เสี่ยงโดนยึดก็ยอม!สปก.ปูด’คนดัง-ไฮโซ-ดารา’แห่ซื้อที่’วังน้ำเขียว’หวังปั่นราคา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372671

เสี่ยงโดนยึดก็ยอม!สปก.ปูด'คนดัง-ไฮโซ-ดารา'แห่ซื้อที่'วังน้ำเขียว'หวังปั่นราคา

เสี่ยงโดนยึดก็ยอม!สปก.ปูด’คนดัง-ไฮโซ-ดารา’แห่ซื้อที่’วังน้ำเขียว’หวังปั่นราคา

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 17.43 น.

ยังไร้วี่แวว! ไม่มีใครมาแสดงตัวเป็นผู้ถือครองพื้นที่ส.ป.ก.วังน้ำเขียว400ไร่โดยมิชอบ “ไร่ฟ้าประทาน-ไร่ฟลอร่าพาร์ค”ปิดทำการ ไม่มีคนเข้าชมสวนไม้ดอก จ่อถกมาตรการเยียวยาแรงงานพนักงาน2แห่งกว่า100คนได้รับผลกระทบ ระบุ”คนดัง-ไฮโซ-ดารา-“แห่ซื้อที่ดินส.ป.ก.”วังน้ำเขียว-ปากช่อง-เขาแผงม้า” บ้านหรูเกิดเป็นดอกเห็ดหลังละไม่ต่ำกว่า10-20ล้าน หวังปั่นราคาที่ดิน เสี่ยงโดนยึดภายหลังก็ยอม

25 ต.ค.นายสุรชัย ยุทธชนะ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า หลังจากติดประกาศหนังสือเรียกตรวจสอบข้อเท็จจริงของผู้ถือครองที่ดิน ส.ป.ก.จำนวน 2 แปลง ไว้หน้าที่ทำการบริษัท ฟลอร่า พาร์ค และไร่ฟ้าประทาน ถือครองพื้นที่ ส.ป.ก.4-01 โดยไม่ได้รับอนุญาตเกือบ 400 ไร่ ใน ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค.จนถึงขณะนี้ยังไม่การติดต่อจากผู้ถือครองทั้ง 2 แปลง ซึ่งการนำหนังสือไปปิดประกาศยังที่ทำการ 2 แห่ง เปรียบเสมือนกับผู้ครอบครองที่ดินได้รับทราบแล้ว จึงไม่ต้องส่งหนังสือมายังที่อยู่อาศัยจริงของผู้ถือครอง ที่เขตบางรัก กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ ได้ให้เจ้าหน้าที่กลุ่มกฎหมาย ส.ป.ก.นครราชสีมา เข้าไปตรวจสอบว่าหนังสือเรียกสอบข้อเท็จจริงที่ติดประกาศยังติดอยู่ที่เดิมโดยไม่มีใครรับไป พร้อมกันให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบการถือครองพื้นที่ ส.ป.ก.ในพื้นที่อื่นตามคำสั่ง นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เอ็กซ์เรย์การถือครองผิดกฎหมายภายใน 30 วัน

“ถ้าผู้ถือครองไม่มาชี้แจงกับ ส.ป.ก.นครราชสีมา ถือว่าไม่ประสงค์โต้แย้งสิทธิภายในระยะเวลาที่กำหนดไม่เกิน 2 สัปดาห์ จะนำพื้นที่มาบริหารจัดการต่อไป ส่วนจะดำเนินการอย่างไรขึ้นกับระดับนโยบาย ทั้งนี้ ในส่วนการเยียวยาลูกจ้างแรงงานในพื้นที่ 2 แปลง คาดมีกว่า 100 คน ที่ถูกเลิกจ้าง จะบูรณาการกระทรวงแรงงาน เยียวยาดูแลอย่างไร ในส่วนแรงงานต่างด้าว ไม่ชัดเจนว่ามีเท่าไหร่ เพราะได้รับเสียงสะท้อนว่าทั้ง 2 แปลง มีการจ้างแรงงานในพื้นที่ และมีเกษตรกรที่ปลูกผักอินทรีย์ มาส่งไร่ฟ้าประทาน นำไปขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตในห้าง ต้องเข้าไปดูแลโดยหาช่องทางให้ส่งขายที่อื่น แต่ผักอินทรีย์มีตลาดต้องการ จึงไม่มีผลกระทบกับเกษตรกรมาก”

นายสุรชัย กล่าวว่า เมื่อถึงขีดที่ ส.ป.ก.กำหนดไว้ทางบริษัทไม่ติดต่อมา จะหารือวางมาตรการบูรณาการกับกระทรวงแรงาน ช่วยเหลือบุคคลถูกเลิกจ้าง เนื่องจากบริษัทหยุดกิจการ จะจัดการแก้ปัญหาบุคคลจากการตกงาน ถือเป็นความเดือดร้อนผู้ยากจน ที่รัฐต้องดูแลทางออกเยียวยาป้องกันการเดือดร้อนซ้ำซาก

“ให้เวลา15 วันนับจากวันที่ปิด เมื่อถึงระยะเวลาจะเสนอระดับนโยบายเพื่อพิจารณาการจัดการพื้นที่ ภายใต้กฎหมายระเบียบ ส.ป.ก.และมาตรการเยียวยา บุคคล ผู้ใช้แรงงานถูกเลิกจ้าง ถ้าระหว่างนี้หากบริษัทมาชี้แจง ต้องดูเหตุผลฟังขึ้นหรือไม่ประการสำคัญ นำหลักฐานสิทธิอะไรมาชี้แจง เหนือกว่า ส.ป.ก.หรือไม่ สำหรับชาวบ้านในพื้นที่ บอกว่าได้รับผลประโยชน์อยู่บ้างจากบริษัท มารับจ้างคนในพื้นที่เป็นแรงงาน และไร่ฟ้าประทาน เป็นช่องทางตลาด ซึ่งมีการทำเกษตรในพื้นที่ถือว่าไม่ผิดวัตถุประสงค์ แต่ผู้ถือครองผิดคุณสมบัติ และการได้มาของพื้นที่ ส่วนแปลงฟอลร่าฯ มีปัญหาทั้งกิจการธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ และคุณสมบัติ โดยขณะนี้กิจการของบริษัทเองเริ่มมีผลกระทบ ได้ปิดไปตั้งแต่ช่วงบ่าย ไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ ประชาชนไม่สามารถเข้าชมแปลงไม้ดอกได้ โดยจะสรุปรายงานข้อเท็จจริงให้ รมว.เกษตรฯ ภายในเวลากำหนด 7 วัน จะครบกำหนดวันที่ 31 ต.ค.นี้” นายสุรชัย กล่าว

ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า พื้นที่ ส.ป.ก.วังน้ำเขียวมีทั้งหมด 2.41 แสนไร่ โดยจัดสรรแล้วมอบเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 จำนวน 1.393 แสนไร่ ให้เกษตรกรเข้าทำกิน 6,412 ราย 7,913 แปลง โดยแปลงฟอลร่าฯ และไร่ฟ้าประทาน อยู่ในพื้นที่ส่วนนี้ น่าจะได้จากซื้อขายเปลี่ยนมือ ซึ่งคนในพื้นที่พร้อมชี้แจงว่าใครถือครองตัวจริง มีภาคประชาชนพร้อมร่วมตรวจสอบ เพราะต้องยอมรับว่าพื้นที่ ส.ป.ก.วังน้ำเขียว – ปากช่อง มีการซื้อขายกันมาก โดยเฉพาะดารา นักแสดง คนดัง ไฮโซ ล้วนอยากมีที่ดินที่นี้ อาจจะหวังปั่นราคาที่ดินด้วย รวมทั้งบริเวณพื้นที่เขาแผงม้า มีทั้งพื้นที่ ส.ป.ก.แต่ไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นเขตอุทยานทับลาน มีการปลูกสร้างบ้านหรู หลังละไม่ต่ำกว่ากว่า 10 – 20 ล้านบาท ขึ้นเป็นดอกเห็ด ต้องยอมรับมีการซื้อขายกัน แต่ก็สงสัยคนซื้อถึงกล้าซื้อทั้งที่ไม่ถูกต้อง แม้จะโดนเรียกคืนภายหลังก็ยังเสี่ยง เพราะเกิดจากความโลภอยากได้ที่ดินในปริมาณมาก หากไปซื้อที่มีโฉนดจะได้ที่ดินไม่มาก โดยยังมีพื้นที่ทับซ้อนระหว่าง ส.ป.ก.กับพื้นที่อุทยาน อีกกว่า 1.1 แสนไร่ ที่ต้องใช้วันแม็พแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด

‘กรมชลฯ’จับมือ’ฝนหลวง’วางแนวทางบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372666

'กรมชลฯ'จับมือ'ฝนหลวง'วางแนวทางบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง

‘กรมชลฯ’จับมือ’ฝนหลวง’วางแนวทางบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 17.27 น.

“อธิบดีชลประทานฯ”จับมือ”อธิบดีกรมฝนหลวงฯ”วางแผนจัดการน้ำฤดูแล้ง ขอให้ประชาชนมั่นใจมีน้ำเพียงพอใช้ตลอดหน้าแล้งนี้ ยังมีน้ำสำรองไว้ถึงเดือนก.ค.ปีหน้ารับมือฝนทิ้งช่วงได้ ขณะที่ฝนหลวงเร่งเติมน้ำเขื่อน120แห่ง สำรองไว้ให้มากที่สุด ชี้ปีนี้เผญิชปรากฏการณ์เอลนีโญ

25 ต.ค.นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมกันแถลงแผนบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้งนี้ เริ่ม 1 พ.ย. – ปลายเดือน เม.ย.ปี 62

โดย นายทองเปลว กล่าวว่า ปริมาณน้ำที่เตรียมไว้เพียงพอสำหรับทุกกิจกรรมในฤดูแล้งนี้ และมีน้ำสำรองไว้จนถึงเดือน ก.ค.62 โดยในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางมีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 60,994 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 80 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด คาดว่าในวันที่ 1 พ.ย.61 จะมีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 39,373 ล้าน ลบ.ม.การจัดสรรน้ำใช้การนั้นแบ่งเป็น 2 ส่วน ใช้ในหน้าแล้ง ตั้งแต่ 1 พ.ย. – 30 เม.ย.ประมาณร้อยละ 59 ปริมาณ 231,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และสำรองไว้ใช้เพื่อเตรียมการเพาะปลูกในต้นฤดูฝนตั้งแต่ 1 พ.ค. – 30 ก.ค.62 ปริมาณ 162,723 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งที่เผื่อไว้ถึง 3 เดือน เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญอาจทำให้เกิดฝนมาช้าหรือฝนทิ้งช่วง

ส่วนสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อยกว่าร้อยละ 50 ของความจุอ่างฯ 7 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ , อ่างเก็บน้ำแม่มอก จ.ลำปาง , อ่างเก็บน้ำทับเสลา จ.อุทัยธานี , อ่างเก็บน้ำกระเสียว จ.สุพรรณบุรี , อ่างเก็บน้ำอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น , อ่างเก็บน้ำห้วยหลวง จ.อุดรธานี และอ่างเก็บน้ำลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ ได้วางแผนบริหารจัดการน้ำ เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศอย่างเพียงพอตลอดฤดูแล้งนี้ ส่วนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง สามารถสนับสนุนได้เฉพาะพืชใช้น้ำน้อยเท่านั้น ยกเว้นอ่างเก็บน้ำแม่มอก จ.สุโขทัย และอ่างเก็บน้ำอุบลรัตน์ จ.ข่อนแกน ที่ไม่สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการเกษตรได้ รวม 4.1 แสนไร่ เนื่องจากมีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อยมาก คงสนับสนุนได้เฉพาะน้ำอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเท่านั้น

สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ใช้น้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล , เขื่อนสิริกิติ์ , เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวมกัน 19,116 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 77 ของความจุอ่างฯ รวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้ 12,420 ล้าน ลบ.ม.เพียงพอที่จะสนับสนุนการใช้น้ำในเขตชลประทาน ตลอดช่วงฤดูแล้งนี้

ในส่วนของภาคตะวันออก ที่มีความต้องการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งจำนวนมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ มีทั้งแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก สวนผลไม้ส่งออก และเขตอุตสาหกรรมหนัก เป็นต้น กรมชลประทาน ได้วางระบบโครงข่ายการเชื่อมโยงแหล่งน้ำภาคตะวันออก เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อการใช้ในแต่ละกิจกรรมตลอดในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งปีนี้สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ในภาคตะวันออกอยู่ในเกณฑ์ดี มีปริมาณน้ำในอ่างฯเฉลี่ยระหว่างร้อยละ 70 – 90 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกันประมาณ 763 ล้าน ลบ.ม.เพียงพอที่จะสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ในเขตโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) จ.ระยอง และ จ.ชลบุรี

นายทองเปลว ยืนยันว่า เกษตรกรในพื้นที่ 2 ล้านไร่ 33 จังหวัด ที่สมัครเข้าร่วมโครงการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาทั้งหมด จะมีน้ำเพียงพอตลอดฤดูกาลเพาะปลูก 4 เดือนแน่นอน ส่วนจังหวัดที่ขอสมัครเข้าร่วมโครงการเพิ่มอีก 7 จังหวัด จะเร่งออกไปสำรวจศักยภาพในการจัดสรรน้ำ ซึ่งหากที่ใดทำได้ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะขอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติขยายจังหวัด จากเดิมกำหนดพื้นที่เป้าหมายไว้ 33 จังหวัด สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอีกประการคือ การควบคุมค่าความเค็มของน้ำภาคกลาง ต้องเฝ้าระวังค่าความเค็มของน้ำที่อำเภอสำแล ปทุมธานีซึ่งต้องใช้น้ำมาผลิตน้ำประปา นอกจากนี้ ต้องเฝ้าระวังที่ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี ซึ่งมีพืชสวนมาก และปากคลองจินดา ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกกล้วยไม้แหล่งใหญ่ของ อ.สามพราน จ.นครปฐม

สำหรับการเตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่อาจจะประสบกับปัญหาภัยแล้งนั้น กรมชลประทานได้เตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ 1,851 เครื่อง กระจายอยู่ตามสำนักงานชลประทานที่ 1 – 17 จำนวน 1,151 เครื่อง สำรองไว้ที่ส่วนกลาง 700 เครื่อง นอกจากนี้ ยังมีรถบรรทุกน้ำอีก 200 คัน กระจายอยู่ตามโครงการชลประทานต่างๆ 150 คัน อีก 50 คัน สำรองไว้ที่ส่วนกลาง ซึ่งสามารถเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้ตลอดเวลา

ส่วนในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ฤดูฝนนั้น กรมชลประทานได้มีการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ โดยได้กำหนดจุดเฝ้าระวังเสี่ยงภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่ จ.เพชรบุรี ลงไป 75 จุด ได้มีการเตรียมพร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ประจำไว้ในพื้นที่แล้ว

ด้าน นายสุรสีห์ กล่าวว่า จะเร่งปฏิบัติการเติมน้ำเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลาง 120 เขื่อน ที่ยังมีน้ำต่ำกว่าร้อยละ 30 และร้อยละ 60 จำนวน 120 เขื่อน ในช่วงเวลาที่เหลือจะทำฝนหลวงถึง 15 พ.ย.คาดว่าจะเติมน้ำให้ได้อีก 30 ล้าน ลบ.ม.โดยรวมจากช่วงก่อนหน้านี้ได้เร่งปฏิบัติตั้งแต่ 20 ก.ย.เพื่อเติมน้ำเขื่อนน้ำน้อย ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 200 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ ปัจจุบันยังมีเกษตรกรขอรับบริการฝนหลวงเพื่อใช้ทำการเกษตรอยู่ จำนวน 8.30 ล้านไร่ เนื่องจากบริเวณพื้นที่ดังกล่าวในบางภูมิภาค ประสบกับปัญหาฝนทิ้งช่วง เป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตอับฝน มีฝนตกน้อย จึงทำให้มีน้ำไม่เพียงพอสำหรับพืชบางชนิด อาทิ ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ที่มีความต้องการน้ำเพื่อการเจริญเติบโตให้ทันฤดูกาลเก็บเกี่ยวปลายปีนี้ ซึ่งจากการปฏิบัติการฝนหลวงเมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรบริเวณ จ.เชียงใหม่ , สระบุรี , ลพบุรี , นครสวรรค์ , อุทัยธานี , สุพรรณบุรี , ชัยนาท และ จ.สิงห์บุรี ประมาณ 170 ล้านลูกบาศก์เมตร

อย่างไรก็ตาม แม้กรมอุตุนิยมวิทยาจะประกาศเข้าสู่ฤดูหนาว ในวันที่ 27 ต.ค.นี้ ซึ่งจะทำให้มีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศต่ำ ไม่เอื้ออำนวยต่อการทำฝน แต่ฝนหลวงจะยังคงเฝ้าติดตามสภาพอากาศ ช่วงชิงจังหวะที่สามารถปฏิบัติการให้เกิดฝนได้ ทำต่อเนื่องไปจนถึงกลางเดือน พ.ย.คาดว่าจะสามารถทำให้มีฝนตกลงมาเพิ่มปริมาณน้ำได้อีก 30 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ทั้งนี้ แม้จะปิดหน่วยฝนหลวงทั้งหมดเพื่อนำอากาศยานเข้าซ่อมบำรุง ก่อนจะเปิดตามแผนปฏิบัติการประจำปีในเดือน มี.ค.62 กรมฝนหลวงฯ จะตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็ว 2 ชุดที่ จ.นครสวรรค์ เตรียมพร้อมขึ้นบินปฏิบัติการในพื้นที่ที่สภาพอากาศเอื้ออำนวยได้ทั่วประเทศ เนื่องจากในหน้าแล้งนั้น ในเดือนหนึ่งจะมีวันที่มีความชื้นสัมพัทธ์ในบรรยากาศเกินกว่าร้อยละ 60 ซึ่งสามารถทำฝนให้ตกลงมาได้ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่เกษตรโดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน

จากการปฏิบัติการฝนหลวง ประจำปีงบประมาณ 2561 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาภัยแล้งทั่วทุกภูมิภาค ในบริเวณพื้นที่การเกษตรที่ขาดแคลนน้ำทำการเกษตร การอุปโภค-บริโภค ตามการร้องขอฝน การวิเคราะห์สภาพอากาศและสถานการณ์ภัยแล้งเป็นประจำทุกวัน โดยในภาพรวมของการขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. – 23 ต.ค.61 ได้ขึ้นบินปฏิบัติการ จำนวน 223 วัน 4,299 เที่ยวบิน ปริมาณการใช้สารฝนหลวง 3,621.83 ตัน มีฝนตกรวม 58 จังหวัด มีพื้นที่ที่ได้รับการช่วยเหลือทั้งสิ้น จำนวน 137.57 ล้านไร่ จากพื้นที่การขอรับบริการและพื้นที่ภัยแล้งทั้งหมด 181.05 ล้านไร่ อีกภารกิจ คือ การช่วยเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่มีความต้องการทั่วทุกภูมิภาค โดยประสานข้อมูลกับกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศเพื่อรองรับการใช้การในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง

แตกใบอ่อน : ‘ปัญหาหมา-แมวจรจัด’กฎหมายอย่างเดียวคงเอาไม่อยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372432

807934531

แตกใบอ่อน : ‘ปัญหาหมา-แมวจรจัด’กฎหมายอย่างเดียวคงเอาไม่อยู่

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เสียงคัดค้านอื้ออึงกระหึ่มเมือง หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอปรับปรุงแก้ไข โดยเพิ่มบทบัญญัติที่กำหนดให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงต้องนำสัตว์ไปขึ้นทะเบียนในท้องที่ โดยมีค่าใช้จ่ายตัวละ 450 บาท พร้อมกำหนดโทษถ้าเจ้าของไม่ดำเนินการตามกฎหมาย เจ้าพนักงานท้องถิ่นของรัฐ มีอำนาจเปรียบเทียบปรับไม่เกิน 25,000 บาท นำร่องที่ “สุนัข” และ “แมว” ก่อนขยายไปสัตว์เลี้ยงประเภทอื่น

แม้ภาครัฐจะชี้แจงเป้าประสงค์ของกฎหมาย เพื่อป้องกันปัญหาทอดทิ้งสัตว์ในที่สาธารณะ ป้องกันการทารุณกรรม และส่งเสริมให้จัดสวัสดิภาพสัตว์ โดยเพิ่มความรับผิดชอบของเจ้าของสัตว์ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น แต่กระแสไม่เห็นด้วยก็ยังหนาหู

คนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับหลักการ เจตนารมณ์กฎหมาย เพียงแต่ติดใจเรื่องค่าใช้จ่ายขึ้นทะเบียนแพงไปหรือไม่ เป็นการผลักภาระให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนเลี้ยงด้วยใจเมตตา ได้ยินก็สะดุ้งเป็นแถว เพราะต่างคนต่างก็มีอยู่ในความดูแลมากกว่า 1 และเกิน 10 ตัวกันทั้งนั้น

จากผลสำรวจของนิด้าโพลล่าสุดในประเด็นนี้ เกินครึ่งบอกว่า แพงไป แก้ไม่ถูกจุด สร้างภาระให้คนรักสัตว์ด้วยใจ พร้อมมีข้อเสนอแนะว่า ควรเปิดขึ้นทะเบียนฟรี หรือคิดไม่เกินตัวละ 100 บาทก็พอ พร้อมๆ กับรัฐบาล โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องเดินหน้าการฉีดวัคซีน ทำหมันฟรีทั้งประเทศ ซึ่งต้องยอมรับว่าในทางปฏิบัติปัจจุบัน การดำเนินการยังไม่ได้ผลเต็มที่เท่าที่ควร

ถึงแม้ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนจากภาครัฐว่าจะเอาอย่างไรกับร่างพ.ร.บ.ป้องกันทารุณสัตว์ฯ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนคณะกรรมการกฤษฎีกา กับกระทรวงเกษตรฯพิจารณาทบทวน ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีสั่ง บนหลักการที่ว่า ต้องไม่เพิ่มภาระให้ประชาชน ระหว่างช่วงเวลาที่มีข้อถกเถียงกันกว้างขวาง รัฐบาลควรฉวยจังหวะตีเหล็กตอนร้อน ยกเรื่อง “หมา-แมว” จรจัด เป็นวาระแห่งชาติ อะไรทำได้ก่อนก็เดินหน้าไป อย่ารอเพียงตัวบทกฎหมายฉบับนี้ จะดีหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องฉีดวัคซีน ทำหมันฟรีทั่วประเทศให้ครบถ้วนจริงๆ จะตั้งหน่วยงานกลางเฉพาะกิจ มารับผิดชอบลุยไปเลย ไม่อยากให้พูดๆ กันไป แล้วก็หายไปกับสายลม

อีกประเด็นที่อยากเสนอแนะให้รัฐบาลเข้าไปดูแลบ้าง ตั้งแต่ตอนนี้คือ “กลุ่มคนเลี้ยงเพราะเมตตาธรรม” อย่างบ้านป้าๆ ลุงๆ พี่ๆ หลวงพ่อทั้งหลาย ส่วนหนึ่งสงสารเก็บมาเลี้ยง ดูแล รักษาอาการป่วย บ้างมีคนนำมาทิ้งภาระให้ แต่ละบ้านแต่ละคน มีหมาแมวจรคนละหลายร้อยตัว รัฐจะช่วยแบ่งเบาภาระพวกเขาในเบื้องต้นตอนนี้ได้อย่างไร

เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเข้าไปจัดการ ยกระดับตั้งเป็น “ศูนย์ดูแลสัตว์จรจัด” ส่งเจ้าหน้าที่ไปวางระบบ จัดสวัสดิภาพสัตว์ที่มีอยู่ จัดงบอาหาร ฉีดวัคซีน ทำหมัน แล้วให้ลุงๆ ป้าๆ หลวงพ่อ ดูแลต่อไปภายใต้การประคับประคองของรัฐ ก่อนขยายผลไปช่วยกลุ่มคนเลี้ยงหมาแมวจรแบบคอยให้ข้าวให้น้ำในชุมชนทำนองเดียวกัน แล้วใช้ความคุ้นเคย ความรักความเมตตาของคนกลุ่มนี้ ช่วยจับทำวัคซีน ทำหมัน ก็จะคุมประชากรสัตว์จรจัดในพื้นที่แต่ละโซนได้อยู่หมัด ต่อไปพี่ป้าน้าอา หลวงพ่อก็จะกลายเป็นเครื่องไม้เครื่องมือช่วยรัฐแก้ปัญหาสัตว์จรจัดได้อย่างดี

ไม่ปฏิเสธว่า “ปัญหาหมาแมวจรจัด” ต้องใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ แต่หากขาด “ความเข้าใจ” เข้าถึงปัญหาด้วยใจ กระแสอาจตีกลับ “อาชญากรรม” อาจแก้ไขได้ด้วยการลงทัณฑ์ แต่หมาแมวจรจัด อาจต้องใช้ “เมตตาธรรม” เข้ามาจัดการด้วย ถึงจะแก้ปัญหาได้ถูกจุด

นาข้าว‘พิชัย’5หมื่นไร่รอดตาย ‘ฝนหลวง’ปฏิบัติการช่วยสำเร็จ ย้ำเดินหน้าเติมน้ำต้นทุนต่อเนื่อง ขยายตารางบินถึงกลางเดือนพ.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372435

x

นาข้าว‘พิชัย’5หมื่นไร่รอดตาย ‘ฝนหลวง’ปฏิบัติการช่วยสำเร็จ ย้ำเดินหน้าเติมน้ำต้นทุนต่อเนื่อง ขยายตารางบินถึงกลางเดือนพ.ย.

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่ปลูกข้าว อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ และพื้นที่การเกษตรที่ต้องการน้ำประสบความสำเร็จต่อเนื่อง โดยระมัดระวังและหลีกเลี่ยงพื้นที่การเกษตรที่กำลังเก็บเกี่ยว และยังคงเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำและเขื่อนที่มีความต้องการ เพื่อรองรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตรให้มากที่สุด

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์พื้นที่การเกษตรในหลายภูมิภาคของประเทศ พบว่า ยังคงมีพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับพืชที่กำลังอยู่ในระยะเติบโตหลายพื้นที่ โดยเฉพาะทางภาคเหนือบริเวณตำบลนาอินและนายาง อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ มีเกษตรกรขอรับบริการฝนหลวง เข้ามาผ่านทางเกษตรอำเภอ เจ้าหน้าที่จึงได้ลงพื้นที่สำรวจพบว่าบริเวณดังกล่าวกำลังปลูกข้าวจำนวนกว่า 50,000 ไร่ เป็นบริเวณพื้นที่ดอนอับฝน มีฝนตกน้อย และอยู่นอกเขตชลประทาน จึงทำให้มีน้ำไม่เพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของข้าวในระยะตั้งท้องที่คาดว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม จึงเร่งปฏิบัติการช่วยเหลือทันทีเมื่อสภาพอากาศเอื้ออำนวย เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม โดยทำให้มีฝนตกในพื้นที่ปลูกข้าว วัดปริมาณน้ำฝนได้ 33 มิลลิเมตร ซึ่งสามารถช่วยหล่อเลี้ยงต้นข้าวให้เจริญเติบโตได้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง

“นอกจากนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร สามารถช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ร้องขอฝนบริเวณจังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม หนองบัวลำภู ชัยภูมิ เลย นครราชสีมา บุรีรัมย์ สระบุรี ลพบุรี นครสวรรค์ อุทัยธานี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี และสระแก้ว โดยในภาพรวมของการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 21 ตุลาคม 2561 มีพื้นที่ที่ได้รับการช่วยเหลือ จำนวนทั้งสิ้น 137.57 ล้านไร่”

อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ปรับแผนการปฏิบัติการฝนหลวง โดยขยายเวลาปฏิบัติการฝนหลวงจากแผนเดิมที่ดำเนินการปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศในวันที่ 31 ตุลาคม 2561 ให้ขยายเวลาไปจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ และอาจขยายการปฏิบัติการต่อเนื่องไปจนกว่าสภาพอากาศจะไม่เหมาะสม โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะติดตามสถานการณ์สภาพอากาศจากสถานีเรดาร์ตลอด 24 ชม. ถ้าพบว่าสภาพอากาศเหมาะสมก็จะขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงทันที ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งให้ระดมกำลังไปปฏิบัติการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบนี้แล้ว

ทั้งนี้สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่มีความต้องการนั้น จะช่วยเหลืออ่างเก็บน้ำที่ยังมีปริมาณน้ำเก็บกักน้อย เช่น อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำลาด อ่างเก็บน้ำคลองโพธิ์ จังหวัดนครสวรรค์ อ่างเก็บน้ำลำมูลบน จังหวัดนครราชสีมา อ่างเก็บน้ำห้วยยาง จังหวัดสระแก้ว เป็นต้น รวมถึงอ่างเก็บน้ำและเขื่อนอื่นๆ ก็จะเร่งปฏิบัติการเพื่อให้มีปริมาณน้ำเก็บกักรองรับฤดูแล้งให้มากที่สุดเช่นกัน

ส่วนผลการขึ้นบินปฏิบัติการเพื่อเพิ่มปริมาณตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน – 20 ตุลาคม 2561 มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ จำนวน 121.612 ล้าน ลบ.ม. จากแผนคาดการณ์ 155 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่เกษตรกรและประชาชนสามารถแจ้งขอรับบริการฝนหลวงได้ที่ ตัวแทนอาสาสมัครฝนหลวงในแต่ละพื้นที่หรือแจ้งกับเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย/ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงทั้ง 5 ภูมิภาค และสามารถติดตามข่าวสารได้ทาง www.royalrain.go.th

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์พรหมพิราม’นำร่องปลูกข้าวโพดหลังนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372436

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์พรหมพิราม’นำร่องปลูกข้าวโพดหลังนา

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์พรหมพิราม’นำร่องปลูกข้าวโพดหลังนา

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูการทำนา เป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ริเริ่มปฏิรูปการบริหารจัดการภาคการเกษตรของไทย ด้วยการวางแผนการผลิตทางการเกษตรของประเทศเพื่อสนองนโยบายการตลาดนำการผลิตของรัฐบาล โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไป

สำหรับการขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว จะมีการบูรณาการร่วมกันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5 หน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. โดยใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การรวบรวมผลผลิตและประสานภาคเอกชนกำหนดราคารับซื้อล่วงหน้าและเปิดจุดรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรถึงในพื้นที่

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า การดำเนินโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูการทำนา เป็นนโยบายสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งหวังที่จะสร้างสมดุลของปริมาณผลผลิตข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยลดพื้นที่การปลูกข้าวนาปรัง แล้วหันมาปลูกพืชทดแทนที่มีศักยภาพและสามารถบริหารจัดการด้านการตลาดได้ ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังมีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดในประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ยังมีความต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เชิญบริษัทเอกชน 13 ราย ซึ่งเป็นตัวแทนสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์มาหารือถึงเรื่องคุณภาพและราคาข้าวโพดที่จะรับซื้อจากเกษตรกร รวมถึงกำหนดจุดรับซื้อในพื้นที่ทั้ง 33 จังหวัด โดยจะมีการแบ่งจุดรับซื้อที่แน่นอนว่าบริษัทใดจะเข้าไปรับซื้อในพื้นที่ใด ซึ่งจะต้องมีความชัดเจนภายในวันที่ 25 ตุลาคมนี้ และการเปิดจุดรับซื้อต้องเข้าถึงพื้นที่เป้าหมาย เพื่อให้เกษตรกรมีความสะดวกในการรวบรวมข้าวโพดมาขายได้ในทันทีที่มีการเก็บเกี่ยว นอกจากนี้ยังได้ประสานไปยังสมาคมผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ เพื่อหารือถึงเงื่อนไขในการขายเมล็ดพันธุ์ให้สหกรณ์เพื่อนำไปกระจายสู่เกษตรกร ทางบริษัทจะต้องส่งนักวิชาการเข้ามาช่วยดูแลและถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกข้าวโพดให้กับเกษตรกร ตั้งแต่แรกเริ่มไปจนถึงการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ

หลังจากทั้ง 5 หน่วยงาน ร่วมกันระดมปูพรมสำรวจ พบว่า มีพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกข้าวโพดหลังนา จำนวน 2.8 ล้านไร่ โดยขณะนี้มีพื้นที่สนใจเข้าร่วมโครงการประมาณ 850,000 ไร่ เกษตรกรรวมทั้งหมด 97,000 ราย ส่วนหนึ่งในนี้เป็นสหกรณ์ 265 แห่ง จำนวน 37,000 ราย พื้นที่ 320,000 ไร่ และคาดว่าจะมีเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในเรื่องของเงินทุน โดยให้กู้รายละไม่เกิน 30,000 บาท หรือไร่ละ 2,000 บาท คนละไม่เกิน 15 ไร่ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 ต่อปี ถ้ากู้ 6 เดือน ดอกเบี้ยจะอยู่ประมาณ 1.50 บาท พร้อมทั้งสนับสนุนเบี้ยประกันภัย 65 บาทต่อไร่ เมื่อได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ น้ำท่วม หรือถูกแมลงศัตรูพืชทำลาย จะได้รับเงินชดเชย ไร่ละ 1,500 บาท ซึ่งจะเริ่มฤดูกาลเพาะปลูกในเดือนพฤศจิกายนนี้ และคาดว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2562

ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีการดำเนินการนำร่องโครงการดังกล่าวไปบ้างแล้ว โดยนำร่องที่สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด ตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่ง น.ส.ปิยาพัชร สุจรรยา ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด เล่าว่า พื้นที่เพาะปลูกในอำเภอพรหมพิรามมีกว่า 16,000 ไร่ ทั้งในเขตและนอกเขตชลประทาน ปัจจุบันสหกรณ์มีการนำร่องโครงการฯไปแล้วทั้งหมด 1,131 ไร่ ซึ่งทางสหกรณ์จะคัดเลือกเฉพาะสมาชิกที่มีความพร้อมด้านพื้นที่เพาะปลูกเพื่อไม่ให้สมาชิกได้รับผลกระทบจากการเข้าร่วมโครงการ โดยสหกรณ์ฯ ได้ทำ MOU การตลาดกับ 2 บริษัท คือ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ และบริษัท เบทาโกร สหกรณ์ซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ และผลผลิตที่ได้จะนำไปขายให้กับ บริษัท เบทาโกร ในราคาตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ โดยจะรวบรวมผลผลิตในพื้นที่นำร่องได้ประมาณเดือน มกราคม 2562 และคาดว่าจะได้ผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 1.4 ตัน

เตือนไร่มันสำปะหลังเร่งสำรวจ สแกนหาโรคใบด่างฯช่วงปลายฝนก่อนระบาดหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372433

x

เตือนไร่มันสำปะหลังเร่งสำรวจ สแกนหาโรคใบด่างฯช่วงปลายฝนก่อนระบาดหนัก

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โรคใบด่างมันสำปะหลัง ซึ่งมีพื้นที่ระบาดอยู่ใกล้ชายแดนไทย ได้แก่ เวียดนาม และกัมพูชา มีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus ลักษณะอาการที่สังเกตได้คือ ต้นมันสำปะหลังจะแสดงอาการใบด่างเหลืองใบเสียรูปทรง และมีขนาดเล็กลง ยอดที่แตกใหม่ จะด่างเหลือง ลำต้นแคระแกรน ซึ่งขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับ กรมวิชาการเกษตร เร่งสำรวจต้นที่แสดงอาการคล้ายโรคดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้เข้ามาระบาดในประเทศไทย ทั้งนี้ ขอแนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลง มันสำปะหลังอย่างละเอียด โดยเฉพาะที่มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังบริเวณใกล้ชายแดนกัมพูชา หากพบมันสำปะหลังแสดงอาการใกล้เคียงโรคใบด่างให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร เจ้าหน้าที่เกษตรตำบล หรือสำนักงานเกษตรอำเภอ ใกล้บ้าน เพื่อเข้าไปสังเกตต้นมันสำปะหลังดังกล่าวทันที และเก็บตัวอย่างต้องสงสัยส่งให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบ หากมีความเสี่ยงจะเร่งทำลายด้วยการฝังกลบใต้ดินลึกประมาณ 3 เมตร เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสไปยังมันสำปะหลังต้นอื่น นอกจากนี้ กรณีพบแมลงหวี่ขาวยาสูบอยู่ในบริเวณดังกล่าว เมื่อแจ้งเจ้าหน้าที่เข้ามาฝังกลบต้น ที่แสดงอาการแล้ว ให้ฉีดพ่นสารเคมีกำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบเพื่อตัดวงจรพาหะนำโรค และสำรวจเพิ่มเติมในบริเวณ ที่ห่างจากจุดพบอาการต้องสงสัยออกไปในรัศมี 5 กิโลเมตร

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า แมลงหวี่ขาวยาสูบ เป็นพาหะของโรคใบด่างมันสำปะหลัง มีลำหัวสีเหลืองอ่อน ปีกสีขาว ขนาดตัวเล็ก 1 มิลลิเมตร สามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้ดีในช่วงปลายฝนต้นหนาว (ช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน) กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอเตือนให้เกษตรกรหมั่นสำรวจต้นมันสำปะหลังและแมลงหวี่ขาวยาสูบโดยเฉพาะในช่วงนี้ โดยแนะนำให้ทำความสะอาดแปลงปลูกมันสำปะหลังไม่ให้มีวัชพืชหรือพืชอาศัยที่อาจเป็นแหล่งหลบซ่อนของแมลงหวี่ขาวยาสูบ เช่น มันฝรั่ง กะเพรา โหระพา พริก และหลีกเลี่ยงการปลูกพืชอาศัยของไวรัส สาเหตุโรคใบด่างมันสำปะหลัง เช่น ละหุ่ง สบู่ดำ ยาสูบ ในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังด้วย

นอกจากนี้ การฝังกลบต้นมันสำปะหลังที่แสดงอาการคล้ายโรคใบด่าง เป็นวิธีหยุดการแพร่กระจายของโรคที่มีประสิทธิภาพดีกว่าการเผาทำลาย เนื่องจากการเผาอาจหลงเหลือชิ้นส่วนของต้นมันสำปะหลังที่ยังสดอยู่ทำให้แมลงหวี่ขาวยาสูบอาจเข้าดูดน้ำเลี้ยงจากส่วนนี้แล้วแพร่กระจายเชื้อไวรัสต่อไป ประกอบกับหากมีความชื้นเหมาะสม ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่เผาทำลายไม่หมดอาจแตกเป็นต้นอ่อนที่แสดงอาการผิดปกติ ซึ่งเป็นแหล่งกระจายโรคต่อไปได้

‘อธิบดีประมง’โร่แจง! ปัดสหรัฐฯห้ามนำเข้า’น้ำปลาไทย’ทั้งหมด-ไม่พบสารก่อมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372481

'อธิบดีประมง'โร่แจง! ปัดสหรัฐฯห้ามนำเข้า'น้ำปลาไทย'ทั้งหมด-ไม่พบสารก่อมะเร็ง

‘อธิบดีประมง’โร่แจง! ปัดสหรัฐฯห้ามนำเข้า’น้ำปลาไทย’ทั้งหมด-ไม่พบสารก่อมะเร็ง

วันพุธ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 21.34 น.

“อธิบดีประมง”โร่แจงสหรัฐอเมริกาไม่ได้ห้ามนำเข้า”น้ำปลาไทย”ทั้งหมด และไม่ได้สุ่มตรวจพบสารก่อมะเร็ง

24 ต.ค.61 นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง ชี้แจงกรณีมีข่าว น้ำปลาจากประเทศไทยมีปัญหาในการนำเข้าสหรัฐอเมริกา ว่า กรมประมงในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบกำกับดูแลการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานสินค้าประมงก่อนส่งออกไปต่างประเทศ ได้เร่งประสานข้อเท็จจริง ซึ่งพบว่าสาเหตุที่ทางองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐ (USFDA) ได้ขึ้นบัญชี Import Alert เลขที่ 16-120 ประเภท Detention without Physical Exam (DWPE) โรงงานผู้ผลิตน้ำปลาจากประเทศไทยบางแห่งไว้ เนื่องจากมีการตรวจพบว่ากระบวนการควบคุมการผลิต (HACCP) ของโรงงานไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดการควบคุมความปลอดภัย HACCP (21 CFR 123.3) ของ USFDA  ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดสารโบทูลินัม และสารฮีสตามีนในผลิตภัณฑ์ หากตรวจพบในปริมาณที่เกินมาตรฐานกำหนดจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

โดย USFDA ได้เสนอแนวทางแก้ไขกรณีดังกล่าว 2 แนวทาง คือ ให้โรงงานผู้ผลิตน้ำปลาของไทยปรับกระบวนการผลิตให้มีขั้นตอนการผ่านความร้อน หรือนำเสนอข้อมูลในเชิงวิทยาศาสตร์มายืนยันว่า​ กระบวนการผลิตน้ำปลามีการควบคุมที่เทียบเท่ากับข้อกำหนด HACCP ของ USFDA และสามารถป้องกันการเกิดสารพิษดังกล่าวได้ ซึ่งขณะนี้ โรงงานฯ ได้มีการจัดส่งเอกสารชี้แจงตามข้อกำหนดการควบคุมความปลอดภัย HACCP ให้ USFDA แล้วแต่มีการขอข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งนี้ โรงงานฯ อยู่ระหว่างแก้ไขและจัดส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมให้เจ้าหน้าที่ USFDA พิจารณา

ในส่วน​กรมประมงกำลัง​จัดทำและรวบรวมข้อมูลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมกระบวนการหมักน้ำปลาที่สามารถป้องกันการเกิดสารโบทูลินัมและฮีสตามีนในผลิตภัณฑ์เพื่อใช้เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในการนำเสนอแนวทางการป้องกันปัญหากับ USFDA ต่อไป ส่วนกระบวนการให้ความร้อนซึ่งเป็นอีกแนวทางที่ USFDA เสนอนั้นผู้ผลิตส่วนใหญ่ของไทยไม่นิยมนำมาใช้ปฏิบัติเนื่องจากจะทำให้กลิ่นและรสเฉพาะของน้ำปลาเปลี่ยนแปลงประกอบกับกระบวนการผลิตน้ำปลามีการใช้เกลือในปริมาณสูงเพียงพอที่จะยับยั้งการเกิดเชื้อโรคและสารที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค อีกทั้ง กระบวนการผลิตน้ำปลาของไทย ซึ่งไม่ได้ใช้วิธีการต้ม แต่ก็เป็นการผลิตตามมาตฐานการผลิตน้ำปลา​(Standard for Fish Sauce; Codex Stan 302-2011) ของ CODEX ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก

ดังนั้น การออกประกาศเตือน Import Alert น้ำปลาไทยในครั้งนี้จึงไม่ได้มีเหตุเชื่อมโยงที่จะนำไปสู่การห้ามนำเข้า (Import Ban) น้ำปลาจากประเทศไทยทั้งหมดอย่างที่เป็นข่าว แต่เป็นการห้ามนำเข้าเฉพาะโรงงานที่อยู่ใน Import Alert เท่านั้น และไม่ได้มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการสุ่มตรวจสารก่อมะเร็งแต่อย่างใด เพราะ USFDA ไม่ได้มีข้อกำหนดให้ตรวจสารก่อมะเร็งในผลิตภัณฑ์น้ำปลาเนื่องจากไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในการผลิตน้ำปลา ประกอบกับประกาศ Import Alert เลขที่ 16-120 ไม่มีการกล่าวถึง​ การสุ่มตรวจสารก่อมะเร็งในน้ำปลาด้วย

ทั้งนี้​ สหรัฐอเมริกามีระบบการควบคุมการนำเข้าสินค้าอย่างเข้มงวด โดยมี USFDA เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแล มีการใช้ระบบการป้องกันอันตรายจากสินค้าที่นำเข้าที่ USFDA เชื่อว่าไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบของสหรัฐอเมริกา (Import Alert) การประกาศ Import Alert เป็นวิธีการของ USFDA ในการแจ้งเจ้าหน้าที่ของตนที่ประจำอยู่ที่ด่านตรวจต่างๆ ให้ทราบว่าจะจัดการกับสินค้าดังกล่าวอย่างไร  ซึ่งถือว่าเป็นเหตุการณ์ปกติที่มีการออกประกาศฯ เป็นประจำของ USFDA ที่จะเตือนและให้มีการกักกันสินค้าจากผู้ส่งออก/ผู้ผลิตของประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่มีสารอันตรายปนเปื้อนหรือไม่ได้มาตรฐานตามที่ FDA กำหนด  การออกประกาศเตือน (Import Alert) มิได้มีเหตุเชื่อมโยงที่จะนำไปสู่การประกาศ Import Ban ประเทศผู้ส่งออกแต่อย่างใด โดยเหตุผลหลักที่สินค้าถูกระบุ Import Alert แบ่งเป็น 2 ประเด็น ได้แก่  สินค้าไม่เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยที่ USFDA กำหนด และระบบการควบคุมการผลิตของโรงงานไม่เป็นไปตามข้อกำหนดการควบคุมความปลอดภัยของกฎระเบียบ HACCP (21 CFR 123.3)

ทั้งนี้ การประเมินระบบ HACCP ของ USFDA จะประเมินจากเอกสารคู่มือคุณภาพที่โรงงานส่งให้และมีระบบการสุ่มตรวจโดยการส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจที่โรงงานผู้ผลิตเป็นครั้งคราว หลังจากถูกประกาศขึ้น List แล้ว การจะหลุดจาก List ได้ผู้ผลิต/ผู้ส่งออกต้องมีการพิสูจน์ตนเอง หมายความว่า หากพบว่าระบบการควบคุมการผลิต (HACCP) ไม่ได้มาตรฐานโรงงานต้องจัดทำเอกสารเพื่อพิสูจน์ว่ามีการควบคุมตามข้อกำหนด  ในกรณีสินค้าไม่เป็นไปตามมาตรฐานฯ USFDA จะสุ่มตรวจสินค้าที่เข้ามาใหม่โดยต้องไม่มีปัญหาใดๆ อีกอย่างน้อย 5 Shipments แล้วจึงทำการยื่นเรื่องต่อ USFDA ขอถอดถอนรายชื่อตนจาก List

ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาประกาศรายชื่อประเทศผู้ส่งออกใน Import Alert เลขที่ 16-120 กว่า 40 ประเทศ และมีโรงงานในรายชื่อดังกล่าวกว่า 200 โรงงาน

อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า เน้นย้ำให้ผู้ส่งออกของไทยเคร่งครัดปฏิบัติตามกฎระเบียบของ USFDA เพื่อให้สินค้าของตนเป็นไปตามเกณฑ์ที่สหรัฐฯ กำหนด และสามารถส่งออกไปขายสหรัฐฯ ได้ และขอให้ประชาชนผู้บริโภคอย่าเพิ่งวิตกกังวลต่อกรณีดังกล่าว

‘มิลค์บอร์ด’ไฟเขียวผู้ประกอบการ64รายได้โควตา’นมโรงเรียน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372480

'มิลค์บอร์ด'ไฟเขียวผู้ประกอบการ64รายได้โควตา'นมโรงเรียน'

‘มิลค์บอร์ด’ไฟเขียวผู้ประกอบการ64รายได้โควตา’นมโรงเรียน’

วันพุธ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 21.15 น.

“มิลค์บอร์ด”เห็นชอบโควตาผู้ประกอบการนมเด็ก64ราย ได้รับจัดสรรสิทธิการจำหน่ายนมโรงเรียนภาคเรียนที่2/2561

24 ต.ค.61 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (มิลค์บอร์ด) เป็นประธานการประชุมพิจารณาการจัดสรรสิทธิการจำหน่ายนมโรงเรียนตามที่คณะอนุกรรมการบริหารจัดการนมโรงเรียนเสนอ โดยในภาคเรียนที่ 2/2561 นี้มีผู้ผ่านคุณสมบัติ 64 ราย 71 โรงงาน เป็นรายที่เคยร่วมโครงการในภาคเรียนที่ผ่านมา 59 ราย รายที่เคยเข้าโครงการในปีก่อนๆ แต่ไม่ได้เข้าในภารเรียนที่ 1/2561 จำนวน 4 ราย และมี 1 ราย ซึ่งเป็นรายใหม่ รวมปริมาณน้ำนมที่ผู้ประกอบการยื่นขอเข้าร่วมโครงการ 1,317.60 ตันต่อวัน จึงลดทอนสิทธิให้เหลือตามปริมาณซึ่งคณะอนุกรรมการกำหนดไว้ที่ 1,170 ตันต่อวัน

ทั้งนี้ แนวทางปรับลดเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะอนุกรรมการวิชาการ คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (มิลค์บอร์ด) กำหนดไว้คือ จัดสรรสิทธิไม่เกินร้อยละ 75 ของกำลังการผลิต ให้พิจารณาให้สิทธิแก่สหกรณ์ที่มีน้ำนมดิบของตัวเองก่อน ตามด้วยเอกชนที่มีน้ำนมดิบของตัวเองผู้ที่เคยได้รับสิทธิในภาคเรียนที่ผ่านมามากกว่า 40 ตันต่อวันได้สิทธิเท่าเดิม

สำหรับการจัดสรรพื้นที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของคณะอนุกรรมการบริหารจัดการนมโรงเรียนซึ่งแบ่งเป็น 4 ภาค คือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ โดยผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิน้อยกว่า 50,000 กล่อง/ถุงต่อวัน ซึ่งมีสถานที่ผลิตในจังหวัดใดจะได้จำหน่ายในพื้นที่นั้นหรือพื้นที่ใกล้เคียง หากมีผู้ประกอบการในพื้นที่มากกว่า 1 ราย ให้จัดสรรแก่สหกรณ์ขนาดเล็ก โครงการพระราชดำริ สถาบันการศึกษา หรือผู้ประกอบการเอกชนขนาดเล็กก่อน ผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิจำหน่ายมากกว่า 50,000 กล่อง/ถุงต่อวัน จะได้รับพิจารณาเป็นลำดับถัดไป ส่วนใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีผู้ประกอบการในสถานที่น้อย หากมีสิทธิเหลือ ให้คณะอนุกรรมการพิจารณาจัดสรรแก่ผู้ประกอบการภาคอื่นได้ โดยขณะนี้จัดสรรพื้นที่เรียบร้อยแล้ว

จากนั้นในวันที่ 26 ต.ค.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ฝ่ายเลขานุการของคณะอนุกรรมการฯ นมโรงเรียน จะทำหนังสือแจ้งไปยังผู้ประกอบการทั้ง 64 ราย ให้ทราบถึงสิทธิการจำหน่ายและพื้นที่ที่ได้รับจัดสรร ซึ่งผู้ประกอบการต้องทำสัญญาซื้อขายกับหน่วยงานที่จัดซื้อให้เสร็จก่อนเปิดภาคเรียนที่ 2/2561 วันที่ 1 พ.ย.โดยหน่วยงานที่จัดซื้อนมโรงเรียนรัฐบาลและเทศบาล คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ส่วนโรงเรียนเอกชนดูแลโดยกระทรวงศึกษาธิการ

สปก.ลุยแปะหนังสือ’ฟลอร่าพาร์ค-ฟ้าประทาน’เรียกสอบรุกที่’วังน้ำเขียว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372479

สปก.ลุยแปะหนังสือ'ฟลอร่าพาร์ค-ฟ้าประทาน'เรียกสอบรุกที่'วังน้ำเขียว'

สปก.ลุยแปะหนังสือ’ฟลอร่าพาร์ค-ฟ้าประทาน’เรียกสอบรุกที่’วังน้ำเขียว’

วันพุธ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 21.06 น.

“ส.ป.ก.”รุกแปะหนังสือหน้าไร่ฟลอร่าพาร์ค-ฟ้าประทาน เรียกสอบเจ้าของใช้ประโยชน์ที่ดินส.ป.ก.โดยไม่อนุญาต9ปี ตีราคาชดใช้ค่าเสียโอกาส-รายได้ที่ควรจะเป็นของรัฐ

24 ต.ค.61 นายสุรชัย ยุทธชนะ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือให้กับบริษัท ฟลอร่า พาร์ค ถือครอง ส.ป.ก.4-01 เนื้อที่ 103-0-06 ไร่ และไร่ฟ้าประทาน ถือครอง ส.ป.ก.ยังไม่จัดสรรสิทธิเนื้อที่ 279-2-12 ไร่ ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ที่มีการเข้าใช้ประโยชน์พื้นที่ ส.ป.ก.โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งให้ผู้ถือครองมาชี้แจงข้อเท็จจริงภายใน 15 วัน เพื่อให้เป็นความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยก่อนหน้านี้ได้ประสานไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ปรากฏว่าไม่มีผู้ใดมารับหนังสือของ ส.ป.ก.จึงได้ติดประกาศไว้ที่จุดประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นจุดขายตั๋วเข้าชมสวนไม้ดอกไม้ประดับของฟลอร่า พาร์ค

“ถึงแม้ว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ของ ส.ป.ก.ก็จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนทำให้ครบในวิธีปฏิบัติทางปกครอง เมื่อถึงที่สุดแล้วผู้ถือครองทั้งสองแปลงไม่มีหลักฐานโต้แย้งสิทธิ จะเสนอเลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และ รมว.เกษตรฯ เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งสามารถนำพื้นที่ไปบริหารจัดการตามระเบียบ ส.ป.ก.ได้ต่อไป อย่างไรก็ตาม หากผู้ถือครองสละสิทธิคืนพื้นที่ จะไม่ดำเนินคดีทางกฎหมาย แต่ถ้าสู้หรือมีข้อโต้แย้งในเอกสารสิทธิอื่น ต้องเข้าสู่ระบบศาลยุติธรรม

ส่วนในเรื่องค่าเสียหายของรัฐ จะมีคณะกรรมการประเมินกันอีกต่อไป รวมทั้งในการปรับสภาพพื้นที่ เพราะในช่วง 9 ปี ที่ผู้ถือครองหารายได้จากพื้นที่ ส.ป.ก.จะมีคณะกรรมการประมวลผลค่าเสียโอกาสในการดำเนินการปฏิรูปที่ดิน ตีราคาความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้น ที่ควรจะเป็นรายได้ของรัฐจากผู้ถือต้องชดใช้ให้กับรัฐ” นายสุรชัย กล่าว

ทั้งนี้ ภายใน15 วัน ถ้าไม่ชี้แจงก็จะจบขบวนการในเรื่องข้อเท็จจริง และมาดูในเรื่องการใช้ที่ดินที่ได้คืนกลับมา ซึ่งขึ้นกับระดับนโยบายว่าบริหารจัดการในรูปแบบใด สำหรับการเอ็กซเรย์รีสอร์ท บ้านพักตากอากาศ โฮมสเตย์ บุกรุกที่ ส.ป.ก.ในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว เขาใหญ่ และพื้นที่ ส.ป.ก.อื่นๆ ใน จ.นครราชสีมา จะดำเนินการตรวจสอบให้เสร็จภายใน 30 วัน ตามข้อสั่งการของ รมว.เกษตรฯ ให้สำรวจการถือครองผิดคุณสมบัติอย่างเร่งด่วน ซึ่งที่ผ่านมา ส.ป.ก.อยู่ระหว่างการฟ้องยึดคืนพื้นที่รีสอร์ทใน อ.วังน้ำเขียว และ อ.ปากช่อง จำนวน 24 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในชั้นฎีกา

15วันไม่โผล่ยึดทันที!สปก.ขีดเส้นตายนายทุนโต้แย้งสิทธิ์ที่ดินวังน้ำเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372351

15วันไม่โผล่ยึดทันที!สปก.ขีดเส้นตายนายทุนโต้แย้งสิทธิ์ที่ดินวังน้ำเขียว

15วันไม่โผล่ยึดทันที!สปก.ขีดเส้นตายนายทุนโต้แย้งสิทธิ์ที่ดินวังน้ำเขียว

วันพุธ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 15.26 น.

ความคืบหน้ากรณีที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีคำสั่งให้ทางปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ตรวจสอบสิทธิ์การครอบครองพื้นที่ดิน ส.ป.ก.ในเขต อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา หลังจากที่มีผู้ร้องเรียนว่าพื้นที่ทั้ง 2 แห่ง มีนายทุนใหญ่เข้ามาถือครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น

วันนี้ (24 ต.ค. 61) นายสุรชัย ยุทธชนะ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ทาง ส.ป.ก.จังหวัดนครราชสีมา ได้ส่งหนังสือถึงผู้ถือครองที่ดินทั้ง 2 ราย ในเขต อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา 2 แห่ง ได้แก่ พื้นที่ฟลอร่าพาร์ค จำนวน 103 ไร่ และพื้นที่ฟ้าประทานฟาร์ม จำนวน 279 ไร่ ให้นำเอกสารและหลักฐานมาโต้แย้งสิทธิ์ภายใน 15 วัน

“จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดนำเอกสารและหลักฐานมาโต้แย้งสิทธิ์ เนื่องจากพื้นที่ดินทั้ง 2 แห่ง ทาง ส.ป.ก.ตรวจสอบแล้ว พบว่าพื้นที่ดินบริเวณฟลอร่าพาร์ค ผู้ถือครองที่ดินเดิมที่ ส.ป.ก.เคยอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ได้สละที่ดินคืนให้ ส.ป.ก.แล้วตั้งแต่ปี53 แต่ต่อมาทางบริษัทฟลอร่าพาร์ค ก็ได้เข้ามาถือครองต่อ พร้อมกับใช้ทำประโยชน์ด้วยการสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวสวนดอกไม้เมืองหนาวต่อเนื่องทุกปี” นายสุรชัย กล่าว

และว่า ส่วนที่ดินบริเวณฟ้าประทานฟาร์มนั้น ทาง ส.ป.ก.ยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิ์ 4-01 จึงไม่มีใครมีสิทธิ์เข้าไปใช้ประโยชน์ได้เลย ดังนั้น ถ้าผู้ถือครองทั้ง 2 ราย ไม่ยอมนำเอกสารและหลักฐานมาโต้แย้งสิทธิ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด ก็จะถือว่ายินยอมให้ทาง ส.ป.ก.ยึดคืนพื้นที่ได้ทันที

สำหรับภาพรวมของ อ.วังน้ำเขียว มีพื้นที่ ส.ป.ก.ทั้งสิ้น 241,018 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 34 ของพื้นที่ทั้งอำเภอ โดยทาง ส.ป.ก.ได้จัดสรรให้เกษตรกรเข้าไปใช้ประโยชน์ จำนวน 6,412 ราย เป็นพื้นที่ จำนวน 7,913 แปลง คิดเป็นเนื้อที่ จำนวน 139,300 ไร่ บางส่วนเป็นที่ดินทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติทับลานและอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่