OIEผลักดันไทยเป็นศูนย์ร่วมมือ พัฒนาระบบ‘สัตวแพทย์บริการ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/374108

x

OIEผลักดันไทยเป็นศูนย์ร่วมมือ พัฒนาระบบ‘สัตวแพทย์บริการ’

วันศุกร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมหารือกับ ดร.โมนิก เอลัว ผู้อำนวยการใหญ่องค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health) หรือ OIE ในระหว่างการประชุมระดับโลกว่าด้วยการแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยา ซึ่ง OIE เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานด้านสุขภาพสัตว์ และกฎระเบียบด้านการค้าสินค้าสัตว์บกและสัตว์น้ำระหว่างประเทศ (International setting body) มีประเทศสมาชิกทั้งหมด 182 ประเทศ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส อย่างไรก็ตาม OIE ยินดีให้การสนับสนุนมาตรการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าในไทย และพร้อมมอบวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เพื่อใช้ในการป้องกันและควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าให้แก่ประเทศไทย ในฐานะที่ไทยมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าในช่วงเวลาที่ผ่านมา

นอกจากนี้ OIE ยังเตรียมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์ความร่วมมือด้านการพัฒนาระบบสัตวแพทย์บริการ (OIE Collaborating Center on Veterinary Services Capacity Building) ซึ่งมีเพียง 5 แห่งทั่วโลก ได้แก่ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา อาร์เจนตินา เซเนกัล และไทย โดย OIE จะใช้ศูนย์ความร่วมมือดังกล่าวเป็นฐานในการฝึกอบรมสัตวแพทย์ในแต่ละภูมิภาค ให้มีความรู้ความสามารถและประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในการควบคุมโรคสัตว์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“ที่ผ่านมา OIE ได้รับรองให้ประเทศไทย โดยกรมปศุสัตว์ จัดตั้งห้องปฏิบัติการแล็บอ้างอิง สำหรับโรคปากและเท้าเปื่อย และโรคแท้งติดต่อในโค กระบือ แพะ แกะ (OIE Reference Laboratory) ซึ่งเป็นโรคระบาดที่สำคัญและใช้เป็นข้อกีดกักทางการค้า และขอบคุณ OIE ที่จัดตั้งสำนักงานประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทย ทำให้หน่วยงานของไทย เช่น กรมปศุสัตว์ กรมประมง สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีการประสานความร่วมมือกันอย่างดีร่วมกับ OIE เสมอมา อีกทั้งยังมีความยินดีที่ประเทศไทยจะให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาโรคระบาดสัตว์ และลดปัญหาเชื้อดื้อยาในภาคเกษตร ปศุสัตว์ และสัตว์น้ำ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกต่อไป” นายกฤษฎา กล่าว

‘เอกชน’ ขานรับนโยบายปลูกข้าวโพด เหมาหมดให้กิโลกรัม8-10บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/374079

‘เอกชน’ ขานรับนโยบายปลูกข้าวโพด เหมาหมดให้กิโลกรัม8-10บาท

‘เอกชน’ ขานรับนโยบายปลูกข้าวโพด เหมาหมดให้กิโลกรัม8-10บาท

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 15.34 น.

แห่ขานรับ นโยบาย “กฤษฏา”  การตลาดนำการผลิต  ภาคเอกชนยืนยันพร้อมรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่จำกัดปริมาณตามโครงการของรัฐบาล ระบุซื้อราคาประกันไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8 บาท ยืนยัน ช่วยเกษตรกรเต็มที่ให้มีรายได้มั่นคง ชี้เป็นต้นแบบโครงการเป็นรูปธรรมมากที่สุด จ่อใช้โมเดลปีต่อไป 

1 พ.ย. 61 นายณรงค์ วงศ์ธรรมสรณ์ ผู้อำนวยการจัดซื้อและสำรวจวัตถุดิบ บริษัทเบทาโกร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาคเอกชน ประชุมร่วมกับนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ พร้อมยืนยันว่า จะรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกร สมัครใจเข้าโครงการสานพลังประชารัฐส่งเสิรมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ตามนโยบายการตลาดนำการผลิต ของนายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ โดยบูรณาร่วมมือกันทุกส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน เข้าดำเนินการดูแลสนับสนุนเกษตรกร ในพื้นที่เป้าหมาย อย่างครบวงจรมากที่สุด และเป็นรูปธรรมชัดเจนตั้งแต่มีโครงการมา

“สำหรับเบทาโกรมีโรงงานผลิตอาหารทั้งหมด 10 โรง ซึ่งพร้อมรับซื้อผลผลิตไม่จำกัดปริมาณ ขอให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมั่นใจได้ว่า มีผู้รับซื้อผลผลิตแน่นอน อีกทั้งราคาจะเป็นตามกลไกตลาด รับประกันไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8 บาทที่หน้าโรงงาน ขณะนี้ราคาข้าวโพดอยู่ที่กิโลกรัมละ 10 บาท คาดว่า ในช่วงเก็บผลผลิตเดือนมีนาคมถึงเมษายน ราคาจะไม่ลดลงไปกว่านี้เนื่องจากข้าวโพดเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตอาหารสัตว์ที่จำเป็น อีกทั้งผลผลิตในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการ” นายณรงค์ กล่าว

นายณรงค์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา แม้ผู้ผลิตอาหารสัตว์จะนำเข้าข้าวสาลีมาทดแทนข้าวโพด แต่ไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมดในสูตรที่เลี้ยงสัตว์แต่ละชนิด โดยอาหารไก่ต้องมีข้าวโพดอย่างน้อยร้อยละ 40 – 50 อาหารสุกรประมาณร้อยละ 20 -25 และอาหารโคประมาณร้อยละ 20 จากการประชุมของสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย บริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์ที่เข้าร่วมโครงการจะแบ่งจุดรับซื้อกัน กำหนดชัดเจนว่า บริษัทใดรับซื้อที่จังหวัดใด ในส่วนของเบทาโกร​ มีโรงงานที่ัเป็น​จุดรับซื้อวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์มี 4 โรงคือ ที่จังหวัดลำพูน สมุทรปราการ และลพบุรีมี 2 โรงงาน

นอกจากนี้ได้กำหนดราคารับซื้อตามคุณภาพคือ ราคาประกันไม่ต่ำกว่า 8 บาทนั้น เป็นราคาหน้าโรงงานที่ความชื้นร้อยละ 14.5 ซึ่งปกติแล้วข้าวโพดสดมีความชื้นร้อยละ 30 ราคาที่โรงงานต่างๆ รับซื้อขณะนี้อยู่ที่ 7.50 – 7.80 บาท เมล็ดเสียไม่เกินร้อยละ 6 เมล็ดแตกไม่เกินร้อยละ 5 และราคาจะปรับลดลงบ้างเล็กน้อยตามระยะทางขนส่งจากจุดรับซื้อมายังโรงงาน โดยหากระยะทางไม่เกิน 150 กิโลเมตร ค่าขนส่ง 250 บาทต่อตัน หากระยะทางไม่เกิน 350 กิโลเมตร ค่าขนส่งตันละ 350 บาท แต่เกษตรกรมีทางเลือกที่จะขายให้แก่โรงงานผลิตอาหารสัตว์ในพื้นที่ใกล้เคียงได้ หากพึงพอใจในราคารับซื้อ ทางสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์​ไทย​ไม่ได้ผูกขาดให้ขายเฉพาะบริษัทที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น

“เราต้องการสนับสนุนโครงการสานพลังประชารัฐของรัฐบาล ยืนยันว่า ไม่มีนโยบายกดราคา เนื่องจากมุ่งหวังให้เกษตรกรที่ปลูกข้าว​โพด​ในพื้นที่กฎหมายมีรายได้ที่มั่นคง มั่นใจว่า โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนาในปีนี้จะประสบความสำเร็จ ซึ่งจะเป็นโมเดลต้นแบบในการดำเนินงานในปีต่อๆ ไป” นายณรงค์ กล่าว

บุรีรัมย์เฝ้าระวังป้องกัน’โรคใบด่างมันสำปะหลัง’หวั่นกระทบผลผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/374039

บุรีรัมย์เฝ้าระวังป้องกัน'โรคใบด่างมันสำปะหลัง'หวั่นกระทบผลผลิต

บุรีรัมย์เฝ้าระวังป้องกัน’โรคใบด่างมันสำปะหลัง’หวั่นกระทบผลผลิต

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 14.11 น.

1 พ.ย.61 นายนวนิตย์ พลเคน เกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วยนายไพศาล แก้วบุตรดี หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช และเจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรบุรีรัมย์ สำนักงานเกษตรอำเภอ ผู้นำท้องถิ่น ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน และอาสาสมัครเกษตร ลงสำรวจพื้นที่การเพาะปลูกมันสำปะหลัง เพื่อตรวจสอบมันสำปะหลังที่พบอาการใบด่างคล้ายอาการโรคใบด่างในมันสำปะหลัง ขณะนี้ สำรวจแล้วในพื้นที่อำเภอบ้านกรวด อำเภอละหานทราย อำเภอโนนดินแดง อำเภอปะคำ จำนวนแปลงสำรวจ 180 แปลง พื้นที่ 3,386.45 ไร่ และยังคงวางแผนสำรวจในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่อง

นายนวนิตย์ พลเคน เกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า โรคใบด่างมันสำปะหลังอาจยังไม่ใช่โรคระบาดที่เกิดขึ้นและสร้างความเสียหาย ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในจังหวัดบุรีรัมย์ แต่ขณะนี้มีข้อมูลว่าพบแพร่ระบาดอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านคือ เวียดนาม และกัมพูชา ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้โรคนี้เข้ามาระบาดในประเทศและสร้างความเสียหายต่อผลผลิตของเกษตรกร ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ในอนาคต

นายนวนิตย์ กล่าวต่อไปว่า โรคใบด่างมันสำปะหลัง เกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) โดยมีแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นพาหะ ลักษณะอาการของโรคคือพืชจะแสดงอาการใบด่างเหลือง ใบเสียรูปทรง ลดรูป และยอดที่แตกใหม่จะแสดงอาการด่างเหลืองรุนแรง ลำต้นแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโต หรือมีการเจริญเติบโตน้อย ทำให้ไม่มีการสร้างหัวมันสำปะหลัง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีวิธีการรักษา ทำให้มันสำปะหลังที่เป็นโรคผลผลิตจะเสียหาย 80-100 %

จังหวัดบุรีรัมย์ มีพื้นที่ผู้ปลูกมันสำปะหลัง 290,504 ไร่ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง 24,032 ครัวเรือน ส่วนใหญ่อยู่ในเขตแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งหากโรคใบด่างมันสำปะหลังเข้ามาระบาดในจังหวัดบุรีรัมย์ และประเทศไทย จะส่งผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกร

สำนักงานเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ดำเนินการเฝ้าระวังและป้องกัน อย่างเข้มงวด โดยสร้างการรับรู้ให้กับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร และเกษตรกรเตรียมการเฝ้าระวัง ป้องกันไม่ให้เกิดการระบาด โดยมีการประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างการรับรู้ให้แก่ผู้นำและเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมทั้งขอความอนุเคราะห์เฝ้าระวังการเกิดโรคใบด่างมันสำปะหลังจากประเทศกัมพูชา ไปยังนายอำเภอทุกอำเภอ แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์เตือนเฝ้าระวังการระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง ไปยังอำเภอทุกอำเภอ

“ขอให้เกษตรกรไม่นำท่อนพันธุ์จากต่างประเทศและแปลงสงสัย หรือมีลักษณะอาการคล้ายโรคใบด่างมันสำปะหลังมาปลูก ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ส่งเสริมให้ใช้พันธุ์มันสำปะหลังสะอาด ทั้งนี้ หากพบลักษณะอาการคล้ายโรคใบด่างมันสำปะหลังในแปลง ให้แจ้งเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล เกษตรอำเภอ ตรวจสอบพื้นที่ทันที ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันยังคงเร่งสร้างความเข้าใจเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง ในพื้นที่ติดชายแดนประเทศกำพูชา ได้แก่ อำเภอละหานทราย อำเภอบ้านกรวด อำเภอโนนดินแดง อำเภอปะคำ และทุกอำเภอที่เพาะปลูกมันสำปะหลัง เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์และป้องกันการเกิดโรคใบด่างมันสำปะหลัง อย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง” นายนวนิตย์ กล่าว

ปศุสัตว์สนธิกำลังทหาร บุกจับโรงฆ่าสุกรเถื่อนนครปฐม ยึดของกลาง1.4แสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/374035

ปศุสัตว์สนธิกำลังทหาร บุกจับโรงฆ่าสุกรเถื่อนนครปฐม ยึดของกลาง1.4แสน

ปศุสัตว์สนธิกำลังทหาร บุกจับโรงฆ่าสุกรเถื่อนนครปฐม ยึดของกลาง1.4แสน

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 14.08 น.

ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมปศุสัตว์สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร บุกจับโรงฆ่าสุกรเถื่อนในจังหวัดนครปฐม ยึดอายัดของกลางมูลค่ากว่า1.4แสนบาท

1 พ.ย.61 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนและแจ้งเบาะแสจากประชาชนว่า มีการลักลอบฆ่าชำแหละสุกรเพื่อจำหน่ายโดยไม่มีใบอนุญาต และสร้างความเดือดร้อนเรื่องเสียงและกลิ่นเหม็น จึงสั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษ เพื่อบังคับใช้กฎหมายกรมปศุสัตว์ ประสานงานและสนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารชุดกองร้อยเคลื่อนที่เร็วจังหวัดนครปฐม กรมการสัตว์ทหารบก เข้าตรวจสอบเป้าหมายตามเบาะแสที่ได้รับ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ ตำบลท่าข้าม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เมื่อกลางดึกวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 เวลา 01.00 น.ผลการเข้าตรวจสอบพบผู้กระทำผิดพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าเพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์พ.ศ.2559 โดยพบของกลาง เป็นซากสุกร จำนวน 1,280 กิโลกรัม พร้อมอุปกรณ์การเชือด 5 รายการ รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 140,000 บาท

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามมาตรการปราบปรามโรงฆ่าสัตว์เถื่อนและการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดง เพื่อความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เนื่องจากเนื้อสัตว์ที่ลักลอบฆ่า จะไม่ทราบแหล่งที่มา และไม่ได้มาตรฐานตามสุขอนามัย อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคระบาดที่สำคัญได้โดยจากการตรวจพบหลักฐานและของกลางดังกล่าวข้างต้น เป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559 หลายมาตรา เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ กรมปศุสัตว์ จึงได้ยึดอายัด รวบรวมหลักฐาน ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพธิ์แก้ว เพื่อดำเนินคดี ดังนี้

1.ประกอบกิจการฆ่าสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 15 ซึ่งมีโทษ จำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2.ฆ่าสัตว์โดยไม่แจ้งการฆ่า ปรับตามรายตัว สุกร ตัวละ 2 หมื่นบาท

3.ฆ่าสัตว์นอกโรงฆ่าสัตว์ มาตรา 39 ซึ่งมีโทษ จำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน  2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

4.ฆ่าสุกรในวันโกน วันพระ มาตรา 14(4) ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดกฎหมายด้านปศุสัตว์โปรดแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสผ่านแอพพลิเคชั่น (Application) “DLD 4.0” ที่สามารถดาวน์โหลดและติดตั้งได้ทั้งระบบ iOS ผ่าน App Store และระบบ Android ผ่าน Google play เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบการกระทำความผิดและดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที

ตัวแทนเกษตรกรห่วงระเบียบคุม3สารเคมีบังคับใช้ยาก แนะแก้ไขสอดคล้องความเป็นจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373851

ตัวแทนเกษตรกรห่วงระเบียบคุม3สารเคมีบังคับใช้ยาก แนะแก้ไขสอดคล้องความเป็นจริง

ตัวแทนเกษตรกรห่วงระเบียบคุม3สารเคมีบังคับใช้ยาก แนะแก้ไขสอดคล้องความเป็นจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อช่วงปลายเดือน ต.ค. 2561ที่ผ่านมา มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นกรณีมาตรการควบคุมการใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด ประกอบด้วยพาราควอด (Paraquat) ไกลโฟเซต (Glyphosate) และคลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) ณ รร.ทีเคพาเลซ ถ.แจ้งวัฒนะ ย่านหลักสี่ กรุงเทพฯ ซึ่งมีผู้คนจากหลายภาคส่วนให้ความสนใจเข้าร่วมประชุมราว 250 คน เพื่อระดมความคิดเห็น

โดย นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยตั้งข้อสังเกตว่า ระเบียบที่กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำเสนอนั้นมีข้อจำกัดในการปฏิบัติของเกษตรกรหลายประเด็น อาทิ กรอบเวลาในการอบรมเกษตรกรทั่วประเทศ จำนวนกว่า 20 ล้านรายในระยะเวลา 90 วันหลังจากประกาศอนุมัติ เป็นสิ่งที่ดำเนินการจริงได้ยากด้วยระยะเวลาที่น้อยแต่ผู้ที่ต้องอบรมมีจำนวนมาก

ซึ่งหากกรมวิชาการเกษตรไม่สามารถปฏิบัติได้ ก็จะทำให้มีกลุ่มคนที่ต่อต้านสารเคมีเกษตรออกมาเรียกร้องให้แบนสารเคมีอีก นอกจากนี้ควรมีหลักการและแนวทางปฏิบัติที่เป็นในทิศทางเดียวกันในสารเคมีทุกชนิด โดยให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติและใช้สารเคมีของเกษตรกรเป็นหลัก คำนึงถึงความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติจริง เพื่อยกระดับเกษตรปลอดภัยของประเทศไทยให้เป็นระบบอย่างยั่งยืน

“การไม่สามารถปฏิบัติได้ตามระเบียบที่ออกมา บทลงโทษจะตกอยู่ที่เกษตรกรการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เป็นผู้ใหญ่บ้านกำนัน ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลนั้นไม่มีความเหมาะสมเพราะขาดองค์ความรู้ด้านเกษตรกรรม ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการอบรมพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าว ทั้งที่ในความเป็นจริงควรเป็นบุคลากรของกรมวิชาการเกษตรเอง”นายสุกรรณ์ กล่าว

นายสุกรรณ์ ยังกล่าวอีกว่า หลังจากนี้จะนำข้อมูลผลวิเคราะห์ และการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่รวบรวมได้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้สารเคมีเกษตร นำยื่นต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายโดยเร็วที่สุด เพื่อนำไปสู่การพิจารณาตัดสินใหม่ให้สามารถใช้สารเคมีได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากไม่เชื่อมั่นในกรมวิชาการเกษตรว่า จะนำส่งข้อมูลและความคิดเห็นจากกลุ่มเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องในครั้งนี้ให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย

พิสูจน์ชัด‘แปลงใหญ่’ลดต้นทุน สศก.เปิดผลสำรวจการผลิตข้าว4จังหวัดอีสานให้ผลตอบแทนเพิ่มจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373838

x

พิสูจน์ชัด‘แปลงใหญ่’ลดต้นทุน สศก.เปิดผลสำรวจการผลิตข้าว4จังหวัดอีสานให้ผลตอบแทนเพิ่มจริง

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องเร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เกิดเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยเน้นให้ความสำคัญในเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตข้าวคุณภาพดี การเพิ่มสมรรถนะในการบริหารจัดการการผลิตข้าวของชุมชนแบบครบวงจรตั้งแต่การผลิต การจัดการคุณภาพ และการจัดการด้านการตลาดเพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้ศึกษาเรื่อง “ต้นทุนการผลิต ประสิทธิภาพเชิงเทคนิคของการผลิตข้าวแบบแปลงใหญ่ กรณีศึกษาพื้นที่แปลงใหญ่ข้าวในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม” ในปีงบประมาณ 2561

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยว่า การศึกษาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตประสิทธิภาพเชิงเทคนิคของการผลิตข้าวในพื้นที่แปลงใหญ่ และนอกพื้นที่แปลงใหญ่
ให้เป็นแนวทางในการเสนอแนะมาตรการ นโยบาย ในการบริหารจัดการการผลิตข้าวแบบนาแปลงใหญ่

สำหรับโครงการเกษตรแปลงใหญ่ กระทรวงเกษตรฯ ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2559 เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการตั้งแต่ปี 2559-2560 ใน 4 จังหวัด (ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม) รวม 25,313 ราย แบ่งเป็น ขอนแก่น 12 อำเภอ เกษตรกร 12,737 ราย กาฬสินธุ์ 10 อำเภอ เกษตรกร 2,608 ราย มหาสารคาม 10 อำเภอ เกษตรกร 3,473 ราย และร้อยเอ็ด 20 อำเภอ เกษตรกร 6,495 ราย

จากผลการศึกษา พบว่า ต้นทุนและผลตอบแทนของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ มีต้นทุนเฉลี่ย 3,755 บาท/ไร่ เกษตรกรมีผลตอบแทนเฉลี่ย 4,165 บาท/ไร่ เกษตรกรมีรายได้หลังหักต้นทุน 410 บาท/ไร่ ในขณะที่ต้นทุนและผลตอบแทนของเกษตรกรนอกพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ มีต้นทุนเฉลี่ย 4,478 บาท/ไร่ เกษตรกรมีผลตอบแทนเฉลี่ย 3,798 บาท/ไร่ ส่งผลให้เกษตรกรขาดทุนอยู่ 680 บาท/ไร่ สำหรับการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการผลิตข้าวเชิงเทคนิค จะวัดจากปริมาณการใช้เมล็ดพันธุ์ ปัจจัยการผลิต ได้แก่ แรงงานคน แรงงานเครื่องจักร ปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี ปริมาณการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช และศัตรูพืช ผลจากการศึกษาพบว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการยังมีค่าส่วนเกินปัจจัยการผลิตในส่วนของเมล็ดพันธุ์ รวมทั้งแรงงานสูง และค่าประสิทธิภาพการผลิตสูงกว่าเกษตรกรนอกโครงการเพียงเล็กน้อย

ดังนั้น ควรส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรใช้เครื่องจักร เครื่องทุนแรงทางการเกษตรให้มากขึ้น อาทิ รถเกี่ยว เครื่องพ่นปุ๋ย การปลูกโดยใช้เครื่องหยอดเมล็ด ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการใช้เมล็ดพันธุ์ และช่วยทดแทนแรงงานของครัวเรือนที่ค่อนข้างสูงอายุ และมีจำนวนน้อย รวมทั้งควรเพิ่มองค์ความรู้ในด้านต่างๆ แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการให้มากขึ้น เช่น การวางแผนการผลิตจนถึงการจำหน่ายผลผลิต การบริหารจัดการในรูปแบบของกลุ่มให้เหมาะสมกับขนาดของพื้นที่และจำนวนสมาชิก ตลอดจนการดำเนินงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกรได้ นอกจากนี้ควรเน้นให้ความรู้ด้านการวางแผนการผลิต วิธีเพิ่มคุณภาพผลผลิต การแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า การใช้เครื่องจักรกลทดแทนแรงงาน และการวางแผนการจำหน่ายสินค้าล่วงหน้าซึ่งจะช่วยลดปัญหาสินค้าล้นตลาด ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจผลการศึกษา หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่ม สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 โทร. 0-4326-1513 ต่อ 17 หรืออี-เมล zone4@oae.go.th

ระดมท่อนพันธุ์สะอาด รองรับเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังปลอดโรคปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373836

x

ระดมท่อนพันธุ์สะอาด รองรับเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังปลอดโรคปี’62

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า มันสำปะหลังเป็นพืชที่ปลูกได้ตลอดทั้งปี ส่วนมากนิยมปลูกในช่วงต้นฝนคือ ช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ซึ่งจะให้ผลผลิตหัวมันสดในปริมาณที่สูง โดยฤดูกาลปลูกมันสำปะหลังที่จะถึงในปี 2562 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตร วางแนวทางให้ศูนย์ขยายพันธุ์พืชของกรมส่งเสริมการเกษตรที่อยู่ในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังของประเทศไทย จำนวน 6 ศูนย์ ผลิตขยายท่อนพันธุ์มันสำปะหลังปลอดโรคไว้เพื่อเป็นแหล่งพันธุ์สะอาดที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานให้เกษตรกรนำไปผลิตขยายพันธุ์เพื่อการเพาะปลูกต่อไป

กรมส่งเสริมการเกษตร มีศูนย์ขยายพันธุ์พืชอยู่ในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ รวม 10 ศูนย์ ในจังหวัดต่าง ๆ ได้แก่ ตรัง นครศรีธรรมราชสุพรรณบุรี นครราชสีมา อุดรธานี บุรีรัมย์ มหาสารคาม ลำพูน และพิษณุโลก ซึ่งเป็นฐานการผลิตพันธุ์พืชคุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร จัดตั้งขึ้นเพื่อสนองนโยบายรัฐบาลในการแก้ปัญหาการขาดแคลนพันธุ์พืชที่มีคุณภาพและราคาแพง ช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร สำหรับการปลูกมันสำปะหลังของไทย มีพื้นที่ปลูกในบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งในพื้นที่นั้นๆ มีศูนย์ขยายพันธุ์พืชตั้งอยู่ รวม 6 ศูนย์ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการผลิตขยายดูแลพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด โดยบางศูนย์ได้รับความร่วมมือในการผลิตขยายจากเกษตรกรเครือข่ายด้วย ได้แก่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 1 จ.ชลบุรี มีแปลงพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด จำนวน 30 ไร่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 3 จ.นครราชสีมา จำนวน 10 ไร่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 5 จ.บุรีรัมย์ จำนวน 15 ไร่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 6 จ.พิษณุโลก จำนวน 12 ไร่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 7 จ.มหาสารคาม จำนวน 20 ไร่ และศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 10 จ.อุดรธานี จำนวน 45 ไร่ รวมทั่วประเทศมีพันธุ์มันสำปะหลังสะอาดแล้วราว 132 ไร่ คิดเป็นจำนวน 528,000 ลำ สามารถนำไปใช้สนับสนุนได้ 2,640,000 ท่อน ในอัตราการปลูก 1,600-2,000 ท่อน/ไร่ รวมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1,650 ไร่ ซึ่งท่อนพันธุ์เหล่านี้จะพร้อมสนับสนุนการปลูกมันสำปะหลังได้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไป

แตกใบอ่อน : ‘หลอดพลาสติก’ขยะชิ้นเล็ก…ที่ไม่เล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373840

แตกใบอ่อน : ‘หลอดพลาสติก’ขยะชิ้นเล็ก...ที่ไม่เล็ก

แตกใบอ่อน : ‘หลอดพลาสติก’ขยะชิ้นเล็ก…ที่ไม่เล็ก

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ต้องยอมรับกันว่า “ปัญหาขยะ” ล้นโลก มีการหยิบยกมาพูดถึงกันมากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่ามมา หลายภาคส่วนหลายองค์กรในประเทศต่างๆเริ่มตระหนักผลกระทบจากการใช้พลาสติกต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันถือว่าเข้าขั้นวิกฤติแล้ว พร้อมประกาศนโยบาย ลด ละ เลิกใช้พลาสติก ไม่ว่าจะเป็นถุง โฟม ภาชนะใส่อาหาร หลอด ฯลฯ อย่างจริงจัง ที่พูดถึงกันมากก็จะเป็นถุง ช้อน ส้อม แก้วน้ำชากาแฟ ถ้วยจานชามที่ใช้แล้วทิ้ง จากการใช้ในชีวิตประจำวันเป็นการเพิ่มปริมาณขยะให้โลกแบบทวีคูณ ก่อวิกฤติให้ระบบนิเวศของทะเล

ที่น่าสนใจ เริ่มมีหลายธุรกิจเกี่ยวกับการบริการ อาหาร คมนาคม แบรนด์ดังระดับโลก ประกาศเลิกใช้ “หลอด” พลาสติกอีกชนิดที่สร้างมลพิษให้โลก อย่างที่หลายคนไม่ทันคิด เพราะอายุการใช้งานสั้น ก่อนจะกลายสภาพเป็นขยะจำนวนมหาศาล การทำลายย่อยสลายยาก ต้องใช้เวลาหลายร้อยปี

จากข้อมูลวิชาการของหลายหน่วยงาน ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีขยะในทะเลมากที่สุดเป็นอันดับ 6 โดยมีขยะในทะเลมากกว่า 11.4 ล้านตัน 80% มาจากขยะบนบก ส่วนข้อมูลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งพบว่า ขยะที่พบในทะเลกว่าครึ่งเป็นขยะพลาสติก ในจำนวนนี้ อันดับหนึ่ง เป็นถุงพลาสติก 19%  อันดับสอง เป็น หลอด 15%

ขณะเดียวกัน มีรายงานของ Ocean Conservancy สรุปข้อมูลปริมาณขยะตามชายหาดเมื่อปี 2016 จาก112 ประเทศทั่วโลก พบว่าขยะประเภทหลอดพลาสติกมีมากเป็นอันดับ 7 คิดเป็นจำนวนถึง 409,087 ชิ้น จากข้อมูลต่างๆ ทำให้เห็นชัดว่า “หลอดพลาสติก” ชิ้นเล็กๆ มีจำนวนใกล้เคียงถุงพลาสติกเลยทีเดียว ดังนั้น ถึงเวลาที่เราควรหันมาให้ความสำคัญกับการลด ละ เลิกใช้หลอดพลาสติกแล้วหรือยัง

หลายคนเห็นตัวเลขคงไม่อยากเชื่อว่า หลอดที่เราแต่ละคนใช้จะมากมายขนาดนี้  แต่ถ้าคิดง่ายๆแค่คน 1 คนใช้หลอดคนละ 1 ชิ้น ก็จะกลายเป็นขยะแล้ววันละ 65 ล้านชิ้นต่อวันหรือ  24,000 ชิ้นต่อปี  หรือเฉพาะสหรัฐฯประเทศเดียว ประชากรใช้หลอดมากถึง 500 ล้านหลอดต่อวันแล้ว

ฉะนั้น น่าถึงเวลาของการลด ละ เลิกใช้หลอดพลาสติกอย่างจริงจัง เริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิด มุมมองในการใช้ชีวิตที่เน้นความสะดวกสบาย ด้วยการปฏิเสธการใช้ที่ไม่จำเป็น หรือหันไปใช้หลอดที่ทำจากวัสดุเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หลอดที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ ประเภทหลอดโลหะ หลอดแก้ว หลอดไม้ไผ่ หรือหลอดจากก้านไรน์

ความเป็นไปได้ของการเลิกใช้หลอด จะเกิดผลยั่งยืน นอกจากทุกคนเริ่มปรับเปลี่ยนมุมมองแนวคิดของตัวเอง เพราะการบริโภคเครื่องดื่มบางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้  อีกด้านร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่มก็ต้องตื่นตัวจับมือกันเลิกให้บริการหลอดพลาสติก ผ่านแคมเปญรณรงค์ หยุดใช้หลอด เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติก ลดสร้างมลภาวะให้โลกและทะเล  แล้วหันมาใช้หลอดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแทน

เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม จากการดำเนินชีวิตประจำวันได้ ด้วยการลดใช้พลาสติก หรือใช้ให้น้อยที่สุด นอกจากถุงใส่ของ ถ้วยจานชามช้อนส้อมแล้ว ต้องรวมถึงหลอดด้วย

คราวหน้า ถ้าไปร้านกาแฟ นอกจากนำแก้วไปเองแล้ว อย่าลืมบอกเจ้าของร้านด้วยว่า หลอดไม่ต้องแล้ว

เอกชนหนุนเชื่อมโยงตลาดข้าวGAP l จับคู่ธุรกิจกลุ่มเกษตรกรภาคอีสาน-รับซื้อสูงกว่าตลาด4%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373837

x

เอกชนหนุนเชื่อมโยงตลาดข้าวGAP l จับคู่ธุรกิจกลุ่มเกษตรกรภาคอีสาน-รับซื้อสูงกว่าตลาด4%

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รักษาการในตำแหน่งอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยความคืบหน้าโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ครบวงจรว่า ล่าสุดมีการจับคู่และทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างผู้ประกอบการค้าข้าวที่ขอรับจัดสรรโควตา EU กับกลุ่มเกษตรกร จำนวน 8 จังหวัด จาก 12 ผู้ประกอบการ แยกเป็นข้าวอินทรีย์ 11 ผู้ประกอบการ และข้าว GAP 3 ผู้ประกอบการ ทั้งหมดอยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสารของเจ้าหน้าที่กรมการข้าว ทั้งนี้ ผู้ประกอบการแต่ละรายสามารถทำ MOU กับกลุ่มเกษตรกรได้ในหลายจังหวัด ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต หากเกษตรกรเก็บเกี่ยวข้าวแล้วเสร็จก็จะไปสู่ขั้นตอนการซื้อขายข้าวระหว่างผู้ประกอบการค้าข้าวกับกลุ่มเกษตรกรต่อไป

โครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP เป็นโครงการภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร เพื่อเชื่อมโยงรองรับผลผลิตระหว่างผู้ประกอบการค้าข้าวและกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าว GAP ในระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) เพื่อให้เกษตรกรขายข้าวที่ได้มาตรฐาน GAP ได้ในราคาที่สูงขึ้นตามคุณภาพ โดยตั้งเป้า 5 ปี (ปีการผลิต 2560-2564) ชาวนาจะผลิตข้าวที่ได้รับรอง GAP ของโครงการส่งเสริมนาแปลงใหญ่ได้ไม่น้อยกว่า 10.30 ล้านตันเปลือก ส่วนข้าวอินทรีย์ในโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 594,000 ตันข้าวเปลือก ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรับซื้อข้าวจากชาวนาที่เข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดเฉลี่ย 4% เช่น ข้าวหอมมะลิ GAP ราคารับซื้อสูงกว่าราคาตลาดไม่น้อยกว่า 500 บาท/ตัน ข้าวหอมปทุม 400 บาท/ตัน ข้าวเจ้า 300 บาท/ตัน ส่วนข้าวอินทรีย์ที่อยู่ในระยะ T1 คือข้าวที่ผ่านการเตรียมความพร้อมแล้ว T2 คือข้าวที่ผ่านระยะการปรับเปลี่ยนแล้ว จะรับซื้อในราคาสูงกว่าราคาตลาดไม่น้อยกว่า 4% แต่ถ้าเป็น T3 คือข้าวที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand จะรับซื้อสูงกว่าราคาตลาดถึง 15% หรือเฉลี่ย 1,200-2,000 บาท/ตัน ขึ้นอยู่กับชนิดข้าว ดังนั้น จึงเชื่อมั่นว่าโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าว GAP ครบวงจร จะเป็นแรงผลักดันให้ชาวนาผลิตข้าวที่มีคุณภาพมากขึ้น สอดคล้องกับความต้องการของตลาด มุ่งเน้นการใช้ตลาดนำการผลิต เพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงในอาชีพ

เปิดตัวเครือข่าย‘GAP Net’ ดันนโยบาย-กม.การเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373834

x

เปิดตัวเครือข่าย‘GAP Net’ ดันนโยบาย-กม.การเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอนันต์ ดาโลดม นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่าย GAP Net ซึ่งเป็นการรวมตัวกันขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรเพื่อดำเนินการนำเสนอข้อมูล และข้อคิดเห็นด้านการเกษตรต่างๆ เพื่อสนับสนุนภาครัฐในการกำหนดทิศทาง นโยบาย กฎหมายและมาตรการด้านการเกษตร รวมทั้งให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สาธารณชน เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรไทยให้มีคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้การนำเสนอข้อมูลหรือข้อคิดเห็นของ GAP Net อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ผ่านการสังเคราะห์อย่างรอบคอบจากสมาชิกของเครือข่าย เพื่อ
เป้าหมายในการพัฒนาภาคเกษตรของไทย

ทั้งนี้กิจกรรมแรกของ GAP Net ได้มีการจัดเสวนาเรื่อง “ทิศทาง นโยบาย และกฎหมายการเกษตรไทย และการมีส่วนร่วมของภาคการเกษตร” โดยประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาเสวนาเป็นเรื่องที่กำลังมีการจัดทำนโยบายและพิจารณากฎหมายหลายฉบับที่มีผลกระทบต่อภาคการเกษตรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว GAP Net จึงควรมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำและพิจารณากฎหมายด้วยการรวบรวม กลั่นกรอง วิเคราะห์ผลดี ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายและกฎหมายเหล่านั้นอย่างรอบด้าน เพื่อนำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริงด้านวิชาการ และความเป็นจริงทางการเกษตรครอบคลุมทุกด้าน อย่างเป็นระบบ เพื่อประกอบการตัดสินใจของภาครัฐ

“นอกจากนี้ การเสวนาในครั้งนี้ ยังเป็นการเชิญชวนสมาคม ชมรม องค์กร ทางการเกษตรที่ยังไม่ได้เข้าร่วมเครือข่ายกับ GAP Net ได้พิจารณาเข้าร่วมเป็นสมาชิก GAP Net เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนพัฒนาภาคการเกษตรด้วยการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องให้แก่สังคมได้รับทราบ” ผู้ประสานงานเครือข่าย GAP Net กล่าว