รายงานพิเศษ : อุทกภัยภาคใต้…บรรเทาได้ด้วยพระบารมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381441

รายงานพิเศษ : อุทกภัยภาคใต้...บรรเทาได้ด้วยพระบารมี

รายงานพิเศษ : อุทกภัยภาคใต้…บรรเทาได้ด้วยพระบารมี

วันศุกร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 มีพระราชกระแส ให้ติดตาม ขับเคลื่อนและเร่งรัด รวมทั้งแก้ปัญหาอุปสรรค การดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ให้ครบถ้วนสมบูรณ์เกิดประโยชน์สูงสุดกับราษฎร และเพื่อให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสำเร็จตามวัตถุประสงค์ รวมทั้งนําศาสตร์พระราชามาใช้บริหารจัดการน้ำของประเทศ

ภาคใต้ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นคาบสมุทรที่มีทะเลขนาบอยู่ 2 ด้านประกอบกับภูมิอากาศแบบมรสุมเมืองร้อนจึงมีฝนตกตลอดปี ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมเกือบทุกปี โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองซึ่งเป็นที่ลุ่มต่ำ

ปีนี้เกิดฝนตกหนักติดต่อกัน ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากหลายพื้นที่ทำให้ทรัพย์สินของประชาชนเสียหายจำนวนมาก เกิดขึ้นซ้ำซากเกือบทุกปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานพระราชดำริให้ดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้หลายโครงการ บางโครงการดำเนินการเสร็จระยะแรกเรียบร้อยแล้ว ช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนโครงการบรรเทาอุทกภัยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่กรมชลประทานกำลังดำเนินการขับเคลื่อน และเร่งรัดก่อสร้างในขณะนี้ ที่สำคัญๆ อาทิ

โครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการนี้เกิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงห่วงใยราษฎร จ.เพชรบุรี ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเมื่อปี 2546 และเกิดขึ้นเป็นประจำเกือบทุกปีจึงมีพระราชดำริให้พิจารณาการระบายน้ำให้เป็นระบบโดยใช้คลองส่งน้ำช่วยระบายน้ำด้วยเมื่อน้ำหลาก และให้ทำแผนผังการระบายน้ำขยายคลองธรรมชาติ คลองระบายให้ระบายน้ำออกทะเลได้เร็วและมีประสิทธิภาพ

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า กรมชลประทานน้อมนำพระราชดำริดังกล่าวมาดำเนินการศึกษาได้ผลสรุปว่าโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างฯ จะประกอบด้วยงานสำคัญๆได้แก่ การขุดขยายคลองระบายน้ำ สาย D1 เชื่อมแม่น้ำเพชรบุรีเพื่อระบายน้ำลงสู่ทะเล ก่อนจะผ่านเขื่อนเพชรบุรี โดยก่อสร้างเป็นคลองคอนกรีตกำแพงตั้ง ความยาว 20 กิโลเมตร สามารถตัดยอดน้ำออกสู่อ่าวไทยได้ 550 ลบ.ม./วินาที พร้อมทั้งปรับปรุงคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวา 3 ของเขื่อนเพชร(RMC3)Ž และคลองส่งน้ำฝั่งขวา ระบายน้ำสาย 3 (1R-RMC3Ž) โดยก่อสร้างเป็นคลองคอนกรีตกำแพงตั้งความยาว 8 กิโลเมตร เชื่อมไปยังคลองระบายน้ำสายD9ที่เป็นคลองดิน ความยาว 19 กิโลเมตร สามารถระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยได้ 100 ลบ.ม./วินาที ใช้งบประมาณ 8,500 ล้านบาท

“ในอนาคตกรมชลประทานยังวางแผนดำเนินโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยสาลิกา และอ่างเก็บน้ำแม่ประจันต์ตอนล่าง เพื่อตัดยอดน้ำหลากในลุ่มน้ำแม่ประจันต์ ซึ่งนอกจากจะลดปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเพชรบุรีได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ด้วย” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมชลประทานนำผลการศึกษาเมื่อปี 2555 มาดำเนินการสำรวจ ออกแบบ เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วยการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 2 แห่งคือ อ่างเก็บน้ำไทรทองความจุ 13.36 ล้าน ลบ.ม. จะเริ่มก่อสร้างปี 2562 และอ่างเก็บน้ำคลองลอยตอนล่างความจุ 17.46 ล้าน ลบ.ม. จะเริ่มก่อสร้างปี 2564 เพื่อตัดยอดน้ำในลำน้ำสาขาก่อนไหลลงคลองบางสะพาน พร้อมทั้งขุดขยายคลองเดิมคือ คลองบางสะพาน คลองแม่รำพึง และคลองปัตตามัง-เขาม้าร้อง รวมทั้งก่อสร้างคลองผันน้ำสายใหม่อีก 3 สาย เพื่อรองรับการระบายน้ำให้ได้มากกว่า 1,000 ลบ.ม./วินาที

สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินโครงการนั้น อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า อยู่ระหว่างขุดลอก ขยายคลองเดิมให้ระบายน้ำได้ 525 ลบ.ม./วินาที พร้อมก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ 3 แห่ง ส่วนคลองผันน้ำสายใหม่อยู่ระหว่างการจ่ายค่าชดเชยที่ดิน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ปี 2563 ทั้งนี้ เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งโครงการจะระบายน้ำได้ 1,025 ลบ.ม./ วินาที ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมในอ.บางสะพานที่เกิดขึ้นเป็นประจำได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักจากเดิมได้อีกประมาณ 30.82 ล้าน ลบ.ม. ใช้เป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตรในพื้นที่ได้อย่างพอเพียง

โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริเป็นโครงการที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ในเขตจังหวัดภาคใต้ ดังความตอนหนึ่งว่า

“เนื่องจากน้ำจำนวนมากจากคลองท่าดีมักจะรวมกับน้ำหลากจากคลองเสาธง ซึ่งมีพื้นที่ลุ่มน้ำอยู่เคียงข้าง เมื่อไหลบ่าลงสู่ทะเลพร้อมๆ กัน จะทำให้เกิดน้ำท่วมตัวจังหวัดนครศรีธรรมราชอย่างรุนแรง ดังเช่นอุทกภัยที่เกิดกับตัวเมืองเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2531 ที่ผ่านมา สมควรพิจารณาขุดลอกลำน้ำที่ผ่านตัวเมืองให้ลึกพร้อมกับขยายลำน้ำเหล่านั้นให้มีความกว้างมากขึ้นรวมทั้งการพิจารณาขุดทางระบายน้ำใหม่เพิ่มอีกตามความเหมาะสม ก็จะช่วยระบายน้ำที่ไหลลงมายังตัวเมืองให้ผ่านลงสู่อ่าวไทยได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”

นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า โครงการดังกล่าวประกอบด้วยงานสำคัญคือ ขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ 3 สายระบายน้ำได้ 650-750 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที พร้อมกับปรับคลองวังวัว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำเป็น 850 ลบ.ม.ต่อวินาที และปรังปรุงคลองหัวตรุดให้ระบายน้ำได้ 100 ลบ.ม.ต่อวินาที เมื่อแล้วเสร็จจะบรรเทาอุทกภัยในเขตเมืองนครศรีธรรมราชและลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณร้อยละ 90 ครอบคลุม 12 ตำบล มีประชาชนได้รับประโยชน์ 32,253 ครัวเรือน และยังกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ประมาณ 5.5 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 17,400 ไร่

สำหรับความคืบหน้าของโครงการ กรมศึกษาวางโครงการและการสำรวจ–ออกแบบแล้วเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจกับราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการ ซึ่งรัฐบาลเร่งดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี (ปี 2561-2563) ตามมติคณะรัฐมนตรี วงเงินงบประมาณโครงการทั้งสิ้น 9,580 ล้านบาท

โครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรตามแนวพระราชดําริ (คลองผันนํ้าคลองชุมพร) หลังกรมชลประทานดำเนินโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพร ตามพระราชดำริ (ลุ่มน้ำคลองท่าตะเภา) และโครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริแล้ว ขณะนี้กรมกำลังทำโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรฯ ซึ่งเป็นการป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองชุมพรเต็มรูปแบบและยั่งยืน รวมทั้งมีระบบส่งน้ำ ระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพสูง

นายศุภชัย วรรณะ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานชุมพร กรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรฯ(คลองผันนํ้าคลองชุมพร) ประกอบด้วยงานสำคัญคือ งานขุดลอกขยายคลองต่างๆ พร้อมอาคารประกอบ เพื่อให้รับน้ำได้มากขึ้น แม้งานค่อนข้างล่าช้ากว่าแผนเนื่องจากติดปัญหาที่ดิน แต่ขณะนี้ออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนแล้วซึ่งกรมจะเร่งดำเนินการให้ได้ตามแผน เมื่อแล้วเสร็จผลประโยชน์ที่ชาวชุมพรจะได้รับ นอกจากบรรเทาอุทกภัยในเมืองชุมพรและพื้นที่ใกล้เคียงกว่า 37,500 ไร่แล้ว ยังแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภคช่วงฤดูแล้งด้วย คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2564

เลาะรั้วเกษตร : จากยางถึงโกโก้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381440

เลาะรั้วเกษตร : จากยางถึงโกโก้

เลาะรั้วเกษตร : จากยางถึงโกโก้

วันศุกร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คิดว่าจะไม่เขียนถึงเรื่องยางพาราอีกแล้ว แต่จะรอดูว่ามาตรการของรัฐบาลที่ประกาศไปเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงไร และเอาใจช่วยให้ชาวสวนยางข้ามพ้นปัญหาราคายางตกต่ำไปให้ได้ แต่บังเอิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา บุญราช ไอเดียบรรเจิด สั่งการทางไลน์ให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ อนันต์สุวรรณรัตน์ แต่งตั้งคณะทำงานศึกษาแนวทางส่งเสริมการปลูกโกโก้แทนสวนยางที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป หรือสวนยางที่ให้น้ำยางน้อยไม่คุ้มทุน

คณะทำงานที่ว่านี้ ท่านเสนอมาว่าน่าจะประกอบด้วย ผู้แทนจากกรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม การยางแห่งประเทศไทย และ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง หรือหน่วยงานอื่นๆ ตามความเหมาะสม

ตรงนี้แหละที่เป็นห่วง ห่วงว่าถ้าคณะทำงานประกอบไปด้วยหน่วยงานที่หลากหลายเกินไป เกรงจะหาข้อสรุปไม่ได้เสียที เช่นเดียวกับหลายเรื่องที่เคยเห็นมา

อันที่จริงเรื่องของโกโก้ ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเกษตรกรในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเกษตรกรในภาคใต้ และภาคตะวันออก เพราะตามประวัติโกโก้ในประเทศไทยระบุว่า มีผู้นำโกโก้มาปลูกครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2446 ต่อมาในปี พ.ศ.2495 กรมกสิกรรมได้ทดลองนำมาปลูกที่สถานีกสิกรรมบางกอกน้อย กรุงเทพฯ สถานีกสิกรรมพลิ้ว จังหวัดจันทบุรี สถานียางคอหงส์ จังหวัดสงขลา และ สวนยางนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช และปี พ.ศ.2515กรมกสิกรรม นำโกโก้พันธุ์ลูกผสมจากประเทศมาเลเซีย มาปลูกที่สถานีทดลองยางในช่อง จังหวัดกระบี่

ต่อมาในปี พ.ศ.2522 พ.ต.อ.กฤช สังขทรัพย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในสมัยนั้น นำผลโกโก้ และ กิ่งพันธุ์โกโก้ หลายพันธุ์ จากประเทศมาเลเซีย มาปลูกที่สถานีทดลองพืชสวนสวี จังหวัดชุมพร และ พ.ศ.2525 กรมวิชาการเกษตร ได้นำเข้ากิ่งพันธุ์โกโก้ พันธุ์ต่างๆจาก รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา มาปลูกที่สถานีทดลองพืชสวนสวี

ปี พ.ศ.2535 กรมวิชาการเกษตรได้นำเข้ากิ่งพันธุ์โกโก้อีก 10 พันธุ์ จากมหาวิทยาลัยรีดดิ้ง ประเทศอังกฤษ มาปลูกที่ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์โกโก้ของไทยในปัจจุบัน โดยมีพันธุ์โกโก้ที่รวบรวมไว้ทั้งสิ้น จำนวน 34 พันธุ์

กรมวิชาการเกษตร โดยศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร ได้ศึกษาวิจัยโกโก้ ในด้านการปรับปรุงพันธุ์ การตัดแต่งกิ่ง การป้องกันกำจัดศัตรูพืช และวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและการแปรรูปเป็นเมล็ดแห้ง จนได้เทคโนโลยีที่สามารถถ่ายทอดให้กับเกษตรกรได้ในปี พ.ศ. 2537 พร้อมทั้งได้ปรับปรุงพันธุ์โกโก้ และผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อนำไปผลิตเป็นต้นพันธุ์โกโก้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกได้ปีละหลายแสนเมล็ด

เท่าที่ทราบ กรมส่งเสริมการเกษตรเคยส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกโกโก้แซมในสวนมะพร้าวเช่นกัน แต่จะด้วยเหตุเพราะการตลาด หรือ ขั้นตอนการผลิตเมล็ดแห้งเพื่อจำหน่ายยุ่งยากสำหรับเกษตรกรหรืออย่างไรไม่แน่ชัด พื้นที่ปลูกโกโก้ค่อยหายไป

จนเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา มีรายงานว่าตั้งแต่ ปี 2549 เป็นต้นมา ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ได้ส่งเสริมปลูกโกโก้ในจังหวัดจันทบุรี พื้นที่ปลูกโกโก้จึงได้ขยายไปในภาคตะวันออก รวมทั้งยังมีงานวิจัยและพัฒนาการผลิตโกโก้ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร และศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ได้แก่ การทดสอบพันธุ์โกโก้สำหรับทำช็อกโกแลต รวบรวมและศึกษาพันธุ์โกโก้สายพันธุ์ต่างๆ และ ศึกษาคุณภาพทางกายภาพ เคมี และการยอมรับทางประสาทสัมผัสของโกโก้สายพันธุ์ต่างๆ

การปลูกโกโก้ต้องอาศัยร่มเงาในอดีตจึงต้องส่งเสริมปลูกโกโก้แซมในสวนมะพร้าว ไม่แน่ใจว่า การปรับปรุงพันธุ์โกโก้ของกรมวิชาการเกษตร จะมีพันธุ์ที่ปลูกเป็นแปลงโกโก้ล้วนๆ ได้หรือไม่ ถ้าไม่มีพันธุ์โกโก้ที่ชอบแดด การปลูกแทนยางก็อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่อาจปลูกเป็นพืชแซมในสวนยางได้

ให้กรมส่งเสริมการเกษตร ของอธิบดี สำราญ สาราบรรณ์ กับกรมวิชาการเกษตร ของอธิบดี เสริมสุข สลักเพ็ชร์คุยกัน 2 กรมก่อนก็น่าจะหาข้อสรุปได้ในเบื้องต้น หรือไม่ก็น่าจะมอบให้คณะกรรมการพืชสวน ของกระทรวงเกษตรฯ ทำการศึกษาและพิจารณาเสนอรัฐมนตรีฯ ไม่ต้องตั้งคณะทำงานให้เสียเวลา

แว่นขยาย

‘สรวิศ’สั่งปศุสัตว์เชียงใหม่ เร่งช่วยเหลือสุนัข42ตัวจากฟาร์มเพาะพันธุ์ผิดกม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381467

'สรวิศ'สั่งปศุสัตว์เชียงใหม่ เร่งช่วยเหลือสุนัข42ตัวจากฟาร์มเพาะพันธุ์ผิดกม.

‘สรวิศ’สั่งปศุสัตว์เชียงใหม่ เร่งช่วยเหลือสุนัข42ตัวจากฟาร์มเพาะพันธุ์ผิดกม.

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 21.43 น.

“อธิบดีปศุสัตว์”สั่งปศุสัตว์เชียงใหม่ เร่งเข้าช่วยเหลือดูแลสุนัข42ตัว จากฟาร์มเพาะพันธุ์ไม่ถูกกฎหมาย

6 ธ.ค.61 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า การเข้าช่วยเหลือสุนัขจากฟาร์มเพาะพันธุ์ที่ไม่ถูกกฎหมาย มีการจัดการสวัสดิภาพสัตว์ที่ไม่เหมาะสม ในพื้นที่ จ.เชียงราย และได้นำสุนัขดังกล่าวเข้ามาดูแลในมูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม โดย คุณแสงเดือน ชัยเลิศ เลขที่ 289 ม.1 ต.กื้ดช้าง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ซึ่ง นายมงคล ศรีจันทร์ ชำนาญพิเศษ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายบุญชู ช่างปัด ปศุสัตว์อำเภอแม่แตง ได้เข้าตรวจสอบสุนัขดังกล่าวแล้วพบว่า มีสุนัขรวม 42 ตัว ซึ่งเคลื่อนย้ายอย่างถูกต้องและได้รับการยินยอมจากเข้าของสุนัข โดยย้ายเข้ามาเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.61 สุนัขทุกตัวได้รับการดูแลสุขภาพ โดยการทำความสะอาด ตัดขน และเจาะเลือดตรวจทุกตัว โดยทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฯ สำหรับปัญหาสุขภาพที่พบส่วนใหญ่ คือ ขนเป็นสังกะตังหมักหมม ทำให้เกิดภาวะผิวหนังอักเสบ ปัญหาระบบทางเดินหายใจ ส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลในตัวเมืองเชียงใหม่ จำนวน 7 ตัว ปัญหาโรคตา ปัญหาหินปูน

“จากนี้จะทำการกักโรคเป็นระยะเวลา 30 วัน เพื่อเฝ้าระวังโรคและสังเกตอาการ ในระหว่างนี้ถ้าตัวใดมีผลเลือดปกติจะดำเนินการผ่าตัดทำหมัน เมื่อครบกำหนดกักโรค จะหาบ้านใหม่ให้สุนัขดังกล่าวต่อไป” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

แล้งนี้ไม่ขาดน้ำ!กรมชลฯขอช่วยกันประหยัดลดเสี่ยงขาดแคลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381436

แล้งนี้ไม่ขาดน้ำ!กรมชลฯขอช่วยกันประหยัดลดเสี่ยงขาดแคลน

แล้งนี้ไม่ขาดน้ำ!กรมชลฯขอช่วยกันประหยัดลดเสี่ยงขาดแคลน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 20.22 น.

6 ธ.ค.61 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการติดตามสภาพฝนและการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา บริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงมีอากาศเย็นในตอนเช้า ภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่ง อนึ่ง บริเวณความกดอากาศสูงกําลังค่อนข้างแรงอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนได้แผ่เสริมลงปกคลุมถึงประเทศจีนตอนกลางแล้ว คาดว่าในช่วงวันที่ 7 – 10 ธ.ค.61 จะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทําให้บริเวณดังกล่าวจะมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในระยะแรก หลังจากนั้นอากาศจะหนาวเย็นลงกับมีลมแรง โดยอุณหภูมิจะลดลง 1 – 3 องศาเซลเซียสในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อุณหภูมิจะลดลง 1 – 2 องศาเซลเซียส สําหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้ จะมีกําลังแรงขึ้น ทําให้ภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่ง

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน (6 ธ.ค.61) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 59,823 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 79 ของความจุเก็บกักรวมกัน โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 35,894 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 69 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล , เขื่อนสิริกิติ์ , เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 18,864 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 76 ของความจุอ่างฯ รวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 12,168 ล้าน ลบ.ม.

นายทองเปลว กล่าวว่า สำหรับผลการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2561/2562 ซึ่งมีปริมาณน้ำต้นทุนจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และแหล่งน้ำอื่นๆ สนับสนุนการใช้น้ำในเขตชลประทานทั่วประเทศ คิดเป็นปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันทั้งสิ้น 23,100 ล้าน ลบ.ม.ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.61 ถึงปัจจุบัน (6 ธ.ค.61) จัดสรรน้ำไปแล้ว 3,852 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 17 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีแผนจัดสรรน้ำรวม 8,000 ล้าน ลบ.ม. (เป็นน้ำจาก 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา 7,300 ล้าน ลบ.ม.และผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง 700 ล้าน ลบ.ม.) ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.61 ถึงปัจจุบัน (6 ธ.ค.61) จัดสรรน้ำไปแล้ว 1,362 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 17 ของแผนฯ

นายทองเปลว กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งเพียงพอต่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศน์ มีเพียงอ่างเก็บน้ำทับเสลา และอ่างเก็บน้ำกระเสียว ที่มีปริมาณน้ำเก็บกักน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุฯ สามารถสนับสนุนการใช้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศน์ เท่านั้น จึงขอให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกันใช้น้ำอย่างประหยัด และเกิดประโยชน์มากที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาการขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

‘อธิบดีปศุสัตว์’แจงทำหมัน’สุนัข-แมว’ฟรี เน้นสัตว์ด้อยโอกาส-ไร้เจ้าของ-ช่วงรณรงค์เท่านั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381409

'อธิบดีปศุสัตว์'แจงทำหมัน'สุนัข-แมว'ฟรี เน้นสัตว์ด้อยโอกาส-ไร้เจ้าของ-ช่วงรณรงค์เท่านั้น

‘อธิบดีปศุสัตว์’แจงทำหมัน’สุนัข-แมว’ฟรี เน้นสัตว์ด้อยโอกาส-ไร้เจ้าของ-ช่วงรณรงค์เท่านั้น

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 18.41 น.

6 ธ.ค.61 นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากกรณีมีผู้แอบอ้างพาสุนัขและแมวของประชาชนมารับบริการทำหมันกับเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์แล้วเสียค่าใช้จ่าย กรมปศุสัตว์จึงได้มีหนังสือแจ้งสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทั่วประเทศ เรื่องการให้บริการผ่าตัดทำหมันของกรมปศุสัตว์ โดยให้ปศุสัตว์จังหวัดประชาสัมพันธ์ให้หน่วยงานรวมทั้งประชาชนทั่วไปทราบและทำความเข้าใจ ว่า การดำเนินการฉีดวัคซีน และผ่าตัดทำหมันของกรมปศุสัตว์ที่เป็นการให้บริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายนั้น เน้นเฉพาะสัตว์ที่ด้อยโอกาส ไม่มีเจ้าของ หรือในช่วงที่มีโครงการรณรงค์เท่านั้น แต่เนื่องจากมีเฟซบุ๊กหนึ่ง ได้นำเรื่องดังกล่าวไปนำเสนอด้วยความหมายที่คลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า ในขณะนี้กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการรณรงค์ผ่าตัดทำหมันฟรีทั่วประเทศ จึงโทรศัพท์สอบถาม และขอเบอร์โทรศัพท์ปศุสัตว์ประจำจังหวัดของตัวเองเพื่อติดต่อจองคิว รวมทั้งขอทราบวิธีการพาสัตว์ไปทำหมัน

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ดังนั้นกรมปศุสัตว์จึงสั่งการให้ นายสัตวแพทย์ธีระวุฒิ สุวัธนะเชาว์ ผู้อำนวยการกองสวัสดิภาพสัตว์และสัตวแพทย์บริการ ติดต่อกับผู้ดูแลเฟซบุ๊กดังกล่าว เพื่อชี้แจงให้ทราบข้อเท็จจริง รวมทั้งขอให้แก้ไขข้อความในเฟซบุ๊กดังกล่าวให้ถูกต้อง พร้อมชี้แจงให้ปศุสัตว์จังหวัด และประชาชนที่มาขอรับบริการทราบต่อไปด้วยแล้ว หากกรมปศุสัตว์จัดกิจกรรมรณรงค์ผ่าตัดทำหมันทั่วประเทศเมื่อใดนั้น กรมปศุสัตว์จะประชาสัมพันธ์โดยผ่านทางสื่อมวลชนให้ประชาชนได้รับทราบล่วงหน้าอย่างแน่นอน แต่ขณะนี้ขอสงวนไว้ให้บริการเฉพาะสัตว์ในกลุ่มที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเท่านั้น

กฤษฏาสวนนักการเมืองถล่มแผนแก้ราคายาง ชี้ดีดขึ้นโลละ2สลึงแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381356

กฤษฏาสวนนักการเมืองถล่มแผนแก้ราคายาง ชี้ดีดขึ้นโลละ2สลึงแล้ว

กฤษฏาสวนนักการเมืองถล่มแผนแก้ราคายาง ชี้ดีดขึ้นโลละ2สลึงแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 15.56 น.

กฤษฏาสวนนักการเมืองถล่มแผนแก้ราคายาง ชี้ดีดขึ้นโลละ2สลึงแล้ว

6 ธ.ค.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับบริษัทผู้ผลิตล้อยางรถยนต์รายใหญ่ของโลก 6 แห่งที่ตั้งโรงงานในไทย ว่า ได้เชิญทั้ง 6 บริษัทมารับทราบแนวทางของรัฐบาลในการยกระดับราคายางพารา โดยขอความร่วมมือให้เพิ่มกำลังการรับซื้อยางมากขึ้น จากปัจจุบันที่ใช้ยางแผ่นในการผลิตล้อยางปีละ 4.82 แสนตัน ซึ่งผู้ประกอบการยินดีให้ความร่วมมือ แต่มีข้อเสนอเงื่อนไขว่ากระทรวงเกษตรฯต้องหาผู้ขายยางที่น่าเชื่อถือ และมีคุณภาพดี ส่งได้ทันตรงเวลากำหนด เพราะปัจจุบันซื้อจากบริษัทส่งออกยาง 5 เสือรายใหญ่เท่านั้น หากซื้อรายอื่นกังวลเรื่องศักยภาพส่งมอบยางได้ทันตามเวลา และคุณภาพ ตนจึงให้การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ คัดเลือกสถาบันเกษตรกรที่มีศักยภาพ เช่น สหกรณ์เกษตรกรชาวสวนยาง อ.บ่อทอง จ.ชลบุรีและสหกรณ์หลายแห่งที่มีความเข้มแข็งแปรรูปยางส่งออก

นายกฤษฏา กล่าวอีกว่า ทั้ง 6 บริษัทล้อยาง ยังระบุว่าทุกวันนี้เวลาจะซื้อยางไม่ได้ซื้อในตลาดในประเทศไทย แต่ไปซื้อยางในตลาดโตคอม กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น , ตลาดไซคอม ประเทศสิงคโปร์ เมื่อได้ราคายางที่สิงคโปร์ จึงทำสัญญาซื้อขายที่ต่างประเทศ และบริษัท 5 เสือส่งยางในไทยให้ตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้าไว้

“ถ้าจะให้ยางขึ้นราคาก็ต้องทำให้ไทยเป็นตลาดที่น่าเชื่อถือเหมือนต่างประเทศ ซึ่งผู้ผลิตล้อยางไปซื้อจากต่างประเทศ และราคาก็แตกต่างจากตลาดในไทย ส่วนจะได้ราคาแพงหรือถูกเป็นเรื่องการขึ้น-ลงแต่ละวันเหมือนตลาดหุ้น โดยสาเหตุที่บริษัทล้อยางไปซื้อที่นั่น เพราะหากซื้อในไทยจะไม่มีใครรับรองการส่งยาง และบริษัท 5 เสือไปทำการซื้อขายที่ตลาดต่างประเทศ ผมจึงสั่งให้ กยท.เร่งศึกษาภายใน 7 วัน ให้ได้ข้อสรุปว่าทำอย่างไร ให้ กยท.ซื้อขายยางกับบริษัทล้อยาง ทั้งดูแลคุณภาพยาง การส่งมอบ หากมาซื้อที่ไทย จะปรับสัญญาอย่างไร” นายกฤษฏา กล่าว

นายกฤษฏา ระบุว่า ทั้ง 6 บริษัทยืนยันว่าไม่เคยซื้อยางจากเกษตรกรไทยโดยตรง แต่ไปซื้อขายที่ตลาดต่างประเทศ นำกลับมาผลิตในไทย  ถ้ามีบริษัทหรือสหกรณ์ส่งมอบยางให้ตรงตามเวลา และมีคุณภาพ ยินดีให้ความร่วมมือ

สำหรับมาตรการระยะกลางถึงระยะยาว ทางภาคเอกชนขอให้ลดขั้นตอนการออกใบอนุญาตตั้งโรงงานอุตสาหกรรมให้มีความรวดเร็วขึ้น ซึ่งขณะนี้การขออนุญาตต้องทำ 3 ขั้นตอน เรื่องอนุญาตตั้งโรงงาน ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และต้องไปขออนุญาตจากท้องถิ่นด้วย ขอให้มาอยู่ในขั้นตอนเดียว ซึ่งต้องการให้เอกชนกลับมาซื้อยางและลงทุนในไทย รัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ จะหาสหกรณ์ที่เข้มแข็ง รองรับขยายฐานการผลิต

นายกฤษฏา กล่าวอีกว่า ตามที่มีผู้วิจารณ์กระทรวงเกษตรฯ กยท.คิดหาแต่มาตรการเฉพาะหน้า ไม่มีผลทำให้ยางราคาขึ้นได้นั้น ตนยืนยันว่าการช่วยเหลือค่าครองชีพจ่ายไร่ละ 1.8 พันบาท สามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรสวนยางได้ พร้อมระดมมาตรการใช้ยางพาราทำถนน ทำให้วันนี้ราคายางขยับขึ้นอีก 50 สตางค์ มั่นใจว่าราคาจะขึ้นไปเรื่อยๆ รวมทั้งมาตรการให้เงินกู้ 5 พันล้านบาทกับสถาบันเกษตรกร สหกรณ์ เข้ารับซื้อน้ำยางจากเกษตรกร มาแปรรูปส่งออก และ ครม.อนุมัติงบซื้อยาง 200 ล้านบาท มาเป็นค่าบริหาร 2 บาทต่อกก.

รมว.เกษตรฯ กล่าวด้วยว่า ได้สั่งให้หน่วยงานเกี่ยวข้องหารือกับกระทรวงมหาดไทย เชิญประชุมนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) รับทราบคู่มือทำถนนยางพารา พร้อมกับราคากลาง และแบบก่อสร้างจากกรมทางหลวง ซึ่งกำลังเขียนใหม่จะเสร็จภายในวันที่ 10 ธ.ค.นี้ สำหรับ อปท.ทำถนนลูกรังอัดแน่นผสมปูนซีเมนต์และน้ำยางพารา ที่มีราคาก่อสร้างเพียงกิโลเมตรละ 1.2 ล้านบาท แต่ใช้น้ำยางได้มากถึง 12-15 ตัน ต่อ 1 กิโลเมตร กว่า 7.5 หมื่นหมู่บ้าน ขณะนี้กำลังให้ 2 กระทรวงรวบรวมตัวเลขแต่ละ อปท.เสนอจำนวนการทำถนนทั่วประเทศ ส่งรายงานทุกวันเข้าศูนย์ติดตามโครงการ ว่าถนนกี่เส้น เป้าหมายใช้ยางกี่ตัน วันที่เริ่มลงมือทั้งหมดแล้วเสร็จเมื่อไหร่ จะทำเป็นแผนปฏิบัติการอย่างชัดเจน

รายงานพิเศษ : พด.สืบสาน‘ศาสตร์พระราชา’ สร้างรายได้เกษตรกรชาวเขา-พัฒนาที่ดินยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381191

รายงานพิเศษ : พด.สืบสาน‘ศาสตร์พระราชา’  สร้างรายได้เกษตรกรชาวเขา-พัฒนาที่ดินยั่งยืน

รายงานพิเศษ : พด.สืบสาน‘ศาสตร์พระราชา’ สร้างรายได้เกษตรกรชาวเขา-พัฒนาที่ดินยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ประเทศไทยได้จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองวันดินโลกมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO และองค์การสหประชาชาติ หรือ UN ได้มีมติให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันดินโลก เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ที่ทรงมีพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ประเทศไทยจะจัดงานวันดินโลกอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 5-7 ธันวาคม 2561 ณ พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จ.ปทุมธานี

กรมพัฒนาที่ดินในฐานะเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลด้านทรัพยากรดินของประเทศได้น้อมนำศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปขับเคลื่อนขยายผลการพัฒนาฟื้นฟูทรัพยากรดินให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่โครงการหลวงซึ่งส่วนใหญ่อยู่บนพื้นที่สูง ดินเสื่อมโทรม การใช้ที่ดินไม่เหมาะสม กรมพัฒนาที่ดิน โดยศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง จึงเข้าไปร่วมมือกับมูลนิธิโครงการหลวงในการพัฒนาทรัพยากรดิน ในพื้นที่สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ ศูนย์ย่อยบ้านเมืองอาง ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้ปัจจุบันดินในพื้นที่ดังกล่าว มีความอุดมสมบูรณ์สามารถปลูกพืชเมืองหนาวได้เต็มศักยภาพ

นางสาวเบญจพร คราชานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมได้ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ตรวจวิเคราะห์ค่าดินเพื่อให้ทราบถึงความอุดมสมบูรณ์ และปัญหาของดินในแปลงปลูกพืช พร้อมกับให้คำแนะนำในการแก้ไขปรับปรุงบำรุงดิน รวมทั้งส่งเสริมให้ทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพเพื่อใช้ในการปรับปรุงดิน ตลอดจนสร้างระบบน้ำให้เกษตรกรบริหารจัดการเอง โดยเกษตรกรได้มีการบริหารจัดการน้ำในแปลงผักอย่างเป็นระบบและเรียนรู้ด้วยตนเอง เช่น ไม่ใช้ระบบสปิงเกอร์หรือน้ำหยด เพราะจะทำให้ขาดความเอาใจใส่แปลงผัก โดยจะใช้ระบบการรดน้ำแบบเดินสายยางแทน ในช่วงเช้าและบ่าย ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการสิ้นเปลืองน้ำ หากรดน้ำมากเกินไปดินจะแฉะผักอาจตายได้

“ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น พื้นที่แห่งนี้เดิมเกษตรกรทำไร่เลื่อนลอย ก็ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นการทำการเกษตรแบบเข้มขึ้น ทำแล้วมีรายได้ แต่มีรายได้แล้วก็ต้องคิดต่อว่าตอนนี้ถ้ามี 1 โรงเรือน สามารถสร้างรายได้เท่านี้ จะทำอย่างไรให้ 1 โรงเรือนนี้ มีรายได้เพิ่มขึ้นอีก โดยไม่ต้องเพิ่มปริมาณโรงเรือน ซึ่งเป็นการเข้าสู่ยุคเกษตร 4.0 ที่ไม่ต้องทำมากแต่ได้เงินมาก เหนื่อยน้อยได้เงินมากขึ้น และใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ ศูนย์ย่อยบ้านเมืองอาง ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็น 1 ใน 39 ศูนย์ที่มีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกับศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเพื่อพัฒนาที่ดินบนพื้นที่สูง การจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ และการส่งเสริมการปลูกผักอินทรีย์ โดยนำศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่เลิกทำไร่เลื่อนลอย หันมาให้ความร่วมมือในการพัฒนาที่ดินปลูกพืชอินทรีย์ ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

ตลอดระยะเวลา 40 ปี ที่ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาที่ดินโครงการหลวง ได้เข้าไปดำเนินการพัฒนาที่ดินในพื้นที่โครงการหลวง ก็สามารถที่จะพลิกฟื้นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ให้กลายเป็นพื้นที่เกษตรที่สมบูรณ์ เป็นแหล่งปลูกพืชเมืองหนาว พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ขณะที่ชาวเขาที่เข้าร่วมโครงการมีที่ดินทำกินรวมทั้งมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

กรมส่งเสริมการเกษตรตั้งเป้าปี’62 ชูจุดแข็งชุมชนดันท่องเที่ยวเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381185

x

กรมส่งเสริมการเกษตรตั้งเป้าปี’62 ชูจุดแข็งชุมชนดันท่องเที่ยวเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในปี 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรจะดำเนินการยกระดับฟาร์มเกษตรกรแหล่งศึกษาดูงานด้านการเกษตรที่กรมให้การสนับสนุนอยู่แล้วนั้น พัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีศักยภาพ ได้มาตรฐานของกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมรองรับนักท่องเที่ยว สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรในชุมชน โดยวางแนวทางพัฒนาด้วยการเพิ่มทักษะสมาชิกวิสาหกิจชุมชน ด้านบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งจะดำเนินการทุกจังหวัด พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวให้มีมาตรฐานและคุณภาพ พัฒนาศูนย์ปฏิบัติการและศูนย์ขยายพันธุ์พืชให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงเกษตรระดับจังหวัด เพื่อสร้างการเรียนรู้ระหว่างกลุ่ม พัฒนาแหล่งท่องเที่ยววิถีเกษตรในเมืองรอง 55 จังหวัด และสร้างจุดท่องเที่ยวเชื่อมโยงเส้นทางต่อกัน

หลักเกณฑ์คัดเลือกแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร กรมจะพิจารณาจาก 1. เป็นวิสาหกิจชุมชนที่ดำเนินการในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน 2. มีศักยภาพในการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว3. มีกิจกรรมการเกษตรหรือมีนวัตกรรมด้านการเกษตรที่โดดเด่น 4.มีความปลอดภัยต่อนักท่องเที่ยว 5. การคมนาคมสะดวก 6. ใกล้แหล่งท่องเที่ยวหลักหรือท่องเที่ยวธรรมชาติ 7. ชุมชนหรือนักท่องเที่ยวร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยแหล่งวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับการคัดเลือกเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร จะได้รับตราสัญลักษณ์ A (Agrotourism) ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐานตามที่กรมกำหนดไว้

การยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้ได้มาตรฐาน พิจารณาจาก 1.ด้านศักยภาพเชิงคุณค่าของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรคือ มีคุณค่าทางกายภาพและชีวภาพ มีคุณค่าด้านองค์ความรู้ นวัตกรรม และภูมิปัญญา 2. ด้านศักยภาพการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรคือ มีศักยภาพการบริหารจัดการของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร มีศักยภาพการให้บริการของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และมีศักยภาพดึงดูดใจทางการเกษตร

“กรมพร้อมพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนากิจการด้านการเกษตรให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยว ที่จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชนได้ต่อไป” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

สศก.คลอดแผนเจาะตลาดข้าวอินทรีย์ ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381190

x

สศก.คลอดแผนเจาะตลาดข้าวอินทรีย์ ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มรักสุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนการดำเนินงานตลาดนำการผลิตและเกษตรอินทรีย์ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ความสำคัญและผลักดันการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ พ.ศ.2560-2564 และปัจจุบันมีผู้สนใจบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้นมาก ส่งผลให้การบริโภคข้าวอินทรีย์และสินค้าอินทรีย์ในประเทศและต่างประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม พบว่า ตลาดส่งออกของไทยยังส่งออกในรูปแบบข้าวสารเท่านั้น ซึ่งหากระยะต่อไปรัฐบาลสนับสนุนการแปรรูปเพื่อการส่งออกให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ก็จะเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และเพิ่มการส่งออกข้าวอินทรีย์มากยิ่งขึ้นในอนาคต

จากการสำรวจข้อมูลตลาดข้าวอินทรีย์ สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 – 12 ได้บูรณาการร่วมกัน พบว่า ปีเพาะปลูก 2559/60 มีการผลิตข้าวอินทรีย์มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ประเทศไทย (Organics Thailand) ทั้งหมด 28,091 ตัน  โดยจำหน่ายในประเทศ ร้อยละ 63 ส่งออกร้อยละ 37 ซึ่งวิถีตลาดข้าวอินทรีย์ไทย เริ่มจากเกษตรกรจำหน่ายข้าวเปลือกให้แก่ผู้รวบรวมในพื้นที่คิดเป็นร้อยละ 67 จำหน่ายไปที่โรงสีโดยตรงคิดเป็น ร้อยละ 32 ส่วนร้อยละ 1 จำหน่ายเป็นเมล็ดพันธุ์ให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งผลผลิตข้าวส่วนใหญ่มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือเป็นหลัก  สายพันธุ์ข้าวในตลาด ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 105 ข้าวหอมมะลิแดง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมนิล และข้าวเหนียว กข.6

เกษตรกรส่วนใหญ่ จำหน่ายในตลาดสมาชิกเฉพาะสินค้าเกษตรอินทรีย์ อาทิ สหกรณ์การเกษตรอินทรีย์ เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. โดยเกษตรกรต้องเป็นสมาชิก และจะได้รับการส่งเสริมการผลิตภายใต้กระบวนการผลิตข้าวตามมาตรฐานการรับรองเกษตรอินทรีย์ มีการจำหน่ายเป็นข้าวเปลือก 1-2 ครั้ง/ปี เพราะเกษตรกรเห็นว่าสามารถได้รายได้เป็นเงินก้อนเพื่อมาใช้จ่ายหรือชำระหนี้ได้เพียงพอ  สำหรับการแปรรูปส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบข้าวสาร ส่วนการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยังมีไม่มากนักเนื่องจากมีต้นทุนจำกัด โดยส่วนใหญ่ ได้แก่ เครื่องสำอาง เครื่องดื่มสำเร็จรูป ขนม ซีเรียล และอาหารเสริมสุขภาพ

ด้านนางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3)  กล่าวเสริมว่า หากมองถึงตลาดค้าส่งในประเทศ นับเป็นตลาดที่น่าสนใจ เนื่องจากสามารถจำหน่ายข้าวอินทรีย์ได้เป็นประจำและมีปริมาณต่อครั้งค่อนข้างมาก ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นบุคลากรของหน่วยงานภาครัฐ โรงเรียน โรงพยาบาล ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป รวมถึงการจำหน่ายในรูปแบบการรับจ้างผลิตสินค้าในแบรนด์ของลูกค้าเอง ในขณะที่ตลาดต่างประเทศของข้าวอินทรีย์ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ อเมริกา รัสเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง ยุโรป ญี่ปุ่น ภายใต้มาตรฐาน IFOAM, EU, NOP และ JAS ซึ่งในอนาคตจะขยายตลาดไปยังประเทศจีนตามมาตรฐาน COFCC ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งชี้ให้เห็นอนาคตที่สดใสของข้าวอินทรีย์ไทยในตลาดโลก

ทั้งนี้ สศก. ได้จัดทำแนวทางการพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดข้าวอินทรีย์ 8 แนวทาง ประกอบด้วย 1) ทำฐานข้อมูลผู้เกี่ยวข้องในระบบตลาดทุกมิติ เพื่อใช้วางแผนผลิต จัดจำหน่าย และสร้างความเชื่อมโยงของกลุ่มผู้ประกอบการและผู้บริโภค 2)ส่งเสริมการผลิตสินค้าและออกแบบผลิตภัณฑ์ ให้ตรงความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค พร้อมทั้งศึกษาและจัดทําข้อมูล สถานการณ์การผลิต และการตลาดสินค้าอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง 3) การเพิ่มปริมาณการจำหน่ายในช่องทางการตลาดเดิม ได้แก่ เพิ่มการประชาสัมพันธ์ ณ จุดจำหน่าย เพิ่มสัดส่วนการจัดจำหน่ายในตลาดโมเดิร์นเทรดและตลาดออนไลน์

4) การส่งเสริมการบริโภคข้าวอินทรีย์ภายในประเทศ สนับสนุนหมู่บ้านท่องเที่ยวเกษตรอินทรีย์ เพิ่มทางเลือกให้กับกลุ่มผู้รักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5) การสร้าง Brand Loyalty ได้แก่ สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับตราสินค้าให้ตรงใจผู้บริโภค เปิดช่องทางให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมแนะนำสินค้าหรือบริการ และการสร้าง Brand Ambassador จากเกษตรกรหรือผู้ประกอบการเกษตรอินทรีย์ เช่น นำเสนอสินค้ารับประทาน ใช้สินค้า ถือสินค้า ให้ลูกค้าเห็น เป็นต้น 6) การส่งเสริมระบบตลาดเกษตรอินทรีย์ที่เป็นธรรม ให้เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตโดยตรงกับลูกค้า มีความสะดวก มีการตกลงราคาที่เป็นธรรม เพื่อลดส่วนเหลื่อมของราคาสินค้าในตลาด รวมทั้งผู้บริโภคได้สินค้าที่สดใหม่ มีการจัดสถานที่จำหน่ายโดยเน้นความเรียบง่าย สะดวก สะอาด 7) การส่งเสริมกลยุทธ์การทำตลาด สร้างความแตกต่างหรือคิดผลิตภัณฑ์ใหม่อยู่เสมอ และ 8) การสร้างผู้ประกอบการเกษตรอินทรีย์รุ่นใหม่ (New Organics Entrepreneur) เพื่อให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ปี 2560-2564 สำหรับเกษตรกรและผู้สนใจ ต้องการสอบถามรายละเอียดผลศึกษาเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 โทร. 0-4229-2557 หรือ อีเมล zone3@oae.go.th

สหกรณ์กรุงเทพยกเครื่องดันยอดขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/381188

x

สหกรณ์กรุงเทพยกเครื่องดันยอดขาย

วันพฤหัสบดี ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพีระพันธ์ เหมะรัต ประธานกรรมการร้านสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด เปิดเผยว่า ร้านสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2482 มีสมาชิกเริ่มต้นที่ 493 ราย ปัจจุบันมี 134,898 ราย มีสาขาอยู่ 5 สาขา ได้แก่ สาขาบางลำพู พระปิ่นเกล้า เอกมัย ลาดหญ้า และล่าสุดสาขาโรงพยาบาลปิยะเวท ซึ่งตลอดระยะเวลา 79 ปีที่ผ่านมา ถือว่าการดำเนินงานของร้านสหกรณ์กรุงเทพเป็นไปในทิศทางที่ดีมาตลอด เดิมเคยมีผลประกอบการไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาทต่อวันต่อสาขา แต่ด้วยยุคสมัยเปลี่ยนแปลง เศรษฐกิจโลกผันผวน กระแสความนิยมของผู้บริโภคก็เปลี่ยนตาม ทั้งยังมีผู้ประกอบการร้านค้า ห้างสรรพสินค้า และมีตลาดออนไลน์เพิ่มเข้ามา ทำให้ยอดขายลดลง อย่างปี 2560 ยอดขายรวม 124 ล้านบาท พอมาปี 2561 ยอดขายลดลงเหลือ 104 ล้านบาท กำไร 4.8 ล้านบาท ซึ่งสัดส่วนกำไรที่ลดลงก็มีผลต่อการปันผลให้กับสมาชิก

ดังนั้น ร้านสหกรณ์กรุงเทพจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้องค์กรอยู่รอด มีเงินปันผลให้กับสมาชิกและสามารถดูแลพนักงานจำนวน 100 กว่าคนให้อยู่ได้ โดยเน้นนโยบายปรับตัวเพื่อความอยู่รอด “ลดเพื่อเพิ่ม”คือ ลดพื้นที่ขาย ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้จากการบริหารจัดการพื้นที่ให้เช่ามากขึ้น เนื่องด้วยร้านสหกรณ์กรุงเทพแต่ละสาขาจะมีพื้นที่ค่อนข้างมาก ก็ปรับลดขนาดพื้นที่ขายสินค้าของสหกรณ์ให้น้อยลงแต่ยังคงมีผลิตภัณฑ์ที่ครบครันและยังมีพื้นที่ให้สินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน เพียงแต่นำพื้นที่ที่เหลือมาแปลงสินทรัพย์เป็นมูลค่าเพิ่ม เปิดให้ผู้ประกอบการที่สนใจเข้ามาเช่าพื้นที่ทำการค้า และล่าสุดสาขาบางลำพูมีแผนพัฒนาพื้นที่ชั้นบนของร้านสหกรณ์เป็นโฮสเทล เปิดรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวย่านถนนข้าวสาร แหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมของชาวไทยและชาวต่างชาติ พร้อมกันนี้ ยังเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าในตลาดออนไลน์ ซึ่งขณะนี้มีสินค้ากว่า 280 รายการ ไปจำหน่ายที่ Shopee

“แม้ว่าสินค้าที่จำหน่ายในร้านสหกรณ์จะถูกกว่าร้านค้าทั่วไป อีกทั้ง สมาชิกที่มาซื้อสินค้าจะได้รับส่วนลดและได้รับเงินปันผล ที่สำคัญยังเป็นการสนับสนุนสินค้าที่ผลิตโดยคนไทย ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศ แต่ถ้าเรายังยึดรูปแบบเดิมไม่พัฒนา หรือทำแต่ร้านค้าสหกรณ์อย่างเดียวต่อไปคงไม่รอด ดังนั้น ร้านสหกรณ์กรุงเทพจึงปรับกระบวนความคิดสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยจะใช้รูปแบบการบริหารจัดการพื้นที่อย่างครบวงจรของสาขาบางลำพูเป็นต้นแบบให้ 4 สาขา เพื่อนำไปปรับระบบการบริหารจัดการที่สอดคล้องและสนองต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายพีระพันธ์ กล่าวย้ำ