เลาะรั้วเกษตร : กฎหมาย ใช้บังคับ (ต่อ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375573

281225166

เลาะรั้วเกษตร : กฎหมาย ใช้บังคับ (ต่อ)

วันศุกร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศุกร์ที่แล้วได้กล่าวถึง ร่างพ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน พ.ศ…. ที่กระทรวงเกษตรเสนอผ่าน ครม. ไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ขณะนี้ยังอยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนเสนอ สนช.

ได้บอกด้วยว่า เคยมีร่างพ.ร.บ. คล้ายๆ แบบนี้เมื่อปี 2550 ชื่อว่า ร่างพ.ร.บ. กองทุนส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน ที่หมายจะเก็บภาษีปุ๋ยเคมี และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช มาตั้งเป็นกองทุน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเกษตรอินทรีย์ แต่ร่างพ.ร.บ. ฉบับนั้นถูกคัดค้าน เพราะจะสร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรส่วนใหญ่ และยังสร้างความแตกแยกระหว่างเกษตรเคมี กับเกษตรอินทรีย์อีกต่างหาก

10 ปี ผ่านไป ร่างพ.ร.บ. เกษตรกรรมยั่งยืนกลับมาอีกครั้ง มาคราวนี้ไม่มีคำว่า “กองทุน” แต่มีคำว่า “ระบบ” มีชื่อว่าร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน พ.ศ….. ซึ่งเนื้อหาสาระไม่ต่างจากเดิมมากนักร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จึงถูกตั้งข้อสังเกตอีกครั้ง และผู้ที่ตั้งข้อสังเกตอย่างเป็นการเป็นงาน จนมีการจัดเสวนากันเมื่อเร็วๆ นี้ คือ เครือข่ายเกษตรและอาหารปลอดภัย หรือ GAP Net

เครือข่ายเกษตรและอาหารปลอดภัย หรือ GAP Net เป็นการรวมตัวกันขององค์กรภาคการเกษตรทั้ง สมาคม ชมรม กลุ่ม รวมทั้งเกษตรกร ที่มีวัตถุประสงค์ตรงกัน คือ ต้องการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องต่อผู้บริโภคและสาธารณชน เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรไทย

GAP Net มีข้อคิดเห็นต่อ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไว้หลายประเด็น

ประเด็นแรก เกี่ยวกับสาระสำคัญที่เห็นว่า สาระของพ.ร.บ. ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร สร้างความแตกแยกระหว่างเกษตรกรไทย มีการเสนอตั้งหน่วยงานเป็นรูปนิติบุคคลซึ่งซ้ำซ้อนกับหน่วยงานของรัฐที่มีอยู่แล้ว ซึ่งหน่วยงานที่จะจัดตั้งขึ้นนี้จะคล้ายๆ กับกองทุนที่มีชื่อเสียงกองทุนหนึ่ง ซึ่งมีงบประมาณจำนวนมาก แถมการใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปในรูปคณะกรรมการใช้ดุลยพินิจของคณะกรรมการยากแก่การตรวจสอบ และยากที่จะป้องกันการแต่งตั้งพวกพ้องเข้าไปเป็นกรรมการ

นิยามคำว่า “เกษตรกรรมยั่งยืน” ยังไม่ชัดเจน สร้างความสับสนให้กับเกษตรกรผู้ผลิต นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นแต่การเกษตรบางระบบ โดยเฉพาะเกษตรอินทรีย์ และเกษตรชีวภาพ ทั้งๆ ที่การเกษตรในระบบที่ใช้เคมีก็ทำให้ยั่งยืนได้ถ้าใช้อย่างถูกต้อง

มีการกำหนดให้จัดเก็บภาษีปุ๋ยเคมี และสารเคมี เช่นเดียวกับ ร่าง พ.ร.บ. เมื่อ 10 ปีก่อน

ประเด็นที่สอง เกี่ยวกับกระบวนการจัดทำและเสนอร่าง พ.ร.บ. มีลักษณะเร่งรีบ ขาดการมีส่วนร่วมของเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องในภาคการเกษตรส่วนใหญ่ มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นเพียง 2 ครั้ง ในเดือนมิถุนายน 2561 ที่ กทม. และในเดือนกรกฎาคม 2561 ที่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ที่จะมีการปรับเนื้อหาก่อนนำเสนอ ครม. ในเดือนกันยายน 2561

ประเด็นที่สาม ผลกระทบของ พ.ร.บ.ที่มีต่อเกษตรกร ในร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ มีเป้าหมายส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่เพาะปลูกเพียง 5 ล้านไร่ (เกษตรอินทรีย์) ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรที่ผลิตเพื่อส่งเป็นสินค้าออกทำรายได้ให้ประเทศ และ เลี้ยงประชากรในประเทศมีถึง 140 ล้านไร่ จึงเท่ากับเป็นการลิดรอนสิทธิ และสร้างความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม และเศรษฐกิจกับเกษตรกรส่วนใหญ่

นอกจากนี้การตรากฎหมายลักษณะเช่นนี้ เป็นการเลือกให้ความสำคัญกับการเกษตรเพียงบางส่วน และเป็นส่วนน้อย จึงไม่น่าจะสร้างความยั่งยืนได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และจะมีผลต่อการกำหนดนโยบาย งบประมาณ การพัฒนาการเกษตรให้ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลงและความสามารถในการแข่งขันต่อไปในอนาคตด้วย

เห็นทีฝ่ายกฎหมายของกระทรวงเกษตรฯ จะต้องเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขวาง และทันสมัยมากกว่านี้ ต้องทำการบ้านให้มากๆ ต้องละเอียดรอบคอบมากกว่าเดิม มิเช่นนั้นกฎหมายนั้นจะถูกคัดค้านจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้คนในสังคม เพราะ กฎหมาย มีไว้เพื่อผดุงความยุติธรรมและเพื่อความสุขสงบของสังคม ไม่ใช่สร้างความขัดแย้ง

แว่นขยาย

เกษตรกรแห่โค่นสวนยาง6.9หมื่นไร่ 1.4หมื่นรายร่วมลดพื้นที่ปลูก สศก.แนะปรับลดหลักเกณฑ์ จูงใจ‘ชาวสวน’ร่วมโครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375575

x

เกษตรกรแห่โค่นสวนยาง6.9หมื่นไร่ 1.4หมื่นรายร่วมลดพื้นที่ปลูก สศก.แนะปรับลดหลักเกณฑ์ จูงใจ‘ชาวสวน’ร่วมโครงการ

วันศุกร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สศก. เกาะติดผลการขับเคลื่อนการพัฒนาอาชีพชาวสวนยาวรายย่อยเพื่อความยั่งยืน เพื่อลดพื้นที่ปลูกยาง ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน เผยเกษตรกร 65 จังหวัด เข้าร่วมกว่า 1.4 หมื่นราย โค่นต้นยางไปแล้วกว่า 6.9 หมื่นไร่ แนะรัฐปรับลดหลักเกณฑ์ สร้างแรงจูงใจเกษตรกรร่วมโครงการเพิ่มขึ้น

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการติดตามโครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรตัดโค่นต้นยาง ในพื้นที่ 65 จังหวัด เพื่อลดพื้นที่ปลูกยางพาราและปริมาณผลผลิตที่จะเข้าสู่ระบบ อีกทั้งลดความเสี่ยงผลกระทบจากราคายางตกต่ำและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนยาง มีการสนับสนุนเงินอุดหนุนค่าตัดโค่นต้นยางให้เกษตรกร 2 งวด ได้แก่ งวดที่ 1 ไร่ละ 4,000 บาท และ งวดที่ 2 ไร่ละ 6,000 บาท นอกจากนี้ ยังส่งเสริมด้านการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมใหม่เพื่อทดแทนการทำอาชีพชาวสวนยาง โดยการจัดอบรมให้เกษตรกรเพื่อพัฒนาอาชีพด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง หลังการตัดโค่นต้นยาง

ในการนี้ สศก. ได้ทำการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานโครงการ พบว่า โครงการได้เริ่มดำเนินการ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2561 จนถึง 30 กันยายน 2561มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวน 14,623 ราย พื้นที่เข้าร่วมโครงการ 93,062 ไร่ เกษตรกรตัดโค่นต้นยางแล้วเสร็จ 13,030 ราย ในพื้นที่ 69,080 ไร่ (เป้าหมาย 30,000ราย พื้นที่ 150,000 ไร่)เกษตรกรร้อยละ 37 ตัดสินใจนำพื้นที่เข้าร่วมโครงการ เนื่องจากเห็นว่า ต้นยางไม่สมบูรณ์ ให้ผลผลิตน้อย ส่วนร้อยละ 28 เห็นว่าราคายางพาราตกต่ำ และร้อยละ 23 ต้องการปรับเปลี่ยนอาชีพ ในขณะที่ร้อยละ 12 ขาดแรงงานในการดูแลสวนยาง

ขณะนี้ เกษตรกรร้อยละ 74 ได้รับเงินอุดหนุนค่าตัดโค่นต้นยาง งวดที่ 1 แล้ว และเข้ารับการอบรมการพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมใหม่เพื่อทดแทนการทำอาชีพชาวสวนยาง โดยพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่มีความสนใจด้านการปลูกไม้ผล/ไม้ยืนต้น พืชไร่ และพืชผักสวนครัว ตามลำดับ และงวดที่ 2 เกษตรกรร้อยละ 61 ได้รับเงินอุดหนุนค่าตัดโค่นต้นยางเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการยางแห่งประเทศไทยและกรมส่งเสริมการเกษตร ได้เร่งดำเนินการให้เกษตรกรได้รับเงินอุดหนุนให้แล้วเสร็จโดยเร็วต่อไป

สำหรับภาพรวม เกษตรกรมีความพึงพอใจต่อภาพรวมโครงการระดับมาก และยังคงต้องการให้ภาครัฐขยายโครงการและสนับสนุนเงินอุดหนุนรวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาอาชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเกษตรกรให้ข้อคิดเห็นว่า ภาครัฐควรปรับลดหลักเกณฑ์การกำหนดคุณสมบัติของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เช่น เกษตรกรที่มีพื้นที่สวนยางมากกว่า 50 ไร่ และกำหนดอายุของยางในการเข้าร่วมโครงการเป็นยางที่เปิดกรีดแล้วเท่านั้น ซึ่งหากปรับลดหลักเกณฑ์ลง เกษตรกรจะให้ความสนใจในการเข้าร่วมโครงการมากยิ่งขึ้นรวมทั้งต้องการให้จัดหาตลาดเพื่อรองรับผลผลิตจากเกษตรกรที่เกิดจากการปรับเปลี่ยนอาชีพเพิ่มเติม

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ จำกัด หนุนนโยบายนาแปลงใหญ่-ข้าวโพดหลังนา-สร้างรายได้สมาชิกยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375576

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ จำกัด  หนุนนโยบายนาแปลงใหญ่-ข้าวโพดหลังนา-สร้างรายได้สมาชิกยั่งยืน

รายงานพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ จำกัด หนุนนโยบายนาแปลงใหญ่-ข้าวโพดหลังนา-สร้างรายได้สมาชิกยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สนับสนุนให้ดำเนินโครงการนาแปลงใหญ่ประชารัฐ โดยใช้กลไกสหกรณ์เป็นตัวขับเคลื่อน สหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ จำกัด จ.พิษณุโลก เป็นสหกรณ์หนึ่งที่ได้ส่งเสริมให้สมาชิกเข้าร่วมโครงการดังกล่าว เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาปลูกข้าวเป็นหลัก

นางกฤษณา ธรรมชีวิน ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ จำกัด จ.พิษณุโลก เล่าว่า ปัจจุบันสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการนาแปลงใหญ่มาประมาณ 2 ปีแล้ว มีสมาชิกเข้าร่วม ทั้งสิ้น 458 ราย พื้นที่ประมาณ 14,000 ไร่ สมาชิกส่วนใหญ่ปลูกข้าวนาปรัง โดยพันธุ์ที่นิยมปลูกได้แก่ พิษณุโลก 2 และ กข.49 ซึ่งที่ผ่านมาสหกรณ์ได้มีการชี้แจงแนวทางการดำเนินงานให้กับสมาชิก พร้อมทั้งมีธนาคารข้าว เมล็ดพันธุ์ข้าว ให้สมาชิกยืม มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมการข้าวเข้ามาให้ความรู้เรื่องแมลงและโรคระบาดในข้าว อีกทั้งสหกรณ์จะรับซื้อคืนเมล็ดพันธุ์ข้าวจากสมาชิกเพิ่มขึ้นจากราคาตลาด ตันละ 200 บาท

ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ ได้รับการสนับสนุนยุ้งฉางที่สามารถรองรับปริมาณข้าวได้ 2,000 ตัน จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งเป็นงบสนับสนุนตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ และล่าสุดให้รับสนับสนุนยุ้งฉางขนาด 10,000 ตันเพิ่มอีก เพื่อนำมาเก็บข้าวสารที่จะเข้าโครงการชะลอผลผลิตทางการเกษตรหรือชะลอขายข้าว ซึ่งยุ้งฉางนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนธันวาคมนี้ สำหรับในฤดูกาลผลิตที่ผ่านมาสหกรณ์สามารถรวบรวมข้าวได้ประมาณ 20,000 ตัน และในรอบปีการผลิตนี้คาดว่าจะสามารถรวบรวมได้ประมาณ 25,000 – 30,000 ตัน

“หลังจากเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด คือ สหกรณ์ได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์จากภาครัฐอย่างครบครัน โดยเฉพาะยุ้งฉาง จนสามารถซื้อข้าวจากสมาชิกเพิ่มขึ้นได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังสามารถต่อรองกับโรงสีได้ ทำให้สมาชิกสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการสามารถขายข้าวในราคาที่สูงกว่าตลาด ส่งผลให้มีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น” นางกฤษณา กล่าว

นอกจากนี้ สหกรณ์การเกษตรนิคมฯบางระกำ ยังได้ส่งเสริมให้สมาชิกเข้าร่วมโครงการปลูกข้าวโพดหลังฤดูกาลทำนา ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยทางสหกรณ์ได้มีการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มข้าวโพด 0% ซึ่งโครงการนี้ เพิ่งเริ่มดำเนินการเป็นปีแรก และได้มีการคุยกันหลายฝ่าย ทั้งพ่อค้า ภาคเอกชน และกลุ่มเมล็ดพันธุ์ เพื่อให้เกิดการทำงานที่เชื่อมโยงกัน โดยขณะนี้มีพื้นที่เข้าร่วมโครงการ ประมาณ 4,000 ไร่ มีการจ่ายเมล็ดพันธุ์ไปแล้ว 2,000 ไร่ และจะสิ้นสุดการจ่ายเมล็ดพันธุ์ในวันที่ 15 ธันวาคม ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถรวบรวมผลผลิตได้ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ โดยราคาเป็นไปตามกลไกตลาด

กยท.จับมือกสส.ลงนามMOUเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375621

กยท.จับมือกสส.ลงนามMOUเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยาง

กยท.จับมือกสส.ลงนามMOUเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยาง

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 16.43 น.

8 พ.ย.61 ที่ห้องประชุมสถลสถานพิทักษ์ กยท.สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ (กสส.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยาง และข้อมูลสารสนเทศด้านส่งเสริมสหกรณ์ โดยมี นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการ กยท.และนายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นผู้แทนลงนาม เน้นเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรฯ เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่ชาวสวนยาง

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง เผยว่า กยท.ได้ดำเนินการจัดทำทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการยางพาราของประเทศทั้งระบบ ตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 โดยที่ผ่านมา กยท.ได้เล็งเห็นความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำข้อมูลของเกษตรกรชาวสวนยางในประเทศไทย ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด สำหรับการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางและข้อมูลสารสนเทศด้านการส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ (สสก.) ครั้งนี้ จะเป็นการบูรณาการข้อมูลทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางของ กยท. และข้อมูลสารสนเทศด้านส่งเสริมสหกรณ์ของ กสส.ซึ่งฐานข้อมูลระหว่างสององค์กรนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการรองรับภารกิจของหน่วยงานและตอบสนองนโยบายรัฐบาล อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่เกษตรกรชาวสวนยางในการพัฒนาการผลิต ตลอดจนการอำนวยสินเชื่อซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลด้วย

“กยท.และ กสส.สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลและใช้ประโยชน์จากข้อมูลของแต่ละฝ่ายที่มีอยู่ได้ตามความจำเป็น ในส่วนของ กยท.นั้น มีการจัดทำทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยาง และข้อมูลอื่นที่เป็นประโยชน์ ได้แก่ ข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกยาง ข้อมูลสวนยาง จุดรวบรวมยางของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน ข้อมูลพื้นที่ปลูกยางของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน ข้อมูลความเคลื่อนไหวราคายางชนิดต่างๆ รวมถึงข้อมูลต้นทุนยาง/ราคายาง ตลาดกลางยางพารา” รองผู้ว่าการ กยท.ระบุ

ขณะที่ นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า บันทึกข้อตกลงนี้จะเป็นกรอบในการดำเนินงานร่วมกันระหว่างสองหน่วยงาน และสามารถนำไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำบันทึกความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อการสนับสนุนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงนโยบายอื่นๆ ระหว่าง กยท.และ กสส.ต่อไป โดยข้อมูลที่นำมาเชื่อมโยงร่วมกับ กยท.ได้แก่ ข้อมูลสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร ข้อมูลโรงงานผลิตยางแท่ง STR ข้อมูลโรงงานอัดยางก้อน ข้อมูลตลาด ข้อมูลโรงอบ/รมควันยางพารา ข้อมูลโรงตากยางแผ่นดิบ/ยางเครฟ ข้อมูลศูนย์รวบรวมน้ำยางสด ซึ่งเชื่อว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการดเนินงานตามภารกิจของทั้งสองหน่วยงานอย่างแน่นอน

วอนเกษตรกรเข้าใจ! ‘กฤษฎา’แจงแก้หนี้สินให้ทุกรายทั้งหมดไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375591

วอนเกษตรกรเข้าใจ! 'กฤษฎา'แจงแก้หนี้สินให้ทุกรายทั้งหมดไม่ได้

วอนเกษตรกรเข้าใจ! ‘กฤษฎา’แจงแก้หนี้สินให้ทุกรายทั้งหมดไม่ได้

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 16.04 น.

8 พ.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (ชุดเฉพาะกิจ) ว่า ในวันนี้คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ เฉพาะกิจ ที่มีตนเป็นประธาน ได้หมดระยะเวลา 180 วัน ลงแล้ว ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มอบให้แก้ไขหนี้สินเกษตรกรโดยเร่งด่วน ซึ่งตนได้เสนอแนวทางการปรับปรุงการบริหารงานของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) จากที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เข้าไปตรวจสอบการทำงานของ กฟก.ในปี 2542 – 2556 พบความไม่เหมาะสมหลายประการ โดยเฉพาะในกรณีการไปซื้อหนี้เกษตรกรนอกเกณฑ์ ที่ไม่ตรงเงื่อนไขระเบียบของ กฟก.ที่กำหนดมูลหนี้ไม่เกิน 2.5 ล้านบาทต่อราย และเป็นหนี้เกิดการจากภาคเกษตร รวมทั้งต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันหนี้ด้วย

“กฟก.ชุดเฉพาะกิจ มีการแก้ปัญหาหนี้สินสามารถดำเนินการเร่งด่วน ได้ทบทวนจำนวนเกษตรกรสมาชิกของ กฟก.มีกว่า 6.7 ล้านราย แต่ที่ประสงค์ให้ กฟก.แก้ไขปัญหาหนี้สินให้กว่า 4.5 แสนราย มูลหนี้กว่า 8 หมื่นล้านบาท ได้พิจารณาหลักเกณฑ์ระเบียบที่ กฟก.สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ 5.5 หมื่นราย ซึ่งมติ ครม.เมื่อวันที่ 2 ต.ค.มีมติพิจารณาแก้ปัญหาหนี้สิน ลูกหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) 3.6 หมื่นราย ทั้งนี้ยังมีเกษตรกร อีก 4.2 พันราย ที่อยู่ในระหว่างถูกเจ้าหนี้ฟ้องศาล และอยู่ระหว่างการบังคับคดี ทาง กฟก.เฉพาะกิจ ได้ประสานงานกับเจ้าหนี้ให้ชะลอการฟ้องร้อง และประสานกรมบังคับคดีให้ชะลอการบังคับคดีออกไป ซึ่งเจ้าหนี้บางราย ก็สามารถชะลอให้ได้ 100 กว่าราย อีก 4 พันกว่าราย เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย” นายกฤษฎา กล่าว

ในส่วนขณะนี้กลุ่มเกษตรกร ที่มาชุมนุมเรียกร้องหน้ากระทรวงเกษตรฯต้องการให้ กฟก.ดำเนินการช่วยเหลือซื้อหนี้ ตามมติ ครม.ปี2553 โดยให้กระทรวงเกษตรฯ เจรจากับเจ้าหนี้ ตัดเงินต้นร้อยละ 50 ที่เหลือร้อยละ50 กฟก.ไปซื้อหนี้มา ซึ่งเกษตรกรจะผ่อนชำระกับกฟก.แต่ด้วยระเบียบการเงินการคลังดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ประกอบกับข้อเสนอแนะจาก สตง.ก็ระบุว่า ทาง กฟก.ไม่สามารถเข้าไปซื้อหนี้นอกเกณฑ์ได้ รวมถึงมติปี 53 ก็สรุปมาแล้วว่ามีกรณีที่ทำไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นขอเข้าใจกันด้วยว่าทำไมกระทรวงเกษตรฯ ในฐานะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯเฉพาะกิจ จึงไม่สามารถแก้ไขหนี้สินเกษตรกรตามข้อเรียกร้องของเกษตรกรลูกหนี้ทั้งหมดไม่ได้

“ทางกระทรวงเกษตรฯ เห็นใจพี่น้องเกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง ต้องการจะช่วยเหลือในแนวทางที่ทำได้ เป็นคนกลางในการเจรจาให้เจ้าหนี้กับลูกหนี้ มาพบกันเพื่อปรับปรุงโครงสร้างหนี้เป็นรายๆ ไป ทั้งนี้ เกษตรกรกรที่เป็นหนี้ต้องไปแสดงตนกับธนาคารเจ้าหนี้ สหกรณ์เจ้าหนี้ เพื่อเข้าสู่กระบวนการเจรจา โดยเจ้าหนี้ทั้งหมด ได้ยืนยันมาว่าจะไม่เอาเปรียบเกษตรกรอย่างแน่นอน มีระเบียบในการยุติหนี้ ในบางกรณี คือ ชราภาพ ผู้พิการ ผู้ป่วยที่ประกอบอาชีพไม่ได้ ผู้เสียชีวิตไปแล้ว ญาติต้องไปแจ้งทางเจ้าหนี้มีระเบียบยกหนี้ให้เลย หากไปเข้ากระบวนการแล้ว รู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรมให้มาประสานกับ กฟก.อีกครั้ง ในส่วนชุดเฉพาะกิจ ที่ รมว.เกษตรฯ เป็นประธานสิ้นสุดลงแล้ววันนี้ อำนาจหน้าที่ในการจัดการหนี้เกษตรกร ต้องกลับไปเป็นหน้าที่ของ กฟก.เหมือนเดิม ซึ่งจะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการ กฟก.ขึ้นมาใหม่ เกษตรกรเป็นสมาชิกมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง โดยสรุปภารกิจส่งมอบให้ กฟก.ได้รายงานผลการดำเนินการทั้งหมดให้ ครม.รับทราบแล้ว” นายกฤษฎา กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าม็อบหนี้สินเกษตรกร ยังปักหลักอยู่หน้ากระทรวงเกษตรฯ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ กฟก.ได้ไปชี้แจงทำความเข้าใจเรื่องเงื่อนไขแก้หนี้ของ กฟก.โดยยังเรียกร้องให้ กฟก.เข้าซื้อหนี้เกษตรกรไปบริหารเองภายใน 15 พ.ย.นี้

จัดยิ่งใหญ่‘วันพระบิดาฝนหลวง’12-14พ.ย.น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณรัชกาลที่9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375355

x

จัดยิ่งใหญ่‘วันพระบิดาฝนหลวง’12-14พ.ย.น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณรัชกาลที่9

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า วันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็น“วันพระบิดาแห่งฝนหลวง” ซึ่งในปีนี้ครบรอบปีที่ 63 นับจากวันที่ 14 พฤศจิกายน 2498 ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริที่จะคิดค้นวิจัยหาวิธีการทำฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของเกษตรกรและประชาชน

ด้าน นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กำหนดจัดงานวันพระบิดาแห่งฝนหลวงในระหว่างวันที่ 12-16 พฤศจิกายน 2561 ณ ลานอเนกประสงค์ อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพรเกียรติฯ ถ.แจ้งวัฒนะ โดยในวันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน เวลา 13.00 น.เป็นต้นไป จะมีพิธีเปิดนิทรรศการ “ฝนหลวงในต่างแดน” โดยมี นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน

นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลอาสาสมัครฝนหลวงดีเด่นระดับประเทศและระดับภูมิภาค การมอบรางวัลโครงการประกวดภาพถ่ายและภาพวาด “ฝนหลวง ศาสตร์พระราชา” รวมถึงมีการแสดงนิทรรศการเรื่องเล่าความเป็นมาของโครงการพระราชดำริฝนหลวง พันธกิจและภารกิจการปฏิบัติการฝนหลวง และเทคนิคการดัดแปรสภาพอากาศตามศาสตร์ของพระราชาที่เผยแพร่ไปยัง 8 ประเทศ นิทรรศการโครงการพระราชดำริต่างๆ จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานร่วมบูรณาการที่มีการวิจัย ร่วมกันกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร อาทิ กองทัพอากาศ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันวิจัยและพัฒนาการเกษตร ที่แสดงจะแสดงนิทรรศการโครงการพัฒนาอากาศยานไร้นักบิน (UAV) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวง โมเดลสาธิตการติดตั้งอุปกรณ์ยิงพลุสารเคมีซิลเวอร์ไอโอไดด์ (AgI) ที่ใช้ในการทำฝน เมฆเย็น เป็นต้น

ส่วนไฮไลท์ของงาน จะมีการจัดแลนด์มาร์คเปิดตัวภาพวาดสีน้ำมันของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ขณะทรงงาน โดยศิลปินชื่อดัง อ.เกริกบุระ ยมนาค เพื่อให้ประชาชนได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ขณะที่ในวันที่ 14 พฤศจิกายน เวลา 09.00 น. จะมีพิธีถวายราชสักการะวางพานพุ่มดอกไม้สด เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้

ชงครม.สั่ง‘มะพร้าว’เป็นสินค้าควบคุม ล้อมคอกท่าเรือสกัดลักลอบนำเข้าแก้ปัญหาราคาแพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375356

x

ชงครม.สั่ง‘มะพร้าว’เป็นสินค้าควบคุม ล้อมคอกท่าเรือสกัดลักลอบนำเข้าแก้ปัญหาราคาแพง

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ได้หาแนวทางแก้ไขปัญหามะพร้าวราคาตกต่ำ โดยคณะกรรมการได้มอบหมายให้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ประสานการจัดตั้งคณะทำงานจัดทำข้อมูลด้านการเกษตรระดับจังหวัด เพื่อร่วมสำรวจและจัดทำข้อมูลให้เป็นที่ยอมรับ และการจัดตั้งคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสินค้ามะพร้าว ซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการสินค้ามะพร้าวทั้งระบบครบวงจร

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการ สศก. กล่าวว่า ในส่วนของการป้องกันการลักลอบ และนำเข้ามะพร้าวผิดกฎหมาย ได้มอบหมายให้กรมศุลกากร กำหนดระบบบริหารความเสี่ยงในการตรวจสอบสินค้า โดยให้สินค้ามะพร้าวเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงและกำหนดเป็นสินค้านำเข้าที่ต้องทำการเปิดตรวจทุกกรณี ต้องนำไปผ่านการ X-Ray และชั่งน้ำหนักทุกตู้สินค้าที่นำเข้า และเสนอให้มีการควบคุมสินค้านำเข้าในท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือแหลมฉบัง อีกทั้งให้กรมการค้าต่างประเทศ แก้ไข/เพิ่มเติม ประกาศและบทลงโทษกรณีผู้นำเข้าที่ไม่ปฏิบัติตาม โดยให้พักหรือเพิกถอนการขึ้นทะเบียนนำเข้าจากเดิม 2 ปีเพิ่มเป็น 5 ปี

ด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ให้กรมวิชาการเกษตร เพิ่มความเข้มงวดและป้องกันการระบาดของโรค และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ศึกษามาตรการปกป้องพิเศษ (Special Safeguard Measure : SSG) ภายใต้ความตกลงเกษตรของ WTO ในสินค้ามะพร้าว

นอกจากนี้ ได้กำหนดให้สินค้ามะพร้าวและผลิตภัณฑ์เป็นสินค้าควบคุม มีการกำหนดมาตรการกำกับดูแลการเคลื่อนย้ายสินค้าดังกล่าว โดยให้นำเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) พิจารณาต่อไป พร้อมทั้งให้กรมการค้าภายใน ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาแนวทางดำเนินการตามที่ผู้แทนเกษตรกรเสนอให้มีการรับซื้อเนื้อมะพร้าวในราคานำตลาด เพื่อแก้ไขปัญหามะพร้าวงอกที่คงเหลืออยู่ในระบบ ส่วนการบริหารการนำเข้าน้ำมันถั่วเหลือง มะพร้าวผล มะพร้าวฝอย เนื้อมะพร้าวแห้ง และน้ำมันมะพร้าว ปี 2562 ภายใต้กรอบ WTO AFTA และ FTA ให้ดำเนินการเช่นเดียวกับปี 2561 โดยหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตามะพร้าวฝอย เนื้อมะพร้าวแห้ง และน้ำมันมะพร้าว ให้เป็นไปตามที่กรมการค้าต่างประเทศกำหนด ยกเว้น มะพร้าวผลภายใต้กรอบ AFTA ขอให้นำเสนอคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสินค้ามะพร้าวพิจารณก่อนนำเสนอคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ แนวทางบริหารจัดการข้างต้น จะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาโดยเร็วต่อไปซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ราคามะพร้าวในประเทศปรับตัวสูงขึ้น

‘ปศุสัตว์’แจงมาตรการแก้ราคาไข่ไก่ร่วง มั่นใจอีกไม่เกิน2สัปดาห์ทยอยปรับขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375354

x

‘ปศุสัตว์’แจงมาตรการแก้ราคาไข่ไก่ร่วง มั่นใจอีกไม่เกิน2สัปดาห์ทยอยปรับขึ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดี และโฆษกกรมปศุสัตว์ แถลงกรณี นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่เรียกร้องให้ภาครัฐเร่งตรวจสอบและแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำว่า กรมปศุสัตว์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือ Egg Board ขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-ตุลาคม 2561 ราคาไข่คละหน้าฟาร์มเฉลี่ย 2.54 บาท โดยเบอร์ 0 ราคา 3.54 บาท, เบอร์ 1 ราคา 3.04 บาท, เบอร์ 2 ราคา 2.75 บาท, เบอร์ 3 ราคา 2.55 บาท, เบอร์ 4 ราคา 2.45 บาท, เบอร์ 5 ราคา 2.24 บาท, และเบอร์ 6ราคา 1.85 บาท ขณะที่ราคาขายไข่ในภาคใต้ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาจแตกต่างกัน 10-20 สตางค์

ส่วนสาเหตุที่ราคาไข่ลดลงตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมจนถึงปัจจุบันนั้น เนื่องจากการบริโภคลดลงช่วงเทศกาลกินเจและปิดเทอม ทำให้มีปริมาณไข่ที่สะสมจำนวนมาก และไข่ที่ออกมาช่วงเวลานี้มีขนาดฟองเล็ก ซึ่งข้อมูลสถานการณ์ไก่ไข่ปัจจุบันระบุว่า มีปริมาณพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) ที่ให้ผลผลิต 521,860 ตัวแม่ไก่ไข่ยืนกรงจำนวน 56-57 ล้านตัว ผลผลิตไข่เฉลี่ยประมาณ 44-45 ล้านฟอง/วัน ข้อมูลราคาอาหารไก่ไข่ระยะให้ไข่ ในระหว่างเดือน ม.ค.-ต.ค.61 อยู่ที่ 11-13 บาท/กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับพื้นที่ และวัตถุดิบที่ใช้ผลิต

ทั้งนี้คาดว่าแนวโน้มราคาไข่คละหน้าฟาร์มน่าจะค่อยๆ ปรับขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์นี้เนื่องจากมาตรการต่างๆ อาทิ ซึ่งประกอบด้วย เร่งรัดเพิ่มการส่งออกไข่ไปจำหน่ายต่างประเทศ การปลดแม่ไก่ไข่ยืนกรง การร่วมมือกับกรมการค้าภายใน รวมถึงโรงเรียนเปิดเทอมและกำลังจะเข้าช่วงเทศกาลปลายปี ประชาชนบริโภคไข่เพิ่มขึ้น ส่วนแนวทางการแก้ไขปัญหานั้น กรมปศุสัตว์ได้ประสานกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ตามที่สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ร้องขอ โดยเบื้องต้นรับแจ้งจากกรมการค้าภายใน จะเชิญหารือเพื่อแก้ปัญหาปริมาณไข่ที่ค้างสะสม และการรักษาเสถียรภาพราคา ภายในสัปดาห์หน้า (5-9 พ.ย.2561) ซึ่งจะช่วยให้การแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาวมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ได้มีแผนกำหนดจัดประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ภายในเดือน พ.ย.2561 วาระพิจารณาแผนการนำเข้าพ่อแม่และปู่ย่าพันธุ์ปี’62 เพื่อขอมติปรับลดแผนการนำเข้าและเลี้ยง PS ลงอีก 10% ของปี’61 เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาวต่อไป

แตกใบอ่อน : ‘หนุนปศุสัตว์จับมือภาคประชาสังคม…แก้หมาแมวจรจัด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375353

807934531

แตกใบอ่อน : ‘หนุนปศุสัตว์จับมือภาคประชาสังคม…แก้หมาแมวจรจัด’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กลายเป็นข่าวคราวใหญ่โตอีกครั้ง กรณีสุนัขจรจัดรุมกัดเด็กหญิงวัยขวบเศษ เหวอะหวะไปทั้งตัว รวมแล้ว117 แผล เหตุเกิดที่ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ร้อนถึงกรมปศุสัตว์ หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบข้อมูล พร้อมจัดการแก้ปัญหาให้ชาวบ้านอย่างเร่งด่วน

ข้อมูลเบื้องต้นพบจุดเกิดเหตุเป็นหมู่บ้านชาวเขามีสุนัขจรจัดอาศํยอยู่ประมาณ 30 ตัว ทางเจ้าหน้าที่จึงประชุมหารือกับนายอำเภอ หน่วยงานท้องถิ่น เพื่อออกกฎระเบียบ และข้อปฏิบัติในการเลี้ยง-ควบคุมสัตว์มาใช้ในพื้นที่ พร้อมระดมเจ้าหน้าที่จับสุนัขทั้งหมดมาตรวจเฝ้าระวังอาการ 10 วัน ว่าจะมีเชื้อพิษสุนัขบ้าหรือไม่

ที่น่าสนใจในวิธีแก้ปัญหากรณีนี้ จากคำให้สัมภาษณ์ของปศุสัตว์จ.เชียงใหม่ ระบุแผนบรรเทาความเดือดร้อนว่า ระยะเร่งด่วน พ่อของเด็กหญิงที่ถูกกัดสละพื้นที่บริเวณบ้านประมาณ 1 ไร่ สร้างกรงล้อมให้เป็นที่อยู่ชั่วคราวของสุนัขเหล่านั้น เพื่อจำกัดพื้นที่ไม่ให้ไปก่อปัญหาซ้ำอีก ขณะที่เจ้าของฟาร์มสุกรใกล้เคียงช่วยสนับสนุนเงินค่าสร้างกรง ด้านปศุสัตว์จังหวัดจะระดมทีมสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่มาจับสุนัขเจาะเลือดส่งตรวจห้องปฏิบัติการดูว่ามีเชื้อพิษสุนัขบ้าหรือไม่ รวมถึงวางยา ผ่าตัดทำหมัน ตรวจสุขภาพไปเลยทีเดียวก่อนนำไปกัก พักฟื้นในพื้นที่ที่เตรียมไว้ ส่วนระยะยาวก็จะประสานมูลนิธิ องค์กรสงเคราะห์สัตว์ใน จ.เชียงใหม่ส่งต่อสุนัขเหล่านั้นไปดูแล ซึ่งมีหลายแห่งตอบรับมาแล้ว ส่วนสาเหตุที่ทำให้สุนัขเหล่านั้นไม่ไปไหน ก็เพราะมีคนใจบุญคอยให้อาหาร

เหตุการณ์สุนัขจรจัดกัดเด็ก หรือไล่กัดคนทั่วไป หรือกลับกัน การทำร้ายสัตว์เลี้ยง จะสุนัขหรือแมวก็แล้วแต่ มักจะมีคอมเม้นท์ ข้อเสนอแนะวิธีจัดการแก้ไขปัญหาตามมา ให้เร่งคุมประชากรสุนัขจรจัด ทำหมัน ฉีดวัคซีน ฯลฯ แต่สุดท้ายก็เงียบหายเป็นคลื่นกระทบฝั่งพอเกิดเหตุอีก กระแสสังคมก็กระหึ่ม หน่วยงานที่รับผิดชอบก็ตื่นตัวลุกขึ้นมาดำเนินการที ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนไปอย่างน่าเสียดาย

กรณีเด็กหญิงวัยขวบเศษที่ดอยสะเก็ดที่ตกเป็นเหยื่อคมเขี้ยวรายล่าสุด เราจะน่าใช้เป็นกรณีศึกษาจัดการปัญหาสุนัขจรจัดไม่ให้ก่อปัญหาขึ้นในชุมชนได้โดยที่ไม่ต้องรอกฎหมายหรืองบประมาณจำนวนมากมายจากรัฐบาล อาศัยภาคประชาสังคม โดยความร่วมมือคนในชุมชน จับมือเจ้าหน้าที่รัฐ ชุมชนใครก็รับผิดชอบกันไป แยกกันทำเหมือนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆ นำมาต่อกันก็จะกลายเป็นภาพใหญ่

ต้องยอมรับ ทุกชุมชนมีปัญหาสุนัขจรจัดแบบที่ดอยสะเก็ด ถ้าเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เข้าไปนั่งคุยกับคนในพื้นที่ ดึงคนใจดีที่คอยให้อาหารเข้ามาช่วย จับฉีดวัคซีน ทำหมัน ขึ้นทะเบียนแบบบ้านๆ ไม่ต้องมากพิธีรีตอง แค่ให้รู้ว่าชุมชนนี้มีสุนัขจรกี่ตัว ระดมความร่วมมือคนรักสุนัข แมวมาช่วยกันดูแล นอกจากทำวัคซีน ทำหมันแล้ว ยังสามารถควบคุมโรคระบาดในสัตว์ เรียกว่า จัดสวัสดิภาพทั้งคนและสัตว์ในชุมชนให้ถูกสุขลักษณะ เมื่อสุนัขหรือแมวจรจัดได้รับการดูแลที่เหมาะสม ก็จะไม่ออกไปก่อกวนคน ปัญหาทารุณกรรม ทำร้ายสัตว์หรือสุนัขมาไล่กัดคนก็จะลดน้อยลง เรียกว่าอยู่ร่วมกันได้แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ส่วนการจับออกไปจากพื้นที่แห่งหนึ่ง ไปไว้ในอีกแห่งหรือมอบให้องค์กรหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งรับไปดูแล เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกจุดหรือไม่จะกลายเป็นการผลักภาระ เพิ่มปัญหาให้พื้นที่หรือองค์กรที่รับไปดูแลโดยลำพังหรือไม่ สวัสดิภาพทั้งคนรับเลี้ยง และสัตว์ที่ถูกส่งไป ก็น่าจะลดลงไปตามลำดับ

เป็นไปได้หรือไม่ที่กรมปศุสัตว์น่าจะทดลองทำแผนจัดการสุนัขจรจัดในชุมชนขึ้นที่ดอยสะเก็ดดู เพราะจำนวนสุนัขไม่มาก มีชาวบ้านในพื้นที่พร้อมเสียสละสนับสนุน รัฐและหน่วยงานท้องถิ่นก็เพิ่มความช่วยเหลือด้านวัคซีน ทีมสัตวแพทย์ทำหมัน อาหาร วางแผนบริหารจัดการ สมทบงบสักก้อน ก่อนขยายไปยังพื้นที่ใกล้เคียง เชื่อว่าได้รับเสียงตอบรับจากคนในพื้นที่เป็นอย่างดี

ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆว่า การแก้ปัญหาทุกเรื่องต้องมีข้อกฎหมายรองรับ แต่บางประเด็น การทอดเวลารอร่างกฎหมายเฉพาะ ที่อาจต้องใช้เวลา ทำให้ปัญหาบานปลาย จัดการยากขึ้น อย่างเช่นขณะนี้ ที่ร่างพ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณา ยังไม่มีข้อสรุปการจัดการสุนัขหรือแมวจรจัดที่นับวันเพิ่มจำนวนแบบทวีคูณ ไม่น่ารอได้อีก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเดินหน้าหาช่องทางสกัดปัญหาลุกลามไปกว่านี้ เพราะยังมีกฎหมาย ข้อบัญญัติอื่นที่เกี่ยวข้อง นำมาใช้ได้

พูดกันมาเยอะแล้ว ลงมือทำกันสักทีเถอะถ้าไม่ตีเหล็กตอนร้อน แล้วจะขึ้นรูปมีด รูปดาบได้สำเร็จเมื่อใด

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด’ เดินหน้านาแปลงใหญ่-หนุนสมาชิกปลูกผักอินทรีย์เสริมรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375358

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด’ เดินหน้านาแปลงใหญ่-หนุนสมาชิกปลูกผักอินทรีย์เสริมรายได้

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด’ เดินหน้านาแปลงใหญ่-หนุนสมาชิกปลูกผักอินทรีย์เสริมรายได้

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แต่ก่อนเกษตรกรในพื้นที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี นิยมทำนากันเป็นจำนวนมาก ทำให้ประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ส่งผลให้มีหนี้สินมากมายและเกิดความยากจนอย่างหนัก จึงได้มีการรวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด ขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

นายมานะ อ่อนนุ่ม ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ์ชะอำ เล่าว่า ปัจจุบันสมาชิกของสหกรณ์นิคมชะอำ ไม่ได้ประกอบอาชีพทำนาเพียงอย่างเดียว แต่สหกรณ์มุ่งเน้นส่งเสริมการสร้างอาชีพที่หลากหลายและการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับสมาชิก เพื่อให้สามารถช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้อย่างมั่นคง ไม่ว่าจะเป็น การให้ความรู้แก่การเกษตรกรสมาชิกทั้งด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง การทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง การปลูกผักปลอดสารพิษ เพื่อสร้างรายได้เสริมจากการทำนา รวมถึงมีการเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกมีช่องทางสร้างรายได้เพิ่มและสร้างความมั่นคงในอาชีพมากขึ้น

นอกจากนี้ สหกรณ์ยังสานต่อนโยบายรัฐบาลโดยการขับเคลื่อนโครงการนาแปลงใหญ่ เพื่อช่วยสมาชิกลดต้นทุนการผลิต พร้อมกับยกระดับการผลิตข้าวให้ได้ตามมาตรฐาน GAP อีกทั้งยังเน้นส่งเสริมให้สมาชิกใช้การตลาดนำการผลิตในการประกอบอาชีพ ตลอดจนจัดทำโครงการเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่นิคมสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกมีอาชีพเสริม และสร้างรายได้ตลอดทั้งปี

ด้าน นางอุษา โพธิ์ทอง ผู้จัดการสหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด เล่าว่า ในส่วนของการดำเนินงานโครงการนาแปลงใหญ่นั้น มีสมาชิกทั้งหมด 75 ราย โดยเน้นส่งเสริมปลูกข้าวแข็งเพื่อทำเป็นข้าวนึ่งส่งให้กับตลาด ซึ่งกำหนดความชื้นที่ 14-15% จำหน่ายในราคา 3,000 ตันต่อปีทั้งนี้ราคาจะขึ้นอยู่กับราคากลางของตลาดและความชื้นเป็นหลัก ปัจจุบันสมาชิกมีความเชื่อมั่นในโครงการนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีสหกรณ์เป็นแหล่งรวบรวมผลผลิต มีรายได้ตอบแทนที่ดี และยังลดต้นทุนในเรื่องของพันธุ์ข้าวได้อีกด้วย นอกจากนี้ ที่ผ่านมาได้ส่งเสริมให้สมาชิกรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มเกษตรอินทรีย์นิคมสหกรณ์ชะอำ เพื่อผลิตพืชผักอินทรีย์มาเป็นระยะเวลา 2 ปีแล้ว โดยให้สมาชิกปลูกตามคำแนะนำของสหกรณ์ และสหกรณ์จะรับซื้อผลผลิตทั้งหมด ซึ่งหลังจากที่สหกรณ์ได้รวบรวมผลผลิตทั้งหมดแล้ว จะนำไปจำหน่ายตามตลาดต่างๆไม่ว่าจะเป็นตลาดโรงพยาบาลพระจอมเกล้าและโรงพยาบาลชะอำ อีกทั้งยังส่งขายให้กับตลาดโมเดิร์นเทรดอย่าง แม็คโคร และโรบินสันด้วย

ปัจจุบันสมาชิกของสหกรณ์นิคมชะอำ จำกัด มีความเชื่อมั่นในระบบสหกรณ์มากขึ้นและพร้อมจะขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ร่วมกับสหกรณ์ จนส่งผลให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความมั่นคงในอาชีพ และมีรายได้ที่ยั่งยืน