เซียนเช่า ทับทิม ท้อ ไม้มงคลของจีนโบราณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373363

x

เซียนเช่า ทับทิม ท้อ ไม้มงคลของจีนโบราณ

วันอังคาร ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบข้อมูลความรู้เกี่ยวกับ ไม้มงคลของจีนโบราณ ด้วยครับ

กฤษณะ จงสมาน

อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี

คำตอบ

คนจีนโบราณ นับถือต้นไม้ 3 ชนิดคือ เซียนเช่า ทับทิม ท้อ เป็นไม้มงคล และใช้ในพิธีมงคลต่างๆ กันมาอย่างช้านาน เชื่อกันว่า ช่วยเสริมความเป็นสิริมงคลให้กับบ้านและบุคคลที่อาศัย เป็นต้นไม้ที่มีความหมายดี เมื่อนำมาปลูกในบ้าน ก็จะนำพาแต่เรื่องดีๆ ให้กับบ้านหลังนั้น จากสารคดีต่างๆ ได้มีการรวบรวม พอสรุปได้ดังนี้

ต้นเซียนเช่า หรือต้นพรหมจรรย์ เป็นไม้มงคล ประกอบพิธีงานมงคล งานแต่งงาน งานพิธีต่างๆ ทำน้ำมนต์ นำมาแช่น้ำล้างมือล้างหน้า ชาวจีนเชื่อกันว่า ถ้าปลูกไว้ในบ้านจะสามารถป้องกันภูตผีปีศาจ สิ่งชั่วร้ายที่มองไม่เห็นต่างๆ ไม่ให้กล้ำกรายเข้าบ้านหรือเข้าไปทำร้ายผู้อยู่อาศัย นิยมปลูกคู่กับต้นทับทิม เวลากลับจากไปร่วมงานศพให้ใช้กิ่งเซียนเช่า แช่น้ำร่วมกับใบทับทิมล้างหน้า ล้างมือ และล้างเท้าก่อนเข้าบ้าน ป้องกันวิญญาณผู้ตายติดตาม โดยเฉพาะหากจำเป็นต้องไปงานศพ คนที่ไม่ถูกกันจะช่วยป้องกันวิญญาณไม่ให้ตามมาอาฆาตราวีได้ และในวันก่อนวันแต่งงานให้อาบน้ำที่มีใบทับทิมกับใบเซียนเช่า จะเป็นสิริมงคลยิ่งนัก วิธีใช้ ให้นำเมล็ดแก่ หรือเมล็ดแห้งพอประมาณ นำมาต้มกับน้ำจนเดือดแล้ว ดื่มต่างน้ำชา เป็นยาแก้ร้อนในได้ดีมาก ส่วนฝักอ่อนสามารถรับประทานแบบสด หรือลวกรับประทานกับน้ำพริกชนิดต่างๆ รสชาติมันอร่อยไม่แพ้ผักอื่นใด

ต้นทับทิม เป็นไม้เก่าแก่ของจีน ชาวจีนเชื่อกันว่า ทับทิม เป็นเครื่องหมายแห่งความอุดมสมบูรณ์ และมีลูกหลานมากมาย โดยยืดถือจากผลของทับทิมที่มีเมล็ดมาก มาเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์อย่างมากนั่นเอง ชาวจีนจึงนิยมให้ทับทิมเป็นของขวัญวันแต่งงาน เพื่อเป็นการอวยพรให้คู่บ่าวสาวมีลูกมากๆ ไว้สืบตระกูล ใช้ในพิธีงานแต่งงาน โดยในวันก่อนแต่งงาน ฝ่ายชายจะนำสินสอดไปสู่ขอฝ่ายหญิง ต้องเอาใบทับทิม และใบเซียนเช่า มาใส่ไว้ในเงินสินสอด และในพิธีแต่งงานมักจะใช้ยอดทับทิมปักที่ผมเจ้าบ่าวเจ้าสาว ตลอดจนในของเซ่นไหว้เจ้าในพิธีแต่งงาน ก็จะเอายอดทับทิมปักที่เครื่องเซ่นไหว้เช่นกัน นอกจากนี้ ยังเชื่อกันว่า ใบและกิ่งทับทิมมีอำนาจไล่ผีได้ เช่นเดียวกับกิ่งและใบของเซียนเช่าและท้อ ดังนั้น เมื่อเวลาที่กลับจากงานศพก่อนจะเข้าบ้าน จึงมักใช้ใบทับทิมแช่น้ำ ล้างมือ ล้างหน้า เพื่อเป็นมงคลด้วย

ผลทับทิม ใช้รับประทานเป็นผลไม้มีรสหวาน หรือเปรี้ยวอมหวาน ทับทิมเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ น้ำทับทิมมีวิตามินซีสูง และยังมีสารเกลือแร่ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายในปริมาณที่สูงเหมาะสำหรับการดื่ม เพื่อเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย น้ำทับทิมมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด และสามารถลดการแข็งตัวของเลือดจากไขมันในเลือดสูง ช่วยส่งเสริมการทำงานของหลอดเลือด บรรเทาโรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง ช่วยเพิ่มพลังงาน และช่วยเสริมสุขภาพของหัวใจให้ดีขึ้น

ต้นท้อ เป็นไม้เก่าแก่ของจีน ชาวจีนเชื่อกันว่า เป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นไม้สวรรค์ ในพงศาวดารจีนเขียนไว้ว่า ดอกท้อ เป็นดอกไม้ที่เกิดในดวงจันทร์ ในสมัยจีนโบราณมีความเชื่อว่า คนเจ็บไข้ได้ป่วยก็เพราะผีเข้า ให้ใช้กิ่งท้อที่ยื่นไปทางทิศตะวันออก และทิศใต้ มาทำเป็นไม้เรียวตีไล่ผี หรือไม่ก็ใช้ใบท้อผสมลงในหม้อยาให้คนไข้กินไล่ผีที่สิงอยู่ออกไป ในวันปีใหม่แต่ละปี หนุ่มสาวหรือผู้เฒ่าผู้แก่ จะพากันดื่มน้ำท้อ เวลาอาบน้ำ ก็จะอาบน้ำอุ่นที่เอากิ่งท้อใส่ลงไปต้ม ถือว่าเป็นสิริมงคลยิ่ง เพราะทำให้ในปีนั้นทั้งปีจะปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บ นอกจากนี้ ยังนำไม้ท้อมาทำเป็นเครื่องรางแขวนคอ บางครั้งใช้ไม้ท้อแขวนไว้ตามประตู เพื่อป้องกันภูตผี สิ่งชั่วร้าย ไม่ให้เข้าไปรบกวน

ต้นไม้ทั้งสามชนิดนี้ เรียกกันได้ว่าคนจีนในสมัยโบราณใช้ทุกส่วนของต้นเซียนเช่า ต้นทับทิม และต้นท้อ ไม่ว่าจะเป็น ลำต้น ใบ กิ่ง มาใช้ในกิจวัตรประจำวัน แต่ในปัจจุบัน ความเชื่อนี้ อาจจะเลือนหายไปบ้าง แต่ต้นไม้มงคลทั้งสามชนิดนี้ ก็ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นมงคลเหมือนเดิมตลอดไป

นาย รัตวิ

‘ฝนหลวง’เดินหน้าเติมน้ำเขื่อน ย้ำพร้อมบินทันทีที่อากาศเอื้อ แจงผลสำเร็จปฏิบัติการปี’61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373364

x

‘ฝนหลวง’เดินหน้าเติมน้ำเขื่อน ย้ำพร้อมบินทันทีที่อากาศเอื้อ แจงผลสำเร็จปฏิบัติการปี’61

วันอังคาร ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

‘ฝนหลวง’เดินหน้าเติมน้ำเขื่อน 

ย้ำพร้อมบินทันทีที่อากาศเอื้อ 

แจงผลสำเร็จปฏิบัติการปี’61 

ช่วยบรรเทาภัยแล้ง130ล้านไร่

ภารกิจฝนหลวงฯ ปี’61 ช่วยบรรเทาภัยแล้งพื้นที่เกษตรกว่า 130 ล้านไร่ และยังปฏิบัติการเติมน้ำในเขื่อนอย่างต่อเนื่องเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ต้องการฝน ซึ่งประสบปัญหาภัยแล้งและภาวะฝนทิ้งช่วง ที่ส่งผลให้มีน้ำไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของพืชชนิดต่างๆ โดยช่วยเหลือพื้นที่ที่มีการร้องขอประกอบกับการวิเคราะห์จากสถานการณ์ภัยแล้ง พร้อมเร่งปฏิบัติการช่วยเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักสำหรับฤดูแล้งถัดไปอย่างเต็มความสามารถถึงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้

ทั้งนี้จากการปฏิบัติการฝนหลวง ประจำปีงบประมาณ 2561 ที่ผ่านมา ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2561 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ทั่วทุกภูมิภาค ในบริเวณพื้นที่การเกษตรที่ขาดแคลนน้ำทำการเกษตร การอุปโภค-บริโภค ตามการร้องขอฝน การวิเคราะห์สภาพอากาศและสถานการณ์ภัยแล้งเป็นประจำทุกวัน โดยในภาพรวมของการขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึงวันที่ 23 ตุลาคม 2561 ได้ขึ้นบินปฏิบัติการจำนวน 223 วัน 4,299 เที่ยวบิน ปริมาณการใช้สารฝนหลวง 3,621.83 ตัน มีฝนตกรวม 58 จังหวัด มีพื้นที่ที่ได้รับการช่วยเหลือทั้งสิ้น จำนวน 137.57 ล้านไร่ จากพื้นที่การขอรับบริการและพื้นที่ภัยแล้งทั้งหมด 181.05 ล้านไร่ ส่วนในปัจจุบันยังมีเกษตรกรและอาสาสมัครฝนหลวงแต่ละพื้นที่ขอรับบริการฝนหลวงเพื่อใช้ทำการเกษตรอยู่จำนวน 8.30 ล้านไร่ เนื่องจากบริเวณพื้นที่ดังกล่าวในบางภูมิภาค ประสบกับปัญหาฝนทิ้งช่วง เป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตอับฝน มีฝนตกน้อย จึงทำให้มีน้ำไม่เพียงพอสำหรับพืชบางชนิด อาทิ ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ที่มีความต้องการน้ำเพื่อการเจริญเติบโต ให้ทันฤดูกาลเก็บเกี่ยวปลายปีนี้ และจากการปฏิบัติการฝนหลวง เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมา กรมฝนหลวงและการบินเกษตร สามารถช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรบริเวณจังหวัดเชียงใหม่ สระบุรี ลพบุรี นครสวรรค์ อุทัยธานี สุพรรณบุรี ชัยนาท และสิงห์บุรี

นายสุรสีห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ปฏิบัติการฝนหลวงอีกหนึ่งภารกิจ คือ การช่วยเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่มีความต้องการทั่วทุกภูมิภาค โดยประสานข้อมูลกับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพบว่ามีเขื่อนและอ่างเก็บน้ำจำนวนมากที่มีความต้องการน้ำสำหรับรองรับการใช้ในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดและช่วงชิงขึ้นปฏิบัติการทันทีที่อากาศเอื้ออำนวย โดยตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน ถึงวันที่ 23 ตุลาคม2561 มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนและอ่างเก็บน้ำแล้วทั้งสิ้นจำนวน 138.425 ล้าน ลบ.ม. จากแผนคาดการณ์ 155 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ สำหรับการปฏิบัติการเติมน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ปรับแผนขยายเวลาการทำงานจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ หรือต่อเนื่องไปหากสภาพอากาศมีความเหมาะสมในการทำฝน จึงขอให้ประชาชนและพี่น้องเกษตรกรมั่นใจว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะปฏิบัติหน้าที่และช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังความสามารถ และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารฝนหลวงได้ทางเพจเฟซบุ๊คหรือเว็บไซต์กรมฝนหลวงและการบินเกษตร www.royalrain.go.th

โปรโมทท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพิ่มทางเลือกพักผ่อนฤดูหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373366

x

โปรโมทท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพิ่มทางเลือกพักผ่อนฤดูหนาว

วันอังคาร ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรเผยสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องการท่องเที่ยวชมธรรมชาติและสัมผัสวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ เพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ที่สนใจวางแผนท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาวนี้

ว่าที่ร้อยตรีสมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรถือเป็นหนึ่งในภารกิจที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยยกระดับฟาร์มเกษตรกร หน่วยราชการ แหล่งศึกษาดูงานด้านการเกษตรที่มีศักยภาพ และวิสาหกิจชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีเกษตรที่มีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยว มีกิจกรรมด้านการเกษตรที่ปรับปรุงเป็นกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวอย่างโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงวิถีชีวิต วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และสินค้าของชุมชนเพื่อนำเสนอแก่นักท่องเที่ยวอย่างครบวงจร เป็นทางเลือกใหม่ของนักเดินทาง ที่ได้รับทั้งความรู้ ความสนุกสนาน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อประกอบอาชีพได้

ในโอกาสที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูหนาวประจำปี 2561 กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่เหมาะสมต่อการท่องเที่ยวในฤดูหนาว อย่างเช่น วิสาหกิจชุมชนเพื่อการผลิตพืชผักผลไม้ปลอดภัย จังหวัดสระบุรี, ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดกาญจนบุรี, ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น, ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 10 จังหวัดอุดรธานี, วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยววิถีเกษตรและวัฒนธรรมบ้านนาจอก จังหวัดนครพนม, แก้วพะเนาออร์แกนิคฟาร์ม จังหวัดมหาสารคาม, วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าขนแกะบ้านห้วยห้อม จังหวัดแม่ฮ่องสอน, วิสาหกิจชุมชนชีววิถีตำบลน้ำเกี๋ยน จังหวัดน่าน, กลุ่มวิสาหกิจชุมชนโฮมสเตย์ บ้านโคกเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ และท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านนาต้นจั่น จังหวัดสุโขทัย

ผู้ที่สนใจ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรในแต่ละจังหวัดได้ในแอพพลิเคชั่น เกษตรเช็คอิน ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีในเพลย์สโตร์ของระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ หรือที่เพจเฟซบุ๊ค “เกษตร เช็คอิน”

รมช.เกษตรฯสร้างความเชื่อมั่น ลงพื้นที่ตรวจตลาดไท เยี่ยมโครงการผักรวมใจและตลาดสินค้า Q

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373486

รมช.เกษตรฯสร้างความเชื่อมั่น ลงพื้นที่ตรวจตลาดไท เยี่ยมโครงการผักรวมใจและตลาดสินค้า Q

รมช.เกษตรฯสร้างความเชื่อมั่น ลงพื้นที่ตรวจตลาดไท เยี่ยมโครงการผักรวมใจและตลาดสินค้า Q

วันจันทร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 20.35 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายเลอศักดิ์   ริ้วตระกูลไพบูลย์  ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะทำงาน  ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม “โครงการผักร่วมใจ” และตลาดสินค้า Q  โดยมีนางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)  นายกฤษ อุตตมะเวทิน เลขานุการกรม ร่วมลงพื้นที่ และมีนายชาธิป รุจนเสรี รองผู้ว่าราชการ จังหวัดปทุมธานี ให้การต้อนรับ และ มร. เกรแฮม ชาร์ล แซนด์เดอร์ส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด (ตลาดไท) นำเยี่ยมชมโครงการฯ ณ  ตลาดไท ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมโครงการผักร่วมใจและตลาดสินค้า Q ณ ตลาดไท ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบาย “ส่งเสริมอาหารปลอดภัย”  เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนด้านการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย โดยเชื่อมโยงกับเกษตรกรและกลุ่มผู้ผลิตที่ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรตามระบบการจัดการคุณภาพทั้ง Good Agricultural Practices (GAP) และเกษตรอินทรีย์ Organic Thailand รวมถึงการใช้ระบบดิจิทัล ช่วยในการจับคู่การค้าตามยุทธศาสตร์พระพิรุณ เพื่อยกระดับเป็นเกษตร 4.0 ตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มและบริหารจัดการร่วมกันทั้งการผลิตและการจำหน่าย โดยมีตลาดรองรับที่แน่นอน นอกจากนี้ เกษตรกรยังสามารถลดต้นทุนการผลิตและมีผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น สินค้ามีคุณภาพได้มาตรฐานภายใต้การบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่น สามารถสร้างสมดุลทางการตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร อีกทั้งยังเป็นการบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่จะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืนต่อไป

สำหรับ “โครงการผักร่วมใจ ผักปลอดภัย” ภายใต้ตลาดไท เป็นโครงการที่มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรไทยผลิต “ผักปลอดภัย” ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการผลิตตามระบบการจัดการคุณภาพ GAP หรือเกษตรอินทรีย์ จากกรมวิชาการเกษตร ซึ่งสอดรับกับยุทธศาสตร์พระพิรุณและนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่สนับสนุนให้เกษตรกรมีพื้นที่จำหน่ายสินค้าในตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรด้วยระบบจับคู่การตลาด ได้ราคาที่เป็นธรรม ตรวจสอบสินค้าย้อนกลับไปยังแหล่งเพาะปลูกได้ สามารถสร้างความมั่นใจและเพิ่มช่องทางเลือกซื้อให้กับผู้บริโภคทุกระดับมากยิ่งขึ้น

ด้าน มร. เกรแฮม ชาร์ล แซนด์เดอร์ส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด (ตลาดไท) กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานของตลาดไทในฐานะตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรครบวงจรใหญ่ที่สุดในอาเซียน ได้ให้ความสำคัญกับเกษตรกรไทย และการสนับสนุนสินค้าปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของภาครัฐ โดยได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงเกษตรฯ อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร และ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)  ที่ได้ช่วยกันริเริ่ม “โครงการผักร่วมใจ ผักปลอดภัย” มุ่งสนับสนุนให้เกษตรกรมีองค์ความรู้ และใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีผลผลิตที่มีคุณภาพ สด ใหม่ สะอาด ปลอดภัย ได้ใบรับรองมาตรฐานการผลิต GAP Thai GAP หรือ Organic Thailand มีบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสม สนับสนุนพื้นที่จำหน่ายสินค้าในตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรและได้ราคาที่เป็นธรรม ที่สำคัญผู้บริโภคสามารถใช้คิวอาร์โค้ด (QR Code) ตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งเพาะปลูกได้ นอกจากนี้ ตลาดไทยยังมีแผนจะเข้าร่วมพัฒนาระบบส่งเสริมการขาย โดยเชื่อมโยงผู้ซื้อผักปลอดภัยกับเกษตรกร ช่วยแนะนำผลิตภัณฑ์ และนำผู้ซื้อเข้าสู่ตลาด สร้างโอกาสการจับคู่การค้า (Matching) ให้เกิดการเจรจาซื้อ-ขายร่วมกันระหว่างเกษตรกรและผู้ซื้อ” ตามที่ได้เข้าร่วมเป็นคณะทำงานด้านตลาดค้าส่งในยุทธศาสตร์พระพิรุณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย

“โครงการผักร่วมใจ ผักปลอดภัย เริ่มมีการจำหน่ายอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา ขณะนี้มีกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมค้าขายในพื้นที่โครงการถึง 27 กลุ่ม จาก 17 จังหวัด มีสินค้าเข้าตลาดเฉลี่ยมากกว่า 40 ชนิด ผลิตผลที่จำหน่ายเฉลี่ย 10 ตันต่อวัน รวมจำนวนผลิตผลทั้งสิ้นกว่า 650 ตันตั้งแต่เริ่มโครงการ และเพื่อให้ผักร่วมใจ ผักปลอดภัย ถึงมือผู้บริโภค อย่างเหมาะสมทั่วถึง จึงได้ร่วมกับสมาคมตลาดสดไทยส่งเสริมการจำหน่ายผักร่วมใจ ผักปลอดภัย โดยปัจจุบันมีตลาดที่จำหน่ายผักร่วมใจ ผักปลอดภัย มากกว่า 32 ตลาด โดยมีตลาดถนอมมิตรเป็นตลาดสดต้นแบบที่จำหน่ายผักร่วมใจ ผักปลอดภัย อีกด้วย”

ด้านนางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดไท เป็นหนึ่งในตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรครบวงจรที่สำคัญของประเทศ และมีบทบาทในการสนับสนุนให้ความร่วมมือจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพและปลอดภัย (Q) มากกว่า 170 ร้านค้า สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ ตลาดไท ที่ให้ความร่วมมือในการส่งเสริมการจำหน่ายสินค้า Q สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพและส่งเสริมเกษตรกรรมไทยให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น และเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา มกอช.ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดปทุมธานี ได้ดำเนินการสำรวจแผง/ร้านค้าในตลาดไท พบว่า มีจำนวน 154 แผง/ร้านค้าที่ผ่านการรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้า Q ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัยและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค สอดรับกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นอย่างดี…

จับคู่ผู้ประกอบการ-นาแปลงใหญ่ เชื่อมโยงตลาดข้าว‘GAP’ปีการผลิต61/62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373184

x

จับคู่ผู้ประกอบการ-นาแปลงใหญ่ เชื่อมโยงตลาดข้าว‘GAP’ปีการผลิต61/62

วันจันทร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าว รักษาการในตำแหน่งอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ในอดีตที่ผ่านมาการบริหารจัดการข้าวของประเทศมีปัญหา โดยเฉพาะเรื่องผลผลิตข้าวมากกว่าปริมาณความต้องการของตลาด อีกทั้งชนิดข้าวที่ชาวนาปลูกไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด นอกจากนี้ ชาวนาไม่มีแรงจูงใจปรับปรุงคุณภาพข้าว เนื่องจากราคาข้าวคุณภาพกับราคาข้าวทั่วไปไม่แตกต่างกัน ฉะนั้นเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐบาลจึงมีนโยบายปรับเปลี่ยนระบบการผลิตข้าวไทย โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงมหาดไทย ร่วมกันจัดทำแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร โดยใช้ตลาดนำการผลิต เพื่อสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์-อุปทาน ที่สำคัญยังมีการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตข้าวที่มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด สร้างแรงจูงใจการผลิตข้าวคุณภาพที่มีตลาดรองรับแน่นอน และจำหน่ายได้ราคาที่สูงกว่าข้าวทั่วไปตามคุณภาพที่เพิ่มขึ้น

กรมการข้าวมีบทบาทหลักในการส่งเสริมการผลิตข้าวให้ได้คุณภาพ และพัฒนาชาวนาให้มีความรู้ความสามารถเพิ่มศักยภาพในการประกอบอาชีพให้มีความมั่นคงยั่งยืน ซึ่งโครงการส่งเสริมนาแปลงใหญ่ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการทำให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่ม สะดวกต่อการถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ นำไปสู่การปฏิบัติของเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ มุ่งเน้นส่งเสริมการผลิตข้าวตามหลักทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม หรือ GAP (Good Agriculture Practices) ให้ครอบคลุมทุกกลุ่มนาแปลงใหญ่ พร้อมกับสนับสนุนปัจจัยการผลิต เครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตข้าวคุณภาพ สามารถเชื่อมโยงการตลาดข้าว GAP โดยปีการผลิต 2561/62 มีเป้าหมายจับคู่ธุรกิจทำ MOU ระหว่างผู้ประกอบการค้าข้าวกับกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่ผลิตข้าวมาตรฐาน GAP และข้าวอินทรีย์ จำนวน 850 ฉบับ

“การบริหารจัดการแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ที่ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 แล้ว สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ ชาวนามีการผลิตข้าวที่มีคุณภาพมาตรฐาน และผลิตข้าวโดยใช้ตลาดนำการผลิตทำให้ราคาข้าวในท้องตลาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งยังทำให้ข้าวไทยเป็นที่ต้องการของตลาดโลก สะท้อนถึงความสำเร็จของโครงการนี้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะตัวเกษตรกรเองก็มีการรวมกลุ่มกันทำนาแปลงใหญ่ ผลิตข้าวมาตรฐาน GAP หรือมาตรฐานอินทรีย์ บางส่วนก็ปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะกับการปลูกข้าวไปปลูกพืชอื่นเพื่อสร้างรายได้ทดแทน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความเข้มแข็งและความสำเร็จในการแก้ปัญหาข้าวทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ” นายกฤษณพงศ์ กล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 29 ตุลาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373187

586851

ชายคาพระพิรุณ : 29 ตุลาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในที่สุดตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรก็คลอดออกมาตามคาด นั่นคือ นายสำราญ สาราบรรณ์ ซึ่งถือเป็นลูกหม้อของกรมส่งเสริมการเกษตรที่ผ่านประสบการณ์งานสำคัญๆ เป็นผู้อำนวยการกอง ผู้อำนวยการสำนัก ก่อนขยับมาเป็นรองอธิบดีและอธิบดีในปัจจุบัน นายสำราญ จบการศึกษาปริญญาตรี และ ปริญญาโท สาขาพืชไร่นา จากคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KU 40) มีผลงานที่ได้รับรางวัล เช่น การดำเนินงานโครงการเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืน (2542–2545) ซึ่งมีการพัฒนากระบวนการและเทคนิควิธีการในการจัดทำแผนงานชุมชนแบบมีส่วนร่วม ที่นำไปสู่การพัฒนาชุมชนให้สามารถพึ่งตนเองได้

นอกจากนี้ยังมีประสบการณ์และผลงานที่สำคัญ เป็นผู้ส่งเสริมและพัฒนาการผลิตสินค้าการเกษตรด้านพืชและแมลงเศรษฐกิจของประเทศ โดยทำหน้าที่ในการวางยุทธศาสตร์ และแนวทางในการพัฒนาการผลิตของเกษตรกร ให้มีประสิทธิภาพ และสามารถแข่งขันได้ตามชนิดสินค้า รวมถึงการแก้ไขปัญหาของพี่น้องเกษตรกร ที่ประสบความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพการเกษตร ผลงานที่โดดเด่นอีกด้านคือเป็นผู้ปลุกปั้นและวางรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้นจนเป็นรูปร่างและขยายผลประสบความสำเร็จมาจนถึงปัจจุบัน และขณะนี้ได้มาสานต่อโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปีที่ 2 ซึ่งปัจจุบัน มีเกษตรกรสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว 109,421 ราย พื้นที่ 953,330.50 ไร่ (ข้อมูล ณ วันที่ 26 ตุลาคม 2561) จากพื้นที่เป้าหมาย 2.8 ล้านไร่ ใน 33 จังหวัด นับว่า นายสำราญ เป็นอธิบดีที่ยังหนุ่ม ไฟแรงและมีความสามารถอีกคนหนึ่ง “ขุนเกษตรา” จึงขอฝากความหวังการดูแลเกษตรกรไทยทั่วประเทศไว้กับท่านอธิบดีสำราญด้วยนะครับ

ปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดมีให้เห็นทุกปี จำเป็นต้องปรับแผนการผลิตและการตลาดไก่ไข่ เพื่อให้การเลี้ยงไก่ไข่และการผลิตไข่มีปริมาณที่เหมาะสม ล่าสุดกรมปศุสัตว์ โดย นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้จัดประชุมหารือร่วมกับ 16 บริษัทผู้นำเข้าและเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์-ปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่รายใหญ่ เพื่อพิจารณาแผนการผลิตและการตลาดไก่ไข่ปี 2562 โดยทุกบริษัทพร้อมร่วมมือในการปรับลดแผนการนำเข้าและเลี้ยงลง 10% ของปี 2561 กรมปศุสัตว์จะได้นำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) พิจารณาอนุมัติต่อไป นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณามาตรการแก้ไขราคาไข่ที่ลดลง เนื่องจากปริมาณไข่ที่ตกค้างจำนวนมากในช่วงเทศกาลกินเจและปิดเทอม โดยกรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือให้ผู้เลี้ยงรายใหญ่เพิ่มปริมาณการส่งออกไข่ตามแผนปฏิบัติการ PS Support ควบคู่กับการปลดแม่ไก่ไข่ยืนกรงอย่างต่อเนื่อง และกรมปศุสัตว์จะประสานความร่วมมือกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ด้านการตลาดภายในประเทศ ตามที่สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ขอความอนุเคราะห์ คาดว่าการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ช่วงนี้สหกรณ์หลายแห่งจัดประชุมใหญ่ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดยนายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงถือโอกาสมอบหมายให้สำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัด ร่วมประชุมกลุ่มย่อยกับสมาชิกสหกรณ์การเกษตร เพื่อให้คำแนะการจัดทำบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพให้กับสมาชิก เสริมสร้างความรู้ด้านการเงินในการบริหารจัดการหนี้สินและสร้างวินัยทางการเงินที่ดีแก่ตนเองและครอบครัว เพื่อนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในการใช้ชีวิตประจำวัน สร้างวินัยในการใช้จ่ายเงิน และวางแผนในการประกอบอาชีพ ดังที่ว่า “บัญชีครัวเรือนบันทึกเพื่อวางแผนอนาคต จดแล้วไม่จน”

ขุนเกษตรา

เร่งแก้ปัญหา8เขื่อนใหญ่น้ำน้อย กรมชลดึงประชาชนร่วมจัดการ-ใช้‘เขื่อนกระเสียว’ต้นแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373188

x

เร่งแก้ปัญหา8เขื่อนใหญ่น้ำน้อย กรมชลดึงประชาชนร่วมจัดการ-ใช้‘เขื่อนกระเสียว’ต้นแบบ

วันจันทร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่งทั้งประเทศก่อนที่จะสิ้นฤดูฝนว่า มีปริมาณน้ำในภาพรวมเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 80 ของปริมาณการกักเก็บ ซึ่งอยู่ในระดับที่ดีมาก แต่เนื่องจากปริมาณฝนในปีนี้ไม่กระจาย กระจุกตัวในบางพื้นที่ ทำให้มีเขื่อนขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 60 ถึง 8 เขื่อน โดยอยู่ในภาคเหนือ2 เขื่อน คือ เขื่อนแม่มอก เขื่อนแม่กวงอุดมธารา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 เขื่อน คือ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนมูลบน และ เขื่อนลำนางรอง ภาคกลาง 2 เขื่อน คือ เขื่อนกระเสียว และ เขื่อนทับเสลา ซึ่งจะต้องวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างรอบครอบเพื่อให้ไม่ให้เกิดภาวะวิกฤติขาดแคลนน้ำ

สำหรับแนวทางการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนทั้ง 8 แห่งดังกล่าว กรมชลประทานจะนำแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชน ภายใต้คณะกรรมการจัดการชลประทาน หรือ คณะกรรมการ JMC ที่มีทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำร่วมเป็นคณะกรรมการ มาใช้ในการวางแผนบริหารจัดการน้ำ ให้เพื่อเพียงพอใช้สำหรับการอุปโภค-บริโภค การรักษาระบบนิเวศน์ของลุ่มน้ำ และเหลือสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2562

ทั้งนี้การบริหารจัดการน้ำโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ประสบผลสำเร็จมาแล้วในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่เขื่อนกระเสียว อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ที่เมื่อฤดูกาลปี 2558/59 เคยประสบปัญหาน้ำในเขื่อนมีปริมาณน้อยเช่นเดียวกับปีนี้ แต่กรมชลประทาน ร่วมกับ คณะกรรมการ JMC เขื่อนกระเสียว สามารถบริหารจัดการน้ำให้รอดพ้นวิกฤติขาดแคลนน้ำในครั้งนั้นมาได้ ซึ่งคณะกรรมการ JMC ของเขื่อนกระเสียว มีความเข้มแข็งมากทำให้สามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนได้รับรางวัลต่างๆ มากมายทั้งในระดับประเทศ และระดับโลกจากสหประชาชาติมาแล้ว

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า สถานการณ์น้ำในเขื่อนกระเสียวปีนี้ มีปริมาณน้ำใกล้เคียงกับปี 2558/59 คาดการณ์ว่าหลังจากสิ้นฤดูฝน ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นของการส่งน้ำตามแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2561/62 เขื่อนกระเสียวจะมีปริมาณน้ำต้นทุนใช้การได้ประมาณ 58 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) จากปริมาณน้ำจุของเขื่อน 240 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 22 ของปริมาณน้ำใช้การเท่านั้น กรมชลประทานได้วางแผนการจัดสรรน้ำตั้งแต่เดือน พ.ย. 2561 – เม.ย. 2562 ดังนี้ จัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 2 ล้านลบ.ม. รักษาระบบนิเวศน์ 9 ล้านลบ.ม. อุตสาหกรรม 1 ล้าน ลบ.ม. และจัดสรรเพื่อการเกษตรเฉพาะอ้อยและพืชต่อเนื่อง(ข้าวนาปีที่ยังไม่เก็บเกี่ยว) 30 ล้าน ลบ.ม. รวม เป็น 42 ล้าน ลบ.ม. ส่วนที่เหลืออีก 16 ล้าน ลบ.ม. จะสำรองไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนปี 2562

อย่างไรก็ตาม แผนการจัดสรรน้ำดังกล่าว คณะกรรมการ JMC ของเขื่อนกระเสียว จะพิจารณาตามความเหมาะสมและสถานการณ์จริงอีกครั้ง ซึ่งจะมีการควบคุมการใช้น้ำอย่างรัดกุมเคร่งครัดตามแผนที่วางไว้ ให้ไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยปริมาณน้ำที่มีอยู่ จะเพียงพอสำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศน์ อย่างแน่นอน ส่วนการทำนาปรังนั้นในฤดูแล้งปี 2561/62 จะต้องงดทั้งหมด ซึ่งกรมชลประทานได้เตรียมมาตรการจ้างแรงงานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่ได้ทำนาปรังให้มีรายได้รองรับไว้แล้ว แต่ถ้าหากมีฝนตกลงมาเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนมีมากกว่าร้อยละ 50 ของปริมาณการเก็บกัก คณะกรรมการ JMC ก็จะมีการพิจารณาให้ทำนาปรังหรือปลูกพืชที่ได้น้ำน้อยได้ตามความเหมาะสมต่อไป

“แผนการบริหารจัดการน้ำโดยคณะกรรมการ JMC ดังกล่าวทำให้เกิดความสามัคคี รู้คุณค่าของน้ำ ซึ่งกรมชลประทานจะขยายผลการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนกระเสียว ไปใช้ในการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนที่เหลืออีก 7 แห่งที่มีปริมาณน้ำน้อย ให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งปีนี้ และมีน้ำสำรองสำหรับการทำการเกษตรในช่วงต้นฤดูฝนปีหน้า” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวย้ำในตอนท้าย

ปัดสหรัฐแบบน้ำปลาไทย ‘ประมง’แจงถูกเบรกแค่บางโรงงาน-ย้ำไม่พบสารมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373183

x

ปัดสหรัฐแบบน้ำปลาไทย ‘ประมง’แจงถูกเบรกแค่บางโรงงาน-ย้ำไม่พบสารมะเร็ง

วันจันทร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบกำกับดูแลการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานสินค้าประมงก่อนส่งออกไปต่างประเทศ ได้ประสานเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีการเสนอข่าวน้ำปลาจากประเทศไทยมีปัญหาในการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา โดยพบว่า องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐ (USFDA) ได้ขึ้นบัญชี Import Alert เลขที่ 16-120 ประเภท Detention without Physical Exam (DWPE) โรงงานผู้ผลิตน้ำปลาจากประเทศไทยบางแห่งไว้จริง เนื่องจากมีการตรวจพบว่ากระบวนการควบคุมการผลิต (HACCP) ของโรงงานไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดการควบคุมความปลอดภัย HACCP (21 CFR 123.3) ของ USFDA ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดสารโบลูทินัม และสารฮีสตามีนในผลิตภัณฑ์ หากตรวจพบในปริมาณที่เกินมาตรฐานกำหนดจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

ทั้งนี้ USFDA ได้เสนอแนวทางแก้ไขกรณีดังกล่าว 2 แนวทาง คือ (1) ให้โรงงานผู้ผลิตน้ำปลาของไทยปรับกระบวนการผลิตให้มีขั้นตอนการผ่านความร้อน หรือ (2) นำเสนอข้อมูลในเชิงวิทยาศาสตร์มายืนยันว่ากระบวนการผลิตน้ำปลามีการควบคุมที่เทียบเท่ากับข้อกำหนด HACCP ของ USFDA และสามารถป้องกันการเกิดสารพิษดังกล่าวได้ ซึ่งขณะนี้ โรงงานได้มีการจัดส่งเอกสารชี้แจงตามข้อกำหนดการควบคุมความปลอดภัย HACCP ให้ USFDA แล้วแต่มีการเรียกขอข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งนี้ โรงงานอยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขและจัดส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมให้เจ้าหน้าที่ USFDA พิจารณา

“การออกประกาศเตือน Import Alert น้ำปลาไทยในครั้งนี้ ไม่ได้มีเหตุเชื่อมโยงที่จะนำไปสู่การห้ามนำเข้า (Import Ban) น้ำปลาจากประเทศไทยทั้งหมดอย่างที่เป็นข่าว แต่เป็นการห้ามนำเข้าเฉพาะโรงงานที่อยู่ใน Import Alert เท่านั้น และไม่ได้มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการสุ่มตรวจสารก่อมะเร็งแต่อย่างใด เพราะ USFDA ไม่ได้มีข้อกำหนดให้ตรวจสารก่อมะเร็งในผลิตภัณฑ์น้ำปลาตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด เนื่องจากไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในการผลิตน้ำปลา ประกอบกับประกาศ Import Alert เลขที่ 16-120 ก็มิได้มีการกล่าวถึงการสุ่มตรวจสารก่อมะเร็งในน้ำปลาด้วย” อธิบดีกรมประมงกล่าว

ดัชนีรายได้เกษตรกรยังทรงตัว จับตา‘อ้อย-ยาง-ปาล์ม’ราคาลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373182

x

ดัชนีรายได้เกษตรกรยังทรงตัว จับตา‘อ้อย-ยาง-ปาล์ม’ราคาลด

วันจันทร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ภาพรวมรายได้ของเกษตรกร วัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือนกันยายน 2561 ลดลงจากเดือนกันยายน 2560 ร้อยละ 4.04 โดยดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นาเดือนกันยายน 2561 ลดลงจากเดือนกันยายน 2560 ร้อยละ 6.00 สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลงได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีสต๊อกน้ำมันปาล์มคงเหลือเป็นจำนวนมาก ประกอบกับความต้องการใช้บริโภคและอุตสาหกรรมลดลงอย่างต่อเนื่อง ลองกอง เงาะ ราคาลดลงเนื่องจากเป็นผลผลิตจากภาคใต้ ซึ่งอยู่ในช่วงที่ผลผลิตออกมากส่งผลให้ผลผลิตออกสู่ตลาดกระจุกตัว ไก่เนื้อ ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตยังคงออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ประกอบกับการบริโภคชะลอตัว

สินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลัง ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงงานแป้งมัน และลานมันสำปะหลัง ลำไย ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลงเนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้ผลผลิตไม่เพียงพอความต้องการ และ สุกร ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดลดลงประกอบกับผลผลิตเนื้อสุกรลดลงจากนโนบายควบคุมการผลิตเนื้อสุกรที่เริ่มได้ผล

หากมองแนวโน้มดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือนตุลาคม 2561 คาดว่าเพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคม 2560 ร้อยละ 0.19 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.78 โดยสินค้าสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ยางพารา เงาะ ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว และไก่เนื้อ ในขณะที่ดัชนีราคาปรับตัวลดลงร้อยละ 1.56 โดยสินค้าสำคัญที่มีราคาลดลง ได้แก่ อ้อยโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว สุกร ไก่เนื้อ และ กุ้งขาวแวนนาไม

อย่างไรก็ตาม เดือนพฤศจิกายน 2561 ดัชนีรายได้เกษตรกร คาดว่าอยู่ในเกณฑ์ทรงตัว เนื่องจากดัชนีราคาคาดว่าจะทรงตัวต่อเนื่องเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2560 ในขณะที่ดัชนีผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอาทิ ข้าวเปลือกเจ้า ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และไข่ไก่

โปรดเกล้าฯกรมส่งเสริมเกษตร ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373181

x

โปรดเกล้าฯกรมส่งเสริมเกษตร ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน

วันจันทร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินให้กรมส่งเสริมการเกษตร ตามที่ขอพระราชทาน เพื่อน้อมนำไปถวายพระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ในวันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน 2561 ณ วัดพระนารายณ์มหาราช วรวิหาร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ด้วยเจตจำนงที่จะรักษาประเพณีอันดีงามของพุทธศาสนา นอกจากนี้ยังได้ประกอบกุศลกิจเพิ่มเติมเพื่อความเป็นสิริมงคล ประกอบด้วย การบริจาคเงินบำรุงวัด มอบเงินบำรุงการศึกษาโรงเรียนปริยัติธรรมสามัญนครราชสีมา มอบเงินบำรุงการศึกษาโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย และจัดพิมพ์หนังสือประวัติวัดพระนารายณ์มหาราชวรวิหาร เพื่อเผยแพร่เป็นที่ระลึก

สำหรับวัดพระนารายณ์มหาราช วรวิหาร หรือ “วัดกลางนคร” เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร อยู่ในเขตการปกครองคณะสงฆ์มหานิกายภาค ตั้งอยู่กึ่งกลางภายในกำแพงเมืองนครราชสีมา สันนิษฐานว่าก่อสร้างวัดในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในอดีตเป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพิฒน์สัตยาของข้าราชการในจังหวัด รวมทั้งเป็นสถานที่ประกอบพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ถวายในการพระราชพิธีราชาภิเษก นอกจากนี้ ยังเคยเป็นที่ตั้งเจดีย์บรรจุอัฐิของท้าวสุรนารีจนถึงปี 2477 จึงได้ย้ายไปบรรจุไว้ที่อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี

กรมส่งเสริมการเกษตรขอเชิญพุทธศาสนิกชนร่วมพิธีและบริจาคทรัพย์ โดยเสด็จพระราชกุศลโดยพร้อมเพรียงกันได้ที่ ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 039-1-81406-0 ชื่อบัญชี ผู้อำนวยการกองคลัง (กฐินพระราชทาน)