‘กษ.’จัดอบรมเกษตรกร ร่วมโครงการปลูกข้าวโพด เคาะจุดรับซื้อ393อำเภอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375444

‘กษ.’จัดอบรมเกษตรกร ร่วมโครงการปลูกข้าวโพด เคาะจุดรับซื้อ393อำเภอ

‘กษ.’จัดอบรมเกษตรกร ร่วมโครงการปลูกข้าวโพด เคาะจุดรับซื้อ393อำเภอ

วันพุธ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 19.14 น.

ก.เกษตรฯ กำหนดจุดรับซื้อโครงการปลูกข้าวโพดหลังนาครบ 393 อำเภอใน 33 จังหวัดพื้นที่เป้าหมายแล้ว ขณะที่สมาคมผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์เดินหน้าอบรมการปลูกข้าวโพดแก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ส่วนธ.ก.ส.อำนวยความสะดวกเข้าไปรับทำสัญญาจ่ายสินเชื่อถึงจุดรับสมัครเกษตรกร 

7 พ.ย. 61นายสำราญ สารบรรณ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า ในวันนี้ได้ประชุมเกษตรจังหวัดในพื้นที่เป้าหมายโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนาทั้ง 33 จังหวัดเพื่อทำความเข้าใจและแจ้งถึงความคืบหน้าของการขับเคลื่อนโครงการ ซึ่งขณะนี้สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยได้กำหนดแล้วว่า บริษัทใดรับผิดชอบรับซื้อผลผลิตที่จุดใดบ้าง ครอบคลุมทั้ง 393 อำเภอ

ขณะเดียวกันมีสหกรณ์จำนวน 274 สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ และเป็นจุดรวบรวมผลผลิต โดยเป็นสหกรณ์รวบรวมพร้อมปรับปรุงคุณภาพ 21 สหกรณ์ สหกรณ์เป็นจุดรวบรวมและมีผู้ประกอบการนำไปปรับปรุงคุณภาพ 132 สหกรณ์ และสหกรณ์ให้เอกชนเช่าพื้นที่เป็นจุดรวบรวม 121 สหกรณ์ ในส่วนการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงนั้น สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทยแจ้งว่า เบื้องต้นมีบริษัทจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ร่วมโครงการอย่างน้อย 4 บริษัท ได้แก่  บริษัท แปซิฟิค เมล็ดพันธุ์ จำกัด  บริษัท ชินเจนทา ซีดส์ จำกัด  บริษัท เมล็ดพันธุ์ เอเชีย จำกัด และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด ซึ่งได้เริ่มอบรมเกษตรกรพร้อมทั้งเจ้าหน้าที่เกษตรตำบลผู้จะทำหน้าที่ร่วมดูแลเกษตรกรไปพร้อมกับบริษัทจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก การดูแลแปลง จนเก็บเกี่ยวผลผลิต

นอกจากนี้บางบริษัทได้เสนอลดราคาเมล็ดพันธุ์ให้เป็นพิเศษจากกิโลกรัมละ 190 บาท เหลือเพียง 150 บาท การปลูกข้าวโพดใช้เมล็ดพันธุ์ 3.5 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งจะทำให้ประหยัดต้นทุนการผลิตได้ไร่ละ 115 บาท

นายสำราญกล่าวว่า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ให้สินเชื่อสำหรับซื้อปัจจัยการผลิตผ่านบัตรเกษตรสุขใจ ซึ่งเกษตรกรที่เป็นลูกค้าธ.ก.ส. สามารุนำบัตรเกษตรสุขใจไปซื้อปัจจัยการผลิตที่ร้านซึ่งสมาคมผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ได้แจ้งรายชื่อไปยังธ.ก.ส. ทุกจังหวัดแล้วรวม 4,734 ร้าน ส่วนสมาชิกสหกรณ์ที่ซื้อปัจจัยการผลิตนั้น ชำระผ่านบัญชีสหกรณ์ สำหรับพื้นที่ที่สำรวจและเกษตรกรแสดงความจำนงเข้าร่วมโครงการแล้ว 111,350 ราย พื้นที่ 978,000 ไร่

อย่างไรก็ตามนายกฤษฏา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทวงเกษตรฯ ให้เชิญผู้แทนของสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์และสมาคมผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์เร่งลงพื้นที่เป้าหมายเพื่อรับสมัคร เนื่องจากมีเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการอีกมาก

นอกจากนี้ธ.ก.ส. ได้ไปตั้งจุดทำสัญญารับสินเชื่อถึงจุดรับสมัคร เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกษตรกร ซึ่งจะมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนาระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยในเร็ววันนี้

‘ทายาทห้างดัง’ยื่นหนังสือผ่อนผันชี้แจงปมที่ดินส.ป.ก.วังน้ำเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375421

'ทายาทห้างดัง'ยื่นหนังสือผ่อนผันชี้แจงปมที่ดินส.ป.ก.วังน้ำเขียว

‘ทายาทห้างดัง’ยื่นหนังสือผ่อนผันชี้แจงปมที่ดินส.ป.ก.วังน้ำเขียว

วันพุธ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 18.21 น.

7 พ.ย.61 นายสุรชัย ยุทธชนะ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา (ส.ป.ก.โคราช) เปิดเผยว่า นางลักขณา นะวิโรจน์ รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้ยื่นหนังสือขอผ่อนผันการเข้าชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.ในการถือครองที่ดิน ส.ป.ก.วังน้ำเขียว ฟ้าประทานฟาร์ม และฟลอร่า พาร์ค รวม 2 แปลง เนื้อที่เกือบ 400 ไร่ โดยได้ขอยื่นขยายเวลารวบรวมเอกสารไปจนถึงวันที่ 6 ธ.ค.ทั้งนี้ภายใต้ พ.ร.บ.วิปกครอง ให้สามารถขยายชี้แจงได้แต่ต้องไม่เกินภายใน 30 วัน นับจากวันที่แสดงความประสงค์

“นางลักขณาได้ทำหนังสือมาว่าจะมาพบเจ้าหน้าที่และขอมาชี้แจงด้วยตนเอง ทั้ง 2 แปลง คือ ฟ้าประทานฟาร์ม และฟลอร่า พาร์ค โดยระหว่างนี้ขอเวลารวบรวมหลักฐานข้อเท็จริงในการถือครองที่ดิน ประกอบมีภารกิจ จึงมาพบเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ภายใน 15 วันหลังจากที่ ส.ป.ก.ไปปิดหนังสือที่ทำการทั้ง 2 แห่ง ให้มาชี้แจงการถือครองที่ดิน ซึ่งวันที่ 6 พ.ย.สิ้นสุด โดยนางลักขณา ได้ทำหนังสือส่งมาก่อนหมดระยะเวลา เพื่อขอผ่อนผัน จึงต้องให้โอกาสตามกฎหมายปกครอง” นายสุรชัย กล่าว

ส.ป.ก.โคราช กล่าวว่า เมื่อถึงระยะเวลาที่ผู้ถือครองแจ้งว่าจะมาชี้แจง ถ้าผู้ถือครองไม่มีหลักฐานในที่ดินเหนือกว่า ส.ป.ก.ก็จะเสนอ รมว.เกษตรฯ และเลขาธิการ ส.ป.ก.เพื่อพิจารณาตามกฎหมาย ส.ป.ก.ดำเนินการในที่ดิน 2 แปลง ซึ่งตามขั้นตอนต้องคืนมาโดยผลของกฎหมายอยู่แล้ว ถ้ายังไม่ยอมออกจากพื้นที่จะดำเนินคดีต่อไป

ชลประทานขยายผลขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา จัดงาน ‘สู่ฝันของพ่อ..สานต่อเกษตรทฤษฎีใหม่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375261

ชลประทานขยายผลขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา จัดงาน 'สู่ฝันของพ่อ..สานต่อเกษตรทฤษฎีใหม่'

ชลประทานขยายผลขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา จัดงาน ‘สู่ฝันของพ่อ..สานต่อเกษตรทฤษฎีใหม่’

วันพุธ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 09.52 น.

กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา กรมชลประทานขานรับ จัดงาน “สู่ฝันของพ่อ..สานต่อเกษตรทฤษฎีใหม่”  ให้ความรู้ประชาชน เกษตรกร ใช้ทรัพยากรน้ำและดินอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด เน้นพึ่งพาและแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง พร้อมเสริมสร้างเครือข่ายเกษตรทฤษฎีใหม่ให้เข้มแข็ง และขยายผลเพื่อขับเคลื่อนประเทศในแนวทางศาสตร์พระราชาต่อไป

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีเกษตรกรจำนวนมากประสบผลสำเร็จจากการนำแนวความคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ สามารถปลดหนี้สิน ครอบครัวมีความสุขบนพื้นฐานของความพอเพียง กระทรวงเกษตร ฯ จึงมีเป้าหมายในการขยายผลทฤษฎีใหม่ให้ครอบคลุมทั้งประเทศปีละ 70,000 ราย ใน 882 อำเภอ เฉลี่ยอำเภอละ 80 ราย เพื่อเป็นต้นแบบของการยกระดับคุณภาพชีวิต โดยให้หน่วยงานราชการ          ทุกหน่วยงานมาร่วมกันขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญในแผนขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย

“กรมชลประทานเป็นหนึ่งหน่วยงานหลักที่เป็นแหล่งข้อมูลความรู้เรื่องน้ำ ปัจจัยสำคัญหลักในการทำการเกษตร ครั้งนี้จึงได้จัดงาน “สู่ฝันของพ่อ…สานต่อทฤษฎีใหม่” เพื่อเปิดพื้นที่ตลาดนัดความรู้ให้คนทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ เครือข่ายต่าง ๆ ที่มีประสบการณ์การทำงานมาแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ร่วมมือกันวางแผนขับเคลื่อนเกษตรทฤษฎีใหม่ในระดับลุ่มน้ำ เพื่อจะออกแบบต้นแบบที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงต่อไป” รัฐมนตรีว่าการก.เกษตร ฯ กล่าว

ด้านดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมชลประทานได้น้อมนำศาสตร์พระราชาในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดชบรมนาถบพิตร คือหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเกษตรทฤษฎีใหม่มาใช้มาโดยตลอด เฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันขยายพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ทั้งในและนอกเขตชลประทาน และได้วางเป้าหมายที่จะขยายผลเกษตรทฤษฎีใหม่ให้กว้างขวางออกไปมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นแนวทางที่จะพัฒนาการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นวิธีที่เน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรดิน ทรัพยากรน้ำ การเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ เป็นหลัก จากนั้นรายได้เกษตรกรจึงจะเพิ่มขึ้นและช่วยให้หนี้สินลดลงตามมา

“การขยายผลเกษตรทฤษฎีใหม่เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใจมากขึ้น และร่วมสืบสานศาสตร์ของพระราชา   กรมชลประทานจึงได้นำเอานิทรรศการความเป็นมาของเกษตรทฤษฎีใหม่ ศาสตร์พระราชากับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ มาจัดแสดงในงานครั้งนี้ ทั้งจากกรมชลประทาน และหน่วยงานต่างๆที่ให้การสนับสนุน เพื่อให้ประชาชนและผู้เข้าร่วมงานจะได้รับชมนิทรรศการประมวลภาพการเสด็จเยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่มาในรูปแบบ “หุ่นจำลองมีชีวิต” บ้านลุงสมจิต : ฐานเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่แห่งแรก การพัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์” ดร.ทองเปลว กล่าว

นอกจากนี้ มีการเสวนาเรื่อง ความเป็นมา กลับสู่รากเหง้า เกษตรทฤษฎีใหม่แห่งแรก Tentative Formula สู่โคก หนอง นา โมเดล โดยมี ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอาจารย์ปราโมทย์  ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน มาร่วมพูดคุยกัน และกรมชลประทานได้จัดให้มีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เร่งรัดขยายผลโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อวิเคราะห์ประเด็นที่ต้องปลดล็อคและนำเสนอแนวทางการสนับสนุนที่จำเป็นต่อภาครัฐ และได้พบกับเครือข่ายต่างๆ ที่น้อมนำเอาเกษตรทฤษฎีใหม่ไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่การเกษตรของตนเองจนประสบความสำเร็จ สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่  กิจกรรมเดินชมแปลงตัวอย่างเกษตรทฤษฎีใหม่แบบประยุกต์ (โคก หนอง นา โมเดล) เลือกชมเลือกซื้อสินค้าจากตลาดนัดเกษตรทฤษฎีใหม่และเครือข่าย รับชมการละเล่นพื้นบ้านของจังหวัดสระบุรี และการฉายหนังกลางแปลงในคืนวันที่ 7 และ 8 พฤศจิกายน โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน นี้ ณ บริเวณวัดมงคลชัยพัฒนา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการเกี่ยวกับเกษตรทฤษฎีใหม่จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่ว่าจะเป็น กรมประมง กรมหม่อมไหม กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรมปศุสัตว์ เกษตรและสหกรณ์ จังหวัด และศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าว จึงอยากเชิญผู้สนใจร่วมไปชม ช็อป ชิม ผลผลิตทางการเกษตร ในงาน“สู่ฝันของพ่อ..สานต่อเกษตรทฤษฎีใหม่” และร่วมสืบสานศาสตร์ของพระราชาไปด้วยกัน

 

เครือข่ายภาคการเกษตรดันศพก. ร่วมสานพลังประชารัฐ-แปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375173

x

เครือข่ายภาคการเกษตรดันศพก. ร่วมสานพลังประชารัฐ-แปลงใหญ่

วันพุธ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รักษาราชการอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยในการประชุมเชื่อมโยงการดำเนินงานของคณะกรรมการเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และแปลงใหญ่ ระดับประเทศ ครั้งที่ 1/2562 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดกระบี่ (พืชสวน) อ.เมือง จ.กระบี่ ว่า การขับเคลื่อนฯ งานในปี 2562 ที่มุ่งเน้นให้แปลงใหญ่ มีการเชื่อมโยงการทำงานเครือข่าย และให้ ศพก. เป็นศูนย์กลางการทำงานแบบบูรณาการของหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ สามารถแก้ปัญหาได้ตรงตามความต้องการของชุมชน โดยเฉพาะนโยบายสำคัญ เช่น โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา และใช้ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ซึ่งเป็นศูนย์เครือข่ายของ ศพก. เป็นศูนย์ในการทำความเข้าใจและให้ความรู้เรื่องศัตรูพืชต่างๆ ทั้งนี้ ศพก. มีบทบาทในการช่วยเชื่อมโยงตลาดสินค้าแปลงใหญ่ได้ด้วย โดยเบื้องต้น สั่งการให้ทุกพื้นที่คัดกรองสินค้าเกษตร ที่พร้อมแลกเปลี่ยน พร้อมระบุช่วงเวลา และปริมาณของผลผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เน้นตลาดนำการผลิต นอกจากนี้ ยังต้องการให้เกิดการแลกเปลี่ยนสินค้ากันในเครือข่ายมากขึ้น

นายสำราญกล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้ ยังถือเป็นการประชุมครั้งแรก ของคณะกรรมการเครือข่าย ศพก. และแปลงใหญ่ ชุดใหม่ โดยคณะกรรมการเครือข่าย ศพก. ระดับประเทศ ได้แก่ นายเชิดชัย จิณะแสน ประธานเครือข่าย ศพก. ระดับประเทศ รองประธานเครือข่าย 4 ภาค ประกอบด้วย นายอุดม วรัญญูรัฐ (ภาคกลาง) นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) นายยรรยงค์ ยาดี (ภาคเหนือ) นายสุมาตร อินทรมณี (ภาคใต้) และประธานเครือข่ายแปลงใหญ่ ระดับประเทศ ได้แก่ นายบุญมี สุระโคตร ส่วนรองประธานเครือข่ายแปลงใหญ่ ได้แก่ นายสำราญ ครรชิต ฝ่ายบริหาร นายนัยฤทธิ์ จำเล (วิชาการ) ทั้งนี้ ยังได้ย้ำในการประชุมถึงการขับเคลื่อนและผลสัมฤทธิ์ ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

ส่องเกษตร : ข้าวสดใส…อย่าหลงกลผลาญชาติอีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375171

449007

ส่องเกษตร : ข้าวสดใส…อย่าหลงกลผลาญชาติอีก

วันพุธ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

มาว่ากันต่อจากสัปดาห์ก่อน เรื่อง“ยางพารา”
และ“ปาล์มน้ำมัน” 2 พืชเศรษฐกิจหลักโดยเฉพาะของภาคใต้ที่ปีนี้ราคา“ย่ำแย่”เป็นอย่างยิ่ง และดูเหมือนอนาคตก็ยังมืนมน!!!

ปลายต.ค.ที่ผ่านมา น.ส.จริยา สุทธิไชยา เลขาฯสศก.-สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร แถลงว่า
ดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนก.ย. 2561 ลดลง
จากก.ย.ปีก่อน 4.04% เป็นผลจากการที่สินค้าเกษตรหลายตัว ราคาลดลงมากโดยเฉพาะยางพาราและปาล์มน้ำมัน ซึ่งเดือนต.ค.ก็ยังไม่ดีขึ้น

ส่วนนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ก็จี้รัฐบาลเร่งแก้ไขสินค้าเกษตรภาคใต้ที่ราคาร่วงยกแผง โดยเฉพาะยางฯและปาล์มน้ำมันร่วมถึงมะพร้าวด้วย ส่งผลให้เศรษฐกิจภาคใต้กำลังทรุดหนัก ขณะที่กลุ่มชาวสวนปาล์มขยับเคลื่อนไหวหลายจังหวัด เรียกร้องรัฐบาลเร่งแก้ไข ปัญหาราคาที่ตกต่ำมากที่สุดในรอบ 10 ปี ขายผลปาล์มได้แค่กก.ละ 2.50 บาท ต้องขาดทุนเพราะต้นทุนอยู่ที่ 3 บาทกว่า จนเริ่มขู่จะก่อม็อบ
เข้ามากดดันที่ทำเนียบรัฐบาลบ้างแล้ว

ราคาปาล์มน้ำมันที่ตกต่ำนี้ มีข่าวว่า รัฐบาลโดยคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช เตรียมเสนอครม.ขยายเวลาหลายมาตรการแก้ปัญหาไปถึง ก.พ.2562 อาทิ ของบฯกลาง 525 ล้านบาท ใช้สนับสนุนค่าขนส่งและค่าบริหารจัดการให้ผู้ประกอบการ
กก.ละ 1.75 บาท เพื่อช่วยผลักดันส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ 3 แสนตัน ภายใน 3 เดือน หวังลดสต๊อกในประเทศที่มีสูงถึง 3.5-3.8 ล้านตัน ซึ่ง
“สูงกว่า” ปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบที่ควรจะมีไม่เกิน 250,000 ตัน ทั้งจะให้กระทรวงพลังงานเร่งผลักดันใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 ในรถบรรทุกและรถไฟ เพื่อดูดซับน้ำมันปาล์ม “ส่วนเกิน” ให้มากขึ้น เป็นต้น…หวังว่ามาตรการเหล่านี้จะดึงราคาผลปาล์มขึ้นเป็นกก.ละ 3.00- 3.20 บาท

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มชี้ว่า การใช้งบฯสนับสนุนกก.ละ 1.75 บาท
หวังผลักดันส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ 3 แสนตันนั้น “ไม่ใช่เรื่องง่าย” เพราะตอนนี้ตลาดสำคัญอย่างสหภาพ
ยุโรป หรือ อียู ออกมาตรการลดนำเข้าน้ำมันปาล์มลงมา
อีกตลาดสำคัญคืออินเดียก็เพิ่มภาษีน้ำเข้าเพื่อคุ้มครอง
ปาล์มในประเทศ ส่งผลให้ “ซัพพลายโลกล้น” จนราคา
ดิ่งหนัก ส่วนมาตรการกระตุ้นการใช้ B20 ก็ยังอืดมาก
จากที่กระทรวงพลังงานเปิดโครงการเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2561 มีการใช้ไปแล้ว เพียง 6-7 ล้านลิตร คิดเป็นปริมาณน้ำมันปาล์มดิบเพียง 1,199 ตันเท่านั้น

ซึ่งอันที่จริง อนาคตน้ำมันปาล์มน่าห่วงมากๆ เพราะอียูนอกจากลดนำเข้าลงเรื่อยๆ ยังกำหนดเป้าหมายจะเลิกนำเข้าทั้งหมดภายในปี 2020 หรืออีก 2 ปีข้างหน้า ไม่ว่าใช้อุปโภคบริโภคหรือพลังงานทดแทน เพราะเล็งเห็นอันตรายการ“กิน”ที่เสี่ยงหลายโรคต่อหัวใจและหลอดเลือด ทั้งการปลูกปาล์ม 2 ประเทศผู้ส่งออกใหญ่โลก คือ อินโดนีเซียและมาเลเซีย ยังถาง“ทำลายป่า”เป็นสำคัญ

สำหรับ“ยางพารา”นั้น ในสายตาประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ-ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ จัดเป็นสินค้าเกษตรที่น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะปัญหารุนแรงและยืดเยื้อมานาน ทำให้ราคาน้ำยางลดลงเหลือแค่ 3 กิโล 100 บาทแล้ว!

ก่อนหน้านี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ผลักดันหลายมาตรการดูแลเสถียรภาพราคายางฯที่ผ่านครม.ไป แต่ปรากฏว่าทุกมาตรการยังคงอืดอาดล่าช้า ไม่ว่าโครงการส่งเสริมการใช้ยางฯในภาครัฐ 4 กระทรวงใหญ่ ที่ตั้งเป้า 145,500 ตัน แต่ช่วง 9 เดือน(มกราคม-กันยายน) เพิ่งรับมอบยางเพียง 1,129.10 ตัน,โครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อลดพื้นที่ปลูกยางฯเป้า 150,000 ไร่ เกษตรกร 30,000 ราย ก็อนุมัติไป 93,062 ไร่ 14,623 ราย ต่ำกว่าเป้ามาก เป็นต้น…และแม้รัฐบาลจะประกาศนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” ก็ยังไม่เห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรมเสียที

ล่าสุดปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผอ.ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงผลวิจัย“วาระแห่งชาติ ยางพาราไทย : อุปสรรคและทางรอด” เบื้องต้นชี้ว่าทิศทางราคายางฯปีหน้า แนวโน้มยัง“ทรงตัว” ก็คือยังไม่ดีเหมือนตอนนี้แหละ จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่งผลให้ความต้องการใช้ลดลง แต่หลายประเทศยังเพิ่มการผลิต และสต๊อกโลกมีมากถึง 1 ล้านตัน ทั้งยังเสนอรัฐบาล 14 ข้อ ในการปรับตัวเพื่อสร้างทางรอดให้กับ“ยางฯไทย”

ไม่ว่าจะมีข้อเสนอแนวทางหรือมาตรการที่ดีแค่ไหนก็ตาม ที่ผมเป็นห่วงยิ่งคือ ภายใต้กลไกรัฐ ระบบราชการที่ยังทำงาน“ด้อยประสิทธิภาพ”ไม่เปลี่ยน แม้อยู่ในยุค คสช.ที่มีอำนาจพิเศษเด็ดขาด อนุมัติโครงการไปมากมาย ก็ยังอืดอาดขนาดนี้ แล้วหลังเลือกตั้งปีหน้า ได้รัฐบาลใหม่ อำนาจพิเศษจืดจางไป….มาตรการที่วิเศษแค่ไหน ก็คงช่วยให้อนาคต“ยางพารา”และ“ปาล์มน้ำมัน”สดใสขึ้นได้ยากแน่!

สาโรช บุญแสง

ขยายผลขับเคลื่อน‘ศาสตร์พระราชา’ จัดงานยิ่งใหญ่‘สู่ฝันของพ่อ..สานต่อเกษตรทฤษฎีใหม่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375172

x

ขยายผลขับเคลื่อน‘ศาสตร์พระราชา’ จัดงานยิ่งใหญ่‘สู่ฝันของพ่อ..สานต่อเกษตรทฤษฎีใหม่’

วันพุธ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีเกษตรกรจำนวนมากประสบผลสำเร็จจากการนำแนวความคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ สามารถปลดหนี้สิน ครอบครัวมีความสุขบนพื้นฐานของความพอเพียง กระทรวงเกษตรฯ จึงมีเป้าหมายในการขยายผลทฤษฎีใหม่ให้ครอบคลุมทั้งประเทศปีละ 70,000 ราย ใน 882 อำเภอ เฉลี่ยอำเภอละ 80 ราย พร้อมมอบให้กรมชลประทาน ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักด้านน้ำ จัดงาน “สู่ฝันของพ่อ…สานต่อทฤษฎีใหม่” เพื่อเปิดพื้นที่ตลาดนัดความรู้ให้ผู้ที่ทำการเกษตรทฤษฎีใหม่มาออกแบบ เพื่อจะออกแบบต้นแบบที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงต่อไป

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้วางเป้าหมายที่จะขยายผลเกษตรทฤษฎีใหม่ให้กว้างขวางออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นแนวทางที่จะพัฒนาการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นวิธีที่เน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรดิน ทรัพยากรน้ำ การเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำเป็นหลัก จากนั้นรายได้เกษตรกรจึงจะเพิ่มขึ้นและช่วยให้หนี้สินลดลงตามมา

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการประมวลภาพการเสด็จฯเยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ในรูปแบบ “หุ่นจำลองมีชีวิต” บ้านลุงสมจิต : ฐานเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่แห่งแรก การพัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์ นิทรรศการความเป็นมาของเกษตรทฤษฎีใหม่ ศาสตร์พระราชากับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นอกจากนี้ มีการเสวนาเรื่อง ความเป็นมากลับสู่รากเหง้าเกษตรทฤษฎีใหม่แห่งแรก Tentative Formula สู่โคก หนอง นา โมเดล โดยมี ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ และ นายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน เลือกชม เลือกซื้อสินค้าจากตลาดนัดเกษตรทฤษฎีใหม่และเครือข่าย การละเล่นพื้นบ้านของจังหวัด โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 พฤศจิกายน 2561 ณ บริเวณวัดมงคลชัยพัฒนา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี

สศก.เจาะสินค้าพืชสำคัญ‘ตะวันออก’ เดินหน้าสร้างเอกภาพข้อมูลการเกษตร9จังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375174

x

สศก.เจาะสินค้าพืชสำคัญ‘ตะวันออก’ เดินหน้าสร้างเอกภาพข้อมูลการเกษตร9จังหวัด

วันพุธ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า คณะทำงานพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านพืชภาคตะวันออก ซึ่งมีผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 เป็นประธาน ได้รับรองข้อมูลการเกษตร ได้แก่ ข้าวนาปรัง มันสำปะหลังโรงงาน เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง ลำไย และ ลิ้นจี่ ปี 2561 ใน 9 จังหวัดภาคตะวันออก ประกอบด้วย ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สระแก้ว ปราจีนบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ ซึ่งเพาะปลูกสินค้าแต่ละชนิด ดังนี้

ข้าวนาปรังมีเนื้อที่เพาะปลูก 777,735 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 773,926 ไร่ ผลผลิตรวม 532,177 ตัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 688 กิโลกรัม/ไร่ (ณ ความชื้น 15 %), มันสำปะหลังโรงงาน มีเนื้อที่เพาะปลูก 921,057 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 895,191 ไร่ ผลผลิตรวม 3,214,462 ตัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 3,591 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อเทียบกับปี 2560 เนื้อที่เพาะปลูก เนื้อที่เก็บเกี่ยว ลดลงร้อยละ 15.75 และ 15.99 เนื่องจากราคาไม่จูงใจจึงปรับเปลี่ยนปลูกพืชอื่นแทน

เงาะ มีเนื้อที่ยืนต้น 115,975 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 112,441 ไร่ ผลผลิตรวม 173,623 ตัน ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,544 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อเทียบกับปี 2560 เนื้อที่ยืนต้น เนื้อที่ให้ผลผลิตต่อไร่ และผลผลิตรวมลดลงทั้งหมด ลดลงร้อยละ 1.62 0.90 9.02 และ 9.81 ตามลำดับ สาเหตุจากราคาไม่จูงใจ, ทุเรียน มีเนื้อที่ยืนต้น 323,205 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 268,867 ไร่ ผลผลิตรวม 405,414 ตัน ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,508 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อเทียบกับปี 2560 เนื้อที่ยืนต้นและเนื้อที่ให้ผล เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.69 และ 4.33 เนื่องจากราคาทุเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีติดต่อกันมานานหลายปี

มังคุด มีเนื้อที่ยืนต้น 202,203 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 196,146 ไร่ ผลผลิตรวม 54,476 ตัน ผลผลิตต่อ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 278 กิโลกรัม/ไร่ ลองกอง ปี 2561 มีจำนวนเนื้อที่ยืนต้น 44,302 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 42,938 ไร่ ผลผลิตรวม 16,501 ตัน ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 384 กิโลกรัม/ไร่, ลำไย มีเนื้อที่ยืนต้น 274,735 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 256,900 ไร่ ผลผลิตรวม 348,417 ตัน ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,356 กิโลกรัม/ไร่ และลิ้นจี่ มีเนื้อที่ยืนต้น 2,193 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 1,943 ไร่ ผลผลิตรวม 1,989 ตัน ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,024 กิโลกรัม/ไร่

ทั้งนี้ คณะทำงานฯ จะได้นำเสนอข้อมูลต่อคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านการเกษตร ด้านพืช เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนนำเสนอต่อ คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านการเกษตร เพื่อพิจารณาและนำออกเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์ต่อไป

รายงานพิเศษ : มุ่งส่งเสริมสมาชิกผลิตเมล็ดพันธุ์ดี-ลดต้นทุน-เพิ่มรายได้ อีกความสำเร็จของ‘สหกรณ์นิคมลานสัก จํากัด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375175

รายงานพิเศษ : มุ่งส่งเสริมสมาชิกผลิตเมล็ดพันธุ์ดี-ลดต้นทุน-เพิ่มรายได้  อีกความสำเร็จของ‘สหกรณ์นิคมลานสัก จํากัด’

รายงานพิเศษ : มุ่งส่งเสริมสมาชิกผลิตเมล็ดพันธุ์ดี-ลดต้นทุน-เพิ่มรายได้ อีกความสำเร็จของ‘สหกรณ์นิคมลานสัก จํากัด’

วันพุธ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สหกรณ์นิคมลานสัก จํากัด อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เป็นสหกรณ์หนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขาย เป็นอันดับ 1 ของประเทศ โดยได้มีการส่งเสริมให้สมาชิกผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นดี เพื่อใช้ในการเพาะปลูกและจำหน่ายให้แก่กลุ่มเกษตรทั่วไปผ่านช่องทางเครือข่ายสหกรณ์ จนทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น 20-30% อีกทั้งยังมีการแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ระหว่างสหกรณ์เป็นการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

นายจิตติ เจียมเจือจันทร์ ผู้จัดการสหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด เล่าว่า ปัจจุบันสมาชิกส่วนใหญ่ปลูกข้าวเพื่อการบริโภค แต่สหกรณ์ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ตลาดมีความต้องการสูง จึงส่งเสริมให้สมาชิกผลิตเมล็ดพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกร่วมโครงการจำนวน 550 ราย เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผลิตมีหลากหลายสายพันธุ์ เช่น กข.49 กข.41 กข.29 กข.43 และ กข.71 มีพื้นที่ปลูกข้าวรวมทั้งหมด 2,500 ไร่ สามารถให้ผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 1 ตัน โดยใน 1 ปี สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ 2 รอบ ได้ผลผลิตประมาณ 5,000 ตันต่อปี นอกจากนี้ สหกรณ์ยังได้ส่งเสริมให้สมาชิกทำนาแบบลดต้นทุนการผลิต เช่น ส่งเสริมให้ใช้เมล็ดพันธุ์ไม่เกิน 16 กิโลกรัมต่อไร่ จากเดิมที่สมาชิกจะใช้เมล็ดพันธุ์เฉลี่ย 35 กิโลกรัมต่อไร่ รวมถึงส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการตรวจค่าวิเคราะห์ดินจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะทำให้สมาชิกรับรู้ว่า ต้องใช้ปุ๋ยแบบใด ชนิดใด เพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อดินมากที่สุด อีกทั้งจะสามารถช่วยประหยัดต้นทุนให้กับสมาชิกได้อีกด้วย โดยสหกรณ์จะมีเครื่องผสมปุ๋ยอัตโนมัติไว้บริการให้กับสมาชิกหรือเกษตรกรทั่วไปสามารถเข้ามาใช้ผสมปุ๋ยสูตรต่างๆ ได้ตามค่าวิเคราะห์ดิน ตลอดจนสหกรณ์ได้จัดหาปัจจัยการผลิต เช่น เครื่องจักรทางการเกษตร เครื่องเกี่ยวข้าว รถดำนา มาบริการแก่สมาชิกในราคาที่ถูกกว่าตลาดทั่วไปประมาณ 50 – 100 บาทต่อไร่

สหกรณ์จะรับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวจากสมาชิกหลังจากที่ได้เก็บเกี่ยวเสร็จเรียบร้อยแล้ว จากนั้นสหกรณ์ก็จะนำตัวอย่างข้าว เข้าไปตรวจสอบภายในห้องแล็บของสหกรณ์ และนำเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นเข้าสู่ระบบการปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ ตากลดความชื้นเพื่อให้ได้ระดับที่เหมาะสม และเข้าสู่โรงงานแปรรูปเพื่อการบรรจุและจำหน่าย สำหรับเมล็ดพันธุ์ที่ยังไม่ถึงช่วงเวลาจำหน่าย สหกรณ์จะนำไปเก็บรักษาไว้ในห้องที่มีการรักษาอุณหภูมิ เพื่อให้เมล็ดพันธุ์อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้หรือมีชีวิตทุกเมล็ด นอกจากนี้ก่อนนำออกจำหน่ายจะมีการสุ่มตรวจเมล็ดตัวอย่างเพื่อหาเปอร์เซ็นต์การงอกว่าอยู่ในระดับที่ได้มาตรฐานหรือไม่ เพื่อเป็นการรับประกันการขายว่าเมล็ดพันธุ์ที่จำหน่ายออกไปมีคุณภาพ

การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของสหกรณ์นิคมลานสัก จะเน้นการกระจายความเสี่ยงโดยการปลูกข้าวหลายสายพันธุ์ตามความสมัครใจของสมาชิก อีกทั้งสหกรณ์ยังได้รับความไว้วางใจจากภาคเอกชนหลายรายในการรับซื้อข้าวจากสหกรณ์เพื่อไปสร้างแบรนด์ หรือ นำไปบรรจุขายในแบบของตนเอง โดยแต่ละปีจะมีการสั่งซื้อเมล็ดพันธุ์จากสหกรณ์ไปบรรจุขายในแบรนด์ต่างๆ กว่า 1,000 ตัน

นอกจากเหนือจากการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวแล้ว สหกรณ์ยังได้ส่งเสริมสมาชิกปลูกถั่วแระญี่ปุ่น เพื่อเสริมรายได้ โดยจะเริ่มปลูกในช่วงเดือนพฤศจิกายนและจะแล้วเสร็จประมาณเดือนมีนาคมถึงเมษายนของทุกปี มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 7,000 ไร่ ผลผลิตที่ได้เฉลี่ยประมาณ 10,000 ตันต่อปี โดยมีบริษัทเอกชนเข้ามารับซื้อผลผลิตทั้งหมดในราคาที่เป็นไปตามกลไกของตลาด

‘บิ๊กตู่’อ้อนเกษตรกรเข้าใจรัฐบาล ย้ำเร่งแก้ปัญหาหนี้สินเต็มที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375121

'บิ๊กตู่'อ้อนเกษตรกรเข้าใจรัฐบาล ย้ำเร่งแก้ปัญหาหนี้สินเต็มที่

‘บิ๊กตู่’อ้อนเกษตรกรเข้าใจรัฐบาล ย้ำเร่งแก้ปัญหาหนี้สินเต็มที่

วันอังคาร ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 16.59 น.

6 พ.ย. 61 เวลา 14.30 น. ทำเนียบฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงถึงการบริหารแก้ไขหนี้สินเกษตรกรของกองทุนฟื้นฟูที่ค้างมายาวนาน วันนี้ได้มีการตรวจสอบตามกติกาทั้งหมด ซึ่งบางครั้งที่ผ่านมาก็ไม่ได้ทำ วันนี้มีการสรุปแล้วทั้งหมด 6 แสนกว่าราย เข้าเกณฑ์เพียงแค่ประมาณ 5 หมื่นกว่ารายเท่านั้น ซึ่งก็ต้องไปหามาตรการต่อไปว่าจะทำอย่างไร

“ฝากผู้ที่เคลื่อนไหวอยู่ด้วย รัฐบาลพยายามจะทำให้เต็มที่ ขออย่ากลับไปหาที่เก่าเลย ทำอะไรไม่มีหลักเกณฑ์มามันก็สร้างปัญหาใหม่ไปเรื่อยๆ ก็ขอร้องกัน ตอนนี้มีทั้งลูกหนี้ธกส. ธ.ออมสิน สหกรณ์การเกษตร ฯลฯ ซึ่งก็ต้องนำข้อสังเกตของสตง.ก่อนปี 60 มาพิจารณาด้วยว่าจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้อย่างไร ก็ขอให้เกษตรกรเข้าใจรัฐบาลด้วย ที่ผ่านมาบางทีก็ไม่ได้เอาจริงเอาจังอะไร เลยค้างคามาตลอด

คกก.เอกลักษณ์ฯจ่อชง ครม.ไฟเขียว‘ปลากัด’เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/375019

คกก.เอกลักษณ์ฯจ่อชง ครม.ไฟเขียว‘ปลากัด’เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ

คกก.เอกลักษณ์ฯจ่อชง ครม.ไฟเขียว‘ปลากัด’เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ

วันอังคาร ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 10.15 น.

คกก.เอกลักษณ์​ฯจ่อชง ครม.ไฟเขียว‘ปลากัด’เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ

เมื่อเวลา 08.20 น.วันที่ 6 พ.ย.61 ​ที่ทำเนียบ​รัฐบาล​ นายกฤษฎา​ บุญราช​ รมว.เกษตรและสหกรณ์​ กล่าวถึงกรณีเสนอให้ “ปลากัด” เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ​ ว่า กรมประมงได้รายงานต่อคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติว่าปลากัดมีต้นกำเนิดในประเทศไทย และมีเอกลักษณ์เฉพาะของสายพันธุ์​

นอกจากนั้น​ ในประวัติศาสตร์​คนไทยเลี้ยงปลากัดจำนวนมาก​ และดูในเชิงกีฬา​ ซึ่งมีความผูกพันกับประเทศไทยมานาน​ ในขณะที่ทางเศรษฐกิจ​มีการผสมพันธุ์​ปลากัดหลาย​สายพันธุ์​ จึงเป็นเหตุผลที่เสนอให้เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ

ทั้งนี้ ขั้นตอนต่อไป คณะกรรมการ​เอกลักษณ์ฯจะรวบรวมความคิดเห็นเสนอไปที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี​(สลค.) ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป