สังคายนาวัด-สำนักสงฆ์! ‘สมเด็จพระสังฆราช’มีพระวินิจฉัยให้ตั้งคกก.3ฝ่าย สำรวจขอใช้ที่สปก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373193

สังคายนาวัด-สำนักสงฆ์! 'สมเด็จพระสังฆราช'มีพระวินิจฉัยให้ตั้งคกก.3ฝ่าย สำรวจขอใช้ที่สปก.

สังคายนาวัด-สำนักสงฆ์! ‘สมเด็จพระสังฆราช’มีพระวินิจฉัยให้ตั้งคกก.3ฝ่าย สำรวจขอใช้ที่สปก.

วันอาทิตย์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 15.50 น.

เลขาฯส.ป.ก.เผย”สมเด็จพระสังฆราช”มีพระวินิจฉัย ให้ ส.ป.ก.ตั้งคณะกรรมการ3ฝ่าย เข้าสำรวจ”วัด-สำนักสงฆ์-สำนักปฏิบัติธรรม”ในพื้นที่ ส.ป.ก.กำหนดการใช้ประโยชน์พื้นที่วัดอย่างเหมาะสมทั่วประเทศ โดยเฉพาะวัดที่ขอพื้นที่มากๆ และขยายสาขาไปตีเขตวัดแต่ใช้ไปในทางไม่เกิดประโยชน์ ชี้ให้เน้นดูแลทรัพยกรธรรมชาติ และเป็นแหล่งอาหารชุมชน โดยพระมีบทบาทเป็นศูนย์กลางเรื่องใช้พื้นที่ให้ครบถ้วนสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

28 ต.ค.นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยภายว่า ในการเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช โดยพระองค์ให้ความสำคัญกรณีที่ตั้งวัดอยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก.ให้เน้นการดูแลพื้นที่ป่า พระองค์ท่านมีพระวินิจฉัย ว่า วัด สำนักสงฆ์ จะต้องเป็นประโยชน์ในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มการปลูกป่าให้มีมากขึ้น โดยให้พระมีบทบาทเป็นศูนย์กลางทำให้การใช้พื้นที่ครบถ้วนสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ไม่ใช่แต่ละวัดมีพื้นที่จำนวนมากแต่ใช้ไปในทางไม่เป็นประโยชน์

“สมเด็จพระสังฆราช ให้ ส.ป.ก.หารือกับมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในเรื่องวัด สำนักสงฆ์ สำนักปฏิบัติธรรม ต้องใช้พื้นที่ ส.ป.ก.ให้เกิดประโยชน์ในการดูแลทรัพยากร เพิ่มพื้นที่ป่า เป็นแหล่งอาหารธรรมชาติให้กับชุมชน โดยพระองค์ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อพัฒนาร่วมกัน ระหว่าง ส.ป.ก. , มหาเถรสมาคม , สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในเรื่องการใช้พื้นที่ของวัด กำหนดให้มีให้ใช้ประโยชน์มากขึ้น เพราะเวลาได้ที่ ส.ป.ก.เขตที่พระสงฆ์ขอเป็นวัด หรือสำนักสงฆ์ ไปตีกรอบเป็นเขตวัด พอเวลาชาวบ้านเข้าไปหาของป่าเข้าไม่ได้ ซี่งจริงๆ แล้ว พื้นที่มีเหลืออีกมากภายในวัด ที่สามารถนำมาเป็นแหล่งอาหารชุมชนได้ โดยให้ออกหนังสือไปทุกวัดทุกสำนักสงฆ์ ทั้งหมดที่ขออนุญาตใช้ที่ ส.ป.ก.ให้คณะกรรมการ 3 ฝ่าย ไปตรวจสอบการใช้พื้นที่ทุกแห่ง โดยเฉพาะการตั้งสาขาวัด ที่มีการขยายไปจำนวนมาก ต้องกำหนดการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์กับชุมชนที่อยู่รอบวัดด้วย ซึ่งประเด็นทั้งหมดนี้ และการกำหนดพื้นที่ของวัดที่เหมาะสม จะนัดหารือในที่ประชุม ขึ้นอยู่กับมหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะกำหนดประชุมวันไหน ทาง ส.ป.ก.พร้อมดำเนินการ” นายวิณะโรจน์ กล่าว

นายวิณะโรจน์ กล่าวว่า ส.ป.ก.มีแนวคิดพัฒนาพื้นที่ ตรงกับพระวินิฉัยของสมเด็จพระสังฆราช ที่จะทำให้พื้นที่ ส.ป.ก.ทั่วประเทศ เป็นแหล่งผลิตพันธุ์พืช และอนุรักษ์พันธุกรรมพืชหายาก พืชประจำถิ่น โดยทำเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ ให้กับชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง ซึ่งจะขยายผลศาสตร์พระราชา เพิ่มพื้นที่วนเกษตร ส่งเสริมการปลูกไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เพื่อมาฟื้นฟูป่าในชุมชนพื้นที่ ส.ป.ก.และเกษตรกรในพื้นที่ได้หาเลี้ยงชีพอย่างยั่งยืน

เลขาฯ ส.ป.ก.กล่าวว่า จะเรียกประชุมหัวหน้าส่วนทุกจังหวัด สแกนพื้นที่ ส.ป.ก.พัฒนาเชิงพื้นที่เฉพาะเจาะจง ไม่ได้ออกเป็นนโยบายเดียวแล้วปูพรมทำทั้งประเทศ จะไม่ตอบโจทย์พื้นที่ โดยจะแบ่งพื้นที่เป็นระดับสีเขียว เหลือง แดง ซึ่งสีแดงต้องเข้าไปทำเร่งด่วน เหลือง ระดับสอง เข้าไปทำให้ดีขึ้น ส่วนเขียว มีความเข้มแข็ง เข้าไปต่อยอด ให้เกิดสตาร์ดอัพ ใช้แนวทางประชารัฐ เข้าไปพัฒนา โดยมุ่งหวังให้คนในพื้นที่มีรายได้ทุกวันและมากขึ้น จากเดิมปลูกอ้อย ครั้งเดียว รายได้ไม่เพียงพอ ได้เงินก้อนเดียวแต่ไปใช้ทั้งปี ให้มีอาชีพ ปลูกพืช ทำปศุสัตว์ ผสมผสาน ในระหว่างทางมีรายได้ในชีวิตประจำวันอย่างพอเพียง

มกอช.แจงกฏเหล็กนำเข้าส่งออกมันสำปะหลังไปจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/373051

มกอช.แจงกฏเหล็กนำเข้าส่งออกมันสำปะหลังไปจีน

มกอช.แจงกฏเหล็กนำเข้าส่งออกมันสำปะหลังไปจีน

วันเสาร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 16.21 น.

มกอช.ชี้แจงกฏเหล็กนำเข้าส่งออก“มันสำปะหลัง”ไปจีนให้ผู้ประกอบการทราบแนวทางการปฏิบัติ เพื่อลดปัญหาและอุปสรรคในการส่งออก

27 ต.ค.61 สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เชิญผู้ประกอบการผลิตและส่งออกมันสำปะหลังไปจีน ร่วมสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกรมวิชาการเกษตรและ มกอช. ในหัวข้อเรื่อง “รู้เขา รู้เรา รู้เรื่องมัน (สำปะหลัง) รู้ทันกฎระเบียบจีน” เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ ชี้แจงกฎระเบียบข้อบังคับ หมายเลข 177 ว่าด้วยการกำกับดูแลตรวจสอบกักกันธัญพืช นำเข้าส่งออกของสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ห้องบอลรูม A โรงแรมมารวยการ์เด้น

น.ส.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ในปี 2559  จีนได้บังคับใช้ระเบียบข้อบังคับ 177 ว่าด้วยการกำกับดูแลตรวจสอบประกันธัญพืชนำเข้า-ส่งออก โดยมีผลใช้บังคับกับทุกประเทศ กฎระเบียบนี้กำหนดให้โรงงานผลิตโรงงานแปรรูปและโรงงานเก็บรักษาธัญพืชส่งออกไปจีนต้องขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของจีน

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ในฐานะหน่วยงานกลางด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารของไทย จึงร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักด้านการควบคุม ตรวจสอบการกักกันพืชก่อนการส่งออก ได้ประสานงานและเจรจากับฝ่ายจีนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อขอให้จีนขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกของไทยก่อน แต่ช่วงต้นปี 2561 มีการปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานภายในของจีน ส่งผลให้หน่วยงานด้านการตรวจสอบและกักกันโรคการนำเข้า-ส่งออกเดิม AQSIQ ถูกย้าย ไปรวมกับกระทรวงการศุลกากร หรือ GACC ซึ่งเข้มงวดต่อการปฏิบัติตามกฎระเบียบดังกล่าว และได้แจ้งให้ฝ่ายไทยเร่งรัดดำเนินการตรวจประเมินโรงงานผลิต โรงงานแปรรูป โรงงานเก็บรักษาธัญพืช และยื่นรายชื่อผู้ผ่านการประเมินให้ฝ่ายจีนขึ้นทะเบียนตามระเบียบข้อบังคับ

ทั้งนี้ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และกรมวิชาการเกษตร จึงจำเป็นต้องเตรียมการเพื่อดำเนินการตามข้อกำหนด จึงได้จัดการสัมมนา เรื่อง รู้เขา รู้เรา รู้เรื่องมัน (สำปะหลัง) รู้ทันกฎระเบียบจีน เพื่อเผยแพร่และชี้แจงระเบียบข้อบังคับ 177 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบการของไทยได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน และแจ้งให้ผู้ประกอบการของไทยทราบแนวทางในการดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบการนำเข้าดังกล่าวของจีน  รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ประสบการณ์ ตลอดจนปัญหาและอุปสรรคในการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังร่วมกัน เพื่อส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานการผลิตและการค้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทย และป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมการค้ามันสำปะหลังของไทยในฐานะผู้ส่งออกหลักไปจีน

“กฎระเบียบนี้ จีน ใช้เป็นข้อกำหนด และบังคับให้ทุกประเทศที่นำเข้า-ส่งออกธัญพืช ต้องปฏิบัติตาม เพื่อกำกับดูแล ควบคุม และป้องกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของธัญพืชที่ส่งออก นำเข้า และนำผ่าน  ไปยังจีน หากละเลยหรือไม่ปฏิบัติตามจะทำให้เสียโอกาสทางการแข่งขันทางการค้ากับจีน เนื่องปัจจุบันจีนให้ความสำคัญต่อระบบควบคุมคุณภาพและความปลอดภัย และการตรวจสอบย้อนกลับต่อสินค้าเกษตรที่ผลิตในประเทศ นำเข้า และส่งออก โดยเริ่มดำเนินการอย่างต่อเนื่องกับสินค้าเกษตรและอาหารจาก        ทุกประเทศที่ส่งไปยังจีน ดังนั้น จึงขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก มันเส้น และกากมัน     ของไทย ศึกษาและดำเนินการตามกฎระเบียบดังกล่าวของจีน เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างไม่มีปัญหาและอุปสรรคในการส่งออก” น.ส.จูอะดี กล่าว

น.ส.จูอะดี กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประเทศผู้นำเข้าและแปรรูปมันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดด้วยปริมาณการนำเข้ากว่าครึ่งหนึ่งของตลาดโลกในแต่ละปี ซึ่งประเทศไทยสามารถขยายมูลค่าการส่งออก มันสําปะหลัง ไปยังจีนได้ ถึงปีละกว่า 40,000 ล้านบาท โดนเฉพาะ มันเส้นและกากมัน  สามารถคลองตลาดจีนได้ถึงร้อยละ 80 ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด

51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร “Smart & Strong Together”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372711

51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร “Smart & Strong Together”

51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร “Smart & Strong Together”

วันเสาร์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การก้าวเข้าสู่ปีที่ 51 ของกรมส่งเสริมการเกษตร ในปี 2562 นี้ นับเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในหลากหลายมิติ หลายปีที่ผ่านมาเราจะเห็นภาพของการเปลี่ยนแปลงมากมายในโลกอย่าง รวดเร็ว ทั้งภาคเศรษฐกิจ หรือภาคสังคม แม้แต่ภาคการเกษตร การเปลี่ยนแปลงภายใต้ในยุค 4.0 จึงไม่ใช่เรื่องง่ายของ นักส่งเสริมการเกษตร แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ที่พวกเรานักส่งเสริมการเกษตรจะต้องเข้าไปเผชิญและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงนั้น

นายสำราญ  สาราบรรณ์  รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงแนวทางการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตร ในปี 2562 นี้ ว่า ภายใต้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทุกด้าน พวกเรานักส่งเสริมการเกษตรจะเดินเคียงคู่พี่น้องเกษตรกรไปด้วยกันอย่างเข้มแข็ง ยึดหลัก “Smart & Strong Together” ทั้งการร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหา และร่วมรับประโยชน์ ภายใต้ 5 นโยบายหลัก ที่วางไว้ โดยเฉพาะโครงการพระราชดำริทุกโครงการของทุกพระองค์ ที่จะต้องร่วมขับเคลื่อน ขยายผล และส่งเสริมให้เกษตรกรน้อมนำหลักปรัชญาต่างๆ ที่พระองค์ท่านพระราชทาน มาปรับใช้และให้เกษตรกรเข้าถึงและเข้าใจในหลักการไปพร้อมกัน

กรมส่งเสริมการเกษตรจะต้องทำงานเป็นทีมมากขึ้น มุ่งประสิทธิภาพกลไกขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่  มุ่งเน้นการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรในลักษณะตลาดนำการผลิต ซึ่งเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การพัฒนาเจ้าหน้าที่และเกษตรกร ให้เกิดการทำงานแบบควบคู่กัน ให้เข้มแข็งและเชื่อมโยงการทำงานกันทั้งระบบ รวมทั้งการส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าใจและเรียนรู้ในมิติเชิงสังคมมากขึ้น พัฒนาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่ายให้เข้มแข็ง สามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านการเกษตรของชุมชนได้อย่างแท้จริง พัฒนาระบบการทำงานของแปลงใหญ่ให้เข้มแข็งและยั่งยืน เชื่อมโยงเครือข่ายทั้งภาคการผลิต และภาคการตลาด โดยเกษตรกรจะเป็นผู้ประกอบการเกษตรได้ ต้องเข้าใจว่า ควรจะขายอะไร ขายให้ใคร ผลิตที่ไหน ผลิตอย่างไร และต้องคำนึงถึงส่วนรวมด้วย อันนี้คือโจทย์ใหญ่ ซึ่งการทำให้เกษตรกรไปถึงตรงนี้ได้ นักส่งเสริมการเกษตรเอง จะต้องเป็น Smart Officer ก่อน คือ เป็นนักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพที่เกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ ต้องพัฒนานักส่งเสริมการเกษตรให้มีแนวคิดเชิงธุรกิจ มุ่งเน้นการผลิตเชิงคุณภาพ นอกจากนี้การสร้างทายาทเกษตรกรและการพัฒนาเกษตรกรมืออาชีพ ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งในภาคการเกษตร และนี่คือโจทย์ท้าทายสำคัญท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกอย่างรวดเร็ว การใช้เทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้น ทายาทเกษตรกรเหล่านี้ จะพัฒนาไปสู่การเป็น Young Smart Farmer ได้อย่างไร  เป็นเรื่องที่นักส่งเสริมการเกษตร จะต้องเข้าใจถึงสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รวมถึงการพัฒนาเกษตรกรมืออาชีพ ให้ก้าวสู่การเป็น Smart Farmer และนี่คือ ความ Smart ที่นักส่งเสริมการเกษตร จะต้องมีและปฏิบัติให้เกิดผลจริง

นอกจากนี้ การทำงานกับเครือข่ายภาคเกษตรกร รวมทั้งภาคเอกชน ให้เกษตรกรเข้มแข็งและยั่งยืน ก็เป็นเรื่องที่จะต้องทำความเข้าใจ ในมิตินี้ให้มากขึ้น Strong Together จึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่จะต้องเผชิญ การทำงานแบบบูรณาการ ทั้งภายในและภายนอกองค์กร การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกขับเคลื่อนงาน  ในพื้นที่ และ การเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการองค์กร และสานพลังทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตร  โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการบริหารทรัพยากรบุคคลล้วนแต่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการทำงานแบบบูรณาการ ซึ่งเป้าหมายของนักส่งเสริมการเกษตรคือจะต้องเป็นนักพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ ยึดหลักการทำงานแบบมีส่วนร่วม โดยให้ทุกภาคส่วนเข้าร่วมดำเนินการในภารกิจที่มีความเกี่ยวข้อง การปฏิบัติงานตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ของแต่ละหน่วยงาน จะช่วยลดปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงาน ลดความซ้ำซ้อน เกิดการระดมทรัพยากร ส่งผลให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องรับทราบ เข้าใจ และปฏิบัติให้ถูกต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา ก็ถือเป็นเรื่องที่ต้องขับเคลื่อน รวมทั้งต้องสร้างเกษตรกรให้เกิดความเข้าใจในมิติของสังคมด้วย และทั้งหมดก็จะทำให้กรมส่งเสริมการเกษตรและประเทศไทยก้าวไปพร้อมๆ กัน เหมือนกับที่ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวไว้ว่า  “OUR HOME OUR COUNTRY TOGETHER STRONGER” “เราจะเติบโตและแข็งแกร่งไปด้วยกัน เพราะที่นี่คือ บ้านของเรา ประเทศไทยของเรา”

ชุบชีวิต‘ปลาปล้องทองปรีดี’ l กรมประมงเพาะพันธุ์สำเร็จ l สกัดความเสี่ยงต้องสูญพันธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372610

x

ชุบชีวิต‘ปลาปล้องทองปรีดี’ l กรมประมงเพาะพันธุ์สำเร็จ l สกัดความเสี่ยงต้องสูญพันธุ์

วันศุกร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ “ปลาปล้องทองปรีดี” ซึ่งเป็นปลาหายากอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยเสื่อมโทรมลง อีกทั้งยังถูกรุกรานจับขึ้นมาจำหน่ายเพื่อเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม ทำให้ปลาปล้องทองปรีดีในธรรมชาติลดจำนวนลงเรื่อยๆ ซึ่งนับเป็นความสำเร็จในความพยายามเพาะพันธุ์ปลาปล้องทองปรีดีของไทย หลังจากที่ทีมนักวิจัยของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเขต 1 (เชียงใหม่) ได้ใช้ระยะเวลาในการศึกษาทดลองกว่า 12 ปี

ทั้งนี้ กรมประมงมีความคาดหวังว่าจะสามารถพัฒนางานวิจัยชิ้นนี้ให้สามารถต่อยอด เพื่อขยายผลไปสู่การเพิ่มปริมาณประชากรปลาปล้องทองปรีดีในธรรมชาติให้มีจำนวนมากขึ้น ไม่สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย และขยายผลไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์เพื่อปั้นเป็นปลาสวยงามทางเศรษฐกิจด้วย

นายประสาน พรโสภิณ รักษาการตำแหน่ง ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเขต 1 (เชียงใหม่) หัวหน้าคณะผู้วิจัย เปิดเผยว่า ปลาปล้องทองปรีดี เป็นปลาในวงศ์ปลาค้อ (Balitoridae) มีขนาดเล็กความยาวประมาณ 2-3 นิ้ว สีสันสวยงาม ลำตัวมีลักษณะคล้ายปล้องอ้อยเรียวยาวสีน้ำตาลอ่อนอมเทาหรือเหลืองอ่อน และมีลายขวางสีคล้ำลงมาเกือบถึงท้อง พบได้ในประเทศแถบเอเชียสำหรับประเทศไทยพบบริเวณลำธารภูเขาในเขตพื้นที่ อ.แม่แจ่ม อ.เชียงดาว และ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ ซึ่งพบว่าปลาปล้องทองปรีดีในธรรมชาติหาได้ยากและมีจำนวนลดน้อยลง จึงได้พยายามรวบรวมพ่อแม่พันธุ์จากธรรมชาติเพื่อทำการศึกษาทดลองเพาะขยายพันธุ์ตั้งแต่ปี 2549 แต่ในระยะแรกยังประสบปัญหาเนื่องจากปลาไม่สามารถปรับตัวให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมของการทดลองได้ จนกระทั่งปี 2560 ทางศูนย์ฯได้นำไปทดลองเพาะขยายพันธุ์ที่สถานีวิจัยประมงน้ำจืดพื้นที่สูงอินทนนท์ ซึ่งมีสภาพแวดล้อมและอากาศใกล้เคียงกับแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติมากที่สุด โดยคัดเลือกปลาที่มีน้ำเชื้อและไข่สมบูรณ์มาทำการทดลองเพาะพันธุ์ด้วยวิธีฉีดกระตุ้นฮอร์โมนสังเคราะห์ แล้วปล่อยลงกล่องทดลองให้พ่อแม่ปลาผสมพันธุ์แบบธรรมชาติที่อุณหภูมิน้ำ 15.3-16.8 องศาเซลเซียส ผลปรากฏว่า ปลามีการตกไข่มากถึง 70% และสามารถฟักออกเป็นตัวได้สำเร็จ แต่อัตราการฟักตัวยังค่อนข้างต่ำอยู่มากเพียง 37.13% เท่านั้น รวมถึงการอนุบาลลูกปลาก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราการรอดยังต่ำอยู่เช่นกัน ซึ่งได้ผลผลิตเพียง 200 ตัวเท่านั้น จึงต้องมีการพัฒนาขยายผลการศึกษาวิจัยในระยะต่อไปเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มากกว่านี้

กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดสรรงบโครงการไทยนิยมยั่งยืน เสริมแกร่ง3สหกรณ์เขตจังหวัดเพชรบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372618

กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดสรรงบโครงการไทยนิยมยั่งยืน  เสริมแกร่ง3สหกรณ์เขตจังหวัดเพชรบุรี

กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดสรรงบโครงการไทยนิยมยั่งยืน เสริมแกร่ง3สหกรณ์เขตจังหวัดเพชรบุรี

วันศุกร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากการที่รัฐบาลได้เพิ่มงบประมาณกลางปี เพื่อจัดทำโครงการไทยนิยมยั่งยืนนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็น
หน่วยงานหนึ่งที่ได้รับจัดสรรงบประมาณจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 1,768 ล้านบาท เพื่อดำเนินการใน 3 โครงการ ประกอบด้วย 1)โครงการจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร หรือโครงการแก้มลิง เพื่อชะลอการเก็บผลผลิตข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ซึ่งเกษตรกรจะได้รับประโยชน์โดยตรง 2)โครงการรวบรวมและแปรรูปยางพารา 3)โครงการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เพื่อสร้างอุปกรณ์แปรรูปและตรวจสอบคุณภาพผลผลิต และเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรซึ่งสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเองทั้งหมด โดยมีสหกรณ์จังหวัดในพื้นที่ ให้การแนะนำ และติดตามการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด

สำหรับสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานในสังกัดกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ โดย นายประกอบ เผ่าพงศ์ สหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี บอกว่า สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี ได้รับการพิจารณาคัดเลือกจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ให้ดำเนินการจำนวน 2 โครงการ คือ

1.โครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร เพื่อให้สถาบันเกษตรกรเป็นแหล่งจัดเก็บและรวบรวมผลผลิต และสร้างเสถียรภาพด้านราคาผลผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งมีสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการคือ สหกรณ์
ผู้ใช้น้ำหนองปรงสามัคคี จำกัด ได้รับเงินอุดหนุน 864,000 บาท สหกรณ์ฯสมทบ 96,000 บาท รวม 960,000 บาท โดยนำไปสร้างลานตากขนาด 1,600 ตารางเมตร คาดว่าจะทำให้สหกรณ์สามารถชะลอการเก็บข้าวเปลือกเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 2,000 ตัน/ปี สมาชิกได้รับประโยชน์ไม่น้อยกว่า 350 คน สหกรณ์มีรายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 200 บาท/ตัน

2.โครงการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เพื่อพัฒนาศักยภาพการแปรรูปสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพมาตรฐาน มีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการ 2 แห่ง ได้แก่ 1.สหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด ได้รับเงินอุดหนุน 900,000 บาท สหกรณ์ฯสมทบ 239,000 บาท รวม 1,139,000 บาท โดยได้นำไปจัดหารถบรรทุกห้องเย็น 1 คัน เพื่อรวบรวมผลผลิตกล้วยหอมของสมาชิกไปส่งยังคลังสินค้าของ 7-11 แถวมหาชัย และคลังสินค้าท็อปส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต แถวบ้านแพ้ว ซึ่งกล้วยหอมที่จัดส่งนั้นเป็นกล้วยสุก เมื่อใช้รถบรรทุกห้องเย็นในการขนส่ง ทำให้สามารถรักษาคุณภาพของกล้วยไม่ให้สุกเร็วเกินไป โดยคาดว่าจะสามารถรวบรวมผลผลิตได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 720 ตัน/ปี สมาชิกได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น 50 ราย ปริมาณธุรกิจสหกรณ์เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 และทำให้สมาชิกมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 115,000 บาท/ปี/คน 2.สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด ได้รับเงินอุดหนุน 890,910 บาท สหกรณ์ฯสมทบ 98,990 บาท รวม 989,900 บาท โดยจัดหารถบรรทุกห้องเย็น 1 คัน เพื่อนำไปบรรทุกกล้วยตกเกรด เช่น เปลือกสีไม่สวย ที่นำมาปอกเปลือกแล้วส่งให้บริษัทเพื่อนำไปทำเป็นส่วนผสมของเบเกอรี่ ประเภทต่างๆ จากเดิมสหกรณ์ขาดแคลนรถบรรทุกห้องเย็นต้องเช่ารถยนต์ในพื้นที่เพื่อดำเนินการ ซึ่งคาดว่าจะสามารถรวบรวมผลผลิตได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 144 ตัน/ปี ทำให้สมาชิกสหกรณ์ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น 155 ราย และสมาชิกมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 13,000 บาท/ปี/คน ส่งผลให้ปริมาณธุรกิจสหกรณ์เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 และสหกรณ์สามารถนำรถบรรทุกห้องเย็นที่ได้รับจากโครงการนี้มาพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้มีความทันสมัย รวดเร็ว และรักษาคุณภาพสินค้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้สหกรณ์ซึ่งเป็นผู้รวบรวมสินค้าเพื่อส่งจำหน่ายให้แก่โมเดิร์น เทรด และโรงแรมต่างๆ ทั่วประเทศ

โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาล ที่ดำเนินการในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ นับได้ว่าเป็นโครงการที่ช่วยผลักดันให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งมากขึ้น และช่วยพัฒนาอาชีพเกษตรกรให้มีความมั่นคงของรายได้ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและครอบครัวให้ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง

แนะเกษตรกรปรับแผนปลูก‘ฤดูแล้ง’ เปิดโผพืชให้ผลตอบแทนดีกว่านาปรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372615

แนะเกษตรกรปรับแผนปลูก‘ฤดูแล้ง’  เปิดโผพืชให้ผลตอบแทนดีกว่านาปรัง

แนะเกษตรกรปรับแผนปลูก‘ฤดูแล้ง’ เปิดโผพืชให้ผลตอบแทนดีกว่านาปรัง

วันศุกร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำข้อมูลแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง รวมทั้งนโยบายและมาตรการส่งเสริมการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในฤดูกาลที่จะถึงนี้ พร้อมกับเชิญชวนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชฤดูแล้งที่ใช้น้ำน้อยที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าข้าวนาปรัง ซึ่งสอดคล้องโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา และโครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรังปี 2562 ที่กรมส่งเสริมการเกษตรกำลังดำเนินการ ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่าสถิติราคาและผลตอบแทนผลผลิตในช่วงฤดูแล้งปีที่ผ่านมา(ก.พ. – พ.ค.) พบว่าพืชใช้น้ำน้อย ได้แก่ พืชไร่ พืชผัก เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดหวาน และข้าวโพดฝักอ่อน ให้ผลตอบแทนสูงกว่าข้าวนาปรัง ดังนี้

1. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ความชื้น 14.5% (มี.ค.-พ.ค.) ราคา 8.42 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรมีรายได้ 8,445 บาทต่อไร่ คิดเป็นกำไร 2,649 บาทต่อไร่ – ข้าวโพดหวานทั้งเปลือก (ก.พ. – เม.ย.) ราคา 7.21 รายได้ 15,652 บาทต่อไร่ คิดเป็นกำไร 8,791 บาทต่อไร่ 2. ข้าวโพดฝักอ่อน (ก.พ. – เม.ย.) ราคา 17.98 บาทต่อกิโลกรัม รายได้ 16,464 บาทต่อไร่ คิดเป็นกำไร 11,080 บาทต่อไร่ 3. ในขณะที่ข้าวนาปรัง (มี.ค.-พ.ค.) ราคา 7,830 ต่อตัน รายได้ 5,293 บาทต่อไร่ คิดเป็นกำไร 398 บาทต่อไร่

จะเห็นได้ว่าพืชไร่ พืชผัก ดังกล่าว ให้ผลตอบแทนสูงกว่าข้าวนาปรังเมื่อเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกัน กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอเชิญชวนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชไร่ พืชผัก ใช้น้ำน้อย ทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังนา จะมีผู้รับซื้อโดยสหกรณ์ในพื้นที่และสมาคมอาหารสัตว์ และยังมีการประกันราคารับซื้อ จะได้รับผลตอบแทนสูงกว่าข้าวนาปรัง ซึ่งสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรหรือสำนักงานเกษตรอำเภอที่อยู่ใกล้บ้านท่าน

เลาะรั้วเกษตร : ลูกหม้อตบเท้าขึ้นเบอร์ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372608

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ลูกหม้อตบเท้าขึ้นเบอร์ 1

วันศุกร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รอมานานตำแหน่งอธิบดีหลายกรมในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในที่สุดโผที่เดาและลือกันเอาไว้ก็ออกมาเสียที หลายคนสมใจ แต่มีบางคนผิดหวัง เพราะโผพลิกเสียนี่….

ตำแหน่งที่เป็นไปตามคาดเดา คือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร สำราญ สาราบรรณ์ ที่ข่าวว่าเป็นอธิบดีที่อาวุโสน้อยสุด แต่ด้วยแรง “ป๋าดัน” จาก สมชาย ชาญณรงค์กุล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร น้องรัก “บิ๊กฉัตร” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เจ้าของนโยบายแปลงใหญ่ ศพก. และ 9101 ที่ลือลั่นนั่นเอง

อธิบดีป้ายแดง สำราญ สาราบรรณ์ เรียกได้ว่าเป็นรองอธิบดี ที่อดีตอธิบดีสมชายไว้ใจมอบหมายงานยากๆ ให้ทำ โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับมวลชน ทั้งแปลงใหญ่ และ ศพก. หรือ ศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ที่สมัยบิ๊กฉัตรคือเครื่องมือในการผลักดันนโยบายด้านการเกษตร จนนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เอ่ยชื่อ แปลงใหญ่ และ ศพก. ติดปากเลยทีเดียว

อธิบดีสำราญ เป็นชาวจังหวัดตรัง จบการศึกษาปริญญาตรี และ ปริญญาโท จากคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KU 40) เป็นลูกหม้อของกรมส่งเสริมการเกษตรมาโดยตลอด และขึ้นดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเมื่อเดือนมีนาคม 2560 เป็นรองอธิบดีไม่ถึง 2 ปี ก็ขึ้นตำแหน่งอธิบดี

เป็นไปตามโผคนที่ 2 คือ รองอธิบดี กรมการข้าว กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการข้าว แทน อนันต์ สุวรรณรัตน์ ที่ก้าวขึ้นไปเป็นปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

อธิบดีกฤษณพงศ์ จบการศึกษาปริญญาตรีจาก คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KU 39) จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติฟิลิปปินส์ เริ่มรับราชการที่สถาบันวิจัยข้าว กรมวิชาการเกษตร ก่อนจะแยกออกมาเป็นกรมการข้าวเติบโตเป็นผู้บริหารและได้เป็นรองอธิบดีกรมการข้าวเมื่อปี 2559

ผลงานของ อธิบดีกฤษณพงศ์ นอกจากผลงานวิจัยปรับปรุงพันธุ์ข้าวแล้ว ยังเป็นผู้รับผิดชอบดูแลการปลูกข้าวบริเวณพระเมรุมาศ เมื่อครั้งที่สร้างพระเมรุมาศ เพื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อปี 2560 ด้วย

ส่วนรายนี้พลิกโผ อธิบดีกรมหม่อนไหม ศิริพร บุญชู โยกจากรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กลับมาเป็นอธิบดีกรมหม่อนไหม โดยยังเหลืออายุราชการอีกเพียง 1 ปี เท่านั้น เดิมทีตำแหน่งนี้ ตามโผ ได้แก่ รองอธิบดีกรมหม่อนไหม วสันต์ นุ้ยภิรมณ์ ซึ่งยังเหลืออายุราชการอีกหลายปี

ทั้ง 2 ท่าน ต่างก็เป็นลูกหม้อของหม่อนไหมทั้งคู่ แต่เป็นลูกหม้อจากคนละค่าย วสันต์ นุ้ยภิรมณ์ มาจากสถาบันวิจัยหม่อนไหม กรมวิชาการเกษตร ส่วน ศิริพร บุญชู มาจากกลุ่มหม่อนไหม กรมส่งเสริมการเกษตร แต่ก็เก่งและเชี่ยวชาญเรื่องของหม่อนไหมทั้งคู่

อธิบดีศิริพร จบปริญญาตรีจากคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KU 37) ปริญญาโท วิทยาศาสตร์เกษตร จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ออสเตรเลีย มีผลงานที่ได้รับการยกย่องทางด้านหม่อนไหมมากมาย โดยมีส่วนร่วมในโครงการต่างๆ เช่น ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน ผ้าไหม GI โครงการธนาคารเชื้อพันธุกรรมไหมเฉลิมพระเกียรติฯ และศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาเกี่ยวกับหม่อนไหม เป็นต้น

อธิบดีป้ายแดง ของทั้ง 3 กรมนี้ล้วนแต่เป็นลูกหม้อของหน่วยงานมาแต่ดั้งเดิม ต้องถือว่าก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่ง ด้วยความรู้ ความสามารถ และผลงานที่สั่งสมมาโดยแท้ หนทางข้างหน้าคือบทพิสูจน์ว่า ทั้ง 3 แม่ทัพจะนำพากองทัพภายใต้การกำกับดูแลของตนเองออกปฏิบัติการรบตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ประสบความสำเร็จหรือไม่

เอาใจช่วยขอรับ…..

แว่นขยาย

ทุ่ม7พันล้านสร้างถนนยางพารา n กรมชลหนุนกู้วิกฤติราคา-เล็งใช้ยางดิบทำคลองส่งน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372613

x

ทุ่ม7พันล้านสร้างถนนยางพารา n กรมชลหนุนกู้วิกฤติราคา-เล็งใช้ยางดิบทำคลองส่งน้ำ

วันศุกร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ร่วมสนับสนุนโครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาราคายางให้เกิดเสถียรภาพ โดยได้นำยางมาใช้เป็นส่วนผสมในการทำถนนในพื้นที่ของโครงการชลประทานทั่วประเทศ ล่าสุดได้ดำเนินการที่เขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี ซึ่งเป็นการซ่อมแซมปรับปรุงถนนเส้นคันคลองสายใหญ่ฝั่งขวา เพื่อให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ หมู่11 บ.ทับเสลา ต.ทุ่งโพ อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี และพื้นที่ใกล้เคียงได้ใช้ถนนที่ดีขึ้น ปลอดฝุ่น เนื่องจากสภาพของถนนสายดังกล่าวชำรุดทรุดโทรมไม่ได้รับการซ่อมบำรุงมานานกว่า 10 ปี

สำหรับการดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐของกรมชลประทาน ได้ดำเนินการต่อเนื่องปีนี้เป็นปีที่ 2 ในปีงบประมาณ 2561 ที่ผ่านมา ได้ดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมถนนโดยใช้ยางพาราผสมทั้งหมด 317 แห่ง ใช้ยางพาราประมาณ 3,500 ตัน และในปีงบประมาณ 2562 กรมชลประทานได้รับงบประมาณในการปรับปรุงซ่อมแซมถนนในพื้นที่โครงการชลประทานอีก 7,000 ล้านบาท คาดว่าจะใช้ยางพาราประมาณ 30,000 ตัน

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า ในปัจจุบันมีถนนที่อยู่ในการดูแลของกรมชลประทานทั่วประเทศประมาณ 9,000 กิโลเมตร ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ถ่ายโอนให้กับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นไปแล้วกว่า 10,600 กิโลเมตร สำหรับการปรับปรุงซ่อมแซมถนนนั้นจะมี 2 ประเภท คือ ถนนยางพาราผสมยางมะตอย จะเหมือนถนนลาดยางทั่วไป จะใช้ยางพาราผสมกับยางมะตอยประมาณ 5% ส่วนอีกแบบเป็นถนนยางพาราซอยซีเมนต์ เป็นการนำยางพารามาผสมกับปูนซีเมนต์และดินลูกรังในการทำผิวทาง ซึ่งจะใช้น้ำยางผสมถึงประมาณ 15-18 ตันต่อการทำพื้นผิวถนน 1กิโลเมตร ถนนประเภทนี้จะไร้ฝุ่นแข็งแรงกว่าถนนลูกรังและราคาถูกกว่าถนนลาดยาง

นอกจากนี้ ในอนาคตจะมีการนำน้ำยางดิบมาใช้ผสมในงานโครงสร้างทางชลประทาน ซึ่งจะช่วยให้สิ่งก่อสร้างมีความยืดหยุ่น เกิดรอยร้าวได้ยาก สามารถนำมาต่อยอดทำเป็นน้ำยาผสาน ประสานรอยร้าว เป็นตัวซ่อมแซมโครงสร้างชลประทานได้ หรือจะใช้ผสมในการทำคลองส่งน้ำก็ช่วยให้คลองอุ้มน้ำได้มากขึ้น ลดการสูญเสียของน้ำได้ดีเช่นกัน

กรมปศุสัตว์หารือ16บริษัทนำเข้า-เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ลดนำเข้า10%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372735

กรมปศุสัตว์หารือ16บริษัทนำเข้า-เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ลดนำเข้า10%

กรมปศุสัตว์หารือ16บริษัทนำเข้า-เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ ลดนำเข้า10%

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 21.20 น.

25 ต.ค.61 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่าร่วมหารือกับ 16 บริษัทผู้นำเข้าและเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์-ปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงไก่ไข่รายใหญ่ด้วย เพื่อพิจารณาแผนการผลิตและการตลาดไก่ไข่  ปี 2562 โดยผลการหารือสรุปได้ว่า ทุกบริษัทพร้อมร่วมมือในการปรับลดแผนการนำเข้าและเลี้ยงลงอีก 10% ของปี 2561 ซึ่ง กรมปศุสัตว์จะได้นำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) พิจารณาอนุมัติต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้ปี 2562 มีปริมาณพ่อแม่พันธุ์ (PS) ไม่เกิน 500,000 ตัว ปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ (GP) ไม่เกิน 4,050 ตัว แม่ไก่ไข่ยืนกรงประมาณ 50 ล้านตัว ผลผลิตไข่ประมาณ 42-43 ล้านฟอง/วัน ซึ่งจะใกล้เคียงกับการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกทั้งไข่สดและผลิตภัณฑ์ไข่แปรรูป นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณามาตรการแก้ไขราคาไข่ที่ลดลง เนื่องจากปริมาณไข่ที่ตกค้างจำนวนมากในช่วงเทศกาลกินเจและปิดเทอม โดยกรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือให้ผู้เลี้ยงรายใหญ่เพิ่มปริมาณการส่งออกไข่ตาม แผนปฏิบัติการPS Support ควบคู่กับการปลดแม่ไก่ไข่ยืนกรงอย่างต่อเนื่อง และกรมปศุสัตว์จะประสานความร่วมมือกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ด้านการตลาดภายในประเทศ ตามที่สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ขอความอนุเคราะห์ คาดว่าการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลสถานการณ์ไก่ไข่ในปี 2561 (1 ม.ค. – 22 ต.ค.61) ของกรมปศุสัตว์พบว่า แผนการเลี้ยง PS 550,000 ตัว นำเข้าเลี้ยงแล้ว 454,690 ตัว แผนการเลี้ยง GP 4,500 ตัว นำเข้าเลี้ยงแล้ว 4,474 ตัว ผลการสำรวจแม่ไก่ไข่ยืนกรงจำนวน 58 ล้านตัว ผลผลิตไข่เฉลี่ยประมาณ 46 – 47 ล้านฟอง/วัน ราคาขายไข่คละหน้าฟาร์มเฉลี่ยฟองละ 2.44 บาท โดยตลอดปี 2561 กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการโครงการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ เพื่อแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำและล้นตลาดมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมาตรการระยะสั้น ประกอบด้วย การส่งออกไข่ไปจำหน่ายต่างประเทศ (PS Support) ตั้งแต่เดือน เม.ย. 61 จนถึงปัจจุบันรวมแล้ว 258 ตู้คอนเทนเนอร์ (84 ล้านฟอง) ปลดแม่ไก่ไข่ยืนกรงที่อายุ 72 สัปดาห์ จำนวน 857,486 ตัว เฝ้าระวังราคาไข่ทั่วประเทศ โดยใช้แบบฟอร์มออนไลน์ ส่วนมาตรการระยะยาว ตรวจสอบปริมาณการนำเข้า การเลี้ยง และการปลด PS ไม่ให้เกินอายุ 72 สัปดาห์ ตามมติ Egg Board อย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตามสถานการณ์ราคาไข่คละหน้าฟาร์มได้ปรับลดลงเมื่อต้นเดือน ต.ค.61 จนถึงปัจจุบันอยู่ที่ราคาเฉลี่ยฟองละ 2.30 บาท เนื่องจากปริมาณไข่ที่ตกค้างจำนวนมากในช่วงเทศกาลกินเจและปิดเทอม จึงต้องเร่งปรับแผน การผลิตและการตลาดไก่ไข่ เพื่อให้การเลี้ยงไก่ไข่และการผลิตไข่มีปริมาณที่เหมาะสม

ตัดไฟแต่ต้นลม!’กฤษฏา’สั่งตั้งวอร์รูม55จว.สกัดโรคระบาด’ใบด่างมันสำปะหลัง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372690

ตัดไฟแต่ต้นลม!'กฤษฏา'สั่งตั้งวอร์รูม55จว.สกัดโรคระบาด'ใบด่างมันสำปะหลัง'

ตัดไฟแต่ต้นลม!’กฤษฏา’สั่งตั้งวอร์รูม55จว.สกัดโรคระบาด’ใบด่างมันสำปะหลัง’

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 18.46 น.

“กฤษฎา”ตั้งวอร์รูมทุกพื้นที่55จังหวัด สกัดโรคระบาด”ใบด่างมันสำปะหลัง” พร้อมประกาศเขตควบคุมศัตรูพืช ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคหลังประเทศเพื่อนบ้านระบาดหนัก

25 ต.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมร่วมกับ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมด้วยสมาคมมันสำปะหลัง 4 แห่ง เพื่อกำหนดมาตรการเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งกำลังระบาดอย่างรุนแรงในประเทศเพื่อนบ้าน ว่า สั่งการให้กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร ส่งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครเกษตรสำรวจพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ รวมกว่า 3.1 ล้านไร่ ซึ่งดำเนินการสำรวจไปแล้ว 1.87 ล้านไร่ พบต้นที่มีอาการใบด่างคล้ายโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) จำนวน 22 ต้น ในพื้นที่ 906 ไร่ ซึ่งได้ถอนทำลายต้นที่แสดงอาการใบด่างเรียบร้อยแล้ว และเข้าไปติดตามการระบาดทุก 2 สัปดาห์

ยกเว้นในพื้นที่หมู่ 3 และหมู่ 6 ต.กรอกสมบูรณ์ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งจากการสำรวจพบการระบาดกระจายเป็นบริเวณกว้าง ในพื้นที่ 850 ไร่ จึงจำเป็นต้องออกประกาศกรมวิชาการเกษตร กำหนดเขตควบคุมศัตรูพืช พ.ศ.2561 เพื่อห้ามมิให้บุคคลใดนำพืช ศัตรูพืช หรือพาหะออกไปนอกหรือนำเข้ามาในเขตควบคุมศัตรูพืชพื้นที่ทั้ง 2 หมู่บ้าน ตามประกาศเป็นแหล่งผลิตพันธุ์มันสำปะหลังที่สำคัญแหล่งหนึ่ง ซึ่งสามารถกระจายพันธุ์ไปปลูกต่อในพื้นที่ได้ถึง 50,000 ไร่ ซึ่งหากมีการขนย้ายออกไปปลูกในแหล่งอื่นอาจทำให้โรคแพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง

“ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีได้ประกาศเขตภัยพิบัติแล้ว ต้องทำลายต้นมันสำปะหลังทิ้งทั้งหมดในแปลงที่พบต้นมันมีอาการของโรค โดยเกษตรกรจะได้รับค่าชดเชย 1,148 บาทต่อไร่ รายๆละไม่เกิน 30 ไร่ ทั้งนี้ เป็นมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดและคุมโรคเพื่อไม่ให้เข้าพื้นที่แหล่งปลูกใหญ่ 55 จังหวัด ยืนยันว่ากระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับ 4 สมาคม ร่วมมือกันควบคุมสถานการณ์โรคอย่างเต็มที่ ซึ่งภาคเอกชนก็กังวลสถานการณ์ของโรค เพราะประเทศไทยยังผลิตมันสำปะหลังไม่พอต่อความต้องการของตลาด ผลิตได้ปีละ 30 ล้านตัน แต่การส่งออกต้องมากถึง 40 ล้านตัน

พร้อมกันนี้ให้ทุกจังหวัดตั้งวอร์รูมโรคมันสำปะหลัง เพื่อเป็นศูนย์กลางให้กับเกษตรกร สามารถแจ้งโรคได้ตลอดเวลาซึ่งเจ้าหน้าที่จะเข้าพื้นที่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยใช้วิธีการตัดต้นและฝั่งกลบ เพราะได้เห็นประเทศเพื่อนบ้านเกิดการระบาดค่อนข้างน่ากลัว จึงตัดไฟแต่ต้นลม โดยผมได้ประสาน กอ.รมน.และด่านชายแดน ในจังหวัดพื้นที่เสี่ยงภาคตะวันออก และภาคอีสาน ให้ระมัดระวังตรวจค้นเข้มงวดมากขึ้นการขนสินค้าเกษตรข้ามแดนเข้าประเทศไทยทุกด่าน เพื่อป้องกันการลักลอบขนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังเข้าไทย ที่ต้องกำจัดต้นเหตุของโรคระบาดให้ได้ ร่วมทั้งขอความร่วมมือเกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์มัน ที่ผลิตในประเทศเท่านั้น ซึ่งทางสถาบันมูลนิธิพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย เตรียมท่อนพันธุ์ฟรีไว้แจกเกษตรกร 3.9 ล้านท่อน” นายกฤษฎา กล่าว

ทั้งนี้ ล่าสุด นายกฤษฎา ได้สั่งตั้งศูนย์ปฏิบัติการ (วอร์รูม) เฝ้าระวังการแพร่ของโรคจากประเทศเพื่อนบ้านมายังไทยอย่างเข้มงวด ให้หน่วยงานในพื้นที่ดำเนินการสำรวจพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ โดยแบ่งพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังออกเป็น 3 ระดับ คือ พื้นที่เสี่ยงมาก ได้แก่ พื้นที่ติดชายแดนในภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง รวม 6 จังหวัด และแหล่งจำหน่ายพันธุ์ พื้นที่เสี่ยงปานกลาง ได้แก่ พื้นที่ติดชายแดนในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน รวม 11 จังหวัด และพื้นที่เสี่ยงน้อย ได้แก่ พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั่วไป จำนวน 31 จังหวัด โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือน ต.ค.นี้ ส่วนพื้นที่ทั่วไปให้แล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย.รวมทั้งประสานผู้ว่าราชการจังหวัดให้พร้อมประกาศพื้นที่แพร่ระบาดกรณีที่ต้องทำลายมันสำปะหลัง เป็นเขตภัยพิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2556 เพื่อจะได้สนับสนุนเงินชดเชยให้แก่เกษตรกร ขอความร่วมมือเกษตรกรไม่ให้นำเข้าท่อนพันธุ์จากประเทศเพื่อนบ้านมาปลูกซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรค เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ. 2507

และย้ำว่า ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังในประเทศไทยมีเพียงพอ กรมส่งเสริมการเกษตรจะชี้แหล่งท่อนพันธุ์สะอาดปราศจากโรคให้เกษตรกรไปซื้อได้ ปัจจุบันราคาท่อนละ 50 สตางค์ และได้เตรียมท่อนพันธุ์จากศูนย์วิจัยของกรมไว้ส่วนหนึ่งเพื่อสนับสนุน โดยระยะเวลาปลูกมันสำปะหลังจนถึงเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 9 เดือน

ด้าน น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า อาการผิดปกติของต้นมันสำปะหลังที่พบขณะนี้เป็นโรคที่คล้ายโรคใบด่าง ซึ่งการตรวจในห้องปฏิบัติการสามารถทราบผลได้ภายใน 1 วัน หากยืนยันโรคว่า เป็นโรคใบด่าง เจ้าหน้าที่จะเข้าทำลายต้นทิ้งทันทียกแปลง จากนั้นจะต้องตรวจสอบดินอีก 2 ครั้ง ใน 1 เดือน หากไม่พบเชื้อและพาหะแล้ว สามารถปลูกใหม่ได้ ทั้งนี้ขอความร่วมมือเกษตรกร หากพบอาการผิดปกติของต้นมันสำปะหลัง ใบด่าง เสียรูปทรง ให้แจ้งเกษตรตำบล เกษตรอำเภอ และเกษตรจังหวัดในพื้นที่ทันที เพื่อให้การควบคุมการระบาดทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พร้อมกันนี้ ทางสมาคมมันสำปะหลังทั้ง 4 แห่ง จะช่วยรับซื้อหัวมันจากแปลงที่ถูกทำลายต้น แต่หัวมันยังไม่เสียหายเป็นกรณีพิเศษ โดยโรงงานจะรับซื้อหัวมันที่มีเชื้อแป้งอย่างน้อย 25% กิโลกรัมละ 2.98 บาท แต่หากเชื้อแป้งต่ำกว่านี้ซึ่งปกติโรงงานจะไม่รับซื้อ แต่ในระยะนี้จะรับซื้อจากเกษตรกรเป็นกรณีพิเศษในราคาที่เหมาะสม แต่หากเชื้อแป้งเกินกว่า 25% จะเพิ่มราคาให้อีก ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เป็นแรงจูงใจไม่ให้เกษตรกรปิดบัง หากพบอาการน่าสังสัยของมันสำปะหลัง เนื่องจากเกรงจะถูกทำลาย เพราะหัวมันยังขายได้และกรณีต้องทำลายทั้งแปลงจะมีค่าชดเชยจากรัฐให้เกษตรกร