงงานในการตัดอ้อยอีกด้วย บริษัทจึงได้ทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับงานไร่อ้อยโดยเฉพาะขั้นตอนการเก็บเกี่ยวอ้อยสด เพื่อเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนด้านแรงงานและประหยัดเวลา ซึ่งตอบโจทย์การทำไร่อ้อยในปัจจุบัน

โดยล่าสุด บริษัทได้เปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับงานไร่อ้อย ได้แก่ “เครื่องสางใบอ้อยตราช้าง รุ่น SLR110H” สำหรับแทรกเตอร์คูโบต้าขนาด 24-27 แรงม้า สามารถสางใบอ้อยได้เต็มประสิทธิภาพด้วยชุดโรลเลอร์ จำนวน 4 ชุด ที่มีรอบหมุนที่รวดเร็วมากกว่า 900 รอบต่อนาที ทำให้สามารถตีใบอ้อยได้ละเอียด ได้ลำอ้อยที่สะอาด และดีไซน์ทิศทางการหมุนให้เป็นแบบหมุนขึ้น เพื่อช่วยลดความเสียหายต่อลำอ้อย พร้อมออกแบบให้มีรัศมีการทำงานกว้างถึง 2.1 เมตรและมีระยะสางใบสูงสุด 2.3 เมตร ทำให้เกษตรกรมีพื้นที่ในการทำงานกว้างขึ้นสามารถเข้าไปตัดอ้อยสดได้ง่าย อีกทั้งยังมีชุดป้องกัน เศษใบอ้อยที่จะเข้าไปสะสมในส่วนต่างๆ ของตัวเครื่อง ช่วยให้ทำงานได้ต่อเนื่องสูงสุด 15 ไร่ต่อวัน และ “เครื่องตัดอ้อย ตราช้าง รุ่น SCR100” สำหรับแทรกเตอร์คูโบต้าขนาด 95 แรงม้า โดยการทำงานของเครื่องตัดอ้อยนั้นรวมการทำงานทั้งหมดไว้ในเครื่องเดียวจากการทำงานพร้อมกัน 4 ระบบ ประกอบด้วย ระบบชุดตัด ยอดอ้อยที่สามารถตัดยอดอ้อยได้ตั้งแต่ 1.5 – 4 เมตร ระบบชุดสางใบอ้อย ถูกออกแบบให้ชุดโรลเลอร์ มีรอบการหมุนที่รวดเร็วมากกว่า 900 รอบต่อนาที ทำให้ตีใบได้ละเอียด ลำอ้อยสะอาด ระบบชุดตัดโคนอ้อย สามารถตัดโคนอ้อยได้สม่ำเสมอชิดกับดิน และระบบชุดถาดรวมกอง ที่สามารถบรรทุกน้ำหนักอ้อยได้สูงสุด 500 กิโลกรัมช่วยเก็บรวมกองอ้อยที่ตัดเสร็จแล้วเพื่อรอคีบขึ้นรถบรรทุกต่อไป นอกจากนี้ยังออกแบบให้เข้าทำงานในแปลงอ้อยที่มีระยะร่องปลูกตั้งแต่ 1 เมตรขึ้นไป ช่วยลดข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่การทำงานตัดอ้อยได้ 40 – 80 ตันต่อวัน

“ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ที่ผ่านมา บริษัทไม่เคยหยุดวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยการสร้างสรรค์เครื่องจักรกลการเกษตรให้ตอบโจทย์การทำไร่อ้อยแบบมืออาชีพครบทุกขั้นตอนตั้งแต่เตรียมดิน เพาะปลูก บำรุงรักษา ไปจนถึงขนย้ายอ้อย เพื่อให้การทำการเกษตรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของสยามคูโบต้าสำหรับการเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมเกษตรเพื่ออนาคต” นายสมศักดิ์ กล่าว

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและพบเครื่องสางใบอ้อยตราช้าง รุ่น SLR110H ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และพบกับเครื่องตัดอ้อยตราช้าง รุ่น SCR100 ได้ในเดือนธันวาคมนี้ ที่ร้านค้าผู้แทนจำหน่ายสยามคูโบต้าใกล้บ้านท่านหรือติดต่อศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์สยามคูโบต้า โทร. 0-2909-1234