12ปีที่รอคอย! กรมประมงเจ๋งเพาะพันธุ์ปลาเสี่ยงสูญพันธุ์‘ปล้องทองปรีดี’สำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372304

12ปีที่รอคอย! กรมประมงเจ๋งเพาะพันธุ์ปลาเสี่ยงสูญพันธุ์‘ปล้องทองปรีดี’สำเร็จ

12ปีที่รอคอย! กรมประมงเจ๋งเพาะพันธุ์ปลาเสี่ยงสูญพันธุ์‘ปล้องทองปรีดี’สำเร็จ

วันพุธ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 13.48 น.

กรมประมงเจ๋งเพาะพันธุ์ปลา “ปล้องทองปรีดี” สำเร็จ หลังพยายามมา 12 ปี ชี้เป็นปลาดอยอาศัยในลำธารภูเขาพื้นที่3 อำเภอของเชียงใหม่ที่เสี่ยงสูญพันธุ์ จ่อขยายพันธุ์เชิงพาณิชย์เป็นปลาสวยงามสร้างรายได้ชุมชน

24 ต.ค.61 นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ล่าสุดนักวิชาการกรมประมงสามารถทำการเพาะพันธุ์ปลาได้สำเร็จอีกหนึ่งชนิด คือ “ปลาปล้องทองปรีดี” ซึ่งถือว่าเป็นปลาหายากอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยเสื่อมโทรมลง อีกทั้งยังถูกรุกรานจับขึ้นมาจำหน่ายเพื่อเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม ทำให้ปลาปล้องทองปรีดีในธรรมชาติลดจำนวนลงเรื่อยๆ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งเพาะขยายพันธุ์ เพื่อทำการฟื้นฟูและอนุรักษ์ให้ปลาชนิดนี้ให้ยังคงอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติ และในอนาคตสามารถต่อยอดการเพาะเลี้ยงเพื่อเป็นปลาสวยงาม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างรายได้ให้กับชุมชนด้วย การวิจัยนี้ได้ใช้ระยะเวลาในการศึกษาทดลองกว่า 12 ปี

ด้านนายประสาน พรโสภิณ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเขต 1 (เชียงใหม่) หัวหน้าคณะผู้วิจัย กล่าวว่า “ปลาปล้องทองปรีดี” เป็นปลาที่อยู่ในวงศ์ปลาค้อ (Balitoridae) มีขนาดเล็กความยาวประมาณ 2-3 นิ้ว สีสันสวยงาม ลำตัวมีลักษณะคล้ายปล้องอ้อยเรียวยาวสีน้ำตาลอ่อนอมเทาหรือเหลืองอ่อน และมีลายขวางสีคล้ำลงมาเกือบถึงท้อง พบได้ในประเทศแถบเอเชีย สำหรับประเทศไทยพบบริเวณลำธารภูเขาในเขตพื้นที่ อ.แม่แจ่ม อ.เชียงดาว และ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ ซึ่งทางศูนย์ฯ ได้สำรวจชนิดพันธุ์สัตว์น้ำตามโครงการพระราชดำริทุกปีอย่างต่อเนื่อง และพบว่าปลาปล้องทองปรีดีในธรรมชาติหาได้ยากและมีจำนวนลดน้อยลง จึงได้พยายามรวบรวมพ่อแม่พันธุ์จากธรรมชาติเพื่อทำการศึกษาทดลองเพาะขยายพันธุ์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2549

อย่างไรก็ตาม ในระยะแรกยังประสบปัญหาเนื่องจากปลาไม่สามารถปรับตัวให้อยู่ในสิ่งแวดล้อมของการทดลองได้ จนกระทั่งปี 2560 ทางศูนย์ฯ ได้นำไปทดลองเพาะขยายพันธุ์ที่สถานีวิจัยประมงน้ำจืดพื้นที่สูงอินทนนท์ ซึ่งมีสภาพแวดล้อมและอากาศใกล้เคียงกับแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติมากที่สุด  โดยคัดเลือกปลาที่มีน้ำเชื้อและไข่สมบูรณ์มาทำการทดลองเพาะพันธุ์ด้วยวิธีฉีดกระตุ้นฮอร์โมนสังเคราะห์ แล้วปล่อยลงกล่องทดลองให้พ่อแม่ปลาผสมพันธุ์แบบธรรมชาติที่อุณหภูมิน้ำ 15.3–16.8 องศาเซลเซียส

ผลปรากฏว่าปลามีการตกไข่มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ และสามารถฟักออกเป็นตัวได้สำเร็จ แต่อัตราการฟักตัวยังค่อนข้างต่ำอยู่มากเพียง 37.13 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น รวมถึงการอนุบาลลูกปลาก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราการรอดยังต่ำอยู่เช่นกัน ซึ่งได้ผลผลิตเพียง 200 ตัวเท่านั้น จึงต้องมีการพัฒนาขยายผลการศึกษาวิจัยในระยะต่อไปเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มากกว่านี้

จ่อประกาศเขตภัยพิบัติ’โรคระบาดใบด่าง’มันสำปะหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372299

จ่อประกาศเขตภัยพิบัติ'โรคระบาดใบด่าง'มันสำปะหลัง

จ่อประกาศเขตภัยพิบัติ’โรคระบาดใบด่าง’มันสำปะหลัง

วันพุธ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 13.32 น.

24 ต.ค.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้สั่งการด่วนที่สุด เรื่องการเร่งแก้ไขปัญหาโรคใบด่างมันสำปะหลังระบาด ให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เกษตรจังหวัด-อำเภอและเลขานุการ อ.พ.ก.จังหวัดทุกจังหวัด หลังจากพบการระบาดของโรคพืช (ใบด่าง) ในประเทศเพื่อนบ้านและในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังของไทย โดยทุกหน่วยงานเร่งรัดส่งเจ้าหน้าที่ร่วมกันลงไปตรวจสอบในพื้นที่โดยขอให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดในฐานะเลขานุการ อ.ก.พ.จังหวัดประสาน ผอ.สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด ส่งเจ้าหน้าที่ไปร่วมกับเกษตรจังหวัดและเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรในพื้นที่เพื่อจัดตั้งเป็นชุดปฎิบัติการแก้ไขปัญหาโรคใบด่างให้ครอบคลุมพื้นที่แพร่ระบาดและพื้นที่เขตป้องกันการแพร่ระบาด พร้อมกับให้เร่งประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือให้เกษตรกรเข้าใจถึงวิธีการแก้ไขปัญหาด้วยรวมทั้งให้รายงานและประสานผู้ว่าราชการและนายอำเภอประกาศพื้นที่แพร่ระบาดที่ต้องมีการทำลายมันสำปะหลังเป็นเขตภัยพิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2556 ด้วยเพื่อจะได้สนับสนุนเงินชดเชยให้แก่เกษตรกรที่ให้ความร่วมมือด้วย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดไม่ให้ลุกลามใน 55 จังหวัดพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังให้ได้ผลด้วย

ทั้งนี้ ขอให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯประสานกระทรวงมหาดไทย (มท.) กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ทราบเพื่อขอความร่วมมือในกรณีการประกาศเขตภัยพิบัติและให้มอบหมาย ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ทุกเขตไปสดับรับฟังสถานการณ์แพร่ระบาดโรคในพื้นที่แล้วรายงานผลการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาให้ กษ.ส่วนกลางทราบทุกระยะด้วย

ปูพรมหนุนปลูกข้าวโพดหลังนา เกษตรฯนครพนมลุยทำความเข้าใจชาวนา-ชี้ตลาดต้องการเพียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372136

x

ปูพรมหนุนปลูกข้าวโพดหลังนา เกษตรฯนครพนมลุยทำความเข้าใจชาวนา-ชี้ตลาดต้องการเพียบ

วันพุธ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เกษตรจังหวัดนครพนม ลงพื้นที่ให้คำแนะนำการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการทำนาปรัง เนื่องจากเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยกว่าการทำนา 2-3 เท่า และตลาดยังมีความต้องการอีกมาก

สำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนม แจ้งว่า จากการที่เจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัดนครพนม ลงพื้นที่ให้คำแนะนำการปลูกการดูแลรักษา และการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แก่เกษตรกรในจังหวัดนครพนม เพื่อปรับเปลี่ยนแนวความคิดในการผลิตสินค้าเกษตรหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว ที่เดิมจะทำนาปรัง เนื่องจากหากปรับเปลี่ยนเกษตรกรจะได้รับค่าตอบแทนที่คุ้มค่ามากกว่าการทำนาปรัง เพราะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 1,003 กิโลกรัมต่อไร่ /ต้นทุนการผลิตประมาณ 4,624 บาทต่อไร่ / เกษตรกรจะมีกำไรประมาณ 3,690 บาทต่อไร่ ส่วนการทำนาปรังจะได้ผลผลิตเฉลี่ย 666 กิโลกรัมต่อไร่ /มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 4,895 บาทต่อไร่ จะมีกำไรเพียง 306 บาทต่อไร่เท่านั้น

นอกจากนี้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐ เพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ยังจะได้รับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ที่ให้กู้เงินมาลงทุนการผลิตไร่ละ 2,000 บาท แต่ไม่เกิน 15 ไร่ต่อราย โดยจะคิดอัตราดอกเบี้ยเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรร้อยละ 0.01/ ที่เหลือร้อยละ 3.99 รัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้
ธ.ก.ส. แทน รวมถึงมีการประกันภัยพืชผลให้กับเกษตรทุกไร่ โดยได้รับเบี้ยประกันภัยกรณีเหตุสาธารณภัยไร่ละ 1,500 บาท และกรณีโรคพืชและแมลงศัตรูพืช ไร่ละ 700 บาท

สำหรับตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ภาคอุตสาหกรรมอาหารสัตว์มีความต้องการผลผลิตสูงถึง 8 ล้านตันต่อปี แต่เกษตรกรสามารถผลิตได้เพียง 5 ล้านตัน อีกทั้งพื้นที่จังหวัดนครพนมก็มีความเหมาะสมกับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในพื้นที่ 4 อำเภอ คือ อำเภอเมืองนครพนม อำเภอปลาปาก อำเภอธาตุพนม และอำเภอเรณูนคร /ที่สำคัญอีกอย่างคือเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยกว่าการทำนาประมาณ 2-3 เท่าด้วย

ส่องเกษตร : เร่งแก้คุณภาพ‘ข้าวหอมมะลิ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372135

x

ส่องเกษตร : เร่งแก้คุณภาพ‘ข้าวหอมมะลิ’

วันพุธ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวข้องกับ “ข้าวไทย” โดยเฉพาะ“ข้าวหอมมะลิ”อยู่ 2 ข่าว ทั้งข่าวดีและข่าวไม่ดี

ว่าที่ข่าวดีก่อน เป็นเรื่องสถานการณ์ราคาข้าว ที่อธิบดีกรมการค้าภายใน-วิชัย โภชนกิจ ระบุว่า ราคาข้าวปีการผลิต 61/62 ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิซึ่งได้ราคาสูงกว่าตันละ
15,000 บาททั้งที่อยู่ในช่วงต้นฤดู และยังมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณส่งออกสูงกว่าเป้าหมาย ทำให้เกษตรกรขายข้าวเปลือกหอมมะลิความชื้น 15% ได้ราคาสูงเป็นประวัติการณ์ตันละ14,750-17,700 บาท จากปีก่อนขายได้ตันละ 11,550-14,500 บาท ส่วนหนึ่งเป็นผลจากแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิสำคัญเกิดภาวะขาดแคลนน้ำ จนผลผลิตลดลงกว่าปีก่อนไม่น้อยกว่า 20%

ส่วนข้าวอื่นๆราคาสูงขึ้นเล็กน้อย เช่น ข้าวเหนียวปีก่อนอยู่ที่ตันละ 7,200-12,000 บาท ตอนนี้ได้ 9,000-10,800 บาท และข้าวเจ้า 5%ปีก่อนตันละ 7,300-7,800 บาท ตอนนี้ได้ 7,500 -7,900 บาท

ทั้งยังมีการตกลงกำหนดส่งออกข้าวให้จีน,ญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์อีก 9 แสนตันช่วงพ.ย.-ธ.ค.นี้ ทำให้มั่นใจว่า การส่งออกข้าวไทยปี 2561 จะสูงเป็นประวัติการณ์กว่า 11 ล้านตันอย่างแน่นอน

ถือเป็นข่าวดีเฉพาะหน้าช่วงนี้ของชาวนาไทยโดยเฉพาะผู้ที่ปลูกข้าวพรีเมียมอย่าง“หอมมะลิ” ที่จะลืมตาอ้าปาก หัวเราะได้กับราคาข้าวเปลือกที่ขายออกไป…ได้ชื่นใจบ้าง

แต่ขณะเดียวกันก็มีอีกข่าวเป็น“ข่าวไม่ดี”ที่อาจส่งผลต่อราคาข้าวหอมมะลิไทยในอนาคต ให้หมองหม่นลงได้คือ ข่าวผลประกวด “ข้าวดีเด่นโลก”-The Best Rice of the World 2018
ที่กรุงฮานอย เวียดนามเป็นเจ้าภาพ…แชมป์เก่า“ข้าวหอมมะลิไทย” ถูกแซงทั้งจากข้าว “อังกอร์”หอมมะลิกัมพูชาที่คว้าแชมป์ข้าวรสชาติอร่อย-คุณภาพดีที่สุดในโลกไปครอง และข้าวหอมจากเวียดนามได้อันดับ 2

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุว่า การที่“ข้าวหอมมะลิไทย”ได้รางวัลเพียงอันดับ 3 ถือเป็นสัญญาณว่าข้าวหอมมะลิจากประเทศเพื่อนบ้านพร้อมที่จะแย่งส่วนแบ่งข้าวคุณภาพดี (พรีเมียม) ในตลาดโลกจากไทยแล้ว

ทั้งกล่าวด้วยว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมาข้าวหอมมะลิไทยคุณภาพตกต่ำลงพอสมควร โดยเฉพาะด้านความหอม ซึ่งภาคเอกชนเตรียมจะเสนอกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีกครั้ง ให้เร่งพัฒนาสายพันธุ์ข้าวไทยใหม่ๆ และพัฒนาด้านความหอมกลับคืนมา หลังจากเคยเสนอความเห็นนี้ไปหลายรอบแล้ว เพราะในอนาคตข้าวหอมทั้งของกัมพูชาและเวียดนาม จะมาแย่งส่วนแบ่งตลาดข้าวหอมมะลิไทยโดยเฉพาะในตลาดจีนที่ข้าว 2 ประเทศนี้ มีราคาต่ำกว่าไทยราวตันละ 200 ดอลลาร์สหรัฐ

“ตอนนี้กัมพูชาให้ความสำคัญคัดเลือกพันธุ์ข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดในประเทศเข้าแข่งขัน เพื่อต้องการโปรโมทและขยายตลาดข้าวอย่างจริงจัง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ ข้าวหอมอังกอร์ได้รางวัลข้าวอร่อยที่สุดในโลกมาแล้ว 4 สมัย ขณะที่ข้าวไทยได้รางวัลอร่อยที่สุดในโลก 5 สมัย แต่ที่น่าสังเกตคือ ปีนี้ข้าวหอมมะลิจากเวียดนามสามารถชนะข้าวหอมมะลิไทยได้เป็นครั้งแรกด้วย”

ให้ข้อมูลรางวัล“ข้าวดีเด่นโลก”สักนิด เริ่มประกวดตั้งแต่ ปี 2552 รวม 10 ปีแล้ว ซึ่งข้าวหอมมะลิไทยคว้าแชมป์ตั้งแต่ครั้งแรกปี 2552 และชนะซ้ำปี 2553 จากนั้นก็เว้นไป 3 ปี โดยปี2554 ข้าวปอว์ ซาน เมียนมาคว้าแชมป์, ปี2555 เป็นข้าวหอมผกามะลิของกัมพูชา,ปี 2556 ข้าวหอมผกามะลิของกัมพูชาครองแชมป์ร่วมกับข้าวแคลิฟอร์เนีย โรสของสหรัฐฯ,พอปี 2557 ข้าวหอมมะลิไทยกลับมาครองแชมป์ร่วมกับข้าวหอมผกาลำดวน กัมพูชา,ปี 2558 ข้าวแคลิฟอร์เนีย โรส ของสหรัฐฯได้ไป และหอมมะลิไทยกลับมาผงาดคว้าแชมป์อีก 2 ปีซ้อนในปี 2559 กับ 2560 ก่อนร่วงไปอยู่อันดับ 3 ในปี 2561 นี้

แม้ดูเหมือนว่า ไทยยังคว้าแชมป์มากที่สุด 5 สมัย และสามารถกลับมาคว้ารางวัลได้เป็นระยะๆ แต่ความกังวลของภาคเอกชนต่อคุณภาพข้าวหอมมะลิไทยที่“หอมน้อยลง” ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.)ล่าสุด ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน นายกฯบิ๊กตู่ยังยอมรับว่า คุณภาพข้าวไทยลดลง เมื่อเทียบกับผลผลิตข้าวของประเทศต่างๆที่ออกมารอบนี้ อีกทั้งการค้าข้าวก็ มีการแข่งขันสูงมากขึ้น จึงสั่งกำชับกระทรวงเกษตรฯให้เร่งแก้ไข โดยไทยต้องปรับปรุงคุณภาพให้ตรงกับความต้องการและสามารถรองรับการแข่งขันในตลาดโลก

งานนี้กรมการข้าวและกระทรวงเกษตรฯคงต้องเร่งมือทั้งพัฒนาสายพันธุ์ข้าว และดูแลชาวนาไทย ให้ดำเนินขบวนการผลิตพิถีพิถันยิ่งขึ้น เพื่อให้ได้หอมมะลิเปี่ยมคุณภาพและ“ความหอม”กลับคืนสู่แชมป์…ด้วยเป้าหมายสูงสุดเพื่อรักษาตลาดข้าวพรีเมียมให้ได้! เป็นประโยชน์ต่อราคาข้าวอย่างยั่งยืน

สาโรช บุญแสง

‘สหกรณ์บ้านลาด’ขานรับไทยนิยม อุดหนุนงบฯซื้อรถบรรทุกห้องเย็น ‘ช่วยลดต้นทุน-เพิ่มปริมาณขนส่ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372137

x

‘สหกรณ์บ้านลาด’ขานรับไทยนิยม อุดหนุนงบฯซื้อรถบรรทุกห้องเย็น ‘ช่วยลดต้นทุน-เพิ่มปริมาณขนส่ง’

วันพุธ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

‘สหกรณ์บ้านลาด’ขานรับไทยนิยม

อุดหนุนงบฯซื้อรถบรรทุกห้องเย็น

‘ช่วยลดต้นทุน-เพิ่มปริมาณขนส่ง’

กระตุ้นราคาขาย-สร้างรายได้สมาชิก

“สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด” ขานรับเงินอุดหนุน “โครงการไทยนิยม ยั่งยืน” จัดซื้อรถบรรทุกห้องเย็น ช่วยลดภาระต้นทุนค่าขนส่งกล้วยหอมทองปอกเปลือกให้เอกชน พร้อมเพิ่มปริมาณการขนส่ง และสามารถจำหน่ายได้ราคาเพิ่มจากเดิมเครือละไม่เกิน 200 บาท ขยับเป็นเครือละไม่ต่ำกว่า 200-300 บาท สามารถเพิ่มรายได้ให้แก่สมาชิก พัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น

สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด จังหวัดเพชรบุรี เป็นหนึ่งในหลายสหกรณ์ที่ได้รับเงินอุดหนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน โดยได้รับงบประมาณอุดหนุน จำนวน 890,910 บาท และสหกรณ์ร่วมสมทบอีกจำนวน 98,990 บาท รวมทั้งสิ้น 989,900 บาท เพื่อจัดหารถบรรทุกห้องเย็น ขนาด 2,500 ซีซี จำนวน 1 คัน โดยนำไปใช้ประโยชน์ในการบรรทุกกล้วยตกเกรด เช่น เปลือกสีไม่สวย ที่นำมาปอกเปลือกแล้วส่งให้บริษัทเพื่อนำไปทำเป็นส่วนผสมของเบเกอรี่ ประเภทต่างๆ

นายศิริชัย จันทร์นาค ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จำกัด เล่าว่า จริงๆ แล้วธุรกิจของสหกรณ์มีอยู่หลายธุรกิจ เช่น ธุรกิจการให้สินเชื่อการลงทุน ด้านการเกษตรให้แก่สมาชิก ธุรกิจรวบรวม ธุรกิจการจัดหาสินค้ามาจำหน่าย และตลาดกลางที่ให้บริการแก่สมาชิก แต่สำหรับกล้วยหอมทองของบ้านลาดที่ทำอยู่ในปัจจุบันนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับสมาชิก โดยสหกรณ์ฯจะมีการรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก ซึ่งสมาชิกจะต้องเข้าร่วมโครงการเพื่อควบคุมคุณภาพเพี่อส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศทั้งญี่ปุ่น และเกาหลี ประมาณ 20 ตันต่อเดือน นอกจากนี้ ยังส่งจำหน่ายภายในประเทศ ประมาณ 10,000 กว่าลูก/วัน

อีกทั้งสหกรณ์ฯได้พัฒนาการแปรรูปกล้วยหอมทองเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้ที่ชื่นชอบกล้วยหอมทอง
อาทิ กล้วยหอมทองสด กล้วยกวน กล้วยเบรกแตก และมีอีกส่วนคือกล้วยตกเกรดเพื่อลดการคัดทิ้งของกล้วยที่ไม่สามารถส่งออกและจำหน่ายเป็นกล้วยสดภายในประเทศได้ จึงแปรรูปเป็นกล้วปอกส่งต่อให้กับบริษัทซีพีแรม จำกัด เป็นผู้รับซื้อนำไปแปรรูปต่อได้ โดยมีการควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสมระหว่างการขนส่ง ซึ่งรถบรรทุกห้องเย็นขนาด 2,500 ซีซี ที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ถือเป็นการลดต้นทุนการขนส่ง จากเดิมที่เคยเช่ารถบรรทุกห้องเย็นเพื่อจัดส่งนั้นมีค่าใช้จ่ายสูง ปัจจุบันสามารถส่งกล้วยปอกเปลือกให้บริษัทซีพีแรม จำกัด ได้ประมาณวันละ 1-2 ตัน จากเดิมที่เครือละประมาณ 100-200 บาท ทำให้สามารถจำหน่ายเพิ่มเป็นเครือละ 200-300 บาท ซึ่งก็เป็นประโยชน์ต่อสหกรณ์ และสมาชิก เป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าของสหกรณ์ และเพิ่มรายได้ให้แก่สมาชิกอีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ดี เชื่อมั่นว่าหลังจากที่สหกรณ์ได้รับการสนับสนุนจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืนแล้ว จะสามารถรวบรวมผลผลิตได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 144 ตัน/ปี ทำให้สมาชิกสหกรณ์ได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น 155 ราย และสมาชิกมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 13,000 บาท/ปี/คน ส่งผลให้ปริมาณธุรกิจสหกรณ์เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 และสหกรณ์สามารถนำรถบรรทุกห้องเย็นที่ได้รับจากโครงการนี้มาพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้มีความทันสมัย รวดเร็ว และรักษาคุณภาพสินค้า ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้สหกรณ์ซึ่งเป็นผู้รวบรวมสินค้าเพื่อส่งจำหน่ายให้แก่โมเดิร์น เทรด และโรงแรมต่างๆ ทั่วประเทศ

รายงานพิเศษ : 51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372139

รายงานพิเศษ : 51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร

รายงานพิเศษ : 51 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร

วันพุธ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในวาระครบรอบปีที่ 51 กรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อวันที่ 21 ต.ค.2561 ที่ผ่านมา นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการจัดงานวันที่ระลึกคล้ายวันสถาปนา โดยได้อ่านสารจาก นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กล่าวอวยพรในวันครบรอบดังกล่าว และขอบคุณบุคลากรทุกคนที่ร่วมทำงานเพื่อพัฒนาเกษตรกรมาตลอดทั้งปี ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรถือเป็นหน่วยงานที่เข้าถึงและได้รับความเชื่อถือจากเกษตรกร ซึ่งพันธกิจของกรมต้องยกระดับองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร ทั้งการลดต้นทุน การเพิ่มผลผลิต และการเพิ่มคุณภาพผลผลิต โดยใช้งานวิจัยและเทคโนโลยีเข้ามายกระดับ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการเกษตรของประเทศ

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้กำหนดจัดกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วย พิธีสงฆ์และพิธีบวงสรวงท้าวมหาพรหมและศาลพระภูมิในช่วงเช้า พิธีวางพวงมาลาอนุสาวรีย์ ศาสตราจารย์พิเศษทำนอง สิงคาลวณิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรคนแรก อีกทั้งยังมีหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน มาร่วมแสดงความยินดีพร้อมมอบเงินบริจาคให้โรงพยาบาลสงฆ์ และพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติและประกาศเกียรติคุณให้บุคคลและหน่วยงานดีเด่นประจำปี 2561

‘ข้าวหอมมะลิไทย’ชวดอันดับ 1 เวทีโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372160

‘ข้าวหอมมะลิไทย’ชวดอันดับ 1 เวทีโลก

‘ข้าวหอมมะลิไทย’ชวดอันดับ 1 เวทีโลก

วันอังคาร ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 17.06 น.

23 ต.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การประกวดข้าวโลก ปี 2018 ในการประชุมสัมมนาข้าวโลก (World Rice Conference2018) ที่ประเทศเวียดนามนั้น ซึ่งผลการประกวดข้าวปรากฏว่า “ข้าวหอมมะลิกัมพูชามาลีอังกอร์” ได้ที่ 1 ในขณะที่ “ข้าวหอมมะลิไทย” ได้ที่ 2 และ “ข้าวหอมมะลิเวียดนาม” พันธุ์ ST24 ได้ที่ 3 นั้น ได้เริ่มมา ตั้งแต่ ปี 2552 ที่เมืองเซบู ฟิลิปปินส์เป็นครั้งแรกโดย ข้าวหอมมะลิไทยได้ ที่1 และต่อมาก็มีการจัดต่อเนื่องทุกปี มาจนในปีนี้เป็นปีที่ 10 นั้น

สำหรับ ข้าวหอมมะลิไทย เราได้รางวัลที่1 บ้างที่ 2 บ้างสลับไปมา โดยสรุปข้าวหอมมะลิไทยได้ที่ 1 มา 5 ครั้งแล้ว ผลการประกวดข้าวโลกในเวทีดังกล่าวข้าวหอมมะลิไทยและข้าวหอมมะลิของกัมพูชา และ สหรัฐอเมริกาก็จะผลัดกันครองรางวัลที่1 กับ ที่2 บางปีก็ครองชนะเลิศด้วยกันมาโดยตลอด ไม่ใช่ว่าข้าวหอมมะลิไทยได้ที่ 2 เป็นครั้งแรกประกอบกับการประกวดดังกล่าวก็เป็นการจัดของสมาคมผู้ค้าข้าวระหว่างประเทศที่เชิญชวนพ่อค้าเอกชนหรือสมาคมค้าข้าวของแต่ละประเทศส่งเข้าประกวด ดังนั้นบางปีก็จะมีผู้ส่งเข้าประกวดมากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่กับความสมัครใจและความพร้อมของแต่ละบริษัทหรือสมาคมที่จะส่งเข้าประกวดด้วย

“ผลการประกวดจึงไม่น่ามีผลต่ออนาคตข้าวหอมมะลิไทยตามที่หลายฝ่ายกังวลประกอบกับรองอธิบดีกรมการข้าวได้พูดคุยกับนายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยคุณ เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ ก็ได้ ยืนยัน ว่า การได้รางวัลที่1 ของ ข้าหอมมะลิมาลีอังกอร์ ไม่ส่งผลกระทบ ต่อการค้า/ส่งออกข้าวไทยแต่อย่างใด” นายกฤษฎา กล่าว

นายกฤษฎา กล่าวอีกว่านโยบายของกระทรวงเกษตรฯในขณะนี้นั้น จะเน้นการดูแลรักษาระดับราคาข้าวไทยให้ราคาขายต้องไม่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตเพื่อให้ชาวนาไทยมีรายได้เพียงพอต่อการใช้จ่ายควบคู่ไปกับการสนับสนุนการทำเกษตรอย่างอื่นในพื้นที่นาที่ไม่เหมาะสมหรือในพื้นที่ผลิตข้าวส่วนเกินความต้องการของตลาดไปปลูกพืชอื่นๆหรือทำการเกษตรกรรมอย่างอื่นที่มีรายได้มากกว่าหรือเท่ากับการปลูกข้าวเพื่อรักษาปริมาณผลผลิตข้าวไทยไม่ให้ล้นตลาด (Over Supply) ซึ่งจะทำให้ราคาข้าวตกต่ำเป็นปัญหาให้ขาวนามาร้องเรียนขอรับความช่วยเหลือจากทางราชการด้วยโครงการใช้งบประมาณจำนวนมากๆเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันก็ได้มอบหมายนโยบายเน้นย้ำให้กรมการข้าวและกรมวิชาการเกษตรให้ทำการศึกษาและวิจัยข้าวไทยอยู่เป็นระยะๆเพื่อนำผลสรุปของการศึกษาวิจัยมาปรับปรุงพันธุ์ข้าวไทยและการบำรุงรักษาคุณภาพข้าวไทยให้ได้รับความนิยมจากตลาดและผู้บริโภคไว้ด้วย

รมว.เกษตรฯยัน’ข้าวหอมมะลิไทย’ยังครองตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372143

รมว.เกษตรฯยัน'ข้าวหอมมะลิไทย'ยังครองตลาดโลก

รมว.เกษตรฯยัน’ข้าวหอมมะลิไทย’ยังครองตลาดโลก

วันอังคาร ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 16.24 น.

23 ต.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการประกวดข้าวโลกปี 2018 ในการประชุมสัมมนาข้าวโลก (World Rice Conference 2018) ที่เวียดนาม ซึ่งผลการประกวดปรากฎว่า ข้าวหอมมะลิกัมพูชา “มาลี อังกอร์” ได้ที่ 1 ในขณะที่ข้าวหอมมะลิไทย ได้ที่ 2 และข้าวหอมมะลิเวียดนาม
พันธุ์ ST24 ได้ที่ 3 นั้น ว่า การประกวดข้าวหอมมะลิโลกได้เริ่มมาตั้งแต่ ปี 2552 ที่เมืองเซบู ฟิลิปปินส์ เป็นครั้งแรก โดยข้าวหอมมะลิไทย ได้ที่ 1 และต่อมาก็มีการจัดต่อเนื่องทุกปี มาจนในปีนี้เป็นปีที่ 10 นั้น สำหรับข้าวหอมมะลิไทย เราได้รางวัลที่ 1 บ้าง ที่ 2 บ้าง สลับไปมา

โดยสรุป ข้าวหอมมะลิไทย ได้ที่ 1 มา 5 ครั้งแล้ว ผลการประกวดข้าวโลกในเวทีดังกล่าว ข้าวหอมมะลิไทย และข้าวหอมมะลิของกัมพูชา และสหรัฐอเมริกา ก็จะผลัดกันครองรางวัลที่ 1 กับที่ 2 บ้าง บ้างปีก็ครองชนะเลิศด้วยกันมาโดยตลอด ไม่ใช่ว่าข้าวหอมมะลิไทยได้ที่ 2 เป็นครั้งแรก ประกอบกับการประกวดดังกล่าวก็เป็นการจัดของสมาคมผู้ค้าข้าวระหว่างประเทศ ที่เชิญชวนพ่อค้าเอกชน หรือสมาคมค้าข้าวของแต่ละประเทศส่งเข้าประกวด ดังนั้น บางปีก็จะมีผู้ส่งเข้าประกวดมากบ้างน้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับความสมัครใจและความพร้อมของแต่ละบริษัทหรือสมาคมที่จะส่งเข้าประกวดด้วย ดังนั้น ผลการประกวดจึงไม่น่ามีผลต่ออนาคตข้าวหอมมะลิไทยตามที่หลายฝ่ายกังวล ประกอบกับรองอธิบดีกรมการข้าวได้พูดคุยกับ นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์  นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ก็ได้ยืนยันว่า การได้รางวัลที่ 1 ของข้าวหอมมะลิ “มาลี อังกอร์” ไม่ส่งผลกระทบต่อการค้าการส่งออกข้าวไทยแต่อย่างใด

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า นโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ในขณะนี้นั้น จะเน้นการดูแลรักษาระดับราคาข้าวไทยให้ราคาขายต้องไม่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต เพื่อให้ชาวนาไทยมีรายได้เพียงพอต่อการใช้จ่าย ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการทำเกษตรอย่างอื่นในพื้นที่นาที่ไม่เหมาะสม หรือในพื้นที่ผลิตข้าวส่วนเกินความต้องการของตลาดไปปลูกพืชอื่นๆ หรือทำการเกษตรกรรมอย่างอื่นที่มีรายได้มากกว่าหรือเท่ากับการปลูกข้าว เพื่อรักษาปริมาณผลผลิตข้าวไทยไม่ให้ล้นตลาด ซึ่งจะทำให้ราคาข้าวตกต่ำเป็นปัญหาให้ขาวนามาร้องเรียนขอรับความช่วยเหลือจากรัฐด้วยโครงการใช้งบประมาณจำนวนมากๆ เข้าไปช่วยเหลือเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันก็ได้มอบหมายนโยบายเน้นย้ำให้กรมการข้าว และกรมวิชาการเกษตร ให้ทำการศึกษและวิจัยข้าวไทยอยู่เป็นระยะๆ เพื่อนำผลสรุปของการศึกษาวิจัยมาปรับปรุงพันธ์ุข้าวไทย และการบำรุงรักษาคุณภาพข้าวไทยให้ได้รับความนิยมจากตลาดและผู้บริโภคไว้ด้วย

‘กฤษฎา’ไฟเขียวชาวบ้านยื่นข้อมูลปม’ทายาทห้างดัง-บิ๊กเกษตรฯ’รุกที่สปก.วังน้ำเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372138

'กฤษฎา'ไฟเขียวชาวบ้านยื่นข้อมูลปม'ทายาทห้างดัง-บิ๊กเกษตรฯ'รุกที่สปก.วังน้ำเขียว

‘กฤษฎา’ไฟเขียวชาวบ้านยื่นข้อมูลปม’ทายาทห้างดัง-บิ๊กเกษตรฯ’รุกที่สปก.วังน้ำเขียว

วันอังคาร ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 16.19 น.

23 ต.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกรณีอ้างถึงทายาทห้างสรรพสินค้าชื่อดัง และอดีตข้าราชการระดับสูงกระทรวงเกษตรฯ ถือครองที่ดิน ส.ป.ก.วังน้ำเขียว ไร่ฟ้าประทาน และไร่ฟลอร่า พาร์ค รวมเกือบ 400 ไร่ ว่า สั่งการให้ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการได้มาของที่ดิน คุณสมบัติผู้ถือครอง เป็นเกษตรกรหรือไม่ ให้ได้ผลสรุปโดยเร็ว

พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้าชี้แจงหากมีเอกสารสิทธิอื่น สามารถนำมาโต้แย้งกับ ส.ป.ก.ได้ รวมทั้งถ้าประชาชนในพื้นที่มีข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ดังกล่าว ขอให้นำมามอบให้กับ ส.ป.ก.ได้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการสอบสวน ทั้งนี้ ได้สั่งเลขาธิการฯ ส.ป.ก.เร่งรัดจัดพื้นที่ให้เกษตรกร และผู้ยากไร้ เข้าทำกินในพื้นที่ ส.ป.ก.ที่ได้จากการยึดคืนพื้นที่ ตามมาตรา 44 จากผู้ถือครองรายใหญ่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เกิน 500 ไร่ ในภาพรวมยึดมาได้ 1.4 แสนไร่ ที่ต้องเข้าจัดแบ่งแปลง จัดทำสาธารณูปโภค แหล่งน้ำ ให้เหมาะสมกับการทำเกษตรมีรายได้มั่นคง

ด้าน นายสุรชัย ยุทธชนะ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา (ส.ป.ก.) กล่าวว่า ตามที่ รมว.เกษตรฯ สั่งการให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จแล้วเสร็จใน 7 วัน โดยให้โอกาสคู่กรณีมาชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ซึ่งจะเรียกบริษัท ฟอลร่า พาร์ค และบริษัท ฟ้าประทาน ฟาร์ม ที่เข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก.โดยไม่ได้รับอนุญาต ให้มาชี้แจงกับ ส.ป.ก.นครราชสีมา ภายในวันศุกร์นี้ (26 ต.ค.) ตนได้ดำเนินการโดยประสานทางโทรศัพท์ไปยังที่ทำการทั้งสองแห่ง และวันพรุ่งนี้ (24 ต.ค.) จะมีหนังสือออกไปถึงเป็นลายอักษรเพื่อขอตรวจสอบการเข้าถือครองพื้นที่ ส.ป.ก.ทั้งสองแปลง เกือบ 400 ไร่ ซี่งก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปเดินแนวเขตวงรอบพื้นที่แล้ว แต่เป็น ส.ป.ก.ฝ่ายเดียว ยังไม่มีการนำชี้จากผู้ถือครองทั้งสองแปลง

“เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจจับพิกัดทั้ง 2 แปลงแล้ว ซึ่งทางบริษัทไม่ได้ขัดขวางการทำงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด จึงเข้าไปสำรวจได้ทั้งหมด เพราะเป็นเรื่องด่วนซึ่งจะได้ข้อเท็จจริงอย่างละเอียดได้ชัดเจนจบในวันศุกร์นี้ ส่วนผู้ถือครองจะมีหลักฐานในที่ดินมาโต้แย้งสิทธิเหนือกว่า ส.ป.ก.หรือไม่ ถ้าไม่มีสรุป จะเสนอ รมว.เกษตรฯ เพื่อดำเนินการเรียกคืนพื้นที่ตามกฎหมาย ส.ป.ก.” นายสุรชัย กล่าว

ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า พื้นที่บริเวณบริษัท ฟลอร่า พาร์ค เนื้อที่กว่า 103 ไร่ มีความชัดเจนว่าเป็นพื้นที่ออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ทั้งหมด แต่มีผู้ครอบครอง 2 แปลง ได้สละสิทธิแล้ว คืนกลับมาเป็นพื้นที่ ส.ป.ก.กว่า 60 ไร่ ผ่านขั้นตอนการสละสิทธิคืนให้ ส.ป.ก.แล้ว ทางคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัด (คปจ.) อนุญาตให้สมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย เข้าใช้ประโยชน์ โดย นายอนันต์ ดาโลดม อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นผู้ขออนุญาตจัดงานพืชสวน ระยะเวลา 1 ปี ในปี 53 – 54 ถือว่าหมดสัญญา ได้มายื่นต่อจัดงานอีกครั้ง แต่ คปจ.ไม่อนุญาต แต่ปรากฎว่าตามข้อเท็จจริงยังถือครองในพื้นที่ตั้งแต่ปี 53 จนถึงปัจจุบัน ดำเนินการกิจการบริษัท ฟลอร่า พาร์ค ร้านกาแฟ สวนดอกไม้ และลานจอดรถ แต่ตนไม่มั่นใจมีบ้านที่อยู่อาศัยในพื้นที่ด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เนื้อที่การขอใช้มีวงรอบที่เข้าครอบครอบทำประโยชน์ในสิ่งต่างๆ ที่ดำเนินการโดยไม่ชอบมีหลักฐานเชิงประจักษ์แล้ว ถ้าผู้ถือครองไม่มีเอกสารสิทธิเหนือ ส.ป.ก.4-01

สำหรับพื้นที่ฟลอร่า พาร์ค ยังมีแปลงที่ 3 พบชื่อ นายสวัสดิ์ สายราช ออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 เนื้อที่กว่า 40 ไร่ ยังถือครองอยู่ โดยวันพรุ่งนี้ (24 ต.ค.) นิติกร ส.ป.ก.จะเข้าไปสอบข้อเท็จจริง ได้โทรประสานไปที่บริษัทฟลอร่าฯ แล้ว ซึ่งต้องสอบสวนว่าขายที่ดินให้บริษัทฟอลร่าฯ หรือเป็นหุ้นส่วน หรือนอมินีถือแทน และสถานภาพปัจจุบันของพื้นที่ถือครองโดยสมาคมพืชสวน หรือบริษัทฟลอร่าฯ ใครเป็นผู้ถือครองที่แท้จริง ซี่งในส่วนการฟ้องร้องต้องหารือกับสำนักกฎหมาย ส.ป.ก.เพื่อดำเนินคดีตามระเบียบกฎหมาย ส.ป.ก.เพราะเป็นกรณีใช้พื้นที่เข้าทำประโยชน์ที่ดิน ส.ป.ก.โดยไม่ได้รับอนุญาต เอาไปทำกิจการหารายได้ส่วนตัว ไม่ได้เข้าแผ่นดิน เพราะมีที่ดินเป็นที่ ส.ป.ก.อยู่ด้วย

ในส่วนไร่ฟ้าประทาน เนื้อที่กว่า 279 ไร่ เป็นพื้นที่ ส.ป.ก.ยังไม่ได้จัดสรรที่ดินให้กับบุคคลใด เป็นการเข้าถือครอง และทำประโยชน์และประกอบกิจการ โดยไม่ได้รับอนุญาต จาก ส.ป.ก.ถ้าออกแต่โดยดี ส่งมอบคืนพื้นที่ให้ ส.ป.ก.ไม่ฟ้องร้องดำเนินคดี ทั้งนี้ เป็นที่ทราบโดยพฤตินัย ทั้งบริษัทฟ้าประทาน และบริษัทฟลอร่าฯ เป็นผู้ครอบครองพื้นที่ไว้ แต่ไม่ได้เรียก นายชยะพงศ์ นะวิโรจน์ ที่มีชื่อเป็นผู้ถือครองเดิมกว่า 142 ไร่ และนายมนินภัทร์ นะวิโรจน์ ถือครองเดิมกว่า 55 ไร่ มาสอบ เพราะได้เรียกไปที่บริษัททั้งสองแห่ง ส่วนจะส่งใครมาก็ได้ที่มีอำนาจตัดสินใจ ซึ่งในพื้นที่ชาวบ้านรู้กันว่าใครเป็นผู้ถือครองตัวจริง

ทั้งนี้ จะเอ็กซ์เรย์รีสอร์ท โฮมสเตย์ บ้านพักตากอากาศ และการถือครองโดยมิชอบในพื้นที่ ส.ป.ก.จังหวัดนครราชสีมา และวังน้ำเขียว ภายใน 30 วัน ส่งให้ตามคำสั่งของ รมว.เกษตรฯ

ปลื้มชาวนาแห่ปลูกข้าวโพด! ‘กฤษฎา’เล็งชง ครม. เพิ่มจังหวัดร่วมโครงการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372093

ปลื้มชาวนาแห่ปลูกข้าวโพด! ‘กฤษฎา’เล็งชง ครม. เพิ่มจังหวัดร่วมโครงการ

ปลื้มชาวนาแห่ปลูกข้าวโพด! ‘กฤษฎา’เล็งชง ครม. เพิ่มจังหวัดร่วมโครงการ

วันอังคาร ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 12.55 น.

“กฤษฏา”  ปลื้มยิ้มไม่หุบกระแสชาวนา แห่เข้าปรับเปลี่ยนปลูกข้าวโพด เลิกทำนาปรังรอบสอง ใกล้ทะลุ 1ล้านไร่ เตรียมเสนอครม.อนุมัติขยายจังหวัด หลังเกษตรกรสมัครเข้าโครงการปลูกข้าวโพดหลังฤดูกาลทำนา เกินพื้นที่ 33 จังหวัด ย้ำผู้บริหารระดับสูง ขรก.กษ.ทุกคนห้ามมีผลประโยชน์ ช่วงใกล้เลือกตั้งจะโดนจับผิดโจมตีมาก 

23 ต.ค. 61 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าล่าสุดมีเกษตรกรสมัครใจเข้าร่วมโครงการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนามี 107,911 รายแล้ว หยุดทำนาปรังรอบ 2 และรอบ 3 รวมพื้นที่ 939,791 ไร่ ซึ่งขณะนี้มีเกษตรกรในหลายจังหวัด นอกเหนือพื้นที่เป้าหมายที่เดิมกำหนดไว้ 33 จังหวัด แจ้งผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดมาว่า ประสงค์เข้าร่วมโครงการนี้ เนื่องจากรัฐสนับสนุนทั้งการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ การดูแลตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว มีประกันภัยกรณีเกิดภัยพิบัติ ที่สำคัญคือ มีบริษัทผลิตอาหารสัตว์อย่างน้อย 13 แห่งที่พร้อมรับซื้อผลผลิตทั้งหมดถึงพื้นที่

“ผมสั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เร่งไปตรวจสอบความเหมาะสมของสภาพดินเหมาะสมหรือไม่ ต้องมีน้ำให้เกษตกรตลอดระยะเวลาเพาะปลูก 4 เดือน จังหวัดที่เข้าไปตรวจสอบเพิ่มแล้วได้แก่ เชียงใหม่ เลย ยโสธร อำนาจเจริญ มุกดาหาร เป็นต้น หากพื้นที่เหมาะสมจะปลูกมีมาก สามารถรวบรวมผลผลิตได้ในปริมาณสูง คุ้มค่าต่อการเข้าไปดำเนินโครงการ จะเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติขยายจังหวัดที่เข้าร่วมโครงการเพิ่ม” รมว.เกษตฯ กล่าว

นายกฤษฎา กล่าวว่า ทางสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ และสมาคมผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ได้ร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ เข้าไปสร้างการรับรู้ถึงการสนับสนุนของภาครัฐและประกันราคารับซื้อทำให้เกษตรกรมีความมั่นใจเข้าร่วมโครงการมากขึ้น คาดว่า เมื่อปิดรับสมัครในวันที่ 15 พฤศจิกายนจะมีเกษตรกรร่วมโครงการรวมพื้นที่ประมาณ 1.2-1.5 ที่ล้านไร่ แม้ไม่ถึงเป้าหมาย 2 ล้านไร่ ก็ไม่ถือว่า ล้มเหลว เนื่องจากเป็นโครงการนำร่องที่จัดทำโดยมีตลาดรองรับแน่นอน ตามนโยบายตลาดนำการผลิต ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่สูงขึ้น ส่วนงบประมาณที่ได้รับ 461 ล้านบาท สำหรับพื้นที่ 2 ล้านไร่ หากร่วมโครงการน้อยกว่า ที่กำหนดไว้ เงินส่วนที่เหลือคืนรัฐบาลไป

“สำหรับการกำหนดจุดรับซื้อนั้น ทางสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์จะแจ้งกลับมายังกระทรวงเกษตรฯ ในวันที่ 24 ตุลาคมว่า บริษัทใดจะรับผิดชอบรับซื้อที่จังหวัดไหน ส่วนการกำหนดจุดรับซื้อที่แน่นอนจะแจ้งประมาณสิ้นเดือน แต่ละอำเภอจะมีจุดรับซื้ออย่างน้อย 1 แห่ง หากอำเภอนั้นมีพื้นที่ปลูกมากก็จะมีจุดรับซื้อเพิ่มขึ้น ส่วนการกำหนดจุดรับซื้อที่แน่นอนจะประกาศได้ประมาณสิ้นเดือนนี้” รมว.เกษตร กล่าว

นอกจากนี้นายกฤษฏา ยังกล่าวในการประชุมผู้บริหารระดับสูงว่า ช่วงนี้ใกล้เลือกตั้งการทำงานของกระทรวงเกษตรฯจะถูกจับผิดและนำไปโจมตีมากขึ้น ดังนั้นขอให้ข้าราชการทุกคนตั้งใจทำงาน ยึดหลักการในการทำงานห้ามมีผลประโยชน์ จะสามารถทำงานเพื่อเกษตรกรมีความเป็นอยู่ดีขึ้นได้จริง แต่ถ้ามีผลประโยชน์แม้จะรอดพ้นจากขั้นตอนกฎหมาย แต่ตัวเองก็รู้ว่า ทำอะไรไว้บ้างและจะไม่สบายใจไปตลอดชีวิต

“ขอให้ช่วยกันคิดหาพืชตัวอื่น หรือปศุสัตว์ ที่มีตลาดแน่นอน มาให้เกษตรกรปลูกทำเกษตรเพื่อมีรายได้ดี ไม่เสี่ยงขาดทุนเหมือนที่ผ่านมา โดยประสานกับเอกชน มาเป็นพลังช่วยกันขับเคลื่อนในแนวทางประชารัฐ ตัวดูรูปแบบโมเดลจากโครงการปลูกข้าวโพดหลังนา ซี่งต้องมีการพัฒนาส่งเสริมในเชิงพื้นที่เช่นในจังหวัดพื้นที่สูง 3-4 จังหวัด เชียงราย แม่ฮ่องสอน เลย และ น่าน ให้หาพืชเมืองหนาวไปพัฒนาอาชีพเกษตรกร เช่น กาแฟ แม็คคาเดเมียม  ทั้งนี้องค์กรรัฐวิสาหกิจต่างๆ ของกระทรวงฯจะต้องมาพัฒนาเกษตรกร กระจายผลผลิต หาตลาด ป้อนภาคอุตสาหกรรม ต่อยอดจากโครงการของกระทรวงทุกโครงการคู่ขนานไปพร้อมๆกัน อย่างครบวงจร”  รมว.เกษตรฯ กล่าว