เบทาโกรอุ้มข้าวโพดหลังนา ลุยสำรวจศักยภาพสหกรณ์ทั่วปท.-ประกาศรับซื้อไม่อั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/374868

x

เบทาโกรอุ้มข้าวโพดหลังนา ลุยสำรวจศักยภาพสหกรณ์ทั่วปท.-ประกาศรับซื้อไม่อั้น

วันอังคาร ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายณรงค์ วงศ์ธรรมสรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดซื้อพืชไร่ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ที่กระทรวงพานิชย์ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน รวมถึงบริษัทเมล็ดพันธุ์ และโรงงานอาหารสัตว์ มาช่วยกันส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนาและรับซื้อผลผลิตโดยให้สหกรณ์เป็นตัวกลางในการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรเบทาโกร เป็น 1 ใน 15 บริษัท ผู้ผลิตอาหารสัตว์ที่เข้าร่วมโครงการ โดยจะเข้ามารับซื้อผลผลิตข้าวโพดแบบไม่จำกัดปริมาณ แต่รูปแบบการรับซื้อจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่บริษัทกำหนด กล่าวคือ จะต้องเป็นข้าวโพดเบอร์ 2 ความชื้นไม่เกิน 18.5% เม็ดเสียไม่เกิน 6% เม็ดแตกไม่เกิน 5% สิ่งเจือปนไม่เกิน 1% เป็นต้น ส่วนราคารับซื้อทางสมาคมอาหารสัตว์รับประกันไว้ที่ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8 บาท ซึ่งเป็นราคาจำหน่ายที่หน้าโรงงานในกทม.และปริมณฑล ส่วนราคารับซื้อในแต่ละพื้นที่อาจจะแตกต่างกันไปตามคุณภาพ ความชื้น สิ่งเจือปนและค่าขนส่ง ซึ่งจะยึดตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงพาณิชย์ และใช้มาตรฐานในการรับซื้อเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ

“ขณะนี้ การดำเนินงานของเบทาโกรกำลังอยู่ในขั้นตอนของการเตรียมเข้าไปสำรวจศักยภาพของสหกรณ์การเกษตรแต่ละแห่ง หากสหกรณ์ใดมีศักยภาพในการผลิตข้าวโพดที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของบริษัท โดยมีลานตาก เตาอบ เครื่องเป่าฝุ่น บริษัทจะรับซื้อผ่านสหกรณ์นั้นๆ โดยตรง ส่วนสหกรณ์ที่ขาดศักยภาพในการผลิต บริษัทอาจต้องใช้วิธีการซื้อผ่านพ่อค้าคนกลาง โดยประสานให้พ่อค้าเข้าไปรับซื้อข้าวโพดสดจากสหกรณ์ในราคาที่เป็นธรรม แล้วนำไปตาก อบลดความชื้น เป่าฝุ่น หลังจากนั้นทางบริษัทก็จะรับซื้อจากพ่อค้าอีกที เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถจำหน่ายผลผลิตได้อีกทางหนึ่ง และที่สำคัญจะเน้นรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรที่ปลูกในพื้นที่ที่ถูกกฎหมายมีเอกสารสิทธิ์” นายณรงค์ กล่าว

เตรียมถกททท.ใช้บิ๊กดาต้า พัฒนาท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/374867

x

เตรียมถกททท.ใช้บิ๊กดาต้า พัฒนาท่องเที่ยวเชิงเกษตร

วันอังคาร ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นัดหารือร่วมบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานวางแผนใช้ Big Data พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดการประชุมหารือเพื่อบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานในด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรรับผิดชอบดูแลข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทั้งแหล่งที่ตั้ง การให้บริการท่องเที่ยวของวิสาหกิจชุมชน กิจกรรมการท่องเที่ยว ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการท่องเที่ยว และสินค้าของวิสาหกิจชุมชนที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวกรมส่งเสริมการเกษตรจะนำไปเพิ่มในฐานข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เพื่อเชื่อมโยงกับข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ส่วนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะนำข้อมูลด้านสถิติการท่องเที่ยวและความต้องการของนักท่องเที่ยวที่ดูแลมาให้กับกรมส่งเสริมการเกษตรเพื่อใช้ในการปรับปรุง พัฒนา และส่งเสริมสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้มีความน่าสนใจและตอบโจทย์ความต้องการด้านการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศโดยกรมส่งเสริมการเกษตรและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างหน่วยงาน (MOU) ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 นี้

สศก.เปิดข้อมูลเอกภาพข้าวภาคเหนือ 17จังหวัดเนื้อที่ปลูก13ล้านไร่-ผลผลิตรวม7.2ล้านตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/374869

x

สศก.เปิดข้อมูลเอกภาพข้าวภาคเหนือ 17จังหวัดเนื้อที่ปลูก13ล้านไร่-ผลผลิตรวม7.2ล้านตัน

วันอังคาร ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) ได้จัดการประชุมคณะทำงานพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านพืชภาคเหนือ 17 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก ตากสุโขทัย แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิจิตร นครสวรรค์ กำแพงเพชร อุทัยธานี เพชรบูรณ์เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน เพื่อพิจารณาข้อมูลการเกษตรด้านพืชในระดับอำเภอ จังหวัดและภาคอย่างเป็นเอกภาพ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบข้อมูลดังนี้

ข้าวนาปี ณ ความชื้น 15% ปีเพาะปลูก2560/61 ทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ พบว่า มีเนื้อที่เพาะปลูกรวม 13,328,429 ไร่เนื้อที่เก็บเกี่ยว 12,447,110 ไร่ ให้ผลผลิตรวม 7,209,510 ตัน และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 579 กิโลกรัม/ไร่ โดยเนื้อที่เพาะปลูกและผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ร้อยละ 2.31 และ 1.07 ตามลำดับ ซึ่งเนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นเนื่องจากปีเพาะปลูก2560/61 มีฝนตกชุกตั้งแต่ช่วงต้นฤดู เกษตรกรทำนาได้เร็วขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาดังนั้นในบางพื้นที่จึงทำนาได้ 2 รอบ ส่วนผลผลิตเพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาณน้ำมีเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของต้นข้าว ในขณะที่เนื้อที่เก็บเกี่ยวในปี 2560/61 ลดลงจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย ร้อยละ 0.49 เนื่องจากในบางพื้นที่ก็ยังได้รับผลกระทบความเสียหายจากน้ำท่วม

ทั้งนี้ จังหวัดที่มีเนื้อที่เพาะปลูกมากที่สุด 5 ลำดับแรกของ 17 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เชียงราย และกำแพงเพชร โดยจังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่เพาะปลูก 2,257,863 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,962,115 ไร่ ผลผลิตรวม 1,182,867 ตัน ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 603 กิโลกรัม/ไร่

จังหวัดพิจิตร เนื้อที่เพาะปลูก 1,562,694 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,453,351 ไร่ ผลผลิตรวม 876,596 ตัน และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 603 กิโลกรัม/ไร่

จังหวัดพิษณุโลก เนื้อที่เพาะปลูก 1,337,171 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,227,901 ไร่ผลผลิตรวม 723,701 ตัน และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 589 กิโลกรัม/ไร่

จังหวัดเชียงราย เนื้อที่เพาะปลูก 1,208,686 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,140,632 ไร่ ผลผลิตรวม 661,539 ตัน และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 580 กิโลกรัม/ไร่

จังหวัดกำแพงเพชร เนื้อที่เพาะปลูก 1,188,620 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,114,976 ไร่ ผลผลิตรวม 673,632 ตัน และผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 604 กิโลกรัม/ไร่

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีมติเห็นชอบข้อมูลสินค้าพืชต่างๆ อีก 7 ชนิด ได้แก่ หอมแดง กระเทียม หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง ในปีเพาะปลูก 2560/61 รวมทั้งปาล์มน้ำมัน ยางพารา และสับปะรดโรงงาน ปีเพาะปลูก 2560 อีกด้วย ผู้สนใจสามารถติดต่อขอทราบรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมของพืชชนิดอื่นๆ ของแต่ละจังหวัดในภาคเหนือทั้ง 17 จังหวัดได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 โทร. 0-5532-2650และ 0-5532-2658 ต่อ 15 หรืออี-เมล zone2@oae.go.th หรือที่สำนักงานเกษตรจังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือข้างต้นในวันและเวลาราชการ

รักษ์เกษตร : ต้นไม้มงคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/374865

x

รักษ์เกษตร : ต้นไม้มงคล

วันอังคาร ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบว่าไม้มงคลที่ใช้กับพิธีกรรมต่างๆ มีอะไรบ้างครับ

ศรสมาน อนงค์คราญ

เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร

คำตอบ

เรื่องของขวัญกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ ตามความเชื่อของชาวไทยที่สืบต่อกันมา ไม่ว่าจะทำการใดในชีวิตก็ตาม ต้องมีธรรมเนียมพิธีการเอาฤกษ์เอาชัยกันก่อน เพื่อนำความเป็นสิริมงคลมาสู่ชีวิตครอบครัว และญาติของตนเอง ในการปลูกบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ก็ต้องมีการทำพิธีมงคลยกเสาก่อนสร้างบ้าน หรือสร้างศาลพระภูมิ เพื่อให้คนในบ้านอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข

ไม้มงคลที่ใช้ในพิธีวางศิลาฤกษ์นี้ ใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน โดยใช้ไม้มงคลนาม9 ชนิด ปักกับพื้นดินตรงที่ตั้งเสาเอกของบ้าน ได้แก่ไม้ราชพฤกษ์ ไม้ขนุน ไม้ชัยพฤกษ์ ไม้ทองหลาง ไม้ไผ่สีสุก ไม้ทรงบาดาล ไม้สัก ไม้พะยูง และไม้กันเกรา

-ต้นราชพฤกษ์ มีความหมายถึง ความเป็นใหญ่ และมีอำนาจวาสนา ออกดอกในเดือน กุมภาพันธ์-พฤษภาคม ทิ้งใบก่อนออกดอกขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด วิธีการเตรียมเมล็ดก่อนเพาะ โดยนำเมล็ดมาตัด หรือทำให้เกิดบาดแผลที่ปลายเมล็ดแล้ว แช่น้ำไว้ 12 ชั่วโมง นำมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วแช่น้ำทิ้งไว้อีก 12 ชั่วโมง หรืออาจจะต้มน้ำให้เดือดแล้วเทลงในเมล็ด ทิ้งไว้ เมล็ดก็พร้อมที่จะงอก เมล็ดจะงอกภายใน 1-2 สัปดาห์ ทั้งยังสามารถนำรากมาฝนทาแก้กลาก รากและแก่นเป็นยาขับพยาธิ เปลือกและไม้ใช้ฟอกหนัง และใช้บดทาผื่นตามร่างกาย

-ต้นขนุน มีความหมายถึง หนุนให้ดีขึ้นร่ำรวยขึ้น ทำอะไรจะมีผู้ให้การเกื้อหนุน ลำต้นและกิ่งมีน้ำยางสีขาวข้น ผลมีขนาดใหญ่ สามารถนำไปบริโภคได้ทั้งผลดิบและผลสุก ขยายพันธุ์โดยเพาะเมล็ด ติดตา และทาบกิ่ง ประโยชน์คือ นำผลอ่อนไปปรุงอาหาร ผลสุกมีเยื่อหุ้มเมล็ดมีรสหวาน เมล็ดปรุงอาหารได้ เนื้อไม้ใช้ทำพื้นเรือน สิ่งก่อสร้างต่างๆครก เครื่องดนตรี รากและแก่น มีสีเหลือง ใช้ย้อมผ้าและแพรไหม รากนำมาปรุงเป็นยาแก้ท้องร่วง แก้ไข้

-ต้นชัยพฤกษ์ มีความหมายถึง การมีโชคชัย ชัยชนะ ชนะศัตรู ชนะอุปสรรคต่างๆ ลำต้นสีน้ำตาล ทรงพุ่มใบกลมคล้ายร่ม เมื่อต้นยังอ่อนมีหนาม ใบประกอบรูปขนนกปลายคู่ เรียงสลับ มีใบย่อย 5-15 คู่ ใบเป็นรูปไข่ ผิวใบด้านล่างมีขนละเอียด ดอกมีสีชมพู แล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ดอกใกล้โรยจะเป็นสีขาว กลีบเลี้ยงสีแดง ออกเป็นช่อตามกิ่ง ผลเป็นฝักกลมสีดำ เมื่อแก่มีเมล็ดจำนวนมาก ออกดอกในเดือน กุมภาพันธ์-เมษายน ขยายพันธุ์ โดยใช้เมล็ด มีประโยชน์คือ ใช้เนื้อในฝักเป็นยาระบายอ่อนๆ

-ต้นทองหลาง มีความหมายถึง การมีทรัพย์สินเงิน มีเงินทองใช้ไม่ขัดสน ตามกิ่งต้นอ่อนมีหนาม เรือนยอดเป็นพุ่มกลมโปร่ง ออกดอกในเดือน มกราคม-กุมภาพันธุ์ ขยายพันธุ์ โดยเมล็ด
และปักชำ มีประโยชน์ใช้เป็นไม้ประดับสวยงาม

-ต้นไผ่สีสุก มีความหมายถึง มีความสุขกายสบายใจ ไร้ทุกข์โศกโรคภัย เป็นไม้ไผ่ประเภทมีหนาม เนื้อไม้แข็ง ผิวเรียบเป็นมัน แผ่นใบกว้าง ใต้ใบมีสีเขียวอมเหลือง ขยายพันธุ์โดยปักชำ ตัดไม้ไผ่เป็นท่อน ให้ติดข้อตาปล้อง 1 ปล้อง นำมาปักไว้ในวัสดุชำ วางให้เอียง 45 องศา เรียงเป็นแถวเป็นแนวเดียวกัน เติมน้ำลงในกระบอกไม้ไผ่ให้เต็ม ประมาณ 4 สัปดาห์ หน่อจะแตกออกจากตาไม้ไผ่ และรากจะงอกออกจากปุ่มใต้ตา มีประโยชน์คือ ปลูกรอบบ้านเป็นรั้วกันขโมย กันลม หน่อไม้มีสีขาว ใช้ทำอาหาร และเก็บได้นาน เนื้อไม้หนาแข็งแรง ใช้สร้างบ้านในชนบทได้ทนทาน

-ต้นทรงบาดาล มีความหมายถึง ความมั่นคง หรือทำให้บ้านมั่นคงแข็งแรง มีใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ รูปไข่ขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมน ดอก สีเหลืองออกตามซอกใบ และปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ผลเป็นฝักแบน ออกดอกตลอดปี ขยายพันธุ์โดยเพาะเมล็ด วิธีเพาะให้นำไปแช่น้ำหรือแช่น้ำอุ่นค้างคืน มีประโยชน์คือ ปลูกเป็นไม้ประดับสวยงาม

-ต้นสัก มีความหมายถึง ความมีศักดิ์ศรี ความมีเกียรติ อำนาจบารมี คนเคารพนับถือและยำเกรง เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ผลัดใบในฤดูร้อน ลำต้นมีเปลือกเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็กๆ สีเทา ออกดอกและเป็นผลเดือน มิถุนายน-ตุลาคม ขยายพันธุ์โดยเมล็ด ปักชำ มีประโยชน์คือ ใช้ทำเครื่องเรือนและในการก่อสร้างบ้านเรือน ปลวก มอด ไม่ชอบทำลาย เพราะมีสารพวกเตคโตคริโนน เนื้อไม้มีลายสวยงามแข็งแรงทนทาน สามารถตบแต่งและชักเงาให้สวยงามได้ง่าย

-ต้นพะยูง มีความหมายถึง การพยุงฐานะให้ดีขึ้น เปลือกสีเทาเรียบ ออกดอกในเดือน พฤษภาคม-กรกฎาคม ขยายพันธุ์ โดยนำฝักแก่ไปแช่ในน้ำเย็น 24 ชั่วโมง แล้วเพาะในกระบะเพาะ โดยหว่านให้กระจายทั่ว แล้วโรยทรายกลบบางๆ รดน้ำให้ชุ่ม เมล็ดจะงอกภายใน 7 วัน มีประโยชน์คือ มีเนื้อไม้สีแดงอมม่วง ถึงแดงเลือดหมู เนื้อละเอียด แข็งแรงทนทาน ขัดและชักเงาได้ดี ใช้ทำเครื่องเรือน เกวียน เครื่องกลึงแกะสลัก ทำเครื่องดนตรี ได้สวยงาม

-ต้นกันเกรา หรือตำเสา มีความหมายถึง ป้องกันภัยอันตรายต่างๆ ทำให้เสาเรือนมั่นคง เปลือกสีน้ำตาลเข้ม แตกเป็นร่องลึกไม่เป็นระเบียบ ออกดอกในเดือน เมษายน-มิถุนายน ขยายพันธุ์ โดยเพาะเมล็ด มีประโยชน์คือมีเนื้อไม้เป็นสีเหลืองอ่อน เสี้ยนตรง เนื้อละเอียด เหนียว แข็งทนทาน ใช้ในการก่อสร้าง นิยมใช้ทำเสาเรือน แก่นมีรสฝาดใช้เป็นยาบำรุงธาตุแน่นหน้าอก เปลือกใช้บำรุงโลหิต ผิวหนังพุพอง ปลูกเป็นไม้ประดับสวยงาม

นาย รัตวิ

‘กฤษฎา’ยันชง’ปลากัด’เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ผ่านขั้นตอนกระทรวงฯเข้าครม.รับทราบแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/374965

'กฤษฎา'ยันชง'ปลากัด'เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ผ่านขั้นตอนกระทรวงฯเข้าครม.รับทราบแล้ว

‘กฤษฎา’ยันชง’ปลากัด’เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ผ่านขั้นตอนกระทรวงฯเข้าครม.รับทราบแล้ว

วันจันทร์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 19.28 น.

“กฤษฎา”ยันเสนอ”ปลากัด”เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ผ่านขั้นตอนกระทรวงฯเข้าครม.รับทราบแล้วเมื่อเดือนพ.ย.ปี60 เผยระหว่างนี้อยู่ที่คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติดูข้อมูลเพิ่มเติมอย่างรอบด้าน ก่อนส่งครม.อีกรอบ

5 พ.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกรณีกรมประมง เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ โดย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อคณะกรรมการเอกลักษณ์ฯ มีความเห็นอย่างไรก็สามารถเสนอต่อ ครม.ได้โดยตรง โดยเรื่องดังกล่าวไม่ต้องผ่านกระทรวงเกษตรฯ เพราะได้เคยเสนอเข้า ครม.รับทราบแล้วเมื่อเดือน พ.ย.60

“ผมผลักดันเต็มที่ และไม่จำเป็นต้องไปสั่งการอะไรเพิ่มเติม เนื่องจากอธิบดีกรมประมงรู้หน้าที่ดี ขณะนี้ก็ได้รับรายงานว่า อธิบดีได้ลงนามส่งหนังสือเพื่อเสนอให้ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ให้กับคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ แล้วอยู่ระหว่างรอคณะกรรมการฯพิจารณาหนังสือที่ส่งไป เป็นขั้นตอนที่จะเชิญกรมประมง ไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับคณะกรรมการเอกลักษณ์ฯ” นายกฤษฎา กล่าว

มติบอร์ดน้ำมันพืชสั่ง‘มะพร้าว’เป็นสินค้าควบคุม ชงครม.ไฟเขียวแผนดันราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/374909

มติบอร์ดน้ำมันพืชสั่ง‘มะพร้าว’เป็นสินค้าควบคุม ชงครม.ไฟเขียวแผนดันราคา

มติบอร์ดน้ำมันพืชสั่ง‘มะพร้าว’เป็นสินค้าควบคุม ชงครม.ไฟเขียวแผนดันราคา

วันจันทร์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 17.41 น.

มติบอร์ดน้ำมันพืชสั่ง‘มะพร้าว’เป็นสินค้าควบคุม ชงครม.ไฟเขียวแผนดันราคา

5 พ.ย.61 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช เปิดเผยว่า ได้หาแนวทางแก้ไขปัญหามะพร้าวราคาตกต่ำ โดยในคราวประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 18 ต.ค.61 ได้มีมติมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ประสานการจัดตั้งคณะทำงานจัดทำข้อมูลด้านการเกษตรระดับจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัด หรือรองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ร่วมสำรวจและจัดทำข้อมูล เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ

นอกจากนี้ ยังจัดตั้งคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสินค้ามะพร้าว ซึ่งมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานอนุกรรมการ และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการสินค้ามะพร้าวทั้งระบบครบวงจร โดยที่ประชุมยังได้มีมติเห็นชอบการดำเนินงานเพื่อบริหารจัดการสินค้ามะพร้าวในด้านต่างๆ

ด้าน น.ส.จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการ สศก. กล่าวว่า ในส่วนของการป้องกันการลักลอบ และนำเข้ามะพร้าวผิดกฎหมาย ได้มอบหมายให้กรมศุลกากร กำหนดระบบบริหารความเสี่ยงในการตรวจสอบสินค้า โดยให้สินค้ามะพร้าวเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง และกำหนดเป็นสินค้านำเข้าที่ต้องทำการเปิดตรวจทุกกรณี ต้องนำไปผ่านการ X-Ray และชั่งน้ำหนักทุกตู้สินค้าที่นำเข้า และเสนอให้มีการควบคุมสินค้านำเข้าเพียงท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือแหลมฉบัง โดยอาศัยมาตรา 5 ตามพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522

อีกทั้งให้กรมการค้าต่างประเทศ แก้ไข/เพิ่มเติม ประกาศและบทลงโทษกรณีผู้นำเข้าที่ไม่ปฏิบัติตามประกาศกรมการค้าต่างประเทศ โดยให้พักหรือเพิกถอน การขึ้นทะเบียนนำเข้าจะไม่สามารถขอหนังสือรับรองได้จากเดิม 2 ปี เพิ่มเป็น 5 ปี รวมทั้ง เงื่อนไขการออกหนังสือรับรองฯ นำเข้ามะพร้าวตามกรอบความตกลง AFTA ว่าจะไม่นำมะพร้าวนำเข้าไปจำหน่าย จ่าย โอน ให้นิติบุคคล หรือบุคคลทั่วไป หรือแปรสภาพมะพร้าวโดยการกะเทาะภายนอกโรงงานของตนเอง

ด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ให้กรมวิชาการเกษตร เพิ่มความเข้มงวดและป้องกันการระบาดของโรค และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ศึกษามาตรการปกป้องพิเศษ (Special Safeguard Measure : SSG) ภายใต้ความตกลงเกษตรของ WTO ในสินค้ามะพร้าว

“นอกจากนี้ได้กำหนดให้สินค้ามะพร้าวและผลิตภัณฑ์ เป็นสินค้าควบคุม มีการกำหนดมาตรการกำกับดูแลการเคลื่อนย้ายสินค้าดังกล่าว โดยให้นำเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) พิจารณาต่อไป” น.ส.จริยา กล่าว

น.ส.จริยา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ให้กรมการค้าภายใน ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาแนวทางดำเนินการตามที่ผู้แทนเกษตรกรเสนอให้มีการรับซื้อเนื้อมะพร้าวในราคานำตลาด เพื่อแก้ไขปัญหามะพร้าวงอกที่คงเหลืออยู่ในระบบ  ส่วนการบริหารการนำเข้าน้ำมันถั่วเหลือง มะพร้าวผล มะพร้าวฝอย เนื้อมะพร้าวแห้ง และน้ำมันมะพร้าว ปี 2562 ภายใต้กรอบ WTO AFTA และ FTA ให้ดำเนินการเช่นเดียวกับปี 2561 โดยหลักเกณฑ์การจัดสรรโควตามะพร้าวฝอย เนื้อมะพร้าวแห้ง และน้ำมันมะพร้าว ให้เป็นไปตามที่กรมการค้าต่างประเทศกำหนด ยกเว้น มะพร้าวผลภายใต้กรอบ AFTA ขอให้นำเสนอคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสินค้ามะพร้าวพิจารณา ก่อนนำเสนอคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืชพิจารณาต่อไป ซึ่งแนวทางบริหารจัดการข้างต้น จะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาโดยเร็วต่อไป คาดว่าจะส่งผลให้ราคามะพร้าวในประเทศปรับตัวสูงขึ้น

ยืนยันยังไม่พบ‘โรคใบด่าง’ ระบาดไร่มันสำปะหลังไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/374629

x

ยืนยันยังไม่พบ‘โรคใบด่าง’ ระบาดไร่มันสำปะหลังไทย

วันจันทร์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงสถานการณ์เฝ้าระวังการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan Cassava Mosaic Virus (SLCMV) ที่พบการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน ว่า จากการที่กรมวิชาการเกษตรร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร และอาสาสมัครเกษตร ดำเนินการสำรวจพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศซึ่งมีจำนวน 8.9 ล้านไร่ โดยได้สำรวจไปแล้ว 1.87 ล้านไร่ ขอยืนยันว่ายังไม่พบโรคใบด่างมันสำปะหลังเข้ามาระบาดในประเทศไทย แต่พบต้นมันสำปะหลังที่มีอาการใบด่างคล้ายโรคใบด่างมันสำปะหลังจำนวน 65 ต้นเท่านั้น ดังนั้น กรมวิชาการเกษตรในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นองค์กรอารักขาพืชแห่งชาติปฏิบัติหน้าที่เฝ้าระวังพืชปลูก รายงานการระบาด การแพร่กระจายของศัตรูพืช และการควบคุมศัตรูพืชเหล่านั้น รวมทั้งตรวจสอบสินค้าที่เป็นพืชและผลิตผลพืชต่างๆ ที่มีการเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของศัตรูพืชต่างๆ ได้สั่งทำลายต้นมันสำปะหลังที่มีอาการคล้ายโรคใบด่างทั้งหมด
ดังกล่าวด้วยการถอนทำลายและฝังกลบ เพื่อป้องกันไม่ให้โรคใบด่างมันสำปะหลังเข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทย

“ขอยืนยันว่า ปัจจุบันยังไม่พบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดจากเชื้อไวรัส SLCMV ในประเทศไทย พบเพียงต้นมันสำปะหลังมีอาการคล้ายโรคใบด่างเท่านั้น ซึ่งได้ดำเนินการถอนทำลายและฝังกลบเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตามขอให้เกษตรกรตื่นตัวและเฝ้าระวังการระบาดของโรคด้วยการสำรวจพื้นที่ปลูกอย่างสม่ำเสมอ และหากพบต้นมันสำปะหลังมีอาการผิดปกติคล้ายเป็นโรคใบด่าง ขอให้แจ้งสายด่วนเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง โทร.0-2579-8516 หรือ 06-1415-2517” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

เปิดผลสำรวจนาแปลงใหญ่ตะวันตก เกษตรกรเต้นทุนลด-ผลตอบแทนพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/374631

x

เปิดผลสำรวจนาแปลงใหญ่ตะวันตก เกษตรกรเต้นทุนลด-ผลตอบแทนพุ่ง

วันจันทร์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการศึกษาต้นทุนการผลิตข้าวแบบแปลงใหญ่ในพื้นที่ภาคตะวันตก ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี (สศท.10) ได้รวบรวมข้อมูลใน จ.กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี และเพชรบุรี พบว่าต้นทุนเฉลี่ยการผลิตข้าวของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ตั้งแต่ปี 2559/2560 ต่ำกว่าเกษตรกรที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ โดยต้นทุนเฉลี่ยของการผลิตข้าวของเกษตรกรในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่อยู่ที่ 3,676 บาท/ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 839.70 กิโลกรัม/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 2,327 บาท/ไร่ ในขณะที่ต้นทุนเฉลี่ยของเกษตรกรที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการอยู่ที่ 4,105 บาท/ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 808 กิโลกรัม/ไร่ ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,576 บาท/ไร่

ทั้งนี้ ต้นทุนส่วนใหญ่ลดลงจากค่าวัสดุอุปกรณ์ เช่น เมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย และสารเคมี โดยที่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์เฉลี่ย 23.11 กิโลกรัม/ไร่ มีการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ร้อยละ 74 รวมกลุ่มกันเพื่อจัดทำปุ๋ยชีวภาพเพื่อลดต้นทุน ร้อยละ 84 มีการรวมกลุ่มกันซื้อปัจจัยการผลิตเพื่อให้ได้ราคาที่ถูกลง ร้อยละ 80 และทุกคนได้รับการอบรมความรู้ด้านการเกษตรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอ ในขณะที่เกษตรกรที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ มีอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์เฉลี่ย 25.89 กิโลกรัม/ไร่ มีการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ร้อยละ 11 มีการรวมกลุ่มกันเพื่อจัดทำปุ๋ยชีวภาพ ร้อยละ 9 รวมกลุ่มกันซื้อปัจจัยการผลิต ร้อยละ 3 และได้รับการอบรมด้านการเกษตร ร้อยละ 40 ส่งผลให้การใช้ปัจจัยการผลิตของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการว่ามีความเหมาะสมมากกว่าเกษตรกรที่ไม่เข้าร่วมโครงการ

อย่างไรก็ตาม ควรส่งเสริมให้เกษตรกรที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ ให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ การลดการใช้สารเคมี ปรับลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี โดยการใช้ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน ส่งเสริมการรวมตัวกันผลิตเป็นกลุ่ม ซึ่งสามารถลดต้นทุนค่าแรงงานลงได้ และควรส่งเสริมให้เกษตรกรจดบันทึกข้อมูลการผลิต รายรับ-รายจ่าย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการนำข้อมูลมาปรับปรุงเพื่อลดต้นทุนการผลิต และได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี

นักวิชาการหนุนปลูกข้าวโพดหลังนา n เปิดผลศึกษาพบช่วยเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/374638

นักวิชาการหนุนปลูกข้าวโพดหลังนา n เปิดผลศึกษาพบช่วยเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจริง

นักวิชาการหนุนปลูกข้าวโพดหลังนา n เปิดผลศึกษาพบช่วยเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจริง

วันจันทร์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิษณุ อรรถวานิช อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า จากการใช้แบบจำลองภาคการเกษตรของประเทศไทย ซึ่งเป็นแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เชิงพื้นที่ คำนวณราคาและการจัดสรรทรัพยากร พบว่าโครงการส่งเสริมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคม โดยผลการศึกษาพบว่า ควรมีการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนข้าวนาปรัง 1,845,710 ไร่ โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ผลตอบแทนต่อกิโลกรัมสูงกว่านาปรัง หากทำได้ตามเป้าหมายจะทำให้สวัสดิการโดยรวมของสังคมเพิ่มขึ้น 17,624 ล้านบาท

อย่างที่ทราบกันดีว่า การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยส่วนใหญ่ปลูกกันในพื้นที่นอกเขตชลประทานหรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 96-97 ของพื้นที่ปลูกข้าวโพดทั้งหมด นอกจากนั้น ยังปลูกกันในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมและเหมาะสมต่ำ (S3 และ N) ถึงร้อยละ 33 ของพื้นที่เพาะปลูก ประกอบกับปัญหาอุปทานล้นตลาดของข้าว และปัญหาผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงทำให้รัฐบาลริเริ่มนโยบายบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศหรือที่เรียกกันว่า “โซนนิ่ง” (Zoning) เพื่อใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด ไปพร้อมๆ กับการสร้างสมดุลด้านอุปสงค์และอุปทานในตลาดข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยปัจจุบันรัฐบาลได้พยายามส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนข้าวนาปรัง เนื่องจากความต้องการของโรงงานผลิตอาหารสัตว์มีประมาณ 8 ล้านตันต่อปี ขณะที่ไทยผลิตได้เพียงปีละ 5 ล้านตัน การส่งเสริมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แทนนาปรังบางส่วน เนื่องจากต้องการลดปริมาณผลผลิตข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของการบริโภคในประเทศและการส่งออก ซึ่งอยู่ที่ 30.88 ล้านตันข้าวเปลือกต่อปี แต่ไทยผลิตได้ปีละ 32.63 ล้านตัน
ข้าวเปลือก จึงมีผลผลิตข้าวส่วนเกินปีละ 1.75 ล้านตัน เป็นผลให้ราคาข้าวตกต่ำ

อีกหนึ่งคำถามที่หลายคนสงสัยคือตัวเลขผลผลิตต่อไร่ของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่รัฐบาลใช้ คือ 1,003 กิโลกรัม/ไร่ เป็นไปได้หรือไม่ เพราะถ้าดูจากข้อมูลในอดีตจะพบว่าตัวเลขค่อนข้างสูงจากที่มีการรายงานโดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เมื่อทำการรวบรวมข้อมูลระดับครัวเรือนจากแบบสำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนและแรงงานเกษตร พบว่า ตัวเลขที่รัฐบาลใช้มีความเป็นไปได้สูง เมื่อลองคำนวณการกระจายตัวของผลผลิตต่อไร่รายครัวเรือนทั่วประเทศ ประกอบกับการคำนวณหาผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ในเดือนที่เกษตรกรรายงานว่ามีปริมาณขายสูงสุด โดยผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยในเดือนมีนาคมมีค่าสูงที่สุด ขณะที่เดือนอื่นๆ ในช่วงฤดูแล้งก็มีผลผลิตต่อไร่เฉลี่ยสูงกว่า 950 กิโลกรัมต่อไร่ โดยระหว่างช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 1,014 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนั้นการลงพื้นที่ภาคสนามใน จ.เพชรบูรณ์ เมื่อต้นปีพบว่า เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดหลังนาส่วนใหญ่สามารถได้ผลผลิตต่อไร่สูงถึง 1,000 กิโลกรัม/ไร่ บางรายสามารถทำได้สูงถึง 1,700 กิโลกรัม/ไร่ ที่ความชื้น 14.5% ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่เกษตรกรจะได้ผลตอบแทนสุทธิจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แทนการปลูกข้าวนา

ชายคาพระพิรุณ : 5 พฤศจิกายน 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/374632

586851

ชายคาพระพิรุณ : 5 พฤศจิกายน 2561

วันจันทร์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ที่บูรณา
ร่วมมือกันทุกส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน
ถือเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่ง
นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตรและกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนโครงการ โดยมีสหกรณ์การเกษตรเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการผลผลิต ตั้งแต่เริ่มการจัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพให้แก่เกษตรกรสมาชิก การดูแลพื้นที่เพาะปลูก การเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการประสานกับภาคเอกชนเพื่อเปิดจุดรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกร ซึ่งขณะนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้หารือร่วมกับสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ กำหนดจุดรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่เป้าหมาย
33 จังหวัด ตั้งเป้าทุกอำเภอต้องมีจุดรับซื้อข้าวโพดอย่างน้อย 1 จุด พร้อมกำหนดมาตรฐานการรับซื้อเป็นมาตรฐานเดียวทั่วประเทศ เบื้องต้น ตกลงราคารับซื้อข้าวโพดแห้งความชื้นไม่เกิน 14.5% กิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 8 บาท เชื่อมั่นปลูกแล้วมีตลาดรับซื้อแน่นอน เชิญชวนเกษตรกรตัดสินใจเข้าร่วมโครงการได้ถึงวันที่ 15 ธันวาคม นี้

สำหรับความร่วมมือของภาคเอกชนนั้น เบทาโกร ถือเป็น 1 ใน 15 บริษัท ผู้ผลิตอาหารสัตว์ที่เข้าร่วมโครงการฯ โดยจะเข้ามารับซื้อผลผลิตข้าวโพดแบบไม่จำกัดปริมาณ แต่รูปแบบการรับซื้อจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่บริษัทกำหนด คือ จะต้องเป็นข้าวโพดเบอร์ 2 ความชื้นไม่เกิน 18.5% เม็ดเสียไม่เกิน 6% เม็ดแตกไม่เกิน 5% สิ่งเจือปนไม่เกิน 1% เป็นต้น ส่วนราคารับซื้อทางสมาคมอาหารสัตว์รับประกันไว้ที่ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8 บาท ซึ่งเป็นราคาจำหน่ายที่หน้าโรงงานในกทม.และปริมณฑล ส่วนราคารับซื้อในแต่ละพื้นที่อาจจะแตกต่างกันไปตามคุณภาพ ความชื้น สิ่งเจือปนและค่าขนส่ง ซึ่งจะยึดตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงพาณิชย์ และใช้มาตรฐานในการรับซื้อเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ โดยบริษัทจะรับซื้อผ่านสหกรณ์นั้นๆ โดยตรง ส่วนสหกรณ์ที่ขาดศักยภาพในการผลิต บริษัทอาจต้องใช้วิธีการซื้อผ่านพ่อค้าคนกลาง โดยประสานให้พ่อค้าเข้าไปรับซื้อข้าวโพดสดจากสหกรณ์ในราคาที่เป็นธรรม แล้วนำไปตาก อบลดความชื้น เป่าฝุ่น หลังจากนั้นทางบริษัทก็จะรับซื้อจากพ่อค้าอีกที เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถจำหน่ายผลผลิตได้อีกทางหนึ่ง และที่สำคัญจะเน้นรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรที่ปลูกในพื้นที่ที่ถูกกฎหมาย มีเอกสารสิทธิ…สำหรับโครงการนี้ ขุนเกษตรา มองว่าหากภาครัฐและภาคเอกชนร่วมมือกันเชิญชวนเกษตรกรให้เข้าร่วมโครงการได้ตามเป้าหมายน่าจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ และจะเป็นต้นแบบการแก้ไขปัญหาด้วยการวางแผนการผลิตภาคการเกษตรของประเทศในพืชชนิดอื่นๆ ได้อีกด้วย

กรมประมงเตรียมจัดงาน ประมงรำลึก สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ครั้งที่ 8 ภายใต้ แนวคิด “น้อมรำลึก สืบสานงานของพ่อ” ระหว่างวันที่ 7 – 11 พฤศจิกายน 2561 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่มีต่องานด้านการประมง โดยได้แบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 นิทรรศการปลาพระราชทาน “ปลาของพ่อ” จัดแสดงประวัติความเป็นมาของปลาพระราชทานทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ ปลาหมอเทศ ปลานิล ปลากระโห้ และปลานวลจันทร์ทะเล ประกอบกับจัดแสดงปลามีชีวิต โซนที่ 2 นิทรรศการ 70 ปี แห่งการทรงงาน จารึกไว้ในแผ่นดิน “รูปของพ่อ”จัดแสดงภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยรวบรวมภาพพระราชกรณียกิจการทรงงานด้านการประมง ที่ตรึงอยู่ในความทรงจำของปวงชนชาวไทย เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่มีต่อด้านการประมงไทยตลอดมา โซนที่ 3 โครงการเกษตรอทิตยาทร จัดแสดงนิทรรศการกิจกรรมในโครงการเกษตรอทิตยาทร ซึ่งเป็นโครงการในพระดำริของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ เพื่อถ่ายทอดความรู้วิชาการทางการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายในนิทรรศการมีการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ร้านค้าของโครงการฯ และโซนที่ 4 ตลาดส่งเสริมผลิตภัณฑ์ประมง “ต่อยอดสิ่งที่พ่อให้” เปิดโอกาสให้เกษตรด้านการประมงสามารถนำผลิตภัณฑ์ด้านการประมงมาจำหน่ายภายในงานเพื่อส่งเสริมการตลาดให้แก่เกษตรกร ในการนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ เสด็จทรงเป็นประธานเปิดงานดังกล่าวในวันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน 2561 เวลา 15.00 น. ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี เชิญไปเที่ยวชม ช็อป กันได้ในวันเวลาดังกล่าวนะครับ

ขุนเกษตร