สภาเกษตรกรฯผนึกกำลังสอท. สร้าง‘ผู้ประกอบการสมัยใหม่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379109

x

สภาเกษตรกรฯผนึกกำลังสอท. สร้าง‘ผู้ประกอบการสมัยใหม่’

วันจันทร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเกษตรกรไทยมักประสบปัญหาหลักด้านการตลาด ขายได้ในราคาที่เป็นธรรม ถูกเอารัดเอาเปรียบไม่สามารถต่อรองราคาได้ทำให้เกิดปัญหาด้านหนี้สินตามมา สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงกับสถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางด้านการตลาด เป็นการพัฒนาภาคเกษตรให้ผลิตสินค้าคุณภาพเพื่อการส่งออก และพัฒนาผลผลิตไปสู่การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร โดยใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีมาบริหารจัดการผลผลิตและผลิตภัณฑ์ ให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด นับเป็นความร่วมมือที่จะก่อให้เกิดความเข้มแข็งทั้งภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรมเกษตรในอนาคต

ด้าน นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า การร่วมมือครั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมกับการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากภาคเกษตรกรรม รวมทั้งมีแผนที่จะร่วมมือส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการด้านการเกษตรสมัยใหม่ (Smart Agri Entrepreneur) ให้มากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากภาคเกษตรควบคู่ภาคอุตสาหกรรมเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต ซึ่ง สอท. ได้มอบหมายให้ สถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร จัดทำโครงการยกระดับการพัฒนาคุณภาพสินค้าและการผลิตทางด้านการเกษตรต่างๆ ให้เข้าถึงอุตสาหกรรมการเกษตรสมัยใหม่ได้สะดวกยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรใหม่ๆ เพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรมากขึ้น

ด้าน นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล ประธานสถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการแปรรูปทางการเกษตร ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด สร้างความสมดุลและเสถียรภาพให้กับราคาสินค้าเกษตร ช่วยยกระดับพัฒนาความรู้เกษตรกร รวมถึงการสร้างเครือข่าย ด้วยการผลิตเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ สู่การเป็นเกษตรกรมืออาชีพ

ยึดแนวพระราชดำริแก้น้ำท่วมนครฯ กรมชลเร่งขับเคลื่อนแผนงานให้แล้วเสร็จภายใน3ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379110

x

ยึดแนวพระราชดำริแก้น้ำท่วมนครฯ กรมชลเร่งขับเคลื่อนแผนงานให้แล้วเสร็จภายใน3ปี

วันจันทร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ทำให้ทรัพย์สินของประชาชนได้รับความเสียหายจำนวนมาก โดยกรมชลประทานได้เร่งระดมเครื่องสูบน้ำ เพื่อระบายน้ำท่วมในเขตตัวเมืองแล้ว

ทั้งนี้กรมชลประทานเคยได้ทำการศึกษาทางอุทกวิทยาพบว่า น้ำที่ท่วมตัวเมืองนครศรีธรรมราชมาจากคลองท่าดี ซึ่งคลองท่าดีจะไหลไปลงคลองต่างๆ และออกทะเลที่คลองท่าซักและคลองปากนคร แต่ทั้ง 2 คลองนี้ มีขีดความสามารถระบายน้ำรวมกันได้เพียง 268 ลบ.ม./วินาที ในขณะที่ปริมาณน้ำในคลองท่าดีช่วงฝนตกหนัก มีค่าเฉลี่ยในรอบ 25 ปี อยู่ที่ 750 ลบ.ม./วินาที ซึ่งมากกว่าขีดความสามารถของคลองท่าดีที่ระบายน้ำได้เพียง 100 ลบ.ม./วินาที จึงทำให้เกิดน้ำท่วมทุกปี

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหา กรมชลประทาน ได้น้อมนำพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งประกอบด้วยงานสำคัญ คือ การขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ 3 สาย สามารถระบายน้ำได้ 650-750 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที พร้อมกับปรับคลองวังวัว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำเป็น 850 ลบ.ม.ต่อวินาที และปรังปรุงคลองหัวตรุด ให้สามารถระบายน้ำได้ 100 ลบ.ม.ต่อวินาที เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถบรรเทาอุทกภัยในเขตเมืองนครศรีธรรมราชและลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณร้อยละ 90 ครอบคลุม 12 ตำบล มีประชาชนได้รับประโยชน์ 32,253 ครัวเรือน และยังสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ประมาณ 5.5 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 17,400 ไร่ โดยขณะนี้ได้สำรวจและออกแบบโครงการแล้วเสร็จแล้ว กำลังอยู่ระหว่างประชาสัมพันธ์และชี้แจงทำความเข้าใจกับราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการ ซึ่งรัฐบาลได้เร่งรัดดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี (ปี 2561-2563) ตามมติคณะรัฐมนตรี วงเงินงบประมาณโครงการทั้งสิ้น 9,580 ล้านบาท

ผุดเครือข่ายเกษตรกรปลอดเผา สร้างเครือข่ายต้นแบบ70ตำบลภาคเหนือลดหมอกควัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379111

x

ผุดเครือข่ายเกษตรกรปลอดเผา สร้างเครือข่ายต้นแบบ70ตำบลภาคเหนือลดหมอกควัน

วันจันทร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน มักประสบปัญหาหมอกควันปกคลุมและเกิดมลพิษทางอากาศเป็นประจำทุกปี โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเผาในที่โล่งทั้งพื้นที่ป่าและพื้นที่การเกษตร ดังนั้น จึงจำเป็นต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจให้เกษตรกรตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และนำเสนอทางเลือกในการใช้เทคโนโลยีการเกษตรทดแทนการเผา สร้างการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการป้องกันและแก้ไขปัญหา

สำหรับปี 2562 มีเป้าหมายถ่ายทอดความรู้และพัฒนาศักยภาพแก่เกษตรกร จำนวน 15,720 ราย มุ่งเน้นสร้างเกษตรกรและชุมชนต้นแบบที่มีการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการเผาได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้กลไกของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อเป็นจุดเรียนรู้และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นที่มีปัญหาการเผา ส่งเสริมให้มีการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรทดแทนการเผาทำลาย ปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตจากเดิม มุ่งสู่การทำการเกษตรปลอดการเผาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสร้างเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบปลอดการเผา 70 ตำบลใน 10 จังหวัดภาคเหนือที่ประสบปัญหารุนแรง ประกอบด้วย น่าน เชียงราย ตาก ลำปาง พะเยา แพร่ เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน และอุตรดิตถ์ และในพื้นที่ 16 จังหวัดนอกเหนือจาก 10 จังหวัดเดิม ที่มีพื้นที่การเผาสูง ได้แก่ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครนายก นครพนม นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ ร้อยเอ็ด ลพบุรี สกลนคร และอุดรธานี รวม 26 จังหวัด เพื่อให้เกษตรกรตระหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่การทำการเกษตรแบบปลอดการเผา

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้เร่งพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในด้านความรู้และทักษะเชิงกระบวนการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรปลอดการเผา รวมถึงระดมความคิดเห็นเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติงานเตรียมพร้อมรับมือช่วงวิกฤติหมอกควัน ปี 2562 โดยจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเจ้าหน้าที่และเตรียมความพร้อมในการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร ประจำปี 2562 ระหว่างวันที่ 21-22 พฤศจิกายน 2561 ที่โรงแรมดิ อิมเพรส อ.เมือง จ.น่าน โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจากส่วนกลาง สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรและศูนย์ปฏิบัติการเข้าร่วม รวม 100 ราย

คิกออฟ8.8หมื่นหมู่บ้าน ผุดถนนดินซีเมนท์ผสมยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379048

คิกออฟ8.8หมื่นหมู่บ้าน ผุดถนนดินซีเมนท์ผสมยางพารา

คิกออฟ8.8หมื่นหมู่บ้าน ผุดถนนดินซีเมนท์ผสมยางพารา

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 12.43 น.

“กฤษฏา”คิกออฟทุกหมู่บ้านกว่า 8.8 หมื่นแห่ง ทำถนนดินซีเมนท์ผสมยางพาราทั่วประเทศ  สั่งปลัด กษ.เร่งกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท ปูพรมซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกร

25 พ.ย.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ล่าสุดได้รับรายงานจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) หลายจังหวัด ได้ดำเนินการทำถนนดินซีเมนท์ผสมยางพารา ซึ่งมีจังหวัดที่เป็นต้นแบบ คือ หนองบัวลำภู สงขลา อุทัยธานี สุราษฏร์ธานี ตรัง และชุมพร กำลังเริ่มดำเนินการ ตนขอชื่นชมในความร่วมมือของหน่วยงาน หากใช้น้ำยางทำถนน ทำทุกหมู่บ้าน-ชุมชนทั่วประเทศกว่า 8.8 หมื่นแห่งๆละ 1 กิโลเมตร จะสามารถยกระดับราคายางได้ และเป็นกำลังใจข้าราชการทุกคนทุ่มเทช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนที่ประสบความความเดือดร้อนได้อย่างรวดเร็วทั่วถึงทุกพื้นที่

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า พร้อมกันนี้ตนได้สั่งการด่วนที่สุดให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ผู้ตรวจราชการกระทรวง ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ผู้บริหารหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯทุกพื้นที่ เรื่องการตรวจสอบติดตามปัญหาการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ โดยแจ้งผู้รับทราบ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอทุกจังหวัด ว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐใช้ยางพารา และขณะนี้ อปท.หลายแห่งได้เริ่มสนองนโยบายดังกล่าว โดยได้ใช้งบประมาณของ อปท.ไปจัดทำโครงการทำถนนด้วยยางพารา ขณะเดียวกันมีรายงานว่าการใช้เงินประมาณของ อปท.บางแห่งยังมีปัญหาการอนุมัติหรือการใช้จ่ายตามระเบียบว่าด้วยการงบประมาณของ อปท.นั้น

ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลดังกล่าวข้างต้น เป็นไปด้วยความเรียนร้อยและมีประสิทธิภาพ จึงให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯและผู้เกี่ยวข้อง ดำเนินการให้เกษตรจังหวัด และ ผอ.กยท.จังหวัด ไปประสานงานกับท้องถิ่นจังหวัดเพื่อสอบถามผู้บริหาร อปท.หรือเจ้าหน้าที่ อปท.ในพื้นที่ว่าการจัดทำโครงการใช้ยางพาราของ อปท.ที่กำลังจะเริ่มดำเนินการหรือดำเนินการไปแล้วนั้น มีปัญหา อุปสรรคเรื่องการอนุมัติ การใช้งบประมาณตามระเบียบกฎหมายในประเด็นเรื่องใดหรือไม่ เช่น การใช้งบประมาณเหลือจ่าย การใช้งบประมาณเงินสะสมหรืองบประมาณอื่นๆของ อปท.หรือเงื่อนไขตามประกาศกำหนดราคากลาง ฯลฯ

พร้อมทั้งให้ลงไปตรวจสอบติดตามการทำถนน หรือโครงการใช้ยางพาราในโครงการอื่นๆในพื้นที่ว่ามีปัญหาในการจัดซื้อน้ำยางจากเกษตรกรหรือไม่รวมทั้งมีความก้าวหน้าอย่างไร พร้อมทั้งให้รายงานปัญหา อุปสรรค และความก้าวหน้าให้ กษ.ส่วนกลางทราบทุกระยะด้วย เมื่อกระทรวงเกษตรฯได้รับรายงานเรื่องปัญหาอุปสรรค ให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และ รก.ผู้ว่า กยท.ได้ประสานกับปลัดกระทรวงมหาดไทย และ/หรืออธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และอธิบดีกรมบัญชีกลาง เพื่อหารือในแนวทางการแก้ไขปัญหาให้หน่วยปฎิบัติในพื้นที่โดยเร็วอย่าชักช้าอย่างเด็ดขาด

“ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ยังต้องเร่งประสานงานกับปลัดกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทหรือหน่วยรัฐอื่นๆเพื่อหารือให้พิจารณาสนับสนุนการใช้ยางพาราในถนนสายรองต่างๆทั่วประเทศ โดยใช้งบประมาณเหลือจ่ายปี 2561 หรือปี2562 หรืองบประมาณกลางปี(หากมี) ด้วย รวมทั้งเกษตรและสหกรณ์จังหวัดประสานงานกับหัวหน้าสำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อขอให้พิจารณาเสนอผวจ.และคณะกรรมการพัฒนาเกษตรและสหกรณ์จังหวัด สนับสนุนให้ใช้เงินงบประมาณเหลือจ่ายจากงบประมาณพัฒนาจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดมาใช้ในโครงการการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐตามนโยบายของรัฐบาลอีกทางหนึ่งด้วย” นายกฤษฏา กล่าว

นอกจากนี้ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯทุกเขตได้ออกไปตรวจติดตามการดำเนินงานตามโครงการใช้ยางพาราในหน่วยงานรัฐในพื้นที่จังหวัดตามรายละเอียดดังกล่าวโดยใกล้ชิดทั้งนี้ให้ถือว่าการตรวจราชการตามโครงการนี้เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่ต้องให้ความสำคัญเป็นกรณีพิเศษด้วย จึงขอให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯวางระบบการตรวจและติดตามผลการตรวจราชการครั้งนี้ให้เป็นระบบเพื่อให้รัฐบาลและรมว.เกษตรฯ ได้ทราบความก้าวหน้าหรือปัญหาอุปสรรคต่างๆ และสามารถสั่งการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและประชาชนมากที่สุด

นายกฤษฎา กล่าวอีกว่า ได้รับรายงานจากเกษตรและสหกรณ์(กษ.) จังหวัดหนองบัวลำภูว่า ได้ประสานงานกับองค์การบริหารงานส่วนจังหวัด(อบจ.) ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดี ทางอบจ. อนุมัติงบประมาณสร้างถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพาราเป็นแห่งแรก เป็นถนนสาธิต ตามนโยบายส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานรัฐ โดย อบจ.หนองบัวลำภู ซื้อน้ำยางสดจากกลุ่มเกษตรกรห้วยเดื่อ 1,200 กิโลกรัมและจากสหกรณ์กองทุนสวนยางโนนทันยางทอง จำกัด 1,200 กิโลกรัม มาทำถนนยางพาราที่หมู่ 4 บ้านหินลับ ตำบลหนองสวรรค์ อ. เมืองหนองบัวลำภูแล้ว

ทั้งนี้ ตามรายงานระบุว่า จากราคาซื้อขายที่กรุงเทพฯ อยู่ที่กิโลกรัมละ 36 บาทนั้น กลุ่มเกษตรกรต้องมีค่าใช้จ่ายในการนำแอมโมเนียและสารกันกอกเพื่อป้องกันยางจับตัวเป็นก้อนมาใส่ในน้ำยางสด รวมทั้งค่าขนส่งเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 10.23 บาทต่อกิโลกรัม แต่ทางอบจ. รับซื้อน้ำยางสดในพื้นที่โดยเกษตรกรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนดังกล่าวที่กิโลกรัมละ 26.67 บาท

ด้านนายแพทย์ศราวุธ สันตินันตะรักษ์ นายกอบจ. หนองบัวลำภู กล่าวว่า ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือจัดอบรมเชิงปฏิบัติการการก่อสร้างถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพาราแก่ผู้บริหารอบต. เทศบาล และพนักงานด้านช่างถึงการนำน้ำยางพาราสดและน้ำยางพาราข้นมาทำถนนตามมาตรฐานงานดินซีเมนต์ของกรมทางหลวงชนบทตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อผลักดันราคายางพาราที่ตกต่ำให้มีราคาสูงขึ้น ซึ่งได้ทำถนนสาธิตไว้ที่สาย นภ. ถ. 10009 สายบ้านเก๋าโกใต้-บ้านโนนงาม ตำบลหนองสวรรค์ อำเภอ​เมืองหนองบัวลำภูสำหรับถนนสายแรกนี้ยาว 200 เมตร ผิวการจราจรกว้าง 6 เมตร คิดเป็น 1,200 ตารางเมตร  ใช้ซีเมนต์ 240 ถุงผสมดินลูกรัง คลุกเคล้าให้เข้ากัน ต่อมาใช้น้ำยางพาราสดพ่นให้ทั่วผิวถนน แล้วใช้เครื่องจักรกลเกลี่ยและคลุกเคล้าถึง 4 รอบ แล้วจึงบดอัดให้แน่น

นายกอบจ. หนองบัวลำภู กล่าวอีกว่า ยังมีอบต. 43 แห่งและเทศบาล 24 แห่งแสดงความจำนงที่จะร่วมโครงการเพื่อช่วยเหลือชาวสวนยางในจังหวัด ทั้งนี้ถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพาราความยาว 1 กิโลเมตร ผิวการจราจรกว้าง 6 เมตร คิดเป็น 6,000 ตารางเมตร ใช้น้ำยางสด 12,000 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 26.67 บาท คิดเป็นค่าน้ำยางสด 320,040 บาท ทั้งนี้เมื่อรวมค่าวัสดุอื่นๆ จะใช้งบประมาณ 1,130,040 บาทในการสร้างถนนงานดินซีเมนต์ยางพาราความยาว 1 กิโลเมตร โดยทางจังหวัดหนองบัวลำภูจะรับซื้อน้ำยางสดจากสถาบันเกษตรกรในท้องถิ่นเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้และช่วยยกระดับราคายางให้สูงขึ้นตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาล

‘บุรีรัมย์’เตือนห้ามนำข้าวพันธุ์อื่น ผสมปลอมปนข้าวหอมมะลิบุรีรัมย์ มีความผิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378895

'บุรีรัมย์'เตือนห้ามนำข้าวพันธุ์อื่น ผสมปลอมปนข้าวหอมมะลิบุรีรัมย์ มีความผิด

‘บุรีรัมย์’เตือนห้ามนำข้าวพันธุ์อื่น ผสมปลอมปนข้าวหอมมะลิบุรีรัมย์ มีความผิด

วันเสาร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 11.56 น.

24 พ.ย.61 บุรีรัมย์ แจ้งเตือนผู้ประกอบการโรงสีข้าว ท่าข้าว สหกรณ์การเกษตร พ่อค้าข้าวเปลือก และเกษตรกร ห้ามนำข้าวพันธุ์อื่นผสมปลอมปนข้าวหอมมะลิบุรีรัมย์ มีความผิดฐานฉ้อโกงต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายกฤษฎา แก้วสองเมือง รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ด้วยในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2561 ผลผลิตข้าวหอมมะลิจะออกสู่ตลาดมาก เนื่องจากราคาสูงกว่าปีที่ผ่านมา ตันละ 3,000 – 4,000 บาท ซึ่งอาจจะส่งผลให้ผู้ไม่หวังดีนำข้าวพันธุ์อื่นมาผสมกับข้าวหอมมะลิออกมาจำหน่ายมากขึ้น ซึ่งกระทบต่อราคาตลาดของข้าวหอมมะลิจังหวัดบุรีรัมย์

ทางจังหวัดบุรีรัมย์ จึงขอประกาศแจ้งเตือนให้ผู้ประกอบการโรงสีข้าว ท่าข้าว สหกรณ์การเกษตร พ่อค้าข้าวเปลือก และเกษตรกร ได้ใช้ความระมัดระวังในการรับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิเพิ่มมากขึ้น ต้องตรวจสอบคุณภาพ ข้าวเปลือกหอมมะลิบุรีรัมย์ที่รับซื้อให้ละเอียดถี่ถ้วน และรอบคอบ ทั้งนี้ เกษตรกร พ่อค้าข้าวเปลือกรายย่อย ผู้ใดหรือบุคคลใดรู้เห็นเป็นใจ หรือสมคบกับพ่อค้าข้าวเปลือกดังกล่าว นำข้าวเปลือกหอมมะลิบุรีรัมย์ที่ปลอมปนไปขายให้โรงสี สหกรณ์การเกษตร และท่าข้าวเปลือก ถือว่า การกระทำดังกล่าว มีความผิดทางอาญาฐานปลอมปนสินค้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 บัญญัติว่า ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณแห่งของนั้น  อันเป็นเท็จ ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือมีความผิดฐานฉ้อโกง และตามมาตรา 341 บัญญัติว่า ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่น ด้วยการเสนอข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง

และโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง หรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลวอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือ ทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวงโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“ทั้งนี้ หากผู้ใดพบเห็นพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้น ขอให้แจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือกลุ่มกำกับและพัฒนาเศรษฐกิจการค้า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดบุรีรัมย์ โทร 0-4462-1185 หรือ สถานีตำรวจภูธรอำเภอทุกแห่งในจังหวัดบุรีรัมย์” รอง ผวจ.บุรีรัมย์ กล่าว

กิโลละล้าน! ‘หมอพื้นบ้าน’แนะรัฐนำร่องปลูก‘กัญชา’ทดแทนพืชไรตกต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378893

กิโลละล้าน! ‘หมอพื้นบ้าน’แนะรัฐนำร่องปลูก‘กัญชา’ทดแทนพืชไรตกต่ำ

กิโลละล้าน! ‘หมอพื้นบ้าน’แนะรัฐนำร่องปลูก‘กัญชา’ทดแทนพืชไรตกต่ำ

วันเสาร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 11.36 น.

“หมอพื้นบ้าน” ยันกัญชาเสพแค่ไหนก็ไม่ติด แฉเหตุหลอนมีอาการทางจิต เพราะแอบพลิกแพลงโรย ผงขาวและฝิ่น ศัพท์โบราณเรียก โรยสังขยา แนะรัฐนำร่องปลูกในบางจังหวัด ทดแทนพืชไร่ราคาตกต่ำ เผย กัญชา 2 ไร่ ผลผลิตเท่ากับ นาข้าว 10 ไร่ ต้นสดกิโลละ 20,000 สกัดเป็นสาร กิโลละล้าน 

24 พ.ย. 61 แม้จะยังไม่ลงตัวเกี่ยวกับมาตรการปลดล็อคกัญชาจากยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เป็นประเภท 2 เพื่อให้สามารถไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ นอกจากนี้ยังมีกระแสถกเถียงเรื่องข้อกังวลว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการเสพกัญชามากขึ้นหรือไม่ ถึงกับมีการตั้งข้อสังเกตว่า “กัญชา พืชร้ายหรือสมุนไพรทางเลือก”  โดยมองว่า อาจจะเป็นโทษมากกว่า

โดยหมอประเดิม ส่างเสน เลขานุการหมอชนเผ่า 7 จังหวัดภาคเหนือ กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ในฐานะที่เป็นหนึ่งในคณะทำงานวิจัยของหมอพื้นบ้านภาคเหนือ และคณะทำงานหมอพื้นบ้านชนเผ่าลุ่มน้ำโขง และเป็นทายาทหมอชนเผ่ารุ่น 12 ซึ่งรักษาโรคตามคัมภีร์โบราณมากว่า 1,000 ปี ขอยืนยันว่า กัญชาไม่ใช่ยาเสพติด เสพนานแค่ไหนก็ไม่ติด พวกที่เสพแล้วเกิดอาการทางจิตประสาทนั้นเป็นเพราะ ไปพลิกแพลงเสพผิดประเภท โดยทำในรูปโรยสังขยา ซึ่งหมายถึงมีการผสม ผงขาว เฮโรอีน ฝิ่น จนเกิดเป็นโทษ ทั้งที่ความจริงโดยเนื้อแท้ของกัญชาแล้ว หมอพื้นบ้านรู้ดีว่า ไม่มีทางติดแน่นอน

หมอประเดิม  กล่าวด้วยว่า กัญชา มีสรรพคุณรักษาโรคได้กว่า 50 โรค 100 กว่าอาการ รวมถึงช่วยชะลอวัยได้ด้วย เนื่องจากในกัญชามีสาร 2 ชนิดหลัก ที่ทำหน้าที่ร่วมกัน คือ สาร Cannabidiol ซึ่งเป็นสารที่มี่อยู่ในตัวมนุษย์  ทำหน้าที่ช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน ลดการอักเสบบวมโตของแผลหรือเนื้องอก ระงับเซลล์มะเร็งที่กำลังเติบโต ระงับการเกร็งหรือชักกระตุก และสามารถสร้างภูมิคุ้มกันในระบบประสาทได้ และสาร Tetrahydrocannabinol ทำให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เคลิบเคลิ้ม อีกทั้งยังเป็นตัวที่ทำให้ระบบประสาทสัมผัสทำงานดีขึ้น ช่วยกระตุ้นให้อยากอาหาร

“คนทั่วไปมักคิดว่า วิธีใช้คือการสูบเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว วิธีหยอดใต้ลิ้นด้วยสารสกัดจะได้รับทั้งสารทั้งสองชนิด สูงกว่า ซึ่งเหมาะกับผู้ป่วยโรคทางสมองเพราะกัญชาจะไปเปิดระบบประสาท ทำให้ตัวกัญชาซึมเข้าสู่ระบบประสาทได้เร็วกว่าการกิน เช่น ผู้ป่วยสันนิบาต พาร์กินสัน ลมชัก” หมอประเดิม กล่าว

หมอประเดิม กล่าวอีกว่า  สำหรับผู้ป่วยโรคผิวหนังก็สามารถใช้ทา ส่วนรายที่รักษาริดสีดวง มะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมะเร็งปากมดลูก เขาก็แนะนำให้ใช้วิธีเหน็บทางทวารหรือช่องคลอด อย่างไรก็ตามผุ้เข้ารับการรักษาต้องได้รับการดูแล และต้องใช้กัญชาในปริมาณตามที่หมอกำหนดและสามารถใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันโดยสามารถดูดซึมได้มากกว่าเดิมด้วย

“พวกเราสนับสนุนการออกกฎควบคุม แต่ต้องไม่ปิดกั้นหมอพื้นบ้านในการใช้เพื่อการรักษา เพราะกัญชาสามารถทำให้การดูดซึมยา ทั้่งแผนโบราณและปัจจุบัน ให้ไปรักษาได้ตรงคน ตรงโรค มีงานวิจัยมากมายที่มีผลการรักษายืนยัน และหลักฐานเชิงประจักษ์” หมอประเดิม กล่าว

เลขานุการหมอชนเผ่า กล่าวด้วยว่า อยากเสนอรัฐบาลให้กำหนดพื้นที่ปลูกกัญชานำร่อง โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้เครือข่ายหมอพื้นบ้านได้ประชุมร่วมกันโดยมีผุ้แทนจากจังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน สุโขทัย ลำพูน ลำปาง รวมถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้แก่ มหาสารคาม และภาคตะวันออกคือ ชลบุรี โดยจะนำเสนอรัฐบาลเร็ว ๆ นี้ ส่วนที่มีข่าวกรมทรัพย์สินเปิดให้มีการจดสิทธิบัตรกับต่างประเทศนั้น ทางหมอพื้นบ้านติดตามข่าวตลอด และเตรียมพร้อมที่จะไปจดบ้าง อยากให้เปิดเผยและให้ความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมกัน และเชื่อว่า กัญชาจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำเงินให้กับประเทศไทย และจะสามารถยืดอายุคนไทยให้ยาวนานขึ้นด้วย

“ปัจจุบันเกษตรกรพืชผลทางการเกษตรราคาตกต่ำ หากมีการเปลี่ยนแผนการเพาะปลูกในบางพื้นที่ที่มีดินที่เหมาะสมมาเป็นกัญชาก็จะสามารถเพิ่มผลผลิตได้ เพราะกัญชา 2 ไร่ ผลผลิตเทียบได้กับปลูกข้าว 10 ไร่ กัญชาในตลาดมืดเวลาต้นสด กิโลกรัมละ 25,000 บาท และหากสกัดเป็นสาร ก็สามารถจำหน่ายและส่งออกได้ถึงกิโลกรัมละ 1 ล้านบาท” หมอประเดิม กล่าวพร้อมระบุว่า ปัจจุบันแม้จะมีกฎหมายควบคุมแต่ก็มีหมอพื้นบ้านบางส่วนปลูกกัญชาเพื่อการรักษา ซึ่งจากที่ได้ประชุมกับอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย ท่านก็แสดงความเป็นห่วง โดยบอกว่า อยากให้ทำให้ถูกต้อง โดยขอให้ทำเป็นขั้นเป็นตอน และนำสิ่งที่ทำกันใต้ดินมาอยู่บนดินให้หมด

‘สุธรรม’ซัดมาตรการแก้ราคายางพาราเหลว แนะคุยประเทศผู้ผลิตเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378720

'สุธรรม'ซัดมาตรการแก้ราคายางพาราเหลว แนะคุยประเทศผู้ผลิตเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง

‘สุธรรม’ซัดมาตรการแก้ราคายางพาราเหลว แนะคุยประเทศผู้ผลิตเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง

วันศุกร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 12.25 น.

นายสุธรรม แสงประทุม สมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพาราไร่ละ 1,800 บาทของรัฐบาลว่า การออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรด้วยการแจกเงินชดเชยแบบนี้ เป็นการช่วยเหลือที่ศูนย์เปล่า เป็นเพียงการสร้างกำลังใจให้เกษตรกร ด้วยการเอาเงินไปอุดปากเกษตรกรเป็นครั้งคราวไม่ให้รวมตัวกันเคลื่อนไหว วิธีการนี้จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริงเพราะไม่ได้ไปทำให้ราคายางพาราดีขึ้น

ต่างจากการแก้ไขปัญหายางพาราสมัยรัฐบาล นายทักษิณ ชินวตร อดีตนายกฯ ที่ประสานประเทศผู้ผลิตยางสร้างอำนาจการต่อรองในการกำหนดราคายางพารา วันนี้รัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจึงไม่มีอำนาจต่อรองในเวทีโลก ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลควรทำคือเข้าไปคุยกับประเทศผลิตยางรายใหญ่ของโลกคือมาเลเซียและอินโดนีเซีย เพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้ประเทศผู้รับซื้อ ต้องซื้อยางในราคาที่สูงกว่านี้ รวมถึงนำยางมาใช้จริงในประเทศ

“ที่ผ่านมารัฐบาลบอกจะนำยางไปใช้ในประเทศแต่ก็เป็นเพียงคำพูดที่ไม่ได้นำไปปฏิบัติจริง การสร้างถนนยางพาราที่พูดกันมีสักกี่ที่ในประเทศไทย ถ้ารัฐบาลจริงใจช่วยเหลือเกษตรกรอย่างแท้จริงต้องไปทำตรงนี้ รวมถึงนำยางไปแปรรูปให้มีมูลค่าสูงขึ้นแล้วจึงนำไปขายไม่ใช่ขายแต่วัตถุดิบแบบตอนนี้ นั้นคือการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนไม่ใช่การแก้ปัญหาโดยเอาเงินไปอุดปากชาวบ้านเพราะแบบนี้แล้วต่อไปก็ต้องให้กันไปไม่มีวันจบ”

หนุนปลูกปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน พัฒนาคุณภาพมาตรฐานสู่สากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378618

x

หนุนปลูกปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน พัฒนาคุณภาพมาตรฐานสู่สากล

วันศุกร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.31 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการผลิตน้ำมันปาล์มมากเป็นอันดับ 3 ของโลก แต่การผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนภายในประเทศนั้นค่อนข้างมีจำกัด คิดเป็นเพียง 2% ของการผลิตน้ำมันปาล์มที่ผลิตได้ทั้งหมด กรมส่งเสริมการเกษตร จึงร่วมมือกับ กรมวิชาการเกษตร และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ดำเนินโครงการความร่วมมือในการผลิตน้ำมันปาล์มที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกการผลิตน้ำมันปาล์มและเพิ่มความยั่งยืนทางนิเวศวิทยาและสังคมในการผลิตปาล์มน้ำมัน

โดย กรมส่งเสริมการเกษตร มีหน้าที่ในการแต่งตั้งผู้ประสานงานโครงการและรับผิดชอบงานด้านวิชาการในส่วนกลางและระดับท้องถิ่น โดยเปิดให้ใช้พื้นที่ทำงานหรือสำนักงานท้องถิ่นสำหรับเจ้าหน้าที่โครงการในพื้นที่นำร่อง ได้แก่ กระบี่ สุราษฎร์ธานี และชุมพร รวมถึงเปิดศูนย์ฝึกอบรมในจังหวัดกระบี่เพื่อฝึกอบรมวิทยากรและเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกระบี่ พร้อมสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการ เพื่อการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรม โดยดำเนินการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ ผู้ฝึกสอน คือ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ และผู้นำเกษตรกร รวมถึงให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินแก่เกษตรกรพร้อมเตรียมศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร ตำบลเขาคราม อำเภอเมืองจังหวัดกระบี่ ให้เป็นสถานที่ฝึกอบรมและฝึกปฏิบัติเป็นโรงเรียนปาล์มน้ำมัน มีแปลงปลูกปาล์มน้ำมันสำหรับฝึกปฏิบัติ พร้อมร่วมพัฒนาฐานข้อมูลดิจิตอล เพื่อติดตามและรายงานผลการดำเนินงาน พร้อมสนับสนุนการดำเนินโครงการให้สามารถพัฒนาคุณภาพปาล์มน้ำมันของไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล RSPO

โดยคาดว่า ผลลัพธ์จากการดำเนินโครงการดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2565 จะมีเกษตรกรรายย่อยกว่า 3,000 รายที่ได้รับความรู้จากการเข้าร่วมโครงการ สามารถผลิตวิทยากรหลักจากโครงการมากกว่า 50 คน มีภาคเอกชนเข้าร่วมโครงการอย่างน้อย 10 โรงงาน ลดต้นทุนในการผลิตได้ถึง 20% และสามารถลดก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 5,000 ตัน

เลาะรั้วเกษตร : ยาง ปาล์ม มะพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378617

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ยาง ปาล์ม มะพร้าว

วันศุกร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ครม. มีมติใช้เงินงบประมาณช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย หลายมาตรการ รวมๆ กันแล้วเกือบ 4 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย บรรเทาภาระค่าน้ำค่าไฟ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 – กันยายน 2562 ครัวเรือนละ 330 บาท รวมเป็นเงิน 27,060 ล้านบาท สนับสนุนค่าใช้จ่ายช่วงปลายปีในเดือนธันวาคม 2561 คนละ 500 บาท รวมเป็นเงิน 7,250 ล้านบาท ค่าเดินทางเพื่อการรักษาพยาบาลผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป คนละ 1,000 บาท รวมเป็นเงิน 3,500 ล้านบาท ช่วยเหลือค่าเช่าบ้านตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561- กันยายน 2562 คนละ 400 บาท รวมเป็นเงิน 920 ล้านบาท รวมทั้ง 4 มาตรการเป็นเงิน 38,730 ล้านบาท โดยระบุว่าเป็นเงินช่วยเหลือจากกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก

นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาประกาศว่ามาตรการเหล่านี้ ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับการเมือง……ประชาชนคนธรรมดาที่ไม่ได้ฝักใฝ่การเมืองอย่างพวกเราก็พอจะมองออกว่าเกี่ยวหรือไม่เกี่ยว….

มติ ครม.วันเดียวกันนี้ยังใช้เงินนับหมื่นล้านบาท อีกเรื่องหนึ่ง คือ มาตรการช่วยเหลือชาวสวนยางเพื่อสร้างความเข้มแข็ง และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพเกษตรกรชาวสวนยางและคนกรีดยาง ในวงเงิน 1,800 บาทต่อไร่ (รายละไม่เกิน 15 ไร่ พื้นที่รวม 10 ล้านไร่) เงินจำนวนนี้เป็นของเจ้าของสวนยาง 1,100 เป็นของคนกรีดยาง 700 บาท หรืออัตราส่วน 60:40 แต่มีข้อแม้ว่า ชาวสวนยางที่จะได้สิทธิ์นี้ต้องเป็นชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท. และพื้นที่ปลูกต้องเป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย เท่านั้น งบประมาณที่ต้องใช้กับมาตรการนี้รวมทั้งสิ้น 18,604.95 ล้านบาท

อันที่จริงปัญหายางพาราราคาตกต่ำ เรื้อรังมานานหลายปี กยท. พยายามแก้ปัญหา จนเปลี่ยนผู้ว่าการ กยท. ไปหลายคน แต่ปัญหาก็ยังไม่หมดไป ไม่ว่าจะมีมาตรการอะไรออกมาก็ดูจะไร้ผล ตั้งแต่ขอให้หยุดกรีดยาง ขอให้โค่นยางทิ้งเพื่อไปปลูกพืชอื่น มาตรการเร่งรัดการใช้ยางในประเทศ โดยเฉพาะการใช้ยางเป็นส่วนผสมในการทำถนนก็ติดปัญหาการจัดซื้อจัดจ้าง การกำหนดราคากลาง ทำให้ไม่สามารถขับเคลื่อนมาตรการนี้ได้

จนกระทั่งชาวสวนยางอดรนทนไม่ไหว จะจัดม็อบมาร้องเรียนรัฐบาล และตามธรรมเนียมของการสลายม็อบในยุคนี้ คือ หามาตรการช่วยเหลือ และมาตรการที่ง่ายที่สุดคือใช้เงินงบประมาณจำนวนมหาศาลทุ่มลงไป แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ขณะที่มาตรการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนไม่เคยเกิดขึ้นเลย

ไม่เพียงแต่ ยางพารา ยังมีปาล์มน้ำมัน ที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ และชาวสวนปาล์มเอาผลผลิตปาล์มน้ำมันมาเททิ้งและเผาเล่นไปหลายร้อยตัน เพราะปีนี้ราคาผลปาล์มตกต่ำสุดในรอบ 20 ปี จากที่เกษตรกรเคยขายได้ราคากิโลกรัมละกว่า 4 บาท มาขณะนี้ราคาตกลงเหลือกิโลกรัมละ 2 บาทกว่า ในขณะที่ชาวสวนยืนยันว่าราคาต้นทุนอยู่ที่กิโลกรัมละ 3.70 บาท

ปัญหาปาล์มน้ำมันราคาตกต่ำ สมาคมชาวสวนปาล์มตั้งข้อสังเกตว่า ปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันออกสู่คลาดน้อย การใช้พลังงานประเภทไบโอดีเซลในประเทศก็มิได้ลดลง แต่ทำไมราคาปาล์มน้ำมันจึงตกต่ำ เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากมีการลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์ม ทำให้สต๊อกน้ำมันปาล์มล้น เกินความต้องการ

มาถึงมะพร้าว…..นอกเหนือจากชาวสวนต้องเผชิญปัญหาหนอนหัวดำ และศัตรูมะพร้าวตัวอื่นๆ ระบาดทำลายต้นมะพร้าวจนทำให้ผลผลิตลดลง และต้นมะพร้าวตายไปจำนวนไม่น้อย กว่าจะฝ่าฟันผ่านอุปสรรค จนฟื้นฟูสวนมะพร้าวขึ้นมาใหม่ได้ คิดว่าจะสามารถขายผลผลิตมะพร้าว มีรายได้กลับคืนมา กลับกลายเป็นว่ามีการอนุญาตให้นำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศเข้ามาจำนวนมากมาย ส่งผลให้ราคามะพร้าวภายในประเทศตกต่ำ ทำให้เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวเดือดร้อนไปตามๆ กัน เกือบจะมีม็อบมะพร้าวเกิดขึ้นแล้ว ดีแต่ว่า กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ผู้อนุญาตให้นำเข้ามะพร้าว ส่งคนไปชะลอทัพ เจรจาสกัดม็อบ และมีมาตรการงดการนำเข้ามะพร้าว ม็อบจึงสลายไปได้

น่าสังเกตว่า ทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมัน และมะพร้าว ล้วนเป็นพืชเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวภาคใต้ ที่ชาวสวนเองต้องออกมาส่งเสียงเรียกร้อง รัฐจึงหันมาช่วยแก้ปัญหา ถ้าเกษตรกรอยู่อย่างเงียบๆ รัฐคงไม่เหลียวแล

มาทายกันไหมว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พรรคไหนจะครองใจคนใต้…….

แว่นขยาย

เดินหน้าสร้าง‘CYBER AUDITOR’ เพิ่มทักษะไอทีขั้นสูง-พัฒนาสมรรถนะผู้สอบบัญชีสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378620

x

เดินหน้าสร้าง‘CYBER AUDITOR’ เพิ่มทักษะไอทีขั้นสูง-พัฒนาสมรรถนะผู้สอบบัญชีสหกรณ์

วันศุกร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ ได้พัฒนางานระบบบัญชีและกลไกที่จะส่งเสริมระบบบัญชีให้มีความทันสมัย ช่วยอำนวยความสะดวกให้สหกรณ์มีระบบการเงินการบัญชีและมีการควบคุมภายในที่ดี สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก

ที่สำคัญคือ การเสริมสร้างศักยภาพของผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ซึ่งต้องมีการปรับตัวให้เท่าทันกับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ในปัจจุบัน โดยจำเป็นต้องมีองค์ความรู้ทั้ง 2 ด้าน ควบคู่กัน ได้แก่ 1.ด้านงานสอบบัญชี ผู้สอบบัญชีต้องได้รับการพัฒนาความรู้และทักษะการสอบบัญชีอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ และ 2.ด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยพัฒนางานสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีสหกรณ์ให้มีความก้าวหน้า รวดเร็ว และแม่นยำ โดยในปีงบประมาณ 2562 กรม มีนโยบายพัฒนาผู้สอบบัญชีทุกคนเป็น CYBER AUDITOR หรือ ผู้สอบบัญชีที่มีสมรรถนะด้านไอทีในระดับสูง ให้สําเร็จภายใน 5 ปี โดยให้มีองค์ความรู้และทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการสอบบัญชี

“กรม ได้เร่งพัฒนาสมรรถนะให้ผู้ปฏิบัติงานตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ ให้มีองค์ความรู้ด้านบัญชีควบคู่กับการมีทักษะในด้านไอทีอย่างเชี่ยวชาญ โดยผู้สอบบัญชีต้องรู้เท่าทันสถานการณ์ มีการเรียนรู้ตลอดเวลา และมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยให้ผู้สอบบัญชีได้พัฒนาศักยภาพของตนเองให้ก้าวทันความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยี ตลอดจนรู้เท่าทันการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีมาตรฐานเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพสอบบัญชีระดับสากล ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมบุคลากรที่เป็น CYBER AUDITOR จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านขวัญและกำลังใจ โดยมีค่าตอบแทนวิชาชีพ รวมถึงงบประมาณในการพัฒนาสมรรถนะบุคลากร เพื่อช่วยผลักดันบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถอย่างเชี่ยวชาญนี้ ได้สามารถปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว