รักษาแชมป์ส่งออก! กษ.สั่งเร่งวิจัยพัฒนา’ข้าวหอมมะลิไทย’ หลังเจอคู่แข่งเบียดตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376342

รักษาแชมป์ส่งออก! กษ.สั่งเร่งวิจัยพัฒนา'ข้าวหอมมะลิไทย' หลังเจอคู่แข่งเบียดตลาดโลก

รักษาแชมป์ส่งออก! กษ.สั่งเร่งวิจัยพัฒนา’ข้าวหอมมะลิไทย’ หลังเจอคู่แข่งเบียดตลาดโลก

วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 15.49 น.

กษ.จ่อเยียวยา”ชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้”โดนฝนทิ้งช่วงทำข้าวหอมมะลิผลผลิตต่ำ เสนอครม.ช่วยพันธุ์ข้าวปลูกฤดูใหม่ สั่งทุกกรมเร่งวิจัยพัฒนาข้าวหอมมะลิไทยรักษาแชมป์ส่งออก หลังเจอคู่แข่งเบียดตลาดโลก

12 พ.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ราคาข้าวหอมมะลิปีนี้มีราคาดี แต่ชาวนาในทุ่งกุลาร้องไห้บางจังหวัดภาคอีสาน ประสบภาวะฝนทิ้งช่วง และร้องเรียนมาว่าจากสภาพอากาศที่เกิดขึ้นส่งผลผลผลิตข้าวได้ปริมาณน้อย ซึ่งในกรณีที่เกิดภัยแล้งรุนแรง ทางจังหวัดจะประกาศเป็นเขตภัยพิบัติทางธรรมชาติ เกษตรกรจะได้รับค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงการคลัง แต่หากไม่มีการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาช่วยเหลือตามความเหมาะสม

สำหรับกระทรวงเกษตรฯ มีความห่วงใยเกษตรกร ซึ่งอาจมีปัญหาเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดี ไม่เพียงพอไว้ปลูกในฤดูกาลต่อไป ดังนั้น กรมการข้าวจะสำรวจพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบระดับความรุนแรงของสถานการณ์ เพื่อเสนอกระทรวงฯ ช่วยเหลือ ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับเพาะปลูก แต่ทั้งนี้ ต้องผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติงบประมาณ

นายกฤษฎา กล่าวว่า ส่วนข้าวหอมมะลิของไทย ที่ตลาดโลกขยับราคาสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ แสดงถึงว่ายังเป็นที่ต้องการของตลาดอีกมาก ทั้งนี้ จะต้องพัฒนาและรักษาคุณภาพของข้าวหอมมะลิให้ดียิ่งขึ้น จึงสั่งการให้หน่วยงานต่างๆ เร่งวิจัยและพัฒนาปรับปรุงคุณภาพข้าว เช่น กรมการข้าว ให้วิจัยเมล็ดพันธุ์ว่ายังคงมีลักษณะทางพันธุกรรมตามเดิมหรือไม่ รวมทั้งปรับปรุงให้คุณลักษณะที่ดียิ่งขึ้น และให้กรมวิชาการเกษตร ศึกษาวิธีการปลูกว่า ทำอย่างไรจะได้ข้าวที่เมล็ดสมบูรณ์และผลผลิตต่อไร่สูงไร่ ส่วนกรมพัฒนาที่ดิน วิจัยถึงการปลูกข้าวซ้ำๆ ในพื้นที่เดิม ส่งผลให้สูญเสียอาหารธาตุ​ในดินหรือไม่​ หากสูญเสียต้องปรับปรุงคุณภาพดินอย่างไร

“ขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้านได้พัฒนาการปลูกข้าวหอมเพื่อแข่งขันในการส่งออก โดยพื้นที่เพาะปลูกแหล่งใหญ่เป็นพื้นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำ ผลผลิตซึ่งมาจากพื้นที่ที่มีน้ำพัดพาตะกอนดินมาทับถมเป็นหน้าดินใหม่ตลอด ส่วนทุ่งกุลาร้องไห้เป็นทุ่งนาที่ไม่มีการเปลี่ยนหน้าดิน จึงให้ทุกหน่วยเกี่ยวข้องเร่งนำผลการศึกษาทุกมิติมาพัฒนาข้าวหอมมะลิไทยให้คงความหอมที่เหมือนกลิ่นใบเตย ความขาวเหมือนดอกมะลิ และความนุ่มที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลกได้ต่อไป” รมว.เกษตรฯ กล่าว

ป้องจุดเสี่ยงท่วม16จว.! กษ.ตั้งศูนย์อำนวยการรับมือฤดูฝนภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376336

ป้องจุดเสี่ยงท่วม16จว.! กษ.ตั้งศูนย์อำนวยการรับมือฤดูฝนภาคใต้

ป้องจุดเสี่ยงท่วม16จว.! กษ.ตั้งศูนย์อำนวยการรับมือฤดูฝนภาคใต้

วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 15.38 น.

“กฤษฎา”สั่งตั้งศูนย์อำนวยการและบัญชาการสถานการณ์รับมือฤดูฝนภาคใต้ ป้องจุดเสี่ยงท่วมประจำ16จว. เผยนายกฯห่วงน้ำท่วมใต้ สั่งย้ำให้ทุกหน่วยงานดูแลช่วยเหลือปชช.เกษตรกรอย่างรวดเร็ว

12 พ.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ว่า ปัจจุบันเข้าสู่ฤดูฝนภาคใต้แล้ว ให้กระทรวงเกษตรฯ ตั้งศูนย์อำนวยการและบัญชาการสถานการณ์ เพื่อติดตามประเมินสถานการณ์และเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปริมาณฝนและน้ำท่าที่จะเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งทุกพื้นที่จะต้องประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัด 16 จังหวัด เพื่อบูรณาการหน่วยงานแก้ไขปัญหาจุดเสี่ยงน้ำท่วมเป็นประจำ

ทั้งนี้ มอบให้รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานศูนย์ฯ โดยมีสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ เป็นฝ่ายเลขาฯ ประสานกับกรมต่างๆ เข้าพื้นที่สำรวจความเสียหาย และประสานความร่วมมือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) โดยให้ศูนย์อำนวยการฯ สรุปสถานการณ์เป็นรายวันจนกว่าสถานการณ์กลับสู่ปกติ เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรได้ทันเหตุการณ์

“ให้ทุกพื้นที่ทำตามที่สั่งการไว้ 8 ข้อครบถ้วน จะบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีความห่วงใย สั่งย้ำให้ทุกหน่วยงานเร่งลงพื้นที่ดูแลช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรอย่างรวดเร็ว” รมว.เกษตรฯ กล่าว

เคาะตัวเลข‘หอมแดง’ปี’62 n ผลผลิตรวมพุ่ง1.68แสนตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376190

x

เคาะตัวเลข‘หอมแดง’ปี’62 n ผลผลิตรวมพุ่ง1.68แสนตัน

วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านการเกษตร มีมติเห็นชอบผลพยากรณ์สถานการณ์หอมแดง ปี 2562 ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2561 โดยคาดว่า จะมีเนื้อที่เพาะปลูกทั้งประเทศ 66,652 ไร่ ลดลงจากปีที่แล้วร้อยละ 0.21 เนื้อที่เก็บเกี่ยว รวม 66,135 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 1.22 ผลผลิตรวม 168,854 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 1.32 ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 2,553 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วร้อยละ 0.08

ทั้งนี้ แนวทางบริหารจัดการสินค้าหอมแดงในปี 2562 ซึ่งจะมีผลผลิตออกตลาดมากในช่วงต้นปีนั้น (มกราคม – มีนาคม) ภาครัฐได้กำหนดมาตรการไว้อย่างรอบด้าน โดยกรมศุลกากร ได้มีมาตรการเข้มงวดในการปราบปรามการลักลอบนำเข้าหอมแดงจากต่างประเทศ และประเมินราคาเพื่อเสียภาษีนำเข้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะใช้ขบวนการสหกรณ์ในการรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิตในประเทศ โดยสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้แก่สหกรณ์ เพื่อช่วยเร่งระบายผลผลิตผ่านเครือข่ายสหกรณ์ รวมถึงชะลอการจำหน่ายผลผลิตของเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก นอกจากนี้ กรมการค้าภายใน จะประสานห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรด ช่วยเร่งกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการเจรจากับประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทยเพื่อลดข้อกีดกันการนำเข้าหอมแดงจากประเทศไทย

ปัดเหมาเข่งซื้อหนี้สมาชิก‘กฟก.’ ‘กฤษฎา’ยันผิดระเบียบคลัง-ย้ำบอร์ดเฉพาะกิจหมดวาระแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376189

x

ปัดเหมาเข่งซื้อหนี้สมาชิก‘กฟก.’ ‘กฤษฎา’ยันผิดระเบียบคลัง-ย้ำบอร์ดเฉพาะกิจหมดวาระแล้ว

วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรชุดเฉพาะกิจได้หมดวาระลงแล้วตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้ปฏิบัติงาน 180 วัน เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินเร่งด่วนให้เกษตรกร อีกทั้งได้เสนอแนวทางปรับปรุงการบริหารงานของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) จากที่ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบผลการทำงานในช่วงปี 2542-2556 พบความไม่เหมาะสมหลายประการ เช่น การซื้อหนี้เกษตรกรที่ไม่ตรงกับระเบียบ กฟก. ที่กำหนดว่า เป็นหนี้เกิดการจากภาคเกษตร มูลหนี้ไม่เกิน 2.5 ล้านบาทต่อราย

สำหรับกรณีมีกลุ่มเกษตรกรชุมนุมเรียกร้องให้ กฟก. ช่วยซื้อหนี้ โดยปฏิบัติตามมติครม.ปี 2553 ซึ่งจะให้กระทรวงเกษตรฯเจรจากับธนาคารและสหกรณ์เจ้าหนี้ให้ตัดเงินต้นร้อยละ 50 พร้อมดอกเบี้ยทิ้ง ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งให้ กฟก.ซื้อหนี้มา และให้เกษตรกรผ่อนชำระกับ กฟก. นั้น ด้วยระเบียบการเงินการคลังซึ่งดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ประกอบกับข้อเสนอแนะจาก สตง. ระบุว่า กฟก. ไม่สามารถซื้อหนี้นอกเกณฑ์ได้ รวมถึงได้สรุปผลการตรวจสอบการปฏิบัติตามมติครม. ปี 2553 แล้วว่า มีกรณีที่ทำไม่ถูกต้องดังนั้นจึงขอให้เกษตรกรเข้าใจถึงเหตุผลที่ไม่สามารถทำตามข้อเรียกร้องดังกล่าวได้

“กระทรวงเกษตรฯ เห็นเกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง ต้องการจะช่วยเหลือในแนวทางที่ทำได้โดยเป็นคนกลางในการเจรจาให้เจ้าหนี้กับลูกหนี้มาพบกันเพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นรายๆ ไป ทั้งนี้เกษตรกรกรที่เป็นหนี้ต้องไปแสดงตนกับธนาคารและสหกรณ์เจ้าหนี้ เพื่อเข้าสู่กระบวนการเจรจา โดยเจ้าหนี้ทั้งหมด ได้ยืนยันมาว่าจะไม่เอาเปรียบเกษตรกรอย่างแน่นอน มีระเบียบในการยุติหนี้ในบางกรณีได้แก่ ชราภาพ ผู้พิการ ผู้ป่วยที่ประกอบอาชีพไม่ได้ ผู้เสียชีวิตไปแล้ว ญาติต้องไปแจ้งทางเจ้าหนี้ซึ่งมีระเบียบยกหนี้ให้เลย หากเข้ากระบวนการเจรจาเแล้ว รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมให้มาประสานกับกฟก.อีกครั้ง สำหรับคณะกรรมการชุดเฉพาะกิจที่สิ้นสุดวาระลงแล้ว จะทำให้อำนาจหน้าที่การจัดการหนี้สินเกษตรกรจะกลับไปเป็นของ กฟก. ดังเดิม ซึ่งจะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการกฟก. ขึ้นมาใหม่ เกษตรกรเป็นสมาชิกมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งต่อไป” นายกฤษฎา กล่าว

ชาวนาวอนรบ.จ่ายเยียวยา ฝนกระหน่ำข้าวชื้นราคาตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376202

ชาวนาวอนรบ.จ่ายเยียวยา  ฝนกระหน่ำข้าวชื้นราคาตก

ชาวนาวอนรบ.จ่ายเยียวยา ฝนกระหน่ำข้าวชื้นราคาตก

วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ชาวนาบุรีรัมย์ทุกข์หนัก พายุฝนกระหน่ำ ต้นข้าวออกรวงสุกรอเก็บเกี่ยวล้มระเนระนาด ทั้งฝนตกใส่ข้าวเปลือกตากไว้รอขาย เสียหาย ซ้ำเติมปัญหาภัยแล้ง ผลผลิตลดน้อย วอนรบ.ช่วยจ่ายค่าชดเชย

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวนา ต.สะแกโพรง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เกือบ 10 ครอบครัว ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก หลังถูกพายุฝนตกกระหน่ำตลอดคืนที่ผ่านมา ทำให้ข้าวเปลือกที่เก็บเกี่ยวแล้วนำไปตากไว้ลานโล่งใกล้หมู่บ้านกว่า 20ตัน เพื่อลดความชื้นก่อนนำไปขายบางส่วน และเก็บใส่ยุ้งฉางเตรียมเข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกปีการผลิต 2561/62 กับ ธกส.ถูกฝนตกใส่เปียกชื้น คาดว่าหากไม่มีแดด หรือเกิดฝนตกลงซ้ำอีก ข้าวเปลือกที่ตากไว้ก็จะเปียกชื้นเน่าเสีย เสื่อมสภาพ และเมล็ดงอกได้ ซ้ำเติมทุกข์ชาวนาที่ประสบปัญหาภัยแล้งและได้ผลผลิตข้าวน้อยอยู่แล้ว นอกจากพายุฝนที่กระหน่ำอย่างหนักยังได้พัดเอาต้นข้าวที่ออกรวงสุกแก่เต็มที่รอเก็บเกี่ยวในหลายอำเภอล้มระเนระนาด ซึ่งจะทำให้เป็นอุปสรรคในการเก็บเกี่ยวอีกด้วย

ด้านชาวนาบ้านหนองมะเขือ ต.สะแกโพรง อ.เมืองบุรีรัมย์ รายหนึ่ง บอกว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาเกิดฝนตกหนัก ทำให้ข้าวเปลือกทั้งของตนเองและเพื่อนบ้านที่เก็บเกี่ยวแล้วนำมาตากไว้บริเวณลานดังกล่าวมากกว่า 20ตัน ต้องเปียกชื้นเสียหาย เนื่องจากเก็บหนีฝนไม่ทัน ข้าวเปลือกบางส่วนยังถูกลมและฝนซัดเมล็ดข้าวเปลือกไหลเข้าไปในป่าอีกด้วย กรณีดังกล่าวเป็นการซ้ำเติมชาวนาที่ประสบปัญหาภัยแล้งและได้ผลผลิตข้าวน้อยอยู่แล้ว ยังถูกฝนตกใส่อีก จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือชดเชยความเสียหายให้กับชาวนาที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติดังกล่าวนี้ด้วย

ขณะที่ทางสำนักงานพาณิชย์จังหวัดบุรีรัมย์ แจ้งว่า ได้ประสานชมรมโรงสีข้าวจังหวัด ถึงความต้องการข้าวเปลือกปีการผลิต 2561/62 พบว่า ชมรมโรงสีข้าวจังหวัดบุรีรัมย์ ยินดีที่จะซื้อผลผลิตข้าวเปลือกไม่ว่าจะเป็นข้าวเกี่ยวสดความชื้น25% ตันละ13,900-14,000 บาท (หากเกษตรกรไม่สะดวกจะตาก) หรือข้าวแห้งความชื้น15% คุณภาพต้นข้าว 36กรัม ตันละ 16,800-17,200บาท

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ พบว่า ขณะนี้มีนาข้าวประสบปัญหาภัยแล้งเสียหายสิ้นเชิงแล้วเกือบ 4แสนไร่ จากพื้นที่เพาะปลูกทั้งจังหวัดกว่า 2ล้าน 7แสนไร่และคาดว่าปีนี้ผลผลิตข้าวจะลดลงจากปีที่ผ่านมาเกือบครึ่งหนึ่ง คาดว่าจะมีผลผลิตลดลงกว่าปกติประมาณ40% และคาดว่าจะมีผลผลิตรวม 612,540 ตัน เก็บไว้ทำพันธุ์ 69,420ตัน เก็บไว้บริโภค 177,978ตัน เหลือจำหน่าย 365,142ตัน โดยปีที่ผ่านมาได้ผลผลิตกว่า 1ล้าน1แสนตัน

รายงานพิเศษ : เกาะติดแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง2561/62 กรมชลประทานมั่นใจ..เอาอยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376191

รายงานพิเศษ : เกาะติดแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง2561/62  กรมชลประทานมั่นใจ..เอาอยู่

รายงานพิเศษ : เกาะติดแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง2561/62 กรมชลประทานมั่นใจ..เอาอยู่

วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในปีนี้กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ประกาศประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาว ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม ทำให้ปริมาณและการกระจายของฝนบริเวณตอนบนของประเทศ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่และกลางค่อนข้างดี โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่ มีปริมาณน้ำเฉลี่ยกว่าร้อยละ 81 ของปริมาณการกักเก็บ และไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่ไหนเลยที่มีปริมาณน้อยกว่าร้อยละ 30

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งเริ่มแผนการจัดสรรน้ำในฤดูแล้งปี 2561/2562 เขื่อนขนาดใหญ่มีปริมาณน้ำ รวมกัน 57,743 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 81 โดยเป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 34,201 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 72 ใกล้เคียงกับปี 2560/2561

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของภาคใต้ขณะนี้ยังคงมีฝนตกกระจายทั่วพื้นที่ ทำมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานพื้นที่ภาคใต้ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและให้พิจารณาบริหารจัดการน้ำในเขื่อนให้อยู่ในเกณฑ์เก็บกักหรือต่ำกว่าร้อยละ 80 ของความจุ เพื่อรองรับปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ พร้อมกำหนดจุดเฝ้าระวังเสี่ยงภัยน้ำท่วมตั้งแต่ จ.เพชรบุรี ลงไป 75 จุด โดยมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ประจำพื้นที่ไว้แล้ว

 

ส่วนในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะนี้เริ่มใช้แผนการจัดสรรน้ำในฤดูแล้งแล้ว กรมชลประทาน ได้วางแผนให้เขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลาง มีปริมาณน้ำเก็บกักน้อยกว่าร้อยละ 30 ให้พิจารณาจัดสรรน้ำ เฉพาะเพื่อการอุปโภค–บริโภค รักษาระบบนิเวศ และสำรองน้ำไว้ใช้สำหรับต้นฤดูฝนปี 2562 เป็นสำคัญ ขณะนี้มีเขื่อนขนาดกลางที่ที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 จำนวน 30 แห่ง ส่วนเขื่อนขนาดใหญ่ไม่มีปริมาณน้ำต่ำกว่าร้อยละ 30 แม้แต่แห่งเดียว มีเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำระหว่างร้อยละ 30-60 ของความจุจำนวน 9 แห่ง คือ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแม่มอก เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำนางรอง เขื่อนทับเสลา และเขื่อนกระเสียว

สำหรับเขื่อนขนาดใหญ่ที่มีน้ำค่อนข้างดี มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 มี 16 แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 4 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแม่งัด เขื่อนกิ่วลม และ เขื่อนกิ่วคอหมา ภาคอีสาน 2 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนลำตะคอง และ เขื่อนน้ำอูน ภาคตะวันตก 2 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนศรีนครินทร์ และ เขื่อนวชิราลงกรณ ภาคตะวันออก 5 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนหนองปลาไหล เขื่อนคลองสียัด เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนประแสร์ และ เขื่อนนฤบดินทรจินดา ภาคใต้ 3 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนปราณบุรี และ เขื่อนรัชชประภา

ทั้งนี้เขื่อนที่จะสามารถจัดสรรน้ำเพื่อปลูกพืชฤดูแล้ง โดยเฉพาะการทำนาปรังได้ จะต้องมีปริมาณน้ำตั้งแต่ร้อยละ 50
ขึ้นไป แต่จะไม่มีการจัดสรรน้ำเพื่อทำนาปรังรอบที่ 2 อย่างเด็ดขาด ส่วนเขื่อนที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 50 งดทำนาปรัง

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในการบริหารจัดการเขื่อนที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 50 กรมชลประทาน จะใช้แนวทางเขื่อนกระเสียวโมเดล ที่เคยประสบผลสำเร็จมาแล้วในการบริหารจัดการน้ำฤดูกาลปี 2558/59 ที่มีน้ำในเขื่อนมีปริมาณน้อยเช่นเดียวกับปีนี้ แต่ กรมชลประทาน ร่วมกับ คณะกรรมการ JMC เขื่อนกระเสียว ใช้แนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชน มาร่วมกันวางแผนแก้ปัญหา จนสามารถบริหารจัดการน้ำให้รอดพ้นวิกฤติขาดแคลนน้ำในครั้งนั้นมาได้

“แผนการจัดสรรน้ำดังกล่าว คณะกรรมการ JMC ของเขื่อนกระเสียว จะพิจารณาตามความเหมาะสมและสถานการณ์จริง ซึ่งจะมีการควบคุมการใช้น้ำอย่างรัดกุมเคร่งครัดตามแผนที่วางไว้ ไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยปริมาณน้ำที่มีอยู่จะเพียงพอสำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ ซึ่งกรมชลประทานจะขยายผลการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนกระเสียว ไปใช้ในการบริหารจัดการน้ำในเขื่อน 6 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำน้อย ให้สามารถผ่านพ้นวิกฤติขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งปีนี้
และมีน้ำสำรองสำหรับการทำการเกษตรในช่วงต้นฤดูฝนปีหน้า” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

 

สำหรับสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ รวมกันถึง 12,420 ล้าน ลบ.ม. ส่วนลุ่มน้ำแม่กลอง 2 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ มีน้ำใช้การได้ 10,958 ล้าน ลบ.ม. สามารถจัดสรรเพื่อน้ำอุปโภค บริโภค รักษาระบบนิเวศ การเกษตรต่อเนื่อง รวมทั้งมีเหลือสำรองไว้ใช้ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูกปี 2562

นอกจากนี้กรมชลประทานยังได้วางมาตรการช่วยเหลือพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่นอกเขตชลประทานไว้แล้ว โดยได้เตรียมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่จำนวน 1,851 เครื่อง อยู่ในพื้นที่ 1,151 เครื่อง และ ส่วนกลางอีก 700 เครื่อง พร้อมทั้งรถบรรทุกน้ำจำนวน 200 คัน กระจายอยู่ตามโครงการชลประทานต่างๆ 150 คัน อีก 50 คัน สำรองไว้ที่ส่วนกลาง ไว้เรียบร้อยแล้ว ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการขาดน้ำสามารถร้องขอความช่วยเหลือมายังหน่วยงานของกรมชลประทานในพื้นที่ได้ทันทีตลอดเวลา

ส่วนในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ฤดูฝนนั้น กรมชลประทาน ได้มีการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ โดยได้กำหนดจุดเฝ้าระวังเสี่ยงภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรี ลงไป 75 จุด ได้มีการเตรียมพร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ประจำไว้ในพื้นที่แล้ว

ชายคาพระพิรุณ : 12 พฤศจิกายน 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376187

586851

ชายคาพระพิรุณ : 12 พฤศจิกายน 2561

วันจันทร์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ถือว่าคืบหน้าเป็นระยะ โดยเฉพาะในด้านการตลาดที่จะมารองรับผลผลิตในโครงการ เพราะขณะนี้ทั้งกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ประสานกับบริษัทเอกชนตั้งจุดรับซื้อในพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งภาคเอกชน ต่างขานรับพร้อมรับซื้อข้าวโพดทุกฝักภายใต้โครงการดังกล่าว โดย นายระพีภัทร จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะรองโฆษกกระทรวงเกษตรฯให้ข้อมูลว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯพร้อมเดินหน้าเต็มที่ หลังจับมือกับบริษัทเอกชนประกาศจุดรับซื้อในพื้นที่กว่า 1 ล้านไร่ ใน 33 จังหวัด อีกทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจตราการบริหารจัดการในเรื่องปัจจัยการผลิต (น้ำ,ปุ๋ย,เมล็ดพันธุ์) และจุดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้มีความโปร่งใส เพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีเข้าแทรกแซง โดยปัจจุบันมีบริษัทภายใต้สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ แจ้งรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร อย่างน้อย 4 แห่ง ได้แก่ 1. บริษัท บีอาร์เอฟ ฟีด (ไทยแลนด์) จำกัด 2. บริษัท ลีพัฒนาอาหารสัตว์ จำกัด 3. บริษัท เบทา โกร จำกัด และ 4. บริษัท คาร์กิลล์มีทส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น นอกจากนี้ มีเอกชนในพื้นที่รับซื้อ 8 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าในท้องถิ่นที่เป็นคู่ค้าเดิมของสหกรณ์ หรือเป็นผู้รับซื้อรายใหญ่ในพื้นที่ ซึ่งผลการจับคู่กับเอกชนเพื่อรับซื้ออาหารสัตว์พบว่าส่วนใหญ่มีการจับคู่คู่ค้าเรียบร้อยแล้วและมีบริษัทเอกชนวางแผนเข้ารับซื้อแล้ว

สำหรับบริษัทภายใต้สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทยยินดีสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ราคาพิเศษ ผ่านร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตที่รับบัตรเกษตรสุขใจ (A-Shop) และจะดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้กับเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง ด้วยวิธี Train The Trainer ผ่าน Video Conference เบื้องต้นมีบริษัทจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ แจ้งข้อมูลแล้วอย่างน้อย 4 บริษัท ได้แก่ 1. บริษัท แปซิฟิค เมล็ดพันธุ์ จำกัด 2. บริษัท ชินเจนทา ซีดส์ จำกัด 3. บริษัท เมล็ดพันธุ์ เอเชีย จำกัด และ 4. บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด เป็นต้น โดยทุกบริษัทสามารถจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ได้ทุกจังหวัด เกษตรกรสามารถเลือกใช้ได้ตามความชอบ และขณะนี้มีสหกรณ์ 274 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการ และเป็นจุดรวบรวมผลผลิต โดยเป็นสหกรณ์รวบรวมพร้อมปรับปรุงคุณภาพ 21 แห่ง สหกรณ์เป็นจุดรวบรวมอย่างเดียว 132 แห่ง สหกรณ์ที่พร้อมให้เอกชนเช่าพื้นที่เพื่อเป็นจุดรวบรวม 121 แห่ง ซึ่งทั้ง 274 สหกรณ์ ได้ส่งรายชื่อให้กับ ธ.ก.ส. เรียบร้อยแล้ว เพื่อประสานการเป็นร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตที่รับบัตรเกษตรสุขใจ กระทรวงเกษตรฯจึงเตรียมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา กับสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยในเร็วๆ นี้

สัปดาห์ที่ผ่านมา การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และกรมส่งเสริมสหกรณ์ (กสส.) ได้ร่วมลงนามความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยาง และข้อมูลสารสนเทศด้านส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางและข้อมูลสารสนเทศด้านการส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งจะเป็นการบูรณาการข้อมูลทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางของ กยท. และข้อมูลสารสนเทศด้านส่งเสริมสหกรณ์ของ กสส. เพื่อใช้ฐานข้อมูลระหว่างสององค์กรนี้ ให้เป็นประโยชน์ต่อการรองรับภารกิจของหน่วยงานและตอบสนองนโยบายรัฐบาล อีกทั้งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่เกษตรกรชาวสวนยางในการพัฒนาการผลิต ตลอดจนการอำนวยสินเชื่อซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลด้วย โดยข้อมูลที่นำมาเชื่อมโยงในส่วนของ กยท.ได้แก่ ข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกยาง ข้อมูลสวนยาง จุดรวบรวมยางของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน ข้อมูลพื้นที่ปลูกยางของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน ข้อมูลความเคลื่อนไหวราคายางชนิดต่างๆ รวมถึงข้อมูลต้นทุนยาง/ราคายาง ตลาดกลางยางพาราและข้อมูลในส่วนของ กสส.ได้แก่ ข้อมูลสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร ข้อมูลโรงงานผลิตยางแท่ง STR ข้อมูลโรงงานอัดยางก้อน ข้อมูลตลาด ข้อมูลโรงอบ/รมควันยางพารา ข้อมูลโรงตากยางแผ่นดิบ/ยางเครฟ ข้อมูลศูนย์รวบรวมน้ำยางสด เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่า ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานตามภารกิจของทั้งสองหน่วยงานและเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องชาวสวนยางพาราและสมาชิกสหกรณ์อย่างแน่นอน

ขุนเกษตร

กฤษฏาย้ำ8ภารกิจช่วยปชช.‘น้ำท่วมใต้’ ฮึ่ม!ฟันไม่เลี้ยงขรก.หาผลประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/376113

กฤษฏาย้ำ8ภารกิจช่วยปชช.‘น้ำท่วมใต้’ ฮึ่ม!ฟันไม่เลี้ยงขรก.หาผลประโยชน์

กฤษฏาย้ำ8ภารกิจช่วยปชช.‘น้ำท่วมใต้’ ฮึ่ม!ฟันไม่เลี้ยงขรก.หาผลประโยชน์

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 13.41 น.

กฤษฏาย้ำ8ภารกิจช่วยปชช.‘น้ำท่วมใต้’ ฮึ่ม!ฟันไม่เลี้ยงขรก.หาผลประโยชน์

11 พ.ย.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้สั่งการด่วนที่สุดในเรื่องการดูแลช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยน้ำท่วมพื้นที่ภาคใต้ เช่น จ.ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และเพชรบุรี โดยให้ปลัดกระทรวงฯ ผู้บริหารกรม หัวหน้าหน่วยงานราชการในพื้นที่ รวมทั้งผู้ว่าราชการและนายอำเภอทุกจังหวัด โดยเน้นย้ำให้หน่วยงานในพื้นที่จังหวัดที่ประสบอุทกภัยให้มุ่งมั่นและตั้งใจลงไปดูแลช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยน้ำท่วมตามแนวทางดังนี้

1.ให้เกษตรจังหวัดในฐานะเลขานุการ อ.พ.ก.จังหวัดได้รวบรวมสถานการณ์ผลกระทบจากน้ำท่วมในด้านต่างๆเพื่อรายงาน ผวจ.ทราบทุกระยะพร้อมทั้งเสนอให้ ผวจ.เรียกประชุม อ.พ.ก.จังหวัดเพื่อติดตามและแก้ไขปัญหาผลกระทบจากน้ำท่วมที่มีต่อเกษตรกรในพื้นที่ด้วย

2.ขอให้ เกษตรจังหวัดได้ประสานกับ ชลประทานจังหวัด พัฒนาที่ดิน ประมงและปศุสัตว์ รวมทั้งหน่วยงานกรมวิชาการเกษตรในพื้นที่เพื่อสนธิกำลังรวมกันเป็นทีมงานเดียวกัน (One team for all jobs) ลงไปสำรวจความเดือดร้อนของเกษตรกรด้านต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือตามภารกิจของแต่ละกรมหรือแต่ละหน่วยด้วยโดยไม่ควรแยกหน่วยกันทำงานเพราะอาจจะทำให้การช่วยเหลือเกษตรกรล่าช้า ซ้ำซ้อนและไม่มีเอกภาพในทางตรงข้ามการทำงานในรูปแบบทีมเดียวกันนั้นจะช่วยเเบ่งเบาภารกิจซึ่งกันและกันด้วย

3.เพื่อให้การแบ่งภารกิจ/งานตามข้อ 2 ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ จึงขอให้แบ่งพื้นที่แล้วกำหนดเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจากแต่ละหน่วยเข้าไปรับผิดชอบแก้ไขปัญหาประจำพื้นที่นั้นๆ เช่น การระบายน้ำ/การสำรวจความเสียหายและการเยียวยาช่วยเหลือด้านพืช ด้านปศุสัตว์ ด้านประมงฯลฯ โดยให้ประสานงานการปฎิบัติกับนายอำเภอและกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่นในพื้นที่นั้นๆด้วย

4.ขอให้กำชับเจ้าหน้าที่ๆมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อ/จัดจ้างวัสดุ คุรุภัณฑ์หรือการซ่อมแซมสิ่งสาธารณประโยชน์ด้านการเกษตร/ชลประทานให้ถือปฎิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 และระเบียบทางราชการที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องตามขั้นตอนโดยเคร่งครัดและให้คำนึงถึงประโยชน์ที่เกษตรกรและทางราชการจะได้รับด้วย และหากพบว่าข้าราชการหรือหน่วยงานในสังกัด กษ.คนใดหรือหน่วยใดได้ใช้ความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ถูกน้ำท่วมอุกภัยครั้งนี้ไปแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบแล้ว ให้ดำเนินการสอบสวนโดยเร็วและลงโทษทางวินัยโดยเฉียบขาดด้วย

5.ขอให้เตรียมการชดเชยช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง เพื่อให้การช่วยเหลือมีความรวดเร็วสามารถบรรเทาความเดือดร้อนจากการขาดรายได้ที่ผลผลิตเสียหาย เช่น ทะเบียนเกษตรกร   การประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เป็นต้น

6.ขอให้มอบหมาย ผู้ตรวจราชการและผู้ตรวจกรมทุกกรมลงพื้นที่ ตรวจติดตาม บูรณาการทรัพยากรและการปฏิบัติงานของหน่วยงานในพื้นที่ด้วย เพื่อสดับตรับฟังสภาพปัญหาการทำงาน รวมทั้งแนะนำการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่

7.หากมีปัญหาอุปสรรค ที่เกินกำลังความสามารถของพื้นที่ ให้แจ้งขอรับการสนับสนุนมายังส่วนกลางโดยทันที ทั้งนี้ มอบหมายอธิบดีหรือผู้บริหารเทียบเท่ากรมทุกกรมให้เตรียมความพร้อมและจัดทำบัญชีเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ปกติและอุปกรณ์ต่างๆเพื่อมีคำสั่งให้ไปช่วยราชการพื้นที่น้ำท่วมประสบอุทกภัยไว้ด้วยเพื่อให้พร้อมสนับสนุนการเผชิญเหตุได้ทันการณ์ เมื่อได้รับการร้องขอจากจังหวัดพื้นที่นำท่วมไว้ด้วย เช่น เครื่องมือ อุปกรณ์การสูบน้ำ/ระบายน้ำ เจ้าหน้าที่นักวิชาการ สัตวแพทย์ เสบียงสัตว์ เครื่องจักรกล ยานพาหนะ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ เป็นต้น

8.ในส่วนของกระทรวง มอบหมาย รองปลัด กษ. เป็นประธานศูนย์อำนวยการและบัญชาการสถานการณ์ โดยมีสำนักแผนงานและโครงการพิเศษ เป็นฝ่ายเลขาฯ เพื่อติดตามสถานการณ์ประเมินความเสี่ยงจากปริมาณฝนและน้ำท่าที่จะเพิ่มขึ้น รวบรวมข้อมูลความเสียหาย และความต้องการช่วยเหลือ ประสานความร่วมมือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สทนช. และสรุปรายงานสถานการณ์ภาพรวมเป็นรายวัน จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ

ชาวนา4ล้านรายมีเฮ!เตรียมรับเงินช่วยเหลือ1.5พันบาทต่อไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375879

ชาวนา4ล้านรายมีเฮ!เตรียมรับเงินช่วยเหลือ1.5พันบาทต่อไร่

ชาวนา4ล้านรายมีเฮ!เตรียมรับเงินช่วยเหลือ1.5พันบาทต่อไร่

วันศุกร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 18.53 น.

9 พ.ย.61 นายสำราญ สาราบรรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้รับขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ซึ่งเกษตรกรสามารถแจ้งขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ได้หลังจากการปลูก 15 วัน และมีคณะกรรมการลงไปตรวจสอบแปลงว่ามีการปลูกข้าวจริง ตามที่ได้แจ้งปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรนั้น

สำหรับผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ตามที่ตั้งแปลง ปี 2561/62 (ช่วงปลูกของแต่ละจังหวัดตามกรอบระยะเวลาการขึ้นทะเบียน/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ปี 2561) มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนทั้งประเทศ จำนวน 4,226,683 ครัวเรือน พื้นที่รวม 57,772,544.88 ไร่ โดยเป็นรายชื่อเกษตรกรที่ได้รับสิทธิในโครงการฯ จำนวน 4,058,321 ครัวเรือน พื้นที่รวม 54,969,523.17 ไร่ สำหรับการส่งมอบรายชื่อเกษตรกรที่มีสิทธิรับเงินช่วยเหลือในโครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่เกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2561/62 แก่ ธ.ก.ส.เรียบร้อยแล้ว โดยทาง ธ.ก.ส.จะเริ่มทยอยจ่ายเงินช่วยเหลือให้เกษตรกร ไร่ละ 1,500 บาท ตามพื้นที่ปลูกข้าวจริงไม่เกินครัวเรือนละ 12 ไร่ หรือคิดเป็นเงินไม่เกินครัวเรือนละ 18,000 บาท

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสามารถตรวจสอบสิทธิของตนเองตามโครงการฯ ดังกล่าว ได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่การเกษตร และเกษตรกรที่ได้รับสิทธิสามารถติดตามขั้นตอนการจ่ายเงินช่วยเหลือได้ที่ ธ.ก.ส.ในพื้นที่​

กรมส่งเสริมฯเปิดเวทีเสริมแกร่ง พัฒนาศักยภาพกลุ่มยุวเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375565

x

กรมส่งเสริมฯเปิดเวทีเสริมแกร่ง พัฒนาศักยภาพกลุ่มยุวเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพิ่มศักยภาพการพัฒนายุวเกษตรกร ที่โรงแรมทีเค พาเลซ กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการดำเนินงานเสริมสร้างและพัฒนากลุ่มยุวเกษตรกร และให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานยุวเกษตรกรได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน

ว่าที่ร้อยตรีสมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานยุวเกษตรทุกระดับต้องมีส่วนร่วมในการสร้างการรับรู้ ความรู้ ความเข้าใจ ปรับกิจกรรมของยุวเกษตรกรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน นำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นทิศทางการพัฒนาด้านกิจกรรมของกลุ่มยุวเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายยุวเกษตรกรทั้งในและต่างประเทศ การสร้างความร่วมมือ การกำหนดเป้าหมายร่วมกัน การร่วมกันวางแผน ร่วมกันดำเนินงาน มีการติดตามและประเมินผล ซึ่งการประเมินความสำเร็จถือเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินงานให้ต่อเนื่องและประสบความสำเร็จ เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มยุวเกษตรกรเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

การจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพิ่มศักยภาพการพัฒนายุวเกษตรกรในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้ ความรู้ ความเข้าใจในการดำเนินงานโครงการเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพองค์กรเกษตรกร กิจกรรมการเสริมสร้างและพัฒนากลุ่มยุวเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ทบทวนบทบาท ภารกิจ เป้าหมาย และ Model การพัฒนากลุ่มยุวเกษตรกรที่ยั่งยืน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานยุวเกษตรกรทั้งในระดับจังหวัด ระดับเขต และส่วนกลาง นำเสนอองค์ความรู้ ความสำเร็จ เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สามารถเชื่อมโยงกระบวนการขับเคลื่อนการดำเนินงานการพัฒนากลุ่มยุวเกษตรกร และสามารถนำไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานได้จริงต่อไป