กรมชลเร่งสร้าง‘อ่างน้ำปี้’พะเยา l มั่นใจเสร็จทันปี’63ช่วยแก้ปัญหาน้ำ-ผลิตไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/374636

x

กรมชลเร่งสร้าง‘อ่างน้ำปี้’พะเยา l มั่นใจเสร็จทันปี’63ช่วยแก้ปัญหาน้ำ-ผลิตไฟฟ้า

วันจันทร์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัธน์ชัย คงลำธาร ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 5 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานจะเร่งดำเนินการสร้างอ่างเก็บน้ำน้ำปี้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.เชียงม่วน จ.พะเยา โดยคาดว่าตัวเขื่อนจะเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม ปี 2563 ส่วนระบบส่งน้ำแบบท่อจะก่อสร้างเสร็จในปี 2564 ซึ่งจะสามารถกระจายน้ำให้พื้นที่การเกษตร อ.เชียงม่วน ได้ 28,000 ไร่ และส่งน้ำให้กับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ยม อ.สอง จ.แพร่ ในฤดูแล้งได้อีก 35,000 ไร่

นอกจากนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำจากอ่างเก็บน้ำน้ำปี้ โดย กฟผ.จะสร้างโรงไฟฟ้าขนาด 1 เมกะวัตต์ จำนวน 1 เครื่อง สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ปีละ 6.39 ล้านหน่วย ซึ่งจะทำให้การใช้ไฟฟ้าในชุมชน อ.เชียงม่วน มีเสถียรภาพมากขึ้น จากในประสบปัญหาไฟฟ้าดับบ่อย บางครั้งนานกว่า 24 ชั่วโมง

สำหรับผลประโยชน์อื่นๆ นอกจากความมั่นคงเรื่องน้ำ ยังจะมีการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานในเรื่องต่างๆ เช่น ส่งเสริมให้ทำการประมง ส่งเสริมการทำเศรษฐกิจพอเพียงในเขตชลประทาน ส่งเสริมการท่องเที่ยว จัดตั้งศูนย์การให้ความรู้เรื่องในเขื่อน จัดทำรถรางเที่ยวชมเขื่อน ร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของชุมชน จัดทำทางเดินสำรวจธรรมชาติ อีกด้วย

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริให้พิจารณาสร้างแหล่งเก็บกักน้ำให้ชุมชนชาวเชียงม่วนมาตั้งแต่ปี 2520 แต่ในสมัยนั้นพื้นที่ดังกล่าวติดต่อกับพื้นที่สีแดงที่มีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ทำให้การเข้าพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่มีการศึกษาเรื่อยมา จนกระทั่งปี 2558 คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้ดำเนินการโครงการก่อสร้าง

“การออกแบบอ่างเก็บน้ำน้ำปี้ ในครั้งแรก ตัวเขื่อนจะเป็นเขื่อนดินถมความจุ 27 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แต่เมื่อเกิดมหาอุทกภัยในปี 2554 กรมชลประทาน ได้ศึกษาแล้วเห็นว่าลุ่มน้ำยมเป็นลุ่มน้ำเดียวที่ยังไม่มีแหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่ จึงได้ทบทวนศักยภาพการเก็บน้ำอ่างเก็บน้ำน้ำปี้ โดยเพิ่มความจุเป็น 90.5 ล้านลบ.ม. และปรับรูปแบบการสร้างตัวเขื่อนใหม่ ใช้เทคโนโลยี RCC (Roller Compacted Concrete) ก่อสร้างเป็นเขื่อนคอนกรีตบดอัด ใช้เถ้าลอย (fly ash) ที่เป็นผลพลอยได้จากการเผาถ่านหินของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง มาเป็นส่วนผสม เพื่อลดปริมาณการใช้คอนกรีต ซึ่งการออกแบบและก่อสร้างดำเนินการโดยวิศวกรกรมชลประทานทำให้ช่วยให้ประหยัดงบประมาณมาก” นายวิวัธน์ชัย กล่าว

ชสอ.จัดวันออมแห่งชาติ รณรงค์สมาชิกฝากเงิน-เพิ่มหุ้น-รักษาสิทธิประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/374630

x

ชสอ.จัดวันออมแห่งชาติ รณรงค์สมาชิกฝากเงิน-เพิ่มหุ้น-รักษาสิทธิประโยชน์

วันจันทร์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วันออมแห่งชาติ ประจำปี 2561” จัดโดยชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ชสอ.) ภายใต้แนวคิด “การออมอย่างมีคุณค่าตามวิถีสหกรณ์” โดยมีรองศาสตราจารย์พิเศษ พลโท ดร.วีระ วงศ์สรรค์ ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด และคณะ ต้อนรับ ที่ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี

นายวิศิษฐ์กล่าวว่า การจัดงานวันออมแห่งชาตินับว่า เป็นกิจกรรมที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างยิ่ง รัฐบาลถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการออมทรัพย์ในทุกระดับ

ด้าน รองศาสตราจารย์พิเศษ พลโท ดร.วีระ กล่าวว่า ชสอ. เป็นชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ระดับประเทศ มีภารกิจเป็นศูนย์กลางของสหกรณ์ออมทรัพย์ด้านการเงิน ด้านวิชาการ ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ และการรักษาสิทธิประโยชน์ของขบวนการสหกรณ์ ปัจจุบัน ณ วันที่ 30 ก.ย.2561 มีสหกรณ์ออมทรัพย์เป็นสมาชิกทั่วประเทศ 1,089 สหกรณ์ มีสมาชิกกว่า 3.21 ล้านบาท และสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ มีการสะสมเงินออมไว้กับสหกรณ์กว่า 1.77 ล้านล้านบาท ดังนั้น ชสอ. ได้ร่วมกับเขตพื้นที่สหกรณ์สมาชิก 8 ภูมิภาค และสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศ จัดงาน “วันออมแห่งชาติ ประจำปี 2561” ขึ้น

ประธานกรรมการ ชสอ. กล่าวว่า ทั้งนี้ ได้มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการออมของสหกรณ์ออมทรัพย์ ระหว่างวันที่ 1 ส.ค.-20 ต.ค.2561 โดยสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศเชิญชวนให้สมาชิกสหกรณ์เข้าร่วมโครงการ ส่งเสริมการออม การรับฝากเงิน และเพิ่มหุ้น ซึ่ง ชสอ. ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินและเงินฝาก รุ่น “วันออมแห่งชาติ” ตั้งเป้า 10,000 ล้านบาท ผลปรากฏว่า มีสหกรณ์สมาชิกเข้าร่วมกิจกรรม 280 สหกรณ์ ยอดเงินออมประมาณ 12,000 ล้านบาท และรุ่นอื่นๆ ประมาณ 6,000 ล้านบาท รวมยอดทั้งสิ้น 18,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมอื่นๆ เพื่อหนุนการออมทรัพย์และองค์ความรู้ให้กับสมาชิกอย่างต่อเนื่อง

กษ.มั่นใจ!ราคาไข่ไก่หน้าฟาร์มปรับตัวสูงขึ้นใน1-2สัปดาห์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/374660

กษ.มั่นใจ!ราคาไข่ไก่หน้าฟาร์มปรับตัวสูงขึ้นใน1-2สัปดาห์

กษ.มั่นใจ!ราคาไข่ไก่หน้าฟาร์มปรับตัวสูงขึ้นใน1-2สัปดาห์

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 16.41 น.

กษ.มั่นใจราคาไข่ไก่หน้าฟาร์มจะปรับตัวสูงขึ้นในอีก1-2สัปดาห์ เร่งรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ โดยประสาน”ก.พาณิชย์”หาตลาดกระจายสินค้าให้ อีกทั้งเตรียมเสนอ” Egg Board”ลดปริมาณการนำเข้าพ่อแม่และปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ลงอีกร้อยละ10ในปี62 ซึ่งจะส่งผลให้ผลผลิตไข่ไก่ลดปริมาณลง ไม่เกิดภาวะล้นตลาด เป็นมาตรการแก้ปัญหาระยะยาว

4 พ.ย.61 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กำลังเร่งรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ซึ่งตามที่สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ระบุว่า ราคาไข่ไก่ต่ำสุดในรอบ 30 ปี โดยราคาเหลือฟองละ 1.40 บาทนั้น ไข่ไก่ที่เหลือราคา 1 บาทกว่า คือ ไข่ไก่เบอร์ 6 ซึ่งเป็นขนาดเล็กที่สุดซึ่งผู้บริโภคไม่นิยม ส่วนราคาไข่ไก่เบอร์ 0 ซึ่งเป็นขนาดใหญ่ที่สุดราคาฟองละ 3.30 บาท ส่วนเบอร์ 1 ฟองละ 2.80 บาท และลดหลั่นกันลงไป โดยเบอร์ 2 ราคา 2.55 บาท เบอร์ 3 ราคา 2.35 บาท เบอร์ 4 ราคา 2.25 บาท เบอร์ 5 ราคา 2.00 บาท

ส่วนราคาไข่คละหน้าฟาร์มเฉลี่ยฟองละ 2.30 บาท เมื่อเปรียบเทียบราคาตั้งแต่เดือน ม.ค.ถึงต้นเดือน ต.ค.ราคาไข่คละหน้าฟาร์มเฉลี่ย 2.54 บาท โดยเบอร์ 0 ราคา 3.54 บาท เบอร์ 1 ราคา 3.04 บาท เบอร์ 2 ราคา 2.75 บาท เบอร์ 3 ราคา 2.55 บาท เบอร์ 4 ราคา 2.45 บาท เบอร์ 5 ราคา 2.24 บาท และเบอร์ 6 ราคา 1.85 บาท ทั้งนี้ ราคาขายไข่แต่ละภูมิภาคได้แก่ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาจแตกต่างกัน 10 – 20 สตางค์

นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าวว่า สาเหตุที่ราคาไข่ลดลงตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากปริมาณการบริโภคลดลงในช่วงเทศกาลกินเจ ประกอบกับปิดภาคเรียนทำให้มีปริมาณไข่ที่สะสม อีกทั้งในฤดูฝน ไข่มีขนาดฟองเล็ก ผู้บริโภคไม่นิยม แต่ขณะนี้เทศกาลกินเจผ่านไปแล้ว ฤดูฝนสิ้นสุดลง อีกทั้งโรงเรียนเปิดภาคเรียนแล้วและกำลังจะเข้าช่วงเทศกาลปีใหม่ ตามวงจรของไข่ไก่ ช่วงปลายปีประชาชนบริโภคไข่เพิ่มขึ้น แนวโน้มราคาไข่คละหน้าฟาร์มจะค่อยๆ ปรับขึ้นภายใน 1 – 2 สัปดาห์นี้

นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีปริมาณพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) ที่ให้ผลผลิต 521,860 ตัว แม่ไก่ไข่ยืนกรงจำนวน 56 – 57 ล้านตัว ผลผลิตไข่เฉลี่ยประมาณ 44 – 45 ล้านฟอง/วัน ส่วนปริมาณการบริโภคต่อวันเฉลี่ย 42 ล้านฟอง ที่เหลือแปรรูปและส่งออก จึงมีปริมาณไข่ตกค้างประมาณวันละ 1 ล้านฟอง กรมปศุสัตว์ไม่ได้นิ่งนอนใจ นับจากต้นปีจนถึงปัจจุบันได้ร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ และผู้นำเข้าไก่ไข่พันธุ์ผลักดันการส่งออกไข่ไปจำหน่ายต่างประเทศ (PS Support) มาตั้งแต่เดือน เม.ย.รวมแล้ว (258 ตู้คอนเทนเนอร์) ปลดแม่ไก่ไข่ยืนกรงที่อายุ 72 สัปดาห์ จำนวน 857,486 ตัว ตรวจสอบปริมาณการนำเข้า การเลี้ยง และการปลดพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ไม่ให้เกินอายุ 72 สัปดาห์ ตามมติคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) อย่างเคร่งครัด

ล่าสุด ประสานกรมการค้าภายในตามที่สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ร้องขอ โดยเบื้องต้นรับแจ้งจากกรมการค้าภายในว่า จะเชิญหารือเพื่อแก้ปัญหาปริมาณไข่ที่ค้างสะสมโดยการหาตลาดกระจายสินค้าให้ ส่วนในระยะยาวได้ประชุมหารือร่วมกับบริษัทผู้นำเข้าและเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ – ปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ ไปเมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา และมีมติปรับลดแผนการนำเข้าปี 2562 ลงร้อยละ 10 จากแผนปี 2561 ซึ่งจะส่งผลให้ปี 2562 มีปริมาณพ่อแม่พันธุ์ (PS) ไม่เกิน 500,000 ตัว ปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ (GP) ไม่เกิน 4,050 ตัว ให้มีแม่ไก่ไข่ยืนกรงประมาณ 50 ล้านตัว ซึ่งจะให้ผลผลิตไข่ประมาณ 42 – 43 ล้านฟองต่อวัน ซึ่งจะใกล้เคียงกับการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกทั้งไข่สดและผลิตภัณฑ์ไข่แปรรูป ทั้งนี้ในการประชุม Egg Board เดือน พ.ย.บรรจุวาระพิจารณาแผนการแก้ปัญหาดังกล่าวแล้ว ซึ่งจะเป็นแนวทางรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ที่มีประสิทธิภาพ

ด้าน นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวว่า การแก้ปัญหาของกรมปศุสัตว์ในการลดการนำเข้าพ่อแม่ – ปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ การลดปริมาณแม่ไก่ยืนกรง รวมถึงการให้ผู้ประกอบการขนาดใหญ่เร่งส่งออกไข่ไก่ไปต่างประเทศช่วยแก้ปัญหาราคาไข่ไก่ได้ส่วนหนึ่ง แต่เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีไข่ตกค้างเป็นปริมาณมาก ทำให้ราคาไข่ไก่หน้าฟาร์มที่เกษตรกรขายได้ต่ำกว่าราคาประกาศของสมาคมผู้ผลิต ผู้ค้า และส่งออกไข่ไก่ โดยสัปดาห์ที่แล้วราคาไข่คละหน้าฟาร์มอยู่ที่ฟองละ 2.00 – 2.10 แต่ตั้งแต่วันนี้ได้ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรยึดราคาขายที่ฟองละ 2.30 บาท ตามราคาประกาศของสมาคมฯ

ขณะเดียวกันผู้บริโภคยังรับประทานไข่ไก่ในราคาแพงอยู่สวนทางกัน ซึ่งได้ทำหนังสือไปยังกรมการค้าภายในตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค.แล้วเพื่อให้หาตลาดกระจายสินค้า โดยอาจทำในรูปแบบไข่ไก่ธงฟ้า ให้ผู้บริโภคสามารถซื้อไข่ไก่จากเกษตกรโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เกษตรกรจะไม่ถูกกดราคา ขณะเดียวกันผู้บริโภคซื้อไข่ได้ในราคาที่ถูกลงกว่าปัจจุบันที่มีการบวกเพิ่มจากพ่อค้าคนกลาง ซึ่งหากผู้บริโภคสามารถซื้อไข่ไก่ในราคาเหมาะสม จะเป็นการกระตุ้นการรับประทานไข่ในประเทศ ที่จะเป็นผลให้ไข่ไก่ไม่ตกค้างและเกษตรกรจะขายไข่ได้ในราคาไม่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต

‘กรมประมง’ยัน!เร่งชงเรื่อง’ปลากัด’เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/374658

'กรมประมง'ยัน!เร่งชงเรื่อง'ปลากัด'เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ

‘กรมประมง’ยัน!เร่งชงเรื่อง’ปลากัด’เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 16.33 น.

“กรมประมง”ยันเร่งชงเรื่อง”ปลากัด”เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ แก่สนง.เสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติพรุ่งนี้ หลังถูกโจมตีหนักไม่รักษาสมบัติชาติ

4 พ.ย.61 นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง ได้มอบหมายให้ น.ส.อมรรัตน์ เสริมวัฒนากุล ผู้เชี่ยวชาญกรมประมง เข้าชี้แจงแก่สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ ในวันที่ 5 พ.ย.หลังจากที่ได้ส่งหนังสือเสนอให้ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประชำชาติถึงสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว

โดยเบื้องต้นผู้เชี่ยวชาญกรมประมงจะอธิบายทั้งข้อมูลทางประวัติศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่บ่งชี้ว่า ปลากัด เป็นสัตว์น้ำประจำถิ่นของประเทศไทยมาแต่โบราณ ที่พบเอกสารหลักฐานคนสยามเลี้ยงปลากัดมามีประเพณีแข่งขันกัดปลา รวมทั้งพบว่า มีการเก็บตัวอย่างปลากัดจากแหล่งน้ำสาธารณะซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 โดยในทางวิทยาศาสตร์นั้น หากมีการเก็บตัวอย่างพืชหรือสัตว์จากที่ใดเป็นที่แรก ถือว่า เป็นสัตว์ประจำถิ่นของพื้นที่ที่เก็บตัวอย่าง ซึ่งต่อมามีการจำแนกชนิด แล้วตั้งชื่อปลากัดที่เก็บตัวอย่างไปว่า Siamese Fighting Fish ส่วนชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Betta splendens

ส่วนข้อซักถามของสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติที่ว่า ปลากัดไทยแต่ดั้งเดิมจะมีครีบสั้น หางสั้น ส่วนในปัจจุบันครีบยาว หางยาวนั้น เป็นชนิดเดียวกันหรือไม่ ทางนักวิชาการกรมประมงได้เตรียมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สำหรับตอบประเด็นนี้แล้วว่า ปลากัดที่อยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติแต่โบราณมีครีบสั้น หางสั้น แต่เมื่อถูกจับมาเลี้ยงในพื้นที่แคบๆ จึงวิวัฒนาการจนมีครีบยาว หางยาวซึ่งใช้เวลาหลายปี จากการเพาะพันธุ์หลายรุ่น

ทั้งนี้ ในการชี้แจงของกรมประมงในวันพรุ่งนี้ หากสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติต้องการหลักฐานและเอกสารใดเพิ่มเติม กรมประมงพร้อมจัดส่งมาประกอบการพิจารณา ซึ่งหากสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติเห็นด้วยว่า ปลากัดเป็นปลาประจำถิ่นของไทย จะนำเสนอ ครม.เห็นชอบให้ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติไทยต่อไป

ทั้งนี้ เรื่องการเสนอปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ เกิดกระแสการผลักดันเป็นวงกล้างจากประชาชน นักอนุรักษ์สัตว์น้ำ กลุ่มผู้เลี้ยงปลากัดส่งออก ที่มีความก้าวหน้าในเรื่องเพาะพันธุ์ผสมจนได้สีสรรให้สวยงามแปลกตา ร่วมกับกรมประมง เพื่อป้องกันประเทศอื่นนำปลากัดไทยไปต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ได้เคยเสนอเข้าครม.ตั้งแต่เดือนพ.ย.ปี60 ซึ่งมีการท้วงติงว่าปลากัดเป็นสัตว์น้ำในประเทศเพื่อนบ้านด้วยหรือไม่ จึงถอนเรื่องออกจาก ครม.ให้กรมประมง นำกลับไปหาข้อมูลชี้ชัดว่าพบในแหล่งน้ำของประเทศไทยแห่งเดียว หรือไทยแลนด์โอนลี่ แต่ในช่วงปีที่ผ่านมา กรมประมงดำเนินการล่าช้าไปมากเพราะอ้างว่ามีเรื่องไอยูยูที่เร่งด่วนกว่าเรื่องปลากัด จนถูกกระแสโจมตีหลายครั้งว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่รักษาสมบัติชาติ เป็นเหตุให้ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ ไม่พอใจการทำงานของผู้บริหารกรมประมงอย่างมาก

มกอช.จับมือกับ GIZ เสริมความรู้สุขอนามัยพืชให้ จนท. ลดปัญหานำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/374272

มกอช.จับมือกับ GIZ เสริมความรู้สุขอนามัยพืชให้ จนท. ลดปัญหานำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรไทย

มกอช.จับมือกับ GIZ เสริมความรู้สุขอนามัยพืชให้ จนท. ลดปัญหานำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรไทย

วันศุกร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 13.04 น.

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จัดสัมมนาให้ความรู้ด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) ให้กับเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบการควบคุมการผลิต ส่งออก และนำเข้าสินค้าพืช ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวน 130 คน ในหัวข้อเรื่อง “ รู้เรื่องนำเข้า และส่งออกสินค้าพืชอย่างเข้าใจ นำไปใช้ได้อย่าง รู้จริง ”  เพื่อนำไปใช้ในการให้ความรู้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ ทั้งในส่วนของผู้ผลิต ผู้นำเข้า และ ผู้ส่งออก รวมถึงนำไปใช้ประกอบการเจรจาเปิดตลาดสินค้าเกษตรกับประเทศคู่ค้า ซึ่งมีนางพจมาน วงษ์สง่า Senior Regional Manager ASEAN Sustainable Agrifood Systems (ASEAN SAS)  ผู้แทน GIZ ร่วมสัมมนาด้วย โดยมีนายวิทวัสก์ สาระศาลิน ผู้อำนวยการกองนโยบายมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร ให้การต้อนรับ ณ ห้องทิวลิป โรงแรม รามา การ์เด้นส์

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวเปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้กำหนดแนวทาง กฎระเบียบ และมาตรการ การนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์สากล ตามมาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช SPS  ซึ่งเป็นมาตรการที่มีรายละเอียดด้านเทคนิคสูง และต้องใช้พื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาก จึงมีความจำเป็นต้องให้ความรู้ความเข้าใจ แก่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

มกอช. จึงได้หารือกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit;GIZ) ถึงการจัดสัมมนาครั้งนี้  ซึ่ง GIZ เป็นองค์กรที่อยู่ระหว่างการดำเนินโครงการ Facilitating Trade for Agricultural Goods in ASEAN (FTAG) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการค้าสินค้าพืชระหว่างประเทศไทย ราชอาณาจักรกัมพูชา และสาธารณสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนี  การสัมมนาครั้งนี้จึงเกิดขึ้น เพื่อให้ความรู้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ กฎระเบียบ มาตรการ และขั้นตอนการนำเข้าสินค้าพืชของไทย ตลอดจนหลักเกณฑ์และขั้นตอนการเปิดตลาดส่งออกสินค้าพืชไปยังต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการวิเคราะห์ความเสี่ยงศัตรูพืช วิธีการกำจัดศัตรูพืช การออกใบรับรองสุขอนามัยพืช เป็นต้น อันเป็นแนวทางในการควบคุมการผลิต ส่งออก และนำเข้าสินค้าเกษตรของไทยต่อไป

เลขาธิการกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันองค์การการค้าโลก (WTO) กำหนดให้มาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) เป็นแนวทางให้ทุกประเทศ ต้องกำหนดและปฏิบัติตามมาตรการด้านสุขอนามัยพืช เพื่อคุ้มครองชีวิตพืช สัตว์ และมนุษย์ ให้ปลอดภัยจากโรคระบาดและภัยคุกคามจากต่างถิ่น เนื่องจากการหลั่งไหลเข้ามาของสินค้าจากต่างถิ่น โดยเฉพาะสินค้าผักละผลไม้ล้วนมีความเสี่ยงต่อการนำแมลงศัตรูพืช และโรคพืชเข้ามาแพร่กระจายภายในประเทศ  ซึ่งทำให้หลายประเทศต้องประสบกับปัญหาภัยคุกคามจากศัตรูพืชต่างถิ่น ทำความเสียหายแก่พืชผลทางการเกษตรและระบบนิเวศโดยรวม ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างจึงส่งผลให้สินค้าผักและผลไม้ จึงเป็นสินค้าที่มีหลักเกณฑ์ในการนำเข้าและส่งออกที่เข้มงวด

นอกจากนี้  ด้านนางพจมาน วงษ์สง่า Senior Regional Manager ASEAN Sustainable Agrifood Systems (ASEAN SAS)  ผู้แทน GIZ กล่าวว่า องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน หรือ GIZ ดำเนินงานในนามของกระทรวงต่างๆ ภายใต้รัฐบาลเยอรมัน รวมทั้งภาครัฐและเอกชน และองค์กรนานาชาติ GIZ ดำเนินการอยู่ในกว่า 130 ประเทศทั่วโลก มีความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ รวมทั้งด้านการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในด้านการพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพให้กับกลุ่มเป้าหมายต่างๆรวมทั้งเกษตรกร

สำหรับประเทศไทย  GIZ  เป็นภาคีร่วมในการดำเนินโครงการ”อำนวยความสะดวกด้านการค้าสินค้าเกษตรในภูมิภาคอาเซียน (Facilitating Trade for Agriculture Goods in ASEAN)” หรือ FTAG ซึ่งได้ดำเนินงานเพื่อส่งเสริมการเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเสรีและเพิ่มการค้าขายระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ในการอำนวยความสะดวกทางการค้าสินค้าเกษตรจำพวกผักและผลไม้สด ซึ่งจะเน้นสินค้าที่ทำการค้าระหว่าง ประเทศกัมพูชา ไทย และเวียดนาม  ซึ่งได้แก่  มะม่วง ลำไย ลิ้นจี่ แก้วมังกร กล้วย และพริก  เน้นถึงความปลอดภัยของอาหารและสุขอนามัยพืชเป็นหลัก (PS and Food safety) ในการนี้องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ผ่านโครงการ FTAG ร่วมกับสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช) หวังว่าการสัมมนาครั้งนี้ ได้รับความรู้จากวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการนำเข้าส่งออกพืช และเป็นเวทีแลกเปลี่ยน ระดมความคิดแนวทางการแก้ไขเพื่อเป็นการส่งเสริมการอำนวยความสะดวกในการค้าระหว่างประเทศเซียน นางพจมาน กล่าว

ดันพัฒนาศักยภาพผลไม้อินทรีย์ สศก.เปิดผลศึกษาความต้องการตลาดขยายตัวมากขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/374114

ดันพัฒนาศักยภาพผลไม้อินทรีย์ สศก.เปิดผลศึกษาความต้องการตลาดขยายตัวมากขึ้น

ดันพัฒนาศักยภาพผลไม้อินทรีย์ สศก.เปิดผลศึกษาความต้องการตลาดขยายตัวมากขึ้น

วันศุกร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นถึงการดำเนินงานสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560-2564 ที่มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศต่อตลาดส่งออก สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 ได้บูรณาการสำรวจข้อมูลสภาพการตลาด รวมทั้งทัศนคติและความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระบบตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ จัดทำแนวทางการพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากผลการศึกษาสถานการณ์ด้านการผลิตสินค้าผลไม้อินทรีย์ของไทย พบว่า ผลผลิตผลไม้ส่วนใหญ่ (ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง) ผ่านการรับรองมาตรฐานแล้ว ร้อยละ 92 ส่วนร้อยละ 8
ผลผลิตยังอยู่ในระยะปรับเปลี่ยนภายใต้การรับรองมาตรฐานอินทรีย์ Organic Thailand

ด้านตลาดสินค้าผลไม้อินทรีย์ ผลผลิตส่วนใหญ่ ร้อยละ 22 เกษตรกรจะส่งไปจำหน่ายที่ตลาดระบบสมาชิก อาทิ วิสาหกิจชุมชน ร้อยละ 21 จำหน่ายที่ตลาดส่งออก ร้อยละ 20 จำหน่ายที่ตลาดค้าส่งในพื้นที่ ส่วนที่เหลือจำหน่ายที่ ตลาด Modern Trade ตลาดนัด (ตลาดประชารัฐ/ตลาดเกษตรกร และตลาดสีเขียว) ตลาดเฉพาะ (ร้าน Lemon Farm ตลาดในโรงพยาบาล และงานแสดงสินค้า) ตลาดออนไลน์ และตลาดอื่นๆ (ตลาดนักท่องเที่ยว โรงงานแปรรูป และขายปลีกที่สวนตนเอง) ตามลำดับ ทั้งนี้ การขายสินค้าส่วนใหญ่เกษตรกรจะจำหน่ายสินค้าด้วยตนเอง และได้รับเงินทันทีหลังจำหน่ายผลผลิต ส่วนการจำหน่ายให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชุน และพ่อค้าผู้รวบรวม เกษตรกรจะได้รับเงินหลังจำหน่ายสินค้า 3-7 วัน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน หากเปรียบเทียบแล้ว สินค้าผลไม้ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานอินทรีย์ยังมีไม่มากนักเมื่อเทียบกับกลุ่มชนิดสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น สินค้าข้าวอินทรีย์ และผักอินทรีย์ โดยปัจจุบันปริมาณผลผลิตสินค้าผลไม้อินทรีย์ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดซึ่งมีโอกาสขยายตัวสูง เนื่องจากการตื่นตัวเรื่องกระแสรักสุขภาพของผู้บริโภคทั่วโลก ส่งผลให้ผลไม้อินทรีย์ได้รับการยอมรับและมีความนิยมเพิ่มมากขึ้น ทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ และมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ แนวทางการพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดสำหรับสินค้าผลไม้อินทรีย์ ควรส่งเสริมและสนับสนุนการเพิ่มตลาด โดยขยายการผลิตในพื้นที่เหมาะสม ส่งเสริมการตลาดแนวใหม่ จัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าในทุกจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญ ส่งเสริมการต่อยอดธุรกิจผลไม้อินทรีย์ เชื่อมโยงแหล่งจำหน่ายผลไม้อินทรีย์กับเส้นทางท่องเที่ยว สนับสนุนการตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามมาตรฐานสินค้าเกษตร (มกษ.) หรือที่รู้จักในเครื่องหมาย Organic Thailand และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee System : PGS)

นอกจากนี้ ควรส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจผลไม้อินทรีย์รุ่นใหม่ เน้นทำธุรกิจแปรรูป สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและกระตุ้นความต้องการสินค้าผลไม้อินทรีย์ เช่น มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อ ประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ
ระบบผลิตอินทรีย์ ตลอดจนส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาสินค้าผลไม้อินทรีย์ เพื่อช่วยยืดอายุและเพิ่มมูลค่าของสินค้า สำหรับเกษตรกรที่ต้องการขอรับรองมาตรฐานผลไม้อินทรีย์ สามารถขอคำปรึกษาได้ที่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร (สวพ.) กรมวิชาการเกษตร ในพื้นที่ใกล้บ้าน และท่านที่สนใจผลการศึกษาเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี โทร. 0-3835-1261 หรืออีเมล zone6@oae.go.th

เพิ่มโควตาส่งออกข้าวไป‘อียู’ อุ้มแผนเชื่อมโยงตลาดอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/374111

x

เพิ่มโควตาส่งออกข้าวไป‘อียู’ อุ้มแผนเชื่อมโยงตลาดอินทรีย์

วันศุกร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์ และข้าว GAP ครบวงจร ณ กรมการข้าว ว่า ตามที่คณะทำงานดังกล่าว มีมติเห็นชอบขยายปริมาณจัดสรรโควตาส่งออกข้าวไปสหภาพยุโรป (EU) ในปี 2561/62 จากเดิม 2,000 ตัน เป็น 2,600 ตัน หรือเพิ่ม 600 ตัน คิดเป็นร้อยละ 25 ของปริมาณการส่งออกข้าวอินทรีย์ไปสหภาพยุโรป โดยโควตาจำนวน 2,000 ตันแรก จะจัดสรรให้ผู้ประกอบการค้าข้าวที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งส่งออกข้าวชนิดใดก็ได้ตามเงื่อนไขไปสหภาพยุโรป

สำหรับโควตาจำนวน 600 ตัน ที่เพิ่มขึ้นในปี 2561/62 จะจัดสรรให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ และต้องใช้โควตาเพื่อการส่งออกข้าวอินทรีย์ ซึ่งรับซื้อข้าวจากเกษตรกรในโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์ และข้าว GAP ครบวงจร เท่านั้น อีกทั้งต้องผ่านมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับจากสหภาพยุโรปด้วย ทั้งนี้ ในช่วงแรกที่โครงการมีข้าวอินทรีย์ไม่เพียงพอ จะอนุญาตให้ใช้ข้าวอินทรีย์นอกโครงการได้ และระยะต่อไปซึ่งจะมีโควตาส่วนนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มากกว่า 600 ตัน ต้องเป็นข้าวอินทรีย์ที่ได้มาตรฐาน Organic Thailand และของสหภาพยุโรปควบคู่กัน

ทั้งนี้ ในการจัดสรรโควตาจะพิจารณาโดยใช้เกณฑ์พื้นที่และผลผลิตข้าวที่ผู้ประกอบการค้าข้าวนำมาเชื่อมโยงการตลาดกับเกษตรกรในโครงการ โดยคำนึงถึงศักยภาพในการส่งออกข้าวไปตลาดสหภาพยุโรปด้วย

เดินหน้าเพิ่มน้ำในเขื่อน ‘ฝนหลวง’สั่งเลี่ยงปฏิบัติการพื้นที่เก็บเกี่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/374112

x

เดินหน้าเพิ่มน้ำในเขื่อน ‘ฝนหลวง’สั่งเลี่ยงปฏิบัติการพื้นที่เก็บเกี่ยว

วันศุกร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้รับการร้องขอรับบริการฝนหลวงจากเกษตรกรและอาสาสมัครฝนหลวงในพื้นที่ และได้รับประสานจากกรมชลประทาน เรื่อง การเติมน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้มีเพียงพอสำหรับฤดูแล้งในปีถัดไปนั้น กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ให้ความสำคัญและปฏิบัติการช่วยเหลือตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน ถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2561 โดยขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 874 เที่ยวบิน ใช้สารฝนหลวง 751.5 ตัน เพื่อเติมน้ำให้เขื่อนสำคัญ ได้แก่ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ ปฏิบัติการ จำนวน 22 วัน ทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อน จำนวน 10.359 ล้าน ลบ.ม. จากแผนคาดการณ์ จำนวน 10 ล้าน ลบ.ม. รวมมีปริมาตรน้ำในอ่าง 125.22 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 48 ของความจุอ่าง ซึ่งสูงกว่าในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2560 ร้อยละ 5 และเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา ปฏิบัติการจำนวน 30 วัน ทำให้มีปริมาณน้ำไหล เข้าเขื่อน จำนวน 266.83 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 85 ของความจุอ่าง ซึ่งสูงกว่าในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2560 ร้อยละ 24 นอกจากนี้ สำหรับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดกลางบางส่วน เช่น อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำลาด จ.นครสวรรค์ อ่างเก็บน้ำห้วยยาง จ.สระแก้ว เป็นต้น

ทั้งนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะยังคงปฏิบัติการช่วยเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักต่อไป โดยกำชับเจ้าหน้าที่ให้ระมัดระวังและหลีกเลี่ยงพื้นที่การเกษตรที่กำลังเก็บเกี่ยวในช่วงนี้

สำหรับการติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ ตามที่คณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ (WMSC) กรมชลประทาน ได้ขอให้กรมฝนหลวงและ การบินเกษตรช่วยเติมน้ำให้กับอ่างเก็บน้ำ จำนวน 17 แห่ง อาทิ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำมูลบน อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำลาด อ่างเก็บน้ำห้วยโป่ง และอ่างเก็บน้ำกระเสียว กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้เร่งปฏิบัติตามแผนขยายเวลาปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือและคลี่คลายสถานการณ์น้ำต่อไป จนถึงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อช่วยให้พี่น้องเกษตรกรและประชาชนมีปริมาณน้ำเก็บกักรองรับการใช้เพื่อทำการเกษตรและอุปโภคบริโภคในฤดูแล้งที่กำลังมาถึงอย่างเพียงพอ

เลาะรั้วเกษตร : กฎหมาย..ใช้บังคับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/374110

281225166

เลาะรั้วเกษตร : กฎหมาย..ใช้บังคับ

วันศุกร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ช่วงใกล้เลือกตั้ง หมายถึงการใกล้จะเปลี่ยนรัฐบาลบริหารประเทศ เราจึงเห็นการเร่งผลักดันโครงการ มาตรการ และอะไรหลายสิ่งหลายอย่างให้เกิดขึ้น รวมทั้งกฎหมายหลายฉบับที่ผ่าน ครม.อย่างรวดเร็ว เพื่อเข้าสู่การพิจารณาของ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. และหลายฉบับก็ส่งไปกองไว้ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อตีความ….

เฉพาะกระทรวงเกษตรฯ เองก็มีกฎหมายหลายฉบับที่ผ่านความเห็นชอบของ ครม. แต่กลายเป็นประเด็นที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์จนต้องกลับมาทบทวน เช่น ร่าง พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดจัดสวัสดิการสัตว์ (ฉบับที่….) พ.ศ……หรือที่เรียกกันสั้นๆ ตามความเข้าใจว่า พ.ร.บ.หมาแมว

พอไปเจอบทที่ต้องเก็บค่าธรรมเนียมการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยงที่มีไว้ครอบครอง หรือบทลงโทษที่เป็นค่าปรับสูงๆ ที่ทำให้ประชาชนทั่วไป หรือผู้มีจิตเมตตาเก็บหมาแมวมาเลี้ยงต้องเดือดร้อน ก็ต้องมีเสียงคัดค้านขึ้นเป็นธรรมดา

จำได้ว่าครั้งหนึ่งเมื่อกว่า 10 ปีมาแล้ว กทม.เคยออกบทบัญญัติ ให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะสุนัข ต้องนำสุนัขของตนไปฝังไมโครชิพ หรือบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อจะได้รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ เรื่องฝังไมโครชิพสุนัขนี้ก็ฮือฮาอยู่พักหนึ่ง ระยะต่อมาก็เงียบหายไปจนสุนัขที่บ้านซึ่งพาไปฝังไมโครชิพนั้นตายจากไปแล้ว มีสุนัขใหม่มาเลี้ยงแทน ก็ไม่เห็นมีการพูดเรื่องไมโครชิพกันอีก

ต่อมา ในปี 2551 ตามบทบัญญัติของ กทม. อีกนั่นแหละที่กำหนดให้ต้องนำสุนัขไปจดทะเบียน ถ้าฝ่าฝืนจะมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ซึ่งฮือฮาอยู่พักหนึ่งเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพูดถึง จนกระทั่งมาปีนี้ 2561 ที่มีเรื่องราวของโรคพิษสุนัขบ้าระบาด เรื่องราวของวัคซีนพิษสุนัขบ้าปลอม จนพิษลามไปถึงอธิบดีกรมปศุสัตว์ ถูกพิษเล่นงานจนต้องย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ

จากนั้นก็มีเรื่อง พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดจัดสวัสดิการสัตว์ หรือ พ.ร.บ. หมาแมว ขึ้นมากำหนดให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงต้องพาสัตว์เลี้ยงของตนไปขึ้นทะเบียน มิเช่นนั้นจะมีความผิดต้องถูกปรับเป็นเงินหมื่นเลยทีเดียว…ชาวบ้านจะไหวหรือ….

ก่อนหน้าร่าง พ.ร.บ. หมาแมวมีร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน พ.ศ…ผ่านความเห็นชอบของ ครม. ไปก่อนแบบเงียบๆ เนียนๆ โดยอ้างว่า มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องไปแล้ว แต่ไม่ได้ระบุว่าภาคส่วนที่เกี่ยวข้องนั้นมีใครบ้าง อย่างไรก็ตาม ร่างพ.ร.บ. ดังกล่าว ยังอยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาให้ความเห็น

ถ้ายังจำกันได้ เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว มีความพยายามจะผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. คล้ายๆ แบบนี้ ครั้งนั้นมีชื่อว่า ร่าง พ.ร.บ. กองทุนส่งเสริม และพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนพ.ศ……โดย พ.ร.บ. ดังกล่าวกำหนดให้มีการเก็บภาษีปุ๋ยเคมี และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยให้เหตุผลว่า ปุ๋ยเคมี และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช เป็นตัวทำลายสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน จำเป็นต้องเก็บภาษี เช่นเดียวกับการเก็บภาษีเหล้าและบุหรี่ หรือที่บางคนเรียกว่าภาษีบาป

เงินที่ได้จากการเก็บภาษีปุ๋ยและสารเคมีดังกล่าว จะนำมาจัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อนำไปขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางของเกษตรอินทรีย์ โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศที่ยังต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมี และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช เพราะผู้ค้าปุ๋ยเคมี และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชคงไม่ยินดีเสียภาษีโดยไม่ผลักภาระไปให้ผู้ใช้ คือ เกษตรกร ด้วยการขึ้นราคาปุ๋ยเคมี และสารเคมี เป็นแน่

ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างความแตกแยกระหว่างเกษตรกรที่ทำการเกษตรแบบพึ่งพาเคมี กับเกษตรกรที่ผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยต้องอาศัยการผลิตในระบบที่ต้องพี่งพาปุ๋ยเคมีและสารเคมี (ที่ปลอดภัย) ในการส่งออกมากกว่าเกษตรอินทรีย์ด้วยซ้ำไป

พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวในครั้งกระนั้นถูกคัดค้านจนต้องยกเลิกไป

10 ปีผ่านไป เราได้เห็น พ.ร.บ. ฉบับนี้กลับมาอีกครั้ง ในชื่อว่า ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน พ.ศ……ซึ่งไม่แตกต่างจากของเดิมเท่าไรนัก และมีประเด็นที่ยังไม่ชัดเจน จนอาจนำไปสู่ความขัดแย้งต่อไปได้ ส่วนจะมีประเด็นใดบ้าง จะได้นำมาเสนอต่อไป

แว่นขยาย

แนะวิธีเลี้ยงหนอนไหมฤดูหนาว เกษตรฯเตือนเฝ้าระวังความชื้น-คุมอุณหภูมิโรงเลี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/374113

x

แนะวิธีเลี้ยงหนอนไหมฤดูหนาว เกษตรฯเตือนเฝ้าระวังความชื้น-คุมอุณหภูมิโรงเลี้ยง

วันศุกร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวศิริพร บุญชู รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า จากการที่ประเทศไทยจะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว กรมหม่อนไหม มีความห่วงใยเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เนื่องจากในช่วงปลายฝนต้นหนาว เป็นช่วงที่มีความเหมาะสมในการเลี้ยงหนอนไหมมาก เพราะใบหม่อนมีความอุดมสมบูรณ์ ไม่อวบน้ำ อุณหภูมิและความชื้นก็ไม่สูงหรือต่ำเกินไป แต่ในช่วงกลางคืนซึ่งมีอุณหภูมิลดต่ำลง ก็อาจทำให้หนอนไหมกินใบหม่อนน้อยลง เจริญเติบโตช้าส่งผลทำให้ต้องใช้เวลาเลี้ยงนานกว่าปกติ

รักษาราชการแทนอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวต่อไปว่า คำแนะนำสำหรับการเลี้ยงไหมในช่วงฤดูหนาวนั้น เกษตรกรควรเฝ้าระวังเรื่องความชื้น และอุณหภูมิภายในโรงเลี้ยง ไม่ให้ต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส โดยวิธีการต่างๆ เช่น การตั้งเตาไฟที่ปราศจากควันไว้ในห้องเลี้ยงไหมและวางกะละมังหรือถังบรรจุน้ำบนเตา เพื่อเพิ่มอุณหภูมิและความชื้น การปิดหน้าต่างและประตูโรงเลี้ยงไหมเพื่อเพิ่มอุณหภูมิภายใน การพ่นละอองน้ำลงบนใบหม่อนหรือใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำปิดตะกร้าใบหม่อนที่เก็บไว้เพื่อเลี้ยงไหม เพื่อไม่ให้ใบหม่อนเหี่ยวเฉาเร็วเกินไป หรือปรับสภาพรอบด้านให้มีความชื้นสูงขึ้น นอกจากนี้การให้ใบหม่อนใช้เลี้ยงไหมในแต่ละครั้ง ควรมีปริมาณพอดีหรือใกล้เคียงกับความต้องการของหนอนไหม และควรดูแลห้องเก็บใบหม่อนให้มีอากาศถ่ายเท ไม่อับชื้น ดูแลใบหม่อนให้สะอาดปราศจากฝุ่นละออง และสารเคมี ทั้งนี้ หากเกษตรกรดูแลอุณหภูมิในโรงเลี้ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของหนอนไหม ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตรังไหมในช่วงฤดูหนาวอย่างแน่นอน

“การเลี้ยงไหมในแต่ละฤดูจะมีวิธีการดูแลที่แตกต่างกันไป เกษตรกรควรศึกษาข้อมูล วิธีการเลี้ยงในแต่ละฤดูกาล สภาพภูมิอากาศ และสภาพพื้นที่ โดยสามารถศึกษาข้อมูลการดูแลแปลงหม่อน หนอนไหม รวมถึงการป้องกันแมลงและโรคต่างๆ ได้ทางเว็บไซต์ของกรมหม่อนไหม http://www.qsds.go.th หรือติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ โทร.0-2558-7924 หรือ Call Center 1275 และที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้ง 21 แห่งทั่วประเทศ” รักษาราชการแทนอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว