สศก.ร่วมถก‘COAG’ ผลักดันแนวทางจัดการอาหาร-เกษตรยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370903

x

สศก.ร่วมถก‘COAG’ ผลักดันแนวทางจัดการอาหาร-เกษตรยั่งยืน

วันพุธ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 15.35 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้เข้าร่วมเวทีการประชุมคณะกรรมการด้านการเกษตร (Committee on Agriculture: COAG) ครั้งที่ 26 ณ สำนักงานใหญ่ FAO กรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยมีประเทศสมาชิก FAO เข้าร่วมจำนวน 111 ประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ 9 องค์กร และองค์กรเอกชน 16 องค์กร เข้าร่วมประชุม

ในการประชุมครั้งนี้ ผู้แทน สศก. ได้กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมถึงประเด็นการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ ความคืบหน้าการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ FAO โดยกล่าวขอบคุณ FAO สำหรับการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ฯ การสนับสนุนการดำเนินงานโครงการ “Supporting the Integration of Agricultural Sector into National Adaptation Plans) การทำการเกษตรแบบเท่าทันภูมิอากาศ (Climate Smart Agriculture : CSA) ที่มีความคล้ายคลึงและสอดคล้องกับเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ช่วยให้เกิดความยั่งยืนและความมั่นคงทางอาหารในครัวเรือน ชุมชน และประเทศ และเสนอให้ FAO ดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างสอดคล้องกับด้านความมั่นคงทางอาหาร

รวมทั้งได้กล่าวถึงแนวทางการจัดการอาหารและการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญของไทย ในการบูรณาการและการใช้นวัตกรรมเพื่อปรับเปลี่ยนการผลิตอาหารและการเกษตร ตลอดจนความสำคัญของการจัดการทรัพยากรดินและน้ำซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการผลิตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้
ยังได้เสนอให้ FAO จัดทำข้อมูลเฉพาะระดับประเทศให้มากขึ้น เพื่อนำไปจัดทำตัวชี้วัดสำหรับวัดผลการดำเนินงานในแต่ละประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สศก. จะนำข้อมูลจากการประชุมมาพิจารณาเพื่อประกอบการกำหนดนโยบายหรือแผนการพัฒนาการเกษตรของไทย ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร ให้สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับนานาประเทศต่อไป

ติงรัฐโซนนิ่ง‘สวนยาง’ สภาเกษตรฯชี้ต้องทำร่วมกับพืชเศรษฐกิจอื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370700

x

ติงรัฐโซนนิ่ง‘สวนยาง’ สภาเกษตรฯชี้ต้องทำร่วมกับพืชเศรษฐกิจอื่น

วันพุธ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายธีรพงศ์ ตันติเพชราภรณ์ ประธานคณะกรรมการด้านยางพารา สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการด้านยางพารา สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้เสนอโครงการลดการกรีดยางเพื่อเป็นการลดซัพพลายออกจากสวนยาง ซึ่งหากรัฐบาลนำไปปฏิบัติได้ก็จะเกิดประโยชน์ ส่วนกรณีที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะใช้อำนาจตามพ.ร.บ.เศรษฐกิจการเกษตร พ.ศ.2522 มาตรา 5 กำหนดเขตพืชเศรษฐกิจยางพาราเป็นชนิดแรก เกษตรกรและสภาเกษตรกรฯมีการหารือกันว่าจำเป็นต้องใช้ไหม และมองว่าการใช้กับยางพาราอย่างเดียวไม่น่าจะเกิดประโยชน์ อยากให้ครอบคลุมไปถึงพืชชนิดอื่น เช่น ปาล์มน้ำมัน ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเกษตรกรมีทั้งบุกรุกป่า และป่าบุกรุกพื้นที่เกษตรกร ซึ่งต้องมีแนวทางในการช่วยเหลือเยียวยา ทั้งจากกรณีมีเอกสารสิทธิไม่บุกรุกป่าและบุกรุกป่า กับไม่มีเอกสารสิทธิบุกรุกป่าและไม่บุกรุกป่า ส่วนที่เกษตรกรบุกรุกป่าจริงมาตรการเยียวยาอาจไม่ครอบคลุมและทั่วถึงซึ่งต้องเข้าไปแก้ปัญหาในเรื่องของสิทธิทำกินก่อน

“การประกาศโซนนิ่งจะทำให้เกษตรกรมีการจัดการอย่างมีคุณภาพ ผลผลิตมีปริมาณมากขึ้น ต้นทุนต่ำ คุณภาพสูงเพราะเป็นการปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสม ภาคเหนือ ภาคอีสานถ้าเป็นพื้นที่ไม่เหมาะสมรัฐควรจะต้องมีนโยบายในเรื่องของการปรับเปลี่ยนถ้ายังไม่สามารถควบคุมได้ก็ต้องลดการช่วยเหลือ ซึ่งนั่นหมายถึงเกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์หรือว่าไม่ปลูกในโซนนิ่งก็ไม่สามารถรับการช่วยเหลือได้ การจัดโซนนิ่งจึงจะเกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าประกาศแล้วพื้นที่ยังเหมือนเดิมไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไรก็เปล่าประโยชน์ แต่ถ้าพื้นที่นั้นไม่เหมาะสมทางกยท.ก็จะมีทางเลือกให้ เช่น ปลูกปาล์มน้ำมัน ไม้เศรษฐกิจ เศรษฐกิจพอเพียงได้ เข้าใจว่ายางพาราใช้เวลาปลูก 25-30 ปี จะให้เกษตรกรโค่นยางขณะที่กำลังได้ผลผลิตก็เป็นไปได้ยาก หากเกษตรกรจะโค่นยางเก่าแล้วขอปลูกยางใหม่ถ้าพื้นที่มีความเหมาะสมทางการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)ก็สามารถอนุมัติให้ปลูกใหม่ได้” นายธีรพงศ์ กล่าว

ส่องเกษตร : เรื่อง‘หมา’ที่ไม่‘หมู’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370694

449007

ส่องเกษตร : เรื่อง‘หมา’ที่ไม่‘หมู’

วันพุธ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาล คสช.ของนายกฯบิ๊กตู่ต้อง “เสียรังวัด” ถูกสังคมและฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองผสมโรง รุมด่าฟรีๆ จน “ถอยกรูด” แทบไม่ทัน กับเรื่องกฎหมายที่จะขึ้นทะเบียน “หมา-แมว” ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ชงเสนอให้ ครม.มีมติเห็นชอบเมื่อ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา…ทำให้เริ่มมีผู้กังวลใจแทนอธิบดีกรมปศุสัตว์-นายสัตว์แพทย์สรวิศ ธานีโต ว่า จะเผชิญชะตากรรมเดียวกันหรือไม่กับอธิบดีคนก่อนคือ น.สพ.อภัย สุทธิสังข์ ที่ถูก“เด้ง”สังเวยปัญหา“หมา”มาแล้ว

ความพยายามผลักดันแก้พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ เพื่อบังคับให้เจ้าของต้องนำ “หมา-แมว” ที่เลี้ยงไว้ไปขึ้นทะเบียน ถือเป็นมาตรการสำคัญยิ่งอันหนึ่งเพื่อแก้ปัญหา “โรคพิษสุนัขบ้า” ที่ปีนี้กลับมาระบาดหนักจนมีคนตายมากที่สุดในรอบ 10 ปี! ซึ่งไม่เพียงกรมปศุสัตว์เท่านั้น สภานิติบัญญัติแห่งชาติโดยคณะกรรมการติดตามกลไกและพิจารณาการปกป้องคุ้มครองสัตว์ ที่ “ครูหยุย” วัลลภ ตังคณานุรักษ์ เป็นประธาน ก็กำลังเร่งดำเนินการพิจารณาแก้กฎหมายประเด็นนี้อยู่

แต่อย่างไรก็ตามการผลักดันให้“ตีทะเบียน” หมา-แมวนั้น ไม่ใช่เรื่อง“หมูๆ”(ศัพท์แสลง) ที่จะดำเนินการได้ง่ายๆ เพราะมีปัญหาทับซ้อนอยู่มากมายและเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากๆ โดยมีทั้งหมา แมว ที่คนเลี้ยง,วัดเลี้ยง,องค์กรต่างๆเลี้ยง แล้วยังหมาจร-แมวจรอีกนับเป็นสิบๆล้านตัว…ตลอดกว่า 10 ปีมาแล้วที่พยายาม“ตีทะเบียน”สำรวจจำนวนให้ชัด จะได้แก้ปัญหาให้ถูกทางโดยให้“เจ้าของ”เข้ามาร่วมรับผิดชอบด้วย แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ!

เห็นได้จากทุกวันนี้ ไม่ใช่ว่าไม่มีกฎหมายบังคับตีทะเบียนหมา-แมว เอากันชัดๆ ในส่วนของ กทม.ก็มีข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครออกมาตั้งแต่ปี 2548 สมัยที่นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าฯ กทม. กำหนดให้คนกรุงต้องนำหมา-แมวที่เลี้ยงไว้ไปขึ้นทะเบียนและฝังชิพ แม้ข้อบัญญัตินี้จะกำหนดทั้งเรื่อง“ค่าใช้จ่าย”และ“โทษ”หากฝ่าฝืน แต่กทม.ก็ไม่สามารถบังคับใช้ตามกฎหมายได้จริงจัง ต้องใช้วิธีจูงใจเป็นหลัก โดยให้ไปขึ้นทะเบียนและฝังชิพ ฟรี! กระนั่นที่ทำมา 10 กว่าปีจนถึงทุกวันนี้ ก็มีผู้ที่นำหมา-แมวไปขึ้นทะเบียนน้อยมากๆ แทบจะคิดเป็นสัดส่วนอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

ในส่วนสนช.ที่มีครูหยุยดำเนินการอยู่ จึงเปิดรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้เกิดความรอบคอบ ให้ได้ข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับและปฏิบัติได้จริง ซึ่งเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ก็เชิญทั้งกรมปศุสัตว์และองค์กรปกครองท้องถิ่นที่จะถูกบังคับให้เป็นผู้รับผิดชอบในการรับตีทะเบียน มาร่วมแสดงความคิดเห็น ปรากฏว่า เกิดภาพ“โยนกลอง” กันวุ่นเพราะหน่วยงานท้องถิ่นก็ไม่ต้องการรับหน้าที่นี้ อ้างแค่ภาระดูแลทะเบียนราษฎรก็หนักหนาสาหัสแล้ว ทำไมกรมปศุสัตว์ถึงไม่รับไปทำเอง ขณะที่กรมปศุสัตว์อ้างมีหน้าที่ดูแลสัตว์เศรษฐกิจ วัว-ควาย-หมู-ไก่ ฯลฯ อยู่มโหฬาร การดูแลสัตว์เลี้ยงหมา-แมวจึงควรเป็นหน้าที่ของท้องถิ่น…ต้องถือว่า แค่ใครรับผิดชอบ ก็ยังเกี่ยงกัน ไม่ได้ข้อสรุปเลย

ดังนั้น การที่กระทรวงเกษตรฯโดยกรมปศุสัตว์“ชง”แก้กฎหมายนี้ให้ครม.เห็นชอบ โดยที่ยังขาดทั้งความละเอียดรอบคอบและความชัดเจนในเนื้อหาที่จะสร้างความยอมรับได้ กลับมุ่งเน้นแต่ประเด็นที่จะใช้ตัวบทกฎหมาย“บังคับ”เอาให้ได้ เช่น กำหนดค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนรวมแล้ว ถึง 450 บาท แบ่งเป็นค่าคำร้อง 50,สมุดประจำตัวสัตว์ 100 และการทำเครื่องหมายประจำสัตว์ 300 บาท ทั้งกำหนดโทษปรับหนักถึง 25,000 บาทหาก“เจ้าของ”ฝ่าฝืน ไม่นำสัตว์มาขึ้นทะเบียน…จึงกลายเป็นชนวนให้เกิดการระเบิดของเสียงโจมตีต่างๆกระหึ่มไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว ฝ่ายการเมืองที่สบช่องก็ผสมโรงรุมยำ ถล่มรัฐบาล คสช. กล่าวหาไม่เพียง“รีดภาษีคน” ยังลามไป“รีดภาษีสัตว์”อีก เป็นต้น

ทำให้รัฐบาลนายกฯบิ๊กตู่ที่กำลัง“แคร์”กระแสนิยม เพราะใกล้เลือกตั้งต้นปีหน้าแล้ว ต้อง“ถอยกรูด” แค่วันเดียวที่มีมติครม. วันถัดมาก็เปลี่ยนใหม่ ให้กระทรวงเกษตรฯกลับไปทบทวนกฎหมายและเปิดรับฟังความเห็นให้ดีก่อน ขณะที่รมว.เกษตรฯ-กฤษฎา บุญราช ต้องบากหน้าออกมา“ขอโทษ”ประชาชนเลยทีเดียว

แม้เชื่อแน่ได้ว่า ก่อนเลือกตั้งจะมีขึ้น…กฎหมายบังคับตีทะเบียนหมาแมวคงไม่ได้“คลอด”แน่ๆ แต่ที่ไม่แน่คือ เก้าอี้อธิบดีปศุสัตว์จะยังมั่นคงอยู่หรือไม่ เมื่อก่อนหน้านี้ อธิบดีกรมการขนส่งทางบกก็ถูก“เด้ง”จนต้องลาออกจากราชการไปสังเวยที่ทำให้รัฐบาลบิ๊กตู่ “เสียหน้า” เรื่องกฎหมายบังคับพกใบขับขี่….นับเป็นตัวอย่างให้เห็นหยกๆนี้เอง

สาโรช บุญแสง

เกษตรฯถกรัฐมนตรีอาเซียน ชงแลกเปลี่ยนข้อมูล-แจ้งเตือนความปลอดภัยอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370702

เกษตรฯถกรัฐมนตรีอาเซียน ชงแลกเปลี่ยนข้อมูล-แจ้งเตือนความปลอดภัยอาหาร

เกษตรฯถกรัฐมนตรีอาเซียน ชงแลกเปลี่ยนข้อมูล-แจ้งเตือนความปลอดภัยอาหาร

วันพุธ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 40 ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยที่ประชุมมีการรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานภายใต้กรอบนโยบายบูรณาการความมั่นคงด้านอาหารของอาเซียน และแผนกลยุทธ์ความมั่นคงด้านอาหารของอาเซียน ปี 2558-2563 และให้ความเห็นชอบกรอบแนวคิดหลายสาขา เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเกิดความมั่นคงด้านอาหาร

สำหรับการดำเนินงานในด้านอาหาร การเกษตร และป่าไม้ ในปี 2561 มีความสำเร็จของผลงานสำคัญ 6 ด้าน คือ 1) แนวปฏิบัติอาเซียนในการเสริมสร้างศักยภาพการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบในภาคอาหารเกษตรและป่าไม้ 2) แนวทางดำเนินการของรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้เกี่ยวกับการบรรจุเรื่องมิติด้านเพศในภาคอาหาร การเกษตร และป่าไม้ 3) ค่าสารพิษตกค้างสูงสุดและค่ามาตรฐานของอาเซียน 4) นโยบายการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสาขาป่าไม้และสาขาอื่นๆ ของอาเซียน 5) มาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสุกรของอาเซียน 6) แผนงานอาเซียนเพื่อเสริมสร้างบทบาทของสหกรณ์การเกษตรในห่วงโซ่คุณค่าอาหารของโลกปี 2561 – 2568

“ในการประชุม ได้เสนอให้ประเทศสมาชิกร่วมมือกันภายใต้กรอบแนวคิดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านเกษตรและป่าไม้ที่มีต่อความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการ ให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อให้ภาคการเกษตรสามารถปรับตัวและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำให้สมาชิกอาเซียนแลกเปลี่ยนข้อมูลภายใต้ระบบแจ้งเตือนความปลอดภัยอาหารและอาหารสัตว์ของอาเซียน เพื่อติดตามสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยทางด้านอาหาร และใช้มาตรการที่รวดเร็วและเหมาะสมในการคุ้มครองผู้บริโภค และขอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนร่วมมือกันให้มากขึ้น เพื่อส่งเสริมและพัฒนาสินค้าปลาทูน่าของภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืน และมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสุกรของอาเซียนเพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตสุกรที่ปลอดภัยต่อการบริโภค เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน” นายลักษณ์ กล่าว

เตือนระวัง‘ด้วงหนวดยาว’ ถล่มสวนมะม่วงโชคอนันต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370696

x

เตือนระวัง‘ด้วงหนวดยาว’ ถล่มสวนมะม่วงโชคอนันต์

วันพุธ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศแจ้งเตือนเกษตรกร ในช่วงอากาศร้อนชื้นและมีฝนตก ขอให้ชาวสวนมะม่วงโชคอนันต์นอกฤดูให้เฝ้าระวังสังเกตการเข้าทำลายของด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นมะม่วง อาจส่งผลให้ท่อน้ำและท่ออาหารถูกตัดทำลายเป็นเหตุให้ต้นมะม่วงทรุดโทรม ใบแห้ง และยืนต้นตายได้ เกษตรกรสามารถสังเกตรอยทำลายได้จากขุยไม้ที่หนอนถ่ายออกมาบริเวณเปลือกลำต้น

เกษตรกรควรใช้วิธีในการป้องกันกำจัดด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นมะม่วงแบบผสมผสาน คือ การใช้วิธีกล และการใช้สารเคมีช่วยในการป้องกันกำจัด สำหรับการใช้วิธีกล ให้เกษตรกรหมั่นสำรวจตรวจสวนอย่างสม่ำเสมอ โดยให้สังเกตรอยแผลเล็กและชื้นที่เกิดจากตัวเต็มวัยด้วงหนวดยาวทำขึ้นเพื่อการวางไข่ หากพบให้ทำลายไข่ของด้วงหนวดยาวทิ้งทันที กรณีพบขุยและรอยทำลายที่เปลือกไม้บริเวณลำต้น ให้ใช้มีดแกะเปลือกไม้ที่พบรอยทำลายออก และจับตัวหนอนมาทำลายทิ้งทันที จากนั้น เกษตรกรควรกำจัดแหล่งเพาะขยายพันธุ์ของด้วงหนวดยาว โดยให้ตัดต้นมะม่วงที่ถูกเข้าทำลายรุนแรงจนไม่สามารถให้ผลผลิตได้ ให้นำออกมาเผาทำลายทิ้งนอกสวน

ส่วนการใช้สารเคมีช่วยในการป้องกันกำจัด หากพบหนอนชนิดที่เจาะเข้าไปในลำต้นมะม่วง ให้เกษตรกรใช้สารฆ่าแมลงคลอร์ไพริฟอส 40% อีซี เข้มข้น 3-5 มิลลิลิตร นำมาฉีดเข้าในรูที่หนอนเจาะทำลาย และใช้ดินเหนียวอุดรูให้แน่น กรณีพบหนอนชนิดที่เจาะกินใต้เปลือกลำต้น ให้เกษตรกรพ่นให้ทั่วบริเวณต้นและกิ่งขนาดใหญ่ด้วยสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอะซีทามิพริด 20% เอสพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไทอะมีทอกแซม 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

ไทยนิยมฯหนุนสหกรณ์วาริชภูมิ ยกระดับคุณภาพนมดิบได้มาตรฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370698

x

ไทยนิยมฯหนุนสหกรณ์วาริชภูมิ ยกระดับคุณภาพนมดิบได้มาตรฐาน

วันพุธ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยว่า สศก. ได้ติดตามการดำเนินงานสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด จ.สกลนคร ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน พบว่า ปัจจุบัน สหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด มีสมาชิกผู้เลี้ยงโคนม 117 คน ครอบคลุม 10 อำเภอ ได้แก่ วาริชภูมิ กุดบาก นิคมน้ำอูน สว่างแดนดิน ส่องดาว พังโคน อากาศอำนวย วานรนิวาส เจริญศิลป์ และพรรณนานิคม

ผลการดำเนินงานหลังสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ จำกัด ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการ พบว่า สหกรณ์มีอุปกรณ์ตรวจสอบคุณภาพน้ำนมดิบที่ทันสมัยและได้มาตรฐาน โดยสามารถตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำนมได้จำนวน 120 ตัวอย่างต่อครั้ง และยังสามารถตรวจค่า Somatic Cell Count (SCC) ได้ในเครื่องเดียว ซึ่งก่อนได้รับงบประมาณไม่สามารถตรวจค่า SCC ได้ และสามารถรวบรวมน้ำนมดิบจากสมาชิกและฟาร์มโคนมที่ทำสัญญาซื้อขายได้ถึง 10,950 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าปีละ 188,100 ล้านบาท (ก่อนเข้าโครงการ รวบรวมได้ 9,000 ตันต่อปี มูลค่า 162,900 ล้านบาท) และนำมาผลิตเป็นผสมพาสเจอร์ไรส์ที่ได้คุณภาพมาตรฐาน 20-21 ล้านถุงต่อปี จากที่เคยผลิตได้ 19 ล้านถุงต่อปี และผลิตนมยู เอช ที พาณิชย์ได้ 16 ล้านกล่องต่อปี จากที่เคยผลิตได้ 14 ล้านกล่องต่อปี ซึ่งนอกจากจะสามารถผลิตนมยู เอช ที ที่มีอายุการวางจำหน่ายได้นานแล้ว ยังมีรถห้องเย็นสำหรับส่งนมพาสเจอร์ไรส์ที่ได้มาตรฐานมากขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ จากการสอบถามผู้ช่วยผู้จัดการสหกรณ์โคนมวาริชภูมิ พบว่า การสนับสนุนจากโครงการฯ ช่วยแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำนมดิบเพื่อนำมาผลิตนมพาสเจอร์ไรส์สำหรับโรงเรียน รวมทั้งนมยู เอช ที ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพและหันมาดื่มนมที่ผลิตจากสหกรณ์เพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อปริมาณการจำหน่ายในอนาคต ซึ่งนับเป็นการยกระดับคุณภาพน้ำนมดิบให้ได้คุณภาพมาตรฐาน ช่วยแก้ไขปัญหานมโรงเรียน รวมทั้งปัญหาน้ำนมล้นตลาดทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสามารถจำหน่ายผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง และมีรายได้ที่ยั่งยืน

ลุยเคลื่อนปลูกข้าวโพดหลังนา เกษตรกรสนใจร่วมโครงการแล้วกว่า8หมื่นราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370699

x

ลุยเคลื่อนปลูกข้าวโพดหลังนา เกษตรกรสนใจร่วมโครงการแล้วกว่า8หมื่นราย

วันพุธ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ เร่งสำรวจพื้นที่และความต้องการของเกษตรกรที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ใน 33 จังหวัด พื้นที่ 2.8 ล้านไร่ ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกข้าวและปรับสมดุลการปลูกพืชให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาด

ทั้งนี้ จากผลการสำรวจเบื้องต้น ณ วันที่ 11 ตุลาคม พบว่า ขณะนี้มีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 8 หมื่นราย พื้นที่เป้าหมายซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาทั้งในเขตชลประทาน และนอกเขตชลประทานกว่า 7.5 แสนไร่ โดยมีพื้นที่ 9 จังหวัดที่เกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการมากที่สุด ดังนี้ 1.อุบลราชธานี 2.เพชรบูรณ์ 3.ศรีสะเกษ 4.อุตรดิตถ์ 5.อุทัยธานี 6.หนองบัวลำภู 7.สุโขทัย 8.สกลนคร และ 9.หนองคาย โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานีและเพชรบูรณ์ เกษตรกรตอบรับเข้าร่วมโครงการพื้นที่กว่า 1 แสนไร่ นอกจากนี้ ยังได้ระดมสรรพกำลังเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอและเกษตรกรผู้นำทั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ เร่งชี้แจงทำความเข้าใจกับเกษตรกรเกี่ยวกับโครงการและมาตรการจากภาครัฐ เพื่อช่วยสร้างการรับรู้และถ่ายทอดความรู้เรื่องการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาตามหลักวิชาการที่ถูกต้องอย่างเต็มที่

สำหรับการดำเนินการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาในปีที่ผ่านมา อาจมีอุปสรรคบ้างเกี่ยวกับจุดจำหน่ายและการรับซื้อผลผลิต แต่ปีนี้กระทรวงเกษตรฯได้ปรับระบบใหม่เพื่อลดปัญหาความเสี่ยง และดูแลเกษตรกรให้มากที่สุด ทั้งการถ่ายทอดความรู้ ระบบประกันภัย การให้สินเชื่อ และจัดหาตลาด โดยการนำสหกรณ์การเกษตรและสถาบันเกษตรกร มากำหนดจุดรับซื้อเพื่ออำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรในการขาย และได้ประสานกับภาคเอกชนในการวางระบบการรับซื้อก่อนเริ่มโครงการ โดยซื้อขายกับผู้ประกอบการที่มีความพร้อมทุกราย จึงขอให้เกษตรกรเชื่อมั่นและวางใจว่าเมื่อปลูกข้าวโพดแล้วไม่มีปัญหาด้านราคาอย่างแน่นอน พร้อมทั้งกำชับให้ผู้บริหารทุกหน่วยงานลงพื้นที่ติดตามการดำเนินการโครงการอย่างใกล้ชิด ตลอดจนบูรณาการการทำงานในพื้นที่ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์ ไปพร้อมกัน ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีที่ได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สั่งชะลอนำเข้ามะพร้าว7เดือน! เร่งแก้ปัญหาราคาร่วง-ม็อบชาวสวนยุติเข้ากรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370626

สั่งชะลอนำเข้ามะพร้าว7เดือน! เร่งแก้ปัญหาราคาร่วง-ม็อบชาวสวนยุติเข้ากรุง

สั่งชะลอนำเข้ามะพร้าว7เดือน! เร่งแก้ปัญหาราคาร่วง-ม็อบชาวสวนยุติเข้ากรุง

วันอังคาร ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 13.09 น.

เกษตรฯเร่งแก้ปัญหาราคามะพร้าวร่วง ชะลอนำเข้ามะพร้าวผล 7 เดือน  ชงคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ระบุม็อบชาวสวนมะพร้าวจากประจวบคีรีขันธ์ ยุติเข้ากรุงเทพฯ  รอฟังแนวทางช่วยเหลือ”

16 ต.ค.61 นายสุรจิตต์​ อินทรชิต รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การเดินทางไปรับฟังข้อเรียกร้องของกลุ่มเกษตรกร ที่ต้องการให้เร่งแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวตกต่อที่อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ร่วมกับนายสมศักดิ์ เกียรติชัยลักษณ์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายกิตติ สุทธิสัมพันธ์ รองอธิบดีกรมศุลกากร

โดยมีนายภิรมย์ นิลทยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นประธาน ซึ่งได้ข้อสรุปว่า จะชะลอการนำเข้ามะพร้าวผลเป็นเวลา 7 เดือน ตามกรอบอาฟต้า (AFTA ) และศึกษาแนวทางการชะลอนำเข้าตามกรอบ WTO ตั้งแต่เดือนพ.ย. 2561 – พ.ค. 2562 ได้แก่ การกำหนดด่านนำเข้า รวมทั้งใช้พ.ร.บ. กักพืชอย่างเข้มงวดขึ้น การควบคุมการลักลอบนำเข้าตามแนวชายแดน กำกับการเคลื่อนย้ายผลผลิตข้ามเขตจังหวัด โดยให้มีใบกำกับการเคลื่อนย้ายแก้ไขปัญหามะพร้าวเถื่อน

อีกทั้งยังให้ตรวจสอบผู้นำเข้ามะพร้าวอย่างเข้มงวดว่า มีวัตถุประสงค์นำเข้าเพื่อแปรสภาพ​มะพร้าวเป็นกะทิ จะต้องกำกับให้อยู่เฉพาะภายในโรงงานเท่านั้น ห้ามนำไปจำหน่ายภายในประเทศแก่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล หากฝ่าฝืนจะพิจารณาเพิ่มบทลงโทษเพิกถอนใบอนุญาตนำเข้าจาก 2 ปี เป็น 5 ปี รวมถึงให้รัฐหาแนวทางเร่งด่วนช่วยเหลือโดยรับซื้อเนื้อมะพร้าวแห้งจากเกษตรกร

นอกจากนี้ให้แก้ไขข้อมูลคาดการณ์จำนวนผลผลิตมะพร้าวในปีปัจจุบันและปีต่อไปเพื่อเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ขอให้เร่งหามาตรการควบคุมสินค้าที่มีผลกระทบต่อราคามะพร้าวในประเทศ และกำหนดให้สินค้ามะพร้าวและผลิตภัณฑ์มะพร้าวเป็นสินค้าควบคุม ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ซึ่งเมื่อหน่วยงาน​ที่​เกี่ยวข้อง​รับข้อเสนอเบื้องต้น​แล้ว​ เครือข่ายเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวจึงชะลอการเข้ากรุงเทพฯ เพื่อยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีที่เดิมกำหนดว่า จะมาในวันที่ 17 ตุลาคม

นายสุรจิต​ต์​ กล่าวเพิ่มว่า​ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ซึ่ง​เป็น​เลขานุการ​ของ​คณะกรรมการ​พืช​น้ำมัน​และ​น้ำ​มัน​พืช​เตรียมนำข้อมูลต่างๆ เข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการฯ​ ในวันที่ 18 ตุลาคมนี้ เพื่อ​เร่งหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำโดยเร็วที่สุด

เปิดผลประเมิน‘Zoning’ สศก.ชี้ช่วยเกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370515

x

เปิดผลประเมิน‘Zoning’ สศก.ชี้ช่วยเกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า

วันอังคาร ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

 

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการประเมินผลโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri-Map) ซึ่งมีกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักในการจัดทำแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก โดยปีงบประมาณ 2560 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวไม่เหมาะสมไปปลูกพืชชนิดใหม่ 157,702 ไร่ อาทิ อ้อยโรงงาน เกษตรผสมผสาน หญ้าเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และหม่อนเลี้ยงไหม โดยในฤดูกาลผลิต 2560/61 พื้นที่ร้อยละ 57 ได้รับผลผลิตแล้ว ส่วนร้อยละ 32 ให้ผลผลิตบางส่วน เนื่องจากเกิดน้ำท่วม อีกร้อยละ 11 ยังไม่ได้รับผลผลิต อาทิ พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน ไม้ผล ไม้ยืนต้น โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ 96 ยังคงผลิตสินค้าที่ปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง และเกษตรกรร้อยละ 34 ต้องการขยายพื้นที่เพื่อปรับเปลี่ยนการผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยรายละ 5 ไร่

จากการประเมินพบว่า ทุกชนิดสินค้าที่เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการปลูกข้าว โดยหญ้าเลี้ยงสัตว์ ให้ผลตอบแทนสุทธิสูงกว่าการปลูกข้าวประมาณ 9,502 บาท/ไร่/ปี
หม่อนเลี้ยงไหม ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 6,788 บาท/ไร่/ปี ประมงให้ผลตอบแทนสูงกว่า 4,783 บาท/ไร่/ปี อ้อยโรงงานให้ผลตอบแทนสูงกว่า 3,323 บาท/ไร่/ปี และมันสำปะหลัง ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 476 บาท/ไร่/ปี ตามลำดับ ซึ่งภาพรวมเกษตรกรที่ปรับเปลี่ยนการผลิตมีความพึงพอใจต่อการเข้าร่วมโครงการในระดับมากที่สุด เนื่องจากได้รับการดูแลให้คำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ ได้รับการสนับสนุนปัจจัยการผลิต และงบประมาณเพื่อการปรับเปลี่ยนพื้นที่ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตบางส่วนได้จริง

สำหรับโครงการในปี 2561 ขณะนี้ ได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) ไปทำประมง ปศุสัตว์ ปลูกพืชเศรษฐกิจ และเกษตรผสมผสาน แล้วกว่า 257,000 ไร่ รวมทั้งได้อบรมการจัดทำบัญชีต้นทุนอาชีพในพื้นที่ปรับเปลี่ยนการผลิตแก่เกษตรกร 4,560 ราย โดยกรมพัฒนาที่ดิน ได้เร่งพัฒนาแผนที่ทางเลือกพืชเศรษฐกิจ ด้วยการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อรองรับเขตเกษตรเศรษฐกิจ 5 ชนิดสินค้าเพิ่มเติมในปี 2562

เกษตรฯแจงผลงานรอบ4ปี ยกระดับรายได้เกษตรกร1.3ล้านครัวเรือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370516

x

เกษตรฯแจงผลงานรอบ4ปี ยกระดับรายได้เกษตรกร1.3ล้านครัวเรือน

วันอังคาร ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้สรุปผลการดำเนินงาน รอบ 4 ปี (พ.ศ.2557-2561) โดยในการปฏิรูปภาคการเกษตร สามารถยกระดับรายได้เกษตรกรกว่า 1.3 ล้านครัวเรือนได้เป็นผล โดยเร่งขับเคลื่อนแผนการผลิตของประเทศ มุ่งให้เกษตรกรรวมกลุ่มผลิตสินค้าเกษตรตามความต้องการของตลาด ซึ่งได้มีการกำหนด “แผนการผลิตภาคการเกษตรของประเทศ” ขึ้นมาแก้ไขปัญหาและใช้แนวทาง “ตลาดนำการผลิต” โดยจะตรวจสอบความต้องการผลผลิตทางการเกษตรจากทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ แล้วจึงมาวางแผนส่งเสริมการผลิต โดยกำหนดให้ผลิตในพื้นที่ที่เหมาะสม (Zonning by Agri-Map) ไม่ให้มากเกินความต้องการของตลาด

นอกจากนี้ ยังได้จัดทำระบบกระจายน้ำเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ทำระบบชลประทานใหม่ 3,500 แห่ง ในพื้นที่เกษตร 2.8 ล้านไร่ เพิ่มปริมาณน้ำได้ 1,652 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) อีกทั้งได้จัดทำแผนบริหารจัดการน้ำในลุ่มเจ้าพระยา โดยหาพื้นที่รองรับน้ำหลากในทุ่งบางระกำและทุ่งเจ้าพระยาตอนล่าง 12 ทุ่ง เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก และสนับสนุนการทำประมงเป็นรายได้เสริมในช่วงที่ใช้พื้นที่ดังกล่าวชะลอน้ำไว้

สำหรับการส่งเสริมการทำการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ ปัจจุบันมี 4,007 แปลง พื้นที่ 5.1 ล้านไร่ เกษตรกรในโครงการ 300,000 คน มีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีมีกว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศ จากนั้นส่งเสริมให้สหกรณ์ 1,300 สหกรณ์เป็นหน่วยธุรกิจต่อรองราคาซื้อปัจจัยการผลิตและขายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ภายใต้โครงการสานพลังประชารัฐ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร 1.3 ล้านครัวเรือน ทำให้เกษตรกรมีรายได้ 2,750 บาทต่อไร่ รวมทั้งสิ้น 2,300 ล้านบาท

นายกฤษฎา กล่าวต่อไปว่า แนวทางการเพิ่มช่องทางการตลาดนั้น นอกจากกระทรวงเกษตรฯ จะจับคู่ค้าให้ผู้ประกอบการมารับซื้อผลผลิตจากกลุ่มเกษตรกรโดยตรงแล้ว ยังได้กำหนดแผนพระพิรุณส่งเสริมตลาด e-commerce ขายผลผลิตทาง 0nline ด้วย จึงจำเป็นต้องสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตและช่องทางการตลาดใหม่ๆ มาสานต่อประสบการณ์จากเกษตรกรรุ่นปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ สามารถช่วยลดภาระหนี้สินสะสมของเกษตรกร 36,605 ราย 10,200 ล้านบาท ตามที่ได้เสนอ ครม. เห็นชอบปรับปรุงโครงสร้างหนี้แก่เกษตรกรที่กู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แล้วกลายเป็นหนี้เสีย โดยจะจัดทำแผนพัฒนาอาชีพ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ไปชำระเงินกู้ตามสัญญาที่ทำกันใหม่ รวมถึงสามารถเลี้ยงชีพได้อย่างมั่นคง