กฤษฏาปลื้มชาวนาแห่ร่วมปลูกข้าวโพด เล็งนำโมเดลใช้กับสินค้าเกษตรทุกชนิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379519

กฤษฏาปลื้มชาวนาแห่ร่วมปลูกข้าวโพด เล็งนำโมเดลใช้กับสินค้าเกษตรทุกชนิด

กฤษฏาปลื้มชาวนาแห่ร่วมปลูกข้าวโพด เล็งนำโมเดลใช้กับสินค้าเกษตรทุกชนิด

วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 16.07 น.

กฤษฏาปลื้มชาวนาแห่ร่วมปลูกข้าวโพด เล็งนำโมเดลใช้กับสินค้าเกษตรทุกชนิด

27 พ.ย.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวเปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ว่า ทุกหน่วยงานคงรู้สึกอึดอัดและถูกกดดันตลอดเวลา 1 ปีที่ตนมาเป็น รมว.เกษตรฯ เพราะตั้งแต่วันแรกได้สั่งย้ำเรื่องไปแนะนำให้เกษตรกรทำเกษตรต้องมีตลาดรองรับ อย่าให้เหมือนที่ผ่านมา ขายไม่ได้มาเททิ้งหน้ากระทรวง จึงเป็นที่มานโยบายการตลาดนำการผลิตของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ใช้ตลาดเป็นธงนำในการวางแผนการผลิต ในแต่ละปีต้องรู้ล่วงหน้าตลาดต้องการหรือไม่ ถ้าเกษตรกรเปลี่ยนทำอีกอย่างต้องสร้างความมั่นใจว่าขายได้ราคาดีหรืออย่างน้อยไม่มีความเสี่ยง

“ถ้าทำได้ตามนี้เกษตรกรจะไม่มาประท้วง และจะเป็นโมเดลให้กับการวางแผนการผลิตสินค้าเกษตรตัวอื่นๆ ซึ่งโครงการนี้เริ่มแรกถูกต่อต้านจากทั้งนอกและในกระทรวง ว่าเกิดขึ้นได้ยาก เกษตรกรหาที่ขายไม่ได้ ถ้าข้าวโพดมีความชื้นโดนพ่อค้ากดราคาอีก ซึ่งในวันนี้ผมภาคภูมิใจ พบว่า จากการสำรวจพื้นที่เกษตรกรเข้าร่วมโครงการกว่า 1 ล้านไร่ จากเป้าหมาย 33 จังหวัด ขณะนี้เกษตรกรประสงค์เข้าร่วมเพิ่มเติมอีก 4 จังหวัด รวม 37 จังหวัด โดยจะเร่งนำเข้า ครม.วันที่ 4 พ.ย.นี้รับทราบการขยายพื้นที่เพื่อสนับสนุนการปลูกโดยเร็วที่สุด โดยล่าสุดเกษตรกรลงทะเบียนแล้ว 7 แสนไร่ พร้อมมีจุดรับซื้อในทุกพื้นที่ ดังนั้นขอให้ข้าราชการทุกคนทำเพื่อชาติ อย่าให้ล้มเหลวเหมือนปีที่ผ่านมา” นายกฤษฏา กล่าว

นายกฤษฏา กล่าวอีกว่า ให้ผู้ตรวจราชการทั้ง 12 ท่านไปติดตามดูแลเกษตรกรในทุกพื้นที่ว่าหยอดเมล็ดข้าวโพดลงหลุมหรือยัง อัตราการงอกเป็นอย่างไร พร้อมรายละเอียดเรื่องเอกชนทำสัญญารับซื้อต้องตรงไปตรงมา ทั้งเงื่อนไขประกันภัย ระดับความเสียหายที่เกษตรกรจะได้รับชดเชยไร่ละ 1.5 พันบาท อย่าใช้ความสนิทส่วนตัวไปละเว้นทำเป็นไม่เห็นในสิ่งที่เกษตรกรเดือดร้อน ต้องอุดรอยรั่วทุกจุด และกำลังเข้าสู่โหมดการเมืองหลังวันที่ 7 ธ.ค.ปลดล็อกให้หาเสียงได้ จะโดนโจมตีมากขึ้นเรื่อยๆขนาด รมว.เกษตรฯยังถูกด่าให้เปลี่ยนตัว เพราะไม่ทำให้ยางราคา 60 บาท มีทั้งอดีตรมว.ไปทำท่ากรีดยางตอนกลางวัน ส่วนนักการเมืองหน้าใหม่ ทำใส่ไฟฉายคาดหัวเข้าสวนยาง

ชูข้าวพื้นเมือง‘ขาวเจ๊กชัยนาท’ สหกรณ์ประกันราคาตันละหมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379323

x

ชูข้าวพื้นเมือง‘ขาวเจ๊กชัยนาท’ สหกรณ์ประกันราคาตันละหมื่น

วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า พื้นที่ปลูกข้าว จ.ชัยนาท ส่วนใหญ่เป็นนาที่อาศัยน้ำจากชลประทาน อย่างไรก็ตาม พบว่ามีพื้นที่นาบางส่วนใน อ.วัดสิงห์ ระบบชลประทานเข้าไม่ถึง จึงจำเป็นต้องอาศัยแหล่งน้ำจากปริมาณน้ำฝนที่ตกตามฤดูกาล เกษตรกรจึงทำนาได้เพียงปีละครั้ง เกษตรกรจึงได้ปรับใช้พันธุ์ข้าวที่แตกต่างจากพื้นที่ข้าวทั่วไป ซึ่งพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรให้ความนิยมมานาน คือ “ขาวเจ๊ก” ข้าวพื้นเมืองสายพันธุ์ดี รสชาติอร่อยและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ไม่แพ้ข้าวหอมมะลิ

จากการลงพื้นที่ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7) เพื่อติดตามการดำเนินงานและผลสำเร็จของการรวมกลุ่มในสหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ อ.วัดสิงห์ ซึ่งส่งเสริมให้สมาชิกปลูกข้าวพันธุ์ขาวเจ๊ก และรับประกันราคาขั้นต่ำตันละ 10,000 บาท ซึ่งจากการสัมภาษณ์ นางสาวกำไร เขียวฉาย ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรทุ่งวัดสิงห์ ทราบว่าสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องผลิตข้าวตามข้อกำหนดของสหกรณ์ฯ คือ ปลอดสารพิษ โดยจะปรับราคารับซื้ออย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ราคาข้าวในตลาด แต่จะไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท/ตันปัจจุบันสหกรณ์มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 22 ราย พื้นที่ปลูก 233 ไร่ ต้นทุนการผลิตข้าวขาวเจ๊กในพื้นที่จังหวัดชัยนาทอยู่ที่ 2,787 บาท/ไร่ ผลผลิต 379 กก./ไร่ เกษตรกรได้กำไร 956 บาท/ไร่

ด้าน นายชีวิต เม่งเอียด ผู้อำนวยการ สศท.7 กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้ ทางกลุ่มสหกรณ์ ยังได้จัดออกแบบบรรจุภัณฑ์ข้าวสารและข้าวกล้องชนิดต่างๆ โดยใช้วัสดุธรรมชาติ อาทิ ถุงกระดาษ และผักตบชวา เพื่อจำหน่ายเป็นของขวัญในโอกาสต่างๆ ซึ่งราคาข้าวสารที่ขายมีการแยกประเภทแบบอัดสุญญากาศ ราคาขายอยู่ที่ 35 บาท/กก. ไม่อัดสุญญากาศ 30 บาท/กก. โดยมีต้นทุนการแปรรูปข้าวเปลือก เป็นข้าวสารบรรจุถุงขาย ประมาณ 28 บาท/กก. ปัจจุบัน ผลผลิตข้าวขาวเจ๊กชัยนาท มีไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด เนื่องจากเป็นข้าวอายุยาว 120 วัน ทำให้เกษตรกรที่ต้องการทำนา 2 ครั้ง หันไปปลูกข้าวพันธุ์อื่นที่อายุสั้นแทน

รายงานพิเศษ : กรมการข้าวเร่งยกระดับมาตรฐานข้าวทั้งระบบ ดันกลุ่มนาแปลงใหญ่ผลิตข้าวGAPเชื่อมโยงตลาดครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379326

รายงานพิเศษ : กรมการข้าวเร่งยกระดับมาตรฐานข้าวทั้งระบบ  ดันกลุ่มนาแปลงใหญ่ผลิตข้าวGAPเชื่อมโยงตลาดครบวงจร

รายงานพิเศษ : กรมการข้าวเร่งยกระดับมาตรฐานข้าวทั้งระบบ ดันกลุ่มนาแปลงใหญ่ผลิตข้าวGAPเชื่อมโยงตลาดครบวงจร

วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกรไทย ข้าวก็เป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญชนิดหนึ่งที่จำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานการผลิตให้มีคุณภาพและปลอดภัย

นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า การผลิตข้าวให้ได้มาตรฐานเป็นสิ่งจำเป็นมากในสถานการณ์ปัจจุบัน กรมการข้าวได้ใช้กระบวนการส่งเสริมการผลิตข้าวตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ มาตรฐาน GAP รวมทั้งมาตรฐานอินทรีย์ เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้าข้าวไทย โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร การปนเปื้อนของสารเคมี สารพิษต่างๆ รวมทั้งยังช่วยลดการนำเข้าสารเคมีจากต่างประเทศ อีกทั้งเป็นการรักษาสมดุลทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญคือสามารถดูแลสุขภาพของประชาชนคนไทยตลอดห่วงโซ่การผลิตและการบริโภค กล่าวคือเกษตรกรปลอดภัยจากสารเคมีเพราะมาตรฐาน GAP คือการทำเกษตรที่ดีและเหมาะสมมีคำแนะนำหรือแนวทางปฏิบัติว่าจะต้องใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและจำเป็นเท่านั้น ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ขณะที่ผู้บริโภคก็ได้สินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัยมากขึ้น

ที่ผ่านมากรมการข้าวได้ขับเคลื่อนการยกระดับการผลิตข้าวมาตรฐาน GAP ผ่านโครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) โดยมีนโยบายที่จะผลักดันให้กลุ่มนาแปลงใหญ่ทุกแปลงต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตต่อไร่ไม่น้อยกว่า 20% ที่สำคัญคือนำไปสู่การเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ครบวงจรได้ ซึ่งในปี 2561 มีเป้าหมายพัฒนากลุ่มชาวนา 2,350 กลุ่ม เป็นกลุ่มนาแปลงใหญ่ต่อเนื่อง จำนวน 1,172 กลุ่ม และกลุ่มใหม่ 1,178 กลุ่ม ขณะเดียวกันก็จะเตรียมความพร้อมของกลุ่มที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมนาแปลงใหญ่ในปีต่อไปอีก 459 กลุ่ม

ขณะนี้ ชาวนาสมาชิกนาแปลงใหญ่ได้ตระหนักและมีการปรับตัวในการผลิตข้าวให้ได้คุณภาพมาตรฐาน GAP หรือมาตรฐานอินทรีย์ เนื่องจากสามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้จากการที่ภาครัฐได้ทำโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวครบวงจร โดยข้าวที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP ของกลุ่มนาแปลงใหญ่ และข้าวอินทรีย์ของโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ จะขายได้ราคาที่สูงกว่าราคาข้าวทั่วไป โดยเฉลี่ย 500 บาทต่อตันหรือตามแต่ข้อตกลงระหว่างกลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่กับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการกำหนด อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าเกษตรกรที่ผลิตข้าวมาตรฐาน GAP ก็ดีหรือมาตรฐานอินทรีย์ก็ดีจะเห็นมูลค่าที่แตกต่างกับข้าวที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐาน เพราะผู้ประกอบการก็อยากได้ข้าวหรือสินค้าข้าวที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย สามารถนำไปเพิ่มมูลค่าของตัวสินค้าของเขาได้ โดยเฉพาะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ทุกวันนี้มีแนวโน้มต้องการสินค้าที่มีคุณภาพและปลอดภัย

การเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP เป็นมิติใหม่ในการขับเคลื่อนตลาดข้าวครบวงจร ที่สามารถแก้ไขปัญหาการผลิตและการตลาดข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการตลาดนำการผลิต เกษตรกรสามารถผลิตข้าวให้มีมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารมากขึ้น ซึ่งผลการดำเนินการในปีที่ผ่านมาเห็นชัดว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการให้การตอบรับเป็นอย่างดี เพราะไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและคุณภาพข้าวได้ชัดเจน ยังมีตลาดรับซื้อที่แน่นอน เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น ฉะนั้นกรมการข้าวจึงมีแผนขับเคลื่อนยกระดับมาตรฐานสินค้าข้าว GAP อย่างเข้มข้นต่อไป

“อยากให้ชาวนาทุกคนนำหลักการ GAP ไปใช้ในการผลิตข้าว เพราะไม่เพียงแต่ชาวนาที่ได้ประโยชน์ ยังก่อให้เกิดอานิสงส์กับประเทศชาติ ทำให้คุณภาพข้าวในภาพรวมของประเทศดีขึ้น อย่างไรก็ตาม อยากขอให้ชาวนาที่ได้ปลูกข้าวตามระบบ GAP อยู่แล้วช่วยเป็นแบบอย่างถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับเพื่อนชาวนาท่านอื่นให้เข้าสู่การผลิตข้าวคุณภาพทั้งระบบ เพื่อยกระดับมาตรฐานข้าวไทยให้ดียิ่งขึ้นไปอีก” อธิบดีกรมการข้าว กล่าวทิ้งท้าย

รักษ์เกษตร : ถั่วบราซิล พืชคลุมดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379321

x

รักษ์เกษตร : ถั่วบราซิล พืชคลุมดิน

วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากปลูกถั่วบราซิลแทนการปลูกหญ้าสนามครับ ขอทราบวิธีปลูกด้วยครับ

ประยูร ม่วงทองคำ

อ.ไทรงาม จ.กำแพงเพชร

คำตอบ

ถั่วบราซิล หรือเรียก ถั่วปิ่นโต ถั่วลิสงเถา ถั่วเปรู มีชื่อทางการค้าว่า ถั่วอมาริลโล เป็นพืชเลื้อยคลุมดิน สูง 5 นิ้ว  ลักษณะคล้ายต้นถั่วลิสง แต่มีใบเล็กกว่า และมีลำต้นเลื้อยไปตามดิน มีรากแก้วแข็งแรง ขึ้นได้ดีในดินหลายสภาพ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด หรือใช้ท่อนพันธุ์

คุณสมบัติ เป็นพืชคลุมดิน มีความทนแล้ง ชอบแดดจัด ต้นเตี้ย ทนร่มเงา ทนต่อการเหยียบย่ำ มีดอกสีเหลืองสวยงาม เหมาะสำหรับจัดสวนประดับ และปลูกแทนสนามหญ้า เป็นพืชอาหารสัตว์ ให้ปุ๋ยที่สามารถตรึงไนโตรเจนในดินได้ดี ปลูกควบคุมวัชพืชอื่นๆ ครอบคลุมผิวดินได้ดี และโตเร็ว ระยะแรกเจริญเติบโต ต้นถั่วเริ่มออกดอก จะออกดอกมากช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน และแทงส่วนที่มีลักษณะเป็นเข็มยื่น ออกจากลำต้น เป็นจุดกำเนิดของฝักลงดิน หลังเจริญเติบโตแล้ว ประมาณ 1 เดือน จะทยอยออกดอกไปเรื่อยๆ ตลอดฤดูฝน ช่วงที่มีดอกมากที่สุด อยู่ระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน และปริมาณดอก จะลดลงระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน เมล็ดมีฝักหุ้มอยู่ใต้ดินเช่นเดียว
กับถั่วลิสง แต่ในหนึ่งฝักมีเพียง หนึ่งเมล็ดเท่านั้น

วิธีการขยายพันธุ์ ปลูกโดยใช้เมล็ด หรือใช้วิธีการปักชำ ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีที่สุด สำหรับพืชชนิดนี้ เพาะชำง่าย การปลูกโดยใช้เมล็ด อาจจะกลายพันธุ์ได้ การปลูกด้วยเมล็ด ใช้อัตรา 2 กิโลกรัมต่อไร่ หรือส่วนของท่อนพันธุ์ที่นำไปเพาะชำ ยาวประมาณ 10 ซม. โดยปลูกเป็นหลุม หลุมละ 1 ต้น ที่ระยะ 50X50 ซม.

การปลูกและดูแลรักษา ช่วงปลูกที่ดีคือ ต้นฤดูฝน นำส่วนของท่อนพันธุ์ที่ไปเพาะชำ ยาวประมาณ 10 ซม. โดยปลูกเป็นหลุมลึก 2-3 ซม.
ส่วนการปลูกด้วยเมล็ด อัตรา 2 กก.ต่อไร่ หยอดเมล็ดเข้าไปในหลุม รดน้ำทุกวัน มีระยะการปลูก 50X50 ซม. อัตราการงอกของเมล็ดถั่วบราซิลประมาณ 60-70%  ประมาณ 2 สัปดาห์ เมล็ดจะเริ่มงอก ระยะแรกจะเจริญเติบโตช้า การเก็บเมล็ด ให้เก็บในอุณหภูมิห้องปกติ จะอยู่ได้นานประมาณ 2-3 เดือน ถ้าเกินกว่านี้ อัตราการงอกของเมล็ดจะลดลง

การให้ปุ๋ย ก่อนปลูก ควรมีการใส่ปุ๋ยรองพื้นสูตร 15-15-15 ในอัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ ให้ใส่ปุ๋ยคอกร่วมด้วย เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุลงในดิน ในการดูแลรักษาแปลงถั่ว ควรใส่ปุ๋ยสูตรตัวกลางสูง (0-46-0) ในช่วงต้นฤดูของทุกปี ในอัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่

การกำจัดวัชพืช ให้กำจัดวัชพืชครั้งแรก ในระยะ 3-4 สัปดาห์แรกหลังปลูก และกำจัดวัชพืชครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกอีก 2 เดือน

การตัดแต่งต้นถั่วบราซิล เนื่องจากถั่วบราซิล เป็นพืชที่เลื้อยอยู่บนพื้นไปเรื่อยๆ ไม่ได้เป็นต้นที่จะเลื้อยขึ้นไปรัดบนต้นไม้ การตัดแต่งจึงทำปีละ 2-3 ครั้ง วิธีการตัด สามารถใช้เครื่องตัดหญ้าตัด หรือหากพบวัชพืชขึ้นแซมๆ อาจจะใช้วิธีการถอนออก ตามความเหมาะสม

การเก็บเกี่ยวเมล็ด กรณีที่เป็นดินเหนียว ต้องขุดลึก ประมาณ 10 ซม. นำดินขึ้นมาแช่น้ำให้ดินยุ่ย ประมาณ 15 นาที แล้วตักดินใส่ตะแกรงไม้ไผ่ชนิดก้นลึก และขนาดรูตะแกรงที่มีตาถี่ ทำการร่อนในน้ำ ใช้มือถูดินที่หุ้มอยู่ออกให้หมด นำเมล็ดถั่วที่ได้ล้างน้ำอีกครั้ง แล้วนำไปผึ่งแดด ประมาณ 3 วัน เมื่อแห้งดีแล้ว นำไปเก็บฝัดเศษดินทิ้ง เก็บเมล็ดถั่วลิสงเถาไว้ในที่ร่ม หรือกรณีที่เป็นดินร่วนปนทราย อาจขุดดินแล้ว นำมาร่อนแยกเอาเมล็ดออกได้โดยตรง ไม่ต้องร่อนในน้ำ ระยะเวลาเก็บเมล็ด ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม อายุประมาณ 8 เดือนขึ้นไป ระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม ถ้าเก็บล่าช้า ฝนเริ่มตก ฝักที่มีอยู่ใต้ดิน และเถาที่ยังคงอยู่จะเริ่มงอก

ถั่วบราซิล เป็นพืชตระกูลถั่ว จึงให้ปุ๋ยตรึงไนโตรเจนในดินได้ดี  ลำต้นจะเลื้อยไปบนดินในบริเวณกว้าง ใช้เป็นพืชคลุมดิน รักษาความชื้น และป้องกันไม่ให้วัชพืชอื่นขึ้น ไม่ค่อยเลื้อยขึ้นต้นไม้  จึงไม่มีปัญหาว่าไปรัดต้นไม้ตาย การขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ จึงทำได้ง่าย พอถั่วงามแล้ว สามารถตัดกิ่งไปชำในถุง แล้วค่อยๆ ขยายพื้นที่ปลูกไปเรื่อยๆ เป็นวิธีประหยัด และทำให้การดูแลกำจัดวัชพืชได้ง่ายด้วย เพราะหลังจากถั่วขึ้นมาเต็มพื้นที่แล้ว วัชพืชจะขึ้นได้ยาก

นาย รัตวิ

เร่งส่งเสริมใช้ยางในประเทศ เกษตรฯลุยลดพื้นที่ปลูกร้อยละ30รักษาเสถียรภาพราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379324

x

เร่งส่งเสริมใช้ยางในประเทศ เกษตรฯลุยลดพื้นที่ปลูกร้อยละ30รักษาเสถียรภาพราคา

วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เร่งส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศ เนื่องจากกำลังการผลิต 4.5 ล้านตันต่อปี ใช้ในประเทศเพียง 6 แสนตันหรือประมาณร้อยละ 14.2 เท่านั้น ซึ่งการที่ผลผลิตส่วนใหญ่ถูกนำไปส่งออกมากถึง 86% ทำให้ตลาดมีอำนาจเป็นผู้กำหนดราคา เนื่องจากการซื้อขายเป็นแบบซื้อขายล่วงหน้า จะส่งมอบยางพาราตามที่กำหนดไว้ในสัญญา ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบมาเลเซียซึ่งใช้ยางพาราในประเทศร้อยละ 35 และส่งออกร้อยละ 65 ทำให้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำของมาเลเซียไม่รุนแรงเท่ากับไทย โดยราคายางแผ่นดิบขณะนี้ กิโลกรัมละ 40 บาท ต้นทุนอยู่ที่ 63 บาท ซึ่งธนาคารโลกเคยวิเคราะห์ไว้ว่า ใน 5 ปีข้างหน้า ราคายางพาราจะไม่เกิน 2 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 66 บาท อีกทั้งขณะนี้ สงครามการค้ามีผลกระทบโดยตรงต่อราคายาง เพราะอุตสาหกรรมที่ใช้ยางพารามาก ได้แก่ อุตสาหกรรมรถยนต์ เมื่อเศรษฐกิจโลกไม่ดี กำลังซื้อรถยนต์ต่ำลง ส่งผลให้ความต้องการยางพาราในตลาดโลกลดลงมาก

ขณะนี้มาเลเซียซึ่งเป็นผู้ผลิตยางพารารายใหญ่เริ่มลดพื้นที่เพาะปลูกลง ซึ่งมีงานวิจัยของ นายอัทธ์ พิศาลวนิช ผู้อำนวยการ ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในหัวข้อ “วาระแห่งชาติ ยางพาราไทย : อุปสรรคและทางรอด” โดยระบุว่า ปัจจุบันราคายางลดลงถึง 72% จากปี 2554 ไทยยังมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกมาก โดยพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. และมีเอกสารสิทธิถูกต้อง 14 ล้านไร่ ส่วนที่แจ้งการปลูกแต่เป็นที่ดินซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิมากถึง 4 ล้านไร่ มาเลเซียลดพื้นที่เพาะปลูกลงแล้ว ทั้งนี้ไทยจะต้องทำทั้งลดพื้นที่ปลูกอย่างน้อยร้อยละ 30 ซึ่งจะทำให้ปริมาณความต้องการใช้ในประเทศสมดุลกับการผลิตมากขึ้น ช่วยยกระดับราคาขึ้นได้ รวมทั้งพัฒนาสายพันธุ์ยางพาราเพื่อให้ผลผลิตต่อไร่มากขึ้น ทั้งนี้เมื่อลดพื้นที่ปลูกแล้วต้องสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศควบคู่ไปด้วย ขณะเดียวกันจำเป็นต้องส่งเสริมการรวมตัวของเกษตรกรในการปลูกยางพารา เพื่อให้สามารถลดต้นทุนการผลิตได้และมีกำลังต่อรองราคาขาย

งัดมาตรการด่วนสกัดปาก-เท้าเปื่อย ‘ปศุสัตว์’เร่งควบคุม-ป้องกันการแพร่ระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379325

x

งัดมาตรการด่วนสกัดปาก-เท้าเปื่อย ‘ปศุสัตว์’เร่งควบคุม-ป้องกันการแพร่ระบาด

วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ขณะนี้พบการระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อย ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ได้แก่ สระบุรี ลพบุรี นครราชสีมา ชัยภูมิ เชียงราย ลำพูน ลำปาง นครปฐม ระนอง สตูล พังงา และสงขลา กรมปศุสัตว์จึงได้เร่งดำเนินการควบคุมการเคลื่อนย้าย และระดมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยบริเวณรอบจุดเกิดโรค รัศมี 5 กิโลเมตร และรักษาสัตว์ป่วยตามอาการอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งค้นหาสัตว์ป่วยเพิ่มเติมและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ ยังได้กำหนดมาตรการเร่งด่วน โดยกระจายวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยลงสู่พื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ ก่อนรอบการรณรงค์การฉีดวัคซีนรอบที่ 1/2562 ระหว่างเดือนธันวาคมและมกราคม รวมทั้งสร้างความร่วมมือกับกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์และศูนย์รับน้ำนมดิบ เพื่อเร่งดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยให้ครอบคลุมประชากรสัตว์ในพื้นที่เสี่ยง พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการค้าสัตว์และซากสัตว์ในการชะลอการเคลื่อนย้ายโค กระบือ แพะ แกะ เป็นระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน ถึง 15 ธันวาคม 2561 ในจังหวัดที่มีสถิติการระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อยเป็นประจำ ได้แก่ ลพบุรี สระบุรี นครราชสีมา เพชรบุรี ราชบุรี นครปฐม กาญจนบุรี และชุมพร ยกเว้นกรณีเคลื่อนย้ายสัตว์เข้าโรงฆ่าสัตว์ รวมทั้งขอความร่วมมือตลาดนัดค้าสัตว์ในพื้นที่ให้งดดำเนินการในช่วงเวลาดังกล่าว

พร้อมกันนี้ ยังสั่งการให้เข้มงวดการตรวจอาการในสัตว์ที่จะเคลื่อนย้ายและสัตว์ร่วมฝูง หากพบสัตว์ดังกล่าวแสดงอาการหรือมีรอยโรคของโรคปากและเท้าเปื่อย กรมปศุสัตว์จะดำเนินการระงับการเคลื่อนย้ายโดยทันที มีการจัดชุดเฉพาะกิจระดมทำลายเชื้อโรคในจุดเสี่ยง ได้แก่ ตลาดนัดค้าสัตว์ แหล่งรวมสัตว์ คอกพักสัตว์ โรงฆ่าสัตว์ สหกรณ์โคนม ศูนย์รับน้ำนมดิบ เป็นต้น รวมทั้งจัดตั้งจุดตรวจเพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายในพื้นที่ที่มีรายงานการเกิดโรค พร้อมทั้งกำกับ ติดตาม ตรวจสอบการดำเนินงานของจังหวัดและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด มีการประชุมชี้แจงแนวทางการป้องกันและควบคุมการระบาดของโรคปากและเท้าเปื่อยของกรมปศุสัตว์ให้แก่เกษตรกรสหกรณ์หรือศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ และผู้ประกอบการค้าสัตว์และซากสัตว์ รวมทั้ง ขอความร่วมมือเกษตรกรในฟาร์มที่มีการระบาดของโรคในการงดส่งน้ำนม ผสมเทียม และจำหน่าย มูลโคสดด้วย

‘ปศุสัตว์’เข้ม! ตรวจพบสารพันธุกรรมเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกร จากไส้กรอกยึดจากนทท.จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379295

'ปศุสัตว์'เข้ม! ตรวจพบสารพันธุกรรมเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกร จากไส้กรอกยึดจากนทท.จีน

‘ปศุสัตว์’เข้ม! ตรวจพบสารพันธุกรรมเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกร จากไส้กรอกยึดจากนทท.จีน

วันจันทร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 16.51 น.

กรมปศุสัตว์วางมาตรการเข้มงวดป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร สามารถตรวจยึดไส้กรอกปนเปื้อนสารพันธุกรรมของเชื้อฯ จากนักท่องเที่ยวชาวจีน และเร่งซ้อมแผนรับมือ หากพบสุกรป่วยตายผิดปกติแจ้งเจ้าหน้าที่โดยด่วนแม้ไม่ติดต่อสู่คนแต่ก่อความเสียหายร้ายแรงต่อเศรษฐกิจ

26 พ.ย.61 นายสัตวแพทย์สรวิส ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่าได้รับรายงานจากสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์ ถึงผลการตรวจยืนยันด้วยวิธี Realtime-PCR  และ Sequencing พบการปนเปื้อนสารพันธุกรรมของเชื้อโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในผลิตภัณฑ์ไส้กรอกที่ด่านกักกันสัตว์ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ตรวจยึดน้ำหนักประมาณ 800 กรัม จากนักท่องเที่ยว ที่เดินทางจากเมืองเฉินตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยสายการบินเสฉวนแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 3U8287 และส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ตามมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดในสินค้าและนักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงที่พบการระบาดของโรค เป็นการควบคุมป้องกันโรคมิให้เข้ามาระบาดภายในประเทศ

สำหรับการตรวจพบการปนเปื้อนสารพันธุกรรมของเชื้อดังกล่าวในผลิตภัณฑ์จากสุกรที่นักท่องเที่ยวนำติดตัวมา ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่สามในเอเชียต่อจากเกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่สามารถตรวจพบภัยคุกคามดังกล่าวได้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ในวันนี้กรมปศุสัตว์ได้จัดการซ้อมแผนการรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรตามแผนที่ได้จัดทำขึ้นแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานนับตั้งแต่ระดับอำเภอจนถึงสำนักงานปศุสัตว์เขตในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน รวมทั้ง ภาคเอกชนได้สนับสนุนงบประมาณในการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันโรคเข้าประเทศที่ด่านกักกันสัตว์ต่างๆในพื้นที่เสี่ยง ในส่วนของภาคราชการเองได้กำหนดมาตรการที่เข้มงวดหลายมาตรการ อาทิเช่น การชะลอการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากสุกรที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงที่พบการระบาดของโรค การเตรียมความพร้อมของห้องปฏิบัติการและเครือข่ายในการตรวจวินิจฉัยให้มีความถูกต้องและรวดเร็ว การเข้มงวดตรวจสอบสัมภาระของนักท่องเที่ยวที่อาจมีการลักลอบนำผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงเข้ามาในประเทศไทยซึ่งมีผลการตรวจยึดได้เป็นจำนวนมาก การเข้มงวดตรวจจับและหาข่าวการลักลอบนำเข้าสุกรและผลิตภัณฑ์ผ่านเข้ามาทางชายแดนประเทศเพื่อนบ้านโดยประสานความร่วมมือกับหน่วยความมั่นคงต่างๆ รวมทั้งเร่งสร้างความรับรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรแก่เจ้าหน้าที่และเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรผ่านรูปแบบการประชุมและการซ้อมแผนในภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง

ทั้งนี้ นอกจากจะมีการกำหนดมาตรการหรือกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนแล้ว กรมปศุสัตว์มีความจำเป็นต้องยกระดับและให้ความสำคัญต่อโรคดังกล่าว พร้อมผลักดันผ่านรัฐบาลให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อบูรณาความร่วมมือและทรัพยากร รวมทั้งงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆในการควบคุม ป้องกันโรคมิให้เข้ามายังประเทศไทยได้ เนื่องจากโรคดังกล่าวนี้ไม่ติดต่อสู่คนแต่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงทางด้านอาหาร

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี  2561 องค์การสุขภาพสัตว์โลก รายงานการพบโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever) ในประเทศต่างๆทั่วโลกจำนวน 16 ประเทศ จำแนกเป็นทวีปยุโรป 11 ประเทศ ทวีปแอฟริกา 4 ประเทศ และล่าสุดที่ทวีปเอเชีย 1 ประเทศคือสาธารณรัฐประชาชนจีนที่พบการระบาดในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดังนั้น เพื่อเป็นการควบคุมป้องกันโรคมิให้เข้ามาระบาดภายในประเทศจากการเคลื่อนย้ายสัตว์-ซากสัตว์ภายในภูมิภาค และเชื้อปนเปื้อนมากับคนและอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์จากสุกรที่ไม่ผ่านการปรุงสุกเพื่อการบริโภค กรมปศุสัตว์จึงได้กำหนดมาตรการการตรวจสอบที่เข้มงวดในสินค้าและนักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงที่พบการระบาดของโรค  อีกทั้งรัฐบาลไทยโดยกรมปศุสัตว์ร่วมกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรพร้อมทั้งองค์กรวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง มีความตระหนักถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมการผลิตสุกรของไทยหากเกิดการระบาดโรคในประเทศไทย จึงได้บูรณาการความร่วมมือในการจัดทำแผนรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรเพื่อให้การจัดทำแผนมีความคลอบคุม ครบถ้วนและมีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับจากทุกภาคส่วน

ท้ายที่สุดนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ขอให้เกษตรกรมีความมั่นใจในการดำเนินงานที่เข้มงวดของปศุสัตว์ในการป้องกันโรคมิให้เข้ามาสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการผลิตสุกรของประเทศไทย รวมทั้งขอความร่วมมือเกษตรกรให้ยกระดับการเลี้ยงสุกรให้มีระบบการป้องกันโรคที่ดีตามมาตรฐาน GAP และหากเป็นรายย่อยให้ใช้มาตรฐานการป้องกันและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (GFM) ตรวจสอบแหล่งที่มาของสุกรก่อนเข้าฟาร์ม ร่วมกับการจัดการด้านระบบความปลอดภัยทางชีวภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ใช้เศษอาหารที่มาสุกรนำมาเลี้ยงสุกรหรือนำผลิตภัณฑ์ที่มาจากสุกรเข้าฟาร์มโดยเด็ดขาดรายย่อยที่มีจำเป็นต้องใช้เศษอาหารเลี้ยงสุกรให้ต้มให้สุกก่อน ซึ่งจะช่วยป้องกันการนำโรคเข้าสู่ฟาร์มได้ นอกจากนี้ให้สังเกตอาการสุกรอย่างใกล้ชิด  หากพบสุกรแสดงอาการป่วย เช่น มีไข้สูง เบื่ออาหาร ผิวหนังเป็นปื้นแดงและต่อมาเป็นสีเขียวคล้ำ พบภาวะแท้งในแม่สุกรและมีจำนวนสุกรตายผิดปกติให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที หรือ call center 063-225-6888 หรือที่แอปพลิเคชัน DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เร่งดำเนินการให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

‘กฤษฎา’สั่งกยท.เพิ่มจุดรับซื้อ’น้ำยางสด’เข้าโครงการถนนยางพารา ชี้ช่วยเกษตรกรมีรายได้เพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379265

'กฤษฎา'สั่งกยท.เพิ่มจุดรับซื้อ'น้ำยางสด'เข้าโครงการถนนยางพารา ชี้ช่วยเกษตรกรมีรายได้เพิ่ม

‘กฤษฎา’สั่งกยท.เพิ่มจุดรับซื้อ’น้ำยางสด’เข้าโครงการถนนยางพารา ชี้ช่วยเกษตรกรมีรายได้เพิ่ม

วันจันทร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 15.40 น.

“กฤษฎา”สั่งกยท.เพิ่มจุดรับซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกรในพื้นที่ทำสวนยางโดยตรง เข้าโครงการถนนยางพารา ตั้งเป้าใช้น้ำยาง 9.6 แสนตัน ชี้อปท.ทั่วประเทศ หนุนงบทำถนนยางกว่า8หมื่นหมู่บ้าน ได้ประโยชน์ตกกับท้องถิ่น ช่วยเกษตรกรมีรายได้เพิ่ม

26 พ.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าขณะนี้เกษตรและสหกรณ์ (กษ.) จังหวัด และผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จังหวัด รายงานว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หลายจังหวัดแจ้งสนับสนุนงบประมาณเพื่อเข้าร่วมโครงการใช้ยางหน่วยงานรัฐ ทำถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพารา ซี่งมีพื้นที่นำร่องแล้ว อาทิ หนองบัวลำภู สงขลา สุราษฎร์ธานี ชุมพร ตรัง อุทัยธานี ทั้งนี้ ขอความร่วมมือ อปท.ทั่วประเทศ ใช้งบประมาณเหลือจ่าย งบประมาณสะสม หรืองบอื่นๆ มาสร้างถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพาราในตำบลและหมู่บ้านกว่า 8 หมื่นแห่งๆ ละ 1 กิโลเมตร จะใช้น้ำยาง 12 ตัน รวมทั่วประเทศใช้น้ำยางพาราไม่น้อยกว่า 9.6 แสนตัน พร้อมกับได้สั่งการให้ กยท.พิจารณาเพิ่มจุดรับซื้อน้ำยางสดในจังหวัดอื่น ที่ยังไม่มีจุดรับซื้อด้วยเพื่อจะได้ใช้ผลผลิตยางจากเกษตรกรในท้องถิ่น ซึ่งหาก อปท.สนับสนุนโครงการนี้ จะทำให้ราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้นได้ตามเป้าหมาย ซึ่งเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและทุกชุมชนในท้องถิ่นได้รับประโยชน์โดยตรง

สำหรับ จ.อุทัยธานี มีสถาบันเกษตรกรที่ทำสวนยางพารา แต่ขายเป็นยางแผ่นดิบ จึงไม่มีจุดรับซื้อน้ำยางสดในพื้นที่ ในเบื้องต้นจึงประสานไปยัง กยท.จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ใกล้ที่สุดเพื่อขอรับซื้อน้ำยางสดจากสถาบันเกษตรกร อย่างไรก็ตาม ถ้า อปท.ที่เข้าร่วมโครงการมีเป็นจำนวนมากจะหาแนวทางให้สหกรณ์ชาวสวนยางเปิดเป็นจุดรับซื้อน้ำยางสดเพื่อเกษตรกรในพื้นที่จะขายน้ำยางได้ในราคาสูงขึ้น อีกทั้งสามารถลดต้นทุนค่าขนส่งลงได้

ในส่วนถนนตัวอย่างที่ดำเนินการแล้ว คือ ถนนคันคลองชลประทาน ต.ทุ่งโพ อ.หนองฉาง ดำเนินการโดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทับเสลา อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ซึ่งกรมชลประทานจัดทำโดยใช้งบประมาณจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เดิมเป็นถนนแอสฟัลท์ซึ่งทรุดโทรมแล้ว จึงปรับปรุงผิวทางโดยทำรูปแบบงานยางพาราแอสฟัลท์ติกคอนกรีต ซึ่งนำยางมะตอยเดิมมารีไซเคิล ปั่นผสมซีเมนต์และหินคลุกพร้อมบดอัดแน่น ราดไพร์มโคท แล้วขั้นตอนสุดท้ายจึงราดยางพาราแอสฟัลท์เป็นผิวทาง ความยาว 7.918 กิโลเมตร งบประมาณ 40 ล้านบาท โดย กยท.จังหวัดพร้อมนำเสนอแบบก่อสร้าง สูตรผสมในการทำถนนได้ทั้งในแบบถนนงานยางพาราแอสฟัลท์ติกคอนกรีต และถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพาราซึ่งใช้ยางพาราผสมกับลูกรังและปูนซีเมนต์ ในสูตรผสมยางพาราประมาณ 12 ตันต่อกิโลเมตร ต่อความกว้างถนน 6 เมตร เป็นผิวทางเช่นกัน

นายกฤษฎา กล่าวว่า จากที่มีข้อเสนอของสถาบันเกษตรกรที่ต้องการให้ อปท.รับซื้อน้ำยางสดในราคากิโลกรัมละ 60 บาท โดยขณะนี้ราคาซื้อขายน้ำยางสดที่ตลาดกลาง กยท.อยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 37 บาทนั้น มีตัวอย่างจาก จ.หนองบัวลำภู ซึ่ง ผอ.กยท.หนองบัวลำภู รายงานว่า การซื้อขายน้ำยางสดจะคิดที่ราคาน้ำยางข้น 60% โดยวันที่ 15 พ.ย.ซึ่ง อบจ.หนองบัวลำภู รับซื้อน้ำยางสดจากสหกรณ์ 1,200 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 26.67 บาท กลุ่มเกษตรกรมีรายได้ 32,004 บาท ทั้งนี้ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการนำแอมโมเนียและสารกันกอกเพื่อป้องกันยางจับตัวเป็นก้อนมาผสม รวมทั้งค่าขนส่งซึ่งจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นอีก 10.23 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งในวันเดียวกันนั้นที่ตลาดกลางยางพาราสงขลาน้ำยางข้น 60% อยู่ที่กิโลกรัมละ 36 บาท ดังนั้น หากขายน้ำยางสด 1,200 กิโลกรัม ตามเปอร์เซ็นต์เนื้อยางแห้ง ซึ่งเท่ากับ 348.16 กิโลกรัม ตามราคาตลาดกลางสงขลา จะขายได้ 12,533.76 บาท เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ราคาที่สหกรณ์ขายให้ อบจ.หนองบัวลำภู อยู่ที่กิโลกรัมละ 55.31 บาท สูงกว่าตลาดกลางสงขลาถึง 19.31 บาทต่อกิโลกรัม

รายงานพิเศษ : ‘หอมมะลิไทย’พันธุ์ดีแต่ดูแลไม่ดีก็หอมน้อยลงได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379112

รายงานพิเศษ : ‘หอมมะลิไทย’พันธุ์ดีแต่ดูแลไม่ดีก็หอมน้อยลงได้

รายงานพิเศษ : ‘หอมมะลิไทย’พันธุ์ดีแต่ดูแลไม่ดีก็หอมน้อยลงได้

วันจันทร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ข้าวหอมมะลิไทยที่มีชื่อเสียงในการส่งออกมากที่สุด คือ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 รองลงมาคือ กข15 โดยเฉพาะนางเอกตลอดกาล คือ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ครองความนิยมในใจของผู้บริโภคมานาน 60 ปี นับตั้งแต่ผ่านการรับรองพันธุ์ นอกจากรูปลักษณ์ที่เป็นข้าวสุกขาว นุ่มแล้ว ยังมีเสน่ห์ความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ แม้มีพันธุ์ข้าวหอมใหม่ๆ รับรองพันธุ์ แต่ก็ยังไม่อาจเทียบเท่า ทว่าในระยะหลังปัญหาข้าวหอมมะลินั้นมักจะมีคำถามว่า “ทำไมข้าวหอมในปัจจุบันน้อยลง?” จนสาวลึกไปจนถึง “เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกมีคุณภาพดีเหมือนเดิมหรือไม่?”

ดร.กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล อธิบดีกรมการข้าว หัวเรือใหญ่เรื่องนี้ และทำการวิจัยเกี่ยวกับคุณภาพของข้าวหอมมะลิได้ไขข้อข้องใจ ดังนี้

ประเด็นแรก คุณภาพของเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิที่ปลูกในปัจจุบัน กรมการข้าวมีงานวิจัยเรื่องความหอมข้าวขาวดอกมะลิ 105 ยืนยันแล้วว่าพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เมล็ดพันธุ์แท้จากกรมการข้าวไม่พบว่ามีความแปรปรวนของลักษณะสรีระและทางพันธุกรรมรวมทั้งลักษณะทางการการเกษตรแต่อย่างใด และได้พิสูจน์ความหอมแล้วยังมีความหอมเหมือนเดิมไม่น้อยลง

ประเด็นที่สอง ปัญหาความหอมของข้าวที่ลดลง จากงานวิจัยที่ทำการศึกษา พบว่า คุณภาพเมล็ดทั้งทางด้านกายภาพ เคมี และความหอมของพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 และ กข15 ที่ปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนบนมีความแปรปรวนโดยเฉพาะความหอม ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการในแปลงนาและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว

นั่นเป็นเพราะพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เป็นพันธุ์ที่ได้จากการคัดเลือกจากพันธุ์พื้นเมืองที่ปรับตัวได้ดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนบน เป็นข้าวไวต่อช่วงแสง ต้นสูง ฟางข้าวอ่อนล้มได้ง่าย ดังนั้น จึงเหมาะที่จะปลูกในพื้นที่ดินทรายมีความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ในช่วงข้าวออกดอกซึ่งเป็นระยะที่ข้าวสะสมแป้งน้ำในนาจะซึมลงใต้ดิน ทำให้น้ำไม่ขังแปลง เกิดสภาวะที่เหมาะสมต่อการสร้างสารหอมระเหย 2 AP (2-Acetyl-1-Pyrroline) จึงทำให้พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 มีความหอมมาก อีกทั้งในช่วงข้าวสะสมแป้งเป็นช่วงฤดูหนาวอากาศเย็น หากปีใดมีอากาศเย็น (อุณหภูมิ 20 – 25 องศาเซลเซียส) ในช่วงระยะเวลายาวนานจะทำให้สารหอมระเหยในข้าวจะคงอยู่ในเมล็ดข้าวได้มาก ผลผลิตข้าวปีนั้นจะหอมมากกว่าปีที่มีอากาศร้อน

แล้วเราจะมีการจัดการปลูกข้าวหอมให้มีคุณภาพและความหอมที่ดีที่สุดอย่างไร เรื่องนี้ ดร.กฤษณพงศ์มีคำตอบว่า

1.การจัดการน้ำ การระบายน้ำออกจากแปลงนาหลังระยะออกดอก 7 วัน จะทำให้การสร้างสารหอมระเหยสูงขึ้น คุณภาพการสี และคุณภาพหุงต้มรับประทานดีขึ้น

2.การจัดการธาตุอาหาร ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือ ปุ๋ยพืชสด รวมทั้งการจัดการธาตุอาหารในดิน ธาตุหลัก ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแตสเซียม และธาตุรอง ได้แก่ แคลเซียม ซัลเฟอร์ แมงกานีส และแมกนีเซียมที่เหมาะสมตามความต้องการของแต่ละชุดดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะทำให้ข้าวสร้างสารหอมระเหยสูงขึ้น

3.การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อช่วยรักษาความหอมให้สูง ต้องเก็บเกี่ยวข้าวในระยะพลับพลึง ในระยะ 25-30 วัน หลังออกดอก การลดความชื้นโดยการตากแดด 2 แดด หรืออบด้วยอุณหภูมิไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส นาน 8 ชั่วโมง หรืออบที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นาน 2 วัน

4.การจัดการเก็บรักษาข้าวสารเพื่อช่วยรักษาความหอมข้าวให้นานขึ้น โดยสภาพปกติเก็บควรเก็บข้าวสารไม่เกิน 5 เดือน หากเป็นไปได้เก็บในที่ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิ 20-25 องศาเซลเซียส จะเก็บได้ยาวนานกว่าสภาพปกติและคงคุณภาพที่ดีกว่า

ในเรื่องนี้ ดร.กฤษณพงศ์ยังได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวที่อยู่ในพื้นที่ได้ทำความเข้าใจกับเกษตรกรในการปลูกข้าวหอมมะลิให้ได้คุณภาพ ตั้งแต่การใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ จนกระทั่งถึงกระบวนการเก็บเกี่ยวซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลต่อปัจจัยความหอมของข้าวทั้งสิ้น

ถามว่า สถานการณ์ผลิตข้าวหอมมะลิปัจจุบันนี้เอื้อต่อการรักษาคุณภาพความหอมหรือไม่ มีข้อสังเกตว่า กระบวนการผลิตข้าวในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงแตกต่างจากในอดีตหลายด้าน โดยเฉพาะการนำเครื่องเกี่ยวนวดมาใช้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากขึ้น ทำให้ข้าวที่เกี่ยวได้มีความชื้นสูงกว่าการเกี่ยวด้วยมือและตากให้แห้งก่อนนำเข้าโรงสี ในขณะที่ข้าวที่ได้จากเครื่องเกี่ยวนวดจะต้องนำไปลดความชื้นอย่างถูกต้องและรวดเร็วจึงจะทำให้คุณภาพที่ดีได้มาตรฐานดังนั้น ความหอมของข้าวหอมมะลิในปัจจุบันต้องผ่านขบวนการอบลดความชื้น จึงทำให้มีโอกาสที่จะมีแนวโน้มทำให้ความหอมน้อยลงไปจากขบวนการผลิตข้าวแบบดั้งเดิม

ชายคาพระพิรุณ : 26 พฤศจิกายน 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379108

586851

ชายคาพระพิรุณ : 26 พฤศจิกายน 2561

วันจันทร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การดำเนินงานระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เกษตรกรที่ร่วมโครงการมีการบริหารจัดการร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ นำไปสู่การลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพ มีการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าเกษตร เพิ่มโอกาสในการแข่งขันทางการตลาดได้ โดยแนวทางการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ จะยึดพื้นที่เป็นหลัก มีการดำเนินงานในลักษณะบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมๆ ไปกับการร่วมมือร่วมใจของเกษตรกรที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มการผลิต มีผู้จัดการแปลงเป็นผู้บริหารจัดการพื้นที่ ในทุกกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน มีแปลงใหญ่ทั้งสิ้น 4,663 แปลง เกษตรกร 315,897 ราย พื้นที่ 5.41 ล้านไร่ ในการดำเนินงานระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่นั้นได้เน้นเรื่องตลาดนำการผลิตเป็นสำคัญ ทำให้ปัจจุบันแปลงใหญ่ที่ดำเนินการปี

สำหรับปี 2562 นายสำราญ สาราบรรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ผู้ที่ถือได้ว่าเป็นคนปลุกปั้น และมีส่วนสำคัญในการออกแบบแนวทางปฏิบัติของโครงการเกษตรแปลงใหญ่ มาตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถือว่ามีความเชี่ยวชาญในการส่งเสริมและต่อยอดเกษตรแปลงใหญ่ได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ปีนี้เมื่อรับหน้าที่อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร จึงมีความพร้อมมากที่จะทำงานต่อได้ทันที และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เรียกเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานแปลงใหญ่ ในระดับเขต ทั้ง 9 เขต เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานแปลงใหญ่ จากสำนักงานเกษตรจังหวัด 77 จังหวัด รวมทั้งผู้รับผิดชอบงานแปลงใหญ่ของสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร รวมกว่า 200 คน มาสัมมนาเชิงปฏิบัติการแนวทางการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานให้กับผู้รับผิดชอบงานแปลงใหญ่ในทุกระดับ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้มีความเข้าใจในระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ และใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่บรรลุเป้าหมายโครงการ…

ด้านกรมหม่อนไหม โดย นางสาวศิริพร บุญชู รักษาราชการแทนอธิบดีกรมหม่อนไหม เป็นปลื้ม หลังจากส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในพื้นที่ภาคเหนือภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืนปี 2561เป้าหมายเกษตรกร 800 ราย แบ่งออกเป็น 2 กิจกรรม คือ (1) กิจกรรมการเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม 200 ราย และ (2) กิจกรรมเลี้ยงไหมเพื่อผลิตแผ่นใยไหม 600 ราย มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาตามนโยบายการทวงคืนผืนป่า เร่งฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และลดปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งมีเนื้อที่กว่า 9 แสนล้านไร่ แล้วพบว่าสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่เลี้ยงไหมอุตสาหกรรมไม่น้อยกว่า 6,000 บาท/เดือน และมีรายได้จากการเลี้ยงไหมผลิตแผ่นใยไหมไม่น้อยกว่าเดือนละ 10,000 บาท จึงนับว่าเป็นโอกาสดีของเกษตรกร ที่ปรับเปลี่ยนอาชีพจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาเป็นการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพราะนอกจากเกษตรกรจะมีรายได้แล้วยังสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการสร้างป่าต้นน้ำทวงคืนผืนป่าและลดการบุกรุกพื้นที่ป่าจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีกด้วย…

ขุนเกษตรา