ฟัน‘ฟลอร่าฯ-ฟ้าประทาน’! เดทไลน์6ธ.ค.เบี้ยวชี้แจงปมรุกที่ เพิกถอนสิทธิทันที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380556

ฟัน‘ฟลอร่าฯ-ฟ้าประทาน’! เดทไลน์6ธ.ค.เบี้ยวชี้แจงปมรุกที่ เพิกถอนสิทธิทันที

ฟัน‘ฟลอร่าฯ-ฟ้าประทาน’! เดทไลน์6ธ.ค.เบี้ยวชี้แจงปมรุกที่ เพิกถอนสิทธิทันที

วันอาทิตย์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 16.56 น.

ฟัน‘ฟลอร่าฯ-ฟ้าประทาน’! เดทไลน์6ธ.ค.เบี้ยวชี้แจงปมรุกที่ เพิกถอนสิทธิทันที

2 ธ.ค.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตนได้สั่งการให้นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) รายงานผลการเอกซเรย์พื้นที่ ส.ป.ก.ทั่วประเทศโดยด่วน เนื่องจากได้ย้ำให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา นอกจากนี้กรณีผู้ประกอบการเข้าใช้ประโยชน์ที่ดิน ส.ป.ก.ไร่ฟ้าประทาน และฟลอร่าพาร์ค วังน้ำเขียว เกือบ400 ไร่ ให้เร่งสรุปผลตรวจสอบข้อเท็จจริงในการเข้าใช้ทำประโยชน์ในพื้นที่

พร้อมกันนี้รอผลสอบสวนจากปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ที่ต้องรอเงื่อนเวลาตามกฎหมายก่อนทางปกครอง โดยผู้ประกอบการได้ขอเลื่อนการชี้แจงวันที่ 6 ธ.ค.นี้ หากไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินเหนือกว่าเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.ต้องดำเนินการกฎหมาย เข้าสู่กระบวนการเพิกถอน เพื่อนำไปจัดสรรสิทธิให้กับเกษตรกรและผู้ยากไร้รายใหม่เข้าทำกิน

ด้านนายวิณะโรจน์ กล่าวว่าได้รับรายงานผลการเอกซเรย์พื้นที่ส.ป.ก.เกือบครบทุกจังหวัด แต่ในส่วนจังหวัดที่ยังไม่ได้รายงานเข้ามาส่วนกลางต้องเร่งดำเนินการโดยด่วน จากนั้นนำมาสรุปข้อมูลการถือครองที่ดิน ส.ป.ก.ทั่วประเทศส่งให้กับนายกฤษฏา ภายในสัปดาห์นี้

ส่วนกรณีฟลอร่าพาร์ค ที่ยังเปิดกิจการให้นักท่องเที่ยวชมสวนในงานมหัศจรรย์ พันธุ์ไม้นานาพันธุ์ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.61-30 เม.ย.62 ทางปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ได้ส่งหนังสือแจ้งผู้ประกอบทั้ง 2 แปลง คือ ไร่ฟ้าประทาน และฟลอร่าพาร์ค แล้วว่าขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมาย และเรียกผู้ประกอบการให้มาชี้แจงสิทธิการครอบครองที่ดินผืนดังกล่าว จึงให้ยุติการดำเนินการกิจการทางธุรกิจทั้งหมด ล่าสุดได้รับรายงานว่าบริษัท ฟลอร่า พาร์ค หยุดการโฆษณาเชิญชวนนักท่องเที่ยวมาซื้อบัตรเข้าชมงานแล้ว ถือว่าตอนนี้ได้ยุติการดำเนินธุรกิจไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังมีสิทธิคุ้มครองตามกฎหมายปกครองที่ได้ขอเลื่อนการเข้าชี้แจงสิทธิการได้มาของที่ดินผืนดังกล่าว ซึ่งครบกำหนดวันที่ 6 ธ.ค.นี้ ทั้งนี้ผู้ครอบครองต้องมาชี้แจงในวันดังกล่าวถือเป็นวันสุดท้าย โดยผู้ประกอบการต้องนำเอกสารการครอบครองมาชี้แจงว่ามีเอกสารสิทธิอื่น เหนือเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.หรือไม่  หากไม่มีก็เข้าข่ายการบุกรุกที่ดินของ ส.ป.ก. รวมทั้งใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาต จะดำเนินการทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดิน ในการเพิกถอนคืนพื้นที่ ชดใช้ค่าเสียหายให้กับรัฐ

ส่วนการยึดคืนตามมาตรา44 ของ คสช.กรณีรวมแปลงเกิน 100 ไร่ ทางฝ่ายกฎหมาย ส.ป.ก.กำลังตรวจสอบข้อกฎหมายอย่างละเอียด หากยึดคืนตามมาตรา44 การดำเนินการจะต้องให้คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัด(คปจ.) ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน สรุปความผิดมาก่อน ทาง ส.ป.ก.จึงดำเนินการยึดคืนได้ทันทีเช่นกัน

กฤษฏาลุยสกลฯเปิดแปลงสาธิตปลูกข้าวโพดหลังนา ปีหน้าขยายพื้นที่ปลูกรอบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380311

กฤษฏาลุยสกลฯเปิดแปลงสาธิตปลูกข้าวโพดหลังนา ปีหน้าขยายพื้นที่ปลูกรอบใหม่

กฤษฏาลุยสกลฯเปิดแปลงสาธิตปลูกข้าวโพดหลังนา ปีหน้าขยายพื้นที่ปลูกรอบใหม่

วันศุกร์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 20.33 น.

กฤษฏาลุยสกลฯเปิดแปลงสาธิตปลูกข้าวโพดหลังนา ปีหน้าขยายพื้นที่ปลูกรอบใหม่

30 พ.ย.61 ที่ อ.พังโคน จ.สกลนคร นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา เปิดแปลงสาธิตเรียนรู้ปลูกข้าวโพด พร้อมกับได้หยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลงในแปลงต้นแบบของเกษตรกร เข้าร่วมโครงการเรียนรู้เทคนิควิธีการเพิ่มผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เครื่องจักรกลการเกษตร

นายกฤษฏา กล่าวว่าโครงการนี้ลดปลูกข้าวนาปรับรอบสอง เพื่อปรับสมดุลการผลิตข้าวกับความต้องการของตลาด  และเพิ่มการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น พร้อมกับได้นำหัวหน้าส่วนราชการของกระทรวงเกษตรฯ ระดับอธิบดี จำนวน 14 หน่วยงาน ลงพื้นที่เพื่อพบปะเกษตรกร และรับฟังปัญหาในการทำเกษตร

“วันนี้การขับเคลื่อนหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ต้องลงพื้นที่ทั้งหมด ยืนยันว่าหากปลูกข้าวโพดตามโครงการแล้ว จะมีผู้มารับซื้อแน่นอน ยังได้รับการประกันภัยพืชผลรัฐจ่ายเบี้ยประกัน 65 บาท/ไร่ ซึ่งจะได้รับชดเชยหากปลูกข้าวโพดแล้วประสบปัญหาภัยพิบัติ จำนวน 1,500 บาท/ไร่ ทั้งนี้ยังได้เพิ่มเติมจากระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการช่วยเหลือผู้ประสบภัยฯ ที่จ่ายค่าชดเชย 1,113 บาท/ไร่ ดังนั้นเมื่อเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ แนะนำให้เกษตรกรปลูกหรือเลี้ยงอะไร จะต้องขายได้ และได้รับการดูแลตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ซึ่งปีนี้ได้รับความร่วมมือจากเอกชนอย่างดี เมื่อประสบความสำเร็จจะขยายผลพื้นที่เพิ่มพื้นที่เป้าหมายปีหน้า” นายกฤษฎา กล่าว

สำหรับจังหวัดสกลนคร ได้ดำเนินโครงการฯ โดยกระทรวงเกษตรฯ รับสมัครเกษตรกรระหว่างวันที่ 4 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2561 ขณะนี้มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 3,378 ราย พื้นที่ 24,459 ไร่

กฤษฏาของขึ้น! ลุยตรวจ‘ถนนยางพารา’นครพนม จนท.แจงไม่เคลียร์ โทร.ไล่บี้อธิบดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380287

กฤษฏาของขึ้น! ลุยตรวจ‘ถนนยางพารา’นครพนม จนท.แจงไม่เคลียร์ โทร.ไล่บี้อธิบดี

กฤษฏาของขึ้น! ลุยตรวจ‘ถนนยางพารา’นครพนม จนท.แจงไม่เคลียร์ โทร.ไล่บี้อธิบดี

วันศุกร์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 19.26 น.

กฤษฏาของขึ้น! ลุยตรวจ‘ถนนยางพารา’นครพนม จนท.แจงไม่เคลียร์ โทร.ไล่บี้อธิบดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 30 พ.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะเดินทางมาตรวจราชการในพื้นที่ จ.นครพนม เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานทำถนนดินซีเมนต์ผสมยางพารา ซึ่งเป็นงานปรับปรุงถนนลาดยาง LMC บริเวณถนนบนคันคลองอ่างเก็บน้ำห้วยบุ่งหมากโมง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านคำสว่างน้อย ต.คำสว่าง อ.เมือง จ.นครพนม โดยมีนายสยาม ศิริมงคล ผวจ.นครพนม , นางวิไลวรรณ ไกรโสดา รอง ผวจ.นครพนม พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนให้การต้อนรับ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว

หลังมีการแนะนำตัวเสร็จเรียบร้อย เจ้าหน้าที่จากโครงการชลประทานจังหวัดนครพนม เริ่มชี้แจงงานปรับปรุงถนนลาดยาง LMC โดยใช้ยางพาราเป็นส่วนผสมชั้นผิวจราจร เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกยางพารา และส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ ที่สอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน ซึ่งสำนักงานชลประทานที่ 7 โดยโครงการชลประทานนครพนม ได้มีการปรับปรุงผิวจราจรบนคันคลองชลประทานในจังหวัดฯ จำนวน 40 โครงการ โดยถนนเส้นนี้ถือว่าเป็นถนนลาดยางสายแรกของ จ.นครพนม ที่ใช้ยางพาราเป็นส่วนผสม

ระหว่างการชี้แจงนายกฤษฎา ถามถึงมาตรฐานของถนนลาดยางผสมยางพารา LMC ว่าถนนเส้นนี้สร้างตามแบบอะไร ได้รับคำตอบว่ามาตรฐานของกรมทางหลวง และมีความแตกต่างอย่างไร ทำให้เจ้าหน้าที่ผู้ชี้แจงอึกๆอักๆตอบไม่ตรงคำถาม และไม่เคลียร์ นายกฤษฎาเกิดอาการหงุดหงิด ถามหาเจ้าหน้าที่จากทางหลวงชนบทและแขวงการทางฯ แต่ไม่มีใครมาร่วมงานดังกล่าว จึงสั่งผู้ติดตามให้กดโทรศัพท์ถึงอธิบดีกรมทางหลวงชนบท และการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เพื่อจะขอรายละเอียดที่ชัดเจน ทำให้บรรยากาศโดยรวมเครียดทันที

จากนั้นนายกฤษฏา คว้าไมโครโฟนกล่าวกับชาวบ้านที่มาร่วมงาน ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทราบปัญหาความทุกข์ยากของเกษตรกร ตอนนี้ราคายางพาราต่ำ รัฐบาลจึงคิดหาวิธีช่วยเหลือ จึงนำมาทำเป็นถนนลาดยางผสมยางพารา ขณะนี้สั่งให้กรมทางหลวงและกระทรวงเกษตรฯคิดสูตรการเอาน้ำยางสดมาผสมกับซีเมนต์และดินลูกรัง ประมาณอาทิตย์หน้าก็จะได้สูตรมาให้ ผวจ.นครพนม ขออดทนอีกนิดเดียว แล้วก็ออกจากเต็นท์ไปเดินตรวจการสร้างถนนประมาณ 30 นาที ก็ขึ้นรถยนต์เดินทางกลับ

สำหรับ จ.นครพนม ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561-2562 จะใช้งบประมาณในการทำถนนจากยางพารา 276 ล้านบาท สร้างถนนทั้งหมด 40 แห่ง แบ่งเป็นพาราซอยซีเมนต์ 35 สาย พาราแอสฟัลติคคอนกรีต  5 สาย ซึ่งการสร้างถนนพาราซอยซีเมนต์เป็นจำนวนมากนั้น เนื่องจากโครงสร้างถนนผิวทางจะใช้น้ำยางพาราเป็นส่วนผสมประมาณกิโลเมตรละ 12 ตัน สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยบุ่งหมากโมง  อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักงานชลประทานที่ 7 ได้ทำถนนยางพารา 2 สาย โดยทำการปรับปรุงเส้นทาง ขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 1,450 เมตร หนา 15 ซม. งบประมาณกว่า 4 ล้านบาท ใช้น้ำยางพาราข้น 11,832 ลิตร หรือ 2.04 ลิตรต่อตารางเมตร

ทั้งนี้ จ.นครพนม จึงได้เตรียมพร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  เพื่อใช้น้ำยางพาราข้นมาเป็นส่วนผสมในการทำถนนยางพารา โดยกำหนดการใช้น้ำยางพาราที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดนครพนม  เช่น ในอำเภอเมืองนครพนม , บ้านแพง , ศรีสงคราม และท่าอุเทน การลงพื้นที่ของ รมว.เกษตรฯครั้งนี้ จึงต้องการความชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

‘กฤษฏา’จี้ทูตเกษตรทุกประเทศเผยแพร่ 4 มติกนย. เพิ่มใช้ยางภายในประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380215

'กฤษฏา'จี้ทูตเกษตรทุกประเทศเผยแพร่ 4 มติกนย. เพิ่มใช้ยางภายในประเทศ

‘กฤษฏา’จี้ทูตเกษตรทุกประเทศเผยแพร่ 4 มติกนย. เพิ่มใช้ยางภายในประเทศ

วันศุกร์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 16.36 น.

“กฤษฏา จี้ทูตเกษตรทุกประเทศเผยแพร่ 4 มติ กนย.เพิ่มใช้ยางภายในประเทศ ชี้ให้ตลาดโลกเห็นตัวเลขไทยดูดยางหายจากระบบไปกว่า 1 ล้านตัน จากผลผลิตปีละ4.8 ล้านตัน ช๊อตตลาดยางล่วงหน้าปรับตัวแรง ด้านนักวิชาการม.เกษตรฯยันกนย.เดินถูกทางดึงยางไปทำถนน คาดส่งผลราคาปรับตัวขึ้น 9-13 บาทต่อกก.พร้อมหนุนลดพื้นที่ปลูกยาง ระบุอนาคตยางไทยในตลาดโลกเข้าสู่ภาวะขาลง”

30 พ.ย. 61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าเน้นย้ำให้ทูตเกษตรทุกประเทศสรุปแนวนโยบายการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศไทย 4 มาตรการเร่งด่วน ตามมติของคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ(กนย.)ที่แนบมานี้โดยให้เผยแพร่เน้นตัวเลขยางพาราที่จะใช้ในประเทศ ซึ่งรัฐบาลนี้สนับสนุนแนวทางเพิ่มใช้ยางภายในประเทศทุกแนวทางให้มากขึ้นได้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด เพื่อให้ต่างประเทศทราบจะเป็นการกระตุ้นระดับราคายางในตลาดซื้อขายล่วงหน้าได้โดยเร็ว

“ทูตเกษตรต้องเร่งดำเนินการเผยแพร่มาตรการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศไทย ให้กับประเทศต่างๆได้รับทราบมติของคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ซึ่งกำหนดให้ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนรับซื้อยางพาราจากสถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรโดยตรง เพื่อเป็นการดึงปริมาณยางออกจากมือเกษตรกรโดยเร็วที่สุด ในช่วงฤดูเปิดกรีดยาง4 เดือนนี้ ขณะนี้มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)กว่า 40 จังหวัดได้เร่งรัดโครงการทำถนนยางพาราซอยซีเมนท์แล้ว ตามที่กยน.มีมติให้อปท.ทุกแห่งทั่วประเทศ จำนวน 75,032 หมู่บ้าน ทำถนนยางพารา อย่างน้อยหมู่บ้านละ1 กิโลเมตร จะใช้น้ำยางสดรวม 1.4 ล้านตัน พร้อมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ สนับสนุนสหกรณ์แปรรูปยางเพื่อส่งออก ยางแผ่น ยางแท่ง ในเป้าหมาย 1 แสนตัน สำหรับโครงการลดพื้นที่ปลูกยางพาราในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม จากสถิติของกรมพัฒนาที่ดินพบว่า พื้นที่ปลูกยางพาราที่ไม่เหมาะสมและเหมาะสมน้อยมีสูงถึง 4.9 ล้านไร”นายกฤษฏา กล่าว

สำหรับการรักษาเสถียรภาพราคายาง ประเทศไทยต้องลดพื้นที่ปลูกลงร้อยละ 30 ของพื้นที่ปลูกยางทั้งหมดกว่า 20 ล้านไร่ ได้ตั้งคณะทำงานส่งเสริมปลูกพืชอื่นทดแทนหรือปลูกแซมยาง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้าไปให้ความรู้เกษตรกรเรื่องการจัดแปลง ปลูกพืชอื่นร่วมกับต้นยาง หรือปรับเปลี่ยนพืชตัวใหม่ ที่มีผลตอบแทนดีกว่าและมีตลาดรองรับ

ในส่วนสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดการณ์ว่า ปริมาณยางพาราที่ไทยผลิตปีนี้อยู่ที่ 4.8 ล้านตัน โดยไทยเป็นผู้ส่งออกยางพาราอันดับ 1 ของโลก ส่งออกราวๆปีละ 4 ล้านตัน หากเพิ่มปริมาณการใช้ในประเทศ​ได้ 8 แสนตันต่อปี จะไม่มียางล้นตลาด ทำให้ราคาซื้อขายในตลาดล่วงหน้าปรับสูงขึ้น

ทางด้านรศ.วิษณุ อรรถวานิช คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวว่าหลายภาคส่วนห่วงกังวลอนาคตยางพาราไทยเดินเข้าสู่ภาวะขาลงจากปัจจัยที่เป็นปัญหาที่ทำให้ราคายางพาราตกต่ำมาตั้งแต่ปี 2555 ที่มีกำลังการผลิตทั่วโลกมากกว่าการใช้มาอย่างต่อเนื่องสะสมทำให้ปีนี้สต็อกยางพาราของโลกสูงเป็นประวัติการณ์ และเป็นผลมาจากปี2554การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบตลาดโลก ทำให้ยางสังเคราะห์มาแทนที่ยางพารา ทั้งผลกระทบจากสงครามการค้าจีนกับสหรัฐฯคาดว่าจะมีการขึ้นภาษีสินค้ายางรถยนต์ร้อยละ 70  เป็นเหตุทำให้ผู้ผลิตยางรถยนต์ชะลอแผนการผลิตล้อยาง และเงินหยวนของจีนอ่อนค่าลง ดึงให้ต้นทุนการซื้อยางพาราจากไทยสูงขึ้น ทั้งนี้ผลผลิตยางทั่วโลกปีละ 14 ล้านตัน

การใช้ยางอยู่ที่กว่า 13 ล้านตัน ซี่งมียางส่วนเกิน 5.3 แสนตัน ปัจจุบันมีปริมาณสะสมสต็อกยางโลก 4.6 ล้านตัน คำนวนราคาที่เกษตรกรจะได้รับ 41.63 บาทต่อกิโลกรัม​ แต่หากไทยลดปริมาณยางเข้าตลาดลงได้ 1 ล้านตัน จะทำให้ราคายางปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ถึง 9-13 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้นมติกนย.ให้เร่งรัดหน่วยงานรัฐใช้ยางมากขึ้นเพราะมีหลากหลายโครงการที่นำยางไปผสม ใช้งานคงทนขึ้นกว่าวัสดุเดิม เช่นทำถนน รวมทั้งลดพื้นที่ปลูกยาง และปรับตัวไปปลูกพืขอื่น เป็นเรื่องน่ายินดีกระทรวงเกษตรฯผลักดันสำเร็จในยุครมว.เกษตรฯนี้เพราะเกษตรกรสวนยางได้เรียกร้องหลายรัฐบาลในอดีต ไม่เคยเห็นผลจริงในการนำยางไปทำถนนทั่วประเทศ

‘ภท.’ ปลื้มรบ.เดินตามรอยฉลุยปาล์มทำไฟฟ้า แนะลุย ‘Profit Sharing’ สร้างเกษตรกรเท่าเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380192

‘ภท.’ ปลื้มรบ.เดินตามรอยฉลุยปาล์มทำไฟฟ้า แนะลุย ‘Profit Sharing’ สร้างเกษตรกรเท่าเทียม

‘ภท.’ ปลื้มรบ.เดินตามรอยฉลุยปาล์มทำไฟฟ้า แนะลุย ‘Profit Sharing’ สร้างเกษตรกรเท่าเทียม

วันศุกร์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 15.47 น.

30พ.ย.61นายเชาวลิต ศุภนคร คณะทำงานแก้ปัญหาพืชเศรษฐกิจปาล์มน้ำมันราคาตกต่ำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึง กรณีมติคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ(กนป.) ที่กำหนดให้ลดสต๊อกปาล์มน้ำมัน โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ ราคา กก.ละ 18บาท รวม 160,000 ตัน เป็นเวลา 6 เดือน จะช่วยเหลือชาวสวนปาล์ม ขายผลผลิตได้ราคาดีขึ้นในราคา 3.2บาท/กก.ว่า ดีใจที่แนวทางของพรรคภูมิใจไทยได้รับการตอบรัฐจากภาครัฐแล้ว อย่างน้อยก็กึ่งหนึ่งจากทั้งหมด ทำให้พี่น้องเกษตรกรสามารถลืมตาอ้าปากได้บ้าง ขั้นตอนต่อไป คือ ทำให้อุตสาหกรรม ปาล์มน้ำมันยั่งยืน ซึ่งต้องเพิ่มตัวเล่น เป็นตัวขับเคลื่อนให้ชัดเจน โดยเฉพาะส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ แปรรูป เป็น Cooking Oil  หรือ พัฒนาเป็นพลังงานไบโอดีเซล  ผลิต เป็น บี10 บี20 ด้วยการลดภาษี จูงใจประชาชน และ ส่งเสริมค่ายรถยนต์ และที่สำคัญ คือ นโยบาย Profit Sharing ต้องนำมาใช้ เพราะสามารถช่วยเหลือ ทุกภาคส่วนที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม

วช.ชู‘สวนลิ้นจี่200 ปีสมุทรสงคราม ต้นแบบศูนย์วิจัยชุมชนตั้งเป้า20ศูนย์ทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380147

วช.ชู‘สวนลิ้นจี่200 ปีสมุทรสงคราม ต้นแบบศูนย์วิจัยชุมชนตั้งเป้า20ศูนย์ทั่วประเทศ

วช.ชู‘สวนลิ้นจี่200 ปีสมุทรสงคราม ต้นแบบศูนย์วิจัยชุมชนตั้งเป้า20ศูนย์ทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 13.34 น.

รศ.ดร.คณพล จุฑามณี และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง

วช. ชู‘สวนลิ้นจี่ 200 ปี สมุทรสงคราม’ ต้นแบบ ‘ศูนย์วิจัยชุมชน’ ตั้งเป้า 20 ศูนย์ทั่วประเทศ ยกระดับฐานรากสู่ความมั่นคงเศรษฐกิจประเทศ

30 พ.ย.61 จากการที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยอาศัยฐานความรู้ด้านการวิจัยและนวัตกรรมตามนโยบายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และ Thailand 4.0 ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างรากฐานที่แข็งแรงโดยอาศัยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่เน้นการพัฒนาตั้งแต่ระดับชุมชน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และระดับจังหวัด ให้สามารถสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์แก้ไขปัญหาของพื้นที่ตนเอง จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยชุมชน” ที่จะเป็นการทำให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงงานวิจัย นำไปใช้และเกิดประโยชน์ในแต่พื้นที่ ส่งผลให้ชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ในการประชุมคณะกรรมการเครือข่ายวิจัยภูมิภาค : ภาคกลาง ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ณ ห้องประชุมสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดสมุทรสงคราม ต.แม่กลอง อ.เมืองสมุทรสงคราม จ.สมุทรสงคราม โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธาน ร่วมด้วย คณะกรรมการเครือข่ายวิจัยภูมิภาค : ภาคกลาง สภาเกษตรกรจังหวัดสมุทรสงคราม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เผยความก้าวหน้าการจัดตั้ง ศูนย์วิจัยชุมชน สวนลิ้นจี่ 200 ปี ต.แควอ้อม อ.อัมพวา และ สวนสระแก้ว จ.สระแก้ว ตัวอย่างความสำเร็จในการนำงานวิจัยไปต่อยอดช่วยแก้ปัญหาผลผลิตลิ้นจี่ และมะม่วงทับทิมทอง พร้อมเปิดเป็นศูนย์วิจัยชุมชน ให้เกษตรกรรายอื่นและผู้สนใจได้เรียนรู้นำไปพัฒนาตนเอง วช.ตั้งเป้าภายในปี 2562 จะมีศูนย์วิจัยชุมชน ได้ครอบคลุม 4 ภูมิภาค คาดหวัง 20 ศูนย์ทั่วประเทศ

บรรยากาศการประชุมเครือข่ายวิจัยภูมิภาค : ภาคกลาง

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. โดย ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ ได้รับนโยบายมาจาก พลเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ในการนำองค์ความรู้งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นไปต่อยอด ช่วยแก้ไขปัญหา หรือพัฒนาศักยภาพในแต่ละพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนขยายผลและต่อยอดจากองค์ความรู้ที่คนในชุมชน หรือปราชญ์ชาวบ้านดำเนินการอยู่แล้ว โดยคนในชุมชนเป็นผู้ดำเนินการเอง โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุนส่งเสริมในมิติต่างๆเพื่อให้เกิดประโยชน์กับพื้นที่อย่างแท้จริงด้วยการจัดตั้งศูนย์วิจัยชุมชน โดยมีพิธีมอบป้าย “ศูนย์วิจัยชุมชน” ให้แก่เครือข่ายวิจัยภูมิภาค ไปแล้วในงานวันที่ 9 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา ในงาน มหกรรมงานวิจัยชาติ 2561 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นทรัลเวิลด์ ไปแล้วนั้น วช. ได้ทำงานร่วมกับเครือข่ายวิจัยภูมิภาคมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เห็น ศูนย์วิจัยชุมชน ที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ซึ่ง ศูนย์วิจัยชุมชน สวนลิ้นจี่ 200 ปี ต.แควอ้อม อ.อัมพวา และ สวนสระแก้ว จ.สระแก้ว เป็น 2 ศูนย์นำร่องที่ประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ

มอบป้าย “ศูนย์วิจัยชุมชน” ให้กับนายจีรศักดิ์ เฮงประเสริฐ เจ้าของ สวนลิ้นจี่ 200 ปี

รศ.ดร.คณพล จุฑามณี ประธานกรรมการเครือข่ายวิจัยภูมิภาค : ภาคกลาง ในฐานะผู้รับผิดชอบการจัดตั้ง ศูนย์วิจัยชุมชน ในเขตภาคกลาง กล่าวว่า ศูนย์วิจัยชุมชน จังหวังหวัดสมุทรสงคราม นับเป็นศูนย์วิจัยชุมชนแห่งแรกของภาคกลาง เป็นตัวอย่างความสำเร็จของการนำผลงานวิจัยมาต่อยอดช่วยแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ ทำให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อเกษตรกรในพื้นที่ คณะทำงาน คณะนักวิจัย ทำหน้าที่คล้ายกับพี่เลี้ยงที่นำองค์ความรู้มาช่วยแก้ไขปัญหาในระดับหนึ่งจนประสบผลสำเร็จ ศูนย์วิจัยชุมชน จึงเปรียบเสมือนกับศูนย์กลางหรือศูนย์รวมองค์ความรู้ที่อยู่ในชุมชนให้ทุกคนสามารถนำไปหยิบใช้ และสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ หรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพ้นที่ได้ด้วยตัวเอง

นายชัยยันต์ เจียมศิริประธานกลุ่มเครือข่าย สภาเกษตรกรจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า ในจังหวัดสมุทรสงครามมีพื้นที่ปลูกลิ้นจี่พันธุ์ค่อมกว่า 5,000 ไร่ ใน 2 อำเภอ คือ อำเภออัมพวา และอำเภอบางคนที แต่เกือบ 4 ปีที่ผ่านมาเกษตรกรประสบปัญหาเมื่อต้นลิ้นจี่ออกดอกแล้วไม่ติดผล หรือติดผลที่ไม่มีคุณภาพทำให้ขายไม่ได้ราคา จึงมีเกษตรกรตัดต้นลิ้นจี่ไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน ซึ่งหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ลิ้นจี่พันธุ์ค่อมอาจสูญหายไปจากจังหวัดสมุทรสงคราม จึงได้นำปัญหาดังกล่าวไปขอความช่วยเหลือจาก วช. ผ่านคณะกรรมการเครือข่ายวิจัยภูมิภาค : ภาคกลาง นำโดย รศ.ดร.คณพล จุฑามณี ในการหาแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จากองค์ความรู้ที่ได้จากนักวิจัยผสมผสานกับองค์ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น พบว่า การควั่นกิ่งจะช่วยให้ลิ้นจี่ออกดอกติดผลได้ดีขึ้น ซึ่งในปี 2560 ที่ผ่านมา จากกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมการวิจัยจำนวน 5 สวน ต่างประสบความสำเร็จ มีลิ้นจี่ออกสู่ตลาดมากถึง 4,000 ตัน มูลค่ากว่า 400,000,000 บาท จนทำให้เกษตรกรรายอื่นๆ ในพื้นที่มีความต้องการเข้าร่วม สำหรับศูนย์วิจัยชุมชนจังหวัดสมุทรสงคราม จะใช้พื้นที่สวนลิ้นจี่ 200 ปี ของนายจีรศักดิ์ เฮงประเสริฐ เป็นที่ตั้งของศูนย์ ที่จะให้เกษตรกรที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน และจะขยายผลไปสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมชุมชน ต่อไป

นายชัยยันต์ เจียมศิริ

ด้าน นางอรพิน  พิทักษากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี.โอ.สวนสระแก้ว จำกัด เจ้าของ “สวนสระแก้ว” ผู้ผลิตพืชและผลไม้เกรดพรีเมี่ยม ซึ่งประสบความสำเร็จจาการนำ นวัตกรรมการผลิตมะม่วงแบบแม่นยำเพื่อรองรับตลาดผลไม้เกรดพรีเมี่ยม ของ รศ.ดร.คณพล จุฑามณี ไปใช้แก้ไขปัญหาผลผลิตจนได้ผลผลิต “มะม่วงทับทิม”ที่ตลาดต้องการได้เป็นผลสำเร็จ รวมถึงการแปรรูปผักผลไม้พรีเมียม อันช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ อีกทั้งได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตและแปรรูปผักผลไม้พรีเมี่ยม ซึ่งมีความยินดีที่จะจัดตั้ง ศูนย์วิจัยชุมชนจังหวัดสระแก้ว ภายในสวนสระแก้ว เผยว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้มีส่วนช่วยวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่จังหวัดสระแก้วให้มีความมั่นคงมากขึ้น ซึ่งการเป็นศูนย์วิจัยชุมชนนี้จะช่วยให้เกษตรกรมีแหล่งเรียนรู้ที่มีตัวอย่างให้เห็นประจักษ์ชัดเจนสามารถนำปัญหามาพูดคุย ร่วมกันแก้ไขปัญหา เพื่อสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ มีราคาดี สร้างผลกำไร ผู้บริโภคเองก็จะได้บริโภคสินค้าดีมีคุณภาพ อีกทั้งการเป็นศูนย์วิจัยชุมชนนั้นไม่ได้ลงทุนอะไรเพิ่ม แต่เป็นการนำสิ่งที่มีอยู่แล้วทำให้เป็นห้องเรียนที่มีชีวิตที่ทุกคนได้ผลประโยชน์ร่วมกัน

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า ศูนย์วิจัยชุมชน ถือว่าเป็นการทำงานแบบบูรณาการที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่อยู่ในชุมชนหรือพื้นที่ ทั้งนี้ศูนย์วิจัยชุมชนไม่ได้มีเฉพาะด้านการเกษตร แต่ขึ้นอยู่กับปัญหาของแต่ละพื้นที่ที่ต้องการให้มีศูนย์วิจัยชุมชนเกิดขึ้น โดยในชั้นต้นตั้งเป้าเปิดศูนย์วิจัยชุมชนได้ 8 ศูนย์ 4 ภูมิภาค แต่จาการทำงานของคณะทำงานเห็นตรงกันว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีศูนย์วิจัยชุมชนเกิดขึ้นได้มากกว่า 20 ศูนย์ทั่วประเทศ ช่วยให้เกิดการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของปะเทศ นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และรายได้ที่สูงขึ้นทั้งในระดับชุมชน ภูมิภาค และระดับประเทศต่อไป

นางอรพิน พิทักษากร โชว์ผลมะม่วงทับทิม

กนย.ไฟเขียว 3มาตรการอุ้มสวนยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380061

กนย.ไฟเขียว  3มาตรการอุ้มสวนยาง

กนย.ไฟเขียว 3มาตรการอุ้มสวนยาง

วันศุกร์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กนย.เห็นชอบ 3 มาตรการ ทุ่มงบกว่า 5 หมื่นล้านแก้ยางตก ทั้งเยียวยา 1.8 พันบาทต่อไร่ จี้“อปท.” ใช้ยางผสมทำถนนตำบลละ 1 กม.เร่งหาสหกรณ์ตั้งกลุ่มแปรรูปส่งออก พร้อมวางแผนระยะยาวลดพื้นที่ปลูก4ล้านไร่ หาพืชเศรษฐกิจอื่นทดแทน รมว.เกษตรฯเล็งชงครม.สัปดาห์หน้า เป็นของขวัญปีใหม่ให้ชาวสวนยาง

เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน นายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ว่า กนย.มีมติเห็นชอบ 3 มาตรการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำคือ 1.โครงการสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาอาชีพเกษตรกรชาวสวนยางไร่ละ 1.8 พันบาท รายละไม่เกิน1 5 ไร่ จำนวน 1.3 ล้านราย โดยเจ้าของสวนยางมากกว่า 9 แสนราย ได้รายละ 1.1 พันบาท และคนกรีดยางมากกว่า 3 แสนรายๆละ 700 บาท 2.สนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)ทั่วประเทศประมาณ 8 หมื่นแห่ง ทำถนนลาดยางผสมซีเมนต์ อย่างน้อยหมู่บ้านและตำบลละ 1 กิโลเมตร และ3.ให้กรมส่งเสริมสหกรณ์สำรวจรวบรวมสมาชิกเกษตรกรสวนยาง ตั้งกลุ่มแปรรูปเพื่อการส่งออก โดย ให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ไปคัดเลือกสหกรณ์ในพื้นที่ที่สนใจเข้ามาดำเนินโครงการโดยเร็ว และกรมเร่งหางบสนับสนุน

รมว.เกษตรฯกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สัปดาห์หน้าจะเชิญบริษัทผลิตล้อยางรถยนต์ทั้งของไทยและต่างประเทศที่มีโรงงานในไทยมาหารือ เพื่อขอความร่วมมือรับซื้อยางพาราจากสถาบันเกษตรกรโดยตรง ให้เพิ่มปริมาณรับซื้อมากขึ้น โดยให้สิทธิพิเศษทางภาษีเช่นเดียวกับอุตสาหกรรมที่ลงทุนเขตระเบียบเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก (อีอีซี)

สำหรับมาตรการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำอย่างยั่งยืนนั้น นายกฤษฎาเผยว่า ต้องลดพื้นที่ปลูกยางในพื้นที่ไม่เหมาะสมมีประมาณ 4 ล้านไร่ โดยตั้งคณะทำงานพิเศษขึ้นมาดูแล เพื่อให้ผลเป็นรูปธรรม ทั้งหาเมล็ดพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ให้เกษตรกรมั่นใจปรับเปลี่ยนสวนยาง โดยกยท.กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อต้องเร่งทำแผนส่งเสริมปลูกพืชอื่นทดแทนยาง หรือปลูกแซมในสวนยางที่มีอายุ 25 ปี หรือเกิน 15 ปีที่ต้นโทรมให้น้ำยางน้อยไม่คุ้มทุน ซึ่งสั่งการให้ทำแผนว่าควรปลูกพืชชนิดใดทดแทนยาง โดยเน้นที่มีผลตอบแทนสูง มีตลาดรองรับ โดยกำหนดให้ได้ข้อสรุปก่อนปีใหม่ เพื่อเป็นของขวัญให้เกษตรกรสวนยางทั่วประเทศ

นายกฤษฎายังระบุด้วยว่า ขณะนี้มีอปท.แสดงความจำนงร่วมโครงการทำถนนลาดยางพาราผสมซีเมนต์ เบื้องต้นอย่างน้อยหมู่บ้านละ 1 กิโลเมตรเพิ่มขึ้น จึงสั่งการให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯตั้งศูนย์เฉพาะกิจดูแลโครงการทำถนนยางพารา สรุปรายงานความคืบหน้าทุกวันพฤหัส มั่นใจว่าถ้าดำเนินการทั้งหมดนี้ราคายางต้องปรับตัวขึ้นแน่ ซึ่งประสานกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ให้จัดทำแผนผังโครงสร้างถนนยางพาราทั้งแบบแอสฟัสติก และพาราซอยซีเมนท์รับรอง โดยวิศวกรกรมทางหลวงชนบท จะทำให้อบต.ต่างๆจัดซื้อจัดจ้างได้โดยเร็ว ซึ่งแบบเสร็จก่อนวันที่ 10 ธันวาคม ขณะเดียวกัน ได้กำชับ กยท. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบเกษตรกรชาวสวนยางทั้งประเทศทุ่มเททำงาน โดยดำเนินการโครงการต่างๆให้เห็นผลสำเร็จ เพื่อแก้ปัญหาราคายางตกต่ำให้ชาวสวนยางได้โดยเร็ว

ด้านนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดเผยว่า ที่ประชุม กนย.ที่มีรมว.เกษตรฯเป็นประธาน แทนนายกรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการของกระทรวงเกษตรฯที่เสนอมาตรการแก้ปัญหายางพาราทั้งระบบเป็นแพ็คเก็ตใหญ่ เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)ให้ความเห็นชอบสัปดาห์หน้า เพื่อให้มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ทุกมาตรการมีผลก่อนปีใหม่

ทั้งนี้ ในส่วนกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้รับมอบหมายให้ผลักดันสหกรณ์ที่มีศักยภาพเป็นผู้ส่งออกยางแปรรูป ตั้งเป้าส่งออกยางแผ่นไปตลาดต่างประเทศ 1 แสนตัน ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2561- 31 มีนาคม 2562 ซึ่งคัดเลือกสหกรณ์เกษตรกรสวนยาง 18 แห่ง มาดำเนินการ โดยขอวงเงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.)ปล่อยสินเชื่อ 5,000 ล้านบาท ทุกมาตรการเร่งเดินหน้าก่อนฤดูปิดกรีดยาง เดือนเมษายน 2562 ซึ่งเป็นการยกระดับราคายางและรักษาเสถียรภาพราคายางอย่างยั่งยืน ซึ่งจะสำรวจความสามารถสหกรณ์แห่งอื่นๆเปิดโอกาสให้สหกรณ์ที่เข้มแข็งเพิ่มการแปรรูปรับซื้อยางจากเกษตรกรได้มากขึ้นและเปิดตลาดใหม่ๆส่งออกต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงเกษตรฯเตรียมเสนองบประมาณที่ขอความเห็นชอบจากครม.รวมวงเงินกว่า 5-6 หมื่นล้านบาท ใช้แก้ปัญหายางตกต่ำอย่างเร่งด่วนใน 3 มาตรการที่กนย.เห็นชอบ ทั้งมาตรการลดพื้นที่ปลูกยางลง 4 ล้านไร่ หันไปปลูกพืชที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประเภทอื่นทดแทน มาตรการช่วยเหลือพัฒนาอาชีพเกษตรกรสวนยางไร่ละ 1.8 พันบาทรายละไม่เกิน 15 ไร่ วงเงินกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท มาตรการแก้ปัญหายางล้นระบบที่มีผลผลิตมากถึง 4.5 ล้านตันต่อปี โดยเร่งใช้ยางในประเทศให้มากขึ้นในหน่วยงานภาครัฐตั้งเป้า 2 แสนตัน และอปท.ทั่วประเทศรับซื้อน้ำยางไปผสมทำถนนยางพาราทุกตำบลกว่า8 หมื่นแห่ง ใช้งบ 2.4 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ทุกมาตรการต้องรับซื้อยางจากสถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร วิสากิจชุมชนโดยตรง ขึ้นทะเบียนกับกยท.พร้อมมีมาตรการพิเศษทางภาษีให้เอกชนที่เพิ่มปริมาณการรับซื้อยางจากเกษตรกร นำไปใช้ผลิตทุกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง/

ดัชนีรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น3.86% สศก.ชี้ผลผลิตหลายชนิดขาดตลาด-คาดธ.ค.ยังทรงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379962

x

ดัชนีรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น3.86% สศก.ชี้ผลผลิตหลายชนิดขาดตลาด-คาดธ.ค.ยังทรงตัว

วันศุกร์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ภาพรวมรายได้ของเกษตรกร วัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือนตุลาคม 2561 เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2560 ร้อยละ 3.86 โดยดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นาเดือนตุลาคม 2561 ลดลงจากเดือนตุลาคม 2560 ร้อยละ 0.37 สินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากโรงงานอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์มีความต้องการและแข่งกันรับซื้อ และ สุกร ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดลดลงจากการที่ภาคเอกชนและเกษตรกรรายย่อยลดปริมาณการผลิต

สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ยางพารา ราคาลดลงเนื่องจากมีการชะลอซื้อขายในตลาดล่วงหน้าจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศเศรษฐกิจหลัก ปาล์มน้ำมัน ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นประกอบกับภาวะการค้าในประเทศและการส่งออกชะลอตัว ไก่เนื้อ ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ประกอบกับภาวะการค้าชะลอตัวจากสถานศึกษาปิดภาคเรียนและอยู่ในช่วงเทศกาลกินเจ

ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนตุลาคม 2561 เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2560 ร้อยละ 4.25 สินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา ลองกอง ปาล์มน้ำมัน และไก่เนื้อ และสินค้าสำคัญที่ดัชนีผลผลิตลดลง ได้แก่ สับปะรด สุกร และไข่ไก่

หากมองแนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือนพฤศจิกายน 2561 คาดว่า เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายน 2560 ร้อยละ 2.27 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตปรับตัวที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.36 โดยสินค้าสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือก ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไก่เนื้อ ในขณะที่ดัชนีราคาปรับตัวลดลงร้อยละ 0.09 โดยสินค้าสำคัญที่มีราคาลดลง ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไก่เนื้อ และไข่ไก่

ทั้งนี้ สินค้าสำคัญที่มีผลผลิตออกมากในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561 ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากเป็นช่วงเดือนที่เก็บเกี่ยวผลผลิตมาก ส่งผลให้ผลผลิตยังคงออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ยางพาราและปาล์มน้ำมัน เนื่องจากผลผลิตจะออกสู่ตลาดตามฤดูกาล รวมทั้ง ข้าวเปลือก เนื่องจากเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต

อย่างไรก็ตาม เดือนธันวาคม 2561 ดัชนีรายได้เกษตรกรคาดว่าจะทรงตัว โดยดัชนีราคามีแนวโน้มลดลง ขณะที่ดัชนีผลผลิต คาดว่าจะใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของ ยาง (อีกครั้ง)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379958

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องของ ยาง (อีกครั้ง)

วันศุกร์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อวันศุกร์สัปดาห์ที่แล้ว ได้ฟังนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ถึงเรื่องของยางพาราที่รัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหา โดยเท้าความย้อนหลังไปถึงปี 2547 ว่า เป็นปีที่รัฐบาลยุคนั้นสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกยางเพิ่มขึ้นนับล้านไร่ โดยไม่ได้วางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ส่งผลมาถึงปัจจุบันที่ทำให้เดือดร้อนเพราะราคายาง

ถ้ายังจำกันได้ ภายหลังการส่งเสริมให้ปลูกยางล้านไร่ รัฐมนตรีที่มาดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หลายท่าน พยายามหาเสียงกับชาวสวนยางว่าจะต้องทำราคายางให้ถึงกิโลกรัมละ 100 บาทให้ได้

จะด้วยความเฮง หรือ ความสามารถไม่ยืนยัน ชาวสวนยางเคยเห็นราคายางขึ้นไปถึง 100 บาท หรือ กว่านั้น ชาวสวนยางร่ำรวยไปตาม ๆ กัน ส่งผลให้เกษตรกรในหลายจังหวัด โค่นไม้ผลที่ราคาไม่ค่อยดี หันมาปลูกยางแทน แต่ยางกิโลกรัมละ 100 บาท อยู่กับชาวสวนยางไม่ยาวนาน เพราะมีสาเหตุและสถานการณ์ที่นายกรัฐมนตรี

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ปริมาณผลผลิตยางของไทยเพิ่มสูงขึ้นเป็นช่วงๆ โดยเฉพาะในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ปริมาณผลผลิตพุ่งขึ้นสูงถึง 4.5 ล้านตัน ในขณะที่ราคายางพาราในตลาดโลกกลับลดลง นอกจากนี้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา กับจีน และประเทศคู่ค้าอื่นๆ ของสหรัฐอเมริกา ทำให้การส่งออกยางพาราของไทยไปยังตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของไทยมีปัญหา เมื่อส่งออกไม่ได้ ปริมาณยางในประเทศก็มีมาก ส่งผลให้ราคาตกต่ำ

นายกรัฐมนตรี ระบุว่าจากสถานการณ์ดังกล่าว คงพึ่งพาการส่งออกต่อไปไม่ได้ รัฐบาลจึงตัดสินใจจะแก้ปัญหาด้วยการเร่งรัดการใช้ยางพาราในประเทศให้มากขึ้น และพยายามแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน โดยเสนอแนวทางการแก้ปัญหาผ่านคณะกรรมการยางพาราและคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ

รัฐบาลเสนอทั้งที คณะกรรมการทั้ง 2 คณะ มีหรือจะคัดค้าน….

แนวทางแก้ปัญหาของรัฐบาล คือ จะมีโครงการพัฒนาอาชีพของชาวสวนยางเพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้นระหว่างราคายางยังตกต่ำอยู่ ให้มีการเปลี่ยนพื้นที่ปลูกยางที่ต้นยางมีอายุ 25 ปีขึ้นไป หรือต้นยางที่ไม่สมบูรณ์ไปปลูกพืชอื่นแทน รวมทั้งส่งเสริมการปลูกพืชอื่นแซมในสวนยางเพื่อเพิ่มรายได้

ให้เกษตรกรหยุดกรีดยางเป็นเวลา 1-2 เดือน ซึ่งจะสามารถลดปริมาณผลผลิตยางลงได้เดือนละ 5 แสนตัน พร้อมกับให้ กยท.ไปทำโครงการ ฝากน้ำยางไว้กับต้นยางช่วงราคาตกต่ำ โดยเชิญชวนให้ชาวสวนยางเข้าร่วมโครงการแบบสมัครใจให้ได้สัก 80% ของชาวสวนยางทั้งหมด ระหว่างที่หยุดกรีดยาง ก็ต้องหาอาชีพอื่นให้ชาวสวนยางมีรายได้ด้วย

อีกแนวทางหนึ่ง คือ ขอความร่วมมือผู้ประกอบการยางล้อรถยนต์เชิญชวนให้ประชาชนเปลี่ยนยางล้อรถยนต์ในช่วงปีใหม่ในราคาถูก และสามารถนำใบเสร็จไปลดภาษีได้ ส่วนผู้ประกอบการก็จะได้สิทธิพิเศษทางภาษีด้วยเช่นกัน แนวทางสุดท้าย คือ เร่งรัดการใช้ยางในประเทศอย่างเร่งด่วน โดยส่งเสริมการใช้ยางและผลิตภัณฑ์ยาง ทุกรูปแบบ

ในมาตรการที่ประกาศมาทั้งหมดคงใช้งบประมาณมิใช่น้อย และบางมาตรการก็ใช้ไม่ได้ผลอย่างที่คาดหวัง มีเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมาไม่เคยกล่าวถึง นั่นคือ การลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปยางภายในประเทศ ทั้งที่จะเป็นวิธีที่จะดูดซับปริมาณผลผลิตยางในประเทศได้มากทีเดียว หรือ กยท.ว่าอย่างไร….ออกมาส่งเสียงบ้าง…ชาวสวนยางจะได้มีที่พึ่ง

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379963

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์  แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (2)

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (2)

วันศุกร์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จาการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ครั้งที่ 6/2561 ที่ผ่านมา การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ได้เน้นหนักยึดการทำงานเชิงพื้นที่เป็นหลัก ใช้การตลาดนำการผลิต ซึ่งมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินงาน ให้การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ สามารถขยายผลได้ครอบคลุมทั้ง 13 กลุ่มจังหวัด 56 จังหวัดเป้าหมาย

ในส่วนของการดำเนินงานก็จะเป็นไปตามหลักการเกษตรอินทรีย์ระดับสากล สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (IFOAM) ที่ได้กำหนดหลักการที่สำคัญของการผลิตเกษตรอินทรีย์ไว้ 4 ด้าน คือ ด้านสุขภาพ (Health) ด้านนิเวศวิทยา (Ecology) ด้านความเป็นธรรม (Fairness) และ ด้านการดูแลเอาใจใส่ (Care) รายละเอียดของหลักการ 4 ด้าน ดังนี้

ด้านสุขภาพ (Health) เกษตรอินทรีย์ควรต้องส่งเสริมและสร้างความยั่งยืนให้กับสุขภาพอย่างเป็นองค์รวมของดิน พืชสัตว์ มนุษย์ และโลก ไม่ว่าจะเป็นการผลิตในไร่นา การแปรรูป การ
กระจายผลผลิต หรือการบริโภค โดยมุ่งที่ผลิตอาหารที่มีคุณภาพสูงและมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อสนับสนุนให้มนุษย์ได้มีสุขภาวะที่ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้เกษตรอินทรีย์จึงเลือกที่จะปฏิเสธการใช้ปุ๋ยเคมีสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เวชภัณฑ์สัตว์และสารปรุงแต่งอาหารที่อาจมีอันตรายต่อสุขภาพ

ด้านนิเวศวิทยา (Ecology) เกษตรอินทรีย์ควรจะต้องตั้งอยู่บนรากฐานของ ระบบนิเวศวิทยาและวัฏจักรแห่งธรรมชาติ การผลิตต้องสอดคล้องกับวิถีแห่งธรรมชาติ ช่วยให้ระบบและวัฏจักรธรรมชาติเพิ่มพูนและยั่งยืนมากขึ้น หลักการเกษตรอินทรีย์เป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบนิเวศที่มีชีวิต ดังนั้นการผลิตการเกษตรจึงต้องพึ่งพาอาศัยกระบวนการทางนิเวศวิทยาและวงจรของธรรมชาติ เช่น การปลูกพืชเกษตรกรจะต้องปรับปรุงดินให้มีชีวิต หรือในการเลี้ยงสัตว์เกษตรกรจะต้องใส่ใจกับระบบนิเวศโดยรวมของฟาร์ม หรือแม้แต่การเก็บเกี่ยวผลผลิตจากป่า ต้องสอดคล้องกับวัฏจักรและสมดุลทางธรรมชาติ ดังนั้นการจัดการเกษตรอินทรีย์จึงจำเป็นต้องสอดคล้องกับเงื่อนไขท้องถิ่น ภูมินิเวศ วัฒนธรรม และเหมาะสมกับขนาดของฟาร์ม เกษตรกรควรใช้ปัจจัยการผลิตและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ด้านความเป็นธรรม (Fairness) เกษตรอินทรีย์ควรจะตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ ที่มีความเป็นธรรมระหว่างสิ่งแวดล้อมโดยรวมและสิ่งมีชีวิต ในหลักการด้านนี้ความสัมพันธ์ของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและการจัดการผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในทุกระดับควรมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นธรรมทั้งเกษตรกร คนงาน ผู้แปรรูป ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้า และผู้บริโภค ทุกคนควรได้รับโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ด้านการดูแลเอาใจใส่ (Care) การบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์ควรจะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังและรับผิดชอบเพื่อปกป้องสุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งพิทักษ์ปกป้องสภาพแวดล้อมโดยรวมด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีระบบการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีคุณภาพ แต่ด้านการตลาดจะต้องเป็นตัวกำหนดและนำการผลิตเสมอ เพื่อให้สินค้าที่ผลิตได้ถูกส่งไปยังกลุ่มเป้าหมายและขยายเป็นวงกว้างต่อไป เบื้องต้นตลาดของสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดท้องถิ่น หรือตลาดภายในประเทศ กระทรวงสาธารณสุข จะเป็นผู้ชี้เป้าหมายได้แก่ โรงพยาบาลทั้ง 896 แห่งทั่วประเทศ ที่เข้าร่วมดำเนินโครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย นอกจากนี้ก็จะมีโรงเรียน สถาบันการศึกษา 36,000 แห่ง และโรงแรมอีกประมาณ 10,000 แห่ง โดยกระทรวงเกษตรฯจะทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรให้ทำการผลิตเกษตรอินทรีย์ให้ได้มาตรฐาน ในส่วนของตลาดต่างประเทศองค์การตลาดฯกระทรวงมหาดไทย จะช่วยหาตลาดและทำแบรนด์สินค้าเกษตรอินทรีย์ สนับสนุนตลาดเกษตรอินทรีย์ในต่างประเทศ เช่น EU IFOAM USDA เป็นต้น