ทางรอด’ชาวสวนยาง’! กษ.ชูโมเดลปลูกโกโก้ทดแทนยางพารา ชี้ตลาดต้องการ-ราคาสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379638

ทางรอด'ชาวสวนยาง'! กษ.ชูโมเดลปลูกโกโก้ทดแทนยางพารา ชี้ตลาดต้องการ-ราคาสูง

ทางรอด’ชาวสวนยาง’! กษ.ชูโมเดลปลูกโกโก้ทดแทนยางพารา ชี้ตลาดต้องการ-ราคาสูง

วันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 09.05 น.

กษ.ชูโมเดลปลูก”โกโก้”ทดแทน”ยางพารา” ระบุตลาดในประเทศและตลาดโลกต้องการมาก ชี้เป็นพืชที่มี”ราคาสูง”

28 พ.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตั้งคณะศึกษาวิจัยอย่างรอบด้านถึงผลตอบแทนจากการปลูกโกโก้ทดแทนยางพารา หรือปลูกแซมยาง และการวางแผนผลิตโกโก้ทดแทนการทำสวนยางพารา มีอายุเกิน 25 ปี หรือให้น้ำยางน้อยไม่คุ้มทุน เพราะตลาดในประเทศและตลาดโลกมีความต้องการโกโก้มากขึ้น รวมทั้งมีราคาสูงเมื่อเทียบกับพืชอื่น เป็นแนวการปฏิรูปภาคการเกษตรที่กระทรวงเกษตรฯ ได้เริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว เช่น โครงการข้าวครบวรจร โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์หลังฤดูการทำนา เป็นต้น

“หากผลการศึกษาปรากฎว่าพื้นที่ประเทศไทยมีความเหมาะสมในการปลูกและผลิตโกโก้ รวมทั้งให้ผลตอบแทนคุ้มทุนในเชิงเศรษฐศาสตร์ด้วยแล้ว ให้เร่งรัดจัดทำแผนการผลิตโกโก้ ทั้งนี้ อาจใช้โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังนา มาใช้เป็นต้นแบบในการวางแผนการผลิตโกโก้ในครั้งนี้ก็ได้” รมว.เกษตรฯ กล่าว

ทั้งนี้ ประเทศไทยซึ่งโกโก้ที่ปลูกในประเทศ มีรสชาติความอร่อยไม่แพ้ชาติอื่นๆ เลย เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้มีข่าวช็อกโกแลตยี่ห้อไทย “ภราดัย” ไปคว้ารางวัลระดับโลกมาถึง 2 รางวัล สำหรับช็อกโกแลตที่ทำมาจากโกโก้ไทย โดยช็อกโกแลตนม 58% จาก จ.นครศรีธรรมราช ได้รางวัลระดับเหรียญเงินในหมวดช็อกโกแลตนมที่มีสัดส่วนเปอร์เซ็นต์โกโก้เกิน 50% ที่ผลิตด้วยโกโก้จากแหล่งเดียว และรางวัลพิเศษเหรียญทอง สำหรับช็อกโกแลตจากประเทศที่ปลูกเอง

‘กฤษฎา’เร่งอปท.ประสานทหารพัฒนา จับมือทำ’ถนนยาง’ทุกชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379637

'กฤษฎา'เร่งอปท.ประสานทหารพัฒนา จับมือทำ'ถนนยาง'ทุกชุมชน

‘กฤษฎา’เร่งอปท.ประสานทหารพัฒนา จับมือทำ’ถนนยาง’ทุกชุมชน

วันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 08.57 น.

28 พ.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สั่งการให้เกษตรจังหวัดทุกจังหวัด ร่วมกับพื้นที่สำรวจตรวจสอบการใช้ยางพารา ตามแนวทางสนับสนุนการใช้ยางภาครัฐนั้น ขณะนี้มีหลายจังหวัดเริ่มดำเนินการทำถนนยางพารา อาทิ เกษตรจังหวัดเลย ได้ตรวจสอบและรายงานให้ทราบว่า หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา นพค.23 ได้ดำเนินโครงการปรับปรุงทางลูกรังเป็นทาง para rubber polymer soil cement ในพื้นที่ จ.เลย จำนวน 7 เส้นทาง งบประมาณปี 2561/กันเหลื่อมปี 62 ในสูตร ปรับปรุงทางผิวจราจรลูกรัง para rubber polymer cement ถนนลงลูกรังหนา 10 ซม.จะใช้น้ำยาง Pre-blended 2.10 กก./ตร.ม.และปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ (ประเภทงานโครงสร้าง) 14.20 กก./ตร.ม.

“จากรายงานแสดงให้เห็นว่า การใช้แนวทางน้ำยางสด ร่วมกับปูนซีเมนส์ปอร์แลนด์ ในการปรับปรุงผิวจราจร ซึ่งทำโดยหน่วยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาเองนั้นขั้นตอนอาจไม่ซับซ้อน ดังนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใดมีเครื่องจักร เครื่องมือ บวกกับการสนับสนุนจากหน่วยทหาร หรือหน่วยที่มีรถบรรทุกน้ำ ปรับปรุงให้ใส่น้ำยางสดได้ ก็จะสามารถใช้น้ำยางสดมาเป็นผสมในปรับปรุงผิวจราจรได้ จากในภาพเป็นถนนที่ปรับปรุง 2 แห่ง คือ บ้านศรีชมชื่น ต.น้ำสวย อ.เมืองเลย และบ้านน้ำพร ต.ปากตม อ.เชียงคาน” นายกฤษฎา กล่าว

‘กฤษฎา’ดันคมนาคมออกสเปก’ถนนยางพารา’ ขีดเส้น7วันแจกแบบแปลนทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379631

'กฤษฎา'ดันคมนาคมออกสเปก'ถนนยางพารา' ขีดเส้น7วันแจกแบบแปลนทั่วประเทศ

‘กฤษฎา’ดันคมนาคมออกสเปก’ถนนยางพารา’ ขีดเส้น7วันแจกแบบแปลนทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 07.55 น.

“กฤษฎา”ดันคมนาคมออกสเปก”ถนนยางพาราแอสฟัลต์คอนกรีต และพาราซอยซีเมนต์” ขีดเส้นภายใน7วันแจกจ่ายแบบแปลนทั่วประเทศ ชี้ยกระดับยางขึ้นแน่นอน เร่งผลักยางล้นระบบมาทำถนน

28 พ.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงมาตรการใช้ยางพาราผสมทำถนน ว่า ขณะนี้มีความคืบหน้าอย่างมาก โดยมีจังหวัดเกินครึ่งประเทศเริ่มดำเนินการแล้ว ซึ่งในสัปดาห์หน้านายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และส่วนท้องถิ่น 14 จังหวัดภาคใต้ ได้เชิญตนไปชี้แจง เพราะต้องการเดินหน้าโครงการให้ได้โดยเร็วในการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกร

ทั้งนี้ อปท.หลายพื้นที่พบปัญหาอุปสรรคยังไม่มีสเปกแนะนำ เมื่อมีประกาศราคากลางแล้ว อยากได้แปลนส่วนผสมถนนยางพาราแอสฟัลต์คอนกรีต และถนนพาราซอยซีเมนต์ เพื่อให้มีรูปแบบถูกต้อง ตนจึงนัดประชุมกับกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ในวันที่ 28 พ.ย.ที่กระทรวงเกษตรฯ โดยเขียนสเปกให้เสร็จใน 7 วันนี้ พร้อมแจกจ่ายแบบแปลนไปทั่วประเทศ

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า สั่งให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดจุดรับซื้อน้ำยางจากเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเอกชนที่รับทำโครงการทำถนนยางพาราจะต้องซื้อยางโดยตรงจากเกษตรกร เพื่อเร่งระบายน้ำยางออกจากมือเกษตรกรให้มากที่สุด ไม่ใช่ไปซื้อยางจากเอกชนที่ตุนไว้ก่อนหน้านี้ ขอให้ทุกฝ่ายแก้ไขตรงนี้อุดรูรั่วให้หมด

ทั้งนี้ ยืนยันไม่นำยางในสต็อกรัฐกว่า 1.04 แสนตัน ออกมาเด็ดขาด หากเอาออกมาจะทำให้กลไกตลาดเสีย พร้อมกันนี้ ได้มีการร้องเรียนว่าเอกชนบางรายซุกสต็อกไว้โดยแจ้งยางในสต็อกไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ได้ให้กรมวิชาการเกษตร ใช้กฎหมายควบคุมยางเข้าตรวจสอบสต็อกเอกชนซ้ำ จากก่อนหน้านี้ตรวจเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว ไม่พบผิดปกติ แต่เมื่อมีเรื่องร้องเรียนมาจะต้องเข้าตรวจสอบทันที

“ปัญหายางพารา มีคนดูถูกดูแคลนผมมากทำเรื่องพาราราคาไม่ขึ้นสะที ผมไปขอความร่วมมือกระทรวงมหาดไทย ประสานผู้ว่าราชการทุกจังหวัด เกษตรและสหกรณ์จังหวัด ไปร่วมประชุมกับ อปท.ทุกพื้นที่เริ่มทำถนนยางพารา ตั้งศูนย์เฉพาะกิจ 2 กระทรวง ร่วมติดตามแก้ไขมีปัญหาอุปสรรค ประสานกระทรวงคมนาคม ออกแบบแปลนทำถนน กยท.ตั้งจุดรับซื้อ ผมยืนยันจะทำราคาขึ้นได้ เพราะกำลังเอายางที่ล้นระบบมาทำถนน” นายกฤษฎา กล่าว

หนุนปลูกกาแฟทดแทนสวนยางยะลา เกษตรฯชี้ตลาดต้องการสูง/จ่อขยายผลปัตตานี-นราธิวาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379588

x

หนุนปลูกกาแฟทดแทนสวนยางยะลา เกษตรฯชี้ตลาดต้องการสูง/จ่อขยายผลปัตตานี-นราธิวาส

วันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรและเทศบาลนครยะลาได้ร่วมประชุมหารือปัญหาภาคการเกษตรในจังหวัดยะลา โดยเห็นชอบร่วมกันจัดทำโครงการส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดยะลาปลูกกาแฟเป็นพืชทางเลือกทดแทนสวนยางพาราที่เสื่อมโทรม และมีปัญหาด้านราคาตามนโยบายการลดพื้นที่ปลูกยางพาราของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือปลูกเป็นพืชเสริมรายได้ในระบบการปลูกพืชแบบผสมผสานตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้เกษตรกรในจังหวัดยะลามีอาชีพที่มั่นคง และมีเสถียรภาพ โดยมอบหมายให้ศูนย์วิจัยพืชสวนยะลา ซึ่งเป็นหน่วยงานในพื้นที่ของกรมวิชาการเกษตรเข้าดำเนินการร่วมกับเทศบาลนครยะลา

ศูนย์วิจัยพืชสวนยะลา ได้วิจัยการปลูกกาแฟโรบัสต้าตั้งแต่ปี 2555 พบว่ามีการเจริญเติบโตดี ให้ผลผลิตเฉลี่ย 290 กิโลกรัม/ไร่ ตอบสนองได้ดีในสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศของจังหวัดยะลา ส่วนด้านคุณภาพคะแนนคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ดี มีฟองครีมหนา มีกลิ่นหอมของถั่ว รสเปรี้ยวของกรดมะนาว รสชาติอยู่ในกลุ่ม Brown Sugarซึ่งไม่พบในกาแฟโรบัสต้าที่ปลูกจากแหล่งอื่น และสามารถที่จะพัฒนาให้เป็นแหล่งปลูกกาแฟที่สำคัญในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า เมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรและเทศบาลนครยะลาได้มอบต้นพันธุ์กาแฟโรบัสต้าให้แก่เกษตรกรจำนวน 40,000 ต้น คิดเป็นพื้นที่ปลูกประมาณ 225 ไร่ และได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตกาแฟโรบัสต้าพร้อมกับจัดทำแปลงต้นแบบเทคโนโลยีการผลิตกาแฟ โรบัสต้าให้เกษตรกรได้เข้ามาศึกษาดูงานภายในศูนย์วิจัยพืชสวนยะลารวมทั้งยังขยายผลสู่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อ.ธารโต จ.ยะลาโดย จัดทำแปลงต้นแบบการปลูกกาแฟ ในพื้นที่ อบต.คีรีเขต อ.ธารโต จ.ยะลา เพื่อเป็นแปลงเรียนรู้การผลิตกาแฟในระดับพื้นที่ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกกาแฟโรบัสต้าเป็นพืชเสริมรายได้

“จังหวัดยะลาถือเป็นจังหวัดต้นแบบนำร่องโครงการปลูกกาแฟทดแทนยางพารา ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้รับการประสานให้หาพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการปลูกกาแฟตามโครงการเพิ่มขึ้นในอีก 2 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี และนราธิวาส เนื่องจากปัจจุบันตลาดมีความต้องการกาแฟเพิ่มขึ้นทุกปี ผลผลิตที่ได้ไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

‘หนองบัวลำภู’นำร่องรับซื้อน้ำยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379587

x

‘หนองบัวลำภู’นำร่องรับซื้อน้ำยาง

วันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ตามที่ได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนโครงการทำถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพาราในตำบล หมู่บ้าน โดยมอบหมายเกษตรและสหกรณ์จังหวัดร่วมกับ การยางแห่งประเทศไทยจังหวัดทุกจังหวัด เป็นหน่วยงานกลางรับผิดชอบในการอำนวยการและประสานงานในพื้นที่ เพื่อขอรับการสนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการทำถนนงานยางพาราแอสฟัลต์ติกคอนกรีต (Para-Asphaltic) หรือ ถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพารา (Para Soil Cement) ในพื้นที่องค์กรปกครองท้องถิ่นของแต่ละจังหวัดนั้น ขณะนี้ ได้รับรายงานจากเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) จังหวัดหนองบัวลำภูว่าได้ประสานงานกับองค์การบริหารงานส่วนจังหวัด (อบจ.) ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดี ทางอบจ. อนุมัติงบประมาณสร้างถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพาราเป็นแห่งแรกเป็นถนนสาธิต ตามนโยบายส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานรัฐ โดยอบจ.หนองบัวลำภูซื้อน้ำยางสดจากกลุ่มเกษตรกรห้วยเดื่อ 1,200 กิโลกรัมและจากสหกรณ์กองทุนสวนยางโนนทันยางทอง จำกัด 1,200 กิโลกรัม มาทำถนนยางพาราที่หมู่ 4 บ้านหินลับตำบลหนองสวรรค์ อ. เมืองหนองบัวลำภู แล้ว

ทั้งนี้ ตามรายงานระบุว่า จากราคาซื้อขายที่กรุงเทพฯ อยู่ที่กิโลกรัมละ 36 บาทนั้น กลุ่มเกษตรกรต้องมีค่าใช้จ่ายในการนำแอมโมเนียและสารกันกอกเพื่อป้องกันยางจับตัวเป็นก้อนมาใส่ในน้ำยางสด รวมทั้งค่าขนส่งเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 10.23 บาทต่อกิโลกรัม แต่ทางอบจ. รับซื้อน้ำยางสดในพื้นที่โดยเกษตรกรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนดังกล่าวที่กิโลกรัมละ 26.67 บาท

“หาก อปท. ทุกแห่งได้สนับสนุนให้มีการทำถนนภายในหมู่บ้านทุกหมู่บ้านหรือชุมชนทั่วประเทศทั้ง 80,000 หมู่บ้าน/ชุมชน ด้วยถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพารา (Para Soil Cement) หมู่บ้านละอย่างน้อย 1 กิโลเมตรก็จะต้องใช้น้ำยางพาราไม่น้อยกว่า 960,000 ตัน (1ก.ม.ใช้น้ำยางพาราจำนวน 12 ตัน)จะทำให้มีการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น (Demand) อย่างมีนัยซึ่งจะส่งผลให้ราคายางพาราสูงขึ้นตามเป้าหมายอีกทั้งเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย”รมว.เกษตรฯ กล่าว

ด้าน นายแพทย์ศราวุธ สันตินันตะรักษ์นายกอบจ. หนองบัวลำภู กล่าวว่า ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการการก่อสร้างถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพาราแก่ผู้บริหาร อบต. เทศบาล และพนักงานด้านช่างถึงการนำน้ำยางพาราสดและน้ำยางพาราข้นมาทำถนนตามมาตรฐานงานดินซีเมนต์ของกรมทางหลวงชนบท เพื่อผลักดันราคายางพาราให้สูงขึ้น ซึ่งได้ทำถนนสาธิตไว้ที่ถนนสายบ้านเก๋าโกใต้-บ้านโนนงาม ตำบลหนองสวรรค์ อำเภอเมืองหนองบัวลำภู สำหรับถนนสายแรกนี้ยาว 200 เมตร ผิวการจราจรกว้าง 6 เมตร
คิดเป็น 1,200 ตารางเมตร ใช้ซีเมนต์ 240 ถุงผสมดินลูกรัง คลุกเคล้าให้เข้ากัน ต่อมาใช้น้ำยางพาราสดพ่นให้ทั่วผิวถนน แล้วใช้เครื่องจักรกลเกลี่ยและคลุกเคล้าถึง 4 รอบ แล้วจึงบดอัดให้แน่น

“อย่างไรก็ตาม ยังมี อบต. 43 แห่งและเทศบาล 24 แห่งแสดงความจำนงที่จะร่วมโครงการเพื่อช่วยเหลือชาวสวนยางในจังหวัด ทั้งนี้ถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพาราความยาว 1 กิโลเมตร ผิวการจราจรกว้าง 6 เมตร คิดเป็น 6,000 ตารางเมตร ใช้น้ำยางสด12,000 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 26.67 บาท คิดเป็นค่าน้ำยางสด 320,040 บาท ทั้งนี้ เมื่อรวมค่าวัสดุอื่นๆ จะใช้งบประมาณ 1,130,040 บาทในการสร้างถนนงานดินซีเมนต์ยางพารายาว 1 กิโลเมตร โดยจังหวัดหนองบัวลำภูจะรับซื้อน้ำยางสดจากสถาบันเกษตรกรในท้องถิ่นเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้และช่วยยกระดับราคายางให้สูงขึ้นต่อไป” นายกอบจ.หนองบัวลำภู กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด’ สานต่อพระราชปณิธานพ่อหลวง‘ร.9’พัฒนาอาชีพเกษตรกรยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379589

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด’  สานต่อพระราชปณิธานพ่อหลวง‘ร.9’พัฒนาอาชีพเกษตรกรยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด’ สานต่อพระราชปณิธานพ่อหลวง‘ร.9’พัฒนาอาชีพเกษตรกรยั่งยืน

วันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

อาชีพการเลี้ยงโคนม เป็นอาชีพพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9ทรงริเริ่มและส่งเสริมให้พสกนิกรได้มีอาชีพที่ยั่งยืน เลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ สหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด เป็นอีกสหกรณ์ที่มุ่งสานต่อพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคนม โดยเน้นความอยู่ดีกินดีของสมาชิกเป็นสำคัญ

“ธุรกิจครบวงจร สหกรณ์มั่นคง ซื่อตรงโปร่งใส คืนกำไรสู่สังคม” เป็นปณิธานหลักของสหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด ซึ่งเดิมสมาชิกทำนา ทำไร่ และรับจ้างทั่วไป แต่สนใจในอาชีพเลี้ยงโคนม จึงรวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์แห่งนี้ขึ้นในปี 2514 โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัด ได้จัดสรรงบประมาณเป็นทุนดำเนินงานเบื้องต้น 100,000 บาท สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เป็นพี่เลี้ยงด้านวิชาการ จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สมาชิกจาก 10 รายเพิ่มขึ้นเป็น 258 รายในปัจจุบัน

นางสาวสังวาลย์ ทิมหอมผู้จัดการสหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด เล่าว่า ก่อนที่เกษตรกรจะเข้ามาเป็นสมาชิกสหกรณ์ฯ จะเชิญวิทยากรที่มีความรู้ทางด้านปศุสัตว์มาฝึกอบรมเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงโคนมและผลิตน้ำนมที่มีคุณภาพเพื่อป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตของสหกรณ์ฯซึ่งปัจจุบันสหกรณ์ฯรับซื้อน้ำนมดิบจากสมาชิกกว่า 30 ตันต่อวัน โดยร้อยละ 90ของน้ำนมทั้งหมด จะนำไปผลิตนมโรงเรียน และอีกร้อยละ 10 จัดทำเป็นนมพาณิชย์ จำหน่ายภายใต้แบรนด์ของสหกรณ์ นอกจากนี้ เพื่อให้สมาชิกสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยตนเอง สหกรณ์ฯ
จึงมีบริการเงินทุนดอกเบี้ยต่ำแก่สมาชิก เพื่อนำไปซื้อโคนมเพิ่ม และขยายกิจการต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องโคนม อีกทั้งยังมีการฝึกอบรมให้เป็นระยะๆ ตลอดทั้งปีอีกด้วย

ล่าสุด สหกรณ์ฯ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน จำนวน 9 ล้านกว่าบาท ในการสร้างห้องแล็บพร้อมอุปกรณ์ เพื่อใช้ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ที่กำหนด และซื้อเครื่องจักรใหม่ ประกอบด้วย เครื่องบรรจุนมถุง 6 เครื่อง เครื่องพาสเจอร์ไรซ์และเครื่องโฮโมจีไนส์เซอร์ จำนวน 1 ชุด รวมถึงรถบรรทุกห้องเย็นขนาด 4 ล้อ (130 แรงม้า) จำนวน 1 คัน ทั้งนี้ เนื่องจากอุปกรณ์ต่างๆที่มีอยู่เดิมใช้งานมานานกว่า 47 ปีแล้ว จึงเกิดการชำรุดทรุดโทรม ซึ่งหลังจากได้งบประมาณดังกล่าวมา สหกรณ์ฯ สามารถลดการสูญเสียในการผลิตนม ลดต้นทุนการผลิต และใช้เวลาในการผลิตน้อยลง

ด้าน นายนที ศรีจาดสมาชิกสหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด เล่าว่าก่อนที่จะมาเลี้ยงโคนมตนเองไม่มีความรู้ทางด้านนี้เลย แต่หลังจากได้เข้ามาเป็นสมาชิกของสหกรณ์ฯ ได้รับความรู้จากการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการดูแล การรีดนม ทำให้ปัจจุบันตนสามารถส่งน้ำนมให้สหกรณ์ฯ ทุกวัน สร้างรายได้หลายหมื่นบาทต่อเดือน ส่งผลให้ชีวิตดีขึ้น 100%

จะเห็นได้ว่า เมื่อสหกรณ์เข้มแข็งแล้ว ก็ย่อมส่งผลให้สมาชิกมีความมั่นคงทางรายได้ และยั่งยืนทางอาชีพตามไปด้วย

ส่องเกษตร : พันธุ์หอมมะลิ105 เวอร์ชั่น 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379585

449007

ส่องเกษตร : พันธุ์หอมมะลิ105 เวอร์ชั่น 2

วันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มาว่ากันต่อจากสัปดาห์ก่อนเรื่อง“คุณภาพข้าวหอมมะลิ” และข้อเรียกร้องปราชญ์เกษตรแห่งแผ่นดิน ที่อยากเห็นการพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 เวอร์ชั่น 2 ได้แล้ว!

ย้ำอีกที ปัญหาคุณภาพข้าวหอมมะลิไทยที่ถูกมองว่า “ความหอมลดลง” จนแพ้ข้าวหอมเขมรและข้าวหอมญวนในการประกวดล่าสุด ขนาดนายกฯลุงตู่ต้องสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งแก้ไข ขณะที่รมว.เกษตรฯกฤษฎา บุญราชก็สั่ง 3 กรมที่เกี่ยวข้องทันที คือ กรมการข้าวให้วิจัยเรื่อง “พันธุ์ข้าว”, กรมวิชาการเกษตรศึกษาการปลูก และกรมพัฒนาที่ดินดูเรื่องดินที่ใช้ปลูก…

ทางกรมการข้าวโดยรองอธิบดีกฤษณพงศ์ ศรีพงศ์พันธุ์กุล ซึ่งรักษาราชการแทนอธิบดีฯก็ได้ออกมาชี้แจงถึงผลวิจัยของกรมฯยืนยันว่า พันธุกรรมของพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เมล็ดพันธุ์แท้จากกรมการข้าว ไม่มีปัญหาแปรปรวน เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด พิสูจน์แล้วว่า“ยังมีความหอมเหมือนเดิมไม่น้อยลง!” แต่ผลวิจัยการปลูกทั้งภาคเหนือและอีสานที่คุณภาพและความหอมแปรปรวนไปนั้น พบว่า เป็นเพราะปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม, การจัดการในแปลงนาและการจัดการหลังเก็บเกี่ยว

(หมายเหตุ…ข้าวหอมมะลิไทยที่เราส่งออกจนเป็นอันดับ 1 ของโลกมานานหลายสิบปีนี้ คือ“พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105” รองลงมาก็เป็นพันธุ์ กข.15)

อธิบายโดยสรุปได้ว่า“ความหอม”เกิดจากสารในข้าวชื่อ “2-acetyl-1-pyroline”ที่ระเหยได้ ดังนั้นตลอดกระบวนการตั้งแต่การปลูก,ตากแห้ง,การสี,เก็บรักษา จนถึงบรรจุและส่งออก จึงต้องดูแลพิถีพิถัน ควบคุมปัจจัยต่างๆให้ได้“อุณหภูมิ”และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สำคัญมากๆ!! มิเช่นนั้น สารสำคัญในข้าวตัวนี้จะระเหยหายไป เมื่อถึงมือผู้บริโภคนำไปหุงต้ม ก็จะหอมน้อยหรือไม่หอมเลย

จึงมีข้อแนะนำตั้งแต่ขั้นตอนการปลูกที่ถูกต้องควรทำเช่นไร ต้องใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพเท่านั้น อีกทั้งจะเก็บเกี่ยวอย่างไร จะตากแห้งแบบไหน เก็บรักษาให้ดีได้ไง ฯลฯ ล้วนมีผลต่อปัจจัยความหอมของข้าวทั้งสิ้นแต่ผมคงไม่ลงในรายละเอียด เพราะท่านรักษาการอธิบดีกรมการข้าวก็สั่งให้ศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวในพื้นที่ ไปทำความเข้าใจกับเกษตรกรแล้ว เพื่อปลูกข้าวให้ได้คุณภาพดี

ขอย้ำจากคำอธิบายคุณกฤษณพงศ์ว่า พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ยังคงคุณภาพความหอมไม่เปลี่ยนแปลง แต่ที่ผลผลิตหอมน้อยลง มีปัญหาได้จากสภาพแวดล้อมและการดูแลตั้งแต่ปลูกจนถึงมือผู้บริโภค….อย่างไรก็ตามโลกทุกวันนี้สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปมาก สภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวนจาก“ภาวะโลกร้อน”เกิดภาวะที่ไม่พึงประสงค์มากมาย ดังนั้นแม้พันธุกรรมข้าวหอมมะลิไทยยังดี ยังหอมอยู่เหมือนเดิม แต่ก็มิควรปล่อยให้“หยุดนิ่ง”อยู่เช่นนี้ ควรจะต้องพัฒนาสายพันธุ์ให้มีทั้งคุณภาพและความหอมดี แล้วยังทนทานหรือปรับตัวไปตามสภาวะแวดล้อมอันเลวร้ายได้ หรือที่สำคัญก็คือ พัฒนาพันธุ์ข้าวที่รักษาสารความหอม“2-acetyl-1-pyroline”ได้ดียิ่งขึ้นๆ

จะเรียกว่าเป็น “พันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105”เวอร์ชั่น 2 แบบที่ ดร.รณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล ผอ.สำนักงานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์อีสาน ผู้เป็น“ปราชญ์เกษตรแห่งแผ่นดิน”กำลังเรียกร้องอยู่ ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น

ทั้งนี้ดร.รณวริทธิ์ให้สัมภาษณ์หลังมีข่าวหอมมะลิไทยพ่ายแพ้การประกวดข้าวดีที่สุดในโลกปี 2018 ให้กับข้าวหอม“มาลี อังกอร์”ว่า ที่ข้าวกัมพูชาได้ครองแชมป์ เพราะความพยายามปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวให้บริสุทธิ์ ขยายพื้นที่ปลูกข้าวและพัฒนาคุณภาพสายพันธุ์ รวมทั้งส่งเสริมการสีข้าวให้ได้มาตรฐาน ดังนั้นถ้าไทยไม่สามารถพัฒนาคุณภาพได้ ข้าวไทยก็จะร่วงจากเวทีโลก!

“เราได้ข้าวหอมมะลิพันธุ์ 105 แล้วก็ดีใจ ไม่ได้พัฒนาต่อมาตั้งแต่ปี 2502 เราอยู่กับข้าวหอมมะลิ 105 มานาน ถึงเวลาที่ควรต่อยอดเป็นข้าวหอมมะลิ 105 เวอร์ชั่น 2 พัฒนาคุณภาพให้ดีขึ้น ซึ่งจะทำอย่างไรก็ได้ นักวิทยาศาสตร์ในศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์เก็บรักษาพันธุกรรมข้าว หรือ gene bank น่าจะรู้ อย่าหยุด! เพราะเมื่อหยุดเมื่อไหร่ไทยแพ้ทันที!”

อีกไม่นานคุณกฤษณพงศ์จะขึ้นเป็นเบอร์ 1 กรมการข้าวอย่างเต็มตัว ถ้าในยุคของท่านสามารถพัฒนาต่อยอดให้เกิด“ข้าวหอมมะลิ 105 เวอร์ชั่น 2”ได้เป็นผลสำเร็จ จะถือเป็นเกียรติยศยิ่งใหญ่ในชีวิตเช่นเดียวกับดร.สุนทร สีหะเนิน อดีตข้าราชการกรมการข้าวที่ถูกจารึกชื่อว่า เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาจนเกิดข้าวหอมมะลิ 105 ที่โลกชื่นชมมาเกือบ 60 ปี

ขอเอาใจช่วยท่านว่าที่อธิบดีกรมการข้าวคนใหม่ ทำให้สำเร็จนะครับ

สาโรช บุญแสง

สศก.ชูไผ่บงหวานพืชทางเลือก ดูแลง่าย-ผลตอบแทนกว่า6หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379586

x

สศก.ชูไผ่บงหวานพืชทางเลือก ดูแลง่าย-ผลตอบแทนกว่า6หมื่น

วันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าสนใจ เนื่องจากปลูกครั้งเดียวสามารถให้ผลผลิตได้ทั้งปี หากมีน้ำเพียงพอ ซึ่งไผ่บงหวานสามารถรับประทานสดได้ทันที หรือนำไปประกอบอาหารแทนเมนูมะพร้าวได้ทุกเมนู ไม่ต้องนำมาต้มเพื่อให้รสขมของหน่อไม้หายไป ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของไผ่พันธุ์นี้ และยังตอบโจทย์สำหรับผู้ที่เป็นโรคเกาต์ ที่ชอบรับประทานไผ่ เพราะจากการตรวจสอบทางเคมี พบว่า ไม่มีสารยูริก ไม่มีสารไซยาไนด์ที่จะกระทบต่อผู้ป่วยโรคเกาต์ อีกทั้ง

เกษตรกรสามารถผลิตแบบอินทรีย์ได้ง่าย เพราะ
ไม่มีโรคแมลงรบกวน ประกอบกับราคายังเป็นที่จูงใจ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ กิโลกรัมละ 70 บาท

จากการลงพื้นที่ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ (สศท.1) เพื่อศึกษาพืชทางเลือกในพื้นที่จังหวัดลำพูน พบว่า ปัจจุบันเกษตรกรที่ปลูกไผ่บงหวานยังไม่เป็นที่แพร่หลาย เพราะไม่มีความมั่นใจด้านราคา ขาดความรู้ด้านการผลิตและตลาด อย่างไรก็ตาม จากการพูดคุยสัมภาษณ์กับเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการปลูกไผ่บงหวาน นายธีรวัจน์ จักร์แก้วรังสี ซึ่งได้บอกเล่าถึงประสบการณ์ในการริเริ่มเพาะปลูกไผ่บงหวานเพื่อสร้างรายได้ว่า ตนเองเห็นว่าเป็นพืชทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง การดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก
โดยราคากิ่งพันธุ์ ที่ลงทุนซื้อมาปลูกช่วงแรกอาจ
สูง เพราะราคาอยู่ที่ประมาณ 100 บาท/เหง้า แต่เมื่อเริ่มให้ผลผลิตจะมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อถึงสวน ทำให้มีรายได้ 91,000 บาท/ไร่ (อัตราการปลูกไร่ละ 200 กอ) ในขณะที่ต้นทุนทั้งหมด 28,693 บาท/ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายในการให้น้ำค่าปุ๋ย และค่าแรงงานในการเก็บเกี่ยว ซึ่งเมื่อหักลบแล้วคิดเป็น
ผลตอบแทนสุทธิ 62,307 บาท/ไร่

สำหรับไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง เป็นไผ่ขนาดกลางใช้ประกอบเป็นอาหารได้หลายประเภท อาทิ แกง ผัด ต้ม ทำส้มตำ โดยลำต้นเมื่อโตเต็มที่จะสูง 7-12 เมตร หน่อจากต้นที่โตเต็มที่มีน้ำหนักเฉลี่ย 200 กรัม หรือ 4-5 หน่อต่อกิโลกรัม มีสีเขียว การขยายพันธุ์สามารถทำได้ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด และปลูกด้วยเหง้า อย่างไรก็ตาม ควรมีความพร้อมในเรื่องแหล่งน้ำ (ช่วงฤดูแล้งขาดน้ำไม่ได้) จึงจะทำให้มีผลผลิตได้ทั้งปี

ขีดเส้น7วันคลอดสเปก‘ถนนผสมยาง’ แฉเอกชน‘ซุกสต็อก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379591

ขีดเส้น7วันคลอดสเปก‘ถนนผสมยาง’ แฉเอกชน‘ซุกสต็อก’

ขีดเส้น7วันคลอดสเปก‘ถนนผสมยาง’ แฉเอกชน‘ซุกสต็อก’

วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 20.15 น.

“กฤษฏา” ดัน ก.คมนาคม ออกสเปกถนนยางพาราแอสฟัลท์คอนกรีต และพาราซอยซีเมนท์ ขีดเส้นภายใน7วันแจกจ่ายแบบแปลนทั่วประเทศ ชี้ยกระดับยางขึ้นแน่นอน เร่งผลักยางล้นระบบมาทำถนน

27 พ.ย.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงมาตรการใช้ยางพาราผสมทำถนน ว่า ขณะนี้มีความคืบหน้าอย่างมาก โดยมีจังหวัดเกินครึ่งประเทศเริ่มดำเนินการแล้ว ซึ่งในสัปดาห์หน้านายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดและส่วนท้องถิ่น 14 จังหวัดภาคใต้ ได้เชิญตนไปชี้แจงเพราะต้องการเดินหน้าโครงการให้ได้โดยเร็วในการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกร

ทั้งนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) หลายพื้นที่ พบปัญหาอุปสรรคยังไม่มีสเปกแนะนำ เมื่อมีประกาศราคากลางแล้ว อยากได้แปลนส่วนผสมถนนยางพาราแอสฟัลท์คอนกรีต และถนนพาราซอยซีเมนท์ เพื่อให้มีรูปแบบถูกต้อง ตนจึงนัดประชุมกับกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท วันที่ 28 พ.ย.61 ที่กระทรวงเกษตรฯ โดยเขียนสเปกให้เสร็จใน 7 วันนี้ พร้อมแจกจ่ายแบบแปลนไปทั่วประเทศ

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า ตนได้สั่งให้การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เปิดจุดรับซื้อน้ำยางจากเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเอกชนที่รับทำโครงการทำถนนยางพาราจะต้องซื้อยางโดยตรงจากเกษตรกร เพื่อเร่งระบายน้ำยางออกจากมือเกษตรกรให้มากที่สุด ไม่ใช่ไปซื้อยางจากเอกชนที่ตุนไว้ก่อนหน้านี้ ขอให้ทุกฝ่ายแก้ไขตรงนี้อุดรูรั่วให้หมด โดยยืนยันว่าไม่นำยางในสต็อกรัฐกว่า 1.04 แสนตัน ออกมาเด็ดขาด หากเอาออกมาจะทำให้กลไกตลาดเสีย

“มีการร้องเรียนว่าเอกชนบางรายซุกสต็อกไว้ โดยแจ้งยางในสต็อกไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จึงได้ให้กรมวิชาการเกษตรใช้กฎหมายควบคุมยางเข้าตรวจสอบสต็อกเอกชนซ้ำ จากก่อนหน้านี้ตรวจเมื่อ 6 เดือนที่แล้วไม่พบผิดปกติ แต่เมื่อมีเรื่องร้องเรียนมาจะต้องเข้าตรวจสอบทันที ปัญหายางพารา มีคนดูถูกดูแคลนผมมากทำเรื่องพาราราคาไม่ขึ้นเสียที ผมไปขอความร่วมมือกระทรวงมหาดไทย ประสานผู้ว่าราชการทุกจังหวัด เกษตรและสหกรณ์จังหวัด ไปร่วมประชุมกับ อปท.ทุกพื้นที่เริ่มทำถนนยางพารา ตั้งศูนย์เฉพาะกิจ 2 กระทรวงร่วมติดตามแก้ไขมีปัญหาอุปสรรค ประสานกระทรวงคมนาคม ออกแบบแปลนทำถนน กยท.ตั้งจุดรับซื้อ ผมยืนยันจะทำราคาขึ้นได้ เพราะกำลังเอายางที่ล้นระบบมาทำถนน” นายกฤษฏา กล่าว

เปิดโครงการสัตวแพทย์พระราชทานที่นครสวรรค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379562

เปิดโครงการสัตวแพทย์พระราชทานที่นครสวรรค์

เปิดโครงการสัตวแพทย์พระราชทานที่นครสวรรค์

วันอังคาร ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 18.58 น.

เปิดโครงการสัตวแพทย์พระราชทานที่นครสวรรค์

27 พ.ย.61 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นประธานพิธีเปิดโครงการสัตวแพทย์พระราชทาน ในพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 จังหวัดนครสวรรค์ มีนายอรรถพร สิงหวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ และนายพิษณุ ตุลยวณิชย์ ปศุสัตว์จังหวัดนครสวรรค์กล่าวรายงาน พร้อมด้วย ปศุสัตว์เขต 6 ผู้เข้าร่วมจากคณะกรรมการโครงการสัตวแพทย์พระราชทาน หัวหน้าส่วนราชการ คณาจารย์ นิสิต/นักศึกษา ผู้นำท้องถิ่น และพี่น้องเกษตรกร

โครงการสัตวแพทย์พระราชทาน ในพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 จังหวัดนครสวรรค์ ดำเนินการระหว่างวันที่ 26 – 29 พฤศจิกายน 2561 ที่อำเภอแม่วงก์ ใน 4 ตำบล คือ ตำบลแม่วงก์ ตำบลเขาชนกัน ตำบลแม่เลย์ และตำบลวังซ่าน มีการปฏิบัติงานและบริการ ประกอบด้วย

1. การอบรมให้ความรู้เกษตรกร/นักเรียน จำนวน 200 คนใน 5 หลักสูตร ได้แก่ การอบรมนักเรียนเรื่องโรคพิษสุนัขบ้าและยาเสพติด (100 คน) การอบรมเกษตรกรเรื่องการแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์ (25 คน) การอบรมเกษตรกรเรื่องอาหารสัตว์ (25 คน) การอบรมเกษตรกรเรื่องการปรับปรุงพันธุ์/ผสมเทียม (25 คน) และการอบรมเกษตรกรเรื่องการเลี้ยงและป้องกันโรคไก่พื้นเมือง (25 คน)

2. การบริการสุขภาพสัตว์ โคเนื้อ 486 ตัว (เกษตรกร 55 ราย) แพะเนื้อ 470 ตัว (เกษตรกร 12 ราย) สุกร 90 ตัว (เกษตรกร 6 ราย) และไก่พื้นเมือง 1,450 ตัว (เกษตรกร 35 ราย)

3. บริการทำหมันและฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสุนัขและแมว จำนวน 500 ตัว

4. บริการผสมเทียม โดยมีการเหนี่ยวนำให้สัตว์มีความพร้อมก่อนทำการผสมเทียม และสอนเกษตรกรให้ความรู้ในการปฏิบัติด้วย โคเนื้อ 30 ตัว และแพะเนื้อ 30 ตัว

5. การพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ/หมอกควัน 1 บริเวณ

ทั้งนี้ เพื่อให้การปฏิบัติงานโครงการฯ ตรงตามวัตถุประสงค์โครงการฯ สร้างคุณประโยชน์แก่เกษตรกรและประชาชนชาวนครสวรรค์ โดยสอดคล้องตามความต้องการในพื้นที่ ทำให้เกิดความมั่นคงแก่อาชีพเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกร และสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการ ของดีประจำจังหวัด เช่น นกกระทา และเป็ดบางปะกงในโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ตู้ฟักไข่ดิจิตอล อัจฉริยะ และร่วมทำกิจกรรม เช่น การผสมเทียมแพะ และการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสุนัข เยี่ยมชมการปฏิบัติงานในเต้นท์ผ่าตัดทำหมัน และเยี่ยมชมการเลี้ยงวัวเนื้อพันธุ์ Charolais ราชาแห่งวัวเนื้อ พร้อมทั้งได้ฉีดวัคซีนและยาบำรุงด้วย