ประมงแจงปมหมึกราคาตกต่ำ ชี้ผลกระทบเปิดเสรีสินค้าAFTA

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373835

x

ประมงแจงปมหมึกราคาตกต่ำ ชี้ผลกระทบเปิดเสรีสินค้าAFTA

วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากกรณีข่าวชาวประมงเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคาหมึกตกต่ำ เนื่องจากไทยเปิดให้มีการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำแบบเสรีจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งข้อเท็จจริงจากกรณีดังกล่าวเนื่องจากประเทศไทยเป็นสมาชิกของอาเซียน ซึ่งภายใต้ข้อตกลงทางการค้าเสรีอาเซียน หรือ AFTA ส่งผลให้ภาษีนำเข้าสำหรับสัตว์น้ำเป็น “ศูนย์” ตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 ซึ่งเป็นการเปิดเสรีทางการค้าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทำให้ภาครัฐไม่สามารถกำหนดหรือควบคุมปริมาณการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำและราคาได้ ขณะที่ประเทศไทยมีการนำเข้าสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้พบว่าปริมาณการนำเข้าสัตว์น้ำประเภทแช่เย็นแช่แข็งเพื่อการบริโภคมีปริมาณลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การนำเข้าหมึกจากเมียนมากลับมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ร้อยละ 11 ทำให้ปริมาณหมึกในภาพรวมเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ราคาในช่วงเดือนสิงหาคม 2561 ฉุดตัวลงร้อยละ 3.5 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาด

ส่วนประเด็นการแก้ไขพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 เพื่อให้การนำเข้าสัตว์น้ำมีความชัดเจนนั้น ปัจจุบันประเทศไทยได้มีการกำหนดมาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and Phytosanitary Measures) เพื่อตรวจสอบสารตกค้างและสารปนเปื้อนของสินค้าสัตว์น้ำที่นำเข้าอย่างเคร่งครัดอยู่แล้ว อีกทั้ง ยังมีมาตรการในการควบคุมการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำให้ปราศจากทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ซึ่งเป็นไปตามกฎระเบียบ IUU เพื่อรักษาคุณภาพและมาตรฐานของสัตว์น้ำให้มีความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค สามารถแปรรูปเพื่อการส่งออกได้ในตลาดโลก ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล นอกจากนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ กรมประมงยังได้นำระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้เพื่อลดความยุ่งยากในการจัดทำเอกสารต่างๆ เช่น การดำเนินการออกหนังสือกำกับการซื้อขายสินค้าสัตว์น้ำ (Marine Catch Purchasing Document : MCPD) เพื่อให้การสืบค้นแหล่งที่มาของสัตว์น้ำมั่นใจได้ว่าไม่ได้มาจากการทำประมงผิดกฎหมาย เป็นต้น

อย่างไรก็ดี กรมประมงได้นัดประชุมหารือร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสัปดาห์หน้า เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกันต่อไป

ชป.ลุยขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พื้นที่นครศรีธรรมราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373809

ชป.ลุยขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พื้นที่นครศรีธรรมราช

ชป.ลุยขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พื้นที่นครศรีธรรมราช

วันพุธ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 14.26 น.

31 ต.ค. 61 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน และดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน ร่วมลงพื้นที่ติดตามการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร รัชกาลที่9 ทรงพระราชทานแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช  เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาหลวงและอ่าวไทย มีลักษณะพื้นที่ทอดยาวขวางทิศทางการไหลของน้ำ เมื่อเกิดฝนตกหนักบริเวณเทือกเขานครศรีธรรมราช น้ำจะไหลผ่านเมืองลงทะเล

แต่ระบบการระบายน้ำผ่านคลองท่าดีลงสู่คลองท่าชักและคลองท่าเรือออกสู่ทะเล มีขีดความสามารถในการระบายได้เพียง 268 ลบ.ม./วินาที แต่มีปริมาณน้ำที่ต้องระบายถึง 750 ลบ.ม./วินาที และ มีสิ่งกีดขวางทางน้ำ ทำให้น้ำเอ่อท่วมพื้นที่ เกิดอุทกภัยซ้ำซาก ส่งผลกระทบอย่างมากต่อชุมชนและเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ กรมชลประทาน จึงได้ทำการศึกษาความเหมาะสมในการแก้ไขปัญหา แล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2545  โดยมีแนวทางการแก้ไขปัญหา ครอบคลุมทั้งในและนอกเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราชอย่างเป็นระบบ มีแผนการปรับปรุงระบบระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ โดยการขุดคลองผันน้ำใหม่ จำนวน 3 สาย ขุดขยายคลองเดิมเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ 2 สาย

พร้อมทั้งก่อสร้างประตูระบายน้ำ จำนวน 7 แห่ง งบประมาณการก่อสร้าง 9,580 ล้านบาท ระยะเวลาการก่อสร้าง 3 ปี (2561 – 2563)  การดำเนินการในปัจจุบันอยู่ในระหว่างการจัดหาที่ดิน และดำเนินการก่อสร้างในส่วนของคลองระบายน้ำท่าเรือ หัวตรุดหากโครงการฯ แล้วเสร็จจะสามารถบรรเทาอุทกภัยในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราชและพื้นที่ใกล้เคียง  ทั้งยังสามารถเก็บกักน้ำในช่วงฤดูแล้งได้ประมาณ 5.5 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่การเกษตรได้รับผลประโยชน์กว่า 17,400 ไร่

ส่วนแผนการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัย จังหวัดนครศรีธรรมราช ในช่วงฤดูน้ำหลาก มีจุดเฝ้าระวัง ที่อยู่ในเขตชลประทานทั้งหมด 6 จุด คือ อ.เชียรใหญ่ อ.ชะอวด ลุ่มน้ำปากพนังตอนล่าง อ.ร่อนพิบูลย์ อ.ห้วยไทร อ.เฉลิมพระเกียรติ และ อ.เมือง กรมชลประทานได้เตรียมพร้อม เครื่องสูบน้ำ จำนวน 95 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ จำนวน 66 เครื่อง เครื่องจักรเครื่องมืออื่นๆ จำนวน 13 หน่วย พร้อมให้การช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ประมงกาฬสินธุ์เดินหน้าเพิ่มผลผลิตกุ้ง-ปลาเขื่อนลำปาวช่วยชาวประมงหายจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373784

ประมงกาฬสินธุ์เดินหน้าเพิ่มผลผลิตกุ้ง-ปลาเขื่อนลำปาวช่วยชาวประมงหายจน

ประมงกาฬสินธุ์เดินหน้าเพิ่มผลผลิตกุ้ง-ปลาเขื่อนลำปาวช่วยชาวประมงหายจน

วันพุธ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 13.13 น.

สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ วางมาตรการเข้มเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกราม ปลา และสัตว์น้ำเขื่อนลำปาว ให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด มุ่งเป็นแหล่งผลิตสัตว์เศรษฐกิจ สร้างอาชีพและรายได้ ตามนโยบายแก้ไขปัญหาความยากจนของรัฐบาล และโครงการกาฬสินธุ์แฮปปี้เนสโมเดล คนกาฬสินธุ์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

31 ต.ค.61 ที่ห้องประชุมศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดกาฬสินธุ์ นายอำพล จินดาวงศ์ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธานประชุมระดมความคิดเห็น การบริหารจัดการทรัพยากรประมงในเขื่อนลำปาว โดยมีนายสำรวย ชมพุฒ หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการสำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา ผู้นำชุมชน ตัวแทนเกษตรกร ร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

 

 

นายอำพล จินดาวงศ์ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า เขื่อนลำปาวหรืออ่างเก็บน้ำลำปาว นอกจากจะเป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตร การประมง การประปา เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง โดยได้ชื่อว่าเป็นทะเลน้ำจืดแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว ที่สำคัญยังเป็นแหล่งน้ำที่สร้างรายได้ให้กับชาวประมง และเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น ปลากระชัง และกุ้งก้ามกราม เป็นสินค้าส่งออกทั้งประเภทปลาสด กุ้งสด แปรรูป และอื่นๆ มูลค่ารวมนับพันล้านบาทต่อปีอีกด้วย

 

 

นายอำพล กล่าวอีกว่า ในส่วนของการทำประมง ที่ชาวบ้านบริเวณรอบเขื่อนลำปาวหลายหมู่บ้าน ในเขต อ.เมืองกาฬสินธุ์ อ.ยางตลาด อ.ห้วยเม็ก อ.สหัสขันธ์ อ.หนองกุงศรี และ อ.ท่าคันโท ที่นอกเหนือจากหาจับเพื่ออุปโภคบริโภคในครัวเรือนแล้ว ยังยึดเป็นอาชีพหลักหารายได้เลี้ยงครอบตลอดปี ทั้งนี้จากการสำรวจมีประมาณ 2,133 ราย  เครื่องมือที่ใช้ทำการประมงมีตาข่าย แห ตุ้ม เบ็ดธง เบ็ดราว ลอบ จั่น ฉมวก ชะนาง แพสะดุ้ง ปลาที่จับได้มากตามลำดับคือปลาสร้อยขาว ตะเพียนขาว กระมัง ซิวแก้ว และปลาสวาย จับได้เฉลี่ยคนละ 3.5 กก./วัน ผลผลิตสัตว์น้ำจากเขื่อนปีละไม่น้อยกว่า 1,100 ตัน มูลค่าประมาณ 40 ล้านบาทต่อปี

 

 

“ขณะที่ในส่วนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ มีเกษตรกรเลี้ยงปลากระชังในเขื่อนลำปาว  522 ราย จำนวน 13,587 กระชัง ปริมาณการผลิตปีละ 17,504 ตัน มูลค่าประมาณ 1,050 ล้านบาทต่อปี  นอกจากนี้ยังมีเก็บหอยเล็บม้าจำหน่าย กก.ละ 13 บาท  บางช่วงจับได้มากถึง 2-3 ตันต่อวัน โดยเฉพาะการดำน้ำจับกุ้งก้ามกรามหรือกุ้งแม่น้ำและปลาบู่นั้น รายได้ดีมาก ล่าสุดในปีนี้ จากการสอบถามแม่ค้ารับซื้อพบว่ามีมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 3 ล้านบาท” นายอำพลกล่าว

 

 

อย่างไรก็ตาม ในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรประมงในเขื่อนลำปาวนั้น เพื่อการอนุรักษ์และเพิ่มผลผลิต  สำนักงานประมง จ.กาฬสินธุ์ ได้ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกาฬสินธุ์ หน่วยป้องกันและปราบปรามกรรประมงน้ำจืดลำปาว (กาฬสินธุ์) และศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด เขต 3 (สกลนคร) ได้เข้ามาร่วมสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำ การสำรวจสัตว์น้ำและคุณภาพน้ำ การควบคุมการทำการประมง ให้เป็นไปตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558

 

 

ทั้งนี้ ได้ร่วมกับชุมชนชาวประมง  จัดทำเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ 24 จุด  มีเขตรักษาพันธุ์พืช 4 จุด ได้รับงบประมาณสนับสนุน จ.กาฬสินธุ์ จัดซื้อลูกกุ้งก้ามกรามนำมาปล่อยเสริมลงในเขื่อนลำปาว ขณะที่กรมชลประทานสนับสนุนหน่วยงานประมงจัดระเบียบการเลี้ยงปลากระชัง ควบคุมการทำการประมง ตรวจสอบคุณภาพน้ำบริเวณเลี้ยงปลากระชัง และจัดทำเขตอนุรักษ์พันธุสัตว์น้ำ โดยมีเป้าหมายคือเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในเขื่อนลำปาว ให้คงความอุดมสมบูรณ์  ชาวบ้านและชาวประมงได้ทำการจับเพื่ออุปโภคบริโภคและจำหน่ายสร้างรายได้ตลอดปี

 

 

นายอำพล กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อกำหนดมาตรการแผนการบริหารจัดการทรัพยากรประมงให้มีประสิทธิภาพ จึงได้จัดประชุมระดมความคิดเห็น ทั้งข้อมูลเชิงวิชาการ กฎหมาย แนวทางประเมินผลผลิตและมูลค่าสัตว์น้ำเขื่อนลำปาว รับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพื่อนำไปประกอบในการบริหารจัดการสัตว์น้ำในเขื่อนลำปาว และเสนอคณะกรรมการประมงประจำ จ.กาฬสินธุ์ต่อไป โดยตั้งธงเป็นแหล่งสัตว์น้ำที่อุดมสมบูรณ์ ชาวบ้าน ชาวประมงมีรายได้ สอดคล้องกับแนวทางแก้ไขปัญหาความยากจนของรัฐบาล และโครงการกาฬสินธุ์แฮปปี้เนสโมเดล คนกาฬสินธุ์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ดังนั้นการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำเขื่อนลำปาว จึงเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนแนวทางขับเคลื่อนงานของจังหวัดดังกล่าว

ขาย‘กะลา’กิโลละพัน! ชุมชนตะเคียนเตี้ยโชว์ของดี‘มะพร้าวพันธุ์พื้นเมือง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373606

x

ขาย‘กะลา’กิโลละพัน! ชุมชนตะเคียนเตี้ยโชว์ของดี‘มะพร้าวพันธุ์พื้นเมือง’

วันพุธ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายภาสันต์ นุพาสันต์ ผู้ช่วยเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการนำปฏิรูปภาคการเกษตรของสภาเกษตรกรแห่งชาติ โดยให้เกษตรกรแปรรูปผลผลิตแล้วจึงขาย เป้าหมายต่อไปคือการตลาดของผลิตภัณฑ์ที่แปรรูป ซึ่งเห็นว่าการทำให้พื้นที่การเกษตรเป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นการตลาดที่ดีช่องทางหนึ่งจึงประสานงานกับสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดชลบุรีเพื่อเรียนรู้การบูรณาการร่วมกับองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ที่วิสาหกิจชุมชนตะเคียนเตี้ย (บ้านร้อยเสา) อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ชุมชนสามารถใช้ภูมิปัญญาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวได้หลากหลายและที่สร้างชื่อให้กับชุมชนคือ
“แกงไก่กะลา”

นางอภิญญา ทิพนาค อายุ 54 ปี ชาวบ้าน ผู้ปลูกมะพร้าวพันธุ์หมูสี ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมือง เปิดเผยว่า มะพร้าวหมูสีเป็นพันธุ์ดั้งเดิมของที่นี่ เป็นพันธุ์กินผลอ่อน น้ำมีรสชาติหวานแต่ไม่หอม ที่รอบหัวจุกมะพร้าวจะเป็นสีขาวเมื่อดึงขั้วจุกออกจะมีสีชมพูยังไม่มีเนื้อมะพร้าวเป็นกะลาอ่อนรสชาติกรุบ กรอบ มัน หวานอ่อน หอมมะพร้าวอ่อน อร่อย หากรอบขั้วจุกมะพร้าวเป็นสีเขียวจะมีเนื้อมะพร้าวใช้กินไม่ได้เพราะกะลาจะมีรสฝาด คนในชุมชนตะเคียนเตี้ยกินกะลามะพร้าวอ่อนกันมานาน และขายเป็นมะพร้าวกินผลอ่อน โดยนำกะลามาบริโภคเป็นอาหารราคาขายอยู่ที่ลูกละ 25-30 บาท ซึ่งกะลามะพร้าวอ่อนจะเก็บได้เมื่อลูกมะพร้าวออกทะลาย 2-3 เดือน ใน 1 ปีจะมีผลผลิต 12 ทะลายต่อต้น หากเป็นมะพร้าวที่แก่กว่านี้ราคาขายอยู่ที่ลูกละ 4-5 บาท ใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆแทน ผลผลิตกะลามะพร้าวอ่อนมีทุกวันและยอดสั่งจองก็มีทุกวันเช่นเดียวกัน ในการผลิตกะลามะพร้าวอ่อนเพื่อการบริโภคนั้นจะนำส่วนกะลาอ่อนมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ 1 รอบการผลิตใช้มะพร้าว 50 ลูก ได้ผลผลิตประมาณ 2 กิโลกรัม เนื้อกะลามะพร้าวอ่อนสีไม่คล้ำ เคล็ดลับคือเมื่อฝานเนื้อกะลาแล้วนำแช่ในน้ำหมักมะนาวที่ผสมกับน้ำตาลทรายแดง โดยตั้งราคาขายไว้ที่กรัมละ 1 บาท กิโลกรัมละ 1,000 บาท มียอดสั่งจองจากร้านอาหารเส้นถนนสาทร ครัวขึ้นชื่ออีกหลายแห่งในกรุงเทพฯจนผลิตไม่ทัน นักท่องเที่ยวที่มาเยือนชุมชนตะเคียนเตี้ย เมนูที่ต้องลองคือ แกงไก่กะลา, ผัดฉ่ากะลาอ่อนใส่กุ้ง สูตรพื้นถิ่นด้วยส่วนประกอบสำคัญคือกะเพรา 100 ปี พันธุ์ดั้งเดิมที่อนุรักษ์ปลูกเฉพาะชุมชนตะเคียนเตี้ยด้วยกลิ่นหอม ฉุน ซึ่งผู้ที่สนใจท่องเที่ยวเชิงเกษตรชุมชนบ้านตะเคียนเตี้ย สามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 09-8412-1712

ส่องเกษตร : จากข้าวถึงยางและปาล์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373598

449007

ส่องเกษตร : จากข้าวถึงยางและปาล์ม

วันพุธ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อน ผมเขียนกระตุ้นอีกครั้ง ให้เร่งดูแลปัญหาคุณภาพข้าวหอมมะลิ โดยเฉพาะเรื่อง “ความหอม” ที่น้อยลง กระทั่งทำให้ปีนี้ เราต้องเสียแชมป์ข้าวอร่อยที่สุดในโลกให้ข้าวหอม “อังกอร์” กัมพูชา ทั้งถูกข้าวหอมมะลิ “เวียดนาม” แซงขึ้นที่ 2 จนหอมมะลิไทยตกไปอยู่อันดับ 3 เป็นสัญญาณไม่ดีต่อข้าวระดับพรีเมียมไทย ที่จะถูกเพื่อนบ้านคู่แข่งแย่งตลาดไปได้ โดยเฉพาะตลาดสำคัญอย่างจีน ด้วยข้าวหอมกัมพูชาและเวียดนาม คุณภาพไล่ขึ้นมาตีคู่ ขณะที่ราคาถูกกว่าถึง
ตันละ 200 ดอลลาร์

ก็มีข้อมูลอัพเดทเพิ่มเติมที่นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ตอนนี้การส่งออก“ข้าวหอม”ของเวียดนามแซงไทยแล้ว! โดยจากช่วง 10 ปีที่แล้ว เวียดนามส่งออกข้าว“พรีเมียม”ระดับแค่หมื่นตัน แต่มาถึงปีนี้ 2561 คาดว่า จะส่งออกทั้งปีได้มากถึง 1.95 ล้านตัน มากกว่าไทยที่ส่งออกข้าว “พรีเมียม” ปีนี้ได้ราว 1.7 ล้านตันเท่านั้น…ส่วนข้าวหอมกัมพูชาที่เคยส่งออกไม่เท่าไหร่ ปีนี้ก็ส่งออกพุ่งสูงถึง 7 แสนตัน!

เป็นสัญญาณ“อันตราย”ต่อตลาดข้าวพรีเมียมไทย ที่กำลังถูกแย่งส่วนแบ่งตลาด“ข้าวพรีเมียม” มากขึ้นแล้ว

ทั้งยังมีคู่แข่งอีกหลายชาติ โดยเฉพาะมหาอำนาจที่เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยเพียบพร้อมอย่างสหรัฐก็วิจัยได้ 3 พันธุ์ข้าวหอมใหม่จัสมิน“Aroma17”-จัสมิน“CLJ 01”และจัสมิน “Calaroma 201” ที่ล้วนมีคุณภาพและกลิ่นหอมทัดเทียมหอมมะลิไทย แต่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าหลายเท่า หรือจีนเอง ตอนนี้ก็มีข้าวหอมพันธุ์ “อู๋ ชาง (Wu Chang Rice)” ที่ตอบสนองรสนิยมคนจีนแทนหอมมะลิได้ดี เป็นที่ภาคภูมิใจของชาวจีนด้วย…จากเดิม 2 ประเทศนี้เคยเป็นตลาดสำคัญของไทย เวลานี้ไม่เพียงลดนำเข้าลง ซ้ำในอนาคตอาจส่งออกข้าวเหล่านี้มาแข่ง-แย่งตลาดโลกกับข้าวไทยอีกด้วย ดังที่ผมเคยเขียนเล่าไปแล้ว

ถึงจุดนี้ต้องตอกย้ำอีกครั้งว่า แม้ภาพรวมปีนี้ไทยยังครองแชมป์ส่งออกข้าวทุกชนิดสูงถึง 11 ล้านตันและยังมีความต้องการข้าวหอมมะลิไทยสูง ออเดอร์สั่งซื้อต่อเนื่อง จนข้าวหอมมะลิไทยราคาสูงเป็นประวัติการณ์ ส่งผลดีต่อชาวนา…แต่ถ้าชะล่าใจ ไม่เร่งรัดทั้ง“รักษา” และ“ยกระดับ”คุณภาพบวกความหอมของข้าว ให้อยู่ดี ยั่งยืน อนาคตข้าวพรีเมียมไทย อาจ“สลด”ลงได้ในอีกไม่ช้า ก็เป็นได้

ก็ต้องฝากย้ำอีกครั้ง ทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะกรมการข้าว ที่ต้องดูแลให้ดี จนถึงพี่น้องชาวนาไทยเอง ที่ต้องพิถีพิถันในการผลิตอย่างเต็มที่

ว่าจะเขียนเรื่อง“ข้าว”สั้นๆ กลายเป็นยาวไปไม่น้อย เหลือที่ให้เขียนถึงพืชสำคัญอีก 2 ตัวคือยางพาราและปาล์มน้ำมันไม่มากนัก เอาเป็นสรุปๆ เท่าที่มีเนื้อที่ก่อน แล้วค่อยขยายกันต่อสัปดาห์หน้า

ปีนี้ทั้งปาล์มน้ำมันและยางพารา ล้วน“ไม่ดี” โดยเฉพาะราคายางพารานับว่า“จมจ่อม”อย่างยิ่ง

ตั้งแต่นายกฤษฎา บุญราช ขึ้นเป็นรมว.เกษตรฯพร้อมอีก 2 รมช.คนใหม่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว ก็ประกาศจะเร่งรัดมาตรการต่างๆ เพื่อดึงราคายางฯที่ตกต่ำมานานให้ขึ้นถึง กก.ละ 60 บาทให้ได้ ตอนแรกประกาศจะเริ่มเห็นผลบ้างภายใน 3 เดือน แต่ผ่านมาเกือบครบปี ราคายางฯก็ยัง“ทรง”กับ“ทรุด” เฉลี่ยแต่ละเดือนๆ อยู่ที่ กก.ละ 42-43 บาท ยิ่งล่าสุดเดือนตุลาคมนี้ปริ่มๆ อยู่ที่ 40 บาทเท่านั้น

มาตรการดูแลเสถียรภาพราคายางฯที่กระทรวงเกษตรฯผลักดันผ่านครม. เพื่อดึงราคาขึ้น จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร เช่น โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ 4 กระทรวง คือ กระทรวงเกษตรฯ คมนาคม กลาโหม และมหาดไทย เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ในประเทศ ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน ช่วง 9 เดือนแรก(ม.ค.-ก.ย.) เพิ่งรับมอบยางฯแค่ 1,129.10 ตัน ยังไม่รับมอบ 40,607.38 ตัน จากเป้าหมาย 145,500 ตัน…โครงการอื่นๆก็ “อืด”เช่นกัน

ส่วนราคาปาล์มน้ำมันปีนี้ นับว่า ตกต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีเลยทีเดียว ดูจากตัวเลขของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา ราคาผลปาล์มน้ำมันที่ชาวสวนขายได้ เฉลี่ยแต่ละปีอยู่ที่ 4-5 บาทกว่า บางปีที่ต่ำกว่า 4 บาทก็ยังอยู่ในระดับ 3.50 บาทขึ้นไป แต่ปีนี้ตั้งแต่ม.ค.ถึงก.ย.ได้เฉลี่ยแค่กก.ละ 3.02 บาทเท่านั้น!

ทั้งยางฯและปาล์มเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ พื้นที่อ่อนไหว ผู้คนตื่นตัวทางการเมืองสูง การเคลื่อนไหวประท้วงราคาที่ตกต่ำไม่เคยขาด แต่เพราะยุครัฐบาล คสช.เข้มงวดกฎหมาย จึงขยับไม่ได้มาก แต่สถานการณ์หลังเลือกตั้งปีหน้า ทั้งม็อบยางฯ, ม็อบปาล์ม น่าห่วงแน่! จึงต้องว่ากันต่อสัปดาห์หน้า

สาโรช บุญแสง

เกษตรฯคุมเข้มเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ ย้ำจุดยืนกำกับการใช้ยาในภาคเกษตรและสัตว์อย่างเหมาะสม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373607

x

เกษตรฯคุมเข้มเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ ย้ำจุดยืนกำกับการใช้ยาในภาคเกษตรและสัตว์อย่างเหมาะสม

วันพุธ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เป็นตัวแทนของประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) เพื่อรับทราบการแก้ไขปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพของชาติต่างๆ โดยที่ผ่านมาประเทศไทยได้ดำเนินงานตามยุทธศาสตร์แผนปฏิบัติการเพื่อจัดการปัญหาการดื้อยาตามแนวทางสุขภาพหนึ่งเดียว ซึ่งให้ความสำคัญต่อสุขภาพที่ดีของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ตามแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ.2560-2564 โดยมีเป้าหมายให้ในปี 2564 ภาวะการป่วยจากเชื้อดื้อยาจะลดลงร้อยละ 50 การใช้ยาต้านจุลชีพสำหรับมนุษย์ร้อยละ 20 และในสัตว์ลดลงร้อยละ 30 ประชาชนมีความรู้เรื่องเชื้อดื้อยาและตระหนักในการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 อีกทั้งประเทศไทยมีระบบจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพที่มีสมรรถนะตามเกณฑ์สากล

โดย กระทรวงเกษตรฯ เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบยุทธศาสตร์ “การป้องกันและควบคุมเชื้อดื้อยาและควบคุมกำกับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมในภาคการเกษตรและสัตว์เลี้ยง” เช่น การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนเชื้อดื้อยาของประเทศแบบบูรณาการ เสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบควบคุมการกระจายยาต้านจุลชีพทั้งยาสำหรับมนุษย์และสัตว์ กำหนดให้มีการใช้ยาต้านจุลชีพตามใบสั่งสัตวแพทย์ และลดการใช้ยาต้านจุลชีพในฟาร์มปศุสัตว์และประมง

“ประเทศไทยได้ดำเนินตามแผนยุทธศาสตร์ของ OIE ซึ่งสอดคล้องกับแผนดำเนินการระดับโลกตามความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก (WHO) องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ซึ่งการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพของไทยที่ทำอย่างมียุทธศาสตร์ชัดเจน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหานี้ร่วมกับนานาประเทศทั่วโลก ซึ่งจะสำเร็จได้ต้องใช้ระยะเวลาและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ประเทศไทยมั่นใจว่าแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยาซึ่งเป็นปัญหาที่ซับซ้อนได้บรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้”
นายกฤษฎา กล่าว

ด้าน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า OIE ในฐานะผู้นำด้านสุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ ได้แก้ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพผ่านการกำหนดมาตรฐานสำหรับการเสริมสร้างขีดความสามารถการทำงานของสัตวแพทย์ ผู้ผลิตสัตว์ และผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ โดยมียุทธศาสตร์ในการจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพและการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ซึ่งมีวัตถุประสงค์ 4 ข้อ คือ 1.เพิ่มความตระหนักรู้และความเข้าใจ 2.สร้างความเข้มแข็งของการเฝ้าระวังและการวิจัย 3.สนับสนุนธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการและการเสริมสร้างศักยภาพ และ 4.สนับสนุนการดำเนินการตามมาตรฐานสากล เนื่องจากปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพโลกที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางทั้งต่อประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนา เนื่องจากหากมีการใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์อย่างเหมาะสม จะทำให้ไม่ตกค้างในเนื้อสัตว์ ผู้บริโภคลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะดื้อยาต้านจุลชีพด้วย เป็นห่วงโซ่กันไป เมื่อเจ็บป่วยจากเชื้อแบคทีเรียจึงสามารถหายารักษาได้ง่าย ดังนั้นจึงมีข้อเรียกร้องจากเวทีโลกขอให้ทุกประเทศเร่งพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ระดับประเทศเพื่อจัดการปัญหาดังกล่าว

ทั้งนี้ OIE ได้จัดประชุมระดับโลกด้านการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพและการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในสัตว์ครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2556 เน้นการใช้ยาต้านจุลชีพสำหรับสัตว์อย่างรับผิดชอบและรอบคอบ ขณะที่ต่อมาในการประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยที่ 68 ได้รับรองแผนดำเนินการระดับโลกเรื่องการดื้อยาต้านจุลชีพ และมีมติให้ประเทศสมาชิกทุกประเทศ เร่งจัดทำแผนดำเนินการระดับประเทศเพื่อจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี ซึ่งไทยจัดทำแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560 – 2464 โดยองค์การอนามัยโลกรายงานว่า ปัจจุบันมีเพียง 67 ประเทศจาก 194 ประเทศที่มีแผนยุทธศาสตร์เชื้อดื้อยาระดับชาติ

ส่งเสริมปลูกข้าวรอบสอง11ล.ไร่ เกษตรฯขยับเป้าผลิต34.9ล้านตัน-สร้างสมดุลตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373605

x

ส่งเสริมปลูกข้าวรอบสอง11ล.ไร่ เกษตรฯขยับเป้าผลิต34.9ล้านตัน-สร้างสมดุลตลาด

วันพุธ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร (ด้านการผลิต) ได้เห็นชอบการกำหนดพื้นที่
เป้าหมายการปลูกข้าว ปี 2561/62 รอบที่ 2 จำนวน 11.36 ล้านไร่ ผลผลิต 7.567 ล้านตันข้าวเปลือก แบ่งเป็นเขตชลประทาน 8.03 ล้านไร่ และนอกชลประทาน 3.33 ล้านไร่ เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์ได้มีการปรับอุปสงค์จากเดิม 30.524 เป็น 34.034 ล้านต้นข้าวเปลือก ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จึงปรับเป้าหมายการผลิตข้าวจากเดิม 33.422 เป็น 34.993 ล้านตันข้าวเปลือก เพื่อให้การผลิตข้าวสมดุลกับความต้องการทางการตลาด ต้องปลูกข้าวรอบที่ 2 จำนวน 13.99 ล้านไร่ ผลผลิต 9.26 ล้านตันข้าวเปลือก แต่มีโครงการปรับลดพื้นที่การปลูกข้าว ปี 2561/62 รอบที่ 2 จำนวน 3 โครงการ พื้นที่ 2.244 ล้านไร่

สำหรับการวางแผนการผลิตข้าว ปี 2561/62 รวมทั้ง 2 รอบ พื้นที่ 70.59 ล้านไร่ ผลผลิต 32.97 ล้านตันข้าวเปลือก จะทำให้ได้ปริมาณผลผลิตข้าวต่ำกว่าความต้องการตลาด (34.03 ล้านตันข้าวเปลือก) จำนวน 1.06 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งถือเป็นการวางแผนการผลิตข้าวที่เหมาะสมแล้ว เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายที่ต้องการควบคุมปริมาณผลผลิตข้าวไม่ให้มากจนเกินไป ซึ่งอาจจะส่งผลต่อราคาข้าวเปลือกได้

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบผลการติดตามและประเมินผลโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้เหมาะสม ภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2560/61 (ด้านการผลิต) ในช่วงระหว่างการดำเนินงานโครงการ และช่วงสิ้นสุดการดำเนินงานโครงการ โดยลงพื้นที่สำรวจข้อมูลช่วงเดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมาสามารถสรุปผลการติดตามประเมินผลภาพรวม ดำเนินการลดพื้นที่นาปรังได้ 473,797.25 ไร่ หรือร้อยละ 37.90 ของเป้าหมาย สูงกว่าปี 2559/60 ที่ดำเนินการได้ 369,726 ไร่ อยู่ 104,071.25 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 28.14 ซึ่งจากการดำเนินโครงการดังกล่าว มีเกษตรกรเข้าร่วม 58,505 ราย เกิดผลประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น ผลตอบแทนจากการปลูกพืชหลากหลายที่สูงกว่าการปลูกข้าวนาปรังในบางชนิดพืช การให้ความรู้การผลิตพืชชนิดใหม่แก่เกษตรกร การตอบสนองแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร โดยลดพื้นที่นาปรัง 473,797.25 ไร่ ลดปริมาณข้าวเปลือก 305,047.51 ตัน เกษตรกรพึงพอใจต่อโครงการในด้านกระบวนการดำเนินงานและความเข้าใจเงื่อนไขต่าง ๆ ของโครงการในระดับมากที่สุด ค่าคะแนนเฉลี่ย 8.93 เป็นต้น

จ่อลดหย่อนภาษีให้ผู้ซื้อ นักท่องเที่ยว ขยายฐานลูกค้าเกษตรอินทรีย์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373716

จ่อลดหย่อนภาษีให้ผู้ซื้อ นักท่องเที่ยว ขยายฐานลูกค้าเกษตรอินทรีย์ไทย

จ่อลดหย่อนภาษีให้ผู้ซื้อ นักท่องเที่ยว ขยายฐานลูกค้าเกษตรอินทรีย์ไทย

วันอังคาร ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 19.56 น.

กระทรวงเกษตรฯ ลุยปูทางสร้างรายได้ ยกระดับผลไม้อินทรีย์ของไทย ชี้ “เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง” ผ่านการรับรองมาตรฐาน ร้อยละ92 เป็น Organic Thailand จ่อลดหย่อนภาษีให้ผู้ซื้อ นักท่องเที่ยว ขยายฐานลูกค้าเกษตรอินทรีย์ไทย

30 ต.ค.61 นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากผลการศึกษาสถานการณ์ด้านการผลิตสินค้าผลไม้อินทรีย์ของไทย พบว่า ผลผลิตผลไม้ส่วนใหญ่ คือ ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง ผ่านการรับรองมาตรฐานแล้วร้อยละ 92 ส่วนร้อยละ 8 ผลผลิตยังอยู่ในระยะปรับเปลี่ยนภายใต้การรับรองมาตรฐานอินทรีย์ Organic Thailand

ทั้งนี้ ตลาดสินค้าผลไม้อินทรีย์ผลผลิตส่วนใหญ่ ร้อยละ 22 เกษตรกรจะส่งไปจำหน่ายที่ตลาดระบบสมาชิก  อาทิ วิสาหกิจชุมชน ร้อยละ 21 จำหน่ายที่ตลาดส่งออก ร้อยละ 20 จำหน่ายที่ตลาดค้าส่งในพื้นที่ ส่วนที่เหลือจำหน่ายที่ ตลาด Modern Trade  ตลาดนัด ตลาดประชารัฐ ตลาดเกษตรกร และตลาดสีเขียว ตลาดเฉพาะ ร้าน Lemon Farm ตลาดในโรงพยาบาล และงานแสดงสินค้า ตลาดออนไลน์  และตลาดอื่น ๆ ตลาดนักท่องเที่ยว โรงงานแปรรูป และขายปลีกที่สวนตนเอง

นายฉันทานนท์ กล่าวอีกว่า การขายสินค้าส่วนใหญ่เกษตรกรจะจำหน่ายสินค้าด้วยตนเอง และได้รับเงินทันทีหลังจำหน่ายผลผลิต ส่วนการจำหน่ายให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชุน และพ่อค้าผู้รวบรวม เกษตรกรจะได้รับเงินหลังจำหน่ายสินค้า 3-7 วัน อย่างไรก็ตามปัจจุบันหากเปรียบเทียบแล้วสินค้าผลไม้ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานอินทรีย์ยังมีไม่มากนัก เมื่อเทียบกับกลุ่มชนิดสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น สินค้าข้าวอินทรีย์ และผักอินทรีย์ โดยปัจจุบันปริมาณผลผลิตสินค้าผลไม้อินทรีย์ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ซึ่งมีโอกาสขยายตัวสูง เนื่องจากการตื่นตัวเรื่องกระแสรักสุขภาพของผู้บริโภคทั่วโลก ส่งผลให้ผลไม้อินทรีย์ได้รับการยอมรับและมีความนิยมเพิ่มมากขึ้น ทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ และมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นอีกด้วย

“ศักยภาพด้านการตลาดสำหรับสินค้าผลไม้อินทรีย์ สามารถขยายการผลิตในพื้นที่ที่เหมาะสม พร้อมกับการตลาดแนวใหม่ จัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าในทุกจังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญ ส่งเสริมการต่อยอดธุรกิจผลไม้อินทรีย์ เชื่อมโยงแหล่งจำหน่ายผลไม้อินทรีย์กับเส้นทางท่องเที่ยว สนับสนุนการตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตามมาตรฐานสินค้าเกษตร (มกษ.) หรือที่รู้จักในเครื่องหมาย Organic Thailand และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee System : PGS) รวมถึงส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจผลไม้อินทรีย์รุ่นใหม่ เน้นทำธุรกิจแปรรูป สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและกระตุ้นความต้องการสินค้าผลไม้อินทรีย์ เช่น มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อ ประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบผลิตอินทรีย์” รองเลขาฯสศก.กล่าว

เตือน‘สวนเงาะ’เฝ้าระวัง หนอนกินใบถล่มเสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373599

x

เตือน‘สวนเงาะ’เฝ้าระวัง หนอนกินใบถล่มเสียหาย

วันอังคาร ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 15.36 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศแจ้งเตือนชาวสวนเงาะในช่วงที่เริ่มมีฝนฟ้าคะนอง ขอให้เฝ้าระวัง 2 แมลงศัตรูพืช คือ หนอนคืบกินใบ และหนอนร่านกินใบ สามารถพบได้ในระยะที่เงาะเตรียมความพร้อมในการออกดอกและในระยะแตกใบอ่อน เกษตรกรควรสังเกตหนอนคืบกินใบ มักพบหนอนกัดกินใบเพสลาด ใบอ่อน และใบแก่ ส่งผลให้การปรุงอาหารของใบไม่เพียงพอ และไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้

หากพบหนอนคืบกินใบ ในกรณีที่โคนต้นเงาะโล่งเตียนไม่มีหญ้ารก ให้เกษตรกรเขย่ากิ่งเงาะเพื่อให้ตัวหนอนคืบกินใบทิ้งตัวลงสู่พื้นดิน จากนั้นให้จับตัวหนอนคืบกินใบไปทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก
สำหรับในระยะที่ต้นเงาะแตกใบอ่อน ถ้าพบหนอนคืบกินใบ ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงคาร์บาริล 85% ดับเบิลยูพี อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

ในส่วนของหนอนร่านกินใบ จะพบลักษณะการเข้าทำลายของหนอนร่านกินใบเมื่อฟักออกจากไข่จะแทะกินผิวใบ ทำให้ใบแห้งและร่วงหล่น โดยหนอนจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ต่อมาหนอนโตขึ้นจะแยกกระจายไปทำลายกัดกินตามใบแก่ กรณีที่พบหนอนร่านกินใบระบาดในระยะที่ต้นเงาะกำลังออกดอก จะส่งผลให้เกิดความเสียหายมาก เพราะต้นเงาะที่ถูกหนอนร่านกินใบเข้าทำลายจะติดผลขนาดเล็กและด้อยคุณภาพ

สำหรับในระยะที่หนอนร่านกินใบยังเล็กจะอยู่รวมกันกัดแทะผิวใบ ส่งผลทำให้ใบเงาะแห้ง ให้เกษตรกรหมั่นสำรวจตรวจดูภายในสวนอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นเงาะมีใบแห้งหรือมีรอยทำลายของหนอนร่านกินใบ ให้เกษตรกรเก็บและนำใบเงาะที่มีรอยทำลายไปกำจัดเผาทิ้งนอกสวนทันที ถ้าพบหนอนร่านกินใบระบาดมาก ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงคาร์บาริล 85% ดับเบิลยูพี อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

รายการพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ชู‘แก้มลิงข้าว’ แก้ปัญหาราคาตกต่ำ เพิ่มอำนาจการต่อรอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373367

รายการพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ชู‘แก้มลิงข้าว’  แก้ปัญหาราคาตกต่ำ เพิ่มอำนาจการต่อรอง

รายการพิเศษ : สหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ชู‘แก้มลิงข้าว’ แก้ปัญหาราคาตกต่ำ เพิ่มอำนาจการต่อรอง

วันอังคาร ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โครงการชะลอพืชผลการเกษตร(แก้มลิง) ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลในการยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์และสถาบันเกษตรกร ตลอดจนช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องผลผลิตล้นตลาด สนับสนุนสหกรณ์โดยทำหน้าที่เป็นแก้มลิงในการเก็บรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ทั้งข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และยางพารา เพื่อชะลอปริมาณผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว โดยมีสหกรณ์ให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนอุปกรณ์การตลาด ทั้งฉาง ลานตาก โกดัง เครื่องอบลดความชื้นและอุปกรณ์ในการแปรรูปผลผลิตการเกษตรให้สหกรณ์ใช้เก็บรวบรวมผลผลิตไว้ รอเวลาที่เหมาะสม จึงจะทยอยนำออกสู่ตลาด เพื่อสร้างเสถียรภาพราคาผลผลิตการเกษตรให้แก่เกษตรกร ซึ่งสหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยใช้ชื่อว่าโครงการแก้มลิงข้าว เนื่องจากสมาชิกส่วนใหญ่ปลูกข้าวเป็นหลัก เป็นการช่วยลดปริมาณจำนวนข้าวที่จะออกสู่ตลาด เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่แท้จริงและไม่ทำให้ข้าวราคาตกจากที่ควรจะเป็น

นายประพันธ์ มายรรยงค์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาเมื่อสมาชิกเก็บเกี่ยวข้าวแล้วก็จะขายไป ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับเกษตรกรรายอื่นๆนำข้าวออกขายสู่ตลาดเช่นเดียวกัน จึงทำให้ข้าวล้นตลาดและราคาตกต่ำ แต่หลังจากมีโครงการนี้เข้ามา ภาครัฐจะสนับสนุนเงินทุนในการรวบรวมข้าวมาให้สหกรณ์ เมื่อสมาชิกนำข้าวมาขาย สหกรณ์จะรับซื้อในราคานำตลาด เช่น จากที่เคยซื้อในราคาตันละ 7,000 บาท ก็ซื้อในราคาตันละ 7,300 บาท ที่สำคัญเกษตรกรที่จะนำข้าวมาขายให้กับสหกรณ์ ต้องมาเอง รวมถึงต้องขึ้นทะเบียนและขายข้าวตามพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนไว้เท่านั้น

“ที่ผ่านมา สหกรณ์สามารถรวบรวมข้าวได้ประมาณ 50,000 – 60,000 ตัน ขายไปบ้างบางส่วน แต่ในส่วนที่เข้าโครงการเก็บได้ถึง 27,559 ตัน ซึ่งสหกรณ์จะได้ค่าเก็บรักษาตันละ 1,500 บาท และได้เงินเฉลี่ยคืนกว่า 41,300,000 บาท โดยในปีการผลิตนี้ตั้งเป้ารวบรวมข้าวเข้าโครงการไม่ต่ำกว่า 40,000 ตัน นอกจากนี้โครงการ สามารถเพิ่มอำนาจการต่อรองให้กับสหกรณ์ได้มากขึ้น โดยสหกรณ์จะตกลงราคาซื้อขายข้าวกับพ่อค้าในช่วงที่ข้าวขาดตลาด ทำให้สามารถเพิ่มราคาข้าวได้สูงขึ้น และมีเงินเฉลี่ยคืนให้กับสมาชิกได้ โดยในปีที่ผ่านมาสามารถเฉลี่ยคืนสมาชิกได้ตันละ 500 บาท” นายประพันธ์ กล่าว

สหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด ได้ดำเนินงานตามอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ เพื่อนำประโยชน์สู่มวลสมาชิก ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยเริ่มจากการส่งเสริมสมาชิกผลิตพันธุ์ข้าวคุณภาพครบวงจร ภายใต้โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบนาแปลงใหญ่ รวมทั้งเพิ่มมูลค่าโดยการคัดคุณภาพข้าวที่สมาชิกเข้าโครงการนาแปลงใหญ่ และไม่เข้าโครงการนาแปลงใหญ่ รวมถึงสมาชิกเกษตรกรทั่วไป เพื่อเพิ่มมูลค่าในการที่จะเข้าโครงการชะลอข้าว โดยการผลิตเป็นข้าวสารตราอุดม และสหกรณ์จะหาตลาด เพื่อจำหน่ายให้กับเครือข่ายทั้งในพื้นที่ และทั่วประเทศ

จะเห็นได้ว่าโครงการ “แก้มลิงข้าว” เป็นอีกหนึ่งโครงการน้ำดีที่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกของสหกรณ์การเกษตรเมืองอุตรดิตถ์ จำกัด ให้สามารถลืมตาอ้าปากได้ และสามารถแก้ปัญหาข้าวล้นตลาดได้อย่างแท้จริง