ลุยเปิด3หลักสูตร ปั้น‘ช่างเกษตรฯ’ 2.4พันรายทั่วปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380728

x

ลุยเปิด3หลักสูตร ปั้น‘ช่างเกษตรฯ’ 2.4พันรายทั่วปท.

วันอังคาร ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า ปัจจุบันเกษตรกรนำเครื่องยนต์เกษตรมาใช้มากขึ้น ดังนั้น เพื่อเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้เกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตรจึงเดินหน้าพัฒนาเกษตรกรผู้ใช้เครื่องยนต์เกษตรสู่การเป็น“ช่างเกษตรท้องถิ่น” ผ่านการฝึกอบรมพัฒนาทักษะและเทคนิคที่ถูกต้องในการใช้และบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตร เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรนำความรู้ไปใช้ปฏิบัติเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครื่องจักรของตัวเองและพัฒนาไปสู่การให้บริการตรวจซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรให้เกษตรกรในท้องถิ่น โดยปีงบประมาณ 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรมีเป้าหมายสร้าง “ช่างเกษตรท้องถิ่น” 2,400 รายทั่วประเทศ ผ่านการฝึกอบรม 3 หลักสูตร 3 ระดับประกอบด้วย ช่างเกษตรท้องถิ่นระดับที่ 1 จำนวน 2,100 ราย ให้มีทักษะใช้และบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตรได้มีประสิทธิภาพ และถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรในท้องถิ่นได้ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอย่างน้อย 500 บาทต่อเครื่องต่อปี

การฝึกอบรมช่างเกษตรท้องถิ่นระดับที่ 2 จำนวน 200 ราย คัดเลือกผู้ผ่านการฝึกอบรมช่างเกษตรระดับที่ 1 เพื่อพัฒนาทักษะและเทคนิคการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรเพิ่มเติม สามารถบริการตรวจเช็ค ซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตร

เบื้องต้น ให้เกษตรกรในท้องถิ่นได้ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอย่างน้อย 1,000 บาทต่อปีต่อเครื่อง และหลักสูตรช่างเกษตรท้องถิ่นระดับที่ 3 จำนวน 100 ราย คัดเลือกผู้ผ่านการฝึกอบรมช่างเกษตรระดับที่ 2 เพื่อพัฒนาทักษะและเทคนิคการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรเพิ่มเติม สามารถตรวจเช็คซ่อมแซมใหญ่เครื่องยนต์เกษตรให้เกษตรกรในท้องถิ่นได้ ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอย่างน้อย 1,500 บาทต่อเครื่องต่อปี โดยสิทธิพิเศษสำหรับเกษตรกรที่ผ่านการฝึกอบรมช่างเกษตรท้องถิ่นระดับที่ 3 กรมส่งเสริมการเกษตรจะสนับสนุนเครื่องมือการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตร ให้นำไปประกอบเป็นอาชีพเสริมด้วย เกษตรกรผู้สนใจเข้าฝึกอบรมเป็น“ช่างเกษตรท้องถิ่น”ติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด หรือสำนักงานเกษตรอำเภอตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยเปิดรับจำนวนจำกัดและไม่เสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม

ไฟเขียว4โครงการแก้ราคาตก กษ.ดันเป็นของขวัญปีใหม่ให้ชาวสวนยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380729

x

ไฟเขียว4โครงการแก้ราคาตก กษ.ดันเป็นของขวัญปีใหม่ให้ชาวสวนยาง

วันอังคาร ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ครั้งที่ 1/2561 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ 4 โครงการ เพื่อนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อรับทราบสัปดาห์หน้า ประกอบด้วย 1. โครงการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวสวนยาง พ.ศ. 2561–2562 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนค่าครองชีพของเกษตรกรชาวสวนยาง เป้าหมาย เกษตรกรชาวสวนยางที่มีสวนยางในพื้นที่มีเอกสารสิทธิที่เปิดกรีดแล้ว และขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย ก่อนวันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 จำนวน 999,065 ราย และคนกรีดยาง 304,266 ราย รวมเนื้อที่ 9,448,447 ไร่ โดยให้ความช่วยเหลือเกษตรกรตามพื้นที่เปิดกรีดจริงไร่ละ 1,800 บาท ไม่เกินรายละ 15 ไร่ (กรณีมีคนกรีดยางแบ่งเป็นเจ้าของสวนยาง 1,100 บาทต่อไร่ และคนกรีดยาง 700 บาทต่อไร่) วงเงิน 17,512,734,883 บาท (ซึ่งเป็นงบของ ธ.ก.ส. และ กยท.)

2. โครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร โดยการสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำยางพาราไปใช้สร้างถนนพาราซอยด์ซีเมนต์ ทั่วประเทศจำนวน 75,032 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 กิโลเมตร รวมระยะทาง 75,032 กิโลเมตร คาดว่าสามารถเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศมากขึ้นโดยนำยางพารามาใช้ทำถนน เป็นจำนวนน้ำยางสด 1,440,614.4 ตัน หรือคิดเป็นน้ำยางข้น 720,320.2 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 16,326.9600 ล้านบาท วงเงิน 92,327.4320 บาท (ใช้งบประมาณจากเงินสะสมขององค์กรปกครองท้องถิ่น)

3. โครงการการบริหารจัดการรักษาเสถียรภาพราคายางพาราของสถาบันเกษตรกร โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุนให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพ และมีความพร้อมเป็นแหล่งรับซื้อยางพาราจากสมาชิกเกษตรกรและรวมตัวกันเพื่อจำหน่ายยางพาราเพื่อการส่งออก ผลสำรวจเบื้องต้นพบมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 8 กลุ่มสหกรณ์ที่ดำเนินการอยู่แล้ว อาทิ สหกรณ์กองทุนสวนยางอำเภอบ่อทอง จำกัด จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นสถาบันเกษตรต้นแบบที่สามารถผลักดันสินค้ายางพาราส่งออกไปต่างประเทศได้สำเร็จ จึงให้กรมส่งเสริมสหกรณ์คัดเลือกสหกรณ์การยางที่มีความเข้มแข็งและสนใจทำผลิตภัณฑ์ยางส่งออกเข้าร่วมโครงการ(วงเงินสินเชื่อของ ธ.ก.ส. 5,000 ล้านบาท)และ 4. โครงการลดพื้นที่ปลูกยางพาราเพื่อปลูกพืชอื่นทดแทน เพื่อลดความเสี่ยงราคายางตกต่ำ ละช่วยเพิ่มรายได้ยั่งยืน

“ทั้งนี้ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งขับเคลื่อนทั้ง 4 โครงการ ตั้งใจอยากให้ความสำเร็จนี้เป็นของขวัญก่อนปีใหม่ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง”นายกฤษฎา กล่าว

ลุยแก้ท่วม-แล้งลุ่มน้ำเลย ดีเดย์มค.62สร้างปตร.ศรีสองรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380730

ลุยแก้ท่วม-แล้งลุ่มน้ำเลย ดีเดย์มค.62สร้างปตร.ศรีสองรัก

วันอังคาร ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมชลประทานจะเริ่มดำเนินโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำ (ปตร.) ศรีสองรักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เลย ในเดือนมกราคม 2562 เมื่อแล้วเสร็จจะช่วยเก็บน้ำไว้ใช้ เพื่อส่งให้พื้นที่การเกษตรสองฝั่งแม่น้ำเลยกว่า 90,600 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 44 หมู่บ้าน 7 ตำบลได้แก่ ต.เชียงคาน นาซ่าว ปากตม หาดทรายขาว เขาแก้ว จอมศรีและต.ธาตุ อ.เชียงคาน จ.เลย มีประชากรได้รับประโยชน์ 9,287 ครอบครัว อีกทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเพื่อการอุปโภค-บริโภคให้ภาคการท่องเที่ยวเมืองเชียงคานได้อีกปีละ 1.02 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) และช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยซ้ำซากในอ.วังสะพุง อ.เมือง และอ.เชียงคาน คาดจะใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 5 ปี

ทั้งนี้ ลุ่มน้ำเลยป็นลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำโขง เป็นอีกพื้นที่ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช
บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมให้ราษฎรในจ.เลย ที่ผ่านมากรมชลประทานดำเนินการโครงการเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำเลยไปแล้ว 151 โครงการ เพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำได้ 85.43 ล้านลบ.ม.จากปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยรายปีของทั้งลุ่มน้ำประมาณ 1,132 ล้านลบ.ม. ยังมีน้ำท่าอีกมากกว่าร้อยละ 90 ไหลทิ้งเปล่าลงสู่แม่น้ำโขง และออกสู่ทะเล

“จะเห็นว่าน้ำที่เก็บได้ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำท่าที่ได้มา กรมชลประทานพยายามเก็บกักน้ำส่วนนี้ก่อนไหลออกนอกประเทศ ซึ่งโครงการประตูระบายน้ำ (ปตร.) ศรีสองรักฯในลุ่มน้ำเลยตอนล่าง เป็นอีกโครงการหนึ่งที่จะนำน้ำในลุ่มน้ำเลยมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งจัดทำแผนอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมในลุ่มน้ำเลย โดยใช้งบประมาณ 250 ล้านบาทด้วย แม้โครงการฯจะไม่เข้าข่ายต้องจัดทำรายงาน EIA ตามที่กฎหมายกำหนดก็ตาม” อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

นายยุทธนา มหานุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ 12 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการประตูระบายน้ำ (ปตร.) ศรีสองรักฯ ประกอบด้วยงานสำคัญ ได้แก่ การก่อสร้างปตร.ศรีสองรักปิดกั้นระหว่างลำน้ำเลยกับลำน้ำโขง 5 ช่อง ระบายน้ำได้สูงสุด 2,500 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยในช่วงน้ำหลากจะยกบานประตูเพื่อเร่งระบายน้ำในแม่น้ำเลยลงแม่น้ำโขง ส่วนช่วงน้ำโขงหนุนประตูจะปิดบานกั้นน้ำโขงไม่ให้ไหลเข้ามาในแม่น้ำเลย รวมทั้งทำหน้าที่ทดน้ำเพื่อเก็บกักน้ำในแม่น้ำเลยไว้ใช้ในฤดูแล้ง การก่อสร้างประตูระบายน้ำในลำน้ำเลยแบบให้เรือสัญจรผ่านได้ 2 ช่อง กว้าง 10 เมตร ยาว 77
เมตร สูง 12.5 เมตร สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 400 ลบ.ม.ต่อวินาที นอกจากนี้ จะขุดช่องลัดเชื่อมแม่น้ำเลยที่บ้านคกมาก หมู่ 3  อ.เชียงคานความยาว 1 กิโลเมตร เพื่อย่นระยะเวลาระบายน้ำด้านท้ายแม่น้ำเลยให้เร็วขึ้น และสร้างระบบส่งน้ำสถานีสูบน้ำถาวรอีกด้วย

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (4)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380734

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (4)

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (4)

วันอังคาร ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (4)

l กรมพัฒนาที่ดินกับบทบาทเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย

“เกษตรอินทรีย์” เป็นเกษตรสมัยใหม่ โดยใช้การผลิตการตลาดสมัยใหม่ ร่วมกับเทคโนโลยีอย่างลงตัว และช่วยพี่น้องเกษตรกรไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก ซึ่งความต้องการของผู้บริโภคในตลาดปัจจุบันมุ่งเน้น ด้านสุขภาพและการรักษาสิ่งแวดล้อม เกษตรอินทรีย์จึงสมควรได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากทุกภาคส่วน “การรับรองแบบมีส่วนร่วม” หรือ Participatory Guarantee System (PGS) ซึ่งระบบนี้ริเริ่มโดยสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ เป็นระบบที่สมาชิกกลุ่มผู้ผลิต/ชุมชนมีส่วนร่วมตรวจสอบมาตรฐานผลผลิตของกันเองในพื้นที่ ทำให้เกิดความมั่นใจในสินค้าของตนในชุมชนในอนาคต ซึ่งอาจต่อยอดไปสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ และสร้างมาตรฐานสินค้าส่งออก ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมีนโยบายการสนับสนุนเกษตรอินทรีย์เป็นนโยบายสำคัญเร่งด่วนที่ให้ทุกหน่วยงานร่วมกันดำเนินการให้สำเร็จเห็นผลเป็นรูปธรรม และเน้นประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้บริโภคและเกษตรกร

 

 

กรมพัฒนาที่ดิน ในฐานะหน่วยงานหนึ่งที่ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ เน้นใช้กระบวนการรับรองแบบมีส่วนร่วม การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ จำเป็นต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน หนุนเสริมช่วยเหลือกัน ซึ่ง PGS เป็นกระบวนการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนระดับรากหญ้า (grass-root organization) ในการพึ่งตนเองตลอดห่วงโซ่การผลิต ถึงการตลาดด้วยการแสวงหาความร่วมมือจากทุกองค์กรทุกภาคส่วน ให้มีส่วนร่วมช่วยพัฒนานำผลิตผลและผลผลิตของเกษตรกรรายย่อยสู่ผู้บริโภคตามนโยบายของรัฐ ดังเช่นคำว่า “สานพลังประชารัฐ”หมายถึง การรวมพลังระหว่าง ภาคประชาชนและภาคธุรกิจกับภาครัฐในการทำงานพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อความมั่นคงของชีวิตเกษตรกรและผู้ใช้แรงงาน ชุมชนท้องถิ่นและประเทศชาติ นอกจากนั้น ยังเป็นไปเพื่อการเรียนรู้แลกเปลี่ยนและสานสัมพันธ์กันในแนวระนาบ และพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมในระดับฐานราก โดยอาศัยจุดแข็งของแต่ละองค์กรภาคีมาหนุนเสริมกัน รวมทั้งชื่นชมและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจและเกิดความสับสนระหว่างสินค้าเกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดภัยจากสารพิษ (GAP) เกษตรปลอดสาร ไฮโดรโพนิกส์ว่าคืออะไร แตกต่างกันอย่างไร ดังนั้น เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างสินค้าเกษตรอินทรีย์และสินค้าทั่วไป เพื่อให้เกษตรกร ผู้ผลิตและผู้บริโภคเข้าใจตรงกันและสามารถแยกแยะได้ จึงจำเป็นต้องประชาสัมพันธ์เผยแพร่เรื่องดังกล่าว สรุปดังนี้

เกษตรอินทรีย์ (organic agriculture) หมายถึง ระบบการจัดการ การผลิตด้านการเกษตรแบบองค์รวม ที่เกื้อหนุนต่อระบบนิเวศ รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพวงจรชีวภาพ โดยเน้นใช้วัสดุธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้วัตถุดิบจากการสังเคราะห์ และไม่ใช้ พืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ที่ได้มาจากเทคนิคการดัดแปรพันธุกรรม (genetic modification) หรือพันธุวิศวกรรม (genetic engineering) มีการจัดการกับผลิตภัณฑ์ โดยเน้นการแปรรูปด้วยความระมัดระวังเพื่อรักษาสภาพการเป็นเกษตรอินทรีย์ และคุณภาพที่สำคัญของผลิตภัณฑ์ทุกขั้นตอน (คำนิยามตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มกษ9000 เล่ม 1 ของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ)

 

 

เกษตรปลอดภัย GAP (Good Agricultural Practice) หมายถึง ระบบการผลิตที่ถูกต้องในฟาร์ม โดยพิจารณาตั้งแต่พื้นที่การปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว และการจัดการหลังเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ มีลักษณะตรงตามความต้องการ ปลอดภัยต่อการบริโภค ในประเทศไทยเริ่มจัดทำระบบ GAP ของแต่ละพืช ตั้งแต่พ.ศ. 2541 โดยเน้นด้านการปฏิบัติตามคู่มือการผลิต ดังตัวอย่างที่ปรากฏในเอกสารสิ่งพิมพ์ต่างๆ ที่รู้จักกันในชื่อ GAP ของพืชหลายชนิด โดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ และมีการแก้ไขให้เป็นเอกสารการจัดทำระบบการผลิตตามข้อกำหนด GAP ของประเทศต่อไป

เกษตรปลอดสาร หมายถึง ระบบการผลิตที่มีการใช้ปุ๋ยเคมี ฮอร์โมนเร่งและใช้เมล็ดพันธุ์ GMO ได้ แต่ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ซึ่งปัจจุบันนี้ยังไม่มีระบบการตรวจสอบและให้การรับรอง

ไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics)คือ การปลูกพืชแบบไร้ดินหรือการปลูกผักโดยใช้น้ำที่มีธาตุอาหารพืชละลายอยู่แทนดิน ซึ่งจำเป็นต้องใช้สารเคมีอยู่ เพราะไม่มีดินที่เป็นตัวสะสมธาตุอาหาร

 

จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า อาหารที่ผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ ปลอดภัยจากสารเคมีมากกว่าอาหารที่ผลิตในระบบอื่นๆกรมพัฒนาที่ดิน เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ขับเคลื่อนงานเกษตรอินทรีย์มาตลอด และเป็นฝ่ายเลขาคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนและพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติได้จัดงานมหกรรมเกษตรอินทรีย์ขึ้น ทั้งในส่วนภูมิภาค ทั้ง 4 ภาค รวมทั้งดำเนินการจัดประชุม เสวนาให้เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานอื่นสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เกษตรกรในพื้นที่ ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่สนใจมีความรู้ความเข้าใจ ตระหนักรู้ถึงทิศทางในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศ และเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการบูรณาการแผนงาน/โครงการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ที่มีกลุ่มเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาในรูปแบบที่มีความหลากหลายของวิถีชีวิตและวัฒนธรรม รวมถึงการนำนโยบาย การตลาด
นำการผลิต มาใช้ในการขับเคลื่อนผลจากการดำเนินงานถือว่าประสบความสำเร็จด้วยดีในระดับที่น่าพอใจ

ชายคาพระพิรุณ : กรมพัฒนาที่ดินจัดใหญ่!งานวัน‘ดินโลก’5-7ธ.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380527

586851

ชายคาพระพิรุณ : กรมพัฒนาที่ดินจัดใหญ่!งานวัน‘ดินโลก’5-7ธ.ค.

วันจันทร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการผลิตน้ำมันปาล์มมากเป็นอันดับ 3 ของโลก มีโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มที่ลงทะเบียนมากกว่า 100 ราย รวมถึงมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เกือบทั้งหมดเป็นสวนปาล์มน้ำมันของเกษตรกรรายย่อยที่ยังขาดองค์ความรู้ในการบริหารจัดการสวนปาล์ม ขาดการรวมกลุ่มสร้างเครือข่าย ตามแนวทางการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน ส่งผลให้คุณภาพและผลผลิตของปาล์มน้ำมันในประเทศไทยมีคุณภาพไม่ดีนัก

กรมส่งเสริมการเกษตรจึงร่วมมือกับกรมวิชาการเกษตรและองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ดำเนินโครงการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยขึ้น เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกการผลิตน้ำมันปาล์มและเพิ่มความยั่งยืนทางนิเวศวิทยาและสังคมในการผลิตปาล์มน้ำมัน และได้รับการสนับสนุนจาก Ministry of the Environment, Nature Conservationand Nuclear Safety (BMU) แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

สำหรับดำเนินโครงการในประเทศไทย เป็นระยะเวลา 4 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561–2565 เพื่อมุ่งสู่การยกระดับปาล์มน้ำมันในประเทศไทยให้ได้มาตรฐานการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม (RSPO) ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยกรมส่งเสริมการเกษตร จะเตรียมศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ กระบี่ สุราษฎร์ธานีและชุมพร เป็นศูนย์กลางฝึกอบรมผู้นำเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร รวมถึงให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินแก่เกษตรกร พร้อมสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการ เพื่อการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรม

นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดตั้งโรงเรียนปาล์มน้ำมัน ในตำบลเขาคราม อำเภอเมืองจังหวัดกระบี่ เป็นสถานที่ฝึกอบรมและฝึกปฏิบัติ มีแปลงปลูกปาล์มน้ำมันและยังร่วมพัฒนาฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อติดตามและรายงานผลการดำเนินงานของเกษตรกรในพื้นที่นำร่องตามฐานข้อมูลเดิมที่กรมส่งเสริมการเกษตรมีอยู่ พร้อมสนับสนุนการดำเนินโครงการด้านอื่นๆ ให้สามารถพัฒนาคุณภาพปาล์มน้ำมันของไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล RSPO อีกทั้ง ยังมีเป้าหมายในการปรับปรุงวิถีชีวิตของเกษตรกร ส่งเสริมการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชตามความเหมาะสมของที่ดิน และส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยรวมกลุ่มเป็น เกษตรแปลงใหญ่ ลดต้นทุน ส่งเสริมการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีเพื่อให้มั่นใจถึงคุณภาพของพืชและสิ่งแวดล้อม และเชื่อมโยงเกษตรกรเข้าสู่ตลาด

สำหรับการปลูกปาล์มตามมาตรฐานของ RSPO เป็นการปลูกปาล์มน้ำมันโดยมีการกำกับดูแลในเรื่องการจัดการสวน การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และ การอยู่ร่วมกันภายในชุมชน มีหลักการ 8 ข้อ ได้แก่ 1.ความโปร่งใส 2.ทำตามกฎหมายและระเบียบ 3.สร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจในระยะยาว 4.ทำตามวิธีการดูแลรักษาปาล์มน้ำมันที่ดี 5.ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม 6.รับผิดชอบต่อลูกจ้างและชุมชน 7.ปลูกปาล์มใหม่อย่างมีความรับผิดชอบ 8.พัฒนาสวนปาล์มน้ำมันอย่างต่อเนื่อง คาดว่า ผลลัพธ์จากการดำเนินโครงการดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2565 จะมีเกษตรกรรายย่อยกว่า 3,000 รายที่ได้รับความรู้จากการเข้าร่วมโครงการ สามารถผลิตวิทยากรหลักจากโครงการมากกว่า 50 คน มีภาคเอกชนเข้าร่วมโครงการอย่างน้อย 10 โรงงาน ลดต้นทุนในการผลิตได้ถึง 20% และสามารถลดก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 5,000 ตัน…

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน จัดงานวันดินโลกในหัวข้อ “Be the Solution to Soil Pollution : ร่วมคิดร่วมทำแต่วันนี้ เพื่อปฐพีไร้มลพิษ” ระหว่างวันที่ 5–7 ธันวาคม 2561 ณ พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ในหัวข้อ “น้อมนำศาสตร์พระราชา พัฒนาที่ดินอย่างยั่งยืน คืนชีวิตให้แก่ดิน คืนความสุขให้แก่เรา” โดยภายในงานจัดแสดงนิทรรศการแสดงผลความสำเร็จของการน้อมนำแนวพระราชดำริตามศาสตร์พระราชา ด้านการพัฒนาทรัพยากรดินมาปฏิบัติใช้ออย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ทรัพยากรดินและน้ำนำไปสู่การสร้างความมั่นคงด้านอาหาร และการขจัดความหิวโหย จึงเชิญชวนเข้าร่วมชมนิทรรศการและกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจได้ในวันและเวลาดังกล่าวครับ

ขุนเกษตรา

ส่องปัจจัยดันตลาดเกษตรออนไลน์ให้ปัง ตัวช่วยเกษตรกรไทยยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380528

x

ส่องปัจจัยดันตลาดเกษตรออนไลน์ให้ปัง ตัวช่วยเกษตรกรไทยยุค 4.0

วันจันทร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงเกษตรฯมีแนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” ในภาคการเกษตร สนับสนุนให้เกษตรกรเชื่อมโยงเกษตรกรกับหน่วยงานรัฐ เอกชน ระบบสหกรณ์ ผู้นำเกษตรกรและผู้ค้า ซึ่งปัจจุบันการขายสินค้าเกษตรออนไลน์เป็นช่องทางและโอกาสทางการตลาดที่สำคัญในการขยายฐานลูกค้าจากภายในประเทศสู่ลูกค้าต่างประเทศ โดยเชื่อมโยงการค้ารูปแบบอี-คอมเมิร์ซ (E-Commerce)

ทั้งนี้ การซื้อขายสินค้าเกษตรออนไลน์มีหลายแบบ ทั้งจากผู้ประกอบการต่อผู้ประกอบการ (B2B) ผู้ประกอบการต่อผู้บริโภค (B2C) หรือแม้กระทั่งผู้บริโภคต่อผู้บริโภค (C2C)  โดยในปี 2560 ไทยมีมูลค่าการค้าขายในระบบอี-คอมเมิร์ซทั้งสิ้น 2.81 ล้านล้านบาท สำหรับแหล่งซื้อขายในระบบอี-คอมเมิร์ซสำคัญๆในประเทศไทยมีหลายแหล่ง อาทิ Thaitrade.com รองรับการขายสินค้าแบบ B2B และ B2C พร้อมรองรับการขายสินค้าไปยังลูกค้าหรือผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งดำเนินการโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ DITP กระทรวงพาณิชย์ เปิดตัวตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2554 ปัจจุบันมีผู้ซื้อที่ลงทะเบียนกว่า 1.7 แสนราย กระจายทั่วโลก มีมูลค่าการซื้อขายกว่า 5.5 พันล้านบาท สินค้ากว่า 200,000 รายการ และในจำนวนดังกล่าว มีสินค้าเกษตรซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าแปรรูปขายประมาณ 6,000 รายการ สำหรับผู้ประกอบการในไทย ลงทะเบียนแล้วกว่า 2.4 หมื่นราย ในจำนวนนี้ประมาณ 1,000 กว่ารายเป็นเกษตรกรหรือผู้ขายสินค้าเกษตร

ด้านรศ.ดร.เรวัตร ธรรมาอภิรมย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวเสริมว่า จากการวิเคราะห์ถึงความเชื่อมโยงการซื้อขายสินค้าเกษตรผ่านเว็บไซต์ Thaitrade.com พบว่า การซื้อขายสินค้าเกษตร ภาครัฐต้องให้ความสำคัญตั้งแต่กระบวนการผลิตสินค้าเกษตร โดยให้ความรู้ การฝึกอบรม ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่มีอยู่ถึง882 ศูนย์ทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดการวางแผนการผลิตสินค้าเกษตรทั้งสดและแปรรูปตรงตามความต้องการของผู้บริโภค และมีปริมาณสอดคล้องกับความต้องการของตลาด แต่เนื่องจากเกษตรกรไทยส่วนใหญ่เป็นรายย่อย ดังนั้น เกษตรกรต้องรวมกลุ่มกันเพื่อขายสินค้า และภาครัฐต้องให้ความรู้เรื่องการซื้อขายสินค้าเกษตรผ่านเว็บไซต์ สนับสนุนการขนส่ง หาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ด้วย

ทั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” ที่กระทรวงเกษตรฯบูรณาการกับกระทรวงพาณิชย์ ภาครัฐต้องเน้นมาตรการสนับสนุนรอบด้าน ดังนี้  มาตรการด้านการเกษตร ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพหรือมีลักษณะเฉพาะ เช่น สินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) วางแผนปริมาณผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการ มาตรการด้านกฎหมาย สนับสนุนเกษตรกรจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อยืนยันการมีตัวตนการเป็นผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ภาพลักษณ์ที่ดี และเพิ่มโอกาสทางการตลาด มาตรการด้านเศรษฐศาสตร์ จัดหาแหล่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กลุ่มเกษตรกรหรือเกษตรกร เพื่อส่งเสริมให้การขายสินค้าเกษตรออนไลน์เพิ่มขึ้น สนับสนุนให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่ม เป็นสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มของเกษตรกรรุ่นใหม่ เพื่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale)ของปริมาณผลผลิต และเกิดอำนาจการต่อรองราคาสินค้าเกษตรของเกษตรกรอีกทาง และ มาตรการด้านการศึกษา ให้ความรู้ ฝึกอบรมด้านการทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์ รวมทั้งการสร้าง แบรนด์สินค้า และมาตรการด้านการตรวจสอบสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการใช้ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อให้ผู้บริโภคทราบถึงแหล่งที่มาของสินค้า

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (3) ‘จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส เกษตรอินทรีย์ของไทยกับผลการงานของภาครัฐปี’61’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380531

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (3)  ‘จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส เกษตรอินทรีย์ของไทยกับผลการงานของภาครัฐปี’61’

รายงานพิเศษ : การขับเคลื่อนพัฒนาเกษตรอินทรีย์ แนวทางสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรที่ยั่งยืน (3) ‘จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส เกษตรอินทรีย์ของไทยกับผลการงานของภาครัฐปี’61’

วันจันทร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สำหรับภาพรวมสถานการณ์เกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยในปัจจุบันถือว่ามีการพัฒนาต่อเนื่อง โดยภาครัฐยังคงมีนโยบายให้การสนับสนุนการดำเนินการอย่างเข้มข้นมากขึ้น โดยประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งสำคัญคือ เกษตรกรไทยพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีหน่วยงานภาครัฐสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ที่ชัดเจน โดยผลักดันผ่านยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ส่งผลให้ประเทศไทยมีโอกาสผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ประกอบกับแรงขับเคลื่อนจากภาคเอกชนและภาคประชาชน มีความพร้อมร่วมกันขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์

แต่ทั้งนี้ยังมีจุดอ่อนด้านองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบการผลิต การแปรรูปที่จำกัด โดยส่วนใหญ่ยังขาดความตระหนักถึงประโยชน์จากการทำเกษตรอินทรีย์ ดังนั้น จึงมีปัญหาผลักดันให้พื้นที่เป้าหมายเพิ่มขึ้นในระยะเวลาอันสั้น เกษตรกรขาดแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์ สินค้าเกษตรอินทรีย์ยังขาดความหลากหลาย รวมถึงการพัฒนาและการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ยังมีน้อย ทำให้ขาดการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเพื่อต่อยอดเชิงพาณิชย์ทั้งด้านการผลิตและการตลาดของสินค้าเกษตรอินทรีย์ แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในอาหารมากขึ้น ทำให้สถานการณ์เกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยมีโอกาสเปลี่ยนผ่านไปสู่การพัฒนาตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ที่เป็นสากลมากขึ้น

จากกระแสสังคมที่หันมาใส่ใจบริโภคอาหารที่ปลอดภัยต่อสุขภาพกระตุ้นความต้องการสินค้าอาหารอินทรีย์ในตลาดสูงขึ้น ซึ่งผลดำเนินงานเกี่ยวกับการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรฯ ปี 2561 ภาพรวมการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ 2560-2564 ดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ที่ 1 คือ ส่งเสริมการวิจัย การสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้ โดยยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปด้วย Industry 4.0 สู่การเป็น Agro Processing ในภูมิภาคเอเชีย 1 เครือข่าย และอบรมเผยแพร่องค์ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ด้านเกษตรอินทรีย์ และด้านหม่อนไหมอินทรีย์ 1,055 คน ถ่ายทอดการผลิตการใช้สารชีวภัณฑ์เพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืช 27 คน และจัดอบรมผู้ตรวจประเมิน 330 คน

นอกจากนั้น ก็เป็นการให้ความรู้แก่เกษตรกรโดยถ่ายทอดเทคโนโลยีพลาสติกคัดเลือกแสงสำหรับเพาะปลูก 80 คน การเรียนรู้ปลูกผักอินทรีย์ 8 แห่ง การผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพแบบอินทรีย์ 1 โรงเรียน เทคโนโลยีการปรับปรุงคุณภาพดิน 283 คน ให้ความรู้ด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอินทรีย์ 1,724 คน ด้านปศุสัตว์อินทรีย์ 126 คน ด้านพืชอินทรีย์ 1,614 คน และไหมอินทรีย์ 100 คน ให้ความรู้เกษตรกรในการสนับสนุนศูนย์เรียนรู้ด้านปศุสัตว์อินทรีย์ 2 แห่ง สนับสนุนเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่นิคมสหกรณ์ 1,000 คน และจัดทำฐานข้อมูลเกษตรอินทรีย์ในเขตปฏิรูปที่ดิน 1,724 คน จัดทำฐานข้อมูลการผลิตปศุสัตว์อินทรีย์ประจำปี 1 แห่ง จัดทำ Organic Agriculture Database 1 ระบบ

ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาการผลิตสินค้าและบริการเกษตรอินทรีย์ สนับสนุนปัจจัยการผลิตให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 1,081 ราย ปัจจัยปศุสัตว์ จำนวน 9,419 คน จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ต้นแบบปุ๋ยเติมอากาศ 4 ศูนย์ จัดตั้งศูนย์ผลิตชีวินทรีย์ 11 ศูนย์ จัดทำแปลงต้นแบบการผลิตพืชอินทรีย์ 142 คน สนับสนุนโคเนื้อเพื่อผลิตปัจจัยการผลิต 25 ตัว สนับสนุนท่อนพันธุ์หญ้าเนเปียร์ 40 ไร่ สนับสนุนถังหมักพืชอาหารสัตว์ 200 ใบ และสนับสนุนเครื่องสับบดพืชอาหารสัตว์ 1 เครื่อง ผลิตพ่อพันธุ์แม่พันธุ์แมลงศัตรูธรรมชาติ 25,800 ตัว ส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ 45,607 ราย พื้นที่รวม 587,105.80 ไร่ และส่งเสริมเกษตรอินทรีย์แปลงใหญ่ 5 แปลง

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การขับเคลื่อนการพัฒนาการตลาดสินค้าและบริการและการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ดำเนินการตรวจรับรองแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ 1,157 แปลง ฟาร์มปศุสัตว์ 36 ฟาร์ม ด้านสัตว์น้ำอินทรีย์ 76 คน และพัฒนาสถานที่จำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ 100 แห่ง พร้อมกันนั้นได้จัดมหกรรมแสดงและจำหน่ายสินค้าอินทรีย์ในประเทศ 1 ครั้ง พัฒนาตลาดสีเขียว 3 แห่ง สร้างความตระหนักรู้เรื่องคุณภาพมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ 34 ครั้ง เชื่อมโยงตลาดและส่งเสริมพัฒนาต่อยอดสินค้า 1 ครั้ง นำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมแสดงสินค้าในงาน BIOFAH 2018 ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี จัดงานประชาสัมพันธ์โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ 300 คน

ยุทธศาสตร์ที่ 4 การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ จัดประชุมกรรมการและคณะทำงานศึกษาแนวทางการจัดตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ประสานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สนับสนุนโครงการสินเชื่อสีเขียว อัตราดอกเบี้ยต่ำ เป้าหมายวงเงินสินเชื่อ 5,000 ล้านบาท เสนอกรมศุลกากร ปรับปรุงรหัสสถิติต่อท้ายพิกัดอัตราศุลกากร 5 สินค้า คือ ชาใบเขียวอินทรีย์ มะพร้าวอ่อนอินทรีย์ กะทิสำเร็จรูปอินทรีย์ มังคุดอินทรีย์ และทุเรียนอินทรีย์ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นมา นอกจากนี้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ได้จัดประชุมเพื่อร่วมหารือแนวทางการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ในแต่ละเรื่อง

จากผลการดำเนินงานของภาครัฐที่ค่อนข้างทำงานในเชิงรุก ส่งผลให้การพัฒนาขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์มีความก้าวหน้าเป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่การดำเนินงานจะยังต้องต่อเนื่องและเข้มข้นมากขึ้นในปีต่อไป เพื่อให้การทำเกษตรอินทรีย์เข้มแข็งและขยายวงกว้าง และสุดท้ายเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรไทยและผู้บริโภคอย่างแท้จริง มีความยั่งยืนต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ศาสตร์พระราชา สร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380532

สกู๊ปพิเศษ : ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ศาสตร์พระราชา  สร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ศาสตร์พระราชา สร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลังจากราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2561ที่ผ่านมา รัฐบาลทุกๆรัฐบาลจะต้องขับเคลื่อนนโยบายตามยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุวิสัยทัศน์ หรือเป้าหมายที่กำหนดไว้คือ

“ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นอีกหน่วยงานที่ได้ขับเคลื่อนนโยบายตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และยังได้กำหนด ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติอีกด้วย โดยตั้งเป้าหมายที่จะให้ “ประเทศไทยจะเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคทั้งด้านผลิต บริโภค การค้า และบริการ : เกษตรอินทรีย์ของไทยต้องมีความยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล”

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในเวที “สู่ฝันของพ่อ…สานต่อเกษตรทฤษฎีใหม่” ณ วัดมงคลชัยพัฒนา สระบุรี เมื่อเร็วๆนี้ ว่า หากเราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานไว้เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นที่พึ่งของคนได้ทุกระดับ หรือแม้แต่คนที่ยังไม่ตกงาน แต่เบื่อวิถีชีวิตเมือง เบื่อวิถีแห่งการแข่งขัน หลักเศรษฐกิจพอเพียงก็จะเป็นที่พึ่งได้เช่นกัน หวังว่าสิ่งที่ทรงทำเอาไว้จะไม่สูญหายไป งานที่ทรงทำไว้จะเป็นที่พึ่งของคนในยุค disruption

ปัจจุบันสังคมกำลังเข้าสู่ยุค Disruption ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายด้านอย่างรวดเร็วและรุนแรง สิ่งที่มีอยู่บางอย่างในสังคมสูญหายไป เกิดสิ่งใหม่เข้ามาแทน เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ถูกแทนที่ด้วยสื่อดิจิทัล เทคโนโลยีถูกใช้ทำงานแทนแรงงานคน เกิดปัญหาคนตกงานเป็นจำนวนมากทั่วโลก ซึ่งเมืองไทยก็เช่นกัน

“ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และทรงทำให้ดูเป็นตัวอย่างตั้งแต่เมื่อปี 2536 และมีเกษตรกรไทยจำนวนมากได้นำตัวอย่างของพระองค์ไปใช้และประสบผลสำเร็จ สามารถปลดหนี้สิน ครอบครัวมีความสุขบนพื้นฐานของความพอเพียง กระทรวงเกษตรฯ จึงมีเป้าหมายขยายผลหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้ครอบคลุมทั้งประเทศปีละ 70,000 ราย ใน 882 อำเภอ เฉลี่ยเกษตรกรอำเภอละ 80 ราย เพื่อเป็นต้นแบบของการยกระดับคุณภาพชีวิต โดยให้หน่วยงานราชการทุกหน่วยงานมาร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นหนึ่งโครงการสำคัญของแผนขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานในฐานะที่ได้ทำภารกิจใกล้ชิดกับในหลวงรัชกาลที่ 9 มาอย่างต่อเนื่องตลอดมา ได้น้อมนำศาสตร์พระราชาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ตอนนี้รู้จักกันดีในชื่อเกษตรทฤษฎีใหม่ หรือ โคก หนอง นาโมเดล มาใช้ทั้งพื้นที่ในและนอกเขตชลประทาน

วิธีการหนึ่งของหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ คือ การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ของตนเอง การสร้างแหล่งเก็บน้ำในพื้นที่ตนเอง ประชาชนพึ่งพาตนเองได้เรื่องน้ำ เปลี่ยนการทำเกษตรแบบเดิมมาเป็นเกษตรอินทรีย์โดยธรรมชาติ เน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรดิน ทรัพยากรน้ำ และที่สำคัญสุด คือ พึ่งพาตนเอง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหนทางเพิ่มรายได้ ลดหนี้สินให้เกษตรกร

นอกจากนี้ยังส่งผลบวกในระยะยาวที่จะตามมามีมากมาย โดยเฉพาะขีดความสามารถในการพัฒนา พึ่งพาและจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ฐานทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรดิน ทรัพยากรป่าไม้ได้รับการดูแลอย่างยั่งยืน ลดอัตราการว่างงาน แรงงานคืนถิ่น เกิดการกระจายรายได้ เศรษฐกิจพัฒนา และเป้าหมายสูงสุดคือ คนไทย สังคมไทยอยู่ดีมีสุข

“กรมชลประทานได้วางแผนการทำงานให้บรรลุตามเป้าหมาย ในเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ให้ได้ 20 ล้านไร่ภายใน 20 ปี เพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ 33.5 ล้านลูกบาศก์เมตร และเกษตรกรจะมีความยั่งยืนในอาชีพตน 2.42 ล้านครัวเรือน” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวย้ำ

นายณัฐวุฒิ สร้อยประเสริฐ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสระแก้ว เจ้าหน้าที่กรมชลประทานผู้นำเอาเกษตรทฤษฎีใหม่ไปใช้ เล่าว่า เกษตรกรบริเวณลุ่มน้ำคลองกัดตะนาวใหญ่ตอนล่าง อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว เป็นกลุ่มเกษตรกรที่ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่กรมชลประทานในการนำแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้และเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น

“โจทย์คือเราเป็นข้าราชการ มีความรู้ด้านวิศวกรรม จะนำความรู้กลับมารับใช้สังคมได้อย่างไร”

เมื่อลงพื้นที่จนชาวบ้านเริ่มเข้าใจหลักการ เข้าใจเรื่องการชลประทาน ก็เริ่มเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม เข้าใจปัญหาและแก้ไขปัญหาเอง เช่น เมื่อพื้นที่ของตนไม่ได้อยู่ใกล้คลอง หรือฝาย หรือแหล่งน้ำใด ๆ หากรอทางราชการมาทำระบบชลประทานให้ก็ใช้เวลานาน หรือบางครั้งแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เขาจึงคิดแก้ไขปัญหาเองด้วยการขุดบ่อ/คลองไส้ไก่ เพื่อดักน้ำฝนไว้ใช้ในพื้นที่ตน หรือปรับพฤติกรรมจากปลูกพืชชนิดเดียว รอการเก็บเกี่ยวแค่ครั้งเดียว เปลี่ยนมาทำกิจกรรมทางการเกษตรที่หลากหลายมากขึ้นในที่ผืนเดียวกัน ทำให้มีรายได้เข้ามาจากหลายทางตลอดทั้งปี หรือ ทำการออกแบบระบบชลประทานเอง ก็จะได้การบริหารจัดการน้ำที่ตรงใจ แก้ไขปัญหาให้ผู้ใช้น้ำได้ตรงจุด เป็นต้น

นอกจากนี้หลายครั้งที่ชาวบ้านพบว่า ปัญหาเกิดจากตัวเขาเองที่ไปตัดไม้ บุกรุกที่ทำกิน ทำให้ดินลงคลอง ทางน้ำตื้นเขิน ก็จะกลับมาแก้ไขเรื่องพวกนี้โดยที่ไม่ได้ร้องเรียนมาทางกรมชลประทาน

“การนำแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่มาใช้ได้ผลที่เป็นรูปธรรมเห็นชัดคือ เปลี่ยนชาวบ้านจากที่ไม่เคยช่วยเหลือตัวเองเลย คอยแต่พึ่งพาราชการ ปรับเปลี่ยนวิธีคิด ช่วยกันแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง เราที่เป็นเจ้าหน้าที่ทำงานสบายขึ้น มีความสุขมากขึ้น เหนื่อยน้อยลง ส่วนทางชาวบ้านเกิดความรัก ความสามัคคีของคนในชุมชน เวลาที่ช่วยกันทำงาน หันกลับมาเห็นตัวตนกันมากขึ้น จากแต่ที่เดิมต่างคนต่างทำมาหากินเพื่อหาเงินมาผ่อนสิ่งของ ยิ่งไปกว่านี้คือ การมีความรู้ด้านการชลประทานที่จะทำให้ประชาชนมีความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหา”

ด้านบุญล้อม เต้าแก้ว เกษตรกรอายุ 68 ปี จากจังหวัดสระบุรี มีที่ดิน 20 ไร่ ทำนาข้าวทั้งหมดมาตั้งแต่สมัยปู่ย่า เล่าว่า เมื่อปี 2536 เป็นครั้งแรกที่ได้ไปเห็นแปลงเกษตรที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำ แบ่งเป็นที่นา ที่ไร่ บ่อน้ำ และที่อยู่อาศัย อยากจะทำแบบเดียวกับพระองค์ท่าน แต่ก็ทำไม่ได้ทันทีเพราะไม่มีเงินจ้างคนขุดบ่อน้ำ และตัวเองยังเป็นหนี้สินอยู่หลายแสนบาท

“แต่เราไม่ท้อ ค่อยๆ ทำไปทีละนิด เพราะรู้สึกว่าวิธีนี้แหละจะเป็นทางรอด ตอนนั้นแปลงของเรามีบ่อน้ำเล็กกว่าของที่พระองค์ท่านทำเป็นตัวอย่างไว้มาก แต่ไม่เป็นไรเพราะเราสามารถผลิตอาหารได้ทุกอย่าง และได้ส่วนราชการเข้ามาช่วยเหลือเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ให้ไปลงทุนปลูกพืชสวน ทำโรงเพาะเห็ด ขุดบ่อปลา ฯลฯ เริ่มต้นปีแรกมีแต่คนว่า ไม่ได้ผล ทำเกษตรแบบนี้ไม่มีทางรวย และไม่มีเงินพอใช้หนี้ แต่เรายึด 3 คำในใจมาตลอด คือ มุ่งมั่น ขยัน อดทน ช่วง 2-3 ปีแรกเรามีกิน มีใช้ มีอยู่ พอปี 2539-2540 เริ่มเห็นชัด ต้นไม้เริ่มใหญ่ พอปีที่ 4 ปีที่ 5 เริ่มใช้หนี้ ส่งลูกเรียนจนจบปริญญาตรี 3 คน จากที่เมื่อก่อนเราซื้อทุกอย่าง กลับมาเป็นได้ขายของทุกอย่าง ทุกวัน มีเงินเข้าทุกวัน” คุณพ่อบุญล้อมกล่าว

ปัจจุบันพ่อบุญล้อมแบ่งพื้นที่ทำสวน 12 ไร่ ทำนา 4 ไร่ ขุดบ่อน้ำ 2 ไร่ และเป็นที่อยู่อาศัย 2 ไร่ ตั้งแต่ตอนนั้นมาจนถึงปัจจุบัน มีน้ำใช้มาตลอด มีข้าวกิน มีพืชผักสวนครัวกิน

“มีน้ำไม่มีหนี้ มีที่ไม่ต้องกลัวจน” เป็นประโยคที่พ่อบุญล้อมพูดบ่อยที่สุดตลอดการสนทนา

แฉยับเหตุ‘โครงการสานพลังประชารัฐ’อืด ‘กฤษฏา’เต้นไล่ไขลาน ขรก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380565

แฉยับเหตุ‘โครงการสานพลังประชารัฐ’อืด ‘กฤษฏา’เต้นไล่ไขลาน ขรก.

แฉยับเหตุ‘โครงการสานพลังประชารัฐ’อืด ‘กฤษฏา’เต้นไล่ไขลาน ขรก.

วันอาทิตย์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 17.45 น.

รมว.เกษตรฯไล่เช็คบิล 2 โครงการยักษ์ ดันข้าวโพดหลังนา 1 ล้านไร่ -สร้างถนนยางทุกตำบลกว่า7 หมื่นแห่ง จี้ให้เกิดผลงานจริง สั่งปลัดเกษตร ผู้ตรวจราชการ เร่งประสานผู้ว่าราชการทุกจังหวัด เดินหน้าตามนโยบายรัฐบาลให้ได้ภายในวันที่ 10 ธ.ค.นี้

2 ธ.ค.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์(กษ.) ส่งไลน์ด่วนที่สุดถึงผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ , ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการทุกจังหวัด เรื่องขอให้เร่งรัดการไปตรวจติดตามงานสำคัญในพื้นที่ โดยขอให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯเรียกประชุม หรือกำชับให้ผู้ตรวจราชการกระทรวง 12 ท่าน และผู้ตรวจราชการกรมในสังกัด กษ.ทุกกรม ลงพื้นที่ไปตรวจติดตามและรับฟังสถานการณ์แก้ไขปัญหาทางการเกษตร 2 เรื่องสำคัญ คือ

1.ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯไปพบผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ทุกจังหวัดเพื่อติดตามโครงการสานพลังประชารัฐ เพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาว่าจังหวัดสามารถเชิญชวนให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการได้มากน้อยเพียงใด มีปัญหาอุปสรรคในเรื่องใดหรือประเด็นใดบ้าง ให้แก้ไขทันที หรือหากเกินขีดความสามารถให้รายงาน กษ.ส่วนกลางทราบด้วย

2.ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯทุกท่านไปพบผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อตรวจสอบว่าเกษตรจังหวัด และผู้อำนวยการการยางส่วนจังหวัด(ผอ.กยท.) ได้มาพบเพื่อชี้แจงแนวทางแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ โดยให้ทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) นำยางพาราไปทำถนนทุกตำบลกว่า 7 หมื่นแห่ง และ กยท.พื้นที่มีการเริ่มต้นเตรียมการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางไร่ ละ1,800 บาท ครอบครัวละไม่เกิน 15 ไร่แล้วหรือยัง มีปัญหาอุปสรรคในเรื่องใด ประเด็นใดบ้างให้รีบแก้ไขทันที หากเกินขีดความสามารถให้รายงาน กษ.ส่วนกลางดำเนินการด้วย

นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ยังเน้นย้ำปลัดกระทรวงเกษตรฯ ต้องวางระบบการรับรายงานผลการตรวจติดตามงานตามข้อ 1 และข้อ 2 ไว้ด้วย โดยให้รายงาน รมช.เกษตรฯ และรมว.เกษตรฯ ทราบทุกระยะๆโดยให้เริ่มรายงานทันทีที่ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ได้ลงพื้นที่ไปพบ ผวจ.แล้วหรือไม่ประการใดภายในวันที่ 10 ธ.ค.61 ให้ได้

รายงานข่าว แจ้งว่า หน่วยงานเกี่ยวข้องและภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐในพื้นที่เป้าหมายได้แจ้งปัญหาการขับเคลื่อนได้ล่าช้ากับ รมว.เกษตรฯ ให้แก้ไขปัญหาที่ทำให้โครงการไม่ลื่นไหล​เท่าที่ควร​ แต่ที่ผ่านมาระดับ​กรมกับปลัดกระทรวงเกษตรฯ​ก็ยังแก้ไม่ได้ พร้อมกับเสนอทางออกให้จังหวัดเป้าหมายพื้นที่ปลูกข้าวโพดแทนการทำนาปรัง ​ขอให้ผู้​ว่าราชการ​จังหวัด​มาเป็น​แม่งานจะขับเคลื่อน​ได้​ดี แต่ในส่วนจังหวัด​ที่​ผู้ว่า​ราชการจังหวัดไม่ขับเคลื่อน​ โดยกระทรวงเกษตรฯ สหกรณ์​การเกษตร ที่เข้มแข็ง​ มีแม่งานชัดเจนก็จะขับเคลื่อนได้​ดี

อีกทั้งจังหวัด​ที่​ 5 เสือกระทรวงเกษตรฯไป​ทำงาน ประกอบด้วย​ กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานปฏิรูปที่ดิน แต่ไม่มีแม่งานนั้นขับเคลื่อน​ช้าเพราะ​หน่วยงาน​ระดับ​จังหวัด​ใหญ่​เท่ากัน​ จึงทำงาน​ยาก สำหรับจังหวัด​ในเขตชลประทาน​ซึ่ง​มีระบบน้ำดี​ แต่กลับไม่มีแม่งานที่เข้มแข็ง​ ทำให้​การขยาย​พื้นที่​ปลูก​ในเขตชลประทาน​น้อยกว่าที่ควรจะเป็น

นอกจากนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธ.ก.ส. )อนุมัติปล่อย​กู้ให้เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร ยากมากเนื่องจาก​พิจารณา​ว่า​ เกษตร​กรมีหนี้อยู่เดิม​ ไม่​สนใจ​ว่า​เป็น​งบประมาณ​ที่ครม.​อนุมัติ​พิเศษ​ อัตรา​การปล่อยกู้ต่ำ​ ขั้นตอน​ยุ่งยาก​ เกษตร​กรหลายรายถอดใจ​ถอนตัว​ ทั้งที่อยากทำเพราะ​มาตรการ​จูงใจ​ดี รวมถึงปัญหาขั้นตอน​การจัดหาปัจจัย​การผลิต​และ​การเตรียมแปลงยุ่งยาก​เนื่องจาก​ต้อง​ดำเนินการ​ผ่านสหกรณ์​ ซึ่ง​สหกรณ์​ที่เข้มแข็ง​ดำเนินการ​ได้ดี​ ส่วนสหกรณ์​ที่ไม่เข้มแข็ง​ทำให้​ล่าช้า

ขณะนี้​จำนวน​พื้นที่​เป้าหมาย 13 จังหวัด มีเกษตรกรสมัครเข้าโครงการ​ 7​ แสนกว่าไร่​ เหลือ​เวลาถึงวันที่​ 15​ ม. ค. 62 ถ้าแก้จุดอ่อนเหล่านี้ได้​ คาด​ว่าถึง​ 1 ล้านไร่จะเห็น​ผลสำเร็จ​เป็น​รูป​ธรรม

คิกออฟ10ธ.ค.ข้อกำหนดเสร็จ ลุยสร้าง‘ถนนยางพารา’7.5หมื่นกม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380562

คิกออฟ10ธ.ค.ข้อกำหนดเสร็จ ลุยสร้าง‘ถนนยางพารา’7.5หมื่นกม.

คิกออฟ10ธ.ค.ข้อกำหนดเสร็จ ลุยสร้าง‘ถนนยางพารา’7.5หมื่นกม.

วันอาทิตย์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 17.22 น.

คิกออฟ10ธ.ค.ข้อกำหนดเสร็จ ลุยสร้าง‘ถนนยางพารา’7.5หมื่นกม.

2 ธ.ค.61 นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ(กนย.) ครั้งที่ 1/2561 มีมติเห็นชอบให้ กยท. ดำเนินโครงการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางและคนกรีดยาง โดยการสนับสนุนเงินไร่ละ 1,800 บาท ไม่เกินรายละ 15 ไร่ แบ่งจ่ายให้เกษตรกรเจ้าของสวนยาง ผู้เช่าหรือผู้ทำสวนยาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และปรับปรุงคุณภาพผลผลิต จำนวน 1,100 บาท/ไร่ และเป็นค่าครองชีพให้คนกรีดยาง จำนวน 700 บาท/ไร่ ซึ่งต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่มีสวนยางในพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ที่เปิดกรีดแล้ว และขึ้นทะเบียนกับ กยท. ก่อนวันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 จำนวน 999,065 ราย และคนกรีดยาง 304,266 ราย คิดเป็นพื้นที่ 9,448,447 ไร่ โดยผ่านความเห็นชอบจาก กนย. แล้ว ขั้นตอนจากนี้จะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอีกครั้งในวันที่ 4 ธันวาคม 2561

ทั้งนี้ เมื่อ ครม.พิจารณาอนุมัติโครงการฯ แล้วจะสามารถดำเนินการได้ทันทีตามขั้นตอนการดำเนินงานตามโครงการฯ คือ 1.แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบสิทธิ์โครงการฯ ระดับตำบล และคณะกรรมการบริหารโครงการฯ ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด 2.ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์ 3.เปิดรับแจ้งเข้าร่วมโครงการฯ 4.ตรวจสอบคุณสมบัติพร้อมให้การรับรอง โดยคาดว่าจะสามารถเข้าสู่กระบวนการจ่ายเงินได้ในช่วงเดือนธันวาคม เป็นต้นไป

รักษาการผู้ว่าฯกยท.กล่าวว่า อีกโครงการที่ผ่านการเห็นชอบ กนย.คือโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร ที่จะร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการดำเนินงานสร้างถนนพาราซอยด์ซีเมนต์ทั่วประเทศ จำนวน 75,032 หมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 กิโลเมตร รวมระยะทาง 75,032 กิโลเมตร ตามแผนปฏิบัติงานโครงการปรับปรุงถนนภายในหมู่บ้านให้เป็นถนนที่มีการนำยางพารามาผสม เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติของดินให้ดีขึ้น เป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้ยางภายในประเทศ ซึ่งการสร้างถนนดังกล่าวตามโครงการฯ จะใช้น้ำยางสดปริมาณ 1,440,614.4 ตัน หรือคิดเป็นน้ำยางข้น 720,320.2 ตัน คิดเป็นมูลค่าน้ำยางสดกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท

“ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำข้อกำหนดพิเศษในการก่อสร้างถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติ (ยางพารา) ของกรมทางหลวง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 10 ธันวาคม นี้ ด้านงบประมาณอยู่ระหว่างการสำรวจเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะนำมาใช้สร้างถนนตามโครงการฯ พร้อมสำรวจความต้องการในการนำยางมาสร้างถนนเพิ่ม โดยตั้งงบประมาณโครงการฯ รวมทั้งสิ้นกว่า 9.2 หมื่นล้านบาท เป้าหมายเพื่อดูดซับน้ำยางออกจากระบบ เมื่อมีการปรับแผนและวิธีการดำเนินงานสมบูรณ์แล้ว กยท.จะนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาโดยเร็ว” นายเยี่ยม กล่าว

ทั้งนี้ ขอให้เกษตรกรชาวสวนยางติดต่อ การยางแห่งประเทศไทยในพื้นที่ใกล้บ้านท่าน หากเกษตรกรชาวสวนยางต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อไปที่ศูนย์ปฏิบัติการโครงการยางตามนโยบายของรัฐ สำนักงานใหญ่ การยางแห่งประเทศไทย เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ โทร 0-2433-3674