ชู‘ศาสตร์พระราชา’ แก้ปัญหาความอดอยากหิวโหยของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/371141

x

ชู‘ศาสตร์พระราชา’ แก้ปัญหาความอดอยากหิวโหยของโลก

วันศุกร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการความมั่นคงด้านอาหารโลก (Committee on World Food Security – CFS) ครั้งที่ 45 เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานใหญ่ เอฟเอโอ กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี โดยได้ขึ้นกล่าวแถลงผลงานของรัฐบาลไทยในการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามเป้าหมายของสหประชาชาติ (SDGs) เป้าหมายที่ 2 เกี่ยวกับวาระการสร้างความมั่นคงอาหาร และการขจัดปัญหาความอดอยากหิวโหย พร้อมได้นำเสนอศาสตร์พระราชาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ได้น้อมนำลงไปสู่การปฏิบัติจริง ผ่านโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการพัฒนาของส่วนราชการต่างๆ ในด้านบริหารจัดการดิน น้ำ และทรัพยากรการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อนำมาใช้ในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงพระบรมราโชบายของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่ได้ให้ทุกส่วนราชการน้อมนำพระราชดำริของในหลวง
รัชกาลที่ 9 มาขยายผลสู่การปฏิบัติให้ครอบคลุมทุกมิติ ผ่านโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนไทยในด้านต่างๆ เช่น โครงการมูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (มทส.) โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามพระราชดำริ เป็นต้น อีกทั้งยังได้กล่าวถึงพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะทูตพิเศษด้านการขจัดความหิวโหยของเอฟเอโอ และทูตพิเศษด้านโครงการอาหารในโรงเรียนของโครงการอาหารโลก (WFP) โดยได้ดำเนินการผ่านโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศไทย

ทั้งนี้ ได้มีการรายงานต่อที่ประชุมเอฟเอโอ ว่า ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร อันดับ 11 ของโลก และไทยให้ความสำคัญกับโครงการขจัดความอดอยากหิวโหยของสหประชาชาติ ซึ่งผู้แทนเอฟเอโอ ที่ทำหน้าที่อภิปรายในที่ประชุมได้กล่าวยกย่องความสำเร็จในการสร้างความมั่นคงอาหาร และความหิวโหยของประเทศไทยผ่านโครงการโครงการพัฒนาด้านต่างๆ ของทั้งในส่วนราชการและภาคประชาชนในประเทศไทย

เลาะรั้วเกษตร : เสียน้อยเสียยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/371140

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เสียน้อยเสียยาก

วันศุกร์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อไม่กี่วันมานี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กฤษฎา บุญราช บ่นอยู่ว่ามาตรการช่วยเหลือชาวสวนยาง โครงการส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยงานของรัฐ ไปไม่ถึงไหน มีเพียงกรมชลประทานเท่านั้น ที่ดำเนินการอยู่ ถึงกระนั้นก็ใช้ยางพาราไปเพียง 1,129 ตันเท่านั้น จากเป้าหมายโครงการสูงถึง 150,000 ตัน

เรื่องของเรื่องคือ เมื่อปี 2560 ครม. มีมติช่วยเหลือชาวสวนยางที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ หลายโครงการ ที่สำคัญคือ โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ ประมาณ 80 ล้านบาท โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท โครงการสนับสนุนสินเชื่อให้สถาบันเกษตรกรกู้เพื่อเป็นค่าลงทุน และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการแปรรูปยางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่า วงเงิน 5 พันล้านบาท และโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท

โครงการที่เกี่ยวกับเงินกู้ทั้งหลาย ธ.ก.ส. รับไปดำเนินการ โดยรัฐบาลแบกรับภาระดอกเบี้ยในอัตรา 3% ที่เหลือ 0.5 – 1% ผู้กู้เป็นคนจ่าย

ล่าสุดเมื่อเดือนกันยายน ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ตั้งท่าชงเรื่องเข้า ครม.ขอใช้งบประมาณกลางปี 2561 ช่วยเหลือชาวสวนยางเฉพาะผู้ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับการยางแห่งประเทศไทย เพื่อช่วยเหลือในการดำรงชีพ ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ ไร่ละ 1,500 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยอ้างว่าเป็นการบรรเทาปัญหาราคายางตกต่ำ แต่ยังไม่เห็นรัฐบาลว่าอย่างไร และเงียบๆ ไป… คงคิดได้ว่าวิธีการดังกล่าวไม่สามารถช่วยให้ราคายางกระเตื้องขึ้นมาได้

ส่วนโครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ น่าจะเป็นโครงการที่ทำได้ง่ายที่สุด และสามารถทำให้ราคายางเป็นที่พอใจของเกษตรกรชาวสวนยางจริงๆ ไม่ใช่พ่อค้ายาง กลับไปไม่ถึงไหน

โครงการนี้ เปิดรับสมัครเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเข้าร่วมโครงการ โดย กยท. จะรับซื้อยางจากชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท. เพื่อขายให้กับหน่วยงานภาครัฐที่แจ้งปริมาณความต้องการใช้ยางในเบื้องต้น หน่วยงานที่ว่านี้ประกอบด้วย หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีระยะเวลาในการดำเนินโครงการตั้งแต่มกราคม – กันยายน 2561 โดยมีเป้าหมายการใช้ยาง 150,000 ตัน

รัฐมนตรีกฤษฎา แถลงว่า หน่วยงานต่างๆ รับมอบยางไปแล้วเพียง 1 พันตันเศษ ยังไม่ได้รับมอบอีกกว่า 4 หมื่นตัน รวมปริมาณยางในโครงการช่วง 9 เดือน ยังไม่ถึง 5 หมื่นตัน หรือยังไม่ถึง 1 ใน 3 ของเป้าหมาย

อันที่จริงถ้าใช้ยางพาราเป็นส่วนผสมของการทำถนนทั่วประเทศ ปริมาณยาง 1.5 แสนตันนี้ อาจไม่พอด้วยซ้ำ ติดปัญหาอยู่นิดเดียวคือ กรมบัญชีกลาง กับกระทรวงคมนาคม กำหนดราคากลางถนนที่ทำจากยางพาราไว้สูงกว่าถนนที่ราดแอสฟัลต์ หรือยางมะตอย ถึง 30% นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงให้ไปกำหนดราคากลางมาใหม่

เรื่องนี้ กยท.ของ รักษาการผู้ว่าการ กยท. เยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ น่าจะชี้แจงได้ เพราะเท่าที่ทราบ การใช้ยางพาราผสมยางมะตอยราดถนนนั้น ต้องใช้อุปกรณ์เครื่องมือเฉพาะ และต้องเพิ่มความยุ่งยากในการผสมมากกว่าการใช้ยางมะตอยเพียงอย่างเดียว อาจจะต้องมีการลงทุนที่มากกว่า แต่ถ้าคิดถึงอายุการใช้งาน และคุณสมบัติของถนนยางพาราแล้วคุ้มค่ากว่าถนนยางมะตอยมาก

ที่สำคัญคือ สามารถช่วยเหลือชาวสวนยางให้ขายยางได้ในราคาที่ไม่ต่ำเกินไป รัฐบาลไม่ต้องใช้งบประมาณหลายหมื่น หลายพันล้านบาทช่วยชาวสวนยางอย่างที่ผ่านมา

สรุปคือ อย่าคิดเล็กคิดน้อยเลยท่าน เงินงบประมาณที่เสียไปกับการช่วยเหลือเกษตรกรในโครงการต่างๆ มากกว่านี้มากมายนักยังเสียได้ อย่าให้เข้าตำรา “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” เลยนะขอรับ หรือว่าถนนยางพารา ไปขัดผลประโยชน์ใครหรือเปล่า….ก็ไม่รู้สินะ

แว่นขยาย

รมว.เกษตรฯสั่งเดินหน้าปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา33จังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/371174

รมว.เกษตรฯสั่งเดินหน้าปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา33จังหวัด

รมว.เกษตรฯสั่งเดินหน้าปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา33จังหวัด

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 16.28 น.

18 ต.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ปี 2561 โดยมีเป้าหมายพื้นที่ดำเนินการในพื้นที่รวม 2 ล้านไร่ ใน 33 จังหวัด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรลดความเสี่ยงในการประกอบอาชีพและแก้ไขปัญหาการผลิตสินค้าเกษตรล้นตลาดราคาตกต่ำทำให้เกษตรกรต้องมาร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐเป็นประจำและประการสำคัญหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ ซึ่งมีหลักการสำคัญประกอบด้วย

1. เกษตรกรต้องมีข้อมูลเพื่อทราบราคาซื้อ/ขายผลผลิตและเงื่อนไขการรับซื้อผลผลิตรวมทั้งปริมาณความต้องการผลผลิตของตลาดก่อนตัดสินใจลงมือทำการเกษตร 2. รัฐต้องจัดให้มีมาตรการลดความเสี่ยงในการประกอบอาชีพของเกษตรกรด้วย เช่น การหาตลาดหรือผู้รับซื้อสินค้าเกษตรล่วงหน้าด้วยราคาที่เป็นธรรม,การประกันรายได้ขั้นต่ำของเกษตรกรหรือการรับรองราคารับซื้อผลผลิตของภาคเอกชน,การทำประกันภัยพืชผล และการสนับสนุนความรู้และเงินทุนหรือปัจจัยในการผลิตแก่เกษตรกร และ 3. มาตรการจูงใจเกษตรกร 4 มาตรการ เพื่อลดความเสี่ยงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม คือ 3.1) รัฐสนับสนุนสินเชื่อเป็นค่าปัจจัยการผลิตและการเตรียมดินผ่าน ธ.ก.ส. ในอัตราร้อยละ 0.01 ต่อปี ของวงเงินไร่ละ 2,000 บาท (ไม่เกิน 15 ไร่ต่อราย) 3.2) รัฐประสานเอกชนให้มารับซื้อผลผลิตหรือข้าวโพดอาหารสัตว์ตามคุณภาพในราคาไม่น้อยกว่าราคาขั้นต่ำที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด 3.3) รัฐสนับสนุนเบี้ยประกันภัย 65 บาทต่อไร่ เมื่อได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติจะได้รับชดเชยไร่ละ 1,500 บาท และ 3.4) รัฐกำหนดนโยบายให้สินเชื่อสถาบันเกษตรกร เพื่อเสริมสภาพคล่องในการรวบรวมและรับซื้อผลผลิตข้าวโพดผ่าน ธ.ก.ส. ในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ขอความร่วมมือผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอในพื้นที่ตามโครงการ เรียกประชุมหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่เป็นผู้รับผิดชอบโครงการและมีส่วนสำคัญในการดำเนินงานตามโครงการซึ่งอยู่ในจังหวัดและอำเภอมาร่วมวางแผนและกำกับหรือแนะนำการปฏิบัติงาน ซึ่งประกอบด้วย สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดในฐานะเลขานุการ อ.พ.ก. ซึ่งมีหน้าที่อำนวยการและติดตามงานด้านนโยบายรวมทั้งการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ โดยมีฝ่ายปฏิบัติการตามโครงการประกอบด้วย สำนักเกษตรจังหวัด/อำเภอ สำนักงานสหกรณ์จังหวัด สำนักงานชลประทานจังหวัด สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดและสำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัด และในบางจังหวัดได้ให้ความสำคัญโครงการนี้โดยจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการประจำโครงการ (War Room)ขึ้นที่จังหวัดเพื่อติดตามงานให้บรรลุเป้าหมายของโครงการด้วยแล้วสำหรับประเด็นสำคัญที่ได้เน้นย้ำและเร่งรัดดำเนินการดังนี้

1. ให้จัดเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการประจำพื้นที่ เพื่อเชิญชวนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการให้ตามเป้าหมายของแต่ละจังหวัด โดยให้จัดประชุมชี้แจงรายละเอียดของโครงการโดยเฉพาะเงื่อนไขที่เกษตรกรจะได้รับจากประโยชน์จากโครงการ ซึ่งมีเกษตรกรที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ คกก.สหกรณ์การเกษตรกลุ่มต่าง ๆ ในพื้นที่ กลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชน กลุ่มผู้ใช้น้ำ กลุ่มเกษตรกรสมาชิก ศ.พ.ก. กลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ (Smart &Young Smart Farmers) กลุ่มเกษตรกรอาสาหมอดินหรือเกษตรกรทั่วไป รวมทั้งประสานขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่น ๆ อาทิ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อให้สนับสนุนพนักงานประจำหน่วยไปร่วมงานกับเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในชุดปฏิบัติการประจำพื้นที่

2. ขอให้กำกับและติดตามการประสานงานกับภาคเอกชนบริษัทต่าง ๆ ทั้งในพื้นที่และส่วนกลาง ในการตั้งจุดรับซื้อผลผลิต ราคารับซื้อ ตลอดจนเงื่อนไขการรับซื้อหรือเงื่อนไขในการทำสัญญาซื้อขายข้าวโพดล่วงหน้า เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรมต่อเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการด้วย

3. มอบหมายให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และอธิบดีที่เกี่ยวข้อง ประสานงานโดยตรงกับหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

รวมทั้งให้ผุ้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ทุกเขตลงไปตรวจติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามโครงการทุกระยะ และให้รับฟังปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างดำเนินการ เพื่อร่วมกันแนะนำ แก้ไขปัญหาให้ผู้ปฏิบัติในพื้นที่หรือรายงานเข้ามายังส่วนกลาง เพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ด้วย ทั้งนี้ ให้จัดตั้งศูนย์อำนวยการโครงการประจำกระทรวงเกษตร ฯ (War Room)เพื่ออำนวยการประสานงานและติดตามเร่งรัดงานไว้ด้วย

กฤษฏาปิดประตูเอกชนจีนขอเช่าสวนยาง 2 หมื่นไร่นครศรีธรรมราช 30 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/371112

กฤษฏาปิดประตูเอกชนจีนขอเช่าสวนยาง 2 หมื่นไร่นครศรีธรรมราช 30 ปี

กฤษฏาปิดประตูเอกชนจีนขอเช่าสวนยาง 2 หมื่นไร่นครศรีธรรมราช 30 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 15.02 น.

กฤษฏา ปิดประตูเอกชนจีนขอเช่าพื้นที่สวนยาง กว่า 2 หมื่นไร่ จ.นครศรีธรรมราช 30 ปี ยันดูแลรับผิดชอบไม่ให้เกษตรกรเสียประโยชน์ด้านประธาน สยยท.ชี้โพรงเช่าเพื่อถ่ายเทดึงเงินออกจากกระเป๋า ส่วนรักษาการผู้ว่าฯ กยท.ขอขยายเวลาใช้ที่ดินป่าไม้ได้ต่อแล้ว หลังจาก ทส.จะยึดคืนวันที่ 18 ต.ค.นี้

18 ต.ค.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงกรณีบริษัท เซี่ยงไฮ้ ไทยรับเบอร์ ยื่นหนังถือถึง รมว.เกษตรฯ ขอเช่าที่สวนยางพาราของการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) กว่า 2 หมื่นไร่ ระยะเวลา 30 ปี ต.กรุงหยัน อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช รวมพื้นที่สวนยางอีก 4.4 พันไร่ เป็นที่ของกรมป่าไม้ กำลังขอคืนพื้นที่เพื่อให้เป็นป่า

โดยเอกสารระบุว่าเพื่อเป็นต้นแบบพัฒนายั่งยืน เช่าสถานที่และรับซื้อน้ำยางสูงกว่าราคาตลาด 20-30 บาทต่อกก. มาทำเวชสำอางและเวชภัณฑ์เพื่อช่วยแก้ไขปัญหายางราคาตกต่ำ และแก้ปัญหาการขาดทุนในรอบ 6 เดือนของ กยท.กว่า600 ล้านบาท จากการยุบรวม3 หน่วยงาน ทำให้เพิ่มภาระเรื่องค่าเงินเดือนพนักงาน 3.9 พันคน รวมทั้งขอตั้งโรงผลิตไฟฟ้า ขนาด 10 เมกกะวัตต์ 3 โรง และโรงเลื่อย

ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าวอ้างว่าให้ประโยชน์แก่เกษตรกรช่วยปัญหาราคายาง ซึ่งได้ยื่นหนังสือให้ตนเมื่อเดือน ก.ย.ในงานนัดพบชาวสวนยางที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยตนได้ส่งให้นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาผู้ว่าการยางฯทันที เพื่อนำไปประมวลเสนอบอร์ด กยท. เนื่องจาก กยท.บริหารงานภายใต้บอร์ด กยท.ในการอนุมัติหรือไม่ ซึ่งต้องดูรายละเอียดข้อกฎหมายด้วย

“ตั้งแต่ผมมาอยู่กระทรวงเกษตรฯ มา 9 เดือน ก็เพิ่งมีเอกชนรายนี้ส่งหนังสือให้ผม ส่วนที่นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธาน สยยท.ระบุว่าเจ้าของบริษัทเคยพบกับผม ต้องยืนยันว่าเจ้าของนำหนังสือมายื่นในที่เปิดเผย ไม่ได้ปกปิดอะไร และอยู่ในงานที่มอ.จัดงานประชุมสัมมนาขึ้น มีนักวิชาการ นักธุรกิจ วันนั้นบริษัทนี้ยังพรีเซนต์งานซึ่งคนรู้กันทั่ว ผมได้ซักในเรื่องทำโรงงานผลิตไฟฟ้า เขาก็ตอบไม่ได้ และคนมาพบก็เป็นคนไทย ผมงงๆ ทำไมเป็นข่าว เหมือนกรณี ขึ้นทะเบียนหมา แมว ผมโดนเล่นงานแต่ไม่เป็นไร ช่วงนี้กระทรวงเกษตรฯโดนหลายเรื่อง” นายกฤษฏา กล่าว

ทั้งนี้ เรื่องเช่าพื้นที่ได้ให้แนวทางผู้ว่าฯกยท.ให้คำนึงประโยชน์เกษตรกร ยังไม่ทราบกฎหมายเปิดช่องหรือไม่ เพราะเป็นนิติบุคคลต่างด้าว เช่า 30 ปี และไม่ได้อยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่เบื้องต้นที่หารือกับผู้ว่าฯกยท. น่าจะเช่าไม่ได้ จึงให้ทำรายงานเสนอบอร์ดรับทราบ อย่างไรก็ตามในฐานะกำกับดูแลจะรับผิดชอบไม่ให้มีอะไรเสียหาย ดังนั้นเกษตรกรไม่ต้องกังวล และได้ย้ำผู้ว่าฯไปดูเรื่องราคายาง ทำอย่างไรให้ราคาขยับขึ้นได้ วันนี้ชาวสวนยางยังเดือดร้อน

ด้านนายอุทัย กล่าวว่า บริษัทเซี่ยงไฮ้ไทยรับเบอร์ฯมีทุนจดทะเบียน50ล้านบาท ทำเมกกะโปร์เจกท์ 5 แสนล้าน แต่หยุดดำเนินการมาเกือบ2ปี ยังคิดไม่ออกว่าสวนยาง2หมื่นไร่กับการแก้ปัญหายางทั้งประเทศประมาณ24ล้านไร่ได้อย่างไร ถ้าสมมุติว่า กยท.ให้เช่าที่เมื่อครอบครองตามสัญญาแล้วให้คนอี่นเช่าช่วงไปเพื่อกินกำไรเราจะร่างสัญญากันไว้ก่อน หากจะโค่นต้นยางขายจะได้หรือไม่ ควรปกป้องใว้ก่อน ก่อนทำสัญญาควรให้ผู้เช่าร่างแผนในการแก้ปัญหาให้ชัดเจนแล้วควรเชิญทุกฝ่ายต้นนำ กลางน้ำ ปลายน้ำ นักวิชาการมาร่วมกันพิจารณาให้รอบครอบ ไม่ทราบว่ามีใครรู้เห็นเรื่องนี้ด้วยหรือไม่

“อาจมีจุดมุ่งหมายที่จะเช่าพื้นที่ไปยักย้ายถ่ายเทโดยทำนองเงินเข้ากระเป๋าซ้ายย้ายไปกระเป๋าขวาเพื่อดึงออก ดังนั้นในการทำสัญญาควรรัดกุมและดูกฎหมายให้รอบคอบอย่าให้เขาเอาเปรียบเพราะในอดีตรัฐเคยเสียค่าโง่มาหลายหนอย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เอกชนทำสัญญาซื้อยางพอราคาตกก็ทิ้งเลย กยท.ไม่เคยฟ้องร้องอะไรเพราะอ้างกลัวกระทบสัมพันธ์ไมตรี” นายอุทัย กล่าว

ขณะที่นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย  เปิดเผยว่าที่ดินที่บริษัทจะเช่าเป็นคนละแปลงกันกับที่ดินที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะยึดในวันที่ 18 ตุลาคม 2561นี้ ล่าสุดนายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่า กยท.ได้ทำหนังสือขอขยายเวลาออกไปเรียบร้อยแล้ว เรื่องเอกสารที่จะส่งให้ไม่มีปัญหาคาดว่าจะส่งได้ตามกำหนดเวลาที่ขอขยาย  ส่วนเรื่องที่บริษัทจะมาเช่าใช้พื้นที่ดินดังกล่าวนี้คาดว่ายังไม่ได้สรุปในเร็วๆนี้ ยังอีกไกลทั้งข้อกฎหมายและเรื่องอื่นๆ

ม็อบปาล์มสุดทน ราคาร่วง2.5บาท/กก. บุกศาลากลางกระบี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/371014

ม็อบปาล์มสุดทน  ราคาร่วง2.5บาท/กก.  บุกศาลากลางกระบี่

ม็อบปาล์มสุดทน ราคาร่วง2.5บาท/กก. บุกศาลากลางกระบี่

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ม็อบปาล์มสุดทน

ราคาร่วง2.5บาท/กก.

บุกศาลากลางกระบี่

ขอ‘บิ๊กตู่’4.5บาท/กก.

กลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ชุมนุมหน้าศาลากลาง จ.กระบี่ เรียกร้องให้ภาครัฐแก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ เหลือแค่ 2.50 บาท/กก. โดยร้องขอไปที่ 4.50 บาท/กก.พร้อมประกาศชุมนุมยืดเยื้อหากไม่ได้ผล

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม เวลา 11.00นกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มในพื้นที่ จ.กระบี่ กว่า 200 คน นำโดย นายชโยดม สุวรรณวัฒนะ ประธานกลุ่มผู้ปลูกปาล์มแห่งประเทศไทย นำรถบรรทุกผลปาล์ม น้ำมันเต็มคัน รถ ประกอบด้วย รถกระบะ 33คัน และรถบรรทุกหกล้ออีก 3 คัน มาจอดบริเวณด้านหน้าศาลากลาง จ.กระบี่ พร้อมปราศรัยผ่านเครื่องขยายเสียงโดยเรียกร้องผ่าน ผู้ว่าราการจังหวัดกระบี่ ไปยังรัฐบาลเพื่อให้เร่งแก้ปัญหาราคาปาล์มน้ำตกต่ำลงมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ลดลงมาอยู่ที่กิโลกรัม(กก.)ละ 2.50 บาท ต่อ กก.ส่งผลให้เกษตรกรสวนปาล์มน้ำมันได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากราคาผลผลิตต่ำกว่าต้นทุน

ต่อมา นายสมโภช โชติชูช่วง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ พ.อ.ชัยพิพัฒน์ รันสูงเนิน รอง ผอ.รมน.จ.กระบี่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาพบกับกลุ่มเกษตรกร พร้อมรับปากว่าจะนำข้อเรียกร้องของเกษตรกร ส่งไปยังรัฐบาลแก้ปัญหาพร้อมเชิญตัวแทนไปพูดคุยหารือร่วมกันที่ห้องประชุมศาลากลาง จ.กระบี่ เพื่อรวบรวมฟังปัญหาและข้อเรียกร้องของกลุ่มเกษตรกร เสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาหาทางแก้ปัญหาโดยเร่งด่วน

โดยนายชโยดมกล่าวว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เกษตรกรสวนปาล์มได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักมายาวนาน เนื่องจากราคาผลผลิตที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอยู่ที่ กก.ละ 2.50 บาทเท่านั้น พวกตนไม่เคยได้ขายปาล์มในราคาเกิน 4.50 บาทต่อกิโลกรัม ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้จริงใจที่จะแก้ไขปัญหา มีแต่กลุ่มที่เอาเปรียบอยู่บนหลังเกษตรกรมาตลอด และมีการปล่อยข่าวทำลายราคาผลผลิตมาโดยตลอด

“ยืนยันการชุมนุมครั้งนี้ เป็นการการปักหลักชุมชนยืดเยื้อ โดยยื่นข้อเรียกร้อง3ข้อคือ 1.ให้รัฐบาลนำน้ำมันปาล์มมาผลิตกระแสไฟฟ้า 2.ราคาผลปาล์มต้องไม่ต่ำกว่า 4.50 บาทต่อกิโลกรัม 3.ระบบโครงสร้างราคาต้องมีความเป็นธรรม มีมาตรฐาน เพราประเทศที่ปลูกปาล์ม น้ำมันทั่วโลก มีมาตรฐานด้านราคาเดียวกัน แต่ประเทศไทยไม่เคยมี เพราะเปิดช่องว่างให้นายทุนหากินกดขี่เกษตรกร”

นายชโยดมกล่าวว่าหากวันนี้ข้อเรียกร้องที่เกษตรกร ไม่ได้รับการตอบรับเป็นที่พอใจ พวกตนจะปักหลักชุมนุมยืดเยื้อต่อไปเพราะปัจจุบันราคาผลผลิตตกต่ำต่อเนื่องและจะประสานอีกครั้งรวมทั้งประสานเครือข่ายในจังหวัดอื่นๆ ชุมนุมเรียกร้องใหญ่อีกครั้ง ครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณให้รัฐบาลได้รับรู้ว่าเกษตรกร อดทนต่อไปไม่ไหวแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าล่าสุด กลุ่มผู้ประท้วง ยังคงปักหลักชุมนุมที่หน้าศาลากลาง จังหวัดกระบี่ ต่อเนื่องและรอฟังผลการประชุมร่วมกับ รอง ผวจ.กระบี่จนกว่าจะได้คำตอบ แนวทางปัญหาที่ชัดเจน

เดินเครื่อง‘ราชบุรีโมเดล’ สร้างต้นแบบเกษตรGAP-ใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370904

เดินเครื่อง‘ราชบุรีโมเดล’ สร้างต้นแบบเกษตรGAP-ใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย

เดินเครื่อง‘ราชบุรีโมเดล’ สร้างต้นแบบเกษตรGAP-ใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุม “โครงการราชบุรีประชารัฐ พืชผักและผลไม้ปลอดภัยนำไทยสู่ครัวโลก” โดยมอบหมายให้กรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานกับเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลองและกลุ่มเกษตรกรราชบุรีในการทำงานร่วมกัน พร้อมจัดตั้งคณะทำงานจากทุกภาคส่วน อาทิ กรมวิชาการเกษตร สำนักงานมาตรฐานเกษตรและอาหารแห่งชาติ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ภาคเอกชนจากบริษัทผู้ผลิตสารฯ บริษัทรับซื้อผักผลไม้และภาคประชาชน นำไปสู่การใช้เป็นต้นแบบในการจัดการพื้นที่อื่นต่อไป ตั้งเป้าเริ่มดำเนินงานภายในเดือนตุลาคมนี้

นางสาวอัญชุลี ลักษณ์อำนวยพร ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง กล่าวว่า โครงการราชบุรีประชารัฐ พัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นพื้นที่ต้นแบบของการผลิตผักและผลไม้ด้วยการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย รวมทั้งให้มีการศึกษาผลกระทบจากการปฏิบัติจริง หลังจากเกษตรกรได้รับคำแนะนำให้ปฏิบัติอย่างถูกต้องตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมี โดยใช้หลักการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องด้วยการตรวจสุขภาพของเกษตรในเขตจังหวัดราชบุรี ควบคู่ไปกับการตรวจสอบสารตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อมต่อเนื่องเป็นประจำทุกเดือน แล้วนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ เปรียบเทียบความแตกต่าง และนำมาสรุปผล

“สำหรับประเทศไทย การพัฒนาภาคการเกษตรกรรม คงต้องยึดหลักผสมผสานอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดความสมดุลของระบบสอดคล้องกับความเป็นจริง ทั้งการเกษตรอินทรีย์และการเกษตร GAP เพราะมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือเกษตรปลอดภัยแต่ด้วยวิธีการที่ต่างกันดังนั้นนโยบายภาครัฐต้องสร้างมาตรฐานทั้งสองแบบ สำหรับเกษตร GAP นี้ ก็เป็นเครื่องยืนยันผลผลิตการเกษตรถึงคุณภาพ ความปลอดภัย และเหมาะสมต่อการบริโภค ด้วยการใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและเหมาะสม ดีกว่าการแบนหรือยกเลิกใช้สารเคมี และปราศจากทางออกที่ยั่งยืน เช่นนั้น ควรแบนหรือยกเลิก สุรา และบุหรี่ ออกจากระบบตลาดของไทยด้วยเช่นกัน” ประธานเครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง กล่าว

แตกใบอ่อน : รำลึกศาสตร์พระราชา น้อมปฏิบัติขับเคลื่อนเกษตรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370899

807934531

แตกใบอ่อน : รำลึกศาสตร์พระราชา น้อมปฏิบัติขับเคลื่อนเกษตรไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เดือนตุลาฯ เวียนมาบรรจบครบอีกครา อดย้อนรำลึกถึงศาสตร์พระราชา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของพวกเรามิได้ นึกถึงคราใดก็ปลาบปลื้ม ปริ่มล้นในใจทุกครั้งกับศาสตร์วิชาความรู้ต่างๆ มากมาย เพื่อให้ลูกหลานไทยได้นำไปใช้พัฒนาประเทศและหล่อเลี้ยงชีพทุกชนชั้นให้มีความ “กินดี อยู่ดี” โดยเฉพาะศาสตร์ว่าด้วยเรื่อง ดิน น้ำ อากาศ ฝนเทียม การเกษตรทฤษฎีใหม่ และเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งล้วนเป็นแนวทางคำสอนที่ทรงคุณค่า

คำสอนของพระองค์ท่านที่เปรียบดังเพชรและทองคำเหล่านี้ ยังคงมีบางคนหรือบางหน่วยงานที่ยังไม่เข้าใจ หรือเข้าไม่ถึง พยายามที่จะบิดเบือน ปิดกั้น ย้อนแย้ง กลบเกลื่อน ทำให้ดูเป็นเรื่องล้าหลัง เนื่องด้วยไม่อยากใส่ใจ หรือไม่ก็ไม่ยอมศึกษาให้ลุ่มลึกเข้าถึง “จิตใจ” จึงไม่ยอมปฏิบัติตามให้สมกับที่เคยมีพระราชดำรัสสอนสั่งไว้ว่า…เมื่อจะกระทำการใดๆ ต้องทำแบบ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” โดยเฉพาะนโยบายเรื่องเกษตรปลอดสารพิษ ของภาครัฐที่ดูเหมือนจะให้การสนับสนุน แต่ก็ยังคงมีบางกลุ่มที่ยังคงพยายามนำเข้าสารพิษเข้ามาเพียงเพราะความแก่ได้ จนทำลายสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติในบ้านเมือง รวมถึงสุขภาพของคนไทยเอง

จึงเป็นเรื่องเศร้าที่ประเทศไทยยังจมปลักอยู่กับสารพิษที่ตกค้างอยู่ในธรรมชาติ ไม่ว่าเป็นเรื่องของ “ดิน” ที่อาบเจือไปด้วยสารพิษจากยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าหนอน โรค แมลงศัตรูพืช แม้กระทั่งหญ้าต่อไปก็จะอาจไม่ขึ้นไม่โต พืชไร่ไม้ผลต่างๆ ก็จะแคระแกร็น จะเพาะปลูกอะไรก็ต้องคอยอาศัยแต่ปุ๋ยยาฮอร์โมนจากบริษัทห้างร้านอยู่ร่ำไป “น้ำ” ตามห้วย หนอง คลอง บึง จะดื่ม ใช้ อาบก็ไม่ได้ น้ำดิบที่นำมาผลิตประปาก็ปนเปื้อน ผลกระทบในปัจจุบันที่แม้แต่ “น้ำนมแม่” ยังมีสารพิษตกค้างไปสู่ลูก ผู้คนเป็นมะเร็ง อัมพฤกษ์ อัมพาต ฯลฯ เกิดโรคเนื้อเน่า ที่มีสาเหตุจากการสัมผัสอุปโภคบริโภคน้ำในลำน้ำ นาข้าว หรืออ่างเก็บน้ำเป็นเวลานาน หลายรายมีบาดแผลในบริเวณแขน ขา จากการทำงาน และไปล้างตัวในแหล่งน้ำที่รองรับสารเคมีทางการเกษตร (ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

อย่างไรก็ตาม จากอดีตถึงปัจจุบันยามใดที่สยามประเทศต้องประสบกับวิกฤต มักจะมีวีรบุรุษ วีรสตรีลุกขึ้นมาปกป้อง ดั่งภาษิตที่ว่า “อยุธยา ยังไม่สิ้นคนดี”เช่นเดียวกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่เรายังมี ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือลูกศิษย์ของท่านจะเรียกว่า “อาจารย์ยักษ์” ผู้ที่กำลังต่อสู้ฝ่าฟันกับมรสุมในเรื่องการระงับยับยั้งวัตถุอันตรายทางการเกษตร เพื่อมิให้มีการนำเข้ามาในประเทศ และเป็นผู้ประกาศท้าชนกับกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ที่นำเข้าสารเคมีอันตราย โดยให้รัฐบาลและเกษตรกรทั่วประเทศจะต้องหยุดการใช้สารเคมีที่เป็นพิษทันที ไม่ว่าจะเป็น “คลอร์ไพรีควอท” สารเคมีกำจัดโรคศัตรูพืชที่มีพิษรุนแรงและยาฆ่าหญ้ากลุ่ม “ไกลโฟเสต” และ “พาราคว็อท” ที่หลายประเทศเลิกใช้ไปตั้งนานแล้ว จนเกิดกระแสข่าวต่างๆ นานา ว่าอาจจะทำให้ท่านต้องหลุดพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กันเลยทีเดียว และในประวัติศาสตร์การเมืองเท่าที่สังเกตมักจะมีข่าวลือเกิดขึ้นก่อนเสมอ ประดุจว่าเป็นการโยนหินถามทาง หลังจากนั้นข่าวจริงก็จะตามมา หวังว่าประวัติศาสตร์คงจะไม่ซ้ำรอยกับท่านอาจารย์ยักษ์อีกครั้ง

ในฐานะที่ชมรมเกษตรปลอดสารพิษเป็นองค์กรที่อยากให้สารพิษหมดไปจากประเทศไทยขอเป็นกำลังใจส่งไปให้อาจารย์ยักษ์สามารถฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคต่างๆ และผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เพราะอย่างน้อยก็ถือว่าท่านเป็นชายชาตินักรบที่มีความกล้าหาญ กล้าท้าชนต่อสู้กับอำนาจและอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่คับฟ้า เพื่อดำรงไว้ซึ่ง “ศาสตร์ของพระราชา” และเชื่อว่าจะมีประชาชนคนของพระราชาอีกหลายกลุ่มหลายองค์กร ที่พร้อมจะสนับสนุนช่วยเหลือ และขอให้พระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลก่อน เปรียบเสมือน “ดาบอาญาสิทธิ์” คอยปกป้องคุ้มครองให้อาจารย์ยักษ์ทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ และประชาชนคนไทยให้อยู่รอดปลอดภัย ท้ายนี้ขอน้อมนำพระบรมราโชวาท มาเผยแพร่เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ปวงชนชาวไทยทุกท่าน

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ (ไทยกรีน อะโกร)

เสริมแกร่งบัญชีสหกรณ์ l ขยายผลสร้างความเข้มแข็งการเงินสถาบันเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370901

x

เสริมแกร่งบัญชีสหกรณ์ l ขยายผลสร้างความเข้มแข็งการเงินสถาบันเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้วางยุทธศาสตร์การดำเนินงานในปีงบประมาณ 2562 ตามวิสัยทัศน์ “ภายในปี 2564 สหกรณ์และเกษตรกรมีระบบบริหารจัดการด้านการเงินการบัญชีที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้” โดยมีภารกิจหนึ่งที่สำคัญ คือ การตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง เป็นมาตรฐานสากล และกำกับดูแลการปฏิบัติงานของผู้สอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและตามที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนดอย่างตรงไปตรงมา เพื่อพิทักษ์ประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์ที่ปัจจุบันมีอยู่ 12.7 ล้านคนทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ในปัจจุบันสหกรณ์มีการดำเนินธุรกิจและการทำธุรกรรมทางการเงินขยายตัวอย่างรวดเร็ว และมีความซับซ้อนมากขึ้น ประกอบกับมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในการบริหารจัดการสหกรณ์มากขึ้น ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้พัฒนางานระบบบัญชีและกลไกที่จะส่งเสริมระบบบัญชีให้มีความทันสมัย และสร้างความเข้มแข็งให้บุคลากรจะเข้าไปปฏิบัติงานตรวจสอบบัญชี ตรวจสอบมาตรฐานการบัญชีสหกรณ์อย่างรู้เท่าทัน โดยกรม ได้ผลักดันการวางระบบบัญชีสหกรณ์ โดยใช้โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS)และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สารสนเทศทางการเงินการบัญชีในการบริหารจัดการของสหกรณ์ อาทิ ระบบ Smart Monitor ติดตามความเคลื่อนไหวข้อมูลสหกรณ์จากระบบข้อมูล เพื่อการเตือนภัยทางการเงิน ระบบ Smart Manage เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจของผู้บริหารสหกรณ์ในการบริหารจัดการสหกรณ์ และระบบ Smart Member เพื่อให้สมาชิกสามารถตรวจสอบข้อมูลฐานะทางการเงินและธุรกรรมของตนเองให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ เป็นต้น

นอกจากงานสอบบัญชีแล้ว กรม ยังได้ขับเคลื่อนงานสอนบัญชีควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้สถาบันเกษตรกรมีความเข้มแข็งด้านการเงินการบัญชี และเกษตรกรมีการใช้ข้อมูลทางบัญชีเพื่อพัฒนาอาชีพ โดยส่งเสริมการจัดทำบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพให้กับเกษตรกร เพื่อให้สามารถทำบัญชีได้ ใช้ข้อมูลเป็น รู้ถึงความเป็นไป โดยนำข้อมูลทางบัญชีไปวางแผนในการดำเนินชีวิต การลงทุน การผลิตได้อย่างสมดุลตามกำลังของตนเองและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดได้ดียิ่งขึ้น

ฝนหลวงฯเติมน้ำในเขื่อนบรรลุเป้าตามแผน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370968

ฝนหลวงฯเติมน้ำในเขื่อนบรรลุเป้าตามแผน

ฝนหลวงฯเติมน้ำในเขื่อนบรรลุเป้าตามแผน

วันพุธ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 17.37 น.

ฝนหลวงฯเติมน้ำในเขื่อนบรรลุเป้าตามแผน

17 ต.ค.61 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ขาดแคลนน้ำจากภาวะฝนทิ้งช่วง ทั้งในบริเวณลุ่มรับน้ำอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่างๆทั่วประเทศ และพื้นที่การเกษตรตามที่เกษตรกรและอาสาสมัครฝนหลวงร้องขอเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย.-15 ต.ค.61 กรมฝนหลวงฯสามารถปฏิบัติการฝนหลวงเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้ตามเป้าหมาย

โดยอ่างเก็บน้ำคลองโพธิ์ จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ จำนวน 7.232 ล้านลบ.ม. จากแผนคาดการณ์ จำนวน 4 ล้านลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำทับเสลา จ.อุทัยธานี มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ จำนวน 9.480 ล้านลบ.ม. จากแผนคาดการณ์ จำนวน 5 ล้านลบ.ม. ทั้งนี้ สำหรับอ่างเก็บน้ำและเขื่อนอื่นๆ ที่ยังมีความต้องการและมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อน/อ่างเก็บน้ำ ใกล้เคียงตามแผนการคาดการณ์ กรมฝนหลวงฯ จะเร่งปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ 31 ต.ค.61 เพื่อช่วยให้มีปริมาณน้ำเก็บกักให้มากที่สุดในการรองรับฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง

นายสุรสีห์ กล่าวว่า ด้านการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่มีการร้องขอฝน กรมฝนหลวงฯ ได้ปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 13 – 15 ต.ค.ที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรปลูกไร่ข้าวโพด จำนวน 3,000 ไร่ ของตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งพื้นที่นี้อยู่ในเขตของพื้นที่อับฝน และมีความต้องการฝนเพื่อการเจริญเติบโตในระยะติดดอก-ออกฝักของข้าวโพด โดยทำให้มีฝนตกในบริเวณดังกล่าวมีปริมาณน้ำเพียงพอต่อความต้องการและเกษตรกรมีความพึงพอใจ

นอกจากนี้ ยังทำให้มีฝนตกในหลายพื้นที่การเกษตรของจังหวัดเพชรบูรณ์ ขอนแก่น มหาสารคาม นครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด สระบุรี ลพบุรี นครสวรรค์ อุทัยธานี สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และสระแก้ว รวมทั้งช่วยเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนลำปลายมาศ เขื่อนลำแชะ เขื่อนลำมูลบน เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำลาด อ่างเก็บน้ำห้วยโป่ง อ่างเก็บน้ำกระเสียว และอ่างเก็บน้ำห้วยขุนแก้ว อีกด้วย

เปิดรับฟังความเห็นมาตรการจำกัด3สารอันตราย ก่อนยกร่างประกาศกฎกระทรวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

เปิดรับฟังความเห็นมาตรการจำกัด3สารอันตราย ก่อนยกร่างประกาศกฎกระทรวง

เปิดรับฟังความเห็นมาตรการจำกัด3สารอันตราย ก่อนยกร่างประกาศกฎกระทรวง

วันพุธ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 17.20 น.

เปิดรับฟังความเห็นมาตรการจำกัด3สารอันตราย ก่อนยกร่างประกาศกฎกระทรวง

17 ต.ค.61 น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติให้จำกัดการใช้วัตถุอันตราย 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต โดยให้กรมวิชาการเกษตรจัดทำมาตรการจำกัดการใช้เสนอคณะกรรมการฯนั้น เมื่อวันที่ 30 ส.ค.61 คณะกรรมการฯได้เห็นชอบให้ใช้มาตรการจำกัดการใช้วัตถุอันตราย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ตามที่กรมวิชาการเกษตรเสนอ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรจะต้องดำเนินการจัดทำกฎหมาย เกี่ยวกับมาตรการจำกัดการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 ชนิด โดยยกร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเสนอรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียจากทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรได้กำหนดจัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เกี่ยวกับวัตถุอันตรายพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมวิชาการเกษตร ในวันที่ 25 ต.ค.61 ที่โรงแรมทีเค พาเลซ กรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมเพื่อแสดงความคิดเห็นจำนวนประมาณ 250 คน ประกอบด้วย  ผู้แทนภาครัฐ ได้แก่  กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว อาจารย์มหาวิทยาลัย  กระทรวงสาธารณสุข  กรมโรงงานอุตสาหกรรม  สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ  สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ผู้แทนภาคเอกชน ได้แก่ ผู้ประกอบการด้านสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช และผู้แทนกลุ่มสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ องค์กรอิสระ  รวมทั้งเกษตรกร และผู้สนใจ

“การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ จะเป็นการเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร และผู้เกี่ยวข้อง ได้แสดงความคิดเห็น และรับรู้การออกกฎหมายที่เกี่ยวกับมาตรการจำกัดการใช้วัตถุอันตราย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ก่อนที่จะออกเป็นกฎหมายเพื่อบังคับใช้ต่อไป ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบอิเลคทรอนิกส์ (เว็บไซต์) ของกรมวิชาการเกษตร ตั้งแต่วันที่ 8-23 ต.ค.61 ซึ่งเป็นไปตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้เปิดรับฟังความคิดเห็นไม่น้อยกว่า 15 วัน หลังจากนั้นจะรวบรวมความคิดเห็นทั้งหมดจากการรับฟังทั้ง 2 ช่องทาง พร้อมร่างประกาศที่ผ่านการวิเคราะห์ความคิดเห็นดังกล่าว แล้วส่งให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณาเป็นลำดับต่อไป” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว