สกัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง เร่งถ่ายทอดความรู้-แนวทางป้องกันสู่เกษตรกรในพื้นที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/371735

x

สกัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง เร่งถ่ายทอดความรู้-แนวทางป้องกันสู่เกษตรกรในพื้นที่

วันจันทร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ขณะนี้ในประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ เวียดนาม และกัมพูชา เกิดการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus ซึ่งมีพื้นที่ระบาดอยู่ใกล้ชายแดนไทยจึงมีโอกาสเสี่ยงที่โรคนี้จะแพร่ระบาดเข้ามา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ตระหนักถึงวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นกับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังและอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทย จึงได้ติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังการระบาดของโรคดังกล่าวอย่างใกล้ชิด มิให้แพร่เข้ามาในประเทศไทย โดยเจ้าหน้าที่จากกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตรในพื้นทีได้ร่วมกันสำรวจแปลงปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ เพื่อเฝ้าระวังการระบาด พร้อมทั้งให้คำแนะนำและแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างเร่งด่วน และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว กรมส่งเสริมการเกษตร จึงจัดการอบรมหลักสูตรการสำรวจและเฝ้าระวังการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังให้กับเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

การอบรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้กับเจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการสำรวจและเฝ้าระวังโรคใบด่าง เพื่อจะได้นำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการสำรวจและเฝ้าระวังพร้อมทั้งให้คำแนะนำในการป้องกันกำจัดด้วยวิธีการที่ถูกต้อง แก่เกษตรกรต่อไป โดยมีนักวิชาการจากกรมวิชาการเกษตรมาเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวกับโรคใบด่างมันสำปะหลัง เช่น ที่มาและความสำคัญของโรค การแพร่ระบาด แมลงหวี่ขาวพาหะนำโรค การตรวจวินิจฉัยโรค เทคนิควิธีการสำรวจโรคตามมาตรฐานสากล แนวทางและมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังในประเทศไทย รวมถึงสถานการณ์กรณีต้องใช้มาตรการทางกฎหมายด้วย

ทั้งนี้ หากเกษตรกรพบต้นมันสำปะหลังแสดงอาการใบด่างเหลือง ใบเสียรูปทรง และมีขนาดเล็กลง ยอดที่แตกใหม่ด่างเหลือง ลำต้นแคระแกรน ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล หรือสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน เพื่อเข้าสำรวจต้นมันสำปะหลังที่แสดงอาการดังกล่าวทันที

กษ.เคาะเสร็จ! จัดโควตาผู้ประกอบการนมโรงเรียน รับซื้อน้ำนมดิบวันละ1,170ตันต่อวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/371817

กษ.เคาะเสร็จ! จัดโควตาผู้ประกอบการนมโรงเรียน รับซื้อน้ำนมดิบวันละ1,170ตันต่อวัน

กษ.เคาะเสร็จ! จัดโควตาผู้ประกอบการนมโรงเรียน รับซื้อน้ำนมดิบวันละ1,170ตันต่อวัน

วันอาทิตย์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 20.47 น.

กษ.เคาะเสร็จจัดโควต้าผู้ประกอบการนมโรงเรียน64ราย71โรงงาน รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรวันละ1,170ตันต่อวัน พร้อมจัดสรรพื้นที่​ส่งนมโรงเรียนลงตัว ชงมิลค์บอร์ดเห็นชอบเร่งดำเนินการทำสัญญาให้แล้วเสร็จก่อนเปิดภาคเรียนที่2วันที่1พ.ย.นี้

21 ต.ค.61 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน กล่าวว่า ได้พิจารณาจัดสรรสิทธิการจำหน่ายแก่ผู้ประกอบการแล้ว โดยในภาคเรียนที่ 2/2561 นี้มีผู้ผ่านคุณสมบัติ 64 ราย 71 โรงงาน เป็นรายที่เคยร่วมโครงการในภาคเรียนที่ผ่านมา 59 ราย รายที่เคยเข้าโครงการในปีก่อนๆ แต่ไม่ได้เข้าในภารเรียนที่ 1/2561 จำนวน 4 ราย และมี 1 ราย ซึ่งเป็นรายใหม่ รวมปริมาณน้ำนมที่ผู้ประกอบการยื่นขอเข้าร่วมโครงการ 1,317.647 ตันต่อวัน เกินปริมาณซึ่งคณะอนุกรรมการบริหาร​จัดการ​บริหาร​จัดการ​ฯ​​ นม​โรงเรียน​กำหนดไว้ที่ 1,170 ตันต่อวัน โดยคำนวณ​จากจำนวนนักเรียน​ทั้ง​ 7,400,000 คน​ ดื่มนมวันละ​ 200​ มิลลิลิตร​ ภาค​เรียน​ละ​ 130 วัน​ ดังนั้น ปริมาณ​น้ำ​นมที่ผู้ประกอบการ​ยื่น​ขอ​ร่วมโครงการเกินอยู่ 147.647 ตันต่อวัน โดยคณะอนุกรรมการฯ​ ได้ปรับลดตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด​โดยคณะอนุกรรมการวิชาการของคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (มิลค์บอร์ด)

ในวันพรุ่งนี้ (22 ต.ค.) จะเชิญผู้ประกอบการที่คุณสมบัติผ่านทั้ง 64 ราย มาร่วมประชุม​ โดยคณะอนุกรรมการบริหารจัดการนมโรงเรียนจะพิจารณาจัดสรรตามประกาศหลักเกณฑ์การจัดสรรสิทธิและพื้นที่จำหน่ายของมิลค์บอร์ด จากที่แบ่งเป็น 4 ภาคคือ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ โดยผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิน้อยกว่า 50,000 กล่อง/ถุงต่อวัน ซึ่งมีสถานที่ผลิตในจังหวัดใดจะได้จำหน่ายในพื้นที่นั้นหรือพื้นที่ใกล้เคียง หากมีผู้ประกอบการในพื้นที่มากกว่า 1 ราย ให้จัดสรรแก่สหกรณ์ขนาดเล็ก โครงการพระราชดำริ สถาบันการศึกษา หรือผู้ประกอบการเอกชนขนาดเล็กก่อน ผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิจำหน่ายมากกว่า 50,000 กล่อง/ถุงต่อวัน จะได้รับพิจารณาเป็นลำดับถัดไป ทั้งนี้ เบื้องต้นจะให้ผู้ประกอบการได้ข้อตกลงกันเองก่อน แต่หากตกลงกันไม่ได้ คณะอนุกรรมการบริหารจัดการฯ​ นมโรงเรียนจะเป็นพิจารณาชี้ขาด ส่วนใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีผู้ประกอบการในสถานที่น้อย หากมีสิทธิเหลือ ให้คณะอนุกรรมการฯ​ ​พิจารณาจัดสรรแก่ผู้ประกอบการภาคอื่นได้

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวว่า จะพิจารณาจัดสรรพื้นที่ให้ภายในวันที่ 23 ต.ค.จากนั้นจะนำเสนอมิลค์บอร์ดพิจารณาเห็นชอบการจัดสรรสิทธิการจำหน่าย ในวันที่ 24 ต.ค.แล้วประกาศผลการจัดสรรสิทธิและพื้นที่จำหน่าย ในวันที่ 26 ต.ค.เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ไปทำสัญญาซื้อขายกับหน่วยงานที่จัดซื้อให้เสร็จก่อนเปิดภาคเรียนที่ 2/2561 วันที่ 1 พ.ย.โดยหน่วยงานที่จัดซื้อนมโรงเรียนรัฐบาลและเทศบาล คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ส่วนโรงเรียนเอกชนดูแลโดยกระทรวงศึกษาธิการ อีกทั้งจะต้องรายงานยอดการใช้น้ำนมจากศูนย์รวบรวมนม ยอดการผลิตรายเดือน ยอดการส่งมอบผลิตภัณฑ์นมไปยังโรงเรียนแก่องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการของคณะอนุกรรมการบริหารจัดการนมโรงเรียนทุก 15 วัน ซึ่งในภาคเรียนนี้จะตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้เกิดข้อร้องเรียนว่า แจ้งตัวเลขรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรอันเป็นเท็จ

เริ่มแล้ว! ชาวนาสุรินทร์เก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิ กว่า 3 แสนไร่ ขายตันละ 13,500 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/371658

เริ่มแล้ว! ชาวนาสุรินทร์เก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิ กว่า 3 แสนไร่  ขายตันละ 13,500 บาท

เริ่มแล้ว! ชาวนาสุรินทร์เก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิ กว่า 3 แสนไร่ ขายตันละ 13,500 บาท

วันเสาร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 21.20 น.

20 ต.ค.61 ผู้สื่อข่าวประจำรายงานว่า พื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิทั่วทั้งจังหวัดสุรินทร์กว่า 3 แสนไร่ ขณะนี้ข้าวหอมมะลิ พันธุ์ กข 15 กำลังสุกเหลืองอร่ามทั่วทุ่งนาพร้อมเก็บเกี่ยว ส่วนข้าวหอมมะลิพันธุ์ กข 105 ใกล้สุกสามารถเก็บเกี่ยวได้ต่อจากข้าวหอมมะลิ พันธุ์ กข 15 ขณะรถรับจ้างเกี่ยวข้าวยืนราคา 500 บาทต่อไร่  ปัญหาที่ชาวนาทั่วไปกำลังประสบและเดือดร้อนทุกปีคือ ไม่มีลานตากข้าวที่เก็บเกี่ยวขึ้นจากนา ทำให้ชาวนาต้องจำใจขายข้าวเปลือกมีความชื้นสูง และได้ราคาต่ำ โดยขณะนี้ตามท้องถนนหรือตามลานวัด สนามโรงเรียน จะพบเห็นข้าวเปลือกของชาวนาตากเต็มไปหมด โดยแบ่งกันตากผลัดเปลี่ยนกันไป ข้าวเปลือกของใครตากแห้งแล้วก็กรอกบรรจุใส่ถุงปุ๋ยนำขึ้นเก็บไว้ในยุ้งฉาง เพื่อรอขายในช่วงที่ราคาสูงขึ้น

โดยเฉพาะที่ทุ่งนาบ้านตะวัน ต.สลักได  อ.เมือง จ.สุรินทร์ มีชาวนาเร่งเก็บเกี่ยวข้าว นำข้าวเปลือกขึ้นบรรทุกไปขายที่โรงสีข้าว ซึ่งเป็นข้าวสดที่เพิ่งเกี่ยวขึ้นจากนายังไม่ตากแห้ง พอมาถึงทางผู้รับซื้อทำการคัดข้าวดูว่ามีข้าวเมล็ดแดงปะปนมากน้อยเพียงใด พร้อมวัดความชื้น รับซื้อในราคาตามป้าย กิโลกรัมละ 13.50 บาท หรือตันละ 13,500 บาท หากความชื้นสูงจะรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 12.10 บาท หรือตันละ12,100 บาท เมื่อขายแล้วได้รับเงินสดทันที  ซึ่งเป็นราคาที่ชาวนาสุรินทร์ส่วนใหญ่พอใจในระดับหนึ่ง ดีกว่า2-3ปีที่ผ่านมาที่ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิตกต่ำเหลือเพียงกิโลกรัมละ 8 บาทเท่านั้น ขณะที่เด็กๆลูกหลานชาวนา ต่างพากันมาวิ่งไล่จับ ตั๊กแตน จับปลา และจับหนูนา ระหว่างที่รถกำลังเกี่ยวข้าว อย่างสนุกสนาน

นายปิยะ ชาบุรี  อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 173 ม.8 ต.สลักได อ.เมือง จ.สุรินทร์ กล่าวว่า ตนจ้างรถเกี่ยวข้าว ไร่ละ 500 บาท ได้ข้าวหอมมะลิประมาณกว่า 2 อุ้ม นำข้าวเปลือกไปขายแล้ว 1 อุ้มได้ 2 ตันกว่า ตนไปติดต่อขายให้โรงสีเข้าให้ราคา กิโลกรัมละ 13.50 บาท แต่พอไปขายจริงๆถูกหลักความชื้น ขายจริงๆได้ราคากิโลกรัมละ 12.10 บาท ราคาปีนี้ดีกว่าปีที่ผ่านมา  อยากวิงวอนผ่านสื่อถึงรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  อยากให้รัฐบาลเข้ามาดูแลให้ราคาข้าวสูงกว่านี้เพราะต้นทุนการทำนาสูงขึ้นมาก  และชาวนาส่วนใหญ่ของประเทศ ต้องมาประสบปัญหาภัยแล้ง ยังโชคดีที่สุรินทร์ น้ำท่าอุดมสมบูรณ์พอมีข้าวให้เก็บเกี่ยว

กรมชลย้ำความสำเร็จ ‘ไทยนิยม ยั่งยืน’ สร้างประโยชน์ทั่วประเทศร่วม 8 แสนไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/371521

กรมชลย้ำความสำเร็จ 'ไทยนิยม ยั่งยืน' สร้างประโยชน์ทั่วประเทศร่วม 8 แสนไร่

กรมชลย้ำความสำเร็จ ‘ไทยนิยม ยั่งยืน’ สร้างประโยชน์ทั่วประเทศร่วม 8 แสนไร่

วันเสาร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 10.02 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ 2561 จำนวน 13,701.985 ล้านบาท เพื่อดำเนินการโครงการไทยนิยมยั่งยืน จำนวน 2,074 แห่ง/2,088 รายการ ภายใต้กรอบการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง 3 กรอบ ได้แก่ 1.คนไทยไม่ทิ้งกัน 2. ชุมชนอยู่ดีมีสุข และ 3. รู้กลไกการบริหารราชการ แบ่งเป็น 3 โครงการ/ 4 เมนู คือ 1. โครงการจ้างแรงงานชลประทานสร้างรายได้แก่เกษตรกร (คนไทยไม่ทิ้งกัน) เมนูจ้างแรงงานสร้างรายได้ 2. โครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ (ชุมชนอยู่ดีมีสุข) เมนูการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ 3. โครงการพัฒนาโครงสร้างด้านแหล่งน้ำชลประทาน(รู้กลไกการบริหารราชการ)มี 2 เมนูคือ เมนูพัฒนาแหล่งน้ำสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และเมนูพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำชลประทาน เพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง

“ผลความก้าวหน้าโครงการไทยนิยมยั่งยืนที่กรมชลประทานได้ดำเนินการแล้ว มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 830,974 ไร่ เกษตรกรได้รับผลประโยชน์จำนวน 186,367 ครัวเรือน มีการสนับสนุนการใช้ยางพาราทำถนนเลียบคลองชลประทานแล้วปริมาณ 259.44 ตัน จัดจ้างแรงงานได้จำนวน 9,238 คน เกินจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 7,520 คน ทำให้ประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำที่ขึ้นทะเบียน ได้รับค่าจ้าง 377.85 บาทต่อวัน คิดเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยคนละ 16,000 บาท สำหรับด้านการกักเก็บน้ำ เมื่อแล้วเสร็จสามารถเพิ่มความจุกักเก็บน้ำได้ 14 ล้านลูกบาศก์เมตร อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานได้กำชับหน่วยงานในพื้นที่ ให้เร่งดำเนินงานทุกโครงการให้สำเร็จภายในสิ้นปีนี้   เพื่อประชาชนและเกษตรกร จะได้รับประโยชน์สูงสุดในเวลาอันรวดเร็วและต่อเนื่อง” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ด้านนายเชษฐา ดิษยมาลย์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเพชรบูรณ์ กล่าวว่า โครงการชลประทานเพชรบูรณ์ได้รับงบประมาณจากโครงการไทยนิยมยั่งยืน จำนวน 106.9 ล้านบาท ซึ่งได้กำหนดแผนการใช้งบประมาณประกอบด้วยงานซ่อมแซมและบำรุงรักษาระบบชลประทาน งานก่อสร้างฝาย งานสนับสนุนการใช้ยางพาราเพื่อซ่อมแซมถนนเลียบลำคลองส่งน้ำ และจ้างแรงงาน ขณะนี้งานดำเนินการไปตามแผนที่วางไว้อย่างรวดเร็ว แก้ไขปัญหาได้ตรงจุดทันท่วงที ยกตัวอย่างงานซ่อมแซมระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำรัตนัยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ตำบลเขาค้อ ที่เกิดการชำรุดทำให้ส่งน้ำได้ไม่เต็มศักยภาพ ราษฎรร้องขอให้ซ่อมแซมและได้รับเงินจากโครงการไทยนิยมยั่งยืนไปจัดซื้อวัสดุซ่อมแซมโดยตรง ไม่ต้องผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อน และราษฎรได้ช่วยลงแรงปรับปรุง / วางท่อระบบส่งน้ำกันเอง ณ ตอนนี้ระบบส่งน้ำใช้งานได้ตามปกติ ราษฎรได้รับประโยชน์เต็มพื้นที่ 300 ไร่เช่นเดิม ตัวอย่างอีกงานคือ การขุดลอกตะกอนดินที่กรมชลประทานจ้างแรงงานผู้ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรในพื้นที่มาช่วยลอกดินในคลอง จากที่ตื้นเขิน ส่งน้ำไม่สะดวก ปัจจุบันน้ำไหลได้สะดวก นอกจากช่วยปรับปรุงสิ่งก่อสร้างแล้ว ยังช่วยให้ประชาชนรู้สึกถึงการเป็นเจ้าของระบบชลประทานร่วมกันด้วย

นอกจากนี้ งานซ่อมแซมปรับปรุงถนนเลียบคลองชลประทาน ก็เป็นอีกหนึ่งงานที่ได้ดำเนินการ เนื่องจากเกษตรกรต้องใช้เป็นเส้นทางสัญจร เพื่อขนส่งพืชผลทางการเกษตร ซึ่งถนนเลียบคลองชลประทานในจังหวัดเพชรบูรณ์ส่วนใหญ่เป็นลูกรัง เกิดการชำรุดเสื่อมโทรมจากการใช้งานมายาวนาน เมื่อเกิดโครงการไทยนิยมยั่งยืนขึ้นมา จึงได้รับงบประมาณเข้าไปซ่อมแซมปรับปรุงถนน ด้วยการใช้แบบถนนที่ผสมน้ำยางพารา ในอัตราร้อยละ 20 ช่วยสนับสนุนการใช้ยางพาราในประเทศ ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้สั่งซื้อน้ำยางพาราจากการยางแห่งประเทศไทยโดยตรง เพื่อให้ได้     น้ำยางที่ตรงความต้องการและราคาที่เป็นธรรม สำหรับใช้ในงานซ่อมแซมถนนคันคลองชลประทานในพื้นที่ต่างๆ อาทิ งานซ่อมแซมถนนคันคลองฝั่งซ้าย 2R-LMC อ่างเก็บน้ำห้วยป่าแดง ต.นางั่ว อ.เมือง ระยะทาง 800 เมตร , งานซ่อมแซมถนนคันคลองฝั่งขวา 1L-RMC ของอ่างเก็บน้ำห้วยป่าแดง ต.สะเดียง อ.เมือง ระยะทาง 1.170 กิโลเมตร , งานซ่อมแซมถนนบริเวณหัวงานอ่างเก็บน้ำห้วยใหญ่ ต.ห้วยใหญ่ อ.เมือง ระยะทาง 1.25 กิโลเมตร , งานซ่อมแซมถนนบริเวณ     หัวงานอ่างเก็บน้ำรัตนัย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.เขาค้อ อ.เขาค้อ ระยะทาง 300 เมตร และงานซ่อมแซมถนนบริเวณหัวงานอ่างเก็บน้ำคลองลำกง ต.วังท่าดี อ.หนองไผ่ ระยะทาง 715 เมตร เป็นต้น รวมงานซ่อมแซมถนนทั้งสิ้น 10 สาย ความยาวรวม 27.93 กิโลเมตร ชาวบ้านได้รับประโยชน์รวม 4,960 ครัวเรือน ใช้น้ำยางพาราไปทั้งสิ้น 51 ตัน ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2562

“ตั้งแต่ทางโครงการชลประทานเพชรบูรณ์ ได้รับงบประมาณจากโครงการไทยนิยมยั่งยืน เป็นเวลาเพียง 7 เดือน สามารถช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ในระบบชลประทานได้รวดเร็วกว่าขั้นตอนปกติ ส่งผลไปถึงประชาชนและเกษตรกรที่จะมีน้ำใช้ และได้นำน้ำต้นทุนไปสร้างงานสร้างรายได้ต่อไป” นายเชษฐา กล่าว

นางเจริญ บางทา ชาวบ้านหมู่ 11 ต.ป่าเลา อ.เมืองเพชรบูรณ์ กล่าวว่า ก่อนหน้าที่จะเข้าร่วมโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ตนก็รับจ้างทั่วไป เช่น รับจ้างดำนา เกี่ยวข้าว เก็บข้าวโพด และก็หารายได้เสริมจากการขายแมลงทอดตามตลาดนัดบ้าง แต่ก็มีรายได้ไม่แน่นอน พอมีโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ที่ให้มีการจ้างแรงงานตนก็ได้เข้าร่วม โดยงานหลักคือขุดลอกคลองชลประทาน ปรับปรุงถนนเลียบคลองชลประทาน รวมทั้งงานอื่นที่ทางหน่วยงานชลประทานเพชรบูรณ์จะมอบหมาย ซึ่งมีระยะเวลาทำงานนี้ 3 เดือน ได้รายได้เฉลี่ยวันละ 377 บาท ซึ่งมองว่าเป็นโครงการที่ดี เนื่องจากตนก็เป็นชาวบ้านมีความรู้ไม่มาก จะไปหางานทำที่อื่นคงยาก แต่โครงการนี้สนับสนุนให้คนในพื้นที่ได้ทำงานในถิ่นฐาน ไม่ต้องเคลื่อนย้ายไปรับจ้างที่อื่น ตนจึงอยากให้มีโครงการที่ดีมีประโยชน์ต่อชาวบ้านอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ

ขยายเวลาปิดหน่วยปฏิบัติการ‘ฝนหลวง’ถึงพ.ย. ช่วยเกษตรกรเริ่มพบปัญหาภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/371440

ขยายเวลาปิดหน่วยปฏิบัติการ‘ฝนหลวง’ถึงพ.ย. ช่วยเกษตรกรเริ่มพบปัญหาภัยแล้ง

ขยายเวลาปิดหน่วยปฏิบัติการ‘ฝนหลวง’ถึงพ.ย. ช่วยเกษตรกรเริ่มพบปัญหาภัยแล้ง

วันศุกร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 18.01 น.

ขยายเวลาปิดหน่วยปฏิบัติการ‘ฝนหลวง’ถึงพ.ย. ช่วยเกษตรกรเริ่มพบปัญหาภัยแล้ง

19 ต.ค.61 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์พื้นที่การเกษตรในหลายภูมิภาคของประเทศ พบว่า เกษตรกรเริ่มประสบปัญหาภัยแล้ง จึงทำให้ในพื้นที่การเกษตรยังคงมีความต้องการน้ำ เพื่อหล่อเลี้ยงพืชอีกหลายชนิดที่อยู่ระหว่างการเจริญเติบโต อาทิ ข้าว ข้าวโพด อ้อยและมันสำปะหลัง พบว่าพื้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิตข้าว ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน โดยเก็บเกี่ยวในช่วงเดือน พ.ย.61-ม.ค.62 ซึ่งขณะนี้เกษตรกรและอาสาสมัครฝนหลวงได้ขอรับบริการฝนหลวงมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับในส่วนของเขื่อนและอ่างเก็บน้ำต่างๆ ยังมีความต้องการปริมาณน้ำเก็บกักให้มากยิ่งขึ้น กรมฝนหลวงฯ จึงต้องเร่งเพิ่มปริมาณน้ำให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้สอดรับกับโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ในการช่วยเหลือเกษตรกรหลังฤดูการทำนา ซึ่งเป็นรูปแบบการปฏิรูปภาคเกษตรให้ผลผลิตสมดุลกับตลาด สามารถยกระดับรายได้เกษตรกรได้จริง

โดยกรมฝนหลวงฯ ได้ปรับแผนการปฏิบัติการฝนหลวงขยายเวลาปฏิบัติการฝนหลวงจากแผนเดิมที่ดำเนินการปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศในวันที่ 31 ต.ค. ให้ขยายเวลาไปจนถึงกลางเดือน พ.ย.61 และอาจขยายการปฏิบัติการต่อเนื่องไปจนกว่าสภาพอากาศจะไม่เหมาะสม โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะติดตามสถานการณ์สภาพอากาศจากสถานีเรดาร์ตลอด 24 ชม ถ้าพบว่าสภาพอากาศเหมาะสมก็จะขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงทันที ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งให้ระดมกำลังไปปฏิบัติการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบนี้แล้ว

นายสุรสีห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โดยสรุปผลรวมการปฏิบัติการฝนหลวงตั้งแต่เริ่มตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง เมื่อวันที่ 1 มี.ค.-18 ต.ค.61 มีการขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 218 วัน มีวันฝนตกจากการปฏิบัติการฝนหลวงคิดเป็นร้อยละ 95.15 ขึ้นบินปฏิบัติงานจำนวน 4,162 เที่ยวบิน ปริมาณการใช้สารฝนหลวง 3502.63 ตัน พลุซิลเวอร์ไอโอไดด์สำหรับภารกิจปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 1,809 นัด พลุแคลเซียมคลอไรด์สำหรับภารกิจปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 84 นัด จังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 58 จังหวัด

อีกทั้งตามแผนการคาดการณ์ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนและอ่างเก็บน้ำในภูมิภาคต่างๆ ระหว่างวันที่ 20 ก.ย. – 31 ต.ค. 61 สามารถปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้ตามเป้าหมาย อาทิ ภาคเหนือ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่ มีปริมาณน้ำไหลเข้า จำนวน 8.030 ล้าน ลบ.ม.จากแผนคาดการณ์ 10 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเขื่อนลำแชะ จังหวัดนครราชสีมา มีปริมาณน้ำไหลเข้า จำนวน 4.630 ล้าน ลบ.ม.จากแผนคาดการณ์ 5 ล้าน ลบ.ม.

ภาคกลางอ่างเก็บน้ำทับเสลา จังหวัดอุทัยธานี มีปริมาณน้ำไหลเข้า จำนวน 10.550 ล้าน ลบ.ม.จากแผนคาดการณ์ 5 ล้าน ลบ.ม. และภาคตะวันออกอ่างห้วยยาง จังหวัดสระแก้ว มีปริมาณน้ำไหลเข้า จำนวน 3.126 ล้าน ลบ.ม.จากแผนคาดการณ์ 12 ล้าน ลบ.ม. สำหรับอ่างเก็บน้ำและเขื่อนอื่นๆ จะเร่งปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้รองรับความต้องการของเกษตรกร

ก.เกษตรฯจับมือสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เข้าโครงการพลังประชารัฐรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/371357

ก.เกษตรฯจับมือสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เข้าโครงการพลังประชารัฐรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ก.เกษตรฯจับมือสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เข้าโครงการพลังประชารัฐรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

วันศุกร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 13.42 น.

ก. เกษตรฯ จับมือ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ยินดีเข้าร่วมโครงการพลังประชารัฐ ชมเป็นนโยบายที่ดี กำหนดราคาและจุดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กิโลกรัมละ 8 บาท ที่ความชื้น 14.50 % ทดแทนนำเข้าข้าวสาลี พร้อมเปิดจุดรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรทุกอำเภอ

19 ต.ค.61 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมกับอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรประชุมร่วมกับสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย

นายอนันต์ กล่าวว่า สมาคมฯ ยินดีร่วมมือในโครงการพลังประชารัฐรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในราคาตลาด ซึ่งขณะนี้กิโลกรัมละ 9 บาทกว่า ที่ความชื้นที่ 14.50 % โดยเมื่อถึงระยะเวลาเก็บเกี่ยวในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ราคารับซื้อจะตามราคาตลาดในช่วงเวลานั้น แต่รับประกันไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8 บาท โดยเป็นราคารับซื้อหน้าโรงงานที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนราคาหน้าโรงงานในต่างจังหวัดจะขึ้นกับค่าขนส่งตามระยะทางใกล้หรือไกล

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ยืนยันว่า บริษัทผลิตอาหารสัตว์มีความต้องการรับซื้อข้าวโพดเพื่อมาเป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์จำนวนมาก ทดแทนนำเข้าข้าวสาลีจากต่างประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมาผลผลิตข้าวโพดในไทยไม่เพียงพอ แต่เมื่อมีโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของรัฐบาล นับว่าเป็นนโยบายที่ดี ทั้งนี้ทางสมาคมจะหารือกันต่อไปเพื่อกำหนดจุดรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรว่า บริษัทใดรับจะตั้งจุดรับซื้อที่ใดบ้าง เบื้องต้นทางกระทรวงเกษตรฯ ได้ขอความร่วมมือว่า ให้ตั้งจุดรับซื้ออย่างน้อยอำเภอละ 1 จุด แต่หากอำเภอใดมีพื้นที่ปลูกมากจะเพิ่มจุดรับซื้อเพื่อให้สะดวกแก่เกษตรกรและสหกรณ์การเกษตรที่ทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

สทนช.เข้มแผนบริหารน้ำ เตรียมพร้อมรับมือแล้ง-เกาะติดฝนถล่มภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/371142

x

สทนช.เข้มแผนบริหารน้ำ เตรียมพร้อมรับมือแล้ง-เกาะติดฝนถล่มภาคใต้

วันศุกร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยา และ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) คาดว่าในช่วง 7 วันหลังจากนี้ จะยังคงมีปริมาณฝนที่ตกในหลายพื้นที่แต่ไม่มากนัก โดยมีพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังในช่วงวันที่ 21 – 22 ตุลาคม คือ จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่จะได้รับอิทธิพลจากหย่อมความกดอากาศต่ำ ส่งผลให้มีฝนตกหนักเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน ได้เตรียมความพร้อมการป้องกันและการให้ความช่วยเหลือหากเกิดสถานการณ์น้ำหลากในพื้นที่ไว้แล้ว

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในปัจจุบัน พบว่า มีอ่างเก็บน้ำ 6 แห่ง ที่มีแนวโน้มปริมาณน้ำต้นทุนน้อย คือ อ่างเก็บน้ำแม่มอก จ.ลำปาง อ่างเก็บน้ำห้วยหลวง จ.อุดรธานี อ่างเก็บน้ำอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น อ่างเก็บน้ำลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ อ่างเก็บน้ำทับเสลา จ.อุทัยธานี และอ่างเก็บน้ำกระเสียว จ.สุพรรณบุรี เนื่องจากปริมาณน้ำมีจำกัด ทำให้กรมชลประทานมีความจำเป็นที่จะต้องจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ และไม่สามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่เพาะปลูกนาปรังได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการวางแผนเก็บกักน้ำในช่วงปลายฤดูฝนไว้ให้ได้มากที่สุด กรมฝนหลวงฯ มีแผนที่จะดำเนินการเพิ่มน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อย รวมทั้งพื้นที่การเกษตรด้านท้ายอ่างฯที่ต้องการน้ำ ส่วนกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ก็จะเร่งเพิ่มน้ำต้นทุนให้กับการผลิตน้ำประปาชนบทอีกด้วย เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้เหลือน้อยที่สุด

เลขาธิการ สทนช. กล่าวต่อว่า ในส่วนของการดำเนินการของศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2561 นั้น ปัจจุบันสถานการณ์น้ำในพื้นที่ต่างๆ เข้าสู่สภาวะปกติแล้ว ประกอบกับ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ประกาศแจ้งว่า ฤดูฝนของประเทศไทยตอนบนจะสิ้นสุดประมาณกลางเดือนตุลาคม 2561 ดังนั้น เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำสอดคล้องกับการคาดการณ์สภาพอากาศ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ จึงขอปิดศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป แต่หากมีเหตุวิกฤติ สทนช. จะทำการเปิดศูนย์เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์และช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงทีต่อไป

เร่งสางราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ กนป.รุกปรับสมดุล-เดินหน้าพัฒนาทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/371143

เร่งสางราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ กนป.รุกปรับสมดุล-เดินหน้าพัฒนาทั้งระบบ

เร่งสางราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ กนป.รุกปรับสมดุล-เดินหน้าพัฒนาทั้งระบบ

วันศุกร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากปริมาณความต้องการใช้น้ำมันปาล์มในตลาดโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นน้อยกว่าปริมาณการผลิต ประกอบกับอินเดียซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าลำดับที่ 1 ของโลก ปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 44 ทำให้ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก คือ อินโดนีเซียและมาเลเซีย ส่งออกได้ลดลง ทำให้สต๊อกน้ำมันปาล์มโลกเพิ่มขึ้น และราคาน้ำมันปาล์มดิบมีแนวโน้มลดลง โดยเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างกิโลกรัมละ 17.00-20.50 บาท ขณะที่ประเทศไทยราคาผลปาล์มที่เกษตรกรขายได้ และราคาน้ำมันปาล์มดิบเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างกิโลกรัมละ 2.80 – 3.80 บาท และ 19.00 – 23.00 บาท ตามลำดับ

คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ในคราวประชุมวันที่ 11 พฤษภาคม 2561 มีมติเห็นชอบมาตรการการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศ ดังนี้ 1) เร่งผลักดันการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ 300,000 ตัน เพื่อลดสต๊อกน้ำมันปาล์มให้เข้าสู่ระดับปกติ และช่วยรักษาเสถียรภาพราคา โดยใช้งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นวงเงิน 525 ล้านบาท ขณะนี้ อยู่ระหว่างสำนักงบประมาณพิจารณาเสนอขอความเห็นชอบการจัดสรรงบกลางฯ 2) ให้กระทรวงพลังงานเร่งรัดดำเนินการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล B20 ในรถบรรทุกขนาดใหญ่ โดยผลการจำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 ข้อมูลวันที่ 2 ก.ค. – 30 ก.ย. 2561 สามารถจำหน่าย B20 ได้ 6.89 ล้านลิตร คิดเป็นน้ำมันปาล์มดิบ 1,199 ตัน หรือเฉลี่ยวันละ 13.17 ตัน 3) ให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ หารือร่วมกับกรมศุลกากร พิจารณากำหนดแนวทางการบริหารจัดการการถ่ายลำผ่านแดนน้ำมันปาล์ม เพื่อสามารถกำกับดูแล ความถูกต้องของสินค้าที่ถ่ายลำและผ่านแดน 4) มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งรัดออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องกำหนดวัตถุดิบและคุณภาพผลิตภัณฑ์ของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มโดยเร็ว ทั้งนี้ อาจพิจารณาจัดทำแผนงานในการปรับข้อกำหนดคุณภาพการสกัดน้ำมันปาล์มของโรงงานฯ ให้มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูงขึ้นเป็นลำดับตามระยะเวลาที่กำหนด ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี

ร้องช่วยเกษตรกรไร่สับปะรด ปรับเปลี่ยนแผนการเพาะปลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/371138

x

ร้องช่วยเกษตรกรไร่สับปะรด ปรับเปลี่ยนแผนการเพาะปลูก

วันศุกร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายเติมศักดิ์ บุญชื่น ประธานคณะกรรมการด้านพืชไร่ สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะทำงานด้านพืชไร่ ได้รับมอบหมายจาก สภาเกษตรกรแห่งชาติ จัดการสัมมนาเพื่อหาทางออกวิกฤติราคาสับปะรด และจัดทำข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลว่าควรมีแนวทางขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอย่างไร ทั้งนี้ประเด็นปัญหาที่ราคาสับปะรดตกต่ำเกิดจากวิกฤติที่ไม่สามารถควบคุมได้ เนื่องจากสับปะรดปี 2560 ผ่านแล้งมาก่อนทำให้มีราคาสูงขึ้นเกษตรกรปลูกกันมากขึ้น กอปรกับฤดูหนาวต่อเนื่องยาวนานทำให้สับปะรดออกมากผิดปกติจึงทำให้ราคาตกต่ำเป็นประวัติการ สภาเกษตรกรแห่งชาติ จึงทำข้อเสนอไปยังรัฐบาลให้กำหนดลดปริมาณที่มีอยู่ลงไป โดยส่งเสริมเชื่อมโยงไปสู่จังหวัดที่ไม่มีการปลูกสับปะรดให้บริโภคผลสดมากขึ้น ซึ่งจะเป็นมาตรการหนึ่งที่จะดึงราคาให้สูงขึ้นได้

ทั้งนี้ สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้สรุปประเด็นปัญหาตามกรอบยุทธศาสตร์นโยบายสับปะรด โดยเห็นพ้องว่าควรกำหนดพื้นที่เป้าหมายที่ 1 ได้แก่ในรัศมี 100 กิโลเมตรรอบโรงงานผลิต ควรเป็นพื้นที่ผลิตส่งโรงงาน พื้นที่เป้าหมายที่ 2 คือ นอกรัศมี 100 กิโลเมตรรอบโรงงานผลิต หรือในเขตภาคอีสานและภาคเหนือบางส่วน ควรเป็นพื้นที่ผลิตเพื่อบริโภคผลสดหรือการแปรรูป และควรปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมแปรรูปผลผลิต ซึ่งจากการจัดเวทีรับฟังเกษตรกรส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะปรับเปลี่ยนแต่ ณ วันนี้เกษตรกรไม่รู้จะปรับเปลี่ยนยังไง เนื่องจากขาดแหล่งพันธุ์, องค์ความรู้ และแหล่งรับซื้อ ภาครัฐควรเข้าช่วยเหลือในเรื่องที่เกษตรกรต้องการ

“เกษตรกรต้องรู้เท่าทันการผลิตสินค้า การคำนวณต้นทุนการผลิต ศักยภาพของสินค้าที่จะผลิต ความต้องการอุปโภค-บริโภค ตลาดอยู่ที่ไหนให้นึกถึงตลาดนำการผลิตก่อน แล้วย้อนมองตัวเองมีองค์ความรู้ในการผลิตนั้นหรือไม่ การผลิตออกมามากไม่ใช่การทำให้ราคาสูง แต่เป็นการลดราคาผลผลิตตัวเอง ตลาดเสียหาย ต้องฝากพี่น้องเกษตรกรให้ตระหนักเท่าทันเรื่องภาวะการตลาด ภาวะการผลิตด้วย” นายเติมศักดิ์ กล่าว

เกษตรฯเปิดเวทีฟังความเห็น กม.จำกัดการใช้สารพิษ3ชนิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/371139

x

เกษตรฯเปิดเวทีฟังความเห็น กม.จำกัดการใช้สารพิษ3ชนิด

วันศุกร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตร ได้กำหนดจัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกี่ยวกับการจำกัดการใช้วัตถุอันตราย 3 ชนิด คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซตในวันที่ 25 ตุลาคม ที่โรงแรมทีเค พาเลซ กทม. โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 250 คน ประกอบด้วย ผู้แทนภาครัฐ ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว อาจารย์มหาวิทยาลัย กระทรวงสาธารณสุข กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนภาคเอกชน ได้แก่ ผู้ประกอบการด้านสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และผู้แทนกลุ่มสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ องค์กรอิสระ รวมทั้งเกษตรกร และผู้สนใจ

“การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ จะเป็นการเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร และผู้เกี่ยวข้องได้แสดงความคิดเห็น และรับรู้การออกกฎหมายที่เกี่ยวกับมาตรการจำกัดการใช้วัตถุอันตราย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ก่อนที่จะออกเป็นกฎหมายเพื่อบังคับใช้ต่อไป ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร ตั้งแต่วันที่ 8-23 ตุลาคม 2561 นี้ ซึ่งเป็นไปตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้เปิดรับฟังความคิดเห็นไม่น้อยกว่า 15 วัน หลังจากนั้นจะรวบรวมความคิดเห็นทั้งหมดจากการรับฟังทั้ง 2 ช่องทางพร้อมร่างประกาศที่ผ่านการวิเคราะห์ความคิดเห็นดังกล่าวแล้วส่งให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาเป็นลำดับต่อไป” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว