แตกใบอ่อน : ‘4 ธ.ค.’ดีเดย์ลด ละ เลิก ใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกจริงจัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376856

807934531

แตกใบอ่อน : ‘4 ธ.ค.’ดีเดย์ลด ละ เลิก ใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกจริงจัง

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เป็นประเด็นที่เริ่มพูดถึงกันมากอีกครั้ง กับการ “ลด ละ เลิก ใช้ภาชนะ หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากพลาสติกทุกประเภท ตีปี๊บลดขยะอย่างจริงจัง” ไม่ให้ไปสร้างมลพิษทำลายสิ่งแวดล้อม ทั้งหน่วยงานภาครัฐกระทรวง ทบวง กรม ต่างออกมาขานรับ วางแนวทางปฎิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดอบรมเรื่อง “การลดและคัดแยกขยะมูลฝอย” ในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นผู้กำหนดตัวชี้วัด ผู้บริหารหน่วยงานระดับกระทรวง และกรม 152 หน่วยงาน และผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด ตั้งเป้าลดปริมาณขยะมูลฝอยลง 5% ลดถุงพลาสติกหูหิ้วลง 10% ลดแก้วน้ำพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งลง 10% และลดโฟมบรรจุอาหารลง 100% ทั้งหมดทั้งมวลจะดำเนินการในปีงบประมาณ 2562 จึงต้องฝึกอบรม ทำความเข้าใจเพื่อให้ทุกหน่วยงานรับทราบเกณฑ์การประเมินตัวชี้วัดของผู้บริหารกระทรวง กรม และผู้ว่าราชการจังหวัด และรับทราบแนวทางดำเนินงานตามมาตรการลด และคัดแยกขยะมูลฝอยในหน่วยงานภาครัฐ

อ่านข่าวนี้แล้วรู้สึกเริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ขึ้นมา เนื่องด้วยหลายฝ่าย โดยเฉพาะภาคราชการเริ่มตื่นตัวทำเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งเมื่อนำไปผนวกกับภาคเอกชน ธุรกิจ ภาคประชาสังคมแล้ว หากทุกฝ่ายเดินหน้าจริงจังต่อเนื่อง ปัญหาขยะพลาสติกก็น่าจะทุเลาเบาบางลง ไม่ไปเพิ่มซ้ำเติมปัญหาเดิมที่หมักหมม รอวันจัดการอยู่ให้หนักหนาสาหัสขึ้นไปอีก

เมื่อทั้งภาครัฐ เอกชน เริ่มมีแผนเป็นรูปเป็นร่างให้เห็นแล้ว หันกลับมาดูตัวเองบ้าง เราแต่ละคนเคยประเมินกันบ้างหรือไม่ วันหนึ่งใช้พลาสติกกันมากน้อยแค่ไหน เพราะยิ่งใช้มาก ปริมาณขยะในโลกก็จะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ แค่เราใช้หลอดพลาสติก 1 หลอด ต่อวันต่อคน เพียงเท่านี้ ก็จะกลายเป็นขยะกี่หลายพันล้านชิ้นบนโลก ถ้านำมารวมกันคงกองสูงเป็นภูเขาเลากา
น่าสะพรึงไม่น้อย เนื่องจากการทำลาย การย่อยสลายต้องใช้เวลาหลายร้อยปีทีเดียว

ฉะนั้น เป็นไปได้หรือไม่ ถ้าจะให้การรณรงค์เลิกใช้ถุงพลาสติกได้ผลยั่งยืน โดยเริ่มต้นจาก “ตัวเรา”ก่อน ด้วยการลดปริมาณการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวันลงให้มากที่สุด ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ไม่ถุง ไม่หลอด พกแก้วน้ำ ช้อนส้อม ขวดน้ำส่วนตัว พร้อมถุงผ้า ใช้ปิ่นโตหรือกล่องใส่อาหาร เชื่อว่าถ้าทุกคนปรับเปลี่ยนทัศนคติ มุมมองต่อการลดใช้พลาสติกในชีวิตประจำวันได้จริงจัง พร้อมกับคัดแยกขยะก่อนทิ้ง…ทุกอย่างก็จะง่าย กลายเป็นความเคยชิน เบื้องแรกยอมรับว่าอาจไม่สะดวกสบาย เพราะต้องพก ต้องหอบต้องหิ้ว อาจดูขัดเขินติดขัด ที่ต้อง
ปฏิเสธรับถุงใส่ของจากร้านสะดวกซื้อ หรือห้างสรรพสินค้า แล้วต้องพกถุงผ้าไปใส่ของเอง แต่เมื่อลงมือทำไปนานๆ ก็จะคุ้นชิน เป็นกิจวัตร ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น การเลิกใช้พลาสติก เพื่อลดขยะ ลดทำร้ายโลก จะเห็นผลยั่งยืน

ที่ว่ากระแสรณรงค์ปฏิเสธถุง แก้ว
พลาสติก โฟม รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง แบบเข้มข้น จริงจัง ดังรัวๆขึ้นมาอีก เนื่องจากอีกไม่กี่วันก็จะถึงวัน “สิ่งแวดล้อมไทย 4 ธันวาคม” ซึ่งบรรดาห้างสรรพสินค้า รวมถึงร้านสะดวกซื้อ จะพร้อมใจ “งดใช้ถุงพลาสติก” ทั่วประเทศ โดยประกาศผ่านเฟซบุ๊ค Campaign DEQP 9 โพสต์แคมเปญ “D-DAY 4 ธันวาคม 2561 นี้ ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ ของดให้บริการถุงพลาสติกหูหิ้ว “พร้อมติดแฮชแทค # ทำความดีด้วยหัวใจ ลดรับ-ลดให้-ลดใช้ถุงพลาสติกที่ตลาดสดแล้ว ที่ห้าง และร้านสะดวกซื้อก็ร่วมรณรงค์ งดให้บริการถุงพลาสติกหูหิ้วด้วย

นับว่าเป็นโอกาสที่ดี หากเราแต่ละคน จะฉวยใช้วันสิ่งแวดล้อมไทย เริ่มต้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทัศนคติ แล้วลงมือลดใช้พลาสติกในชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง!!! และทำต่อเนื่องให้เป็นกิจวัตร แค่เริ่มที่ตัวเรา ก็สามารถลดขยะพลาสติกหลากหลายชนิดได้ แม้จะน้อยนิด แต่ถ้าทุกคนคิดและลงมือทำพร้อมๆกันเสียแต่ตอนนี้ เชื่อว่าจะหยุดเพิ่มขยะบนโลกได้ไม่มากก็น้อย

‘กฤษฏา’เตรียมของบกลาง 2 หมื่นล้าน อุ้มราคายาง-จ่ายเงินช่วยชาวสวนยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376895

'กฤษฏา'เตรียมของบกลาง 2 หมื่นล้าน  อุ้มราคายาง-จ่ายเงินช่วยชาวสวนยาง

‘กฤษฏา’เตรียมของบกลาง 2 หมื่นล้าน อุ้มราคายาง-จ่ายเงินช่วยชาวสวนยาง

วันพุธ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 18.39 น.

“กฤษฏา จ่อของบกลาง 2หมื่นล้าน อุ้มราคายาง-จ่ายเงินช่วยเหลือชาวสวนยางพาราเพื่อชดเชยจากการขาดรายได้ ไร่ละ1.5พันบาทรายละไม่เกิน15ไร่ รวมถึงลดปริมาณน้ำยางดิบออกสู่ตลาดลงให้ได้ปีละ 1.5 ล้านตัน”

14 พ.ย. 61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยชาวสวนยางพาราที่ประสบปัญหาราคายางตกต่ำ จึงสั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนภายใน 7 วัน โดยจากการประชุมกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เครือข่ายชาวสวนยางพารา ผู้แทนสมาคมยางพารา และบริษัทผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ 5 รายได้แก่ บ. ไทยฮั้วรับเบอร์  บ. ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี บ. เซาท์แลนด์รับเบอร์ บ. วงศ์บัณฑิต และบ. ไทยรับเบอร์ ลาแท็คซ์กรุ๊ป เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาราคายางพาราที่ตกต่ำต่อเนื่อง

นายกฤษฎา กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ จะเสนอครม. อนุมัติงบประมาณค่าชดเชยการขาดรายได้แก่ชาวสวนยางพาราซึ่งขึ้นทะเบียนกับกยท. 1,400,000 ครัวเรือน จากเดิมที่เคยจ่ายไร่ละ 1,500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ โดยจ่ายให้ทั้งเจ้าของสวนและผู้รับจ้างกรีดยางซึ่งปกติแล้ว ชาวสวนยางแบ่งสัดส่วนกันร้อยละ  60 : 40 ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณาว่า จะเพิ่มจำนวนให้มากกว่าไร่ละ  1,500 บาทหรือยังคงอยู่ที่ไร่ละ 1,500 บาท แต่เพิ่มจำนวนไร่ต่อครัวเรือนให้มากกว่า 15 ไร่ ซึ่งจะไม่ต่างจากการช่วยเหลือเมื่อปี60 โดยใช้งบกว่า 10,200 ล้านบาท นอกจากนี้ยังจะทำระบบรักษาเสถียรภาพราคายางพารา โดยราคาที่เกษตรกรควรขายได้ขณะนี้ สำหรับราคาน้ำยางสดกิโลกรัมละ 37 บาท ยางก้อนถ้วยกิโลกรัมละ 37 บาท ยางแผ่นรมควันกิโลกรัมละ 40 บาท โดยกำหนดงบไว้ประมาณ 10,000 ล้านบาท โดยเบื้องต้นจะใช้งบของกยท. หากไม่เพียงพอจะเสนอของบกลางจากรัฐบาล ซึ่งหากภาคเอกชนรับซื้อต่ำกว่าราคาดังกล่าว รัฐจะชดเชยให้กิโลกรัมละ 2 บาท ทั้งนี้กยท. จังหวัดจะเข้าไปดูแลปริมาณการขายอย่างเข้มงวด ไม่ให้มีการแจ้งเกินจริง ทั้งนี้ระบบรักษาเสถียรภาพราคายางพาราจะดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์ราคายางพาราที่ตกต่ำอยู่จะดีขึ้นในระดับที่เกษตรกรคุ้มทุน

“ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า จำเป็นต้องกระตุ้นการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น ร่วมกับลดปริมาณน้ำยางดิบลงให้ได้ จากปัจจุบันมีการกรีดน้ำยางออกสู่ตลาดปีละ 4,500,000 ตัน สมควรลดลงเหลือประมาณปีละ 4,000,000 ตัน ที่ผ่านมาได้มีแนวทางปรับเปลี่ยนจากการปลูกยางไปปลูกพืชอื่นแต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากเกษตรกรเท่าที่ควร รวมทั้งจากที่เสนองดกรีดยาง 3 เดือน แต่มีหลายฝ่ายท้วงติงว่า แม้ไทยไม่กรีดยาง แต่ประเทศอื่นๆ ยังคงกรีดยางอยู่ แล้วส่งขายต่างประเทศ จะทำให้ไทยขาดโอกาสในการส่งออก จึงยังไม่ดำเนินการมาตรการนี้”นายกฤษฏา กล่าว

นายกฤษฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยส่งออกยางพาราได้ปีละ 4,000,000 ตัน ที่เหลืออีก 1,500,000 ตันอยู่ในประเทศ แต่ใช้ไม่หมดจึงล้นตลาดกดราคามาตลอด จากนี้ไปไม่สามารถจะพึ่งการส่งออกเป็นหลักได้เนื่องจากมีหลายประเทศที่ปลูกยางพาราเพื่อส่งผลผลิตยางส่งออกเช่นกัน ดังนั้นจึงเห็นว่า การเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศเป็นแนวทางที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยเฉพาะการสร้างแรงจูงใจด้วยมาตรการลดภาษี โดยวันนี้ได้ประชุมร่วมกับบริษัทผลิตถุงมือยาง บริษัทผลิตล้อยางรถยนต์รวม 6 บริษัทให้มาตั้งโรงงานในประเทศไทย โดยทำข้อตกลงรับซื้อยางจากเกษตรกร ซึ่งรัฐจะลดภาษีให้เป็นพิเศษ ขณะเดียวกันประชาชนที่ซื้อล้อยางที่ผลิตจากน้ำยางในประเทศไปใช้ สามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ นอกจากนี้ยังเชิญบริษัท IKEA ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเครื่องเรือนแห่งใหญ่ของสวีเดนให้มาตั้งโรงงานผลิตเครื่องเรือนในไทย โดยใช้วัสดุไม้ยางพารา ซึ่งจะลดภาษีให้เป็นพิเศษเช่นกัน

มาตรการที่ทำควบคู่กันคือให้กยท. ประสานงานกับกระทรวงต่างๆ เพื่อจัดทำเครื่องนอนทั้ง ที่นอนและหมอนจากยางพารามอบให้แก่ โรงพยาบาล โรงเรียนประจำ สถานสงเคราะห์ ค่ายทหาร และเรือนจำ โดยให้กยท. รับซื้อน้ำยางดิบจากเกษตรกรราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 37 บาท โดยจะเสนอของบกลางมาดำเนินการ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณจากที่หน่วยงานเหล่านี้ต้องจัดสรรงบเพื่อซื้อเครื่องนอน รัฐบาลจะนำงบประมาณส่วนนั้นมาสนับสนุนการใช้ยางพารา โดยที่หน่วยงานตัดงบประมาณสำหรับซื้อเครื่องนอนไป ตั้งเป้าหมายเพิ่มปริมาณการใช้น้ำยางสดให้ได้ 170,000 ตันในปีงบประมาณนี้ ซึ่งจะเริ่มรับซื้อทันทีที่ทราบปริมาณความต้องการใช้ ส่วนยางค้างสต็อกที่ขณะนี้เริ่มเสื่อมคุณภาพประมาณ 104,000 ตันจะนำไปทำแผ่นปูพื้น  โดยสั่งการให้กยท. เร่งสำรวจข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยกยท. จะผลิตให้แก่โรงเรียนและสนามกีฬาที่ต้องการ

นอกจากนี้ได้ประสานงานกับอธิบดีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังเพื่อให้พิจารณาว่า สามารถออกประกาศระเบียบพัสดุว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการการใช้ยางพาราในภาครัฐเพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ยังมีงบประมาณสำหรับสนับสนุนโครงการนี้อีกกว่าหมื่นล้านบาทมาซื้อยางพาราไปใช้ประโยชน์ต่างๆ ตามเป้าหมาย 200,000 ตัน  จากปัจจุบันใช้ไปเพียง 8,800 ตัน เนื่องจากที่ผ่านมายังติดขัดปัญหาเกี่ยวกับระเบียบพัสดุว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของราชการที่ต้องซื้อของราคาต่ำที่สุด แต่มีความคุณภาพสูงสุด โดยถนนการใช้ยางพาราดินซีเมนต์นั้นมีระยะเวลาใช้งาน 7 ปี ซึ่งนานกว่าถนนแอสฟัลท์ที่ใช้งานได้ 5 ปี แต่ราคาถนนยางพาราดินซีเมนต์ราคาแพงกว่ากลางของถนนที่ใช้แอสฟัลท์ ดังนั้นจึงจะเสนอกรมบัญชีกลางให้ทำราคากลางถนนยางพาราดินซีเมนต์ด้วยเพื่อให้สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ อีกมาตรการหนึ่งคือ กำลังจะทำระบบประกันรายได้ของชาวสวนยางพารา โดยให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ศึกษาว่า เกษตรกรควรขายยางแผ่นดิบได้ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 45 บาท ซึ่งสำหรับมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำทั้งหมดนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะต้องนำเสนอในที่ประชุมครม. วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายนนี้

เกษตรฯรวมใจถวายราชสักการะน้อมรำลึกร.9 ครบรอบ63ปี’วันพระบิดาแห่งฝนหลวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376830

เกษตรฯรวมใจถวายราชสักการะน้อมรำลึกร.9 ครบรอบ63ปี'วันพระบิดาแห่งฝนหลวง'

เกษตรฯรวมใจถวายราชสักการะน้อมรำลึกร.9 ครบรอบ63ปี’วันพระบิดาแห่งฝนหลวง’

วันพุธ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 16.10 น.

เกษตรฯ รวมใจถวายราชสักการะ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสครบรอบ 63 ปี “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” ประจำปี 2561 

14 พ.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภานหลังเป็นประธานในพิธีถวายราชสักการะ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสวันพระบิดาแห่งฝนหลวง ประจำปี 2561 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ

ว่าตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พุทธศักราช 2545 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในฐานะทรงเป็น “พระบิดาแห่งฝนหลวง” โดยกำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปีเป็น “วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” เพื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติไทยให้ประชาชนทั้งในปัจจุบันและอนุชนรุ่นหลัง ได้มีโอกาสแสดงความจงรักภักดี ชื่นชมในพระบารมี และร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่าน

จนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลา 63 ปีแล้ว ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริที่จะคิดค้น วิจัยหาวิธีการทำฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของเกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่ประสบภัยแล้ง รวมทั้งปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรน้ำของประเทศ ภายหลังการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ทุรกันดารภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โครงพระราชดำริฝนหลวง จึงได้ถือกำเนิดขึ้นและสร้างคุณูปการทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะความมั่นคงด้านน้ำให้แก่ประเทศไทย และด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ได้ทรงคิดค้นเทคโนโลยีฝนหลวงขึ้นนั้น ยังได้รับการยอมรับจากทั่วโลกและมีการจดสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และในอีกหลายประเทศก็ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตที่จะนำเทคนิค และวิธีการทำฝนหลวงไปปรับใช้แก้ปัญหาความแห้งแล้งในประเทศของตัวเอง จึงถือได้ว่าโครงการพระราชดำริฝนหลวง เป็นนวัตกรรมที่เกิดจากพระอัจฉริยภาพอย่างแท้จริง และเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยและมวลมนุษยชาติอีกด้วย

ด้านนายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีนี้ 2561 มีกำหนดจัดงานดังกล่าวขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 16 พฤศจิกายน 2561 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งนอกจากในวันนี้จะเป็นพิธีถวายราชสักการะแด่องค์พระบิดาแห่งฝนหลวง พร้อมกับมีการแสดงนิทรรศการเรื่องเล่าความเป็นมาของโครงการพระราชดำริฝนหลวง พันธกิจและภารกิจการปฏิบัติการฝนหลวงของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ช่องทางการขอรับบริการฝนหลวง อาสาสมัครฝนหลวง นิทรรศการฝนหลวงในต่างแดนที่แสดงถึงความก้าวหน้าการดำเนินงานการช่วยเหลือภัยแล้ง และเทคนิคการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์ของพระราชาที่เผยแพร่ไปยัง 8 ประเทศ นิทรรศการโครงการพระราชดำริต่างๆแล้ว ยังมีการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอีกมากมายกว่า 100 ร้านค้า เป็นผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP อาทิ ผัก ผลไม้ อาหารสด และอาหารแปรรูปจากผลผลิตทางการเกษตร มาจำหน่ายให้ประชาชนในราคาประหยัด รวมทั้งยังมีกิจกรรมการสาธิตเสริมสร้างอาชีพจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ การสอนการตัดเย็บกระเป๋าผ้า สาธิตการแปรรูปอาหารจากปลา การทำพุดดิ้งไข่ และการแสดงดนตรีโฟล์คซองอีกด้วย

จัดประชุมโรคระบาดสัตว์ ปศุสัตว์ถกนานาชาติพัฒนามาตรการป้องกันโรคอุบัติใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376598

x

จัดประชุมโรคระบาดสัตว์ ปศุสัตว์ถกนานาชาติพัฒนามาตรการป้องกันโรคอุบัติใหม่

วันพุธ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 12-16 พฤศจิกายน 2561 นี้ สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และกรมปศุสัตว์ ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการระดับโลกด้านระบาดวิทยาทางสัตวแพทย์และเศรษฐศาสตร์ปศุสัตว์ (International Symposium of Veterinary Epidemiology and Economics) ครั้งที่ 15 ที่ศูนย์ประชุมโรงแรมดิ เอมเพรส จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อแลกเปลี่ยนมาตรการป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์และโรคติดต่อระหว่างคนและสัตว์ พร้อมถกปัญหาผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากปัญหาโรคระบาดสัตว์ โดยจะมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 700 คน จาก 69 ประเทศ โดยนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบให้ นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมดังกล่าวในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ เป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะได้นำเสนอผลงานด้านการป้องกันและควบคุมโรคระบาดสัตว์เผยแพร่ ในเวทีระดับโลก งานนี้ถือเป็นอีกงานหนึ่งที่จะเป็นหน้าเป็นตาให้ประเทศ กรมปศุสัตว์ในฐานะหนึ่งในเจ้าภาพหลัก จึงการันตีความยิ่งใหญ่ อลังการของการจัดงาน และยิ่งปัจจุบันแนวโน้มการเกิดโรคอุบัติใหม่ที่ติดต่อจากสัตว์เพิ่มมากขึ้น เช่น โรคไข้หวัดนก โรคพิษสุนัขบ้า โรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกร โรคปากและเท้าเปื่อย เป็นต้น ยืนยันการประชุมครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยและเกษตรกรอย่างยิ่ง

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะนายกสัตวแพทยสมาคม-แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าวนี้ นับเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นในภูมิภาคเอเชียในรอบ 25 ปี การจัดประชุมครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) คณะกรรมาธิการด้านปศุสัตว์ (APHCA) องค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) และสถาบันเพื่อการพัฒนาวิจัยปศุสัตว์ (ILRI) ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมประชุมหารือแนวทางการพัฒนาปศุสัตว์และการควบคุมโรคระบาดสัตว์ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร พัฒนามาตรการป้องกันและควบคุมโรคใหม่ๆ รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือของนักวิจัยและสัตวแพทย์จากทั่วโลกอีกด้วย

ยันไร้เงา‘โรคใบด่างมันสำปะหลัง’ ชงกรมส่งเสริมการเกษตรรับไม้คุมพื้นที่เสี่ยงน้อย-ปานกลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376600

x

ยันไร้เงา‘โรคใบด่างมันสำปะหลัง’ ชงกรมส่งเสริมการเกษตรรับไม้คุมพื้นที่เสี่ยงน้อย-ปานกลาง

วันพุธ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยความคืบหน้าสถานการณ์เฝ้าระวังการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan Cassava Mosaic Virus (SLCMV) ที่พบการระบาดในประเทศเพื่อนบ้านซึ่งอยู่ห่างจากแนวชายแดนไทยประมาณ 40 กิโลเมตร ว่าได้สั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่ดำเนินการสำรวจพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศอย่างเข้มข้น โดยแบ่งพื้นที่การตรวจสอบออกเป็น 3 ระดับ คือ

พื้นที่เสี่ยงมาก เป็นพื้นที่ติดชายแดนในภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างจำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัด อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และแหล่งจำหน่ายพันธุ์ จังหวัดนครราชสีมา และปราจีนบุรี รวมพื้นปลูกทั้งหมด 3.1 ล้านไร่ สำรวจแล้ว 3.077 ล้านไร่ ผลการสำรวจ พบต้นที่แสดงอาการใบด่างคล้ายโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดจากเชื้อ SLCMV จำนวน 195 ต้น ซึ่งกรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการถอนทำลายต้นที่แสดงอาการโดยการฝังกลบและพ่นด้วยสารฆ่าแมลงในแปลงที่พบอาการและแปลงใกล้เคียง เพื่อป้องกันกำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบเรียบร้อยแล้ว และเข้าตรวจติดตามเพื่อเฝ้าระวังในแปลงดังกล่าวทุก 2 สัปดาห์

ส่วนพื้นที่แหล่งผลิตพันธุ์ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี กรมวิชาการเกษตรประกาศเป็นเขตควบคุมศัตรูพืช ตาม พ.ร.บ.กักพืชปี 2507 ที่ หมู่ 3 และหมู่ 6 ตำบลกรอกสมบูรณ์ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี และประกาศเขตควบคุมศัตรูพืชเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในท้องที่หมู่ 10 ต.ศรีมหาโพธิ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี

พื้นที่เสี่ยงปานกลาง ได้แก่ พื้นที่ติดชายแดนในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนรวม 11 จังหวัด ได้แก่ น่าน เชียงราย พะเยา อุตรดิตถ์ เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และฉะเชิงเทรา รวมพื้นปลูกทั้งหมด 0.9 ล้านไร่ สำรวจแล้ว 0.75 ล้านไร่ ไม่พบอาการใบด่างคล้ายโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดจากเชื้อ SLCMV

พื้นที่เสี่ยงน้อย พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั่วไปจำนวน 31 จังหวัด รวมพื้นที่ปลูกทั้งหมด 4.9 ล้านไร่ สำรวจแล้ว 4.65 ล้านไร่ ไม่พบอาการใบด่างคล้ายโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดจากเชื้อ SLCMV

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวอีกว่า ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ทราบว่าโรคใบด่างมันสำปะหลังระบาดเข้าใกล้แนวชายแดนประเทศไทย เจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรต้องทำงานกันอย่างหนักเพื่อสำรวจแบบสแกนกันทุกพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีโรคใบด่างมันสำปะหลังหลุดรอดเข้ามาระบาดในประเทศไทย และถึงจะตรวจพบต้นมันสำปะหลังแสดงอาการที่คล้ายโรคใบด่างก็จำเป็นที่จะต้องทำลายเพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน โดยตั้งเป้าไว้ว่าภารกิจการสำรวจดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน แต่
เจ้าหน้าที่ก็สามารถเคลียร์พื้นที่กันได้อย่างรวดเร็วมาก ทำให้ทราบผลการสำรวจก่อนกำหนดและมั่นใจว่าประเทศไทยยังไม่พบโรคใบด่างมันสำปะหลังหลุดรอดเข้ามาระบาดในประเทศอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม แม้จะวางใจได้ว่าในพื้นที่เลี่ยงปานกลางและเสี่ยงน้อยรวม 41 จังหวัดไม่พบโรคใบด่างมันสำปะหลังแน่นอนแล้ว แต่ภารกิจหลังจากนี้เจ้าหน้าที่ก็ต้องดำเนินการสำรวจและเฝ้าติดตามต่อไปเป็นระยะ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงต่อการระบาดที่จังหวัดปราจีนบุรี และนครราชสีมาซึ่งเป็นแหล่งจำหน่ายพันธุ์มันสำปะหลัง กรมวิชาการเกษตรจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจติดตามการระบาดทุก 2 สัปดาห์ ส่วนในพื้นที่เสี่ยงปานกลางและเสี่ยงน้อย จะส่งมอบพื้นที่ให้เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรเข้าไปตรวจติดตามการระบาดตามคำแนะนำในคู่มือการสำรวจและเฝ้าระวังประมาณต้นเดือนธันวาคมนี้

ส่องเกษตร : พระบิดาแห่งฝนหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376593

449007

ส่องเกษตร : พระบิดาแห่งฝนหลวง

วันพุธ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วันพุธที่ 14 นี้เป็น“วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 20 สิงหาคม 2545 ที่ได้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้เป็น“พระบิดาแห่งฝนหลวง” ทั้งกำหนดให้ 14 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันพระบิดาแห่งฝนหลวง

“ฝนหลวง”เป็นพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 “ผู้สถิตอยู่ในใจคนไทยชั่วนิรันดร์” ได้พระราชทานให้ อันเป็นประโยชน์ใหญ่หลวงต่อเกษตรกร ตลอดจนปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าตราบทุกวันนี้และยังจะเป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต รวมทั้งเผื่อแผ่ถึงชาวโลกหลายๆประเทศในดินแดนที่ลำบากแห้งแล้ง ได้ขอนำเอาโครงการ“ฝนหลวง”ไปดำเนินการ…โอกาสนี้ ผมขอน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอีกครั้ง โดยย้อนที่มาโครงการ“ฝนหลวง”กันสักหน่อย

ที่ครม.กำหนดให้ 14 พฤศจิกายนของทุกปีเป็นวัน“พระบิดาแห่งฝนหลวง” เพราะตรงกับวันที่พระองค์เริ่มทรงมีพระราชดำริเรื่องโครงการ“ฝนหลวง”ขึ้นครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 2498 ด้วยทรงห่วงใยพสกนิกรในท้องถิ่นทุรกันดารที่ได้เสด็จพระราชดำเนินไปพบทุกภูมิภาค ทอดพระเนตรเห็นทุกข์ยากจากภาวะแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและใช้เพื่อการเกษตร ทรงพบว่า
ความผิดปกติของฤดูกาล ภาวะแห้งแล้งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเพราะการตัดไม้ทำลายป่า จนธรรมชาติเปลี่ยนแปลงเร็ว สร้างความเดือดร้อนแก่ทุกภาคประเทศ ส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจชาติโดยรวมเป็นมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี

หลังมีพระราชดำริแล้วก็ทรงทุ่มเท คิดค้นวิจัยทั้งด้านวิชาการ อุตุนิยมวิทยาและการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการทำฝนหลวง ปีต่อมา พ.ศ.2499 จึงได้พระราชทานโครงการพระราชดำริ“ฝนหลวง”ให้ม.ล.เดช สนิทวงศ์ รับสนอง ไปร่วมมือกับ ม.จ.จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ และม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญการวิจัยประดิษฐ์ด้านเกษตรวิศวกรรมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนากรรมวิธีการทำฝนให้บังเกิดผลโดยเร็ว ซึ่งในปีถัดมาทรงโปรดเกล้าฯให้หาลู่ทางทดลองปฏิบัติการจริงในท้องฟ้า

วันที่ 20 กรกฎาคม 2512 เป็นวันปฐมฤกษ์ปฏิบัติการทดลองทำฝนเทียมกับเมฆในท้องฟ้าเหนือภาคพื้นดินบริเวณวนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยใช้น้ำแข็งแห้ง(Dry-Ice) โรยที่ยอดกลุ่มก้อนเมฆ ปรากฏว่าหลังจากนั้นราว 15 นาที ก้อนเมฆเกิดการรวมตัวกันหนาแน่นเห็นได้ชัด สังเกตได้จากฐานเมฆเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเทาเข้ม และการติดตามผลโดยสำรวจทางภาคพื้นดิน ได้รับรายงานยืนยันจากราษฎรว่า เกิดฝนตกลงบริเวณวนอุทยานเขาใหญ่ในที่สุด

การทดลองน่าพอใจ ทั้งเป็นนิมิตหมายที่ดี บ่งชี้ให้เห็นว่า การบังคับเมฆให้เกิดฝน เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เพียงแต่ยังไม่อาจควบคุมให้ฝนตกในบริเวณที่ต้องการได้ ต่อมาจึงพระราชทานคำแนะนำเพิ่มต่อเนื่อง โดยให้เปลี่ยนพื้นที่ทดลองไปยังจุดแห้งแล้งอื่นๆ เช่น ที่อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เป็นต้น ส่งผลให้มีการพัฒนา ปรับปรุงต่อยอด กระทั่งสำเร็จ ช่วยประเทศชาติรอดพ้นวิกฤติภัยแล้งมาจนถึงปัจจุบัน

ด้วยผลสำเร็จโครงการฝนหลวง ในพ.ศ.2518 รัฐบาลยุคนั้นจึงตราพระราชกฤษฎีกาก่อตั้ง “สำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง” ขึ้นในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทั่งมาเป็น“กรมฝนหลวงและการบินเกษตร”ในทุกวันนี้

“วันพระบิดาแห่งฝนหลวง”ปีนี้ กระทรวงเกษตรฯโดยกรมฝนหลวงฯได้จัดงานน้อมรำลึกมาตั้งแต่วันจันทร์ที่ 12 จนถึงวันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายนนี้ ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถ.แจ้งวัฒนะ มีทั้งนิทรรศการเรื่องเล่าโครงการ“ฝนหลวง” พันธกิจและภารกิจปฏิบัติการฝนหลวงและเทคนิคดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์พระราชาที่เผยแพร่ไปยัง 8 ประเทศ,นิทรรศการโครงการพัฒนาอากาศยานไร้นักบิน(UAV) เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการฝนหลวงเป็นต้น ทั้งมีไฮไลท์ แลนด์มาร์คเปิดตัวภาพวาดสีน้ำมันในหลวงรัชกาลที่ 9 ขณะทรงงานโดยศิลปินชื่อดัง อ.เกริกบุระ ยมนาค ให้ได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก…ก็อยากเชิญชวนไปร่วมชมกัน

ขณะเดียวกัน ก็ต้องฝากถึงท่านอธิบดีกรมฝนหลวงฯ-สุรสีห์ กิตติมณฑล ด้วยว่า ภารกิจในการทำ“ฝนหลวง” นับจากนี้ไปคงต้องเตรียมการให้ดียิ่ง เพราะผมได้ข่าวมาว่า ปรากฏการณ์“เอลนีโญ”เริ่มคุกคามเข้ามา มีรายงานคาดการณ์ทั้งของกรมอุตุนิยมวิทยาและภาควิชาการว่า ตั้งแต่ธันวาคมนี้ไปจนตลอดทั้งปี 2562 ในภูมิภาคด้านประเทศไทยเรานี้ จะประสบภาวะแห้งแล้งหนัก

คาดว่า “ภัยแล้ง” จะรุนแรงไม่แพ้ปี 2558 ที่เคยหนักหนาสาหัสสากรรจ์เลยทีเดียว ฉะนั้น ภารกิจ “ฝนหลวง”จะยิ่งทวีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและคนไทยทั้งปวง!

สาโรช บุญแสง

ทั่วประเทศตอบรับ‘ไทยนิยมยั่งยืน’ เกษตรกรพอใจมีส่วนร่วมคิด-ตัดสินใจโครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376599

x

ทั่วประเทศตอบรับ‘ไทยนิยมยั่งยืน’ เกษตรกรพอใจมีส่วนร่วมคิด-ตัดสินใจโครงการ

วันพุธ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รักษาราชการอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ เยี่ยมโครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืนของรัฐบาล พบว่า พื้นที่ของ จ.พิษณุโลก ดำเนินโครงการฯ โดยแบ่งเป็นการอบรมเกษตรกรรายย่อย จำนวน 116 ชุมชน เกษตรกรเข้าร่วม 23,200 ราย และการพัฒนาอาชีพ ให้กลุ่มเกษตรกร จำนวน 330 โครงการย่อย ซึ่งจากนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้นการพัฒนาเกษตรกรรายย่อย เพื่อให้มีโอกาสในการพัฒนาแบบล่างขึ้นบน และเป็นความต้องการจากชุมชนเอง ทั้งการเรียนรู้และกิจกรรมการเกษตร เน้นกระบวนการมีส่วนร่วม ผ่านการจัดเวทีชุมชน และรวมกลุ่มเกษตรกรรายย่อยในชุมชน เพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรเชิงธุรกิจ ทั้งการผลิต แปรรูปและจำหน่าย แบ่งรูปแบบการผลิต ออกเป็น 8 กิจกรรม เช่น ผลิตพืช ฟาร์มชุมชน ปศุสัตว์

สำหรับการลงพื้นที่ จ.พิษณุโลกในครั้งนี้ ได้เยี่ยมเกษตรกร ต.บ้านป่า อ.เมือง จ.พิษณุโลก ในโครงการฟาร์มเห็ดชุมชน เป็นโครงการที่ต่อยอดจาก ต้นทุนโครงการเกษตรยั่งยืน 1 (9101 เดิม) ซึ่งตั้งเป็น กลุ่มเกษตรกรทำนายั่งยืน แนวคิดหลักของกลุ่มต้องการที่จะสร้างอาชีพเพื่อให้มีรายได้นอกเหนือจากการทำนา จึงจัดทำฟาร์มเห็ด ตั้งแต่เริ่มโครงการ ถึงปัจจุบัน สามารถสร้างรายได้ กว่า 160,000 บาท แบ่งเป็น ขายก้อนเชื้อเห็ด ขายดอกเห็ด และบริหารจัดการในลักษณะระดมทุน และเข้าร่วมหุ้น โดยรายได้จากการขายจะหักเงินลงทุนและการระดมหุ้นออกก่อน ถึงจะจัดสรรให้กับสมาชิก ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกร ยังสามารถบริหารจัดการรายได้ที่ได้มาเป็นเงินทุนหมุนเวียน กว่า 33,000 บาท พร้อมทั้งเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกรในอำเภอเมือง แลกเปลี่ยน ซื้อขายสินค้ากัน โดยผ่านการขายสินค้าของชุมชน ผ่าน เฟซบุ๊ค “ฟาร์มเห็ดชุมชน ม.1 ต.บ้านป่า” และสามารถจัดส่งผลผลิตให้กับผู้สั่งซื้อสินค้าได้ทั่วประเทศ และได้เยี่ยมชม โครงการเลี้ยงไก่ไข่และเพาะขยายพันธุ์ไก่เพื่อบริโภคในชุมชน ของกลุ่มผู้เลี้ยงไก่ไข่บ้านคลองอ้ายกาบ หมู่ที่ 10 ต.ดงประคำ อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก สมาชิก 48 คน สามารถจำหน่ายไข่ได้กว่า 7,600 ฟอง/เดือน นอกจากนี้ ยังลดต้นทุน ค่าอาหารไก่ โดยมีการพัฒนาสูตรอาหารไก่ และผสมอาหารไก่เอง โดยจำหน่ายให้กับชุมชน ซึ่งปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดในชุมชน

นายสำราญ ยังได้กล่าวถึงโครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยว่า เสียงตอบรับจากเกษตรกรทุกพื้นที่ พอใจในโครงการฯ เพราะได้มีส่วนร่วมในการคิด และตัดสินใจจากชุมชนกันเอง มีเจ้าหน้าที่เกษตร มาคอยเป็นพี่เลี้ยงและให้คำแนะนำ ในการประกอบอาชีพเสริม ได้เป็นอย่างดี

‘ปศุสัตว์-ทหาร’ลุย จับ4โรงฆ่าหมูเถื่อน ‘นครปฐม-เชียงราย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376706

‘ปศุสัตว์-ทหาร’ลุย  จับ4โรงฆ่าหมูเถื่อน  ‘นครปฐม-เชียงราย’

‘ปศุสัตว์-ทหาร’ลุย จับ4โรงฆ่าหมูเถื่อน ‘นครปฐม-เชียงราย’

วันพุธ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

‘ปศุสัตว์-ทหาร’ลุย

จับ4โรงฆ่าหมูเถื่อน

‘นครปฐม-เชียงราย’

เจอแจ้ง3ข้อหาหนัก

กรมปศุสัตว์สนธิกำลังทหารบุกจับ 4 “โรงฆ่าหมูเถื่อน” ในพื้นที่ นครปฐม-เชียงราย เจอดำเนินคดี 3 ข้อหาหนัก ฝากประชาชนช่วยแจ้งเบาะแส ให้ ปศุสัตว์ เพื่อส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ เอาผิดตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยว่าได้รับการร้องเรียนและแจ้งเบาะแสจากประชาชนว่ามีการลักลอบฆ่าชำแหละสุกรเพื่อจำหน่ายโดยไม่มีใบอนุญาต และสร้างความเดือดร้อนเรื่องเสียงและกลิ่นเหม็นจึงสั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษเพื่อบังคับใช้กฎหมายกรมปศุสัตว์ร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครปฐมประสานงานและสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ชุดกองร้อยเคลื่อนที่เร็วจังหวัดนครปฐม กรมการสัตว์ทหารบก เข้าตรวจสอบเป้าหมายตามเบาะแสที่ได้รับ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลท่าข้าม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เมื่อเวลา02.30น.วันที่13 พฤศจิกายน

จากผลการเข้าตรวจสอบพบมีผู้กระทำผิดพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าเพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 จำนวน3 ราย โดยพบของกลางเป็นซากสุกร จำนวน 1,800 กิโลกรัม พร้อมอุปกรณ์การเชือด10 รายการรวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 300,000 บาท

นายสัตวแพทย์ สรวิศ กล่าวด้วยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นไปตามมาตรการปราบปรามโรงฆ่าสัตว์เถื่อนและการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงเพื่อความปลอดภัยต่อผู้บริโภคเนื่องจากเนื้อสัตว์ที่ลักลอบฆ่าจะไม่ทราบแหล่งที่มาและไม่ได้มาตรฐานตามสุขอนามัยอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคระบาดที่สำคัญได้ จากการตรวจพบหลักฐานและของกลางดังกล่าว เป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 หลายมาตรา

เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมปศุสัตว์จึงยึดอายัด รวบรวมหลักฐานส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพธิ์แก้ว เพื่อดำเนินคดี ในข้อหา 1.ประกอบกิจการฆ่าสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 15ซึ่งมีโทษจำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 2แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2.ฆ่าสัตว์โดยไม่แจ้งการฆ่า ปรับตามรายตัว สุกร ตัวละ 2หมื่นบาท 3.ฆ่าสัตว์นอกโรงฆ่าสัตว์ มาตรา39ซึ่งมีโทษ จำคุก3 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ขณะเดียวกัน นายนพพร มหากันธา ปศุสัตว์จังหวัดเชียงราย และคณะพร้อมเจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์เชียงราย ได้เข้าตรวจสอบสถานที่ประกอบกิจการฆ่าสัตว์ที่ไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559ในพื้นที่อำเภอแม่สรวย พบผู้กระทำผิดตาม มาตรา 15 วรรคหนึ่งและมาตรา37 นำผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีแล้ว

ทั้งนี้การดำเนินคดีโรงฆ่าสัตว์เถื่อน ประกอบด้วย 1.ประกอบกิจการฆ่าสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 15 ซึ่งมีโทษ จำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 2แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2.ฆ่าสัตว์โดยไม่แจ้งการฆ่า ปรับตามรายตัว สุกร ตัวละ 2 หมื่นบาท 3.ฆ่าสัตว์นอกโรงฆ่าสัตว์ มาตรา39 ซึ่งมีโทษ จำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดกฎหมายด้านปศุสัตว์โปรดแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสผ่านแอพพลิเคชั่น (Application) “DLD 4.0” ที่สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งได้ทั้งระบบ iOS ผ่าน App Store และระบบ Android ผ่าน Google play เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบการกระทำความผิดและดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที”อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวทิ้งท้าย

เปิดดัชนีราคาสินค้าเกษตรรอบ9ปี สศก.คาดมูลค่าผลผลิตปี’61เพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376597

x

เปิดดัชนีราคาสินค้าเกษตรรอบ9ปี สศก.คาดมูลค่าผลผลิตปี’61เพิ่มขึ้น

วันพุธ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่าสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรในช่วงไตรมาสที่ 3 (เดือนกรกฎาคม – กันยายน) ซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตร ปี 2548 ซึ่งมีค่าเท่ากับ 100 และจากการวิเคราะห์ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2552 – 2561 พบว่า ปี 2552 เป็นปีที่ดัชนีราคาสินค้าเกษตรต่ำสุด ในรอบ 9 ปี คือ อยู่ที่ระดับ 119.77 โดยปี 2557 อยู่ที่ระดับ 142.21 และปี 2561 อยู่ที่ระดับ 126.60

ด้านมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรของประเทศมีแนวโน้มลดลง โดยปี 2556 มูลค่าผลผลิตทางการเกษตรอยู่ที่ 1.42 ล้านล้านบาท ซึ่งลดลงในอัตราร้อยละ 2.23 เหลือ 1.14 ล้านล้านบาท ในปี 2560 อันเป็นผลกระทบจากเกิดปรากฏการณ์เอลนิโญ่ในประเทศไทยที่รุนแรงมากในช่วงปลายปี 2557 จนถึงต้นปี 2559 ทำให้ผลผลิตพืชสำคัญ คือ ข้าวนาปรังลดลงอย่างมาก รวมทั้งพืชไร่ ซึ่งภาครัฐได้มีมาตรการช่วยเหลือชดเชยความเสียหายให้กับเกษตรกรในพื้นที่ประสบภัยแล้งดังกล่าวและเป็นกรณีพิเศษด้วยแล้ว รวมทั้งปรับระบบการบริหารจัดการน้ำและการผลิตการเกษตรให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เช่นปลูกพืชใช้น้ำน้อย ปรับเปลี่ยนการผลิตตาม Agri-Map

สำหรับปี 2561 สศก. คาดว่ามูลค่าผลผลิตสินค้าเกษตรจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งเป็นผลมาจากผลผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญเพิ่มขึ้น อาทิ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับปะรด ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ผล (ลำไย ทุเรียน และมังคุด) จากปัจจัยบวกมาจากสภาพอากาศและปริมาณน้ำที่เอื้ออำนวย ประกอบกับสินค้าสำคัญ เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผลไม้ ตลาดยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง

กษ.ขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพด39จว. ชาวนากว่าแสนรายแห่ร่วมโครงการทะลุ1ล้านไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376678

กษ.ขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพด39จว. ชาวนากว่าแสนรายแห่ร่วมโครงการทะลุ1ล้านไร่

กษ.ขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพด39จว. ชาวนากว่าแสนรายแห่ร่วมโครงการทะลุ1ล้านไร่

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 18.04 น.

กษ.ขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพด39จว. ชาวนากว่าแสนรายแห่เข้าโครงการทะลุ1ล้านไร่ ระบุแผนเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง61/62 “ข้าวนาปรัง11.6ล้านไร่-ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์2.5ล้านไร่-พืชไร่พืชผักอื่นๆ2ล้านไร่”

13 พ.ย.นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมติดตามความคืบหน้าของโครงการสานพลังประชารัฐสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาปี ว่า มีเป้าหมายดำเนินการในพื้นที่เหมาะสมใน 33 จังหวัด เพื่อต้องการให้เกษตรกรหยุดปลูกข้าวนาปรังรอบ 2 และรอบ 3 ในเขตชลประทานและนอกเขต เพื่อลดปริมาณข้าวล้นตลาดทำราคาตกต่ำ รวมทั้งแก้ปัญหาเขาหัวโล้น ดึงพื้นที่ปลูกข้าวโพดบุกรุกป่าลงมาปลูกในพื้นที่นา ซึ่งมีแหล่งน้ำตลอดฤดูเพาะปลูกระหว่างเดือน พ.ย.61 ถึง เม.ย.62 เช่น กำแพงเพชร เชียงราย ลำพูน ลำปาง น่าน แพร่ ตาก นครสวรรค์ พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี นครราชสีมา นครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ บุรีรัมย์ ศรีสะเกศ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี อุบลราชธานี ชัยนาท สระบุรี และปราจีนบุรี

ทั้งนี้ ยังมีเกษตรกรในภาคอีสานต้องการเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมจากการสำรวจพบว่ามีอีก 6 จังหวัด ที่มีพื้นที่มีสภาพดิน – น้ำเหมาะสม​ เช่น เลย อำนาจเจริญ มุกดาหาร ยโสธร เชียงใหม่ และบึงกาฬ รวมกว่า 5 หมื่นไร่

นายอนันต์ กล่าวว่าล่าสุดมีเกษตรกรแสดงความจำนงร่วมโครงการ 114, 775 ราย จำนวน 158,045 แปลง พื้นที่ 1,000,111.75 ไร่ และได้สมัครร่วมโครงการแล้ว 50,092 ราย จำนวน 88,094 แปลง พื้นที่ 474,907.25 ไร่ ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่พร้อมทำสัญญาจ่ายสินเชื่อให้เกษตรกรที่จุดรับสมัคร และสมาคมผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ เข้าให้ความรู้เกษตรกรอย่างใกล้ชิดจะได้ผลผลิตเฉลี่ย 1.2 – 1.5 พัน กก.ต่อไร่ ส่วนสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ พร้อมตั้งจุดรับซื้อทุกอำเภอเพื่อซื้อผลผลิตข้าวโพดทุกเมล็ดจนสิ้นสุดโครงการ

สำหรับแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปี2561/62 แบ่งเป็น ในเขตชลประทาน ข้าวนาปรังปี 61/62 ประมาณ 8.3 ล้านไร่ ซึ่งได้มีการปรับลดพื้นที่ลงจากปี 60/61 จำนวน 4.5 แสนไร่ พืชไร่พืชผักอื่นๆ 6 แสนไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1.7 ล้านไร่ ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน 5.6 ล้านไร่ ประกอบด้วย ข้าวนาปรังปี 61/62 จำนวน 3.3 ล้านไร่ พืชไร่พืชผักอื่นๆ 1.4 ล้านไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 8 แสนไร่ ซึ่งมีแผนมาตรการเตรียมการรับสถานการณ์ภัยแล้ง และแนวทางแก้ไขปัญหา เร่งสำรวจและจัดทำบัญชีแหล่งน้ำ ติดตามแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้ง โดยแผนเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง จะเสนอที่ประชุมคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์น้ำและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ วันที่ 19 พ.ย.นี้