‘กฤษฎา’ฟุ้ง!ดันราคา’ไข่ไก่’ขยับขึ้นแล้ว2.50บาทต่อฟอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376671

'กฤษฎา'ฟุ้ง!ดันราคา'ไข่ไก่'ขยับขึ้นแล้ว2.50บาทต่อฟอง

‘กฤษฎา’ฟุ้ง!ดันราคา’ไข่ไก่’ขยับขึ้นแล้ว2.50บาทต่อฟอง

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 17.54 น.

“กฤษฎา”ฟุ้งดันราคา”ไข่ไก่”ขยับขึ้นแล้ว2.50บาทต่อฟอง เร่งปลดแม่ไก่ไข่ยืนกรงอีก1ล้านตัวในเดือนนี้เพื่อลดปริมาณไข่ไก่ที่ล้นตลาด1ล้านฟอง

13 พ.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงมาตรการดึงราคาไข่ไก่ให้ปรับตัวสูงขึ้น ว่า จากที่ได้ประสานกระทรวงพาณิชย์ และเอกชนผู้ผลิตรายใหญ่ ทำให้สัปดาห์ที่ผ่านมารับซื้อไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม ปรับสูงขึ้นจาก 2.30 บาท เป็น 2.50 บาท

ล่าสุด กรมปศุสัตว์ รายงานว่า จะเร่งปลดแม่ไก่ยืนกรงอายุไม่เกิน 72 สัปดาห์ 1 ล้านตัว ภายในสิ้นเดือนนี้ ซึ่งจะทำให้ตั้งแต่เดือน ธ.ค.เป็นต้นไป ไข่ไก่จะออกสู่ตลาดน้อยลงประมาณวันละ 1 ล้านฟอง ซึ่งทางสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และส่งออกไข่ไก่ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด ชมรมผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่ลำพูน บ.ซีพีเอฟ บ.เบทาโกร บ.แสงทอง บ.ไทยเอก บ.เกษมชัยฟาร์ม และ หจก.ร่วมมิตรฟาร์‪ม ซึ่งมาประชุมร่วมกับกรมปศุสัตว์และกรมการค้าภายในมีมติร่วมกัน รวมทั้งจะเข้มงวดปลดพ่อแม่พันธุ์ที่อายุ 72 สัปดาห์ ตามมติคณะกรรมการนโยบายไข่ไก่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) สำหรับมาตรการระยะยาวได้กำหนดแผนการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ในปี 2562 ไม่เกิน 5 แสนตัว

สำหรับกรมการค้าภายในรับดำเนินการเก็บไข่เข้าห้องเย็นจำนวน 60 ล้านฟอง โดยจะนำเสนอคณะกรรมการพิจารณาสนับสนุนงบประมาณเป็นสินเชื่อ 140 ล้านบาท เพิ่มการส่งออกไข่ไก่อีก 60 ล้านฟอง ซึ่งเป็นการขายที่ต่ำกว่าทุน รวมค่าใช้จ่าย 30 ล้านบาท โดยภาคเอกชนรับผิดชอบ 15 ล้านบาท และกรมการค้าภายในสนับสนุนค่าบริหารจัดการ 15 ล้านบาท รวมทั้งทำโครงการธงฟ้าราคาประหยัดเพื่อขายไข่ไก่ใน 20 จังหวัด จำนวน 10 ล้านฟอง ทั้งนี้ เพื่อจะลดปริมาณไข่ไก่ที่ตกค้างสะสมจากช่วงกินเจและปิดภาคเรียน

นายกฤษฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการที่ทำทั้งระยะสั้นและระยะยาวจะทำให้ราคาไข่ไก่ปรับสูงขึ้นอีก โดยมีเป้าหมายไม่ให้ต่ำกว่าต้นทุนที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คำนวณไว้เฉลี่ยฟองละ 2.80 บาท แต่ผู้ประกอบการหลายรายที่บริหารจัดการดี สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ โดยเฉลี่ยที่ฟองละ 2.40 – 2.50 บาท คาดว่าภายในไม่กี่วันนี้ราคาไข่ไก่ปรับตัวขึ้นอีก 10 สตางค์ ราคาไข่คละหน้าฟาร์มขายได้ฟองละ 2.60 บาท เกษตรกรจะมีกำไร

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางหาตลาดกระจายสินค้า ได้แก่ เข้าโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียน เป็นอาหารผู้ป่วยในโรงพยาบาล ในค่ายทหาร รวมถึงในเรือนจำ ซึ่งจะทำให้ปัญหาไข่ไก่ซึ่งล้นการบริโภคภายในประเทศ การแปรรูป และส่งออก อยู่ประมาณวันละ 1 ล้านฟอง สามารถแก้ไขได้ ราคาไข่ไก่จะมีเสถียรภาพ พร้อมได้ปรับลดขั้นตอนการขออนุญาตขนไข่ไก่ข้ามเขต เป็นแบบออนไลน์ สามารถอำนวยความสะดวกเกษตรกรได้ทันที

เกษตรกรเฮ!เตรียมรับเงิน ช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376384

x

เกษตรกรเฮ!เตรียมรับเงิน ช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวข้าว

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรส่งมอบรายชื่อเกษตรกรกว่า 4 ล้านราย ที่มีสิทธิรับเงินช่วยเหลือในโครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่เกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2561/62 แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ครบถ้วนแล้ว เกษตรกรสามารถตรวจสอบรายชื่อได้ตามสถานที่แจ้งปิดประกาศ และตามแผน ธ.ก.ส. ที่พร้อมจ่ายเงินตามพื้นที่

นายสำราญ สาราบรรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ซึ่งเกษตรกรสามารถแจ้งขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ได้หลังจากการปลูก 15 วัน และมีคณะกรรมการลงไปตรวจสอบแปลงว่ามี การปลูกข้าวจริง ตามที่ได้แจ้งปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรนั้น สำหรับผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ตามที่ตั้งแปลง ปี 2561/62 (ช่วงปลูกของแต่ละจังหวัดตามกรอบระยะเวลาการขึ้นทะเบียน/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ปี 2561) มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนทั้งประเทศ จำนวน 4,226,683 ครัวเรือน พื้นที่รวม 57,772,544.88 ไร่ โดยเป็นรายชื่อเกษตรกรที่ได้รับสิทธิในโครงการ จำนวน 4,058,321 ครัวเรือน พื้นที่รวม 54,969,523.17 ไร่ สำหรับการส่งมอบรายชื่อเกษตรกรที่มีสิทธิรับเงินช่วยเหลือในโครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่เกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2561/62 แก่ ธ.ก.ส. เรียบร้อยแล้ว โดยทาง ธ.ก.ส. จะเริ่มทยอยจ่ายเงินช่วยเหลือให้เกษตรกรไร่ละ 1,500 บาท ตามพื้นที่ปลูกข้าวจริงไม่เกินครัวเรือนละ 12 ไร่ หรือคิดเป็นเงินไม่เกินครัวเรือนละ 18,000 บาท

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสามารถตรวจสอบสิทธิของตนเองตามโครงการ ดังกล่าวได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่การเกษตร และเกษตรกรที่ได้รับสิทธิสามารถติดตามขั้นตอนการจ่ายเงินช่วยเหลือได้ที่ ธ.ก.ส. ใกล้บ้านท่าน

รวมพลังประชารัฐสร้างต้นแบบ สานต่อ‘เกษตรทฤษฎีใหม่’สู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376390

x

รวมพลังประชารัฐสร้างต้นแบบ สานต่อ‘เกษตรทฤษฎีใหม่’สู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย จัดเสวนา “สู่ฝันของพ่อ สานต่อเกษตรทฤษฎีใหม่” รวบรวมทุกเครือข่ายภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคเอกชน หาแนวทาง
ขับเคลื่อนขยายผลและเสริมสร้างเครือข่ายโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ให้เข้มแข็ง ยั่งยืน ณ วัดมงคลชัยพัฒนา จังหวัดสระบุรี

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมามีเกษตรกรจำนวนมากประสบผลสำเร็จจากการนำแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไปปรับใช้ สามารถปลดหนี้สิน ครอบครัวมีความสุขบนพื้นฐานของความพอเพียง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีเป้าหมายในการขยายผลเกษตรทฤษฎีใหม่ให้ครอบคลุมทั้งประเทศปีละ 70,000 ราย ใน 882 อำเภอ เฉลี่ยเกษตรกรอำเภอละ 80 ราย เพื่อเป็นต้นแบบของการยกระดับคุณภาพชีวิต โดยให้หน่วยงานราชการ ทุกหน่วยงานมาร่วมกันขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งเป็นหนึ่งโครงการสำคัญในแผนขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย

ด้าน ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานเป็นหนึ่งหน่วยงานหลักที่ได้ร่วมขับเคลื่อนการขยายผลโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ อีกทั้งเป็นแหล่งข้อมูลความรู้เรื่องน้ำที่ปัจจัยสำคัญหลักในการทำการเกษตร ดังนั้น เพื่อเป็นการขยายผลโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ กรมชลประทานจึงได้จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “สู่ฝันของพ่อ…สานต่อทฤษฎีใหม่” ณ วัดมงคลชัยพัฒนา อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี ขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา เพื่อเปิดพื้นที่ตลาดนัดความรู้ให้คนทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ เครือข่ายต่างๆ ที่มีประสบการณ์การทำงานมาแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ร่วมมือกันวางแผนขับเคลื่อนเกษตรทฤษฎีใหม่ในระดับลุ่มน้ำ เพื่อจะออกแบบต้นแบบที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงต่อไป

นอกจากรวบรวมเครือข่ายผู้มีประสบการณ์จริงในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่มาไว้ด้วยกันแล้ว ภายในงานยังมีหัวข้อเสวนาที่น่าสนใจ เช่น ความเป็นมา กลับสู่รากเหง้าเกษตรทฤษฎีใหม่แห่งแรก Tentative Formula สู่โคก หนอง นา โมเดล, เส้นทางคนรุ่นใหม่ Start Up เกษตรทฤษฎีใหม่, การขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระบบกสิกรรมด้วยศาสตร์พระราชาของลุ่มน้ำปราจีน (ลุ่มน้ำย่อยห้วยโสมง) และลุ่มน้ำป่าสัก เป็นต้น รวมไปถึงการจัดนิทรรศการที่แบ่งเป็น 5 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 เรื่องราวของรากเหง้าเกษตรทฤษฎีใหม่ โซนที่ 2 ตามรอยเท้าพ่อ..สู่ฐานเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่แห่งแรก โซนที่ 3 สานฝันของพ่อ..พัฒนาลุ่มน้ำป่าสักตามแนวพระราชดำริ โซนที่ 4 แปลงตัวอย่างเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์ (โคก หนอง นา โมเดล) และสุดท้ายตลาดนัดเกษตรทฤษฎีใหม่และเครือข่าย

“กรมชลประทานหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเกษตรทฤษฎีใหม่จะขยายวงกว้างออกไปมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นแนวทางที่จะพัฒนาการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งในการพูดคุยเสวนาครั้งนี้จะใช้กลไกหลัก 3 อย่าง คือ S-Support (หนุน/ปลดล็อก) D-Driver (คน/พื้นที่) และ F-Function (กลไกราชการ) เพื่อให้ได้ตัวชี้วัด กลไกการขับเคลื่อนระยะยาว รวมถึงข้อสรุปที่จะสนับสนุนการทำงานให้สำเร็จเป็นไปตามแผนขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศไทยได้จริงต่อไป” อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

เอกชนลั่นรับซื้อข้าวโพดทุกฝัก ขานรับปลูกหลังนา-เกษตรฯเข้มบริหารจุดรับซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376387

x

เอกชนลั่นรับซื้อข้าวโพดทุกฝัก ขานรับปลูกหลังนา-เกษตรฯเข้มบริหารจุดรับซื้อ

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายระพีภัทร จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะรองโฆษกกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาว่า กระทรวงเกษตรฯ มีความพร้อมเดินหน้าเต็มที่ หลังจับมือกับบริษัทเอกชนประกาศจุดรับซื้อในพื้นที่กว่า 1 ล้านไร่ใน 33 จังหวัด อีกทั้ง นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดลงพื้นที่ตรวจตราการบริหารจัดการในเรื่องปัจจัยการผลิต (น้ำ,ปุ๋ย,เมล็ดพันธุ์) และจุดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้มีความโปร่งใส เพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีเข้าแทรกแซง

ปัจจุบันมีบริษัทภายใต้สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ แจ้งรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร อย่างน้อยจำนวน 4 แห่ง ได้แก่ 1. บริษัท บีอาร์เอฟ ฟีด (ไทยแลนด์) จำกัด 2. บริษัท ลีพัฒนาอาหารสัตว์ จำกัด 3. บริษัท เบทา โกร จำกัด และ 4. บริษัท คาร์กิลล์มีทส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น นอกจากนี้ มีเอกชนในพื้นที่รับซื้อ 8 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าในท้องถิ่นที่เป็นคู่ค้าเดิมของสหกรณ์ หรือเป็นผู้รับซื้อรายใหญ่ในพื้นที่ ซึ่งผลการจับคู่กับเอกชนเพื่อรับซื้ออาหารสัตว์พบว่า ส่วนใหญ่มีการจับคู่คู่ค้าเรียบร้อยแล้วและมีบริษัทเอกชนวางแผนเข้ารับซื้อแล้ว

สำหรับบริษัทภายใต้สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทยยินดีสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ราคาพิเศษ ผ่านร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตที่รับบัตรเกษตรสุขใจ (A-Shop) และจะดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้กับเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง ด้วยวิธี Train The Trainer ผ่าน Video Conference เบื้องต้นมีบริษัทจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ แจ้งข้อมูลแล้วอย่างน้อย 4 บริษัท ได้แก่ 1. บริษัท แปซิฟิค เมล็ดพันธุ์ จำกัด 2. บริษัท ชินเจนทา ซีดส์ จำกัด 3. บริษัท เมล็ดพันธุ์ เอเชีย จำกัด และ 4. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด เป็นต้น โดยทุกบริษัทสามารถจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ได้ทุกจังหวัด เกษตรกรสามารถเลือกใช้ได้ตามความชอบ

ขณะนี้มีสหกรณ์จำนวน 274 สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ และเป็นจุดรวบรวมผลผลิต โดยเป็นสหกรณ์รวบรวมพร้อมปรับปรุงคุณภาพ 21 สหกรณ์ สหกรณ์เป็นจุดรวบรวมอย่างเดียว 132 สหกรณ์ สหกรณ์ที่พร้อมให้เอกชนเช่าพื้นที่เพื่อเป็นจุดรวบรวม 121 สหกรณ์ ซึ่งสหกรณ์ทั้ง 274 สหกรณ์ได้ส่งรายชื่อให้กับ ธ.ก.ส. เรียบร้อยแล้วเพื่อประสานในการเป็นร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตที่รับบัตรเกษตรสุขใจ

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทุกฝ่ายดำเนินโครงการดังกล่าวให้เกิด
สัมฤทธิผล และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรตามนโยบายตลาดนำการผลิต กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมีการเตรียมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนากับสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยในเร็วๆ นี้

ปศุสัตว์ลุยค้น ยึดหมูเกือบ2ตันไร้ที่มา เสี่ยง‘อหิวาต์แอฟริกา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376466

ปศุสัตว์ลุยค้น ยึดหมูเกือบ2ตันไร้ที่มา เสี่ยง‘อหิวาต์แอฟริกา’

ปศุสัตว์ลุยค้น ยึดหมูเกือบ2ตันไร้ที่มา เสี่ยง‘อหิวาต์แอฟริกา’

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ปศุสัตว์ลุยค้นยึดหมูเกือบ2ตันไร้ที่มาเสี่ยง‘อหิวาต์แอฟริกา’วัดใจครม.ช่วยชาวสวนปาล์ม

ปศุสัตว์ นำทีมตรวจค้นห้องเย็น 3 แห่ง เขตยานนาวา พบซากสุกรแช่แข็งไม่ทราบแหล่งที่มาเกือบ 2 ตัน มูลค่ากว่า 2.5 แสน เสี่ยงติดเชื้อโรค “อหิวาห์แอฟริกาในสุกร” คาดถูกลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าชุดเฉพาะกิจกรมปศุสัตว์ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่กองสารวัตรและกักกัน ร่วมกับด่านกักกันสัตว์ท่าเรือกรุงเทพ เข้าตรวจค้นห้องเย็นไม่ทราบชื่อ 3 แห่ง ในพื้นที่แขวงสวนหลวง และแขวงยานนาวา เขตยานนาวา กทม.โดยพบซากสุกรแช่แข็ง ไม่ทราบแหล่งที่มาจำนวนมาก

สำหรับปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามมาตรการเข้มงวดตรวจสอบการลักลอบนำเข้าซากสุกรจากต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย และมาตรการป้องกันการเกิดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever) โดยพบซากสุกรแช่แข็ง ไม่ทราบแหล่งที่มา หรือสถานที่ผลิตที่ชัดเจน ไม่มีเอกสารหลักฐานผ่านการตรวจสอบจากสัตวแพทย์ หรือหนังสือรับรองสุขศาสตร์ซากสุกร จากหน่วยงานที่รับผิดชอบ มีความเสี่ยงติดเชื้อโรคระบาดปะปนมากับซากสุกรดังกล่าว

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการได้อายัดซากสุกรแช่แข็ง 640 ตัว น้ำหนักประมาณ 1,900 กิโลกรัม หรือเกือบ 2 ตัน มูลค่าประมาณ 250,000 บาท ไว้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย

นายสัตวแพทย์สรวิศ เปิดเผยด้วยว่า ปัจจุบันยังมีการลักลอบนำเข้าซากสัตว์จากต่างประเทศอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงการเคลื่อนย้ายซากสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้ซากสัตว์ดังกล่าวไม่ได้รับการตรวจสอบจึงมีความเสี่ยงที่อาจเป็นพาหะของโรคระบาดได้ กรมปศุสัตว์จึงมีมาตรการเข้มงวด ตรวจสอบการลักลอบนำเข้าซากสัตว์จากต่างประเทศ และควบคุมการเคลื่อนย้ายภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการป้องกันโรคระบาดสัตว์ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนผู้บริโภค

อย่างไรก็ดี กรมปศุสัตว์ อำนวยความสะดวกในการอนุญาตนำเข้าและเคลื่อนย้ายซากสัตว์ภายในประเทศให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งประชาชนที่ต้องการข้อมูล หรือพบเห็นการกระทำผิดสามารถติดต่อให้ข้อมูลหรือแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดผ่านทางแอพพลิเคชั่น “DLD 4.0” ดาวน์โหลดและติดตั้งได้ในโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ทุกระบบ

รักษ์เกษตร : หลักการเพาะเมล็ดพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376385

รักษ์เกษตร : หลักการเพาะเมล็ดพืช

รักษ์เกษตร : หลักการเพาะเมล็ดพืช

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมมักจะประสบปัญหาในการเพาะเมล็ดครับ เวลาที่ผมเพาะเมล็ดพืช ก็ไม่ค่อยงอกตามที่ต้องการ ขอทราบวิธีการด้วยครับ

รัตนชัย อ่อนสมัน

อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี

คำตอบ

การเพาะเมล็ดพืช สำคัญอยู่ที่ต้องรู้ลักษณะของเมล็ดพืชนั้นๆ เพราะพืชแต่ละชนิดมีเมล็ดพันธุ์ที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายอย่าง นับจากเมล็ดพันธุ์พืชที่ใช้ จนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต และถ้าจะให้ดีเกษตรกรควรเริ่มต้นจากการหาเมล็ดพันธุ์ที่ดี แล้วนำมาเพาะกล้า การเพาะเมล็ดพันธุ์ได้เป็นผลสำเร็จ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก

วิธีการเพาะเมล็ด ที่นิยมกัน มุ่งหมายให้พืชที่ได้มีลำต้นแข็งแรง และให้ผลผลิตสูง มีดังนี้

1. ทำการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์พืชที่มีคุณภาพที่ดี ทนต่อโรคและแมลง มีอัตราการงอกสูง โดยดู วัน/เดือน/ปี ที่ผลิต และวันที่หมดอายุ

2. เมล็ดพืชที่เพาะ ถ้ามีเปลือกหุ้มเมล็ดแข็ง ควรกะเทาะเปลือก หรือลอกเปลือกออกให้หมด วิธีการนี้ จะช่วยให้เมล็ดงอกเร็วขึ้น

3. ให้แช่น้ำเมล็ดพืช จะทำให้เปลือกหุ้มเมล็ดอ่อนตัวลง จึงช่วยให้เมล็ดพืชงอกได้เร็วขึ้น โดยนำมาแช่ในน้ำอุณหภูมิปกติ หรือน้ำอุ่น ให้ใช้น้ำร้อนผสมน้ำเย็น อัตราส่วน 1:1 แช่นาน 30 นาที และปล่อยจนน้ำเย็น แช่ทิ้งไว้นาน 10-12 ชม. จึงนำมาห่อผ้าเปียกไว้ รดน้ำ 2-3 วัน พอเริ่มมีรากงอกออกมา ให้นำไปเพาะลงในถาดเพาะกล้า หรือถุงเพาะกล้า

4. การเตรียมวัสดุเพาะกล้าพืช โดยให้ผสมดินร่วน ปุ๋ยคอกเก่าแห้งอย่างละเอียด และขี้เถ้าแกลบ ในอัตราส่วน 1 : 1 : 1 เมื่อผสมวัสดุดีแล้ว ให้นำใส่ในภาชนะเพาะ เช่น ถาดเพาะ กระถาง หรือถุงพลาสติก โดยใส่วัสดุเพาะกล้าลงในภาชนะ ประมาณ 2 ใน 3 ของความสูงของภาชนะบรรจุ ไม่ควรใส่ให้สูงล้นเต็มภาชนะ เพราะเวลารดน้ำจะทำให้เมล็ดพันธุ์ไหลหลุดติดไปกับน้ำ

5. เกลี่ยผิวหน้าวัสดุเพาะให้เรียบ และทำเป็นหลุมหรือร่องเล็กๆ ตามขนาดความยาวของภาชนะ ระยะห่างระหว่างแถว ประมาณ 3 ซม. ลึกประมาณ
1 ซม.

6. ถ้าเป็นหลุมปลูก ให้โรยเมล็ดพันธุ์ลงไปเลย ควรหยอดเมล็ด 2-3 เมล็ด/หลุม ถ้าโรยเป็นแถว ควรโรยบางๆ และกลบวัสดุปลูกทับเมล็ดพันธุ์พืชที่โรยไว้

7. ให้หว่านปูนขาวบางๆ ลงบนผิวของวัสดุปลูก เพื่อป้องกันมด หรือแมลงเข้าทำลายเมล็ดพันธุ์ และควรวางภาชนะเพาะกล้าในที่ร่มรำไร และรดน้ำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าและเย็น

8. เมื่อเมล็ดเริ่มมีใบ ควรวางภาชนะเพาะกล้าให้ได้รับแสงสว่างในช่วงครึ่งวันเช้า หรือใช้วัสดุพรางแสงกั้นบนภาชนะที่ใช้เพาะกล้า เพื่อให้กล้าผักเริ่มปรับตัวแข็งแรงขึ้น และไม่กระทบกระเทือนต่อสภาพการย้ายปลูกในแปลงปลูก

ที่สำคัญคือ การดูแลและการจัดการกล้าพืชที่เพาะโตและแข็งแรง เมื่อทำการย้ายกล้าลงแปลงปลูกแล้ว จากนั้นให้ใส่ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอก รองก้นหลุมก่อนปลูก เพื่อช่วยปรับสภาพดิน เพราะเมื่อต้นกล้าโต ก็จะต้องการธาตุอาหารอย่างมากด้วยนะครับ

วิวัฒน์ ศัลยกำธร

เกษตรฯตั้งวอร์รูม รับฤดูฝน16จว.ใต้ ป้องจุดเสี่ยงน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376465

เกษตรฯตั้งวอร์รูม  รับฤดูฝน16จว.ใต้  ป้องจุดเสี่ยงน้ำท่วม

เกษตรฯตั้งวอร์รูม รับฤดูฝน16จว.ใต้ ป้องจุดเสี่ยงน้ำท่วม

วันอังคาร ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เกษตรฯตั้งวอร์รูม

รับฤดูฝน16จว.ใต้

ป้องจุดเสี่ยงน้ำท่วม

นายกฯเร่งช่วยปชช.

รมว.เกษตรฯสั่งตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์-เฝ้าระวังน้ำท่วมใต้ที่เข้าหน้าฝน กำชับบูรณาการกับผู้ว่าฯ 16 จว.เฝ้าระวังจุดเสี่ยงท่วมซ้ำซาก เผยนายกฯห่วงสั่งทุกหน่วยลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน ด้านปภ.สรุปอุทกภัยที่ประจวบฯเริ่มคลี่คลาย น้ำลดต่อเนื่อง 2.7 หมื่นคนเดือดร้อน สังเวย 1 เช่นเดียวกับ จ.ชุมพร 7 อ.อ่วม พื้นที่เกษตรเสียหาย 8 พันไร่

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ว่า ขณะนี้ภาคใต้เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว ดังนั้น ตนจึงได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรฯตั้งศูนย์อำนวยการและบัญชาการสถานการณ์ เพื่อติดตามประเมินสถานการณ์และเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปริมาณฝนและน้ำท่าที่จะเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งทุกพื้นที่ต้องประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัด 16 จังหวัด เพื่อบูรณาการหน่วยงานแก้ปัญหาจุดเสี่ยงน้ำท่วมเป็นประจำ

ทั้งนี้ มอบให้รองปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธานศูนย์ฯ โดยมีสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ เป็นฝ่ายเลขาฯประสานกับกรมต่างๆเข้าพื้นที่สำรวจความเสียหาย และประสานความร่วมมือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) โดยให้ศูนย์อำนวยการฯสรุปสถานการณ์เป็นรายวันจนกว่าสถานการณ์กลับสู่ปกติ เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรทันเหตุการณ์

รมว.เกษตรฯยังได้กำชับให้ทุกพื้นที่ทำตามที่สั่งการไว้ 8 ข้อให้ครบถ้วน ซึ่งจะบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนได้ ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยสั่งย้ำให้ทุกหน่วยงานเร่งลงพื้นที่ดูแลช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรอย่างรวดเร็ว

น้ำท่วม’ประจวบฯเริ่มคลี่คลาย

ด้าน นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากสภาวะร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคใต้ตอนล่าง ตั้งแต่วันที่ 7 – 12 พฤศจิกายน ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง ในพื้นที่ 3 จังหวัดได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และเพชรบุรี รวม 13 อำเภอ 82 ตำบล 675 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 30,694 ครัวเรือน 71,702 คน ผู้เสียชีวิต 3 ราย ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว 1 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี

ส่วนอีก 2 จังหวัด ยังมีสถานการณ์อุทกภัยรวม 10 อำเภอ 79 ตำบล 673 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 30,694 ครัวเรือน 71,702 คน ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.บางสะพานน้อย อ.บางสะพาน และอ.ทับสะแก รวม 17 ตำบล 152 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 12,398 ครัวเรือน 27,961 คน เสียชีวิต 1 ราย จนถึงขณะนี้ระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง

จ.ชุมพร น้ำไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ 7 อำเภอได้แก่ อ.ปะทิว สวี เมืองชุมพร หลังสวน ทุ่งตะโก ท่าแซะ และละแม รวม 62 ตำบล 521 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 18,296 ครัวเรือน 43,741 คน เสียชีวิต 2 ราย โรงเรียน 65 แห่ง ถนน 1,014 สาย สะพาน 57 แห่ง พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะได้รับผลกระทบ 8,991 ไร่ ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง

นายชยพลกล่าวต่อว่า ปภ.ร่วมกับจังหวัด ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดมเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยสนับสนุนระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังต่อเนื่อง เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุด รวมถึงแจกจ่ายถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น นอกจากนี้ ได้กำชับจังหวัดที่สถานการณ์คลี่คลายแล้วให้เร่งสำรวจและจัดทำบัญชีความเสียหาย เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ต่อไป

อู่ตะเภาน้ำสูงหลังฝนถล่มต่อเนื่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วม ที่หมู่ที่ 6 ต.พังลา อ.สะเดา จ.สงขลา หลังมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่หลายวัน น้ำจากเขาน้ำค้าง และจากเทือกเขาแก้วไหลลงคลองอู่ตะเภา ตอนบน ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นหลายนิ้ว หากฝนยังตกต่อเนื่องอีก จะทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ และน้ำจากคลองอู่ตะเภาตอนบน ในช่วงกลางคืนก็จะไหลเข้าคลองอู่ตะเภาหาดใหญ่ แต่ถ้าฝนทิ้งช่วงหยุดตก ระดับน้ำในคลองอู่ตะเภาจะลดลงทันที เนื่องจากช่วงกลางคืนน้ำในคลองอู่ตะเภาตอนบนไหลเข้าสู่คลองอู่ตะเภา ที่อ.หาดใหญ่แล้ว แต่คลองอู่ตะเภาตอนบน ยังสามารถรับปริมาณน้ำฝนได้อีกจำนวนมาก

บอร์ดเฉพาะกิจกฟก.หมดวาระ เร่งสรรหากรรมการใหม่ แก้หนี้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376441

บอร์ดเฉพาะกิจกฟก.หมดวาระ เร่งสรรหากรรมการใหม่ แก้หนี้เกษตรกร

บอร์ดเฉพาะกิจกฟก.หมดวาระ เร่งสรรหากรรมการใหม่ แก้หนี้เกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 20.09 น.

คณะกรรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ ปฏิบัติงานครบ 180 วัน เดินหน้าแก้หนี้สินสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ 468,558 ราย วงเงิน 85,823.93 ล้าน ขณะที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ เร่งสรรหา คณะกรรมการชุดใหม่ ตามพ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูฯ พ.ศ. 2542

แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ ที่มีนายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ได้ดำเนินการครบ180 วัน หลังจากรัฐบบาลได้มีมติจัดตั้งเมื่อ ปี 2542 ตามพ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ.2542 และในปี 2544 รัฐบาลได้แก้ไข พ.ร.บ. กองทุนฯ ให้มีภารกิจเพิ่มขึ้น โดยมีหน้าที่ด้านจัดการหนี้สินเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ ด้วยวิธีให้กองทุนฟื้นฟูฯ มีอำนาจซื้อหนี้ของเกษตรกรจากเจ้าหนี้สถาบันการเงินต่างๆ มาบริหารหนี้ใหม่เอง อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบการบริหารจัดการหนี้สินเกษตรกรของกองทุนฟื้นฟูฯ ของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งได้รายงานต่อ ครม. พบว่า ตั้งแต่ ปี 2542-2556 กองทุนฟื้นฟูฯ ยังไม่สามารถดำเนินการตามเจตนารมณ์ของพ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูฯ และขาดประสิทธิภาพในการจัดการหนี้สินเกษตรกร รวมทั้งโครงสร้างของคณะกรรมการจัดการหนี้สินเกษตรกร ก็มีองค์ประกอบไม่เหมาะสมทำให้มีผลประโยชน์ซ้อนกัน (conflict of interest) ระหว่าง คณะกรรมการจัดการหนี้สินเกษตรกรกับเกษตรกรกับลูกหนี้ และเมื่อกองทุนฟื้นฟูฯ ไปซื้อหนี้มาจากสถาบันการเงินเจ้าหนี้แล้ว ก็ไม่ได้มีการพัฒนาอาชีพเกษตรกร ซึ่งเป็นลูกหนี้ให้มีรายได้มาชำระหนี้ใหม่ที่กองทุนฟื้นฟูฯ แต่อย่างใด ตามการรายงานของ

จากนั้น ในปี 2560 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีคำสั่ง คสช.ที่ 26/2560 เมื่อวันที่ 18 พ.ค.60 แต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ ขึ้นทำหน้าที่แทนคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ ตามพ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูฯ เป็นการเฉพาะกิจ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ทำหน้าที่แก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรเท่าที่จำเป็นและเร่งด่วน การปรับปรุงกฎหมายและการบริหารงานของกองทุนฟื้นฟูฯ โดยได้กำหนดให้ คณะกรรมการดำเนินการกองทุนฟื้นฟูฯ เฉพาะกิจ มีวาระการทำงาน 180 วัน หากภารกิจยังไม่แล้วเสร็จให้ ครม. มีอำนาจขยายเวลาการปฎิบัติภารกิจได้คราวละ180 วัน

ทั้งนี้ ผลการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่สำคัญเร่งด่วนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ  จำนวน 6.7 ล้านคน (ข้อมูล ณ 31 ธ.ค. 60) ม่ความประสงค์ให้กองทุนฟื้นฟูฯ ช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาหนี้สินที่ได้ขึ้นทะเบียนหนี้แล้ว จำนวน 468,558 ราย วงเงิน 85,823.93 ล้านบาท ส่วนเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติที่จะดำเนินการจัดการหนี้ได้จำนวน 55,515 ราย วงเงิน 9,796 ล้านบาท แยกเป็น 1.การแก้ไขปัญหาหนี้สินเร่งด่วนที่อยู่ในระหว่างบังคับคดีหรือขายทอดตลาดตามคำพิพากษา เกษตรกรถูกบังคับคดียึดทรัพย์ขายทอดตลาด 4,643 ราย ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเจรจากับสถาบันเจ้าหนี้ ผลการเจรจา ได้แก่ ชะลอดำเนินการทางกฎหมาย 2,299 ราย เจ้าหนี้ดำเนินการทางกฎหมาย 444 ราย เกษตรกรชำระหนี้เองง 158ราย และไม่เข้าสู่กระบวนการเจรจา 1,742 ราย 2.กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรในกรณีต่างๆ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่ง คกก.กองทุนฟื้นฟูฯ ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ ได้แก่ กรณีเกษตรกรที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามระเบียบและหลักเกณฑ์การจัดการหนี้สินเกษตรกร พ.ศ. 2560 อนุมัติให้กองทุนฟื้นฟูฯ จัดการซื้อหนี้ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปรับโครงสร้างหนี้ รวม 1,518 ราย วงเงินเป็นหนี้รวมจำนวน 642.54 ล้านบาท

ขณะที่ กรณีเกษตรกรขาดคุณสมบัติตามระเบียบและหลักเกณฑ์การจัดการหนี้สินเกษตรกร พ.ศ. 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมกับกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นคนกลางในการเจรจากับเจ้าหนี้แต่ละสถาบันการเงิน โดยมีแนวทางการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรลูกหนี้ ได้แก่ 1.ลูกหนี้ ธ.ก.ส. เกษตรกรสมาชิกมีหนี้ NPLs 36,605 ราย วงเงินเป็นหนี้ 6,382.67 ล้านบาท ดอกเบี้ยคงค้าง 3,829.38 ล้านบาท ธ.ก.ส.ปรับโครงสร้างหนี้ให้กับเกษตรกร ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 61โดยพักชำระเงินต้นครึ่งหนึ่ง และดอกเบี้ยทั้งหมด สามารถผ่อนชำระหนี้เงินต้นครึ่งหนึ่ง แต่ไม่เกิน 15 ปี ผ่อนเรียบร้อย ดอกเบี้ยจะพิจารณายกให้ และนำเงินต้นครึ่งหนึ่งที่พักชำระหนี้ไว้มาปรับโครงสร้าง ภายใต้หลักเกณฑ์ที่เป็นธรรม ไม่เป็นภาระแก่เกษตรกร 2.ลูกหนี้ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธ.อ.ส.) เกษตรกรสมาชิกมีหนี้ NPLs 2,389 ราย วงเงินเป็นหนี้ 630.59 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างธนาคาร ทั้งสองนำเสนอคณะกรรมการธนาคารเพื่อพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ตามมติ ครม.  3.ลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์ เกษตรกรสมาชิกมีหนี้ 573 ราย วงเงินเป็นหนี้ 383.45ล้านบาท ให้เกษตรกรลูกหนี้ชำระเพียงร้อยละ 50 ของเงินต้นคงค้างเพียงครั้งเดียว ภายใน 30 มิ.ย. 62 4.ลูกหนี้ของสหกรณ์การเกษตร เกษตรกรสมาชิกมีหนี้ 15,973 ราย วงเงินเป็นหนี้ 2,345.01 ล้านบาท โดย ยินยอมให้กองทุนฟื้นฟูเกษตรกรชำระหนี้แทนได้ 238 สหกรณ์ สมาชิก 1,398 ราย วงเงินเป็น หนี้ 599.10 ล้านบาท ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ให้สหกรณ์ฯ ช่วยเหลือสมาชิก เช่น การลดดอกเบี้ย ขยายเวลาผ่อนชำระฯ เป็นต้น โดยสหกรณ์จะช่วยเหลือ หากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ  และ5.ลูกหนี้ของนิติบุคคลอื่น ได้มีการเจรจากับนิติบุคคลต่างๆ เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกร โดยนิติบุคคลให้ลูกหนี้ติดต่อโดยตรง เพื่อให้ความช่วยเหลือ

นอกจากนี้ คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ เฉพาะกิจ ได้เห็นชอบให้ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยว่ากองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งขณะนี้ อยู่ในระหว่างดำเนินการตามขั้นตอน วิธีการเสนอกฎหมาย โดยให้แก้ไข พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูฯ มาตรา 16, 23 และมาตรา 37/9 ซึ่งได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียตามรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้ง ได้กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาระบบงานฯ ของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ เช่น ด้านการเงินและบัญชี ด้านบริหารความเสี่ยงและควบคุมภายใน ด้านข้อมูลสารสนเทศและระบบโปรแกรม ฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร การบริหารจัดการคดีความ การปรับปรุงแก้ไขระเบียบ เป็นต้น

สำหรับแนวทางการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพเกษตรกร คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ เฉพาะกิจ ได้ประกาศหลักเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรใหม่ตามข้อสังเกตของ สตง. โดยมอบหมายสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ ดำเนินการเพื่อให้เกษตรกรที่ได้รับการจัดการหนี้ มีรายได้ มีการจัดการความรู้ การผลิต การตลาด ซึ่งได้อนุมัติโครงการฟื้นฟูเกษตรกรฯ ให้กับองค์กรเกษตรกร 665 โครงการ เกษตรเข้าร่วม 10,659 ราย วงเงิน 67.03 ล้านบาท และฟื้นฟูเกษตรกร ที่ได้รับอุทกภัย 1,114 โครงการ

“อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวันที่ 8 พ.ย. 61 ที่ผ่านมา ได้ครบวาระ 180 วัน ในการปฎิบัติภารกิจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูฯ เฉพาะกิจ และตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 26/2560 เมื่อวันที่ 18 พ.ค.60 ได้มีการกำหนดให้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ ดำเนินการสรรหาคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูฯ ตามพ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. 2542 ต่อไป”แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรฯ กล่าว

คกก.กองทุนฟื้นฟูเฉพาะกิจฯเดินหน้าแก้หนี้สินสมาชิกแล้วกว่า468,558ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376389

คกก.กองทุนฟื้นฟูเฉพาะกิจฯเดินหน้าแก้หนี้สินสมาชิกแล้วกว่า468,558ราย

คกก.กองทุนฟื้นฟูเฉพาะกิจฯเดินหน้าแก้หนี้สินสมาชิกแล้วกว่า468,558ราย

วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 17.16 น.

คณะกรรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ ปฏิบัติงานครบ 180 วัน เดินหน้าแก้หนี้สินสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ 468,558 ราย วงเงิน 85,823.93 ล้าน ขณะที่สำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ เร่งสรรหา คณะกรรมการชุดใหม่ ตามพ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูฯ พ.ศ.2542

แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ ที่มี นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ได้ดำเนินการครบ180 วัน หลังจากรัฐบบาลได้มีมติจัดตั้งเมื่อ ปี 2542 ตามพ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ.2542 และในปี 2544 รัฐบาลได้แก้ไข พ.ร.บ. กองทุนฯ ให้มีภารกิจเพิ่มขึ้น โดยมีหน้าที่ด้านจัดการหนี้สินเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ ด้วยวิธีให้กองทุนฟื้นฟูฯ มีอำนาจซื้อหนี้ของเกษตรกรจากเจ้าหนี้สถาบันการเงินต่างๆ มาบริหารหนี้ใหม่เอง อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบการบริหารจัดการหนี้สินเกษตรกรของกองทุนฟื้นฟูฯ ของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งได้รายงานต่อ ครม.พบว่า ตั้งแต่ ปี 2542-2556 กองทุนฟื้นฟูฯ ยังไม่สามารถดำเนินการตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูฯ และขาดประสิทธิภาพในการจัดการหนี้สินเกษตรกร รวมทั้งโครงสร้างของคณะกรรมการจัดการหนี้สินเกษตรกร ก็มีองค์ประกอบไม่เหมาะสมทำให้มีผลประโยชน์ซ้อนกัน (conflict of interest) ระหว่าง คณะกรรมการจัดการหนี้สินเกษตรกรกับเกษตรกรกับลูกหนี้ และเมื่อกองทุนฟื้นฟูฯ ไปซื้อหนี้มาจากสถาบันการเงินเจ้าหนี้แล้ว ก็ไม่ได้มีการพัฒนาอาชีพเกษตรกร ซึ่งเป็นลูกหนี้ให้มีรายได้มาชำระหนี้ใหม่ที่กองทุนฟื้นฟูฯ แต่อย่างใด ตามการรายงานของ

จากนั้น ในปี 2560 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีคำสั่ง คสช.ที่ 26/2560 เมื่อวันที่ 18 พ.ค.60 แต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ ขึ้นทำหน้าที่แทนคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ ตาม พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูฯ เป็นการเฉพาะกิจ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ทำหน้าที่แก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรเท่าที่จำเป็นและเร่งด่วน การปรับปรุงกฎหมายและการบริหารงานของกองทุนฟื้นฟูฯ โดยได้กำหนดให้ คณะกรรมการดำเนินการกองทุนฟื้นฟูฯ เฉพาะกิจ มีวาระการทำงาน 180 วัน หากภารกิจยังไม่แล้วเสร็จให้ ครม.มีอำนาจขยายเวลาการปฎิบัติภารกิจได้คราวละ180 วัน

ทั้งนี้ ผลการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่สำคัญเร่งด่วนตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ  จำนวน 6.7 ล้านคน (ข้อมูล ณ 31 ธ.ค.60) ม่ความประสงค์ให้กองทุนฟื้นฟูฯ ช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาหนี้สินที่ได้ขึ้นทะเบียนหนี้แล้ว จำนวน 468,558 ราย วงเงิน 85,823.93 ล้านบาท ส่วนเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติที่จะดำเนินการจัดการหนี้ได้จำนวน 55,515 ราย วงเงิน 9,796 ล้านบาท แยกเป็น 1.การแก้ไขปัญหาหนี้สินเร่งด่วนที่อยู่ในระหว่างบังคับคดีหรือขายทอดตลาดตามคำพิพากษา เกษตรกรถูกบังคับคดียึดทรัพย์ขายทอดตลาด 4,643 ราย ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเจรจากับสถาบันเจ้าหนี้ ผลการเจรจา ได้แก่ ชะลอดำเนินการทางกฎหมาย 2,299 ราย เจ้าหนี้ดำเนินการทางกฎหมาย 444 ราย เกษตรกรชำระหนี้เองง 158ราย และไม่เข้าสู่กระบวนการเจรจา 1,742 ราย 2.กำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรในกรณีต่างๆ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่ง คกก.กองทุนฟื้นฟูฯ ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาได้ ได้แก่ กรณีเกษตรกรที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามระเบียบและหลักเกณฑ์การจัดการหนี้สินเกษตรกร พ.ศ.2560 อนุมัติให้กองทุนฟื้นฟูฯ จัดการซื้อหนี้ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปรับโครงสร้างหนี้ รวม 1,518 ราย วงเงินเป็นหนี้รวมจำนวน 642.54 ล้านบาท

ขณะที่กรณีเกษตรกรขาดคุณสมบัติตามระเบียบและหลักเกณฑ์การจัดการหนี้สินเกษตรกร พ.ศ.2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมกับกองทุนฟื้นฟูฯ เป็นคนกลางในการเจรจากับเจ้าหนี้แต่ละสถาบันการเงิน โดยมีแนวทางการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรลูกหนี้ ได้แก่ 1.ลูกหนี้ ธ.ก.ส. เกษตรกรสมาชิกมีหนี้ NPLs 36,605 ราย วงเงินเป็นหนี้ 6,382.67 ล้านบาท ดอกเบี้ยคงค้าง 3,829.38 ล้านบาท ธ.ก.ส.ปรับโครงสร้างหนี้ให้กับเกษตรกร ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 2 ต.ค.61 โดยพักชำระเงินต้นครึ่งหนึ่ง และดอกเบี้ยทั้งหมด สามารถผ่อนชำระหนี้เงินต้นครึ่งหนึ่ง แต่ไม่เกิน 15 ปี ผ่อนเรียบร้อย ดอกเบี้ยจะพิจารณายกให้ และนำเงินต้นครึ่งหนึ่งที่พักชำระหนี้ไว้มาปรับโครงสร้าง ภายใต้หลักเกณฑ์ที่เป็นธรรม ไม่เป็นภาระแก่เกษตรกร 2.ลูกหนี้ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธ.อ.ส.) เกษตรกรสมาชิกมีหนี้ NPLs 2,389 ราย วงเงินเป็นหนี้ 630.59 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างธนาคาร ทั้งสองนำเสนอคณะกรรมการธนาคารเพื่อพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ตามมติ ครม.

3.ลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์ เกษตรกรสมาชิกมีหนี้ 573 ราย วงเงินเป็นหนี้ 383.45ล้านบาท ให้เกษตรกรลูกหนี้ชำระเพียงร้อยละ 50 ของเงินต้นคงค้างเพียงครั้งเดียว ภายใน 30 มิ.ย.62 4.ลูกหนี้ของสหกรณ์การเกษตร เกษตรกรสมาชิกมีหนี้ 15,973 ราย วงเงินเป็นหนี้ 2,345.01 ล้านบาท โดย ยินยอมให้กองทุนฟื้นฟูเกษตรกรชำระหนี้แทนได้ 238 สหกรณ์ สมาชิก 1,398 ราย วงเงินเป็น หนี้ 599.10 ล้านบาท ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ให้สหกรณ์ฯ ช่วยเหลือสมาชิก เช่น การลดดอกเบี้ย ขยายเวลาผ่อนชำระฯ เป็นต้น โดยสหกรณ์จะช่วยเหลือ หากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และ 5.ลูกหนี้ของนิติบุคคลอื่น ได้มีการเจรจากับนิติบุคคลต่างๆ เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกร โดยนิติบุคคลให้ลูกหนี้ติดต่อโดยตรง เพื่อให้ความช่วยเหลือ

นอกจากนี้ คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ เฉพาะกิจ ได้เห็นชอบให้ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยว่ากองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งขณะนี้ อยู่ในระหว่างดำเนินการตามขั้นตอน วิธีการเสนอกฎหมาย โดยให้แก้ไข พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูฯ มาตรา 16 , 23 และมาตรา 37/9 ซึ่งได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียตามรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้ง ได้กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาระบบงานฯ ของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ เช่น ด้านการเงินและบัญชี ด้านบริหารความเสี่ยงและควบคุมภายใน ด้านข้อมูลสารสนเทศและระบบโปรแกรม ฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกร การบริหารจัดการคดีความ การปรับปรุงแก้ไขระเบียบ เป็นต้น
สำหรับแนวทางการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพเกษตรกร คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ เฉพาะกิจ ได้ประกาศหลักเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติโครงการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรใหม่ตามข้อสังเกตของ สตง.โดยมอบหมายสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ ดำเนินการเพื่อให้เกษตรกรที่ได้รับการจัดการหนี้ มีรายได้ มีการจัดการความรู้ การผลิต การตลาด ซึ่งได้อนุมัติโครงการฟื้นฟูเกษตรกรฯ ให้กับองค์กรเกษตรกร 665 โครงการ เกษตรเข้าร่วม 10,659 ราย วงเงิน 67.03 ล้านบาท และฟื้นฟูเกษตรกร ที่ได้รับอุทกภัย 1,114 โครงการ

“อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวันที่ 8 พ.ย.61 ที่ผ่านมา ได้ครบวาระ 180 วัน ในการปฎิบัติภารกิจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูฯ เฉพาะกิจ และตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 26/2560 เมื่อวันที่ 18 พ.ค.60 ได้มีการกำหนดให้สำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ ดำเนินการสรรหาคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูฯ ตาม พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ.2542 ต่อไป” แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรฯ ระบุ

เคลียร์พื้นที่ปลูก’มัน’41จว.! กษ.ยันสกัดโรคระบาดใบด่างได้ แบ่งเฝ้าระวัง3ระดับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376356

เคลียร์พื้นที่ปลูก'มัน'41จว.! กษ.ยันสกัดโรคระบาดใบด่างได้ แบ่งเฝ้าระวัง3ระดับ

เคลียร์พื้นที่ปลูก’มัน’41จว.! กษ.ยันสกัดโรคระบาดใบด่างได้ แบ่งเฝ้าระวัง3ระดับ

วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 16.16 น.

กษ.เคลียร์พื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง41จังหวัด ยืนยันสกัดโรคระบาดใบด่างมันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านได้ แบ่งพื้นที่เฝ้าระวังโรค3ระดับ วางมาตรการตรวจติดตามพื้นที่เสี่ยงสูง เข้มข้นทุก2สัปดาห์ ป้องกันโรคเข้าสู่แหล่งผลิตมันสำปะหลังแหล่งสำคัญของประเทศ

12 พ.ย.61 น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้าสถานการณ์เฝ้าระวังการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan Cassava Mosaic Virus (SLCMV) ที่พบการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอยู่ห่างจากแนวชายแดนไทยประมาณ 40 กิโลเมตร ว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่ดำเนินการสำรวจพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศอย่างเข้มข้น โดยแบ่งพื้นที่การตรวจสอบออกเป็น 3 ระดับ คือ

พื้นที่เสี่ยงมาก เป็นพื้นที่ติดชายแดนในภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างจำนวน 6 จังหวัด ได้แก่ จ.อุบลราชธานี , จ.ศรีสะเกษ , จ.สุรินทร์ , จ.บุรีรัมย์ , จ.สระแก้ว , จ.จันทบุรี และแหล่งจำหน่ายพันธุ์ จ.นครราชสีมา และ จ.ปราจีนบุรี รวมพื้นปลูกทั้งหมด 3.1 ล้านไร่ สำรวจแล้ว 3.077 ล้านไร่ ผลการสำรวจ พบต้นที่แสดงอาการใบด่างคล้ายโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดจากเชื้อ SLCMV จำนวน 195 ต้น ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการถอนทำลายต้นที่แสดงอาการ โดยการฝังกลบและพ่นด้วยสารฆ่าแมลงในแปลงที่พบอาการและแปลงใกล้เคียง เพื่อป้องกันกำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบเรียบร้อยแล้ว และเข้าตรวจติดตามเพื่อเฝ้าระวังในแปลงดังกล่าวทุก 2 สัปดาห์

ส่วนพื้นที่แหล่งผลิตพันธุ์ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี กรมวิชาการเกษตรประกาศเป็นเขตควบคุมศัตรูพืช ตาม พ.ร.บ.กักพืช ปี 2507 ที่หมู่ 3 และหมู่ 6 ต.กรอกสมบูรณ์ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี และประกาศเขตควบคุมศัตรูพืชเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา ในท้องที่หมู่ 10 ต.ศรีมหาโพธิ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี

พื้นที่เสี่ยงปานกลาง ได้แก่ พื้นที่ติดชายแดนในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน รวม 11 จังหวัด ได้แก่ จ.น่าน , จ.เชียงราย , จ.พะเยา , จ.อุตรดิตถ์ , จ.เลย , จ.หนองคาย , จ.บึงกาฬ , จ.นครพนม , จ.มุกดาหาร , จ.อำนาจเจริญ และ จ.ฉะเชิงเทรา รวมพื้นปลูกทั้งหมด 0.9 ล้านไร่ สำรวจแล้ว 0.75 ล้านไร่ ไม่พบอาการใบด่างคล้ายโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดจากเชื้อ SLCMV

พื้นที่เสี่ยงน้อย พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั่วไปจำนวน 31 จังหวัด รวมพื้นปลูกทั้งหมด 4.9 ล้านไร่ สำรวจแล้ว 4.65 ล้านไร่ ไม่พบอาการใบด่างคล้ายโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดจากเชื้อ SLCMV

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ทราบว่าโรคใบด่างมันสำปะหลังระบาดเข้าใกล้แนวชายแดนประเทศไทย เจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรต้องทำงานกันอย่างหนัก เพื่อสำรวจแบบสแกนกันทุกพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีโรคใบด่างมันสำปะหลังหลุดรอดเข้ามาระบาดในประเทศไทย และถึงจะตรวจพบต้นมันสำปะหลังแสดงอาการที่คล้ายโรคใบด่างก็จำเป็นที่จะต้องทำลายเพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน โดยตั้งเป้าไว้ว่าภารกิจการสำรวจดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย.แต่เจ้าหน้าที่ก็สามารถเคลียร์พื้นที่กันได้อย่างรวดเร็วมาก ทำให้ทราบผลการสำรวจก่อนกำหนด และมั่นใจว่าประเทศไทยยังไม่พบโรคใบด่างมันสำปะหลังหลุดรอดเข้ามาระบาดในประเทศอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม แม้จะวางใจได้ว่าในพื้นที่เสี่ยงปานกลางและเสี่ยงน้อย รวม 41 จังหวัด ไม่พบโรคใบด่างมันสำปะหลังแน่นอนแล้ว แต่ภารกิจหลังจากนี้เจ้าหน้าที่ก็ต้องดำเนินการสำรวจและเฝ้าติดตามต่อไปเป็นระยะ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงต่อการระบาดที่ จ.ปราจีนบุรี และ จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นแหล่งจำหน่ายพันธุ์มันสำปะหลัง กรมวิชาการเกษตรจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจติดตามการระบาด ทุก 2 สัปดาห์ ส่วนในพื้นที่เสี่ยงปานกลางและเสี่ยงน้อย จะส่งมอบพื้นที่ให้เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรเข้าไปตรวจติดตามการระบาดตามคำแนะนำในคู่มือการสำรวจ และเฝ้าระวังประมาณต้นเดือน ธ.ค.นี้