เปิดรับสมัคร‘เกษตรกร’ ปั้น‘Young Smart Farmer’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370514

x

เปิดรับสมัคร‘เกษตรกร’ ปั้น‘Young Smart Farmer’

วันอังคาร ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer ประจำปี 2562

ว่าที่ร้อยตรีสมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรกำลังดำเนินโครงการ พัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer ประจำปี 2562 เพื่อพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้มีทักษะทางด้านวิชาการและการปฏิบัติด้านเทคโนโลยี เป็นผู้นำด้านการเกษตร สามารถพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรที่ได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการและปลอดภัยต่อผู้บริโภค มีการบริหารจัดการการผลิตและธุรกิจการเกษตร จนทำให้ชุมชนเติบโตทางเศรษฐกิจจากฐานการเกษตรได้ และเกิดการพัฒนาเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

เกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ โดยมีเกณฑ์ในการรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer ดังนี้ 1.มีอายุระหว่าง 17-45 ปี และเริ่มต้นทำการเกษตร มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำการเกษตร 2.ต้องการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตตนเอง สมัครใจเข้าร่วมโครงการและต้องเข้าร่วมกิจกรรมตลอดระยะเวลาโครงการ 3.เป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยแนบเอกสารในการสมัครดังนี้ 1.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 2. รูปภาพ 1 นิ้ว จำนวน 1 รูป 3.สำเนาทะเบียนเกษตรกรหน้าที่ปรากฏชื่อและนามสกุล

รักษ์เกษตร : แนวทางการผลิตผักปลอดสารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370519

รักษ์เกษตร : แนวทางการผลิตผักปลอดสารพิษ

รักษ์เกษตร : แนวทางการผลิตผักปลอดสารพิษ

วันอังคาร ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทดลองปลูกผักปลอดสารพิษ ขอทราบข้อดี ขั้นตอน และวิธีปลูกด้วยครับ

นงค์ สินธุกาญจนา

อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

คำตอบ

ผัก เป็นพืชที่คนไทยนิยมนำมารับประทานกันอย่างมาก มีคุณค่าทางอาหาร มีวิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายสูง แต่ค่านิยมในการบริโภคผักของคนไทยนั้น มักจะเลือกบริโภคผักที่สวยงามไม่มีร่องรอยการทำลายของหนอนและแมลง เกษตรกรที่ปลูกผัก จึงต้องใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดแมลง และใช้ฉีดพ่นในปริมาณที่มาก เพื่อให้ได้ผักที่สวยงามตามความต้องการของตลาด สารพิษที่ตกค้างอยู่ในพืชผักนั้น เป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคอย่างยิ่ง การปลูกผักปลอดสารพิษ จึงเป็นการแก้ปัญหาโดยตรง เกษตรกรทุกคนเอง ก็ควรพึงสังวรเรื่องนี้ให้มาก ควรหันมาศึกษาวิธีทำ และนำเอาวิธีการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชหลายวิธีมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เป็นการทดแทนและลดปริมาณการใช้สารเคมีทางการเกษตรให้น้อยลง เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกรเอง ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม

ข้อดีของการปลูกผักปลอดสารพิษ

1.ทำให้ได้พืชผักที่มีคุณภาพ ไม่มีสารพิษตกค้าง เกิดความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค และเกษตรกรผู้ปลูกเอง ทั้งยังช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกผัก มีสุขภาพอนามัยดีขึ้น และปลอดภัยจากการใช้สารเคมี เนื่องจากไม่ได้รับสารเคมีจากการฉีดพ่นเพื่อป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

2.ช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรด้านค่าใช้จ่าย ในการซื้อสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช ส่งผลให้เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ ทำให้สามารถขายผลผลิตได้ในราคาสูงขึ้น

3.ลดปริมาณการนำเข้าสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช และลดปริมาณสารเคมีที่จะปนเปื้อนเข้าไปในอากาศและนํ้า ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และช่วยลดมลพิษของสิ่งแวดล้อม

วิธีการปลูกผักปลอดสารพิษ มีดังนี้

1.การเตรียมแปลงปลูก การเตรียมดินไม่ดี อาจมีผลกระทบต่อการงอกของเมล็ดและการเจริญเติบโตของพืชผักได้ ก่อนการปลูกพืช ควรมีการปรับสภาพดินให้เหมาะสมเสียก่อน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เคยมีการปลูกผักหรือพืชชนิดอื่นมาก่อน โดยการปล่อยนํ้าให้ท่วมแปลง แล้วสูบออก เพื่อให้นํ้าชะล้างสารเคมีและกำจัดแมลงต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในดิน แล้วจึงทำการไถพลิกหน้าดินตากแดดไว้ เพื่อทำลายเชื้อโรคและแมลงศัตรูที่อาศัยอยู่ในดินอีกครั้ง จากนั้น ให้ปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้อยู่ในสภาพที่เป็นกลาง โดยใช้ปูนขาว ปูนมาร์ล หรือ แร่โดโลไมท์ อัตรา 200-300 กิโลกรัม/ไร่ แล้วรดนํ้าตาม เพื่อปรับสภาพดินที่เป็นกรดให้เป็นกลาง แล้วเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ด้วยการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ อาจจะเป็น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ในอัตรา 1,000-2,000 กิโลกรัม/ไร่ เพื่อช่วยให้ต้นพืชผักมีความแข็งแรงสามารถต้านทานต่อการเข้าทำลายของโรคและแมลงได้

2.การเตรียมเมล็ดพันธุ์ ทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ โดยคัดแยกเมล็ดพันธุ์ ทำการคัดเมล็ดที่เสีย เมล็ดวัชพืชที่มีอยู่ปะปน และสิ่งเจือปนต่างๆ ออกทิ้งไป จากนั้นให้แช่เมล็ดพันธุ์ในนํ้าอุ่น ที่อุณหภูมิ 50-55 องศาเซลเซียส เป็น เวลา 15-30 นาที จะช่วยลดปริมาณเชื้อโรคที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์ และกระตุ้นการงอกของเมล็ดด้วย

การปลูก และการดูแล วิธีการปลูก และระยะปลูก จะขึ้นอยู่กับชนิดของพืชผักที่จะปลูกด้วยโดยจะต้องคำนึงถึง การปลูกผักต้องมีระยะห่างพอสมควร อย่าให้แน่นจนเกินไป เพื่อให้ผักมีการระบายอากาศที่ดี เป็นการปรับสภาพแวดล้อมไม่ให้เหมาะสมต่อการระบาดของโรค ต้องหมั่นตรวจแปลงอยู่เสมอ โดยใช้วิธีเลือกสุ่มสำรวจเป็นจุดๆ ประมาณ 10-20 จุด/ไร่ ถ้าพบว่ามีการระบาดของโรคและแมลงในระดับที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่พืชผักนั้น ก็ควรทำการกำจัดโรคและแมลงที่พบทันที โดยใช้สารควบคุมโรคและแมลง ที่ผลิตจากธรรมชาติ

การใช้สารควบคุมโรคและแมลง ที่ผลิตจากธรรมชาติ การป้องกันกำจัดโรค แมลง และสัตว์ศัตรูพืช ทำได้โดยปลูกพืชขับไล่แมลงบนแปลงปลูก เช่น ตะไคร้หอม และหากมีความจำเป็นต้องใช้สารฉีดพ่น ให้ใช้สารสกัดจากพืช เช่น สะเดา ข่า ตะไคร้หอม นะครับ

สั่งตีกลับ‘ข้าวสาลี’อินเดีย 2หมื่นกก.ปนเปื้อนด้วงอิฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370517

x

สั่งตีกลับ‘ข้าวสาลี’อินเดีย 2หมื่นกก.ปนเปื้อนด้วงอิฐ

วันอังคาร ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

 

ดร.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ด่านตรวจพืชท่าเรือกรุงเทพ กรมวิชาการเกษตร ได้ตรวจพบด้วงอิฐซึ่งเป็นศัตรูพืชกักกันปนเปื้อนมากับสินค้าข้าวสาลี 24,000 กิโลกรัมที่นำเข้าจากประเทศอินเดีย เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชท่าเรือจึงสั่งให้เจ้าของสินค้าดำเนินการกำจัดศัตรูพืชดังกล่าวด้วยวิธีการรมด้วยสารเมทิลโบรไมด์ และให้ส่งสินค้าที่พบปัญหากลับประเทศต้นทางทั้งหมดทันที

ประเทศไทยและในหลายประเทศถือว่าด้วงอิฐเป็นศัตรูพืชกักกันที่สำคัญในการนำเข้า เป็นศัตรูพืชที่หากมีการติดเข้ามากับสินค้าและแพร่ระบาดในประเทศ จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อการเกษตรและเศรษฐกิจภายในประเทศ ดังนั้นเพื่อปกป้องการเกษตรในประเทศหากมีการตรวจพบด้วงอิฐปนเปื้อนมากับสินค้าผู้นำเข้าจะต้องดำเนินการกำจัดด้วยการรมสารเมทิลโบรไมด์และส่งกลับคืนประเทศที่นำเข้ามาทันที

ด้วงอิฐ มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย ปากีสถาน เนปาล ภูฏาน และมัลดีฟส์ เป็นแมลงที่มีลำตัวขนาดเล็ก มีสีน้ำตาลหรือมีจุดดำกระจัดกระจายบนปีกอย่างไม่มีรูปร่างที่แน่นอน ถือเป็นแมลงศัตรูในโรงเก็บที่สำคัญสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเมล็ดพืช สามารถทำลายล้างเมล็ดธัญพืชและผลิตภัณฑ์ของเมล็ดธัญพืชที่สุดของโลกชนิดหนึ่ง อาหารธรรมชาติที่ด้วงชนิดนี้ชอบคือ ข้าวสาลี มอลต์ และข้าวบาร์เลย์ นอกจากนี้ตัวหนอนและตัวเต็มวัยยังมีความทนทานต่ออากาศที่ร้อนหรือแห้งได้เป็นเวลานานสามารถอาศัยอยู่ในโรงเก็บได้นานนับปีโดยปราศจากอาหารและมีความต้านทานต่อการรมได้ดี

“การนำเข้าข้าวสาลีจากต่างประเทศ นอกจากจะกำหนดเงื่อนไขต้องมีใบรับรองปลอดศัตรูพืชแนบมากับสินค้าแล้ว ยังได้สั่งการให้ด่านตรวจพืชทุกด่านของกรมวิชาการเกษตรเฝ้าระวังและเข้มงวดในการสุ่มตรวจสินค้าธัญพืชที่นำเข้าจากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่มีด้วงอิฐระบาดภายในประเทศ โดยการสุ่มตรวจของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามแนวทางสากลที่ทุกประเทศปฏิบัติ เพราะหากมีศัตรูพืชกักกันที่ไม่เคยปรากฏในประเทศไทยปนเปื้อนมากับสินค้าจะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อการเกษตร และเศรษฐกิจของประเทศ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

เตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมใต้ จับตา75จุดเสี่ยง-ระดมเครื่องมือ-เครื่องจักรเฝ้าระวัง24ชม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370518

x

เตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมใต้ จับตา75จุดเสี่ยง-ระดมเครื่องมือ-เครื่องจักรเฝ้าระวัง24ชม.

วันอังคาร ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯ บูรณาการทุกภาคส่วนเตรียมแผนรับมืออุทกภัยภาคใต้ ปี 2561 เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดรวมทั้งปล่อยคาราวานเครื่องมือเครื่องจักรพร้อมรับสถานการณ์ 24 ชั่วโมง

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมการรับมือสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ปี 2561 โดยได้สั่งการให้เตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ รวมทั้งมาตรการในการรองรับสถานการณ์น้ำในภาคใต้ นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบแนวทางดำเนินงานร่วมกัน 4 แนวทาง คือ 1.ทุกหน่วยงานราชการวางระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ โดยบูรณาการข้อมูลทั้งในส่วนกลางและระดับพื้นที่ อาศัยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และสื่อสารไปยังประชาชนอย่างทันท่วงที 2. ปรับปรุงแก้มลิงเพื่อเป็นแหล่งกักเก็บน้ำ และวางระบบระบายน้ำล่วงหน้าให้ทันก่อนเข้าฤดูฝน ดังตัวอย่างแก้มลิงหนองใหญ่ จังหวัดชุมพร 3. รณรงค์ให้ประชาชนรู้จักกักเก็บน้ำสำหรับอุปโภค บริโภค ที่มีมากในหน้าฝน ไว้ใช้ในยามภาวะฝนแล้ง 4.เตรียมความพร้อมช่องทางการระบายน้ำทั้ง 111 จุด ให้พร้อมใช้งานในยามน้ำหลาก

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ภาพรวมของอ่างเก็บน้ำทั้งหมดในพื้นที่ภาคใต้ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำเก็บกักรวมกันทั้งสิ้น 7,057 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 79 ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด โดยกรมชลประทาน ได้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำพื้นที่ภาคใต้ในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เริ่มตั้งแต่การบูรณาทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อเตรียมรับสถานการณ์น้ำการจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ประกอบด้วย เครื่องสูบน้ำ 453 เครื่อง เครื่องผลักดันน้ำ 300 เครื่อง รถแทรกเตอร์/รถตัก 108 คัน และเครื่องจักรกลสนับสนุนอื่นๆ อีก 245 หน่วย รวมทั้งสิ้น 1,106 หน่วย ที่พร้อมจะเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนพื้นที่หรือจุดเสี่ยงภัยน้ำท่วมภาคใต้ ตั้งแต่ จ.เพชรบุรี ลงไปจนถึง จ.นราธิวาส มีทั้งสิ้น 75 จุด ได้เตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รวมทั้งเครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ประจำการไว้ในพื้นที่แล้ว ซึ่งจะสามารถปฏิบัติงานได้ตลอดเวลา

นอกจากนี้ ยังได้ให้เจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบความมั่นคงของอาคารชลประทานให้สามารถใช้งานและรองรับปริมาณน้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ การเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดภาวะน้ำท่วมเป็นพิเศษในแต่ละจังหวัด การควบคุมปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุมอย่างเคร่งครัด

กรมส่งเสริมการเกษตรลุยปลูกข้าวโพดหลังนา ชี้ตลาดยังต้องการมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370443

news_default

กรมส่งเสริมการเกษตรลุยปลูกข้าวโพดหลังนา ชี้ตลาดยังต้องการมาก

วันจันทร์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 13.40 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรลุยปลูกข้าวโพดหลังนา ชี้ตลาดยังต้องการมาก

15 ต.ค.61 นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า หลังจากประกาศปิดโครงการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 ไปเมื่อเดือน ก.ย.61 ที่ผ่านมา โดยกรมส่งเสริมการเกษตร เริ่มทำโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา ประมาณ 2 ปี ผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ปี 2560/61 ใน 31 จังหวัด มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 67,369 ราย คิดเป็นพื้นที่ 452,827.75 ไร่ โดยเป็นเงินสนับสนุนเพื่อการเรียนรู้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูแล้งหลังนา ให้เกษตรกรทั้งสิ้น 905,655,500 บาท (2,000 บาท ต่อไร่ คนละไม่เกิน 15 ไร่) ขณะนี้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการรับเงิน ผ่าน ธ.ก.ส. ครบถ้วนแล้ว ตั้งแต่เดือน ก.ย.61 และสามารถเป็นเงินทุนหมุนเวียนที่จะใช้ในฤดูกาลผลิตที่จะถึงนี้ได้

โดยปัจจุบัน กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างต่อเนื่อง แต่รูปแบบในการบริหารจัดการโครงการปรับเปลี่ยนไป เพื่อรองรับผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่จะมีมากขึ้น สำหรับพื้นที่เป้าหมาย 2.8  ล้านไร่ ใน 33 จังหวัด ถือเป็นพื้นที่ศักยภาพที่สามรถปลูกข้าวโพดได้ ตามหลัก zoning by agri map และลดความเสี่ยงเนื่องจากมีน้ำเพียงพอ

อย่างไรก็ตามการปลูกข้าวโพดหลังนาถือเป็นนโยบายในการทำโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนานี้ว่าการสมัครเข้าร่วมโครงการฯ จะขึ้นกับความสมัครใจของเกษตรกรเป็นหลัก เพราะเกษตรกรจะต้องมั่นใจว่าจะได้ผลผลิต และขายได้ โดยใช้ตลาดนำการผลิต และให้เป็นโครงการที่เกิดการบูรณาการทำงานทุกภาคส่วน

นอกจากกรมส่งเสริมการเกษตร ยังมี กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ ธ.ก.ส. รวมถึง ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดในพื้นที่เป้าหมาย ในการทั้งสำรวจ ทั้งทำความเข้าใจ การถ่ายทอดความรู้ เพราะการปรับเปลี่ยนอาชีพเกษตรกร ไม่ใช่เรื่องง่ายที่สามารถทำได้ทันที ต้องสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกร ที่พร้อมทุกด้าน ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำงานบูรณาการแบบครบทีม ตั้งแต่การสร้างความมั่นใจ การเตรียมดิน การปลูก ไปจนถึงการขาย

สำหรับเป้าหมาย โครงการสานพลังประชารัฐฯ จำนวน 2 ล้านไร่ ใน 33 จังหวัด จะเปิดรับสมัคร ไป ถึง 15 พ.ย.61 และเกษตรกรจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ จนถึงช่วงเดือน พ.ค. (ก่อนฤดูฝน) ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตจะได้ความชื้นตรงตามที่ตลาดต้องการมากที่สุด ขณะนี้ทีม 5 เสือเกษตร ก็ได้ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับพี่น้องเกษตรกร ในพื้นที่เป้าหมายอย่างต่อเนื่อง และมีเกษตรกรสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ ถึง 814,327 ไร่ เกษตรกร 92,103 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 15 ต.ค.61) พร้อมทั้งแนะนำให้เกษตรกร ที่เข้าร่วมการปลูกแล้ว ปฏิบัติดูแล ตามคำแนะนำทางวิชาการ และหากเกษตรกรไม่มีเงินทุน ธ.ก.ส.ได้สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยถูก ตามเงื่อนไขให้แก่เกษตรกรโดยตรง และขอย้ำว่าโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นโครงการที่ดีมาก เนื่องจากความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในประเทศ ยังมีมาก ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ จำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่ปลูกในพื้นที่ที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

เตือนชาวสวนมะละกอระวัง โรคใบด่างจุดวงแหวนระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370316

x

เตือนชาวสวนมะละกอระวัง โรคใบด่างจุดวงแหวนระบาด

วันจันทร์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศเตือนจากสภาพอากาศร้อนชื้นและมีฝนตกในระยะนี้ อาจส่งผลกระทบให้มะละกอเกิดโรค
ใบด่างจุดวงแหวน สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโต โดยต้นเป็นโรคจะติดผลเร็ว แต่ให้ผลผลิตต่ำหรือไม่ให้ผลผลิต ต้นแคระแกร็น และผลมีจุดวงกลมคล้ายวงแหวน บางครั้งเป็นสะเก็ดวงแหวน หากรุนแรงมากจะเป็นหูดนูนขึ้นมาและผิวขรุขระ ใบและช่อดอกจะหลุดร่วง ไม่ติดผล แคระแกร็น และแพร่ระบาดโดยมีเพลี้ยอ่อนเป็นพาหะนำโรค

เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงเพาะกล้าหรือแปลงปลูก ทำความสะอาดกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นที่เป็นโรค ให้เกษตรกรรีบถอนหรือขุดนำเอาต้นที่เป็นโรคออกจากแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงเพาะกล้าหรือแปลงปลูกทันที เพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อไวรัสและแมลงพาหะ และควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรที่ใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ทุกครั้ง

สำหรับฤดูปลูกถัดไปในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค ให้เกษตรกรหลีกเลี่ยงการปลูกพืชอาศัยของเชื้อสาเหตุโรคใกล้แปลงปลูกมะละกอที่เป็นโรค อาทิ พืชตระกูลแตง พืชตระกูลถั่ว มะเขือเทศ มะเขือยาว ตำลึง หงอนไก่ ลำโพง และบานไม่รู้โรย เกษตรกรควรเปลี่ยนมาปลูกพืชหมุนเวียนชนิดอื่นแทน

นอกจากนี้ เชื้อไวรัสสาเหตุโรคที่ยังไม่มีสารป้องกันกำจัดได้โดยตรง แต่การป้องกันการระบาดของโรคทำได้โดยการกำจัดเพลี้ยอ่อนที่เป็นแมลงพาหะ หากพบให้เกษตรกรพ่นด้วยสารอิมิดาโคลพริด 70% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไทอะมีทอกแซม 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโคลไทอะนิดิน 16% เอสจี อัตรา 15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

เห็นผล!ธนาคารโคนมทดแทนฝูง ช่วยลดภาระ-ลดต้น-เพิ่มรายได้เกษตรกรถ้วนหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370318

x

เห็นผล!ธนาคารโคนมทดแทนฝูง l ช่วยลดภาระ-ลดต้น-เพิ่มรายได้เกษตรกรถ้วนหน้า

วันจันทร์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า โครงการธนาคารสินค้าเกษตร เป็นอีกมาตรการสำคัญของกระทรวงเกษตรฯในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร โดยมีการดำเนินงานในลักษณะฟาร์มรวม และบริหารโดยสหกรณ์ซึ่งรับฝากลูกโค-โครุ่นไว้ที่ฟาร์มกลางของสหกรณ์เพื่อเลี้ยงดูตามหลักวิชาการ ให้อาหารที่เหมาะสมตามช่วงวัย ส่งผลให้โคมีการเจริญเติบโตและสมบูรณ์กว่าการเลี้ยงเองที่ฟาร์มของเกษตรกร และยังเพิ่มโอกาสในการผสมเทียมติดเร็วขึ้น เกษตรกรจะมีรายได้จากการรีดนมได้เร็วขึ้นเช่นกัน เมื่อได้ระยะเวลาโคสาวเติบโตและตั้งท้อง 3 เดือน จึงให้สมาชิกมาไถ่ถอนคืนหรือขายให้แก่เกษตรกรรายอื่น ซึ่งการถอนคืนโคสาว สมาชิกอาจชำระเป็นเงินสด หรือเงินเชื่อ หรือให้หักจากค่าน้ำนมดิบที่นำมาขายให้สหกรณ์ได้เช่นกัน

ทั้งนี้ สศก. ได้ติดตามประเมินผล พบว่า ตั้งแต่เริ่มโครงการปี 2559 มีการตั้งธนาคารโคนมทดแทนฝูง 8 แห่ง ครบตามเป้าหมาย เกษตรกรฝากโคทดแทน 553 ราย จำนวนโคทดแทนที่ขายฝาก 1,712 ตัว มูลค่ารวม 28,411,558 บาท โดยเกษตรกรถอนคืนโคสาวท้องแล้วทั้งหมด 381 ราย จำนวนโคสาวท้องที่ถอนคืน 1,199 ตัว มูลค่าการถอนคืน 55,221,199 บาท ซึ่งเกษตรกรได้รับปริมาณน้ำนมดิบจากแม่โคในโครงการสูงกว่าแม่โคที่เกษตรกรเลี้ยงเองเฉลี่ย 0.71 กก./ตัว/วัน ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 3,898 บาท/ตัว/ปี

ด้านรายจ่าย พบว่า เกษตรกรมีรายจ่ายในการถอนคืนโคสาวท้อง 4 เดือน จากธนาคารเฉลี่ย 46,056 บาทต่อตัว ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการเลี้ยงโคนมด้วยตนเองจนกระทั่งเป็นโคสาวท้อง 4 เดือน เกษตรกรจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 49,296 บาทต่อตัว ซึ่งค่าใช้จ่ายน้อยกว่าเฉลี่ย 3,240 บาทต่อตัว

สำหรับภาพรวม พบว่า เกษตรกรสมาชิกธนาคารมีความพึงพอใจต่อการดำเนินโครงการในระดับค่อนข้างมาก โดยมากกว่าร้อยละ 90 ต้องการใช้บริการของธนาคารในครั้งต่อไป อย่างไรก็ตาม สหกรณ์ควรมีแนวทางที่จะสนับสนุนให้เกษตรกรถอนคืนโคสาวท้องในด้านอื่นด้วย เช่น ให้เกษตรกรฝากเงินที่ได้จากการขายฝากไว้กับสหกรณ์ เมื่อถึงเวลาถอนคืนก็ชำระเงินส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น หรือการสนับสนุนให้เกษตรกรฝากเงินรายเดือนไว้กับสหกรณ์เพื่อใช้ในการถอนคืนโคสาวท้องเมื่อถึงระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งจะเป็นอีกทางเพื่อช่วยลดภาระในการหาเงินมาถอนคืนโคสาวท้องของเกษตรกรได้

กรมชลเปิดตัว‘SWOC WL’ แอพฯตรวจวัดระดับ-สถานการณ์น้ำเรียลไทม์ทั่วปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370320

กรมชลเปิดตัว‘SWOC WL’  n แอพฯตรวจวัดระดับ-สถานการณ์น้ำเรียลไทม์ทั่วปท.

กรมชลเปิดตัว‘SWOC WL’ n แอพฯตรวจวัดระดับ-สถานการณ์น้ำเรียลไทม์ทั่วปท.

วันจันทร์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นตรวจวัดระดับน้ำ “SWOC WL” โดยเปิดให้ดาวน์โหลดไปใช้งานบนโทรศัพท์มือถือทั้งระบบ Android และ iOS ซึ่งจะทำให้ประชาชนสามารถตรวจวัดระดับน้ำได้ด้วยตนเอง ด้วยการสแกน AR MARKER แล้ววัดระดับน้ำบริเวณที่สนใจ ระบบจะประมวลผลและส่งผลการประเมินพร้อมข้อมูลต่างๆ ที่สำคัญ เช่น สถานการณ์น้ำปัจจุบัน แนวโน้มของระดับน้ำในลำน้ำ กลับไปให้ผู้ใช้งานแบบอัตโนมัติ ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และเชื่อถือได้

โดยกรมชลประทานมีแผนต่อยอดจุดบริการ SWOC WL ทั้งสิ้น 935 จุด ให้ครอบคลุมลำน้ำต่างๆ ทั่วทั้งประเทศ ภายในระยะเวลา 3-5 ปี ซึ่งในปีนี้เป็นปีนำร่อง ติดตั้งจุดบริการ 3 แห่ง คือ ท่าเรือวังหลัง (ศิริราช) กทม., ท่าเรือนนทบุรี จ.นนทบุรี และตลาดน้ำอยุธยา วัดท่าการ้อง จ.พระนครศรีอยุธยา ในปีงบประมาณ 2562 จะติดตั้งจุดบริการเพิ่มเติมอีก 150 จุด กระจายตามลำน้ำสำคัญทั่วประเทศ ในปีงบประมาณ 2563 ติดตั้งเพิ่มอีก300 จุด และปีงบประมาณ 2564 ติดตั้งเพิ่มอีก 482 จุด รวมเป็น 935 จุด ครอบคลุมลำน้ำต่างๆ ทั่วทั้งประเทศ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้กรมชลประทานได้รับข้อมูลสถานการณ์น้ำ ณ เวลาจริง และประชาชนทั่วประเทศก็สามารถตรวจวัดระดับน้ำ ณ จุดต่างๆ ของลำน้ำที่ตนเองสนใจได้ตลอดเวลา พร้อมทั้งได้รับข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ของลำน้ำนั้นๆ จากศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) เพิ่มเติมด้วย

ในปีแรกนี้ ประชาชนจะสามารถตรวจวัดระดับน้ำ และทราบสถานะของระดับน้ำในลำน้ำว่าอยู่ที่สถานะไหน ปกติ เฝ้าระวัง หรือเตือนภัย เท่านั้น แต่นับเป็นก้าวแรกในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ให้ประชาชนสามารถตรวจวัดระดับน้ำ และติดตามสถานการณ์น้ำได้ด้วยตนเอง ซึ่งในปีที่ 2-4 SWOC WL จะถูกพัฒนาเพิ่มเติมให้สามารถประมวลผล และรายงานแนวโน้มของสถานการณ์น้ำในลำน้ำที่ตรวจวัดให้ผู้ใช้แอพพลิเคชั่นทราบ รวมถึงสามารถติดตามสถานการณ์น้ำของลำน้ำต่างๆ ทั่วประเทศได้อีกด้วย ซึ่งระบบ SWOC WL คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี พ.ศ.2564

ขยายผลผลิตข้าวGAP เกษตรฯ-พาณิชย์ดันเชื่อมโยงตลาดข้าวครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370317

x

ขยายผลผลิตข้าวGAP เกษตรฯ-พาณิชย์ดันเชื่อมโยงตลาดข้าวครบวงจร

วันจันทร์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า เพื่อยกระดับมาตรฐานข้าวและคุณภาพชีวิตของชาวนาไทย กรมการข้าวได้ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ ดำเนินโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนความร่วมมือตามแบบประชารัฐอย่างครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงการเชื่อมโยงการตลาด เพื่อส่งต่อข้าวคุณภาพที่มีความปลอดภัยถึงมือผู้บริโภค ทำให้ชาวนามีแรงจูงใจในการผลิตข้าวมีมาตรฐาน สร้างรายได้ที่มั่นคง ผู้ประกอบการได้สินค้าข้าวคุณภาพ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลกนั่นเอง

จากผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับจากเกษตรกรที่ผลิตข้าวมาตรฐาน GAP ของกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ครบวงจร เนื่องจากมีการจับคู่ธุรกิจ ทำบันทึกข้อตกลงซื้อขายข้าว (MOU) กับผู้ประกอบการ สามารถวางแผนการผลิตโดยใช้ตลาดเป็นตัวนำได้อย่างชัดเจน ที่สำคัญสามารถขายข้าวได้ในราคาที่สอดคล้องกับคุณภาพ มีราคาสูงกว่าข้าวทั่วไปเฉลี่ย 500 บาทต่อตัน ขณะที่ผู้ประกอบการก็ได้ประโยชน์จากการเข้าร่วมโครงการดังกล่าว โดยเฉพาะได้ข้าวเปลือกที่มีคุณภาพ มาตรฐาน ปลอดภัย สามารถนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม และสามารถสนองตอบความต้องการของผู้บริโภคที่ปัจจุบันมีแนวโน้มความต้องการสินค้าที่ดีมีคุณภาพและปลอดภัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“การเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP ครบวงจร เป็นมิติใหม่ในการขับเคลื่อนตลาดข้าวครบวงจร ที่กรมการข้าวได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารของประเทศให้มีประสิทธิภาพ ก่อเกิดประโยชน์กับผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปสงค์อุปทานของสินค้าข้าวทั้งระบบ ตั้งแต่ชาวนาผู้ปลูกข้าว ผู้ประกอบการค้าข้าว ผู้บริโภค ตลอดจนสามารถสร้างเสถียรภาพทั้งด้านราคาและคุณภาพข้าวไทยให้ดียิ่งขึ้น” รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 15 ตุลาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370319

586851

ชายคาพระพิรุณ : 15 ตุลาคม 2561

วันจันทร์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เปิดงานปีงบประมาณใหม่มาครึ่งเดือน อธิบดีป้ายแดงหลายกรมเข้าประจำการปฏิบัติหน้าที่ บางกรมที่ได้ลูกหม้อและเคยผ่านตำแหน่งรองอธิบดีมาแล้ว ก็เริ่มงานได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้ให้เสียเวลา อย่างเช่น กรมพัฒนาที่ดิน
ที่ได้ นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาดำรงตำแหน่งอธิบดี ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในงานพัฒนาที่ดิน ทั้งด้านบริหารและวิชาการ มีประสบการณ์ปฏิบัติงานมาแล้วทั้งในพื้นที่และส่วนกลาง ผ่านการเป็นหัวหน้าสถานีพัฒนาที่ดิน ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต เลขานุการกรม และเคยดำรงตำแหน่งรองอธิบดีมาก่อนจะไปเป็นผู้ตรวจราชการ ดังนั้นถือว่าครบเครื่องทั้งบู๊และบุ๋น เมื่อกลับมาเป็นอธิบดีในคราวนี้ จึงสามารถเริ่มต้นทำงานสานต่อนโยบายเก่า เริ่มต้นนโยบายใหม่ได้ทันที โดยในวันที่เข้ารับตำแหน่งอธิบดีวันแรกก็ได้มอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของกรมพัฒนาที่ดิน ให้แก่ ผอ.สำนัก/กอง/เขต และข้าราชการให้เน้นการทำงานการพัฒนาระดับภาคและจังหวัดและให้เข้าไปมีส่วนร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่มากขึ้น และปรับการทำงานให้เข้าสู่ยุคดิจิทัล 4.0 เพื่อความรวดเร็วในการทำงาน

เรื่องของหมาแมวทำงานเข้ากระทรวงเกษตรฯและกรมปศุสัตว์อย่างจัง เมื่อเกิดกระแสวิจารณ์สนั่นเมืองเรื่องร่างพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ จนกรมปศุสัตว์ต้องออกมาชี้แจงว่า ร่างดังกล่าว ยังไม่มีผลบังคับใช้ เป็นเพียงร่างกฎหมายที่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อีก 3 วาระ โดยที่หลักการของร่างพระราชบัญญัติในเรื่องนี้ เป็นประโยชน์ในการป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ ซึ่งทำให้เจ้าของมีความรับผิดชอบต่อสัตว์เลี้ยงตัวเองมากขึ้น แต่ยังมีบทบัญญัติบางประการ เช่น การขึ้นทะเบียน และการทำเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ การกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม และอัตราค่าปรับ ที่อาจเป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับร่างพระราชบัญญัติในเรื่องนี้ กลับไปพิจารณาทบทวนร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับความเหมาะสมของบทบัญญัติตามความเห็นของนายกรัฐมนตรี โดยจะต้องไม่เป็นภาระแก่ประชาชน แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น ในช่วงนี้ หากพี่น้องประชาชนท่านใดมีความเห็นประการใดเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ (ฉบับที่..)พ.ศ…. ดังกล่าว ขอให้เสนอข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะ สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่แอพพลิเคชั่น DLD 4.0 ที่ดาวน์โหลดและติดตั้งได้ในโทรศัพท์ทุกระบบหรือทางอี-เมล info@dld.go.th หรือทางเฟซบุ๊คปศุสัตว์ก้าวหน้า (www.facebook.com/livestocknews)

ฟากฝั่งเทเวศร์ สัปดาห์ที่ผ่านมา นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมทางไกล (Conference) เพื่อชี้แจงแนวทางปฏิบัติโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2561/62 และโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกรเพื่อช่วยชะลอการขายข้าวเปลือกในช่วงต้นฤดูกาลผลิต และรักษาระดับราคาข้าวเปลือกให้มีเสถียรภาพ ซึ่งการประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายในการสร้างความเข้าใจแก่ผู้แทนของสหกรณ์ สถาบันเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมและผู้ที่เกี่ยวข้องได้ทราบถึงรายละเอียด หลักเกณฑ์ และวิธีการดำเนินโครงการ รวมถึงแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง โดยมีผู้แทนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ร่วมประชุมชี้แจงในครั้งนี้ด้วย ส่วนบ้านใกล้เรือนเคียง นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดประชุมซักซ้อมรายละเอียดเกี่ยวกับระบบสารสนเทศทางการเงินของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร (Online) (Input form) เพื่อเตรียมข้อมูลตอบประเด็นข้อสงสัย รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ปฏิบัติงานสอบบัญชี ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาประโยชน์สูงสุดให้กับมวลสมาชิกสหกรณ์

ขุนเกษตรา