ผู้ปลูกสับปะรดพร้อมปรับเปลี่ยน l ร้องรัฐสนับสนุนแหล่งพันธุ์-รับซื้อ-องค์ความรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/371952

x

ผู้ปลูกสับปะรดพร้อมปรับเปลี่ยน l ร้องรัฐสนับสนุนแหล่งพันธุ์-รับซื้อ-องค์ความรู้

วันอังคาร ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเติมศักดิ์ บุญชื่น ประธานคณะกรรมการด้านพืชไร่ สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตอนนี้สับปะรด เกิดวิกฤติทางผู้ผลิตสับปะรด สมาคมสับปะรดทางภาคตะวันออก ภาคตะวันตกได้เสนอประเด็นปัญหามาที่สภาเกษตรกรแห่งชาติ และมอบหมายให้คณะทำงานด้านพืชไร่จัดการสัมมนาเพื่อหาทางออกและข้อเสนอแนะสู่รัฐบาลว่าแนวทางการขับเคลื่อนจะทำกันอย่างไร ทั้งนี้ ประเด็นปัญหาที่ราคาสับปะรดตกต่ำเกิดจากวิกฤติที่ไม่สามารถควบคุมได้ เนื่องจากสับปะรดปี’60 ผ่านแล้งมาก่อนทำให้มีราคาสูงขึ้นเกษตรกรปลูกกันมากขึ้น กอปรกับฤดูหนาวต่อเนื่องยาวนานทำให้สับปะรดออกมากผิดปกติจึงทำให้ราคาตกต่ำเป็นประวัติการ สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงทำข้อเสนอไปยังรัฐบาลให้กำหนดลดปริมาณที่มีอยู่ลงไป โดยส่งเสริมเชื่อมโยงไปสู่จังหวัดที่ไม่มีการปลูกสับปะรดให้บริโภคผลสดมากขึ้น ซึ่งจะเป็นมาตรการหนึ่งที่จะดึงราคาให้สูงขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไปใกล้ถึงฤดูกาลผลผลิตออก สภาเกษตรกรแห่งชาติจะทำบันทึกถึงส่วนงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอใช้มาตรการการเชื่อมโยงกับผู้บริโภคในพื้นที่ที่ไม่มีการปลูกสับปะรดต่อไป ซึ่งสภาเกษตรกรฯได้สรุปประเด็นปัญหาตามกรอบยุทธศาสตร์นโยบายสับปะรดได้เดินไว้ด้วยเห็นพ้องว่าควรกำหนดพื้นที่เป้าหมายที่ 1 ได้แก่ ในรอบรัศมี 100 กิโลเมตรรอบโรงงานผลิตควรเป็นพื้นที่ผลิตส่งโรงงาน พื้นที่เป้าหมายที่ 2 คือนอกรัศมี 100 กิโลเมตรโรงงานผลิต หรือในเขตภาคอีสานและเขตภาคเหนือบางส่วนควรเป็นพื้นที่ผลิตเพื่อบริโภคผลสดหรือการแปรรูป และควรปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมแปรรูปผลิตเป็นสับปะรดอบแห้ง ไซรัป หรือน้ำสับปะรดร้อยเปอร์เซ็นต์จะทำให้เพิ่มมูลค่าได้ โดยการแยกส่วนหรือพื้นที่ปลูกจากกันหรือจัดโซนนิ่งจะทำให้เกิดเสถียรภาพดีขึ้น ซึ่งจากการจัดเวทีรับฟังเกษตรกรส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะปรับเปลี่ยนแต่ ณ วันนี้เกษตรกรไม่รู้จะปรับเปลี่ยนยังไงเนื่องจากขาดแหล่งพันธุ์, แหล่งองค์ความรู้ และแหล่งรับซื้อ ภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรเข้าช่วยเหลือในเรื่องที่เกษตรกรต้องการอย่างแท้จริงเพื่อยกระดับคุณภาพของผลสดให้มีคุณภาพสูงเพื่อการส่งออกหรือการบริโภคภายในไปสู่ตลาดยุโรป ตลาด EU ตลาดสหรัฐ และตลาดจีน ซึ่งมีความต้องการสูงโดยการถนอมอาหารจะทำให้สร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างสูงสุดด้วย

กรมวิชาการฯเตือนเฝ้าระวัง หนอนชอนใบระบาดมังคุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/371950

x

กรมวิชาการฯเตือนเฝ้าระวัง หนอนชอนใบระบาดมังคุด

วันอังคาร ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศแจ้งเตือนเกษตรกร ในระยะนี้มีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ จึงขอแนะนำให้ชาวสวนมังคุดเฝ้าระวังการเข้าทำลายของหนอนชอนใบ ในระยะที่ต้นมังคุดเตรียมความพร้อมในการออกดอกและระยะแตกใบอ่อน ใบมังคุดที่ถูกเข้าทำลายจะมีลักษณะแคระแกร็น ใบบิดเบี้ยว ใบหงิก เนื่องจากเซลล์และเนื้อเยื่อของใบบางส่วนถูกทำลายตั้งแต่ในระยะที่ยังเป็นใบอ่อน ทำให้การเจริญเติบโตไม่เต็มที่ กรณีที่มีการระบาดรุนแรง อาจพบหนอนชอนใบมากกว่า 1 ตัวต่อใบ ทำให้ต้นมังคุดมีใบที่ไม่สมบูรณ์ในระยะต้นกล้า ส่งผลให้ต้นมังคุดชะงักการเจริญเติบโต สำหรับต้นมังคุดที่โตแล้วเมื่อมีการถูกทำลายรุนแรง จะทำให้ต้นมังคุดมีการแตกใบอ่อนบ่อยครั้งเพื่อชดเชยใบที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งใบอ่อนจะเป็นตัวดึงดูดแมลงศัตรูชนิดอื่นๆ เข้ามาทำลายต้นมังคุดเพิ่มมากขึ้น

สำหรับแนวทางในการป้องกันและกำจัด เกษตรกรควรหมั่นสำรวจและสังเกตการเข้าทำลายของหนอนชอนใบอย่างสม่ำเสมอ โดยให้สังเกตดูที่ใต้ใบมังคุดจะพบรอยทางยาวเป็นเส้นสีขาว เนื่องจากการทำลายของหนอนชอนใบ หากพบหนอนกัดกินใบอ่อนเข้าทำลายประมาณ 30% ของยอด ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อพบการระบาดในระยะแตกใบอ่อน ให้พ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 10 วัน

รักษ์เกษตร : ลดการสูญเสียน้ำในสระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/371954

x

รักษ์เกษตร : ลดการสูญเสียน้ำในสระ

วันอังคาร ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม น้ำในสระที่ไร่ของผมลดแห้งไปมากทุกปี มีสาเหตุจากอะไร และจะมีแนวทางแก้ไขปัญหาได้อย่างไรบ้างครับ

รัตนชัย สุขเกษม

อ.เมือง จ.มหาสารคาม

คำตอบ

การสูญเสียน้ำในสระ อาจมาจากหลายสาเหตุ ถ้าเกิดจากการระเหย ตัวแปรที่สำคัญคือ อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ และลม และถ้าเกิดจากการรั่วซึม ตัวแปรที่สำคัญก็คือ สภาพของดิน และระดับน้ำใต้ดิน เมื่อระดับน้ำในสระลดต่ำกว่าระดับน้ำในดินเมื่อไหร่ น้ำจากดินก็จะไหลเข้าบ่อเอง

การสูญเสียน้ำในสระ ที่เกิดขึ้นจากการที่น้ำซึมลงสู่ดินชั้นล่าง เมื่อดินมีช่องว่างทำให้น้ำที่เก็บกักอยู่ซึมลึกลงไปใต้ดิน วิธีป้องกันทำได้หลายวิธี อาจทำได้โดย 1) วิธีการอุดช่องว่างระหว่างดินก้นสระ ให้ทำการบดอัดดินเหนียวที่ก้นสระ หรือ 2) วิธีหว่านปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงไป เพื่อสร้างพืชน้ำเมื่อมันตายทับถมลงไปกลายเป็นอินทรียวัตถุอุดรูช่องว่างของดิน

การสูญเสียของน้ำในสระ ที่เกิดจากการซึมของน้ำออกทางด้านข้าง ในฤดูแล้งพื้นดินด้านข้างของสระแห้ง ทำให้น้ำจากสระซึมเข้าไปทดแทน วิธีป้องกันทำได้โดย 1) การบุด้วยผ้าพลาสติก หรือ 2) การปลูกแฝกเป็นแนวรอบสระ ให้ชิดติดกันสองหรือสามชั้น เพื่อให้รากแฝกที่ลงลึกไปช่วยป้องกันไม่ให้น้ำออกทางด้านข้างมากเกินไป

การระเหยของน้ำในสระไปในอากาศ เกิดจากความร้อนจากดวงอาทิตย์ และแรงลมที่พัดผ่านสระ จะช่วยเร่งการระเหยของน้ำให้เร็วขึ้น วิธีป้องกันคือ ต้องลดความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่ส่องลงสระน้ำ โดยการปลูกพืชที่ให้ร่มเงาให้แก่สระ เพื่อไม่ให้แดดแผดเผาทั้งวัน และต้องปลูกพืชรอบขอบสระ เพื่อชะลอแรงลมที่จะพัดผ่านน้ำในสระ และถ้าหากมีการปลูกโรงเรือนบนสระ เพื่อเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมูควบคู่ไปกับการเลี้ยงปลา หลังคาโรงเรือนก็จะช่วยป้องกันแดดได้อีกส่วนหนึ่งด้วย

การป้องกันการรั่วซึมของน้ำในสระ

1) การใช้ดินเหนียว นำมาเกลี่ยเป็นชั้นบางๆ หนาชั้นละ 15 เซนติเมตร  ปูทับที่ก้นสระและทางลาดด้านข้าง ราดน้ำให้ทั่วจนมีความชื้นพอประมาณ แล้วจึงบดดินด้วยรถบดให้แน่นเป็นชั้นๆ ตลอดทั้งก้นสระและทางลาดด้านข้าง รวมความหนาของดินที่บดทับจนแน่นดีแล้ว ประมาณ 30 เซนติเมตร เป็นอย่างน้อย

2)  การใช้แผ่นวัสดุสังเคราะห์ นำมาปูที่ก้นและทางลาดด้านข้างสระ แทนการใช้ดินเหนียว แผ่นวัสดุสังเคราะห์จะมีคุณสมบัติทึบน้ำ น้ำไหลผ่านไม่ได้ แผ่นที่ใช้งานปูสระเก็บน้ำนี้ มีหลายชนิด ผลิตและมีจำหน่ายทั่วไป โดยคุณสมบัติของวัสดุ ขนาด ความหนาวิธีการปู บริการการปู และราคาต่อตารางเมตรแตกต่างกันด้วย

การพัฒนาพื้นที่รอบขอบสระ

1) การพัฒนาพื้นที่ที่ถูกคลื่นกัดเซาะ หรือฝนตกกัดเซาะ เป็นวิธีที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดคือ การปลูกหญ้าโดยตลอดเกือบถึงก้นสระ ให้หญ้าขึ้นงอกงามเต็มที่ก่อนจะมีการเก็บน้ำ  ถึงแม้ว่าจะมีน้ำท่วมหญ้าที่ปลูกไว้ตาย แต่รากของหญ้าที่ยึดเกาะดินไว้แน่น ซึ่งพอระดับน้ำในสระลด หญ้าก็อาจงอกขึ้นมาใหม่ตามเดิม ถ้าบริเวณใดถูกน้ำกัดเซาะไป ก็สามารถซ่อมแซมเติมดิน แล้วปลูกหญ้าเพิ่มเติมให้มีสภาพดีตามเดิมต่อไปได้ ส่วนการป้องกันพื้นที่รอบขอบสระและคันสระ ที่ไม่ให้ถูกน้ำฝนกัดเซาะ ควรนำหญ้าแฝกมาปลูกให้รอบขอบสระอย่างน้อย 2 แถว ให้ปลูกอยู่เหนือระดับน้ำเก็บกัก พร้อมกับบำรุงดูแลให้เจริญงอกงามโดยเร็ว เพื่อช่วยกรองป้องกันตะกอนดินไม่ให้ไหลลงสู่สระ

2) การพัฒนาพื้นที่รอบสระให้ร่มรื่น และช่วยลดการระเหยของน้ำในสระ พื้นที่โดยรอบขอบสระ ควรปลูกไม้ยืนต้นขนาดสูงเป็นระยะๆ  เพื่อช่วยให้เกิดความร่มรื่น เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนได้ จะช่วยลดอุณหภูมิผิวน้ำได้มาก การคายน้ำของต้นไม้ จะช่วยทำให้บรรยากาศบริเวณนั้น มีความชื้นมากกว่าบริเวณทั่วไป และช่วยลดความเร็วของกระแสลมที่พัดมากระทบผิวน้ำอีกด้วย

ที่กล่าวมานี้ เป็นปัจจัยที่ช่วยลดอัตราการระเหยของน้ำจากสระได้เป็นอย่างดี ต้นไม้ที่ปลูกควรเป็นประเภทไม่ผลัดใบ เพื่อป้องกันมิให้น้ำในสระได้รับผลกระทบ เพราะใบไม้หล่นจมน้ำ ทำให้น้ำเน่าเสียได้

เอกชนหนุนปลูกข้าวโพดหลังนา รับซื้อทำอาหารสัตว์ทดแทนนำเข้าข้าวสาลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/371955

x

เอกชนหนุนปลูกข้าวโพดหลังนา รับซื้อทำอาหารสัตว์ทดแทนนำเข้าข้าวสาลี

วันอังคาร ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ประชุมหารือแนวทางการดำเนินงานเชื่อมโยงตลาด ภายใต้โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา กับสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ซึ่งฝ่ายเอกชนมีความเข้าใจโครงการเป็นอย่างดี และอยากมีส่วนช่วยเกษตรกร เพื่อปรับสมดุลการผลิตข้าว ทั้งนี้คณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการ พิจารณาแนวทางผู้รับซื้อ 3 แนวทาง ได้แก่ 1. การกำหนดราคารับซื้อ 2. คุณภาพผลผลิต และ 3. ขอให้โรงงานอาหารสัตว์กำหนดผู้ซื้อในแต่ละจุด ทุกอำเภอ โดยมีสหกรณ์ในพื้นที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงการทำงานในครั้งนี้

สำหรับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังมีปริมาณความต้องการอีกมาก แต่การประกาศราคารับซื้อจะเป็นไปตามกลไกตลาด และไม่ต่ำกว่า 8 บาท ที่ความชื้น 14.5% ณ หน้าโรงงานอาหารสัตว์ในเขต กทม. และปริมณฑล โดยขอให้ทุกบริษัทที่รับซื้อในจังหวัดเดียวกันกำหนดมาตรฐานการรับซื้อให้เหมือนกัน ในส่วนของคุณภาพผลผลิตขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการกำหนดคุณภาพข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ชัดเจน เช่น เมล็ดเสีย เมล็ดเสียจากเชื้อรา เมล็ดมอดเจาะ เมล็ดแตกและเมล็ดลีบรวมกัน นอกจากนี้ยังได้ย้ำไปถึงการให้สหกรณ์ในพื้นที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยง กำหนดจุดรับซื้อแต่ละจุด และจะประกาศ ภายใน 25 ตุลาคมนี้ ต่อไป

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทผลิตอาหารสัตว์มีความต้องการรับซื้อข้าวโพดเพื่อมาเป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์จำนวนมาก ทดแทนนำเข้าข้าวสาลีจากต่างประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาผลผลิตข้าวโพดในไทยไม่เพียงพอ แต่เมื่อมีโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของรัฐบาล นับว่าเป็นนโยบายที่ดี ทั้งนี้ทางสมาคมจะหารือกันต่อไปเพื่อกำหนดจุดรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรว่า บริษัทใดรับจะตั้งจุดรับซื้อที่ใดบ้าง เบื้องต้นทางกระทรวงเกษตรฯ ได้ขอความร่วมมือว่า ให้ตั้งจุดรับซื้ออย่างน้อยอำเภอละ 1 จุด แต่หากอำเภอใดมีพื้นที่ปลูกมากจะเพิ่มจุดรับซื้อเพื่อให้สะดวกแก่เกษตรกรและสหกรณ์การเกษตรที่ทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยปัจจุบันมีบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์แสดงความจำนงรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในโครงการ 13 บริษัทแล้ว

‘กฤษฎา’สั่งด่วน!ตั้งคกก.สอบปม’ทายาทห้างดัง-บิ๊กเกษตรฯ’ฮุบที่สปก.วังน้ำเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/372059

'กฤษฎา'สั่งด่วน!ตั้งคกก.สอบปม'ทายาทห้างดัง-บิ๊กเกษตรฯ'ฮุบที่สปก.วังน้ำเขียว

‘กฤษฎา’สั่งด่วน!ตั้งคกก.สอบปม’ทายาทห้างดัง-บิ๊กเกษตรฯ’ฮุบที่สปก.วังน้ำเขียว

วันจันทร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 21.21 น.

“กฤษฎา”สั่งด่วนตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง”ทายาทห้างดัง-บิ๊กเกษตรฯ”ถือครองที่”ส.ป.ก.วังน้ำเขียว” พร้อมเปิดรับเอกสารถือครองชี้แจง”ส.ป.ก.จังหวัด-ส่วนกลาง” ลั่นให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

22 ต.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีมีการอ้างถึงทายาทห้างสรรพสินค้าชื่อดัง และอดีตข้าราชการระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ มีที่ดิน ส.ป.ก.วังน้ำเขียว ให้ได้ข้อเท็จจริงโดยเร็วที่สุดไม่เกิน 7 วัน และให้หาพยานหลักฐานจากทุกฝ่ายมาสอบสวน เพื่อเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมทั้งให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา เปิดรับเอกสารการถือครองว่าฝ่ายไหนมีลักษณะถือครองอย่างไร เป็นที่ดินจัดสรรให้เกษตรกรกี่ราย หรือครอบครองอยู่แล้ว ให้แจ้งมาได้ทั้งส่วนกลางด้วย พร้อมกับให้กรมวิชาการเกษตรมาร่วมเป็นกรรมการ เพื่อมาสอบสวนการขอจีเอพี และตัว Q ว่าใครเป็นผู้ยื่นขอการรับรองแหล่งผลิตและผลผลิตจากกรมวิชาการเกษตร

“ผมได้มอบงานให้เลขาธิการฯ ส.ป.ก.คนใหม่ เอ็กซ์เรย์พื้นที่ ส.ป.ก.ทั่วประเทศ ภายใน 30 วัน โดยฝ่ายกฎหมาย ส.ป.ก.ไปดูปัญหาครอบครองผิดคุณสมบัติ ซื้อขายเปลี่ยนมือ และมอบงานในเรื่องจัดที่ดินทำกิน รับมอบมาจากคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ในส่วนมอบที่ดินมาให้กระทรวงเกษตรฯ ส.ป.ก.รับมากี่แห่งที่ค้างคา และยังไม่เข้าส่งเสริมพัฒนาอาชีพ จนถูกกล่าวหาว่าจัดฉาก ต้องมาร่วมกันแก้ไขให้ได้ข้อสรุปภายในเดือนนี้ รวมทั้งให้เร่งรัดกรณีการยึดพื้นที่คืนตามมาตรา 44 เช่นพื้นที่สวนส้ม อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ที่อยู่ในขั้นตอนเลือกคนเข้าแปลงเพื่อจัดสรรที่ทำกิน ยืนยันว่าจะต้องไม่มีนอมินีจากนายทุนเข้ามาสวมที่ดิน โดยปัญหาผู้ยากไร้ 97 ราย ที่ขอที่ดินทำกินในแปลงสวนส้ม ที่เคยเป็นลูกไร่ของบริษัทสวนส้ม ขึ้นกับการพิจารณาของ คทช.จังหวัด ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธาน จะคัดเลือกตามคุณสมบัติและต้องผ่านประชาคมในพื้นที่ ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่สามารถไปร้องคัดค้าน คทช.ได้” รมว.เกษตรฯ กล่าว

 

มกอช.เยือนสิงค์โปร์ ถก IHAF กำหนดยุทธศาสตร์รับรองระบบงานสินค้าฮาลาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/371899

มกอช.เยือนสิงค์โปร์ ถก IHAF กำหนดยุทธศาสตร์รับรองระบบงานสินค้าฮาลาล

มกอช.เยือนสิงค์โปร์ ถก IHAF กำหนดยุทธศาสตร์รับรองระบบงานสินค้าฮาลาล

วันจันทร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 14.10 น.

มกอช. เยือนสิงคโปร์ ประชุม IHAF ครั้งที่ 4 ร่วมหารือกำหนดแผนยุทธศาสตร์การรับรองระบบงานสินค้าฮาลาล ขยายช่องทางส่งออกสินค้าฮาลาลไทย

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ในฐานะกรรมการผู้แทนของภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการบริหาร (Board of Director, BOD) ขององค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการรับรองระบบงานฮาลาล (International Halal Accreditation Forum: IHAF ) ครั้งที่ 4 เพื่อร่วมพิจารณา อนุมัติ และกำหนดแผนยุทธศาสตร์การรับรองระบบงานสินค้าฮาลาล รวมถึงแนวทางการจัดทำข้อตกลงระดับพหุภาคีการยอมรับร่วมกัน (Multilateral Recognition Arrangement, MRA) ด้านการรับรองระบบงานสินค้าฮาลาล ในกลุ่มประเทศสมาชิก อันเป็นการลดความซ้ำซ้อนในระบบการตรวจสอบและรับรอง และอำนวยความสะดวกในการค้าขายสินค้าฮาลาล ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์

นางสาวจูอะดี กล่าวว่า ทาง IHAF ได้จัดการประชุมคณะกรรมการบริหารครั้งนี้ โดยมี Mr Mohammed AL Shehhi จาก ENAS สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นประธานในการประชุม ซึ่งกรรมการบริหารชุดนี้ ประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยรับรองระบบงาน จำนวน 9 หน่วยงาน ได้แก่ 1.Emirates National Accreditation System (ENAS), สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 2.National Council for Accreditation (EGAC), อียิปต์ 3.Gulf Accreditation Center (GAC) กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ 4.Jordanian Accreditation System (JAS), จอร์แดน 5.Pakistan National Accreditation Council (PNAC), ปากีสถาน 6.National Bureau of Agricultural Commodity and Food Standards (ACFS/NSC) Thailand 7.American Association for Laboratory Accreditation (A2LA) สหรัฐอเมริกา 8.INMTRO, บราซิล และ9.Accredia, อิตาลี

เลขาธิการ มกอช. กล่าวว่า ประเทศไทย ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการจัดทำข้อตกลงระดับพหุภาคีการยอมรับร่วมกันดังกล่าว โดย มกอช.ในฐานะหน่วยรับรองระบบงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลอยู่แล้ว ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (Memorandum of Understanding, MoU) กับ ศูนย์การรับรองระบบงานกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC Accreditation Center : GAC) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับรองระบบงานด้านอาหารฮาลาล โดยมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน และการร่วมกันตรวจประเมินด้านฮาลาล สำหรับการกำกับดูแลหน่วยรับรองด้านฮาลาล เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบหรือปัญหาต่อการส่งออกสินค้าฮาลาลไทย และเป็นการขยายช่องทางการค้าสินค้าฮาลาลไทยในอนาคต ซึ่งปัจจุบัน หน่วยรับรองด้านฮาลาลของไทย ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (สกอท.) ซึ่งผ่านการรับรองระบบงานจาก GAC และได้รับการขึ้นทะเบียนหน่วยรับรองกับ สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สำหรับการส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลไปยังสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ชายคาพระพิรุณ : 22 ตุลาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/371740

586851

ชายคาพระพิรุณ : 22 ตุลาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โปรเจกท์ใหญ่ของกระทรวงเกษตรฯช่วงนี้ น่าจะเป็นโครงการสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งหวังจะสร้างสมดุลของปริมาณผลผลิตข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยลดพื้นที่การปลูกข้าวนาปรัง แล้วหันมาปลูกพืชทดแทนที่มีศักยภาพและสามารถบริหารจัดการด้านการตลาดได้ โดย นายกฤษฎา บุญราช รมว.กระทรวงเกษตรฯ ได้ให้นโยบายว่าการสมัครเข้าร่วมโครงการ ให้ขึ้นกับความสมัครใจของเกษตรกรเป็นหลัก เพราะเกษตรกรจะต้องมั่นใจว่าจะได้ผลผลิต และขายได้ โดยใช้ตลาดนำการผลิต และให้เป็นโครงการที่เกิดการบูรณาการทำงานทุกภาคส่วน อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และ ธ.ก.ส. แต่ที่มีบทบาทมากกว่าใครก็คงเป็นกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมส่งเสริมสหกรณ์…วันก่อน ขุนเกษตรา ได้สอบถามข้อมูลความคืบหน้าจากนายสำราญ สาราบรรณ์ ว่าที่อธิบดี ผู้ซึ่งทำงานโครงการนี้มาตั้งแต่ต้น ได้ข้อมูลมาว่า ปัจจุบัน กรมส่งเสริมการเกษตรได้เดินหน้าเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่จะมีมากขึ้น มีพื้นที่เป้าหมาย 2.8 ล้านไร่ ใน 33 จังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่ศักยภาพที่สามารถปลูกข้าวโพดได้ตามหลัก zoning by agri map และลดความเสี่ยงเนื่องจากมีน้ำเพียงพอ โดยจะเปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการไปจนถึง 15 พฤศจิกายน 2561 ขณะนี้ ทีม 5 เสือเกษตร ได้ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายอย่างต่อเนื่อง และมีเกษตรกรสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว 885,084.75 ไร่ เกษตรกร 1,000,940 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2561 เวลา 08.00 น.) กรมส่งเสริมการเกษตรได้แนะนำให้เกษตรกร ที่เข้าร่วมการปลูกแล้ว ปฏิบัติดูแลตามคำแนะนำทางวิชาการ และหากเกษตรกรไม่มีเงินทุน ธ.ก.ส.ได้สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยถูกตามเงื่อนไขให้แก่เกษตรกรโดยตรง

ด้าน นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ชี้แจงว่าขณะนี้มีสหกรณ์การเกษตรเข้าร่วมโครงการแล้ว 250 แห่ง ซึ่งโครงการนี้จะใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาขับเคลื่อนตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร โดยสหกรณ์การเกษตรจะทำหน้าที่บริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกและผลผลิต ตั้งแต่การประสานหน่วยงานเข้ามาอบรมถ่ายทอดความรู้การปลูกข้าวโพดให้กับเกษตรกร การจัดหาเมล็ดพันธุ์คุณภาพและจัดหาเครื่องจักรกลการเกษตรมาบริการเกษตรกร การรวบรวมผลผลิตข้าวโพดเมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว โดยรัฐบาล มีมาตรการในการจูงใจให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ ด้วยการสนับสนุนสินเชื่อจาก ธ.ก.ส.ให้เกษตรกรกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 ระยะเวลา 6 เดือน เพื่อเป็นค่าปัจจัยการผลิตและเตรียมแปลง ไร่ละ 2,000 บาท รายละไม่เกิน 15 ไร่ และสนับสนุนสินเชื่อให้สหกรณ์และสถาบันเกษตรกรกู้ยืมเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนรวบรวมข้าวโพดจากเกษตรกร ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.1 พร้อมทั้งสนับสนุนเบี้ยประกันภัย 65 บาทต่อไร่ เมื่อได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ น้ำท่วม หรือถูกแมลงศัตรูพืชทำลาย จะได้รับเงินชดเชย ไร่ละ 1,500 บาท นอกจากนี้ ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เชิญบริษัทเอกชน 13 ราย ซึ่งเป็นตัวแทนสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์มาหารือถึงเรื่องคุณภาพและราคาข้าวโพดที่จะรับซื้อจากเกษตรกร รวมถึงกำหนดจุดรับซื้อในพื้นที่ทั้ง 33 จังหวัด โดยจะมีการแบ่งจุดรับซื้อที่แน่นอนว่าบริษัทใดจะเข้าไปรับซื้อในพื้นที่ใด ซึ่งจะต้องมีความชัดเจนภายในวันที่ 25 ตุลาคม นี้

“ขุนเกษตรา” มองว่า การดำเนินโครงการนี้ ภาพรวมเป็นนโยบายที่ดี เป็นการปรับเปลี่ยนการทำนาปรังในพื้นที่ไม่เหมาะสม แต่ต้องทำอย่างรอบคอบ กระทรวงเกษตรฯ ต้องดูแลเกษตรกรตั้งแต่เริ่มต้นไปจนสิ้นสุดโครงการ เพราะไม่อย่างนั้น จะมีปัญหาตามมาได้ โครงการนี้ กลไกสหกรณ์จะมีส่วนสำคัญทำให้การขับเคลื่อนให้ประสบผลสำเร็จบรรลุตามเป้าหมาย โดยสหกรณ์การเกษตรต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานความร่วมมือกับภาคแอกชนตามแนวทางประชารัฐ ในการเจรจากับภาคเอกชนในการทำสัญญาซื้อขายผลผลิตล่วงหน้าตามราคาประกาศของกระทรวงพาณิชย์และอยู่ภายใต้พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรพันธะสัญญาพ.ศ.2560 พร้อมทั้งกำหนดจุดรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีความมั่นใจได้ว่าการปลูกข้าวโพดหลังนาจะมีตลาดรองรับที่แน่นอนและขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม

ขุนเกษตรา

เร่งเครื่องจัดสรรที่ทำกินเกษตรกร เกษตรฯมอบบ้านมั่นคง-ส่งเสริมอาชีพมุ่งสร้างชุมชนเข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/371738

x

เร่งเครื่องจัดสรรที่ทำกินเกษตรกร เกษตรฯมอบบ้านมั่นคง-ส่งเสริมอาชีพมุ่งสร้างชุมชนเข้มแข็ง

วันจันทร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งที่ 36/2559 เรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย นำมาจัดสรรให้เกษตรกรตามนโยบายจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนของรัฐบาล โดยได้ดำเนินการสำรวจ จัดสรรที่ดินตามระเบียบของคณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน คทช. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนกำหนดแผนการส่งเสริมอาชีพในพื้นที่

โดยล่าสุดได้มีการจัดสรรใน จ.นครราชสีมา ซึ่งมีพื้นที่เป้าหมาย 3 แปลง ใน อ.ปากช่อง 2 แปลง และ อ.ครบุรี 1 แปลง โดยได้จัดตั้งสหกรณ์การเกษตรขึ้น 2 สหกรณ์ คือ สหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินอำเภอปากช่อง (คทช.) จำกัด แบ่งออกเป็น 2 แปลง คือ แปลงศูนย์เรียนรู้และฝึกอบรมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเขตปฏิรูปที่ดิน เนื้อที่ 535 ไร่ และแปลงบ้านกอก เนื้อที่ 1,021 ไร่ โดยได้รับมอบบ้านมั่นคงชนบท 85 หลัง ก่อสร้างแล้วเสร็จ จำนวน 77 หลัง อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง 8 หลัง และสหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินอำเภอครบุรี (คทช.) จำกัด เนื้อที่ 537-1-47 ไร่ ได้รับมอบบ้านมั่นคงชนบท 60 หลัง ซึ่งยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ทั้งนี้ได้มอบบ้านให้ชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 ชุมชน ประกอบด้วย สหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน จ.นครราชสีมา 4 ชุมชน คือ สหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินปากช่อง (คทช.) จำกัด, กลุ่มออมทรัพย์เกษตรกรรุ่นใหม่ปากช่อง, สหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินครบุรี(คทช.) จำกัด, แปลง ส.ป.ก. บ้านดอกกระชาย ต.ครบุรี อ.ครบุรี และสหกรณ์การเกษตรบ้านดงกล้วย จำกัด จ.กาฬสินธุ์ รวม 365 หลัง

“องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดให้วันจันทร์แรก ของเดือนตุลาคมของทุกปี เป็นวันที่อยู่อาศัยโลก (World Habitat Day) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประเทศต่างๆ ในโลกให้ความสำคัญกับสถานการณ์การอยู่อาศัยและการตั้งถิ่นฐานมนุษย์ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในส่วนกระทรวงเกษตรฯ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) มีภารกิจโดยตรงในการจัดสรรที่ดินทำกินแก่เกษตรกร อันเป็นปัจจัยสนับสนุนด้านอาชีพและความเป็นอยู่ที่มั่นคงแก่ประชาชน”  นายวิวัฒน์ กล่าว

เดินหน้ากฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการฯการันตีไม่ส่งผลกระทบเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/371737

x

เดินหน้ากฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการฯการันตีไม่ส่งผลกระทบเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ภายหลังจาก กรมวิชาการเกษตร ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองพันธุ์พืชทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ (เว็บไซต์) จากทุกภาคส่วนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 – กุมภาพันธ์ 2561 โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการปรับปรุงแก้ไขร่างพ.ร.บ. หากแล้วแสร็จจะนำไปประชาพิจารณ์และรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนใน 6 ภูมิภาคทั่วประเทศอีกครั้ง

การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้ได้ยึดผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลัก โดยไม่ได้เสียผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งเกษตรกรยังคงสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกในฤดูต่อไปในพื้นที่ของตนเองได้โดยไม่มีโทษใดๆ ส่วนการขยายการคุ้มครองจากส่วนขยายพันธุ์ไปถึงผลผลิตและผลิตภัณฑ์นั้น หมายถึง ขยายความคุ้มครองไปถึงเฉพาะ “ผลผลิต” หรือ “ผลิตภัณฑ์” ที่เกิดจากส่วนขยายพันธุ์ที่ได้มาโดยมิชอบ เท่านั้นแต่หากส่วนขยายพันธุ์นั้นได้มาอย่างถูกต้องแล้ว ผู้ผลิตก็มีสิทธิในผลผลิตและผลิตภัณฑ์นั้น ทั้งนี้เพื่อป้องกันเจตนาที่จะใช้ประโยชน์จากส่วนขยายพันธุ์ที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้อง

ส่วนกรณีการปรับระยะเวลาคุ้มครองตามกลุ่มพืชจากเดิม พืชล้มลุก 12 ปี เป็น 20 ปี พืชไม้ผลไม้ยืนต้นจาก 17 เป็น 25 ปี และพืชให้เนื้อไม้จาก 27 เป็น 25 ปี นั้น เนื่องจากในการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชกว่าจะได้พันธุ์ใหม่ที่ดีมีศักยภาพออกสู่ตลาด จำเป็นต้องใช้ต้นทุนทั้งความคิด เวลา และงบประมาณ ซึ่งการปรับช่วงเวลาที่นักปรับปรุงพันธุ์จะได้ประโยชน์จากพันธุ์พืชไร่และพืชล้มลุก และพืชยืนต้น ดังกล่าวนั้นจะทำให้นักปรับปรุงพันธุ์มีแรงจูงใจที่จะลงทุนและลงแรงในการปรับปรุงพันธุ์ใหม่ๆขึ้นมา รวมทั้ง เกษตรกร ประชาชนทั่วไป นักวิชาการ ซึ่งเป็นผู้ปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่และได้จดทะเบียนคุ้มครองก็จะได้รับผลประโยชน์จากการขยายระยะเวลาการคุ้มครองนี้ด้วยเช่นกัน

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า นอกจากนี้การปรับแก้ที่มาของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากเกษตรกร นักวิชาการ องค์กรสาธารณประโยชน์ และภาคเอกชน จากการเลือกตั้งกันเอง เป็นแต่งตั้งทั้งหมดนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อลดขั้นตอนให้การแต่งตั้งคณะกรรมการสามารถทำได้รวดเร็วขึ้นและมีความต่อเนื่อง ทำให้ดำเนินการได้ทันต่อเหตุการณ์ จึงปรับแก้ไขวิธีการคัดเลือกคณะกรรมการ โดยยังคงไว้ซึ่งองค์ประกอบของคณะกรรมการจากทุกภาคส่วนเช่นเดิม

“การปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช ในครั้งนี้ เป็นการปรับมาตรฐานการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ให้สอดคล้องกับหลักสากล โดยเกษตรกรยังสามารถใช้พันธุ์พืชดั้งเดิมและเมล็ดพันธุ์ที่มีอยู่ทั่วไปได้ตามปกติ ขอย้ำว่า การปรับแก้กฎหมายครั้งนี้ เกษตรกรจะประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นจากการได้รับสิทธิ์การคุ้มครองพันธุ์พืชที่ได้จากการปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาใหม่ รวมทั้งยังเป็นการเพิ่มทางเลือกและให้ความเป็นธรรมต่อเกษตรกรและนักปรับปรุงพันธุ์พืช ด้วย” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

กฤษฎาเรียกถกทูตยุโรป ติวเข้มเปิดตลาดส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/371734

x

กฤษฎาเรียกถกทูตยุโรป ติวเข้มเปิดตลาดส่งออก

วันจันทร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้เรียกประชุมทูตเกษตรประจำภูมิภาคยุโรปจาก 4 ประเทศ คือ อิตาลี เบลเยียม รัสเซีย และสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อมอบแนวทางปฏิบัติงานตามนโยบายการตลาดนำการผลิต โดยให้ทูตเกษตรไทยทุกประเทศลงพื้นที่สำรวจตลาดการค้าสินค้าเกษตรในประเทศที่ตนประจำอยู่ และให้ประสานงานกับทูตพาณิชย์ไทยร่วมลงไปสำรวจตลาดด้วยกัน อีกทั้งให้หาโอกาสพบปะกับหอการค้าหรือภาคเอกชนของประเทศนั้น ๆ เพื่อชี้แจงประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรไทยให้ต่างประเทศได้รู้จัก

นายระพีภัทร์กล่าวต่อไปว่า การดำเนินการดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ให้เน้นสินค้าข้าวและยางพาราที่เป็นสินค้าหลักของประเทศไทย เนื่องจากประเทศในยุโรป เช่น อิตาลี เยอรมนี และกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก มีความสนใจเกี่ยวกับสินค้าข้าวและยางพารามากขึ้นในช่วงนี้ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสการส่งออกสินค้าเกษตรไทยมายังยุโรป อีกทั้งสั่งการให้ทุกสำนักงานเกษตรในต่างประเทศดำเนินการในเรื่องต่างๆ คือ 1) ติดตามสถานการณ์และแนวโน้มด้านการเกษตร และความต้องการของผู้บริโภคในต่างประเทศ 2) เพิ่มโอกาสในการส่งออกยางพารา ข้าว ผักและผลไม้ ปศุสัตว์ และประมง 3) ศึกษาข้อมูลภาคเกษตรของแต่ละประเทศ เพื่อปรับใช้ในการสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรและการรวมกลุ่มของเกษตรกร 4) ติดตามข้อมูลข่าวสารทางด้านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการผลิตการเกษตรของต่างประเทศ เพื่อนำมาใช้ในการลดต้นทุนการผลิตภาคเกษตรของเกษตรกรในประเทศไทย และ 5) ให้ใช้ระบบไอทีเชื่อมโยงข้อมูลด้านการเกษตรของสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ไปยังเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ และเกษตรกรในประเทศไทย เพื่อให้รับรู้ข่าวสารและก้าวทันต่อสถานการณ์การผลิตและการเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย