กรมวิชาการเกษตรเตือนเกษตรกร รับมือโรคเน่าเปียกในถั่วลันเตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381186

x

กรมวิชาการเกษตรเตือนเกษตรกร รับมือโรคเน่าเปียกในถั่วลันเตา

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงนี้ต้นถั่วลันเตาอยู่ในระยะการเจริญเติบโตทางลำต้นและเริ่มขึ้นค้าง ประกอบกับเริ่มมีอากาศเย็นในตอนเช้า และอากาศร้อนตอนกลางวัน กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกถั่วลันเตาให้เฝ้าสังเกตการระบาดของ โรคเน่าเปียก สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของถั่วลันเตา พบได้ทุกส่วนของพืช แต่จะมีอาการรุนแรงกับส่วนยอดอ่อน โดยพบอาการแผลช้ำฉ่ำน้ำ สีน้ำตาลดำ และขยายลุกลามอย่างรวดเร็ว ส่วนของพืชที่ถูกทำลายจะเน่าช้ำฉ่ำน้ำ ถ้าสภาพแวดล้อมเหมาะสมและมีความชื้นสูงจะเน่าลุกลามรวดเร็ว ซึ่งจะเห็นส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อรา มีก้านใสชูตั้งฉากขึ้นมาจากส่วนของพืชที่เป็นโรคลักษณะคล้ายขนแมว ส่วนปลายของก้านใสจะเห็นสปอร์ของเชื้อราเป็นตุ่มสีดำ สปอร์ของเชื้อราสามารถปลิวแพร่ระบาดไปสู่ต้นอื่นได้ดี โดยอาศัยน้ำ ลม ฝน น้ำค้าง แมลง หรือติดไปกับสิ่งที่เข้าไปสัมผัส จะส่งผลให้เกิดการระบาดของโรครุนแรงมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูก ปรับระยะการปลูกถั่วลันเตาไม่ให้แน่นเกินไป  กำจัดวัชพืชในแปลงปลูก และบริเวณใกล้เคียงนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดความชื้น ลดแหล่งสะสมเชื้อราสาเหตุโรค โดยเฉพาะช่วงที่มีน้ำค้าง หมอกหรือมีความชื้นสูง และมีอากาศร้อนตอนกลางวัน หากพบส่วนยอดเริ่มมีอาการช้ำหรือมีเชื้อราเกิดขึ้น ให้รีบตัดส่วนที่เป็นโรคใส่ถุงหรือภาชนะปิด เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อราแพร่กระจายไปทั่วแปลง และนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก จากนั้น ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดโคลแรน 75% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรโฟรีน 19% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไอโพรไดโอน 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 5 วัน ส่วนแปลงที่พบโรค หลีกเลี่ยงการให้น้ำแบบพ่นฝอย

เส้นตายพรุ่งนี้!จ่องัดกม.ส.ป.ก.ยึดคืนที่’ฟลอร่าฯ-ฟ้าประทาน’บุกรุกวังน้ำเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381209

เส้นตายพรุ่งนี้!จ่องัดกม.ส.ป.ก.ยึดคืนที่'ฟลอร่าฯ-ฟ้าประทาน'บุกรุกวังน้ำเขียว

เส้นตายพรุ่งนี้!จ่องัดกม.ส.ป.ก.ยึดคืนที่’ฟลอร่าฯ-ฟ้าประทาน’บุกรุกวังน้ำเขียว

วันพุธ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 18.11 น.

5 ธ.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 6 ธ.ค.นี้ เป็นวันสุดท้ายสิ้นสุดการผ่อนผันให้กับเอกชนผู้ครอบครองที่ดิน ส.ป.ก.จำนวน 2 แปลง คือ ไร่ฟ้าประทาน พื้นที่ 279 ไร่ และฟลอร่าพาร์ค พื้นที่กว่า 103 ไร่ วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา รวมพื้นที่เกือบ 400 ไร่ ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ

โดยก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการได้ยื่นขอเข้าชี้แจงการได้มาของพื้นที่ดังกล่าวต่อปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา (ส.ป.ก.โครราช) ทั้งนี้ ได้สั่งการให้เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.โคราช ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด หากผู้ประกอบการไม่มีเอกสารหลักฐานตามกฎหมายในการเข้าใช้พื้นที่ ให้เร่งเข้าสู่กระบวนเพิกถอน จัดสรรสิทธิให้เกษตรกรผู้ยากไร้ที่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย ส.ป.ก.เข้าพื้นที่โดยเร็ว

นายสุรชัย ยุทธชนะ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า นางลักขณา นะวิโรจน์ รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้ให้ตัวแทนโทรประสานติดต่อกับตนว่า ในช่วงบ่ายวันที่ 6 ธ.ค.จะเข้ายื่นหนังสือโต้แย้งสิทธิในการเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินทั้ง 2 แปลง ซี่งไม่ทราบว่านางลักขณา จะเดินทางมาด้วยตนเองหรือไม่ ภายหลังจากที่ทาง ส.ป.ก.ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ถือครองที่ดินทั้ง 2 แห่ง ยุติกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่วันที่ 16 พ.ย.61 แต่ผู้ถือครองที่ดินก็ยังคงดำเนินกิจการไปตามปกติ ราวกับว่าไม่ให้ความสำคัญกับหนังสือแจ้งเตือนของ ส.ป.ก.ซึ่งขณะนี้ทาง ส.ป.ก.นครราชสีมา ได้รายงานให้ นายวิณะโรจน์​ ทรัพย์​ส่ง​สุข​ เลขาธิการ ส.ป.ก.ทราบแล้ว โดยเรื่องไปถึง รมว.เกษตรฯ แล้วเช่นกัน

ทั้งนี้ พบว่าทางฟลอร่าพาร์ค และฟ้าประทานฟาร์ม อ.วังน้ำเขียว ก็ยังคงเปิดให้บริการจำหน่ายบัตรกับนักท่องเที่ยว เพื่อเข้าชมสวนดอกไม้เมืองหนาวตามปกติ แม้ว่าจะมีหนังสือแจ้งเตือนให้ยุติกิจกรรมทั้งหมดจาก ส.ป.ก.แล้วก็ตาม

พร้อมกับได้ส่งรายงานให้ รมว.เกษตรฯ ถึงผลสรุปข้อเท็จจริงที่ ส.ป.ก.โคราช เข้าตรวจสอบพิกัดและเอกสารสิทธิในพื้นที่ 2 แปลง โดยพื้นที่บริเวณฟลอร่าพาร์ค เนื้อที่ 103 ไร่ 62 ตารางวา พบว่าเป็นจัดสรรสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ตั้งแต่ปี 2535 ให้กับ น.ส.ปนัดดา หงสกุล กว่า 24 ไร่ ของนายสุริยนต์ ตู้จินดา กว่า 30 ไร่ และของนายสวัสดิ์ สายราช กว่า 48 ไร่ ต่อมาบุคคลข้างต้น ได้ให้การยินยอมที่สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย โดย นายอนันต์ ดาโลดม ยื่นขอใช้ที่ดินปลูกดอกไม้และจัดงาน วังน้ำเขียว มหัศจรรย์ ดอกไม้ งานศิลป์ ดินแดนแห่งความสุข ได้ขอใช้ที่ดินระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่เดือน ส.ค.53 ถึงปี 54 ซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนคราชสีมา (คปจ.) มีมติให้ความเห็นชอบให้ใช้พื้นที่ดังกล่าว

ต่อมาในการประชุม คปจ.วันที่ 29 ก.ย.53 มีการขอใช้ที่ดินอีกครั้ง โดยบริษัท ฟลอร่าพาร์ค จำกัด เพื่อใช้เป็นกิจการศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับพืชดอก พืชสวน และพืชทุกชนิด โดยขอเช่าเป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่ง น.ส.ปนัดดา นายสุริยนต์ มีหนังสือสละสิทธิในที่ดินแล้ว และ คปจ.มีมติในคราวประชุมครั้งที่ 1/2555 เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.55 เห็นชอบให้มีศูนย์การเรียนรู้ฯ แต่ให้บริษัทไปจัดทำแผนงบประมาณและขั้นตอนรายละเอียด รวมถึงเป้าหมายในแต่ละปีให้ชัดเจน ก่อนนำเสนอ คปจ.แต่ปรากฏว่าไม่มีการพิจารณาอีก และจากการตรวจสอบสภาพพื้นที่ปัจจุบันด้านเป็นลานจอดรถ และร้านกาแฟ ด้านหลังเป็นสวนดอกไม้

สำหรับพื้นที่บริเวณฟ้าประทาน เนื้อที่ ส.ป.ก.ยังไม่ได้จัดสรรสิทธิ ส.ป.ก.4-01 แต่พบรวมแปลงเนื้อที่ติดต่อกัน ประมาณ 279 ไร่ 2 งาน 12 ไร่ โดยแปลงเลขที่ 2 กลุ่มที่ 235 เนื้อที่กว่า 142 ไร่ ไม่มีชื่อผู้ถือครอง แต่เดิมระบุชื่อ นายชนะพงศ์ นะวิโรจน์ ทำประโยชน์ในปัจจุบันปลูกพุทรา มะม่วง ยางพารา และแปลงที่เลข 3 กลุ่มที่ 2292 เนื้อที่กว่า 38 ไร่ ชื่อผู้ถือครอง นายจรูญ จั่วจันทึก การทำประโยชน์ปัจจุบัน ปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ ไร่องุ่นและอ้อย ส่วนแปลงเลขที่ 3 กลุ่มที่ 236 เนื้อที่กว่า 42 ไร่ ยังไม่สำรวจรังวัด ไม่มีชื่อผู้ถือครอง และแปลงเลขที่ 4 กลุ่มที่ 236 เนื้อที่ 55 ไร่ เดิมระบุชื่อ นายชนะพงศ์ นะวิโรจน์ และปัจจุบัน เป็นที่ดินแปลงเลขที่ 5 กลุ่ม/ระวางที่ 5337IV9494 เนื้อที่กว่า 40 ไร่ ที่ดินตั้งอยู่หมู่ที่ 7 ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา มีชื่อ นายมนินภัทร์ นะวิโรจน์ (ย้ายจากกลุ่ม 336 แปลงเลขที่ 4) ปัจจุบันทำไร่องุ่น และแปลงสุดท้าย เนื้อที่กว่า 15 ไร่ ยังไม่ได้สำรวจรังวัด

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่ลพบุรีเชื่อมั่นปลูกข้าวGAP เจาะตลาดข้าวคุณภาพ-ดันราคาขายพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381018

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่ลพบุรีเชื่อมั่นปลูกข้าวGAP  เจาะตลาดข้าวคุณภาพ-ดันราคาขายพุ่ง

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่ลพบุรีเชื่อมั่นปลูกข้าวGAP เจาะตลาดข้าวคุณภาพ-ดันราคาขายพุ่ง

วันพุธ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การส่งเสริมการทำนาในรูปแบบแปลงใหญ่ เป็นหนึ่งในนโยบายที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาโครงสร้างการผลิตข้าวของประเทศไทย ด้วยการส่งเสริมให้ชาวนารายย่อยมารวมตัวกันเป็นกลุ่ม ช่วยกันคิด ช่วยกันพัฒนาศักยภาพการผลิตข้าวให้ได้มาตรฐาน โดยมีภาครัฐให้การสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยีการผลิตข้าว ตลอดจนสนับสนุนปัจจัยการผลิต ที่สำคัญคือมีการเชื่อมโยงตลาดข้าวมาตรฐาน GAP ของกลุ่มนาแปลงใหญ่ ให้มีแหล่งรับซื้อที่แน่นอนในราคาที่สอดคล้องกับคุณภาพที่สูงกว่าข้าวทั่วไป

ดร.กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวได้ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวกันทำนาแปลงใหญ่ เพื่อรวมกันผลิต รวมกันจำหน่าย เพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองทางการค้าและที่สำคัญคือการผลักดันให้เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ทุกรายมีการผลิตข้าวตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือมาตรฐาน GAP เป็นอย่างน้อย ก่อนจะพัฒนาไปสู่ขั้นการผลิตข้าวอินทรีย์ในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานข้าวไทย ให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ชาวนาไทยส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ยึดอาชีพทำนามาตั้งแต่บรรพบุรุษ สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น จึงมีทั้งประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการปลูกข้าว เรียกว่าเป็นชาวนามืออาชีพอยู่แล้ว เพียงแค่ลองปรับระบบการผลิตให้เข้าสู่มาตรฐานตามหลักวิชาการอีกไม่กี่ขั้นตอน ก็จะสามารถพัฒนาไปสู่การผลิตข้าวปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิต และยังต่อยอดเชื่อมโยงกับตลาดข้าวที่รัฐบาลได้ดำเนินโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ครบวงจร ให้มีการทำข้อตกลงซื้อขายข้าว(MOU)ระหว่างกลุ่มนาแปลงใหญ่ GAP กับผู้ประกอบการค้าข้าว เกษตรกรจึงสามารถวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เมื่อผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ สินค้าก็จะขายได้ในราคาที่ดีขึ้น ส่งผลไปถึงรายได้ที่ดีขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้น เพื่อให้เกษตรกรมีการผลิตข้าวได้มาตรฐาน GAP ทั้งระบบกรมการข้าว จึงมีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งจากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้แก่ ศูนย์วิจัยข้าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เร่งเข้าไปถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีในการผลิตข้าวให้กับกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 2,350 กลุ่ม ทั้งที่เป็นกลุ่มเก่าและกลุ่มตั้งใหม่ ให้มีความเข้าใจและตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวไปสู่มาตรฐานความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยเจ้าหน้าที่กรมการข้าวจะเป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำทุกระยะตั้งแต่เริ่มเพาะปลูกไปจนถึงการเก็บเกี่ยว และการดูแลเก็บรักษาหลังเก็บเกี่ยว เพื่อเป้าหมายหลักคือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มรายได้และความยั่งยืนให้กับชาวนาไทย

ด้านนายพิเชษ ธูปแก้ว ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ ต.บ้านเบิก อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี กล่าวว่า กลุ่มนาแปลงใหญ่แห่งนี้ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 มีสมาชิก 150 ราย ซึ่งกรมการข้าว ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี โดยเฉพาะการผลิตข้าวให้ได้มาตรฐาน GAP เป็นอย่างน้อย เนื่องจากเป็นมาตรฐานสากลที่สามารถช่วยยกระดับคุณภาพและราคาข้าวได้ จากการที่รัฐบาลได้ทำโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ครบวงจร ทำให้สามารถขายข้าวได้ราคาเพิ่มขึ้นตามคุณภาพนั่นเอง อย่างเช่น ปกติขายข้าวอยู่ที่ 6,000-7,000 บาทต่อตัน แต่พอมาทำข้าว GAP สามารถเพิ่มมูลค่าข้าวได้อีก 2,000-3,000 บาท

ถึงแม้ว่าการผลิตข้าว GAP จะช่วยยกระดับคุณภาพข้าวได้อย่างเด่นชัด แต่ก็มีขั้นตอนการดำเนินการที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเข้มงวด ทำให้มีอุปสรรคกับเกษตรกรบางรายโดยเฉพาะผู้สูงวัยที่มีอายุเฉลี่ย 50-60 ปีขึ้นไปจะปฏิบัติตามได้ค่อนข้างยากในเรื่องการจดบันทึก แต่ในเรื่องความสนใจและต้องการปรับเปลี่ยนไปสู่การผลิตข้าวมาตรฐานนั้นสมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่ทุกคนพร้อมที่จะดำเนินการตามอยู่แล้ว ดังนั้นกลุ่มจึงมีเป้าหมายให้สมาชิกกลุ่มที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP ปัจจุบันมีอยู่เพียง 20 ราย ให้ช่วยเป็นพี่เลี้ยง เป็นต้นแบบให้กับสมาชิกรายอื่น โดยคาดว่าในปีนี้อย่างน้อยต้องมีสมาชิกผ่านมาตรฐาน GAP เพิ่มขึ้นเป็น 50 ราย และขยับขึ้นไปเรื่อยๆ จนครบทั้งหมด

“การปรับเปลี่ยนมาผลิตข้าว GAP สิ่งที่ได้รับอย่างแรกคือความปลอดภัยจากการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องเหมาะสม ช่วยลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายในตลาดข้าวคุณภาพมากขึ้น เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตข้าวของเกษตรกร อย่างในจังหวัดลพบุรีมีการรับซื้อข้าว GAP จากกลุ่มนาแปลงใหญ่ไปสีแปรรูปจำหน่ายในกลุ่มจังหวัดได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี เกษตรกรก็มีรายได้เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับการปลูกข้าวแบบเดิมเพื่อขายข้าวเปลือกให้โรงสีอย่างเดียว รายได้ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนไป ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนคงอยู่ไม่ได้ เราก็จะใช้ข้อดีตรงนี้มานำเสนอเป็นแรงผลักดันให้สมาชิกนาแปลงใหญ่หันมาผลิตข้าวมาตรฐาน GAP มากขึ้น เพื่อลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต และสร้างความยั่งยืนในอาชีพต่อไป”

กรมส่งเสริมการเกษตรเดินหน้า พัฒนาวิทยากรกำจัดศัตรูพืช เพิ่มศักยภาพ‘รร.เกษตรกร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381016

x

กรมส่งเสริมการเกษตรเดินหน้า พัฒนาวิทยากรกำจัดศัตรูพืช เพิ่มศักยภาพ‘รร.เกษตรกร’

วันพุธ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เนื่องจากที่ผ่านมาหนึ่งในรูปแบบการถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกร ตามภารกิจหลักของกรมส่งเสริมการเกษตรที่มีบทบาทถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรและเทคโนโลยีไปสู่เกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง มีคุณภาพชีวิตดีและมีรายได้ที่มั่นคงคือ ระบบการเรียนรู้ผ่าน “โรงเรียนเกษตรกร” ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ยึดเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง ด้วยวิธีส่งเสริมให้ลงมือปฏิบัติต่อเนื่องตลอดฤดูกาลเพาะปลูก เพื่อให้เกษตรกรคิดและทำได้จริง ทั้งนี้ เกษตรกรชาย หญิง ตลอดจนเด็กและเยาวชนจะมีโอกาสในการเรียนรู้เท่าเทียมกัน ร่วมกันคิดและตัดสินใจในการประกอบอาชีพการเกษตร โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็นวิทยากรกระบวนการ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ และเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการเรียนรู้สู่การเกษตร 4.0 กรมส่งเสริมการเกษตรจึงมุ่งพัฒนาโรงเรียนเกษตรกรให้มีคุณภาพต่อเกษตรกรมากยิ่งขึ้น

“ดังนั้น ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ให้เป็นวิทยากรกระบวนการด้านการจัดการศัตรูพืชที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น มีองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ที่เท่าทันต่อศัตรูพืชที่หลากหลายในปัจจุบัน เกิดทักษะในการจัดการกับศัตรูพืชอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำได้อย่างทันท่วงที แล้วสามารถกลับไปทำหน้าที่วิทยากรกระบวนการในโรงเรียนเกษตรกรในระดับจังหวัด ส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดทักษะและความรู้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป” นายสำราญกล่าว

และว่า ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรวางแนวทางพัฒนาระบบการจัดการศัตรูพืชผ่านสำนักงานเกษตรอำเภอ จังหวัด และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชในเขตภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ โดยให้ความสำคัญและมุ่งเน้นวิธีจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานหรือ IPM และถ่ายทอดความรู้ผ่านการปฏิบัติจริง เพื่อให้เกิดทักษะเป็นสำคัญ โดยวางแนวทางป้องกันกำจัดศัตรูพืชของกรมส่งเสริมการเกษตร ผ่านการบูรณาการความรู้จากกรมวิชาการเกษตรและผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก เพื่อสร้างศักยภาพในการส่งเสริมทักษะแก่เกษตรกรในโรงเรียนเกษตรกรได้อย่างมีคุณภาพ โดยเกษตรกรที่สนใจพัฒนาความรู้เพิ่มเติมและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดที่สำนักงานเกษตรอำเภอ และเข้ามาศึกษาเรียนรู้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่โรงเรียนเกษตรกรใกล้บ้าน

สศก.ปลื้มผลพัฒนาอาชีพเกษตร5จชต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381014

x

สศก.ปลื้มผลพัฒนาอาชีพเกษตร5จชต.

วันพุธ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงการติดตามผลดำเนินงานต่อเนื่องในกิจกรรมศักยภาพการผลิต การตลาด และการแปรรูปของสถาบันเกษตรกร ภายใต้โครงการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี 2552 – 2558 ซึ่งมีกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นเจ้าภาพ วัตถุประสงค์เพื่อให้สมาชิกของเครือข่ายในพื้นที่เกิดความเข้มแข็งพัฒนาและฟื้นฟูอาชีพภาคเกษตรให้สอดคล้องกับศักยภาพและพื้นที่ที่ประกอบอาชีพปศุสัตว์และประมง ในการสร้างรายได้ให้สมาชิกของสถาบันเกษตรกรให้สามารถเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือนของสมาชิก โดยกำหนดเป้าหมายเครือข่ายกลุ่มอาชีพการเกษตร และสถาบันเกษตรกรในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 5 จังหวัด ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา

จากการติดตามผลโครงการ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จังหวัดสงขลา (สศท.9) ลงพื้นที่ช่วงเดือนมิถุนายน 2561 ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ 5 จังหวัด ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา (อ.จะนะ นาทวี สะบ้าย้อย และเทพา) สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่สหกรณ์จังหวัดและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเรื่องการสนับสนุนเงินทุนแก่สถาบันเกษตรกร 5 จังหวัด รวม 15 ราย  และสถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 5 จังหวัด ในกลุ่มอาชีพผู้เลี้ยงโค ซึ่งเป็นสหกรณ์ 18 สหกรณ์ตัวอย่าง พบว่า

เกษตรกรส่วนใหญ่มีประสบการณ์การเลี้ยงโค โดยเฉลี่ย 7 ปี เกษตรกร ร้อยละ 95 นำความรู้ที่ได้รับจากการถ่ายทอดไปปฏิบัติ ส่งผลกลุ่มเกษตรกร/สถาบันเกษตรกร ร้อยละ 85 มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการดำเนินกิจกรรม โดยเป็นรายได้จากการขายโคตัวผู้ และมูลโคกระสอบละ 30 – 50 บาท และเกษตรกรบางรายนำสัตว์ไปปล่อยเลี้ยงไว้ในสวนเพื่อลดต้นทุนการใช้ปุ๋ย ส่วนเกษตรกรร้อยละ 15 ยังไม่มีรายได้เพิ่ม เนื่องจากยังไม่ต้องการขายโค เพราะเป็นโคตัวเมีย ซึ่งตั้งใจจะเลี้ยงเพื่อเพิ่มแม่พันธุ์ อีกทั้ง เกษตรกรผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกราย ยังร่วมกันจัดกิจกรรมที่ทำให้เกิดการลดต้นทุนของกลุ่มอาชีพที่ตนสังกัดอยู่  โดยสมาชิก ร้อยละ 71 ลดต้นทุนการผลิตลงได้ เพราะเกษตรกรเปลี่ยนมาใช้มูลโคแทนการซื้อปุ๋ยมาใส่ในสวนของตนเอง เป็นการลดค่าใช้จ่ายซื้อปุ๋ย และลดการใช้สารเคมี ทั้งนี้ เกษตรกรที่เหลือร้อยละ 29 รู้สึกว่าต้นทุนการผลิตไม่ลดลงเท่าที่ควร เนื่องจากเกษตรกรยังคงต้องใช้ปริมาณปุ๋ยเท่าเดิม และปริมาณมูลโคมีไม่เพียงพอกับความต้องการ

ด้านนายสุธรรม ธรรมปาโล ผอ.สศท.9 กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเกษตรกรผู้เข้าร่วมกิจกรรม ยังดำเนินกิจกรรมมาต่อเนื่อง มีรายได้จากกิจกรรม เช่น ขายโคและมูลสัตว์ ซึ่งในปีที่ 1 (ระหว่าง 1 ต.ค.2558 – 30 ก.ย.2559)มีรายได้เฉลี่ย 24,710 บาท/ราย ปีที่ 2 (ระหว่าง 1 ต.ค. 2559-30 ก.ย. 2560) มีรายได้เฉลี่ย 30,502 บาท/ราย และ  ปีที่ 3 (ระหว่าง 1 ต.ค. 2560 – ปัจจุบัน) มีรายได้เฉลี่ย 2,282 บาท/ราย โดยสินทรัพย์ที่เกิดจากการดำเนินกิจกรรมเพิ่มศักยภาพการผลิต การตลาดและการแปรรูปของสถาบันเกษตร ภายใต้โครงการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัจจุบันเฉลี่ยคงเหลือ ลูกโค 1 ตัว และแม่โค 1 ตัว /ราย คิดเป็นมูลค่ารวม 30,487 บาท ซึ่งเกษตรถือว่าเป็นเงินเก็บของครอบครัว เมื่อต้องการหรือจำเป็นใช้เงินจึงจะนำโคไปจำหน่าย

ความพึงพอใจของเกษตรกรผู้เข้าร่วมกิจกรรม มีระดับพึงพอใจภาพรวมมาก ทั้งด้านการสนับสนุนปัจจัยการผลิต ด้านองค์ความรู้ การติดตาม/ตรวจเยี่ยมของเจ้าหน้าที่ และรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าร่วมโครงการ ทั้งนี้ ท่านที่สนใจสอบถามผลดำเนินโครงการเพิ่มเติมหรือข้อมูลด้านเศรษฐกิจการเกษตรในพื้นที่ ติดต่อได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จังหวัดสงขลา โทร. 0-7431-2996 อีเมล zone9@oae.go.th

ส่องเกษตร : ข้าวลำพระเพลิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381010

449007

ส่องเกษตร : ข้าวลำพระเพลิง

วันพุธ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เพื่อสุขภาพจากพื้นที่การผลิต ลุ่มน้ำลำพระเพลิง อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นผลผลิตที่สหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง หนุนสมาชิก สร้างแหล่งผลิตและจำหน่ายข้าวไรซ์เบอร์รี่ พร้อมส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิกสหกรณ์ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รักษาความสมดุลของธรรมชาติ โดยสหกรณ์ควบคุมการผลิต ตั้งแต่การคัดเมล็ดพันธุ์ กรรมวิธีการผลิตด้วยการดำนาปลูกข้าวแบบประณีต ไม่ใช้สารเคมี เพื่อความปลอดภัยของผู้ผลิตและผู้บริโภคเป็นข้าวคัดคุณภาพพิเศษ เพื่อสุขภาพที่ดี

ใกล้ช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว ข้าวลำพระเพลิง นับว่าเป็นอีกสินค้าทางเลือก ที่สามารถใช้เป็นของขวัญเพื่อส่งแทนความห่วงใยให้กับญาติผู้ใหญ่หรือเพื่อนสนิทได้อย่างลงตัว ทั้งนี้ หากหน่วยงานต่างๆ หรือประชาชนที่สนใจจะสั่งซื้อสินค้าดังกล่าว สามารถติดต่อโดยตรงไปได้ที่ สหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด 4 หมู่ 8 ถนนสืบศิริ ตำบลเมืองปัก อำเภอปักธงชัย นครราชสีมา 30150 โทร. 04-444-1060 04-445-1639 โทรสาร ต่อ 108 หรือสามารถสั่งซื้อและจัดเป็นกระเช้าของขวัญได้ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2280-7506 หรือ 06-2610-7842 ซึ่งกรมฯมีโปรโมชั่นพิเศษ! สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป บริการจัดส่งกระเช้าสินค้าสหกรณ์ฟรีในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

กฤษฎาขันนอตบิ๊กเกษตรฯตามผล แก้ยางตก-ปลูกข้าวโพดหลังนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381012

x

กฤษฎาขันนอตบิ๊กเกษตรฯตามผล แก้ยางตก-ปลูกข้าวโพดหลังนา

วันพุธ ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ได้สั่งการผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ และผู้ตรวจราชการกรม เพื่อเร่งรัดการลงพื้นที่ตรวจติดตามและรับฟังสถานการณ์แก้ไขปัญหาทางการเกษตร 2 เรื่องสำคัญ ดังนี้ 1.ให้ผู้ตรวจราชการฯ ไปพบผู้ว่าราชการจังหวัด และหัวหน้าส่วนเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ในพื้นที่ เพื่อติดตามโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาว่า จังหวัดสามารถเชิญชวนให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการได้มากน้อยเพียงใด มีปัญหาอุปสรรคในเรื่องใดหรือประเด็นใดบ้างให้แก้ไขทันที

เรื่องที่ 2 ให้ผู้ตรวจราชการฯไปพบผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อตรวจสอบว่าเกษตรและสหกรณ์จังหวัด และการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) แต่ละจังหวัดได้มาพบเพื่อชี้แจงแนวทางแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำโดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) นำยางพาราไปทำถนนและ กยท.ในพื้นที่นั้นมีการเริ่มต้นเตรียมการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางไร่ ละ 1,800 บาท ครอบครัวละไม่เกิน 15 ไร่แล้วหรือไม่ หากมีปัญหาอุปสรรคในเรื่องใด/ประเด็นใดบ้างให้รีบแก้ไขทันที และหากเกินขีดความสามารถทั้งสองเรื่องดังกล่าวให้รายงานส่วนกลางดำเนินการด้วย

ทั้งนี้ ขอให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วางระบบการรับรายงานผลการตรวจติดตามงานตามข้อ 1 และข้อ 2 ไว้ด้วยโดยให้รายงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทราบทุกระยะๆ และให้เริ่มรายงานทันทีที่ลงพื้นที่ภายใน 10 ธ.ค.2561

กษ.จ่อชงรัฐระดมทุนจัดตั้งบัญชีรวมรักษาเสถียรภาพ’สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381075

กษ.จ่อชงรัฐระดมทุนจัดตั้งบัญชีรวมรักษาเสถียรภาพ'สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ'

กษ.จ่อชงรัฐระดมทุนจัดตั้งบัญชีรวมรักษาเสถียรภาพ’สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ’

วันอังคาร ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 21.30 น.

รมช.เกษตรฯรับฟัง2ทางเลือกแก้ปัญหา”สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น”ขาดสภาพคล่อง จ่อให้รัฐบาลช่วยระดมทุนเพื่อจัดตั้งบัญชีรวมรักษาเสถียรภาพทางการเงินสหกรณ์ ฟื้นฟูกิจการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ขอให้รัฐออกพันธบัตร1.5หมื่นล้านบาท หรือรัฐจัดสรรเงินอุดหนุนเข้ากองทุนพัฒนาสหกรณ์ปีละ5พันล้านบาท รวม3 ปี1.5หมื่นล้าน

4 ธ.ค.61 นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้รับฟังข้อเสนอการระดมทุนเพื่อจัดตั้งบัญชีรวมรักษาเสถียรภาพทางการเงินสหกรณ์ เพื่อฟื้นฟูกิจการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด โดย นายสุรพล พงศ์เมธีอภิชัย ผู้อำนวยการสำนักนายทะเบียนและกฎหมาย พร้อมด้วยกรรมการเจ้าหนี้ ผู้บริหารแผนของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าพบนำเสนอผลการหารือแนวทางการระดมทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฯ โดยข้อเสนอการระดมทุนเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินสหกรณ์ตามนโยบายและแผนพัฒนาสหกรณ์เข้มแข็ง ปี 2559 – 2560 ในการขับเคลื่อนยกระดับชั้นสหกรณ์ ซึ่งภายใต้มาตรการยกระดับความเข้มแข็ง ที่ 5 มาตรการสนับสนุน เช่น จัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพทางการเงินสหกรณ์ ซึ่งจะขอรับการสนับสนุนเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนต้นทุนดอกเบี้ยต่ำที่ขบวนการสหกรณ์มีส่วนรวมเป็นเจ้าของ สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจตามวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภท ช่วยเหลือสนับสนุนเงินทนุ แก่สหกรณ์ที่อ่อนแอ ประสบปัญหาการเงินให้สามารถฟื้นฟูการดําเนินงานกลับมาเป็นสหกรณ์ที่เข้มแข็ง

นายวิวัฒน์ กล่าวว่า จะให้ฝ่ายกฎหมาย กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เข้ามาศึกษาข้อเสนอทั้งหมดเพื่อพิจารณาถึงความเป็นไปได้และความเหมาะสมก่อน ซึ่งจะได้เชิญทุกฝ่ายมาหารือร่วมกันอีกครั้ง พิจารณา2 แนวทางในการระดมทุนและแหล่งที่มาของเงินบัญชีรวมรักษาเสถียรภาพสหกรณ์ โดยทางเลือกที่ 1 ให้รัฐบาลเป็นผู้ออกพันธบัตร 15,000 ล้านบาท จําหน่ายให้สหกรณ์ ชุมนุมสหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์ และอาจรวมถึงรัฐวิสาหกิจ องค์กรธุรกิจเอกชนและ บุคคลทั่วไป อายุพันธบัตร 3 ปี 5 ปี 7 ปี โดยดอกเบี้ยพันธบัตรกำหนดตามอายุของพันธบัตร การชําระคืนพันธบัตรและดอกเบี้ยจ่ายเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล เงินจากการจําหน่ายพันธบัตรจัดทําเป็นโครงการพิเศษของกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) หรืออาจจัดตั้งขึ้นใหม่ บริหารจัดการโดยกระทรวงการคลัง

และทางเลือกที่ 2 รัฐบาลจัดสรรงบประมาณอุดหนุนโครงการพิเศษของ กพส.เป็นรายปีๆ ละ 5,000 ล้านบาท เป็นเวลารวม 3 ปี รวม 15,000 ล้านบาท โดยจะนำ 2 แนวทางนี้ ร่วมหารือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อหามาตรการช่วยเหลือฟื้นฟูสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯที่มีความเหมาะสม ก่อนนำเสนอครม.พิจารณาต่อไป

สำหรับการใช้คืนเงิน กพส.นั้นให้ชำระคืนภายใน 7 – 10 ปี โดยมีระยะปลอดเงินต้น 3 ปีแรก ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี ซึ่งต้องชำระทุกเดือน ทั้งนี้สหกรณ์ ชุมนุมสหกรณ์ที่กู้ยืมเงินโครงการพิเศษกพส. ต้องบริจาคเงินสมทบในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี เพื่อนำเข้าโครงการ “บัญชีร่วมเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินสหกรณ์” ซึ่งบัญชีร่วมฯ นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือสหกรณ์ที่อ่อนแอ ประสบปัญหาทางการเงิน ได้นำไปใช้เป็นทุนเพื่อฟื้นฟูและกลับมามีความเข้มแข็ง ทั้งนี้ จัดให้มีคณะกรรมการบริหารบัญชีร่วมฯ เพื่อกำหนดข้อบังคับและหลักเกณฑ์ รวมถึงบริหารจัดการจัดสรรเงินช่วยเหลือแก่สหกรณ์ที่ประสบปัญหาต่อไป

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่า หลังจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ มากว่า 3 ปี ได้ชำระหนี้ไปแล้ว 2.8 พันล้านบาท จากยอดหนี้เกือบ 2 หมื่นล้านบาท ที่กู้จากสหกรณ์เจ้าหนี้ 74 แห่ง และปี 60 ขาดสภาพคล่องค้างชำระหนี้เจ้าหนี้ กว่า 700 ล้านบาท โดยเดือนนี้จะต้องชำระงวดที่ 6 จะทำให้มียอดหนี้ค้างชำระเพิ่ม 1.2 พันล้านบาท โดยคณะกรรมการบริหารแผนของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และกรรมการเจ้าหนี้ เร่งหารือกับกระทรวงเกษตรฯ เพื่อเสนอรัฐบาลช่วยระดมทุนโดยเร็ว ให้ได้ข้อสรุปภายในเดือนนี้ พร้อมกันนี้ ได้เร่งขายทรัพย์สินที่ดีเอสไอถอนการอายัดตามกฏหมายฟอกเงิน นำมาขายทอดตลาด เป็นที่ดิน จ.กาญจนบุรี 1 แปลง ราคา 200 ล้านบาท แต่ได้การขายทรัพย์ 5 ครั้ง ยังไม่มีผู้สนใจประมูล และกำลังจะขายทอดตลาดที่ดิน จ.เชียงราย ในสัปดาห์หน้าด้วย

แลนด์มาร์คเมืองกรุง! อ.ต.ก.เล็งชงรมว.เกษตรฯทุ่มงบ3พันล้าน ปรับโฉมครั้งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380954

แลนด์มาร์คเมืองกรุง! อ.ต.ก.เล็งชงรมว.เกษตรฯทุ่มงบ3พันล้าน ปรับโฉมครั้งใหญ่

แลนด์มาร์คเมืองกรุง! อ.ต.ก.เล็งชงรมว.เกษตรฯทุ่มงบ3พันล้าน ปรับโฉมครั้งใหญ่

วันอังคาร ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 14.44 น.

อ.ต.ก.เล็งเสนอรมว.เกษตรฯทุ่มงบ3พันล้านบาท ปรับโฉมครั้งใหญ่เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ดึงเกษตรกรเด่นๆจากทั่วประเทศเสริมตลาด เป็นแหล่งนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติ ตั้งเป้ารายได้2หมื่นล้านบาทปี64 เผยเตรียมขึ้นค่าเช่าแผงค้า608แผงเริ่มเก็บอัตราใหม่1ม.ค.62 ชี้การรถไฟฯขึ้นค่าเช่าที่ดิน100%แบกรับขาดทุนต่อ

4 พ.ย.61 นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เปิดเผยว่าเตรียมรายงานให้กับ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมในเรื่องแผนการสร้างตลาดนํ้า และตลาดเกษตรครบวงจรในพื้นที่ย่าน อ.ต.ก.เดิม คาดว่าจะใช้เงินประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท เป็นเงินทุนของ อ.ต.ก.โดยวัตถุประสงค์เพื่อหาตลาดให้เกษตรกรโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง และให้เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นทั้งคนไทยหรือคนต่างชาติ ซึ่งยืนยันว่า สินค้าที่จำหน่ายในนี้จะเป็นคนละประเภทกับสินค้าในตลาดที่มีอยู่แล้ว โดยจะเน้นนำสินค้าเด่นๆ ของเกษตรกร ของกลุ่มจังหวัดต่างๆ มาจัดจำหน่าย ทั้งให้คนไทยและต่างชาติ เมื่อคนเข้ามามากขึ้นก็จะกระจายคนไปสู่ตลาดต่างๆ ของ อ.ต.ก.ซึ่งผู้ประกอบการเดิมก็จะจำหน่ายของได้มากขึ้น

นายกมลวิศว์ กล่าวต่อว่า รวมทั้งได้มีแผนงานขยายดำเนินการ อ.ต.ก.ทุกสาขา ตามวิสัยทัศน์ว่าจะเป็นตลาดสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าไม่น้อยกว่า 2 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2564 โดยมีเป้าหมายในปี 2562 จะเพิ่มมูลค่าตลาดเป็น 5,000 ล้านบาท ปี 2563 เป็น 1 หมื่นล้านบาท และปี 2564 เป็น 2 หมื่นล้านบาท จากปัจจุบันตลาด อ.ต.ก. (ย่านจตุจักร) มีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท สำหรับนโยบายในปี 2562 มี 3 ประเด็นหลักที่จะทำ คือ การสร้างมูลค่าเพิ่มเป็น 5,000 ล้านบาท , ลดการขาดทุนให้ได้ และประกาศการคอร์รัปชันของ อ.ต.ก.ต้องเป็นศูนย์

“จากในปี 2558 อ.ต.ก.ขาดทุนอยู่ 120 ล้านบาท พอเข้ามาบริหารแล้วสามารถปรับลดขาดทุนเหลือ 80 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะลดการขาดทุนเหลือ 30 ล้านบาท แต่มีภาระเพิ่มขึ้นจากค่าเช่าที่ดินการรถไฟฯ อีกกว่า 50 ล้านบาท จากค่าเช่าที่ดินการรถไฟฯ กว่า 40 ล้านบาท ซึ่งสัญญาเช่าใหม่ 10 ปี การรถไฟฯ ปรับค่าเช่าขึ้นกว่า 100% และมีการปรับเพิ่มค่าเช่า 5% ทุกปี เป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ในปี 2559 มีรายได้เพิ่ม 113 ล้านบาท เดิมจ่ายค่าเช่ากว่า 40 ล้านบาท จะต้องมาจ่ายค่าเช่าเป็น 104 ล้านบาท จะเห็นว่ามีภาระค่าเช่าเพิ่มเท่าตัว ซึ่งก็ไม่ใช่จ่ายค่าเช่าอย่างเดียว ก็ต้องจ้างพนักงานทำความสะอาดและพนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) มาดูแล จึงทำให้ขาดทุนเพิ่มขึ้น” นายกลมวิศว์ กล่าว

นายกมลวิศว์ กล่าวว่า เพื่อลดการขาดทุน อ.ต.ก.จึงจำเป็นที่จะต้องเก็บค่าเช่าแผงขึ้น ปัจจุบันเก็บค่าเช่าแผงค้า 608 แผง อัตราค่าเช่าเฉลี่ยตํ่าสุด 74.50 บาทต่อแผง/ต่อวัน คิดเป็นเดือนละ 2,235 บาท สูงสูดอยู่ที่ 377 บาทต่อแผง/ต่อวัน คิดเป็นเดือนละ 1.16 หมื่นบาท ในกว่า 600 แผง ที่ต่ำกว่า 200 บาทต่อวัน ประมาณ 390 แผง ส่วนใหญ่ตํ่ากว่า 200 บาท ซึ่งไม่ได้แพงจริง แต่คนมักไปอ้างว่าค่าเช่าแพง ซึ่งจริงแล้วไม่ใช่ โดยค่าเช่ายืนยันว่าไม่ได้แพงกว่าที่อื่นแน่นอน ยกตัวอย่าง ราคาแผง 200 บาทต่อวัน ปรับขึ้นที่ 40% คิดคำนวณราคาใหม่ 80 บาทต่อวัน จ่ายเป็น 280 บาทต่อวัน โดยราคาปรับใหม่จะจ่ายในวันที่ 1 ม.ค.62

“ที่ผ่านมาทุก 3 ปี อ.ต.ก.ปรับค่าเช่าแผง 16% ขณะที่ค่าเช่ารถไฟขึ้นทุกปี ปีละ 5% รวม 15% อ.ต.ก.ก็ปรับแบบนี้มาตลอดในสัญญาเก่า 10 ปีแรก พอถึงวันที่ต่อสัญญาใหม่ การรถไฟฯ บอกว่าเพิ่มขึ้นกว่า 100% แล้วถึงไปปรับอีก 5% ต่อปี จาก 54 ล้านบาท เป็น 104 ล้านบาท ปีนี้ อ.ต.ก.จ่าย 109 ล้านบาทแล้ว ปีหน้าต้องจ่ายประมาณกว่า 115 ล้านบาท จากแผนงานที่คิดว่าจะมีกำไร ในปี 2562 ก็ต้องปรับเปลี่ยนใหม่ อีกด้านก็เห็นว่าพื้นที่นี้เป็นทำเลทองจริง หลายๆ หน่วยงานที่เช่ากับการรถไฟฯ ก็ในราคานี้ แต่หน่วยงานอื่นรัฐจ่ายค่าเช่าให้ แต่ อ.ต.ก.ต้องหาค่าเช่ามาจ่ายเอง ก็แตกต่างกันตรงนี้” นายกมลวิศว์ กล่าว

รักษ์เกษตร : ใช้วิธีทางธรรมชาติกำจัดวัชพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/380732

รักษ์เกษตร : ใช้วิธีทางธรรมชาติกำจัดวัชพืช

รักษ์เกษตร : ใช้วิธีทางธรรมชาติกำจัดวัชพืช

วันอังคาร ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม วัชพืชคืออะไรครับ และมีวิธีการกำจัดอย่างปลอดภัยต่อผู้ใช้อย่างไรบ้างครับขอบคุณครับ

สานิตสุวทานนท์

อ.เมือง จ.แพร่

คำตอบ

วัชพืช เป็นพืชที่ขึ้นผิดตำแหน่ง หรือพืชที่เกิดขึ้นในที่ไม่สมควรและการเกิดขึ้นของมันส่งผลกระทบต่อระบบการผลิตทางการเกษตร ไปแย่งสารอาหารของพืชหลักจนล้มตาย หรือเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ สามารถพบได้ทั่วไป ทั้งในบริเวณที่ปลูกพืชผลทางการเกษตร สนามหญ้า ริมถนน คูน้ำ และในป่า

การกำจัดวัชพืชด้วยวิธีทางธรรมชาติวัชพืชบางชนิด อาจดูเป็นต้นไม้ที่สวยงาม แต่ที่จริงแล้วเป็นพืชที่ผู้ปลูกไม่ต้องการ เพราะไปคอยแย่งอาหารพืชในดินไปจากพืชที่เราปลูกไว้ ทั้งยังทำลายความสวยงามในสวนให้รกรุงรัง จึงจำเป็นต้องหาวิธีกำจัดวัชพืชเหล่านี้ด้วยวิธีทางธรรมชาติ ซึ่งจะปลอดภัยทั้งพืชผล และปลอดภัยทั้งชีวิตของคนในบ้านอีกด้วยมีแนวทางทำได้ดังนี้

1. ถอนออกด้วยมือเปล่าเป็นวิธีง่ายๆ ที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ เลย โดยรดน้ำให้ดินเปียกชุ่มเสียก่อนแล้วจึงค่อยถอนออก
ดินจะคลายตัวทำให้ถอนออกมาได้ทั้งรากทั้งโคน วิธีนี้ เหมาะสำหรับพื้นที่น้อยๆ หรือตามภาชนะปลูกต่างๆ

2. ฉีดพ่นน้ำส้มสายชูน้ำส้มสายชู เป็นเครื่องปรุงอาหารที่มีในบ้าน โดยนำน้ำส้มสายชูใส่ขวดสเปรย์ แล้วฉีดพ่นไปบนวัชพืชโดยตรงเลย หรือฉีดผสมกับดินก่อนนำเมล็ดลงปลูก น้ำส้มสายชูจะไปเกาะอยู่ที่รากต้นไม้ เมื่อต้นไม้เจริญเติบโตขึ้น จะเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้วัชพืชโตขึ้นมาแย่งอาหารได้ วิธีนี้ เป็นวิธีการของภูมิปัญญาชาวบ้าน

3. ใช้วัสดุคลุมดินป้องกันแสงอาทิตย์วัชพืชก็เหมือนกับพืชชนิดอื่นๆ ที่ต้องการแสงจากดวงอาทิตย์ช่วยในการเจริญเติบโต เมื่อปิดคลุมดินด้วยผ้าใบผ้าพลาสติกทึบ หรือวัสดุคลุมดินอื่นๆ วัชพืชก็จะหยุดการเจริญเติบโตและเฉาตายในที่สุด

4. ใช้น้ำร้อนลวก น้ำร้อนสามารถนำมาฆ่าหญ้าวัชพืชในสวนได้ โดยเทน้ำร้อนลงไปในดินที่มีหญ้าและวัชพืชขึ้นโดยตรง
วัชพืชก็จะตายไปเองวิธีนี้ เหมาะสำหรับพื้นที่น้อยๆ

5. สูตรน้ำส้มสายชูผสมเกลือ ให้ใช้น้ำส้มสายชู 2 ถ้วยตวง เกลือ ครึ่งถ้วยตวง และน้ำยาล้างจานอีกเล็กน้อย มาเทใส่รวมกันแล้วคนส่วนผสมให้เข้ากันดี จากนั้นเทใส่ขวดสเปรย์นำไปฉีดพ่นลงบนวัชพืชหรือต้นหญ้า ก็จะตายไปเอง

6. ปลูกพืชอื่นๆ ให้มากกว่าจำนวนที่วัชพืชมีอยู่ให้ปลูกพืชต่างๆ ให้มากกว่าหญ้าและวัชพืชที่มีอยู่ พืชที่ปลูกเหล่านี้ จะไปแย่งสารอาหารจากวัชพืชแทน จนมันตายไปเอง

7. สร้างรั้วล้อมรอบเอาไว้กินวัชพืชบางชนิดสามารถนำมาทำอาหารเอาไว้กินได้ ก็เก็บไว้เป็นผักสวนครัวได้เช่นกัน ให้หาอิฐบล็อกหรือไม้หนาๆ มาปักล้อมรอบมันไว้ทำเป็นแปลงปลูกวัชพืชด้วย จะได้ไม่ลามไปเติบโตพื้นที่อื่นๆ ในสวนแถมยังเป็นอาหารที่มีประโยชน์อีกด้วย

วิธีเหล่านี้จะช่วยลดปริมาณวัชพืชที่ขึ้นรกอยู่ในสวนให้เหลือน้อยลงได้ โดยไม่ต้องใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชให้ดินเสียลองใช้วิธีธรรมชาติกำจัดดูก่อน เพื่อรักษาต้นไม้และอาหารในดินเอาไว้ พร้อมทั้งไม่สร้างมลพิษให้กับดินด้วย และขอให้สำรวจว่าในบ้านของเรามีวัชพืชอะไรบ้าง ให้ลองหาข้อมูลว่าวัชพืชชนิดนั้นคืออะไร และมีประโยชน์อย่างไรเพื่อที่จะได้นำไปใช้ประโยชน์ให้ถูกต้องโดยสรุปแล้ว ให้พิจารณาจากพื้นที่ที่จะกำจัดวัชพืชว่ามีมาก-น้อยเพียงใด เป็นเกณฑ์ในการเลือกจัดการกำจัดวัชพืช นะครับ

นาย รัตวิ