เกษตรกรรายได้เพิ่มเดือนละ6พัน ร่วมโครงการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม‘ไทยนิยม ยั่งยืน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378619

x

เกษตรกรรายได้เพิ่มเดือนละ6พัน ร่วมโครงการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม‘ไทยนิยม ยั่งยืน’

วันศุกร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวศิริพร บุญชู รักษาราชการแทนอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า กรมหม่อนไหมดำเนินงานโครงการการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน โดยกรมหม่อนไหมได้รับงบประมาณ 45.38 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่เขตภาคเหนือ ปรับเปลี่ยนมาประกอบอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม มีเป้าหมายเกษตรกร 800 ราย แบ่งออกเป็น 2 กิจกรรม คือ 1.กิจกรรมการเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม 200 ราย และ 2.กิจกรรมเลี้ยงไหมเพื่อผลิตแผ่นใยไหม 600 ราย โดยขั้นตอนการดำเนินงานเริ่มจากหน่วยงานภาครัฐประสานภาคเอกชนเพื่อวางแผนรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรตามช่วงระยะเวลาการผลิตและในราคาที่เหมาะสม ดำเนินการคัดเลือกเกษตรกร/พื้นที่ดำเนินการ วางแผนปรับพื้นที่เพื่อเตรียมการปลูกหม่อน และกิจกรรมการรวมกลุ่มกันผลิต โดยผู้นำชุมชน ผู้นำเกษตรกร และหน่วยงานของรัฐ ซึ่งกรมหม่อนไหมโดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ จะเป็นผู้วางแผนการผลิตท่อนพันธุ์หม่อนพันธุ์ดีและไข่ไหมพันธุ์ดีสนับสนุนเกษตรกร ฝึกอบรมเกษตรกรด้านการบริหารจัดการ การรวมกลุ่ม การทำบัญชีครัวเรือน และการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแบบเน้นหนัก นอกจากนี้ ยังให้การสนับสนุนเงินอุดหนุนในการสร้างโรงเลี้ยงเพื่อเตรียมการเลี้ยงไหม รายละ 20,000 บาท

จากการดำเนินงานที่ผ่านมาในปี 2561 โครงการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในพื้นที่เขตภาคเหนือ ของกรมหม่อนไหม สามารถเพิ่มจำนวนเกษตรกรด้านหม่อนไหม 800 ราย และเพิ่มพื้นที่ปลูกหม่อนได้ถึง 2,400 ไร่ เกษตรกรมีรายได้จากการเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมไม่น้อยกว่า 6,000 บาท/เดือน และมีรายได้จากการเลี้ยงไหมผลิตแผ่นใยไหมไม่น้อยกว่าเดือนละ 10,000 บาท นอกจากนี้ภาครัฐ ภาคเอกชน และกลุ่มเกษตรกร ได้ร่วมกันจัดทำแผนความต้องการรับซื้อแผ่นใยไหม เพื่อแปรรูปเป็นเครื่องสำอางส่งออกไปยังต่างประเทศต่อเนื่องถึงปี 2564 อีกจำนวน 5 ล้านแผ่น ซึ่งปัจจุบันปริมาณความต้องการผลผลิตรังไหมของภาคเอกชนยังมีจำนวนมากทั้งเพื่อการแปรรูปและผลิตเส้นไหมในภาคอุตสาหกรรม จึงเป็นโอกาสดีของเกษตรกรที่สนใจจะปรับเปลี่ยนอาชีพจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาเป็นการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

รายงานพิเศษ : ผนึกกำลัง 3 องค์กรใหญ่ ยกระดับสินค้าสหกรณ์ สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชนด้วยเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378622

รายงานพิเศษ : ผนึกกำลัง 3 องค์กรใหญ่ ยกระดับสินค้าสหกรณ์ สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชนด้วยเทคโนโลยี

รายงานพิเศษ : ผนึกกำลัง 3 องค์กรใหญ่ ยกระดับสินค้าสหกรณ์ สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชนด้วยเทคโนโลยี

วันศุกร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลังจากเปิดตัวโครงการ “ไมซ์เพื่อชุมชน” และมีสหกรณ์นำร่องที่มีศักยภาพรองรับอุตสาหกรรมไมซ์ จำนวน 35 แห่ง ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์และสำนักงานส่งเสริมการประชุมและนิทรรศการ (องค์กรมหาชน) หรือ TCEB เพื่อพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นแหล่งศึกษาดูงานที่มีเสน่ห์ แต่ในด้านความแตกต่าง ความโดนใจผู้บริโภค หรือความสามารถในการสื่อสารที่ชัดเจนของผลิตภัณฑ์อาจจะยังไม่ตอบโจทย์ในมิติของการเป็นแหล่งศึกษาดูงาน ผลิตภัณฑ์สหกรณ์จึงจำเป็นต้องพัฒนาต่อยอดทั้งการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถสะท้อนอัตลักษณ์ของสหกรณ์และชุมชนให้มีจุดขายด้านผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมือนใครเพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้เยี่ยมชมศึกษาดูงาน

ดังนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จัดโครงการ “โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาสินค้าสหกรณ์สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม” พัฒนาและปรับปรุงกระบวนการคิด การออกแบบ และการผลิตสินค้าและบรรจุภัณฑ์ของสหกรณ์ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้โดดเด่น มีอัตลักษณ์สอดคล้องกับวิถีชุมชนสหกรณ์ให้เป็นที่น่าจดจำขึ้น

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ต้องการต่อยอดสินค้าเกษตรของพี่น้องสมาชิกสหกรณ์ ในส่วนที่ผลิตสินค้าออกมาแล้วก็เจอปัญหามาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตลาด คุณภาพ ราคา เราได้หาหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับต่อยอดสินค้าโดยให้สหกรณ์เป็นตัวกลาง ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จาก วว. ได้เข้ามาช่วยในการที่จะให้สหกรณ์ภาคการเกษตรที่เข้ามาศึกษาดูงานในเรื่องของการพัฒนาสินค้า ผลิตภัณฑ์ และออกแบบบรรจุภัณฑ์ หลังจากนี้ไปคาดหวังว่าสหกรณ์การเกษตรจะเข้าไปดูแลจัดการสินค้า ยกระดับการแปรรูปสินค้า การเพิ่มมูลค่าสินค้า ให้กับพี่น้องสมาชิกสหกรณ์ และหวังว่าในแต่ละอำเภอหรือตำบลหรือชุมชน สินค้าสหกรณ์จะมีอัตลักษณ์ในแต่ละแห่ง ในการดำเนินการครั้งนี้เรามี TCEB มาช่วยส่งเสริมและพัฒนาการขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจ โดยเราจะดึงผู้ที่เข้าร่วมประชุมของ TCEB เข้าไปในสหกรณ์ภาคการเกษตรในการจัดประชุมหรือว่าซื้อสินค้าและรับรู้สินค้าของชุมชนและสหกรณ์ ซึ่งในวันนี้เราทำผนวกพร้อมกันไป 2 รายการ

สำหรับโครงการดังกล่าว จะมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจาก วว. TCEB และวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาอัตลักษณ์สินค้าและบรรจุภัณฑ์ เข้ามาให้ความรู้และฝึกปฏิบัติ Workshop รวมถึงศึกษาดูงานและวิเคราะห์กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์เพื่อเตรียมเป็นแหล่งศึกษาดูงานที่สหกรณ์นำร่อง “ไมซ์เพื่อชุมชน” ซึ่งคาดว่าตัวแทนสหกรณ์จะได้รับคำปรึกษาและพัฒนากระบวนการคิด การออกแบบ การผลิตสินค้าและบรรจุภัณฑ์ให้โดดเด่นสอดคล้องกับอัตลักษณ์ของสหกรณ์และวิถีชุมชนสามารถเพิ่มมูลค่าทางสังคมและทางเศรษฐกิจได้ และนำความรู้ไปเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นแหล่งศึกษาดูงานทั้งด้านผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของสหกรณ์หรือชุมชน สามารถสร้างความประทับใจในการมาศึกษาดูงานที่สหกรณ์ จนเกิดการบอกต่อและเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป

อย่างไรก็ตาม อยากให้ตัวแทนสหกรณ์การเกษตรที่เข้ามาดูงานในครั้งนี้กลับไปดูว่ามีสินค้าอะไรบ้างที่สามารถสร้างรายได้ให้กับสมาชิก และจะพัฒนาต่อยอดสินค้าให้เพิ่มมูลค่าได้อย่างไร วันนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์อยากจะเห็นสหกรณ์ต่างๆ เข้ามาขับเคลื่อนในการผลิตและการสร้างรายได้ ถ้าเราผลิตตามความต้องการของตลาดและให้สหกรณ์มายกระดับราคาสินค้าและหาตลาด เชื่อว่าในวันนั้นการผลิตสินค้าเกษตรจะของพี่น้องสมาชิกจะดีขึ้น

ด้าน นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศ (วว.) กล่าวว่า โดยปกติแล้ว วว. คือผู้ผลิตเทคโนโลยีรวมถึงการพัฒนาคุณภาพผลิตผลและการรับรองคุณภาพ เมื่อ วว. ลงพื้นที่ไปถ่ายทอดเทคโนโลยี เราจะใช้วิธีค้นหาผู้ประกอบการเอง ในความร่วมมือวันนี้เป็นอีกก้าวหนึ่งถือเป็นก้าวกระโดดในการพัฒนาผู้ประกอบการ เนื่องจากสหกรณ์การเกษตรมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว แต่อาจจะขาดในเรื่องของเทคโนโลยีบางส่วนที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานและให้มีความน่าเชื่อถือและน่าซื้อยิ่งขึ้นและคิดว่าการร่วมมือทั้ง 3 ฝ่าย ในครั้งนี้เป็นความร่วมมือที่ดี เนื่องจากสหกรณ์เป็นกลุ่มที่เข้มแข็ง วว. มีเทคโนโลยี และมี TCEB เป็นผู้ดูแลด้านการตลาด ซึ่งจะพัฒนาสหกรณ์ เกษตรกร หรือผู้ประกอบการภายใต้สหกรณ์ให้ก้าวกระโดด พร้อมกับเป็นการพัฒนาประเทศในที่สุด

โครงการดังกล่าว นับว่าเป็นความร่วมมือที่สามารถต่อยอดสินค้า สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้น รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกสหกรณ์ได้อย่างแท้จริง

แตกใบอ่อน : อาวุธปราบเพลี้ยอ่อนในฤดูหนาวแบบตายยกรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378296

807934531

แตกใบอ่อน : อาวุธปราบเพลี้ยอ่อนในฤดูหนาวแบบตายยกรัง

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เข้าสู่ปลายเดือนพฤศจิกายนแล้ว หลายจังหวัดของไทยก้าวสู่หน้าหนาวอย่างเต็มตัว และจะหนาวยาวนานเหมือนกับที่เขาพยากรณ์กันไว้หรือไม่ เนื่องด้วยปีนี้น้ำดี ฝนดี จึงคาดการณ์ว่าความหนาวเย็นก็น่าจะดีและยาวนานตามไปด้วย ซึ่งคนเก่าก่อนมักจะพูดว่าถ้าปีไหนหนาวนาน ปีนั้นผลหมากรากไม้จะติดดอกออกผลดี ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก (Supply) ถ้าผู้บริโภคมีความต้องการน้อย (Demand) ราคาก็จะถูก แต่ถ้าความต้องการในการบริโภคมีสูงกว่าผลผลิต ราคาผลิตผลทางภาคการเกษตรในปีนั้นก็จะแพง และส่วนใหญ่แล้วอะไรก็ตามที่ถูกผลิตออกมามากๆ ราคามักจะตกต่ำ โดยเฉพาะผลิตผลภาคการเกษตร

แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวและแล้ง ผืนดินรอบโคนต้นและทรงพุ่มแห้ง ได้รับไนโตรเจนน้อยและเปลี่ยนแปลงไปสะสมแป้งและน้ำตาลแทน กระบวนการนี้ถ้าไนโตรเจนน้อยกว่าคาร์บอน พืชก็จะเจริญและพัฒนาไปเป็นตาดอกได้ง่าย เกษตรกรจึงมักนิยมใช้ฮอร์โมนไข่ น้ำตาลทราย ปุ๋ยโมโนโพแทสเซียมไนเตรท ปุ๋ยโพแทสเซียมเข้ามาช่วยกระตุ้นให้พืชออกดอกได้ง่ายขึ้นในช่วงนี้ ความหวานของพืชในช่วงฤดูกาลนี้ ดึงดูดให้กลุ่มแมลงปากดูดเข้ามาสร้างอาณาจักรในเรือกสวนไร่นามากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเพลี้ยอ่อน ซึ่งสามารถออกไข่ขยายพันธุ์ได้คราวละ 200-300 ฟอง เมื่อตัวอ่อนฟักออกจากไข่และเกาะกลุ่มรวมตัวทับซ้อนกันอย่างหนาแน่น เกษตรกรที่ใช้สารเคมีฉีดพ่นแล้วไม่ได้ผลก็มาจากสาเหตุนี้ด้วยเช่นกัน คือยาเคมีทำลายได้แต่ตัวพ่อแม่ที่อยู่ด้านบน แต่ไม่สามารถซึมซาบลงมาฆ่าตัวอ่อนที่อยู่ด้านล่างได้ ยิ่งจ้างคนงานที่ฉีดพ่นสารเคมีด้วยความฉาบฉวย ทำแบบขอไปที เดินเร็วเกินไป ยิ่งทำให้ผลลัพธ์ก็ยิ่งแย่ลงไปอีก

การแก้ปัญหาเรื่องนี้สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงเปลี่ยนจากอาวุธธรรมดา มาเป็นอาวุธชีวภาพ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตสามารถแพร่กระจายขยายพันธุ์ส่งผลทำให้เพลี้ยอ่อนนั้นตายแบบยกรังได้เช่นเดียวกัน การใช้จุลินทรีย์บิวเวอร์เรีย ที่มีชื่อการค้าว่า
“คัทออฟ (cut off)” โดยเสริมด้วยตัวทำลายคราบไขมันของเพลี้ยเสียก่อน โดยการใส่สารจับใบ (ชื่อการค้า “ม้อยเจอร์
แพล้นท์)” หรือ “ไบโอฟิล์ม 200” หรือบางคนอาจจะชอบน้ำยาล้างจานก็ได้ (แต่ปัจจุบันสารจับใบคุณภาพดีราคาเหมาะสมก็มีให้เลือกมากมาย) ลงไปเสียก่อน แล้วจึงเติมเชื้อสำเร็จรูป “บิวเวอร์เรีย (Beauveria Bassiana spp.)” ลงไปในอัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 3–7 วัน สปอร์ของ “บิวเวอร์เรีย (Beauveria Bassiana spp.)” เมื่อผสมกับสารจับใบจึงมีประสิทธิภาพในการเกาะยึดกับตัวเพลี้ยอ่อนและความชื้นที่ซึมซาบเข้าสปอร์ได้ง่าย จึงทำให้เกิดการเจริญเติบโตงอกเป็นเส้นใยทะลุทะลวงทำลายกลุ่มก้อนของประชากรเพลี้ยอ่อนลงไปได้โดยง่าย โดยคุณสมบัติที่เขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถแพร่กระจายได้

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

(ไทยกรีน อะโกร)

ดัน5มาตรการแก้ปัญหาราคายาง n ชงแผนรณรงค์เปลี่ยนล้อรถปีใหม่-กระตุ้นรับซื้อวัตถุดิบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378297

x

ดัน5มาตรการแก้ปัญหาราคายาง n ชงแผนรณรงค์เปลี่ยนล้อรถปีใหม่-กระตุ้นรับซื้อวัตถุดิบ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การแก้ไขปัญหาราคายางพาราในประเทศไทยให้ยั่งยืนและไม่มีผลกระทบต่อระบบการคลังของประเทศ คือ ลดพึ่งพาการส่งออก กระทรวงเกษตรฯ จึงเสนอแนวทางต่อคณะกรรมการยางพาราและ
คณะกรรมการนโยบายยางพาราธรรมชาติ เพื่อแก้ปัญหาในระยะเร่งด่วน คือ 1) จัดทำโครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางเป็นรายครอบครัว เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 2) ลดปริมาณการผลิตยางพารา โดยส่งเสริมให้มีการปรับเปลี่ยนต้นยางพาราที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป หรืออายุ 15 ปี ที่มีต้นโทรมให้น้ำยางน้อยไม่คุ้มค่าเพื่อไปปลูกพืชอื่นๆ 3) กระตุ้นเกษตรกรร่วมโครงการฝากน้ำยางไว้กับต้นยางช่วงราคาตกต่ำหรือหยุดกรีดยาง (tapping holiday) เป็นเวลา 1 – 2 เดือน ซึ่งจะทำให้ยางพาราลดลงจากตลาดไปในทันทีจำนวน 5 แสนตันต่อเดือน

4) ขอความร่วมมือบริษัทหรือภาคเอกชนที่มีธุรกิจแปรรูปหรือโรงงานอุตสาหกรรมผลิตล้อยางส่งขายในต่างประเทศและหรือภายในประเทศ ให้เข้าร่วมรณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนเปลี่ยนยางล้อรถยนต์ในช่วงเทศกาลปีใหม่เพื่อความปลอดภัยทางถนนในราคาถูก โดยให้ประชาชนได้สิทธิ์ทำใบเสร็จซื้อยางล้อรถยนต์ไปลดภาษีเงินได้บุคคลหรือนิติบุคคลประจำปี ในขณะที่บริษัทเอกชนหรือโรงงานที่เข้าร่วมโครงการผลิตล้อรถยนต์ราคาถูกก็จะได้สิทธิพิเศษทางภาษีเช่นกัน และ 5) ส่งเสริมและเร่งรัดการใช้ยางพาราในประเทศให้มากขึ้นอย่างเร่งด่วน โดยส่งเสริมการใช้ยางพาราและผลิตภัณฑ์จากยางพาราในทุกรูปแบบ โดยเริ่มจากหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ และขยายไปสู่ตลาดหรืออุตสาหกรรมอื่นๆ ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกันเผยแพร่ข้อเท็จจริงดังกล่าว ให้ประชาชนได้รับทราบกันทุกช่องทาง และให้เน้นย้ำว่ามาตรการและวิธีการดังกล่าวข้างต้น เป็นการดำเนินการในระยะเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรเท่านั้น

สศก.เตือนจับตาข้าวหอมมะลิปลอมปน ชี้ผลผลิตลดดันราคาพุ่งทำเสี่ยง-รัฐเร่งเข็น10โครงการสู้แล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378298

x

สศก.เตือนจับตาข้าวหอมมะลิปลอมปน ชี้ผลผลิตลดดันราคาพุ่งทำเสี่ยง-รัฐเร่งเข็น10โครงการสู้แล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่สำรวจและการคาดการณ์ผลผลิตข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2561/62 เพื่อนำไปใช้ในการบริหารจัดการผลผลิตข้าวตามแผนข้าวครบวงจรได้อย่างถูกต้อง ในพื้นที่แหล่งผลิต 8 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก นครสวรรค์ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา และ
อุบลราชธานี พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบปัญหาภัยแล้ง และฝนทิ้งช่วง ทำให้ต้นข้าวแห้งตาย ได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง เกษตรกรบางรายไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ จึงคาดว่าปริมาณข้าวหอมมะลิปีเพาะปลูก 2561/62 จะลดลง สวนทางกับราคาข้าวที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ดี อาจทำให้เกิดปัญหาการปลอมปน โดยนำข้าวสายพันธุ์อื่นมาผสมกับข้าวหอมมะลิ ทำให้คุณภาพของข้าวลดลง จึงขอให้เกษตรกรดูแลคุณภาพผลผลิตเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา นอกจากนี้ขอให้ระวังกลุ่มมิจฉาชีพฉวยโอกาสหลอกลวง
เกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยมีพฤติกรรมชักจูงว่าจะรับซื้อข้าวเปลือกในราคาสูงกว่าท้องตลาด แล้วจ่ายเงินเพียงบางส่วนหรือจ่ายเงินเชื่อ อาจทำให้ถูกฉ้อโกงได้

ด้านราคาข้าว พบว่า ตั้งแต่ มกราคม – พฤศจิกายน 2561 ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้อยู่ในเกณฑ์ดี โดยราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ เฉลี่ยตันละ 15,105 บาท และข้าวเปลือกเจ้า ความชื้น 15% เฉลี่ยตันละ 7,716 บาท สูงขึ้นจากของช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 48.29 และ ร้อยละ 0.27 ตามลำดับ เนื่องจากข้าวไทยยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับผลผลิตข้าวหอมมะลิ ปี 2561 ประสบปัญหาภัยแล้งในบางพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดลดลง

สำหรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2561/62 ภาครัฐได้ดำเนินการ 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการผลิต 7 โครงการ คือ 1) โครงการส่งเสริมระบบการเกษตรแบบนาแปลงใหญ่ 2) โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ 3) โครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง 4) โครงการส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแม่นยำสูง 5) โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพชั้นเลิศ 6) โครงการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวพันธุ์ กข 43 เพื่อสุขภาพแบบครบวงจร 7) โครงการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง และด้านการตลาด 3 โครงการ คือ 1) โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีและการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว 2) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร และ 3) โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก

เดินหน้าพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง เตรียมความพร้อมสู่‘ไทยแลนด์4.0’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378299

เดินหน้าพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง  เตรียมความพร้อมสู่‘ไทยแลนด์4.0’

เดินหน้าพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง เตรียมความพร้อมสู่‘ไทยแลนด์4.0’

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ Smart Farmer Core Team ระดับเขตและจังหวัด เตรียมความพร้อมทีมเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรให้พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรกรให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง เตรียมความพร้อมสู่ไทยแลนด์ 4.0

นายสำราญ สาราบรรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในปี 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรตั้งเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรไทย จำนวน 17,640 ราย ให้เป็นผู้ประกอบการเกษตรที่มีการใช้เทคโนโลยีและการดำเนินธุรกิจอย่างทันยุคสมัย มีความเข้มแข็งและพึ่งพาตัวเองได้ เพื่อพัฒนาต่อยอดเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ต่อไป

การพัฒนาเกษตรกรจะยึดหลัก “เกษตรกรเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” บนหลักการการเรียนรู้ตลอดชีวิต การมีส่วนร่วมและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็น “ผู้จัดการเรียนรู้” และใช้กระบวนการกลุ่มเป็นกลไกการขับเคลื่อนตามกระบวนการพัฒนา รวมทั้งเสริมทักษะการเป็นผู้ประกอบการเกษตรด้วยการใช้แผนผลิตรายบุคคล (IFPP) เป็นแนวทางในการประกอบกิจกรรมการเกษตรของตนเอง ทั้งในด้านการจัดการผลผลิต การตลาด รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการลดต้นทุนและขยายโอกาสทางการแข่งขัน ต่อยอดไปสู่การทำแผนธุรกิจในอนาคต และขยายผลสู่การจัดทำแผนการผลิตรายกลุ่มต่อไป เพื่อให้เกิดการพัฒนาเกษตรกรอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ การสร้างความเข้าใจในการดำเนินงานให้กับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง รวมถึงพัฒนาทักษะความสามารถการใช้กระบวนการกลุ่มเพื่อพัฒนาเกษตรกร และทักษะการจัดทำแผนการผลิตรายบุคคล ให้มีความเข้าใจและสามารถนำไปถ่ายทอดให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องครบถ้วน

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’หนุนเยาวชน เรียนรู้การทำบัญชีผ่านกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378301

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’หนุนเยาวชน  เรียนรู้การทำบัญชีผ่านกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’หนุนเยาวชน เรียนรู้การทำบัญชีผ่านกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดอบรม หลักสูตร “การจัดทำบัญชี กิจกรรมสหกรณ์นักเรียน ปี 2562” ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการอบรมได้ทราบถึงพระราชดำริ และการสนองงานเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน ในโครงการตามพระราชดำริ ปลูกฝังเยาวชนให้ตระหนักถึงการจดบันทึกบัญชีเป็นประจำ จะทำให้รู้รายรับ รายจ่าย และเงินออม ซึ่งเป็นการสร้างวินัยทางการเงินกับตัวเองและครอบครัวรวมถึงขยายเครือข่ายไปยังผู้ปกครองและชุมชน ให้สามารถนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างมีภูมิคุ้มกัน

 

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดยสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์กรุงเทพมหานคร ได้จัดทำโครงการอบรมหลักสูตร “การจัดทำบัญชีกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน ปี 2562” ตาม
พระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้ทราบถึงพระราชดำริและการสนองงาน เกี่ยวกับแนวทางการดำเนินกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในโครงการตามพระราชดำริ ตลอดจนการจัดทำรายงานทางการเงินและการนำข้อมูลทางการเงินไปใช้ในการบริหารจัดการกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน รวมทั้งนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของตนเองและครอบครัว โดยได้ร่วมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ โรงเรียนในโครงการพระราชดำริ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และกรมประมง เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ โดยส่งเสริมให้ครูและนักเรียนผู้รับผิดชอบกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน ได้มีความรู้และเข้าใจในเรื่องหลักการสหกรณ์ เรียนรู้ในเรื่องกิจกรรมที่เกี่ยวข้องถ่ายทอดให้แก่ครูไปสู่นักเรียน เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้ฝึกหัดด้านบัญชีและการคิดคำนวณ พัฒนาโรงเรียนให้สามารถจัดการเรียนการสอนการทำบัญชีสหกรณ์ในกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมร้านค้า เกษตร ออมทรัพย์ และโครงการอาหารกลางวัน สามารถบันทึกบัญชีของกิจกรรมสหกรณ์แต่ละผลผลิตได้ถูกต้อง นอกจากนี้ ยังให้เรียนรู้การบันทึกบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง บัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันตนเองและขยายผลไปยังผู้ปกครองและชุมชนต่อไป โดยจัดอบรม ณ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ มีผู้เข้ารับการอบรมเป็นครูและนักเรียนผู้รับผิดชอบสหกรณ์นักเรียน แบ่งออกเป็นโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 25 โรงเรียน และโรงเรียนในสังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 2 โรงเรียน มีครูผู้รับผิดชอบกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน จำนวน 27 คน และนักเรียน จำนวน 82 คน รวมทั้งสิ้น 109 คน

 

ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ร่วมสนองงานตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งทรงให้ความสำคัญกับการบันทึกบัญชีและส่งเสริมให้มีการบันทึกบัญชี โดยสอดแทรกในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องถ่ายทอดให้แก่ครูไปสู่นักเรียน เพื่อฝึกหัดให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ด้านการบัญชีและการคิดคำนวณเลข ฝึกให้นักเรียนรู้จักการบริหารกิจกรรมสหกรณ์กันเอง จะได้ใช้เป็นพื้นฐานในการบริหารกิจการตนเองในอนาคต นอกจากนี้ ยังฝึกให้มีวินัยทางการเงินโดยบันทึกบัญชีรับจ่ายส่วนตัวของนักเรียนและขยายไปยังครัวเรือนและชุมชน ได้เรียนรู้การทำบัญชีรับจ่ายและบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ สำหรับโรงเรียนที่มีความพร้อมให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการบัญชี เพื่อขยายผลจากโรงเรียนสู่ชุมชนในพื้นที่ โดยนำข้อมูลจากการบันทึกบัญชีไปใช้ในการวางแผนและประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิตประจำวันต่อไป

“การส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ด้านการจัดทำบัญชี และนำไปใช้ในการบริหารกิจกรรมสหกรณ์ของโรงเรียน นอกจากสามารถเป็นพื้นฐานในการบริหารกิจการตนเองได้ในอนาคต ยังสร้างวินัยทางการเงิน ช่วยพัฒนาอุปนิสัยให้รู้จักการออม ใช้เงินอย่างคุ้มค่า มีความซื่อสัตย์ เป็นการพัฒนาสู่ความพอเพียง สู่อนาคตที่เจริญอย่างยั่งยืน” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

ฝนหลวงฯส่งหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ช่วยภัยแล้ง’กาญฯ’กว่า1.25 แสนไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378375

ฝนหลวงฯส่งหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ช่วยภัยแล้ง'กาญฯ'กว่า1.25 แสนไร่

ฝนหลวงฯส่งหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ช่วยภัยแล้ง’กาญฯ’กว่า1.25 แสนไร่

วันพุธ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 18.45 น.

21 พ.ย.61พ.ย.นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ได้ปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงไป เมื่อวันที่ 15 พ.ย. เพราะเข้าสู่ฤดูหนาวที่สภาพอากาศไม่มีความเหมาะสมต่อการปฏิบัติการฝนหลวง และพื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่อยู่ในระยะการเก็บเกี่ยว ทั้งนี้ได้เปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วขึ้นที่ จ.นครสวรรค์ เพื่อติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์ความต้องการน้ำอย่างต่อเนื่องทุกวัน และพร้อมปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ลุ่มรับน้ำที่มีการร้องขอหากมีสภาพอากาศที่เหมาะสม

ซึ่งเมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา  ได้ขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรนอกเขตชลประทานของ จ.กาญจนบุรี ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่การเกษตรของ อ.บ่อพลอย อ.หนองปรือ และ อ.ศรีสวัสดิ์ ช่วยให้บริเวณพื้นที่ที่มีความแห้งแล้งและ มีชนิดพืชที่เพาะปลูกอยู่ในระหว่างกำลังเจริญเติบโต เช่น ข้าว2,822 ไร่ อ้อย 61,028 ไร่ ข้าวโพด 36,655 ไร่ มันสำปะหลัง 12,250 ไร่ ยางพารา  5,024 ไร่ สับปะรด  5,598 ไร่ และพืชชนิดอื่นๆ  1,636 ไร่ รวม 125,013 ไร่ มีน้ำหล่อเลี้ยงให้เติบโตได้ดี ซึ่งในระหว่างนี้เตรียมพร้อมการซ่อมบำรุงอากาศยาน บุคลากรด้านการบินและนักวิทยาศาสตร์ ให้พร้อมที่จะทำฝนหลวงสู้ภัยแล้งปี62ได้มีประสิทธิภาพ

กาฬสินธุ์เปิดฤดูกาลหีบอ้อย คาดเงินสะพัดสู่มือเกษตรกร5พันล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378245

กาฬสินธุ์เปิดฤดูกาลหีบอ้อย คาดเงินสะพัดสู่มือเกษตรกร5พันล้านบาท

กาฬสินธุ์เปิดฤดูกาลหีบอ้อย คาดเงินสะพัดสู่มือเกษตรกร5พันล้านบาท

วันพุธ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 13.20 น.

อุทยานมิตรผลกาฬสินธุ์นำส่วนราชการและเกษตรกรชาวไร่อ้อยจัดกิจกรรมประเพณีโยนอ้อยฤดูกาลเปิดหีบ 2561/62 เข้มแนวทางปฏิบัติการขนส่งอ้อยเข้าสู่โรงงาน พร้อมรณรงค์ตัดอ้อยสด สะอาด ยอดสั้น คีบอ้อยสะอาด ปราศจากดินทรายและสิ่งเจือปน คาดผลผลิตเข้าสู่โรงงานมากถึง 5 ล้านตัน เงินสะพัดถึงมือเกษตรกรกว่า 5 พันล้านบาท

21 พ.ย.61 ที่โรงงานน้ำตาลมิตรผลกาฬสินธุ์ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ นายวิชรัตน์ บุปผาพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานอ้อย นายอภิวัฒน์ บุญทวี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานอ้อย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 นายเทวกุล ปัทมะสุวรรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานโรงงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายคมสันต์ เหล่าจูม ผู้อำนวยการโรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ นายคำสี แสนศรี ผู้อำนวยการด้านอ้อย ร่วมกันจัดกิจกรรมประเพณีโยนอ้อย ถือเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยในวันเปิดฤดูกาลหีบอ้อยประจำปีการผลิต 2561/62 โดยมี พ.ต.อ.รัตนทัต ศรีพล ผกก.สภ.กุฉินารายณ์ พร้อมด้วยส่วนราชการ สมาคมชาวไร่กาฬสินธุ์ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน สถานศึกษา พนักงาน และเกษตรกรชาวไรอ้อยเข้าร่วมจำนวนมาก

โดยกิจกรรมในงานมีการมอบรางวัลให้แก่เกษตรกรและคนขับรถบรรทุกอ้อยที่มีผลผลิตสูงและปฏิบัติตามกฎระเบียบในการขนส่งอ้อยในปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งรณรงค์ใช้สายรัดอ้อยป้องกันการตกหล่นระหว่างการขนส่ง และรณรงค์ให้เกษตรกรชาวไร่ตัดอ้อยสด สะอาด ยอดสั้น คีบอ้อยสะอาด ปราศจากดินทรายและสิ่งเจือปน เพื่อที่จะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

นายอภิวัฒน์ บุญทวี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานอ้อย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 กล่าวว่า สำหรับวันนี้เป็นการโยนอ้อย ซึ่งถือเป็นประเพณีที่โรงงานร่วมกับส่วนราชการและเกษตรกรจัดขึ้นทุกปี เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่ามีความพร้อมในการเปิดหีบอ้อยและถือเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยในวันเปิดฤดูกาลหีบอ้อยประจำปี โดยในปีนี้โรงงานน้ำตาลมิตรผลกาฬสินธุ์มีเป้าหมายในการหีบอ้อยและคาดว่าอ้อยจะเข้ามาในโรงงานไม่ต่ำกว่า 5 ล้านตัน โดยเป็นอ้อยของเกษตรกาฬสินธุ์ 3.6 ล้านตัน ส่วนอีก 1.4 ล้านตัน มาจาก จ.อำนาจเจริญ และ จ.ร้อยเอ็ด ค่าความหวานไม่ต่ำกว่า 11.10 ccs ซึ่งทางโรงงานพยายามทำให้ผลผลิตอ้อยมีประสิทธิภาพมากที่สุด

นายอภิวัฒน์ กล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์อ้อยในปีนี้ถึงแม้ราคาจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ได้รับความอนุเคราะห์จากรัฐบาลและทางภาครัฐที่เข้ามาดูแลในเรื่องของเงินค่าปัจจัยการผลิตตันละ 50 บาท และส่วนต่างของราคาอีกตันละ 70 บาท รวมแล้วไม่ต่ำกว่าตันละ 120 บาท ซึ่งหากรวมค่าความหวานแล้วราคารับซื้ออ้อยของโรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์นั้นไม่ต่ำกว่าตันละ 1,000 บาท จากเดิมราคาตันละประมาณ 900-950 บาท ซึ่งถือว่าอยู่ในราคาที่รับได้ของเกษตรกรชาวไร่อ้อย คาดว่าจะมีเงินสะพัดสู่มือพี่น้องเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท

นายอภิวัฒน์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามในปีนี้ทางโรงงานยังคงเน้นในเรื่องของการณรงค์การทำให้อ้อยราคาดีที่สุดคือการตัดอ้อยสด สะอาด เข้าโรงงาน ลดอ้อยไฟไหม้ อย่าเผาอ้อยโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้คุณภาพของอ้อยลดน้อยลง ซึ่งในปีนี้จะมีรถตัดอ้อยที่จะเข้ามาตัดอ้อยเพิ่มขึ้นประมาณ 9 แสนตัน ซึ่งจะทำให้ปริมาณอ้อยลดเพิ่มขึ้น ลดมลภาวะทางด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีการรณรงค์โดยการกำชับและเน้นให้รถบรรทุกอ้อยส่งเข้าโรงงานทุกคันปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยจะต้องมีสายรัดอ้อย ไม่บรรทุกสูงเกิน 3.80 เมตร ไม่ให้อ้อยตกหล่นตามท้องถนน ส่วนการส่งเสริมในปีหน้า แม้ราคาอ้อยปัจจุบันจะเป็นอย่างนี้ทางโรงงานจะยังคงส่งเสริมให้เกษตรกรเพราะปลูกอ้อยให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เพราะคาดว่าราคาอ้อยจะในปีหน้าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้

เกษตรฯพัฒนา‘หมอพืช’4ภาค เปิดหลักสูตรติวเข้มจนท.ทั่วปท. ปูพรมเปิดคลินิกดูแล‘เกษตรกร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378062

x

เกษตรฯพัฒนา‘หมอพืช’4ภาค เปิดหลักสูตรติวเข้มจนท.ทั่วปท. ปูพรมเปิดคลินิกดูแล‘เกษตรกร’

วันพุธ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เกษตรฯพัฒนา‘หมอพืช’4ภาค 

เปิดหลักสูตรติวเข้มจนท.ทั่วปท.

ปูพรมเปิดคลินิกดูแล‘เกษตรกร’

เข้มป้องกันศัตรู-ปกป้องผลผลิต

 

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การวินิจฉัยศัตรูพืช และการจัดการศัตรูพืชนั้น มีความสำคัญต่อการส่งเสริมการเกษตรอย่างมาก ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรมีบทบาทหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้มีขีดความสามารถในการผลิตและจัดการสินค้าเกษตรตามความต้องการของตลาด ตลอดจนให้บริการทางการเกษตร ตามสภาพปัญหาและความต้องการของเกษตรกร เช่น บริการตรวจวินิจฉัยและให้คำแนะนำในการจัดการศัตรูพืช โดยในปีงบประมาณ 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรวางแผนเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจและพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่อารักขาพืชอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานอารักขาพืชได้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ภูมิภาคต่างๆ และให้คำแนะนำในฐานะหมอพืชแก่เกษตรกรได้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

กรมส่งเสริมการเกษตรมีหน่วยงานที่รับผิดชอบงานด้านอารักขาพืชที่ชัดเจน โดยมีกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย เป็นศูนย์กลาง มีศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช 9 ศูนย์ กระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ตลอดจน
เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านอารักขาพืชอยู่ในทุกอำเภอและจังหวัด ซึ่งในปีงบประมาณ 2562 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเจ้าหน้าที่อารักขาพืช หลักสูตรการเป็นหมอพืชและการดำเนินงานคลินิกพืช โดยเริ่มจัดขึ้นที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ในระหว่างวันที่ 19-23 พฤศจิกายน 2561 และจัดจนครบทั้ง 4 ภาค ในต้นปี 2562 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และกำหนดแนวทาง การพัฒนา วางแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการอารักขาพืชให้มีประสิทธิภาพเป็นทิศทางเดียวกัน

สำหรับ อ.เมือง จ.ขอนแก่น มีการลงพื้นที่ฝึกปฏิบัติการให้บริการคลินิกพืช ใน 3 จุด คือ จุดที่ 1 กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านโนนเขวา หมู่ที่ 3 ต.ดอนหัน จุดที่ 2 ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หมู่ที่ 8 ต.หนองตูม จุดที่ 3 แปลงใหญ่ไม้ผล (ฝรั่ง) หมู่ที่ 4 ต.บึงเนียม มีหมอพืชเข้าร่วมอบรม รวมทั้งสิ้น 109 คน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช สำนักงานเกษตรอำเภอและจังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ หนองคาย เลย ชัยภูมิ และสุรินทร์ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 จ.ขอนแก่น (สสก.ที่ 4) และ สสก.ที่ 7 จ.นครราชสีมา และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมสังเกตเรียนรู้อาการผิดปกติของพืชจากสาเหตุต่างๆเทคนิคการวินิจฉัยศัตรูพืช ความแตกต่างของการวินิจฉัยศัตรูพืชในแปลงและห้องปฏิบัติการ การจัดการศัตรูพืช การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการศัตรูพืช ตลอดจนการลงพื้นที่ฝึกปฏิบัติการให้บริการคลินิกพืช

ปัจจุบันประเทศไทยมีเนื้อที่ถือครองทางการเกษตรประมาณ 150 ล้านไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่สำหรับการผลิตพืชมากกว่าร้อยละ 90 ของพื้นที่ถือครองทางการเกษตรทั้งหมด จำนวนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรมีมากกว่า 7.9 ล้านครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันปัญหาเกี่ยวกับการเข้าทำลายของศัตรูพืชทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้พืชอ่อนแอ ผลผลิตการเกษตรเกิดความเสียหายและมีปริมาณลดลง จึงจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพในการจัดการศัตรูพืช เพื่อให้ได้ผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด และยกระดับมาตรฐานการผลิตของเกษตรกร