เกษตรฯเดินหน้า‘ช็อปยางเพื่อชาติ’ เร่งถกเอกชนผู้ผลิตล้อรับซื้อยางพารา-อปท.ขานรับทำถนนท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379960

x

เกษตรฯเดินหน้า‘ช็อปยางเพื่อชาติ’ เร่งถกเอกชนผู้ผลิตล้อรับซื้อยางพารา-อปท.ขานรับทำถนนท้องถิ่น

วันศุกร์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับการรายงานจากผู้ว่าราชการจังหวัด เกษตรและสหกรณ์จังหวัด และการยางแห่งประเทศไทยในแต่ละจังหวัด ว่า จะมีการเชิญประชุมนายกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เพื่อกำหนดแผนการใช้ยางพาราทำถนนในเขตพื้นที่ของจังหวัด และในเขตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ประกอบกับกำหนดแผนการใช้ยางพาราสำหรับทำถนนนั้นมี 2 ประเภท ได้แก่ 1) พาราแอสฟัลติก และ 2) พาราซอยซีเมนต์ โดยส่วนใหญ่จะเน้นทำพาราซอยซีเมนต์ เพราะเป็นถนนในหมู่บ้าน ส่วนพาราแอสฟัลติก คือถนนใหญ่ ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกระทรวงคมนาคม ขณะนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการขอแบบแปลนกลาง (แบบประเมินราคากลาง) คาดว่าแบบรับรองโครงสร้างถนนพาราแอสฟัลติกจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ นอกจากนี้กระทรวงมหาดไทย ได้ออกหนังสือสั่งการไปยัง อปท. ให้นายก อปท. สามารถใช้งบประมาณสะสมขององค์กรมาทำถนนได้

ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตั้งศูนย์อำนวยการติดตามโครงการทำถนนและยางพารา ควบคู่กับกระทรวงมหาดไทย เพื่อบูรณาการทำงานสนับสนุนและช่วยเหลือกัน และยืนยันว่าโครงการนี้สามารถดูดซับปริมาณยางพาราที่มีอยู่จำนวนมากให้หมดลงไปได้ อีกทั้งได้รับการรายงานว่า จ.เชียงใหม่ มีน้ำยางพาราจำนวน 3,000 ตัน อปท. 65 องค์กร ได้รับรายงานจากผู้ว่าฯ ว่า น้ำยางที่มีอยู่ในขณะนี้ไม่พอต่อความต้องการ จึงได้แนะให้นำน้ำยางจากจังหวัดใกล้เคียง เช่น แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง มาใช้ได้

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สนับสนุนให้ซื้อน้ำยางจากสถาบันเกษตรกรโดยตรง เนื่องจากขณะนี้ชาวสวนยางกำลังได้รับความเดือดร้อนและเพื่อเป็นการดูดซับ และรัฐบาลพยายามดูแลให้เกษตรกรสามารถดำรงชีพอยู่ได้และมีรายได้มากขึ้น อีกทั้งกระทรวงเกษตรฯ จะเชิญผู้ประกอบการแปรรูปทำยางล้อรถยนต์ ทั้งในและต่างประเทศ มาร่วมหารือกัน ซึ่งในส่วนของการจำหน่ายต่างประเทศนั้น จะขอความร่วมมือให้รับซื้อน้ำยางพารามากขึ้นกว่าปกติ” นายกฤษฎา กล่าว

สหกรณ์ช่วยตรึงราคาข้าวเปลือก เปิดตลาดนัดรับซื้อช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379959

x

สหกรณ์ช่วยตรึงราคาข้าวเปลือก เปิดตลาดนัดรับซื้อช่วยเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอัครโชค สุวรรณทอง นายอำเภอบางระกำ เปิดภายว่า จังหวัดพิษณุโลก ได้ดำเนินการเปิดตลาดนัดข้าวเปลือก ปีการผลิต 2561/62 ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดต่อเนื่องกันทุกปี เพื่อขับเคลื่อนงานตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาข้าวตามนโยบายของรัฐบาล โดยการบูรณาการร่วมกันของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพิษณุโลก สำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และสหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด เพื่อเพิ่มช่องทางให้เกษตรกรได้มีอำนาจการต่อรองมากขึ้น แก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำในพื้นที่ โดยใช้กลไกสหกรณ์เป็นตลาดรับซื้อผลผลิตข้าวเปลือกจากเกษตรกรโดยตรงตามเกณฑ์คุณภาพข้าวที่กำหนด เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตข้าวเปลือกในราคาที่เป็นธรรมและมีรายได้เพิ่มขึ้น

นายพงศธร ศรีชัย นักวิชาการสหกรณ์ชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์การค้าข้าวในพื้นที่ ช่วงนี้มีปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกออกสู่ตลาดพร้อมกันในปริมาณมาก จึงส่งผลให้เกณฑ์ราคารับซื้อข้าวเปลือกในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก มีแนวโน้มลดต่ำลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร ดังนั้น สหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด จึงได้ร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงานเปิดตลาดนัดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรโดยตรง และให้ราคาสูงกว่าท้องตลาด โดยยึดเกณฑ์ราคารับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิ ในราคาตันละ 13,900 บาท และข้าวเปลือกเจ้า รับซื้อในราคาตันละ 7,300 บาท ความชื้น 15%

ขณะที่นายจำลัด เพียพล ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด กล่าวว่า การจัดงานดังกล่าว ถือเป็นการสร้างโอกาสและสร้างทางเลือกให้แก่เกษตรกร ช่วยลดช่องทางการผูกขาดการค้าข้าว เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้รับความเป็นธรรมด้านราคา ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยสหกรณ์ฯ พร้อมที่จะเป็นกลไกการขับเคลื่อนและสนับสนุนงานนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล เพื่อผลักดันให้เกษตรกรมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ต่อไป

ทุ่มแสนล้าน! กนย.มีมติเดินหน้าดันราคายาง 4 มาตรการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380095

ทุ่มแสนล้าน! กนย.มีมติเดินหน้าดันราคายาง 4 มาตรการ

ทุ่มแสนล้าน! กนย.มีมติเดินหน้าดันราคายาง 4 มาตรการ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 22.24 น.

กนย.มีมติเดินหน้าดันราคายาง 4 มาตรการ ทุ่มกว่าแสนล้านบาท ชี้ทุก อปท.ทำถนนยางพารา หมู่ละ1 กม.ใช้งบ 9.2 หมื่นล้านบาท ดูดยางจากระบบ1.4 ล้านตัน

29 พ.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ(กนย.) ครั้งที่ 1/2561 ว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบใน 4 โครงการ เพื่อนำเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อรับทราบในสัปดาห์หน้า ประกอบด้วย 1.โครงการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนยาง พ.ศ. 2561 – 2562 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนค่าครองชีพของเกษตรกรชาวสวนยาง เป้าหมาย เกษตรกรชาวสวนยางที่มีสวนยางในพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ที่เปิดกรีดแล้ว และขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย ก่อนวันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 จำนวน 999,065 ราย และคนกรีดยาง 304,266 ราย รวมเนื้อที่ 9,448,447 ไร่ โดยให้ความช่วยเหลือเกษตรกรตามพื้นที่เปิดกรีดจริง ไร่ละ 1,800 บาท ไม่เกินรายละ 15 ไร่ กรณีมีคนกรีดยางแบ่งเป็นเจ้าของสวนยาง 1,100 บาทต่อไร่ และคนกรีดยาง 700 บาทต่อไร่ วงเงิน 17,512,734,883 บาท ซึ่งเป็นงบของ ธ.ก.ส. และ กยท.

2.โครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร โดยการสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำน้ำยางพาราไปใช้สร้างถนนพาราซอยด์ซีเมนต์ ทั่วประเทศจำนวน 75,032 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 กิโลเมตร รวมระยะทาง 75,032 กิโลเมตร ซึ่งจะทำให้มีการดูดซับน้ำยางออกจากตลาดในปริมาณมาก และจะทำให้ราคายางมีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะยาว โดยแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร จัดทำแผนปฏิบัติงานโครงการ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การยางแห่งประเทศไทย และดำเนินโครงการโดยองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ตามแผนปฏิบัติงานโครงการปรับปรุงถนนภายในหมู่บ้าน ให้เป็นถนนที่มีการนำยางพารามาเป็นส่วนผสม  ในการก่อสร้างถนนในชั้นพื้นฐานหนา 15 เซนติเมตร กว้าง 6 เมตร คาดว่าสามารถเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศมากขึ้นโดยการนำยางพารามาใช้ในการทำถนน เป็นจำนวนน้ำยางสด 1,440,614.4 ตัน หรือคิดเป็นน้ำยางข้น 720,320.2 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 16,326.9600 ล้านบาท วงเงิน92,327.4320 บาท (ใช้งบประมาณจากเงินสะสมขององค์กรปกครองท้องถิ่น)

3.โครงการการบริหารจัดการรักษาเสถียรภาพราคายางพาราของสถาบันเกษตรกร โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุนให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพและมีความพร้อมเป็นแหล่งรับซื้อยางพาราจากสมาชิกเกษตรกรและรวมตัวกันเพื่อจำหน่ายยางพาราเพื่อการส่งออก ขณะนี้ได้สำรวจเบื้องต้นพบว่ามีจำนวนไม่ต่ำกว่า 8 กลุ่มสหกรณ์ที่ดำเนินการอยู่แล้ว อาทิ สหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นสถาบันเกษตรต้นแบบที่สามารถผลักดันสินค้ายางพาราส่งออกไปต่างประเทศได้สำเร็จ จึงให้กรมส่งเสริมสหกรณ์คัดเลือกสหกรณ์การยางที่มีความเข้มแข็งและสนใจทำผลิตภัณฑ์ยางส่งออกเข้าร่วมโครงการ (วงเงินสินเชื่อของ ธ.ก.ส. 5,000 ล้านบาท)

4.โครงการลดพื้นที่ปลูกยางพาราเพื่อปลูกพืชอื่นทดแทน เป็นการช่วยลดความเสี่ยงด้านผลกระทบจากราคายางตกต่ำ และช่วยเพิ่มรายได้รวมไปถึงสร้างทางเลือกในอาชีพ เพื่อความยั่งยืนให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง จึงได้ตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อดูแลกำกับเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร และการยางแห่งประเทศไทย

“ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง หากเกิดปัญหาอุปสรรคให้รีบแจ้งทันทีเพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้า โดยการขับเคลื่อนทั้ง 4 โครงการนี้จะเร่งรัดให้เกิดเป็นรูปธรรมให้เร็วที่สุด ซึ่งตั้งใจอย่างยิ่งว่าอยากให้ความสำเร็จนี้เป็นของขวัญก่อนปีใหม่ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้าจะเชิญบริษัทล้อยางทั้งในและต่างประเทศ มาหารือร่วมกันเป็นช่วงสุดท้าย ถึงประเด็นการเพิ่มปริมาณการรับซื้อยางพาราจากเกษตรกร ซึ่งจะต้องขอรับการช่วยเหลือและสนับสนุนอะไรจากรัฐบาลบ้าง ” นายกฤษฎา กล่าว

มกอช.ลุยส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ทุเรียนภาคตะวันออกเน้นมาตรฐานGAP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379905

มกอช.ลุยส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ทุเรียนภาคตะวันออกเน้นมาตรฐานGAP

มกอช.ลุยส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ทุเรียนภาคตะวันออกเน้นมาตรฐานGAP

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 11.24 น.

มกอช.ลุยส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ทุเรียนภาคตะวันออก เน้นมาตรฐาน GAP มุ่งเป้าส่งออกทุเรียนคุณภาพไปนอก 

29 พ.ย.61 นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช.ได้ดำเนินโครงการพัฒนาส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ทุเรียนโซนภาคตะวันออกเข้าสู่มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP พืชอาหาร) ซึ่งเป็นโครงการฯ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อที่จะพัฒนาให้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในภาคตะวันออก มีความรู้ความเข้าใจในหลักการปลูกทุเรียน ให้ได้ตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ.9001-2556) และสามารถผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย ตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค รวมทั้งสามารถส่งวัตถุดิบให้กับโรงงานผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง เพื่อการส่งออกได้ตามมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง (มกษ. 9046-2560)

เลขาธิการกล่าวว่า มกอช.ได้ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร ในการคัดเลือกเกษตรกร และพื้นที่เป้าหมาย เพื่อเข้าร่วมโครงการฯ พร้อมทั้งประสานงานกรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดอบรมให้ความรู้กับเกษตรกรผู้ปลูกในพื้นที่แปลงใหญ่ เรื่อง มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ.9001-2556) และเกณฑ์การรับผลผลิตสำหรับการผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็งตามมาตรฐานบังคับ เรื่องการปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง (มกษ. 9046-2560) เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ ความเข้าใจ สามารถขอใบรับรองในการผลิตทุเรียนตามมาตรฐาน GAP ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าและสามารถส่งออก ไปขายยังต่างประเทศได้ เป็นสินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน

นอกจากนี้ มกอช.ยังส่งเสริมและให้ความรู้ เรื่อง ระบบตามสอบสินค้าเกษตรและอาหาร (QR Trace) การใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน Q และความรู้เกี่ยวกับระบบการจับคู่ธุรกิจขยายตลาดสินค้าเกษตรผ่านระบบออนไลน์ (DGT Farm) เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันให้กับเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ในคุณภาพทุเรียนโซนภาคตะวันออก

“โครงการนี้จะส่งผลให้เกษตรกรสามารถผลิตทุเรียนที่ได้คุณภาพ ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและเกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนที่มีผลผลิตได้คุณภาพ มีความปลอดภัย ผลผลิตทุเรียนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น และมีความสามารถในการแข่งขันทางการค้า อันเป็นการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรให้มีความเข้มแข็งต่อไป” เลขาธิการกล่าว

กรมชลฯ ชวนเที่ยวงานวันดินโลก ร่วมสืบสานศาสตร์พระราชา ณ ลุ่มน้ำปราจีนฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379888

กรมชลฯ ชวนเที่ยวงานวันดินโลก  ร่วมสืบสานศาสตร์พระราชา ณ ลุ่มน้ำปราจีนฯ

กรมชลฯ ชวนเที่ยวงานวันดินโลก ร่วมสืบสานศาสตร์พระราชา ณ ลุ่มน้ำปราจีนฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 09.50 น.

นายสุชาติ  เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 กรมชลประทาน พร้อมด้วย นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ร่วมแถลงข่าว เชิญชวนเที่ยวงานวันดินโลก “สืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี” เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เรียนรู้ศาสตร์พระราชาด้วยกิจกรรมมากมาย และเลือกชมเลือกซื้อสินค้าจากเครือข่ายเกษตรทฤษฎีใหม่และของพื้นบ้านในชุมชน ณ อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา จ.ปราจีนบุรี

นายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้จัดงานวันดินโลกช่วงเดือนธันวาคม 2561 ในโอกาสองค์การสหประชาชาติ และ องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชติ (FAO) กำหนดให้ วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็น“วันดินโลก”เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมสำคัญนี้ เพื่อเผยแพร่และขยายผลการดำเนินงานพัฒนาระบบกสิกรรมโดยน้อมนำศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ มาบูรณาการในรูปแบบประชารัฐ เน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำ เพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ และพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกับสภาพภูมิสังคมแต่ละพื้นที่ กรมชลประทาน จึงได้ร่วมกับ จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อจัดงานวันดินโลก ปี 2561 ขึ้น ภายใต้ชื่องาน “สืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี”

สำหรับกิจกรรมในงานตลอดทั้ง 3 วัน มีการจัดแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” การบูรณาการระหว่างดิน น้ำ และพืช รวมถึงนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และภาคีความร่วมมือต่างๆ และยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย ทั้งการจัดทำแปลงสาธิตเกษตรทฤษฎีใหม่, การแสดงบนเวที การจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้และหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ การปล่อยสัตว์น้ำ บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และรถยนต์ จากส่วนราชการและนักศึกษา, การบริจาคโลหิต, การให้บริการตรวจหาสารเคมีในเส้นเลือด รวมถึงการประกวดแข่งขันในหัวข้อเกี่ยวกับงานวันดินโลก นอกจากนี้ ประชาชนที่มาร่วมงานยังจะได้เลือกชมและซื้อสินค้าจากร้านจำหน่ายสินค้าของเกษตรกรในพื้นที่ทั้งสินค้าเกษตรอินทรีย์, ผลิตภัณฑ์ OTOP นวัตวิถี, สินค้าธงฟ้าราคาประหยัด และชิมผลไม้พื้นถิ่น อาหารพื้นบ้าน โดยตลอดทั้งงานยังมีการเปิดให้บริการนั่งรถรางชมเขื่อนนฤบดินทรจินดา ถ่ายภาพกับทุ่งปอเทือง อีกด้วย

นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า จังหวัดปราจีนบุรี มีความยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมกับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดงานเนื่องในวันดินโลก ปี 2561 “สืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี” เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนในจังหวัด และพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนผู้มาร่วมงาน ได้ศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานศาสตร์พระราชา และเกษตรทฤษฎีใหม่จากเครือข่ายในพื้นที่ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับวิถีชีวิตดั้งเดิมได้

ทั้งนี้ ขอเชิญผู้สนใจไปเที่ยวชมงาน “สืบสานศาสตร์พระราชา พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี” จะจัดขึ้น ณ อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี  ในระหว่างวันที่ 8 – 10 ธันวาคม 2561 เป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. 

วางแผน4ขั้นตอนเผชิญเหตุภัยแล้ง เกษตรฯเดินหน้าปรับแผนปลูกพืชลดพื้นที่เสี่ยงวิกฤติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379753

x

วางแผน4ขั้นตอนเผชิญเหตุภัยแล้ง เกษตรฯเดินหน้าปรับแผนปลูกพืชลดพื้นที่เสี่ยงวิกฤติ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ร่วมวางแผนป้องกันและเผชิญเหตุภัยแล้งด้านการเกษตร กับหน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใน 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1.การป้องกัน โดยทำบัญชีน้ำและสรรพกำลัง (คน เครื่องจักร อาหาร ยาสัตว์ พันธุ์พืช/สัตว์) ประเมินพื้นที่เสี่ยง สร้างการรับรู้ จัดทำบ่อ/ฝาย เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและบำรุงรักษาแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณกักเก็บ 2.เตรียมการ โดยสำรองเวชภัณฑ์ เสบียงสัตว์ ภาชนะระบบน้ำหยด ประเมินแนวโน้มข้อพิพาทปัญหาการแย่งน้ำ และรายงานสถานการณ์ 3.กรณีเผชิญเหตุ เตรียมร้องขอเพื่อสนับสนุนน้ำ เวชภัณฑ์ เสบียงสัตว์ การขนส่ง จุดรับน้ำ วางแผนจัดสรร เจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาท บริหารจุดอพยพ พร้อมให้ข้อมูลข่าวสารอย่างทันต่อสถานการณ์ 4.หากต้องฟื้นฟู เตรียมการประเมินขนาดความรุนแรง การช่วยเหลือเฉพาะหน้า สนับสนุนเงินทุนพัฒนาการผลิต/ปรับเปลี่ยนอาชีพให้เหมาะสมกับภูมิประเทศหรือจัดสร้างแหล่งน้ำ รวมถึงการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังต่อไป

สำหรับกรมส่งเสริมการเกษตร วางแผนส่งเสริมการปลูกพืชให้แก่เกษตรกร โดยเฉลี่ยพื้นที่ปลูกข้าวรอบ 2 ปลูกพืชไร่ และปลูกพืชผัก ตามสัดส่วนความเหมาะสม เพื่อป้องกันความเสี่ยงและลดผลกระทบต่อเกษตรกร มีการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำเพื่อการเกษตรด้วยการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย ใน 2 โครงการคือ โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรัง และโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทํานา ซึ่งมีการวางแผนการตลาด ประสานเอกชนรับซื้อผลผลิตการเกษตรให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมงานหัตถกรรม หรือปรับเปลี่ยนเป็นการเลี้ยงปศุสัตว์ทดแทนการปลูกพืชในกรณีเข้าสู่สถานการณ์ฝนทิ้งช่วง

อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เร่งกำชับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรทุกภูมิภาคเดินหน้าสร้างการรับรู้ และความเข้าใจให้แก่เกษตรกร ถึงผลประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว เพื่อลดความเสี่ยงที่ผลผลิตจะได้รับความเสียหาย ประกอบกับเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการป้องกันบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นด้วย

‘ขอให้วาฬหัวทุยเป็นเหยื่อตัวสุดท้าย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379754

x

‘ขอให้วาฬหัวทุยเป็นเหยื่อตัวสุดท้าย’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ขณะที่การรณรงค์ลดขยะพลาสติกบนโลกดำเนินไปอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง  ด้วยทุกประเทศตระหนักแล้วว่า ปัญหานี้เข้าขั้นวิกฤติ  หากยังไม่ทำอะไร ขยะที่ล้นโลกจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  เกิดมลพิษที่ย้อนกลับมาทำลายสุขภาพ ความเป็นอยู่ของมนุษย์ในที่สุด แต่ขยะพลาสติกที่เกิดจากการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ได้สร้างปัญหาเบียดเบียนชีวิตสัตว์ทั้งบนบก ในทะเล ปรากฏเป็นข่าวให้เห็นอีกครั้ง

ล่าสุด เป็นเหตุสลดใจเกิดขึ้นในอินโดนีเซีย หนึ่งในประเทศที่ประสบปัญหาขยะเกลื่อนทะเลเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน ที่สื่อต่างประเทศได้แพร่ภาพซากวาฬหัวทุยเกยตื้นในอุทยานแห่งชาติวากาโตบีของอินโดนีเซีย หลังเจ้าหน้าที่ผ่าพิสูจน์ซากวาฬเคราะห์ร้ายตัวดังกล่าว เพื่อหาสาเหตุการตาย ก็ต้องตกตะลึง เมื่อพบขยะพลาสติกในท้องวาฬเกือบ 6 กิโลกรัม

ประกอบด้วย ถ้วยพลาสติก 115 ใบ  ถุงพลาสติก 25 ใบ และขยะอื่น เช่น รองเท้าแตะและเศษผ้าใบ รวมถึงขวดพลาสติก 4 ใบ และเชือกปาล์ม นับเป็นเรื่องน่าเศร้าใจหนึ่งในหลายล้านกรณี ที่เกิดขึ้นหลายประเทศ ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศไทย ซึ่งยังเกิดกรณีสัตว์ป่ากินขยะพลาสติกที่นักท่องเที่ยวทิ้งไว้ ล้มตายไปนักต่อนัก

สำหรับอินโดนีเซีย เป็นประเทศที่ผลิตขยะทางทะเลมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากจีน โดยประเมินว่าแต่ละปีมีขยะมากถึง 1.29 ล้านเมตริกตัน ปัญหาขยะเคยถึงขั้นวิกฤติจนทำให้ทางการต้องประกาศ “ภาวะฉุกเฉินขยะ”เมื่อปีที่แล้ว หลังพบขยะเกลื่อนแนวชายหาดความยาว 6 กิโลเมตรของเกาะบาหลี ทางการอินโดนีเซียตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะลดขยะพลาสติกในทะเลลงให้ได้ 70% ภายในปี 2568

ข่าวสัตว์ทะเลซึ่งต้องประสบชะตากรรม จากขยะที่มนุษย์สร้างขึ้นในอินโดนีเซีย ทำให้ ย้อนมาดูสถานการณ์ในประเทศไทย  ที่ปัญหาขยะพลาสติกหนักหนาสาหัสอยู่ รัฐบาลเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง ลุยทำแผนลดขยะประเภทนี้ ทั้งออกมาตรการรณรงค์ในส่วนประชาชน องค์กรทุกภาคส่วน พร้อมหาวิธีจัดการขยะพลาสติกทั้งรีไซเคิล กำจัดด้วยวิธีฝังกลบ เผาทำลาย ตั้งเป้าลดปริมาณขยะให้ได้มากที่สุด และควบคุมไม่ให้เพิ่มมากกว่านี้  เรียกว่าเป็นประเด็นร้อน ต้องระดมความเห็นระดับชาติ

ที่น่าสนใจและรัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือ ขยะพลาสติกในแม่น้ำ ทะเล และอุทยานแห่งชาติ โดยออกแนวทางปฏิบัติเข้มข้นเป็นระยะ มุ่งลดปริมาณขยะในพื้นที่เหล่านี้ให้ได้ มีการตั้งคณะอนุกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติก ภายใต้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จากนั้นตั้งคณะทำงานสนับสนุนการบริหารจัดการขยะพลาสติกอีก 3 คณะ เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ตั้งเป้าหมายลดขยะพลาสติกในทะเลไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ภายในปี2570

จากข้อมูลของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขยะในทะเลล้วนไหลมาจากบนบก บวกขยะจากแม่น้ำ ขยะในคลองกลางกรุงก็ลงทะเล 70% ไทยสร้างขยะ 27 ล้านตัน เป็นขยะพลาสติก 2 ล้านตัน  ขยะทะเลที่พบอันดับ 1 คือ ถุงพลาสติก ตามด้วยหลอด ฝาพลาสติก ภาชนะบรรจุอาหาร สัตว์น้ำ 200 ชนิด ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ซากวาฬ ปลา เต่า เสียชีวิต พบเศษพลาสติกในร่างกายเหมือนกรณีวาฬหัวทุยที่อินโดนีเซียล่าสุดแทบทั้งสิ้น

เหล่านี้เป็นที่มาของนโยบายแข็งขันของรัฐบาลจับมือเอกชนลดขยะพลาสติก ทั้งยกเลิกพลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม หรือ Cap Seal งดนำเข้าโฟม ถุงหูหิ้วเข้าอุทยานฯ  หันมาใช้ภาชนะใส่หรือบรรจุอาหารที่นำมาใช้ซ้ำได้ กระทั่งบูรณาการระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวฯและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ หันมาใช้ปิ่นโตใส่อาหาร โดยการสนับสนุนของเอกชนผู้ผลิต นำร่องไปใช้ในพื้นที่อุทยานทางทะเลจุดแรก ตั้งเป้าลดปริมาณขยะจากบนบกลงทะเล ลดการสูญเสียสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่ให้มากที่สุด

ความพยายามที่แข็งขันต่อเนื่องจากทุกภาคส่วน เพื่อลดขยะพลาสติก ไปจนถึงการแก้ปัญหาขยะเกลื่อนทะเล เกลื่อนอุทยานจะได้ผลยั่งยืน ต่อเมื่อทุกคนตระหนักว่า สถานการณ์วิกฤติแล้ว ไม่อยากเห็นภาพสัตว์ล้มตายเพราะกลืนกินขยะอีกต่อไป แล้วก็เริ่มที่ตัวเองลงมือทำ
วาฬหัวทุยก็จะเป็นเหยื่อรายสุดท้าย

ยกระดับคุมเข้มอหิวาต์แอฟริกาในหมู ปศุสัตว์ยันพบนักท่องเที่ยวนำเข้าประเทศ-สั่งด่วนซักซ้อมแผนรับมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379752

x

ยกระดับคุมเข้มอหิวาต์แอฟริกาในหมู ปศุสัตว์ยันพบนักท่องเที่ยวนำเข้าประเทศ-สั่งด่วนซักซ้อมแผนรับมือ

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ถึงผลการตรวจยืนยันด้วยวิธี Realtime-PCR และ Sequencing พบการปนเปื้อนสารพันธุกรรมของเชื้อโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ซึ่งมาจากผลิตภัณฑ์ไส้กรอก ที่ด่านกักกันสัตว์ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย น้ำหนักประมาณ 800 กรัม โดยมาจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางจากเมืองเฉินตู ประเทศจีน

ทั้งนี้ ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่ 3ในเอเชียต่อจากเกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่ตรวจพบการปนเปื้อนสารพันธุกรรมของเชื้อดังกล่าว กรมปศุสัตว์ จึงได้จัดการซักซ้อมแผนรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน นับตั้งแต่ระดับอำเภอจนถึงสำนักงานปศุสัตว์เขตในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน พร้อมกำหนดมาตรการที่เข้มงวดหลายอย่าง เช่น การชะลอการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากสุกรที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงที่พบการระบาด การเตรียมพร้อมห้องปฏิบัติการและเครือข่ายในการตรวจวินิจฉัยให้ถูกต้องรวดเร็ว การเข้มงวดตรวจสอบสัมภาระของนักท่องเที่ยวที่อาจมีการลักลอบนำผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยง เข้ามาในประเทศไทยซึ่งมีผลการตรวจยึดได้เป็นจำนวนมาก การเข้มงวดตรวจจับและหาข่าวการลักลอบนำเข้าสุกรและผลิตภัณฑ์ผ่านเข้ามาทางชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ ยังจำเป็นต้องยกระดับและให้ความสำคัญต่อโรคดังกล่าว พร้อมผลักดันผ่านรัฐบาลให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อบูรณาการความร่วมมือและทรัพยากร รวมทั้งงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆในการควบคุม ป้องกันโรคมิให้เข้ามายังประเทศไทยได้ เนื่องจาก โรคดังกล่าวนี้ไม่ติดต่อสู่คนแต่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงทางด้านอาหาร

อย่างไรก็ตาม ขอให้มั่นใจในการดำเนินงานของ กรมปศุสัตว์ ในการป้องกันโรคมิให้เข้ามาสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการผลิตสุกรของประเทศไทย หากพบสุกรแสดงอาการป่วย เช่น มีไข้สูง เบื่ออาหาร ผิวหนังเป็นปื้นแดงและต่อมาเป็นสีเขียวคล้ำ พบภาวะแท้งในแม่สุกรและมีจำนวนสุกรตายผิดปกติให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที หรือ Call Center 06-3225-6888 หรือที่แอพพลิเคชั่น DLD 4.0

เตือนชาวสวนมะม่วงหิมพานต์ เฝ้าระวัง‘เพลี้ยไฟ-แป้ง’ระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379751

x

เตือนชาวสวนมะม่วงหิมพานต์ เฝ้าระวัง‘เพลี้ยไฟ-แป้ง’ระบาด

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศแจ้งเตือนชาวสวนผู้ปลูกมะม่วงหิมพานต์ให้เฝ้าระวังโรคและศัตรูพืชระบาดในระยะนี้ซึ่งเริ่มเข้าสู่ช่วงต้นแทงช่อดอก ขณะที่สภาพอากาศเย็น อุณหภูมิลดต่ำลง และมีแดดแรงในเวลากลางวัน ซึ่งเอื้อต่อการระบาดของศัตรูพืช โดยขอให้สังเกตการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ และเพลี้ยแป้ง สำหรับเพลี้ยไฟ มักพบการเข้าทำลายดูดกินน้ำเลี้ยงต้นมะม่วง หิมพานต์ในระยะแตกยอดอ่อน ช่อดอก และผลอ่อน ทำให้ยอดอ่อนหงิกงอหรือแห้งตาย หากระบาดรุนแรง จะส่งผลให้ช่อดอกไหม้เป็นสีดำ และไม่ติดผล กรณีติดผลแล้วจะทำให้ผลร่วงหล่นได้

เมื่อพบการระบาดในช่วงที่ต้นมะม่วงหิมพานต์เริ่มแทงช่อดอกหรือก่อนดอกบาน ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา–ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

ส่วนการเข้าทำลายของเพลี้ยแป้ง จะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบ ช่อดอก และช่อผล ส่งผลให้ราดำมาเจริญอยู่บริเวณนั้น ทำให้ใบร่วง ช่อดอกไม่ติดผล และผลแคระแกร็น กรณีที่มีปริมาณมาก มักพบเพลี้ยแป้งเกาะเป็นกระจุกที่ลำต้น และอยู่ร่วมกันกับมด โดยมีมดเป็นพาหะนำเพลี้ยแป้งเคลื่อนย้ายไปตามส่วนต่างๆ ของต้นมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งมดอาศัยน้ำหวานจากเพลี้ยแป้งที่ถ่ายออกมา

เกษตรกรควรหมั่นสำรวจยอดอ่อนและช่อดอกอยู่เสมอ หากพบกลุ่มเพลี้ยแป้งเป็นปุยสีขาว และเริ่มมีราดำเกิดขึ้น ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงพิริมิฟอส-เมทิล 50% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารมาลาไทออน 83% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
โดยพ่นป้องกันกำจัด 2-3 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน เพราะตัวอ่อนหลบอยู่ใต้ท้องตัวเต็มวัยเพศเมียอาจยังไม่ตายจากการพ่นครั้งแรก หลีกเลี่ยง การพ่นสารฆ่าแมลงในระยะดอกบาน เพราะอาจเป็นอันตรายต่อแมลงผสมเกสร

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379757

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์  แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (1)

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (1)

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

l เกษตรอินทรีย์ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนา

สถานการณ์ภาคเกษตรของประเทศไทยที่ผ่านมา การพัฒนาที่มุ่งเน้นการผลิตแบบอุตสาหกรรมและการค้าทำให้เกษตรกรหันมาทำการเกษตรในเชิงเดี่ยว ทำให้ปริมาณการใช้สารเคมีเพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น เกิดความเสื่อมโทรมของพื้นที่การเกษตร ภาครัฐจึงได้ส่งเสริมการทำเกษตรกรรมที่มีความยั่งยืนทั้งในแง่ของสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยของอาหาร โดยวิถีเกษตรอินทรีย์ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่สามารถพัฒนาภาคการเกษตร สร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและเสริมสร้างสิ่งแวดล้อมให้อุดมสมบูรณ์ได้

จากความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2560 ในยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560-2564 ภายใต้วิสัยทัศน์ คือ “ประเทศไทยเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคด้านการผลิต การบริโภค การค้าสินค้า การบริการเกษตรอินทรีย์ที่มีความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล” ด้วยเหตุนี้การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์จึงถือเป็นนโยบายระดับชาติ จากยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติฉบับล่าสุดรัฐบาลได้วางเป้าหมายการดำเนินงานออกเป็น 4 หัวข้อหลักได้แก่ 1.การเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 600,000 ไร่ ภายในปี 2564 2.เพิ่มจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 30,000 ราย ภายในปี 2564 3.เพิ่มสัดส่วนตลาดในประเทศร้อยละ 40 และเพิ่มสัดส่วนตลาดส่งออกร้อยละ 60 4.สุดท้ายคือการยกระดับกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีพื้นบ้านให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้การดำเนินงานจะเป็นไปตาม 4 ยุทธศาสตร์ ด้วยกันคือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่งเสริมการวิจัย และการสร้างองค์ความรู้นวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาการผลิตสินค้าและบริการเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาการตลาดสินค้าและบริการ การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 4 การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ โดยมีกลไกการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ มีรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ได้รับมอบหมายเป็นประธานกรรมการ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับมอบหมายเป็นกรรมการและเลขานุการ มีผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ ผู้แทนกรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และกรมวิชาการ นอกจากนี้ยังมีผู้แทนจากระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติ เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศ ดำเนินการบูรณาการแนวทางมาตรการ แผนงานและงบประมาณกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง 2.คณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2561 โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้รับมอบหมายซึ่งได้แก่ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร เป็นประธานอนุกรรมการ มีรองปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องและหัวหน้าส่วนราชการในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นอนุกรรมการ โดยมีอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินเป็นอนุกรรมการและเลขานุการมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาเสนอแผนงาน โครงการ งบประมาณเพื่อขับเคลื่อนงานด้านเกษตรอินทรีย์ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ กำหนดแนวทาง มาตรการหรือกลไกการประสานความร่วมมือระหว่างส่วนราชการและภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง