ชาวนาแห่ร่วมปลูกข้าวโพดเว้นทำนาปรังรอบสอง8หมื่นราย7.5แสนไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370310

ชาวนาแห่ร่วมปลูกข้าวโพดเว้นทำนาปรังรอบสอง8หมื่นราย7.5แสนไร่

ชาวนาแห่ร่วมปลูกข้าวโพดเว้นทำนาปรังรอบสอง8หมื่นราย7.5แสนไร่

วันอาทิตย์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 17.58 น.

ชาวนาแห่ร่วมปลูกข้าวโพดเว้นทำนาปรังรอบสอง8หมื่นราย7.5แสนไร่

14 ต.ค.61 นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ล่าสุดมีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เว้นทำนาปรังรอบสอง แล้วกว่า 8 หมื่นราย เป็นพื้นที่กว่า 7.5 แสนไร่ โดยมี 9 จังหวัดที่เข้าร่วมโครงการมากที่สุด คือ 1.อุบลราชธานี 2.เพชรบูรณ์ 3.ศรีสะเกษ 4.อุตรดิตถ์ 5.อุทัยธานี 6.หนองบัวลำภู 7.สุโขทัย 8.สกลนคร และ 9.หนองคาย โดยเฉพาะ จ.อุบลราชธานีและเพชรบูรณ์ เกษตรกรตอบรับเข้าร่วมโครงการพื้นที่กว่า 1 แสนไร่

นอกจากนี้ ยังได้ระดมสรรพกำลังเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอและเกษตรกรผู้นำทั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ เร่งชี้แจงทำความเข้าใจกับเกษตรกรเกี่ยวกับโครงการและมาตรการจากภาครัฐ เพื่อช่วยสร้างการรับรู้ และถ่ายทอดความรู้เรื่องการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาตามหลักวิชาการที่ถูกต้องอย่างเต็มที่ โดยเกษตรกรยังสมัครเข้าร่วมโครงการภายในเดือน ต.ค.นี้ ในพื้นที่เป้าหมาย 33 จังหวัด และจะเริ่มดำเนินการเพาะปลูกได้ตั้งแต่ช่วงเดือน พ.ย.61

ทั้งนี้ จากผลการสำรวจความต้องการเบื้องต้นของเกษตรกรและการบันทึกข้อมูลในระบบของกรม สำหรับการดำเนินการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนาในปีที่ผ่านมา อาจมีอุปสรรคบ้างเกี่ยวกับจุดจำหน่ายและการรับซื้อผลผลิต แต่ปีนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ปรับระบบใหม่ เพื่อลดปัญหาความเสี่ยง และดูแลเกษตรกรให้มากที่สุด ทั้งการถ่ายทอดความรู้ ระบบประกันภัย การให้สินเชื่อ และจัดหาตลาด โดยการนำสหกรณ์การเกษตรและสถาบันเกษตรกรมากำหนดจุดรับซื้อเพื่ออำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรในการขาย และได้ประสานกับภาคเอกชนในการวางระบบการรับซื้อก่อนเริ่มโครงการ โดยซื้อขายกับผู้ประกอบการที่มีความพร้อมทุกราย จึงขอให้เกษตรกรเชื่อมั่นและวางใจว่าเมื่อปลูกข้าวโพดแล้วไม่มีปัญหาด้านราคาอย่างแน่นอน

“นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้ผู้บริหารทุกหน่วยงานลงพื้นที่ติดตามการดำเนินการโครงการอย่างใกล้ชิด บูรณาการการทำงานในพื้นที่ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์  ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีที่ได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงานในการทำงานเชิงรุกเพื่อปฎิรูปภาคเกษตรไทย ใช้นโยบายการตลาดนำการผลิต ทั้งนี้เกษตรกรเริ่มปรับตัวในสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไปทุกด้าน ทั้งสภาพแวดล้อม ปริมาณน้ำ และความต้องการของตลาดทั้งในและนอกประเทศ” นายสำราญ กล่าว

สทนช.ผุดแผนพัฒนาบึงบอระเพ็ดทุกมิติ ดันเป็นบึงอเนกประสงค์ ยกระดับคุณภาพชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/370020

x

สทนช.ผุดแผนพัฒนาบึงบอระเพ็ดทุกมิติ ดันเป็นบึงอเนกประสงค์ ยกระดับคุณภาพชีวิต

วันศุกร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 17.52 น.

บึงบอระเพ็ด เป็นทะเลน้ำจืดขนาดใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด มีเนื้อที่ประมาณ 132,732 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง ท่าตะโกและชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ประโยชน์ของบึงบอระเพ็ดเป็นทั้งแหล่งอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ เป็นแหล่งกักเก็บน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก แต่ปัจจุบันสภาพบึงบอระเพ็ดเปลี่ยนแปลงไป มีปัญหาที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่บึงหลากหลายด้าน หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องและเหมาะสม อาจส่งผลกระทบในระยะยาว

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า สภาพบึงบอระเพ็ดในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหลายด้าน เช่น การใช้ประโยชน์ที่ดิน คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม ระบบนิเวศเสื่อมโทรม ตะกอนตกสะสมจำนวนมากทำให้บึงตื้นเขิน เป็นต้น เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ส่งผลเสียต่อบึงบอระเพ็ดและพื้นที่โดยรอบทั้งสิ้น จำเป็นต้องแก้ไขเพื่อฟื้นฟูบึงบอระเพ็ดให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุดภายใต้แนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสม และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จึงได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยนเรศวรจัดทำโครงการศึกษาทบทวนแผนการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ขึ้น

จากผลการศึกษาฯ พบว่าการดำเนินการตามแผนการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ดทั้ง 7 ด้านดังต่อไปนี้จะช่วยให้บึงบอระเพ็ดกลับมาสร้างประโยชน์ได้ทุกมิติอีกครั้ง ได้แก่ 1.ด้านการแก้ปัญหาน้ำท่วม การสร้างอ่างเก็บน้ำและแก้มลิงจะทำให้เก็บน้ำได้ 24.47 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีพื้นที่ได้รับผลประโยชน์ 28,000 ไร่ ประตูระบายน้ำ 3 แห่งสามารถระบายน้ำได้ 260 ลบ.ม./ วินาที  สัตว์น้ำสามารถเข้า-ออกบึงได้ตามธรรมชาติ พื้นที่ได้รับผลประโยชน์ 9,000 ไร่ 2.ด้านการแก้ปัญหาน้ำแล้งด้วยการขุดลอกตะกอนดินจะช่วยเพิ่มความจุเก็บกักน้ำในบึง 18 ล้านลบ.ม. ขุดคลองดักตะกอนตามแนวขอบบึงความยาว 57 กิโลเมตร ช่วยดักตะกอนไม่ให้ไหลลงสู่บึง ก่อเกิดพื้นที่รับประโยชน์จำนวน 29,200 ไร่ ทำปฏิทินเพาะปลูกพืชที่เหมาะสมกับระดับน้ำในบึงบอระเพ็ด ลดความเสียหายของเกษตรกรจากอุทกภัยและภัยแล้ง

ส่วนด้านที่ 3 การปรับปรุงคุณภาพน้ำ ด้วยการลดปริมาณผักตบชวาและลดตะกอนดินที่เกิดจากวัชพืชเน่าในบึง ลดผลกระทบด้านนิเวศน้ำจากการขุดลอก ลดน้ำเสียที่เกิดจากชุมชนในพื้นที่บึงบอระเพ็ด จัดการขยะจากชุมชนในพื้นที่ให้ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพและใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน สร้างเครือข่ายผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์คุณภาพจากท้องถิ่นออกสู่ตลาด และลดการใช้สารเคมีในภาคการเกษตร 4.ด้านการจัดหาน้ำสะอาดเพื่ออุปโภคบริโภค 5.ด้านการฟื้นฟูป่าต้นน้ำและการพังทลายของดินโดยให้ประชาชนมีความเข้าใจในการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสม 6.ด้านการบริหารจัดการบึงบอระเพ็ด ควรจะจัดตั้งองค์กรรัฐในรูปแบบพิเศษที่มีความเหมาะสมและมีอำนาจในการบริหารจัดการพื้นที่บึงบอระเพ็ดได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีคู่มือการดำเนินงานสำหรับเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐและสำหรับประชาชนเพื่อการดำเนินงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ มีความชัดเจนในการถือครองที่ดิน ดินตะกอนจากการขุดลอกบึงได้รับการจัดการอย่างเหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์บึงบอระเพ็ด กำหนดพื้นที่และประเภทของการใช้ประโยชน์ของบึงบอระเพ็ด และ

และสุดท้ายคือด้านการพัฒนาศักยภาพบึงบอระเพ็ดเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้หน่วยงานภาครัฐ นักท่องเที่ยวและชุมชนได้มีแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติและวิถีชุมชนเพื่อร่วมกันอนุรักษ์บึงบอระเพ็ดอย่างยั่งยืน การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและการให้บริการข้อมูลข่าวสารอย่างมีคุณภาพ ภาครัฐ เอกชน และชุมชนมีส่วนร่วมในการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผลผลิตการเกษตรและร่วมกันบริหารจัดการเพื่อยกระดับรายได้ให้ประชาชนในท้ายที่สุด

นายสมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโครงการเร่งด่วนที่สามารถดำเนินการได้เลย คือการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมโซนลุ่มน้ำบึงบอระเพ็ด คือการก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำปากคลองบอระเพ็ด บริเวณตำบลเกรียงไกร และโครงการประตูระบายน้ำคลองบางปอง กับการปรับปรุงขุดลอกคลองบางปอง ที่ตำบลปากน้ำโพ ทั้ง  3 โครงการจะช่วยจัดการน้ำที่ไหลบ่าจากด้านบนให้ไหลลงแม่น้ำน่านได้เร็วขึ้น บรรเทาน้ำท่วมให้ประชาชนใน ต.พระนอน ต.หนองปลิง ต.เกรียงไกร ต.แควใหญ่ ต.ทับกฤช ต.พนมเศษ และ ต.วังมหากร รวมกว่า 6,200 ครัวเรือน คิดเป็นประชากรราว 15,000 คน  อีกทั้งยังจะช่วยรักษาระบบนิเวศน์ด้านการประมง และแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร

“วันนี้ สทนช. ได้ลงพื้นที่บึงบอระเพ็ดเพื่อมาดูข้อเท็จจริงว่าผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยนเรศวรในการพัฒนาฟื้นฟูบึงบอระเพ็ดนั้นถูกต้องเหมาะสม รวมทั้งได้มารับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากบึงบอระเพ็ด ตลอดจนได้ล่องเรือสำรวจพื้นที่รอบบึงบอระเพ็ด เพื่อดูตำแหน่งที่จะมีการพัฒนา เช่น จุด Deep Pool จุดท่องเที่ยวต่างๆ พื้นที่นาบัว เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อจัดทำแผนหลักในการพัฒนาและฟื้นฟูบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ต่อไป” นายสมเกียรติ กล่าวทิ้งท้าย

‘อธิบดีปศุสัตว์’พบผู้ว่าฯเชียงใหม่ ถกติดตามสร้างสถานพักพิงสุนัขจรจัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/369967

'อธิบดีปศุสัตว์'พบผู้ว่าฯเชียงใหม่ ถกติดตามสร้างสถานพักพิงสุนัขจรจัด

‘อธิบดีปศุสัตว์’พบผู้ว่าฯเชียงใหม่ ถกติดตามสร้างสถานพักพิงสุนัขจรจัด

วันศุกร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 15.02 น.

12 ต.ค.61 ที่สำนักงานศึกษาธิการ จ.เชียงใหม่ นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายธีระ อนันต์วรปัญญา ปศุสัตว์เขต 5 , นายสุรเดช สมิเปรม  เลขานุการกรม เข้าพบ นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมพิจารณาความก้าวหน้าการดำเนินการโครงการ มูลนิธิ ดิอาร์ค สถานพักพิงสุนัขจรจัดและบาดเจ็บ (the ark)

จากนั้นได้ร่วมประชุมติดตามการดำเนินการก่อสร้างสถานพักพิงสุนัขและสัตว์เลี้ยงที่ได้รับบาดเจ็บและถูกทำร้าย ในมูลนิธิ ดิอาร์ค โดยมี นายอำเภอดอยสะเก็ด , ที่ดินอำเภอ , นายช่างชลประทาน และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมประชุม

ทั้งนี้ สถานที่แห่งนี้จะประกอบไปด้วย อาคารเก็บอาหารสัตว์ อาคารสถานพยาบาลสัตว์ และที่พักเจ้าหน้าที่ โดย น.ส.นันทกา พนมเศรษฐ เป็นผู้มอบที่ดิน จำนวน 5 ไร่ 10 ณ มูลนิธิ ดิอาร์ค เชียงใหม่ เลขที่ 247/1 หมู่ที่ 8 บ้านวังธาร ต.ลวงเหนือ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่

เลาะรั้วเกษตร : อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/369808

281225166

เลาะรั้วเกษตร : อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

วันศุกร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ งานก็เข้ากรมวิชาการเกษตรของ อธิบดี เสริมสุข สลักเพ็ชร์ ทันที งานที่ว่านี้คือ โรคใบด่างมันสำปะหลัง เพราะพบมันสำปะหลังแถวๆ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี มีอาการน่าสงสัยว่าจะเป็นโรคใบด่าง….

โรคใบด่างมันสำปะหลัง เกิดจากเชื้อไวรัสที่ติดมากับท่อนพันธุ์ มีแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นพาหะ ลักษณะอาการของโรค คือ ใบด่าง เหลือง ใบเสียรูปทรง ยอดที่แตกใหม่จะด่างเหลือง ลำต้นแคระแกร็น ทำความเสียหายให้กับผลผลิตมันสำปะหลัง 80-100%

เมื่อประมาณ 3 ปีก่อนหน้านี้ มีการเตือนมาจากสถาบันระหว่างประเทศว่าด้วยสินค้าเกษตรเขตร้อน หรือ CIAT ว่า พบโรคนี้ระบาดในพื้นที่จังหวัดรัตนะคีรีของกัมพูชา และต่อมาพบการระบาดอีกที่ อำเภอตะเบียงปราสาท จังหวัดอุดรมีชัยประเทศกัมพูชา ใกล้กับชายแดนไทย ห่างจากด่านช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษของไทยเพียง 40 กิโลเมตรเท่านั้น

อธิบดีเสริมสุข ยืนยันว่ามีการเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังไม่ให้แพร่ระบาดเข้ามาในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2558 โดยทำการสำรวจพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังใน 50 จังหวัดที่เป็นแหล่งปลูกมาโดยตลอด จนกระทั่งเดือนสิงหาคม 2561 ที่ผ่านมามีการสำรวจพบมันสำปะหลังที่มีอาการน่าสงสัยว่าเป็นโรคใบด่าง ในพื้นที่จังหวัด ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี ดังที่กล่าวมาแล้ว

กรมวิชาการเกษตรจึงทำลายแปลงมันสำปะหลังที่สงสัยว่าจะเป็นโรคใบด่างทันที พร้อมกับขอความร่วมมือเกษตรกร เจ้าหน้าที่เกษตร และผู้เกี่ยวข้องถ้าพบมันสำปะหลังมีอาการดังกล่าวให้รีบทำลายทิ้งทันทีด้วยการถอน ขุดหลุมฝัง ราดด้วยสารกำจัดวัชพืชก่อนฝังกลบ

นอกจากนี้ยังมีมาตรการเพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบพืชนำเข้า ณ ด่านตรวจพืชตามแนวชายแดน ซึ่งการลักลอบนำเข้านั้นมีความผิด ตาม พ.ร.บ. กักพืช เนื่องจาก มันสำปะหลังเป็นสิ่งต้องห้าม ห้ามมิให้นำเข้าท่อนพันธุ์ หรือส่วนขยายพันธุ์ ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุก 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ก่อนหน้านี้เมื่อ 26 กันยายน 2561 ที่ผ่านมา รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ รักษาการปลัดกระทรวงเกษตร ดุจเดือน ศศะนาวิน ได้มีหนังสือด่วนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ประสานงานกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด ด่านศุลกากร ด่านตรวจพืช คณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายและการแก้ไขปัญหาภาคการเกษตรระดับจังหวัด คณะกรรมการทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาการเกษตรระดับอำเภอ เฝ้าระวังตรวจสอบปราบปรามการลักลอบนำเข้าท่อนพันธุ์และส่วนใดส่วนหนึ่งของมันสำปะหลังในช่องทางแนวชายแดนตามอำนาจหน้าที่และกฎหมาย โดยเน้นพื้นที่เป้าหมายที่เป็นจังหวัดตามแนวชายแดนติดต่อกับกัมพูชา 12 จังหวัด คือ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี ตราด เลย หนองคาย นครพนม มุกดาหาร และอำนาจเจริญ

เคยได้ยินข่าวว่า เกษตรกรในประเทศเพื่อนบ้านต้องการท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจากไทยจำนวนมาก เพราะท่อนพันธุ์ในประเทศของเขาเสี่ยงต่อการติดโรค แต่ความต้องการดังกล่าวได้รับการตอบสนองอย่างไรไม่มีข้อมูล อาจจะมีการนำท่อนพันธุ์จากไทยไปปลูก ส่วนการนำเข้าท่อนพันธุ์ของไทยไม่น่าจะมี

จะมีคงเป็นหัวมันที่มีส่วนที่เป็นเหง้าติดเข้ามา ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนที่ขยายพันธุ์ได้ เมื่อตัดเอาหัวมันไว้แล้ว ส่วนที่เป็นเหง้าเหล่านี้ทิ้งขวางไปแบบไม่สนใจ แต่เหง้าเหล่านี้แตกกิ่งเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่ได้ และเป็นต้นที่มีเชื้อโรคใบด่างติดอยู่ ก็สามารถแพร่กระจายได้

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ บอกว่าราคาหัวมันสำปะหลังสดของไทยในปีนี้สูงสุดในรอบ 10 ปี เพราะปริมาณผลผลิตลดลง แต่ตลาดต่างประเทศมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ส่วนประเทศเพื่อนบ้านทั้งเวียดนาม กัมพูชา และลาว ปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังลดลงเช่นกันจากการระบาดของโรคใบด่างที่ว่านี้

พอราคามันสำปะหลังจะดีขึ้นบ้าง ก็จะเจอกับโรคระบาดเสียอีก…กรรมของเกษตรกรไทยจริงๆ งานนี้กระทรวงเกษตรฯต้องเอาให้อยู่ อย่าปล่อยให้โรคระบาดลุกลามไปเหมือนเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังสีชมพู กว่าจะเอาอยู่ก็แทบแย่….

อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกก็แล้วกัน….

แว่นขยาย

ดันนวัตกรรมลดต้นทุน เกษตรฯจับมือเอกชนกระตุ้นเกษตรกรก้าวสู่ยุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/369806

x

ดันนวัตกรรมลดต้นทุน เกษตรฯจับมือเอกชนกระตุ้นเกษตรกรก้าวสู่ยุคใหม่

วันศุกร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ทิศทางภาคการเกษตรของไทยยังเผชิญกับประเด็นความท้าทายทั้งด้านเทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง การแข่งขันทางการค้า และสังคมผู้สูงอายุ จึงต้องมีการปรับตัวให้เข้าสู่ยุคเกษตร 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาลที่เน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม โดยการปฏิรูปภาคเกษตรไทยใน 4 ด้านหลัก คือ 1.บุคลากรในภาคการเกษตร 2.พื้นที่/ทรัพยากร และโครงสร้างพื้นฐาน 3.สินค้า และ 4.R&D เทคโนโลยีและนวัตกรรม มีเป้าหมายมุ่งสู่การทำเกษตรแบบสมัยใหม่และมีความแม่นยำ รวมถึงนำหลักตลาดนำการผลิตมาใช้ ด้วยการให้ความรู้ด้านการตลาดในยุคดิจิทัล เพื่อเพิ่มโอกาสในการกระจายผลผลิต ทั้งหมดนี้เป็นโจทย์ที่กรมต้องทำงานแบบบูรณาการกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้ร่วมมือกับบริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด จัดงาน “Agri Forum และ KUBOTA Showcase 2018” ในวันที่ 10 ตุลาคม 2561 ที่หอประชุมศรีวชิรโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จ.พิษณุโลก เนื่องจากเล็งเห็นถึงประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับจากการเข้ามาชมและเรียนรู้นวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่จากประเทศญี่ปุ่น เป็นการพัฒนาและเตรียมความพร้อมให้แก่เกษตรกรก้าวสู่การทำการเกษตรยุคใหม่ ที่ต้องสร้างทักษะและใช้เครื่องจักรกลการเกษตรเป็นหลักแทนที่การใช้แรงงานคน

ทั้งนี้ภายในงาน นายทะสุยะ มาเอะยาม่า ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานวิศวกรรม บริษัท สยามคูโบต้าฯ ยังได้ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “พลังแห่งความแม่นยำด้านนวัตกรรมเกษตร” ที่เกษตรกรมืออาชีพจะต้องคำนึงถึงการบริหารจัดการภาคการเกษตร ทั้งปริมาณ ชนิดสินค้า และเวลาที่ตลาดต้องการ รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีควบคุมคุณภาพและรสชาติของผลผลิต พร้อมนำเสนอการจัดแสดงนิทรรศการ KUBOTA Showcase 2018 เพื่อนำนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรและการจัดการเกษตรกรรมอัจฉริยะ จากคูโบต้าประเทศญี่ปุ่น มาสาธิตการทำเกษตรครบวงจร

เจาะลึก‘ทุเรียน-มังคุดอินทรีย์’อีอีซี สศก.ชี้ผลตอบแทนดี-แนะปรับเข้าตลาดออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/369812

x

เจาะลึก‘ทุเรียน-มังคุดอินทรีย์’อีอีซี สศก.ชี้ผลตอบแทนดี-แนะปรับเข้าตลาดออนไลน์

วันศุกร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้ศึกษาการผลิต การตลาด และพฤติกรรมผู้บริโภคทุเรียนและมังคุดอินทรีย์ในตลาดระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) พบว่า ด้านการผลิตทุเรียนอินทรีย์ จ.จันทบุรี มีต้นทุนเฉลี่ยไร่ละ 20,807 บาท ผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 63,513 บาท จ.ตราด ต้นทุนเฉลี่ยไร่ละ 20,237 บาท ผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 22,055 บาท และ จ.ระยอง ต้นทุนเฉลี่ยไร่ละ 17,590 บาท ผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 41,950 บาท มังคุดอินทรีย์ จ.ตราด ต้นทุนเฉลี่ยไร่ละ 25,017 บาท ผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 33,752 บาท จ.จันทบุรี ต้นทุนเฉลี่ยไร่ละ 19,178 บาท ผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 22,648 บาท และ จ.ระยอง ต้นทุนเฉลี่ยไร่ละ 15,348 บาท ผลตอบแทนสุทธิไร่ละ 4,757 บาท ทั้งนี้ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับผลผลิตต่อไร่ในแต่ละพื้นที่

ด้านการตลาด เกษตรกรที่ผลิตทุเรียนอินทรีย์ส่วนใหญ่ขายผลผลิตผ่านพ่อค้าคนกลางร้อยละ 38 หากขายทุเรียนอินทรีย์แบบออนไลน์จะมีต้นทุนการตลาด อาทิ ค่าขนส่ง ค่าบรรจุภัณฑ์ ร้อยละ 31 ให้ผลตอบแทนการตลาดร้อยละ 8 สำหรับมังคุดอินทรีย์ ส่วนใหญ่ขายผู้แปรรูปร้อยละ 29 ของผลผลิต ส่วนกรณีขายมังคุดอินทรีย์แบบออนไลน์มีต้นทุนการตลาดร้อยละ 34 และมีผลตอบแทนการตลาดร้อยละ 18

ด้านพฤติกรรมผู้บริโภค มีแนวโน้มการตัดสินใจเลือกบริโภคผลไม้อินทรีย์มากถึงร้อยละ 97 และแนะนำให้ผู้อื่นซื้อผลไม้อินทรีย์ถึงร้อยละ 94 โดยผู้บริโภคส่วนใหญ่รู้จักตราสัญลักษณ์รับรองมาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์ (มกษ.) ของกระทรวงเกษตรฯ หรือตรา Organic Thailand โดยต้องการให้มีการจำหน่ายผลไม้อินทรีย์ในตลาดเขต EEC ในรูปแบบสั่งจองล่วงหน้า (Pre order) และขายออนไลน์ส่งถึงผู้บริโภค จากผลการศึกษา จะเห็นได้ว่าเกษตรกรที่ผลิตทุเรียนและมังคุดอินทรีย์ มีผลตอบแทนอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคมีทิศทางปรับตัวเข้าสู่ตลาดออนไลน์ จึงแนะนำให้มีการจัดงานหมุนเวียนไปในแต่ละจังหวัดเพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์สู่ผู้บริโภค หรือมีศูนย์กระจายจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์โดยเฉพาะ เพื่อรองรับการค้าขายแบบออนไลน์” เลขาธิการ สศก. กล่าว

‘ฝนหลวง’เร่งช่วยพื้นที่เกษตร l แจงเข้าหน้าหนาวส่งผลกระทบขึ้นบินปฏิบัติการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/369811

x

‘ฝนหลวง’เร่งช่วยพื้นที่เกษตร l แจงเข้าหน้าหนาวส่งผลกระทบขึ้นบินปฏิบัติการ

วันศุกร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การขาดแคลนน้ำจากภาวะฝนทิ้งช่วงในพื้นที่การเกษตรนอกเขตชลประทานเริ่มได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง อีกทั้งได้รับแจ้งจากเกษตรกรและอาสาสมัครฝนหลวง ที่มีการร้องขอฝนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงได้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่ดังกล่าว

โดยจากการปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 7 ตุลาคม 2561 รวม 58 จังหวัด มีพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ทั้งสิ้น 218.20 ล้านไร่ ได้แก่ ภาคเหนือ 27 จังหวัด 76.88 ล้านไร่ ภาคกลาง 15 จังหวัด 31.75 ล้านไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 16 จังหวัด 58.38 ล้านไร่ ภาคตะวันออก 7 จังหวัด 20.94 ล้านไร่ และภาคใต้ 4 จังหวัด 30.25 ล้านไร่ รวมทั้งได้ปรับแผนการปฏิบัติการฝนหลวงเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง และเพิ่มปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่าง ๆ ในช่วงระหว่างวันที่ 20 กันยายน – 31 ตุลาคม 2561 โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มปริมาณน้ำทั้งสิ้นจำนวน 156 ลบ.ม. ซึ่งปัจจุบันสามารถเพิ่มปริมาณน้ำได้ 67.686 ลบ.ม. เนื่องจากในการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ร้องขอฝน มีพื้นที่ติดกับแปลงเกษตรที่ส่วนใหญ่กำลังจะเก็บเกี่ยว อาจทำให้เกิดความเสียหายกับเกษตรกรส่วนใหญ่ได้ ประกอบกับ สภาพอากาศกำลังเปลี่ยนแปลงจากฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาว ทำให้บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีน เริ่มแผ่ลงมาปกคลุมตอนบนของภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้หลายพื้นที่มีความชื้นสัมพัทธ์ชั้นบนต่ำ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการขึ้นบินปฏิบัติการช่วงเวลานี้ และไม่สามารถบินปฏิบัติการได้ในบางวัน

อย่างไรก็ตาม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้กำชับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกคน ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และร่วมกันวิเคราะห์สภาพอากาศ สภาพพื้นที่ ก่อนขึ้นปฏิบัติการทุกครั้ง เพื่อป้องกันข้อผิดพลาด และให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ในแต่ละภูมิภาค ลงพื้นที่เพื่อสร้างการรับรู้และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงภารกิจการทำฝนหลวง ปัญหา และอุปสรรคในการดำเนินการทำฝน รวมทั้งรณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อรับมือกับปัญหาภัยแล้งที่กำลังจะมาถึง และขอให้เกษตรกรและประชาชนมั่นใจว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจะดำเนินการช่วยเหลือพื้นที่ที่ร้องขอฝนให้อย่างทั่วถึง และพร้อมเคียงข้างประชาชนเพื่อรับมือกับปัญหาภัยแล้งและการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ทำการเกษตร โดยจะมุ่งมั่นทุ่มเทอย่างสุดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจ

สั่งตีกลับข้าวสาลีจากอินเดีย พบปนเปื้อน‘ด้วงอิฐ’ศัตรูพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/369805

x

สั่งตีกลับข้าวสาลีจากอินเดีย พบปนเปื้อน‘ด้วงอิฐ’ศัตรูพืช

วันศุกร์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ด่านตรวจพืชท่าเรือกรุงเทพ กรมวิชาการเกษตร ได้ตรวจพบด้วงอิฐซึ่งเป็นศัตรูพืชกักกันปนเปื้อนมากับสินค้าข้าวสาลีจำนวน 24,000 กิโลกรัมที่นำเข้าจากประเทศอินเดีย เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชท่าเรือจึงสั่งให้เจ้าของสินค้าดำเนินการกำจัดศัตรูพืชดังกล่าวด้วยวิธีการรมด้วยสารเมทิลโบรไมด์ และให้ส่งสินค้าที่พบปัญหากลับประเทศต้นทางทั้งหมดทันที

ประเทศไทยและในหลายประเทศถือว่าด้วงอิฐเป็นศัตรูพืชกักกันที่สำคัญในการนำเข้า เป็นศัตรูพืชที่หากมีการติดเข้ามากับสินค้าและแพร่ระบาดในประเทศ จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อการเกษตรและเศรษฐกิจภายในประเทศ ดังนั้นเพื่อปกป้องการเกษตรในประเทศหากมีการตรวจพบด้วงอิฐปนเปื้อนมากับสินค้าจะต้องดำเนินการกำจัดด้วยการรมสารเมทิลโบรไมด์และส่งกลับคืนประเทศทันที

ด้วงอิฐ มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย ปากีสถาน เนปาล ภูฏาน และมัลดีฟส์ เป็นแมลงที่มีลำตัวขนาดเล็ก มีสีน้ำตาลหรือมีจุดดำกระจัดกระจายบนปีกอย่างไม่มีรูปร่างที่แน่นอน ถือเป็นแมลงศัตรูในโรงเก็บที่มีความสำคัญและสามารถสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเมล็ดพืช รวมทั้งตัวหนอนและตัวเต็มวัยมีความทนทานต่ออากาศที่ร้อนหรือแห้งได้เป็นเวลานาน สามารถอาศัยอยู่ในโรงเก็บได้นานนับปีโดยปราศจากอาหารและมีความต้านทานต่อการรมได้ดี

ประเทศไทยนำเข้าข้าวสาลีจากออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ยูเครน และอินเดีย โดยในปี 2560 นำเข้าข้าวสาลีจากอินเดียปริมาณ 41,120 กิโลกรัม ส่วนในปี 2561 (มกราคม-กันยายน) นำเข้าข้าวสาลีจากอินเดียแล้วจำนวน 44,000 กิโลกรัม

เร่งดัน’ปลากัด’เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ชี้มีถิ่นกำเนิดในไทยแห่งเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/369861

เร่งดัน'ปลากัด'เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ชี้มีถิ่นกำเนิดในไทยแห่งเดียว

เร่งดัน’ปลากัด’เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ชี้มีถิ่นกำเนิดในไทยแห่งเดียว

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 21.09 น.

รมว.เกษตรฯเร่งดัน”ปลากัด”เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ตั้งเป้ากระตุ้นรายได้ชุมชนอีก20เปอร์เซ็นต์จากปีละ1พันล้านบาท ส่งออกกว่า100ประเทศ ชี้ค้นพบอนุกรมวิธาน ระบุปลากัดมีถิ่นกำเนิดในไทยแห่งเดียว เป็นไทยแลนด์โอนลี่ของแท้ ย้อนประวัติผูกพันกับชีวิตคนไทยมากว่า667ปี

11 ต.ค.61 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดแถลงข่าว “ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ” โดย น.ส.อรมรรัตน์ เสริมวัฒนากุล ผู้ทรงคุณวุฒิกรมประมง และนายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายและยุทธศาสตร์พัฒนาการประมง กล่าวว่า นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ผลักดันเต็มที่ให้ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ซึ่งเป็นสัตว์น้ำสวยงามอีกชนิดหนึ่งที่กรมประมง กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญในการยกระดับและส่งเสริมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันสินค้าภาคการเกษตรของไทย เป็นการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ออกสู่ตลาด เนื่องจากปลากัดไทยเป็นสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มการเติบโตทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง ภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 จนปลากัดของไทยกลายเป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียงในระดับสากลและเป็นสินค้าส่งออกไปกว่า 100 ประเทศ

กรมประมงได้เล็งเห็นศักยภาพและเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ของเกษตรกรไทย จึงได้ผลักดันให้ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ เพื่อเป็นการแสดงถึงอัตลักษณ์ให้สัตว์น้ำสวยงามไทย ที่มีตำนานเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตสังคมและวัฒนธรรมไทยมายาวนานกว่า 667 ปี ที่สามารถยืนยันชัดเจนว่าปลากัดมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยแห่งเดียว หรือไทยแลนด์โอนลี่ โดยเอกสารทางประวัติและการค้นคว้าอย่างละเอียดร่วมกับผู้รู้เกี่ยวกับความเป็นมาของปลากัดไทยทุกแขนง ระบุเกี่ยวข้องทางวัฒนธรรมตั้งแต่ยุคกรุงธนบุรี มาสมัยรัชกาลที่1 ค้นพบที่คลองอัมพะวา และรัชกาลที่ 3 มอบของขวัญเป็นปลากัดให้กับนายแพทย์ชาวต่างชาติมาทำการรักษาพระองค์ สมัยรัชกาลที่ 7 พบการเลี้ยงปลากัดแพร่หลายไปถึงตะเข็บชายแดนไทย รวมทั้งบทละครอิเหนา ยังกล่าวถึงการจัดงานมีถึง 12 ชาติ เข้ามาดูบ่อนกัดปลาของไทย อีกทั้งมีความผูกพันกับคนไทยมาช้านานในเรื่องเครื่องรางของขลังให้ค้าขายดี เพราะปลากัดเป็นนักสู้ว่ายน้ำเก่ง เช่น หลวงปู่นวม เกจิดัง จ.สุพรรณบุรี และหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จ.พระนครศรีอยุธยา มีพระเครื่อง ที่รู้จักกันดี รุ่นหลวงพ่อปานขี่ปลากัด คนไทยเชื่อมั่นเรื่องความว่องไวค้าขาย ภาพวาดที่วัดหลวงพ่อโสธร มีรูปปลากัดถวายดอกบัวให้พระพุทธเจ้า จนมาถึงอดีตอธิบดีกรมประมงคนแรก ดร.ฮิว สมิท ที่เป็นชาวต่างชาติ ได้เข้ามาค้นคว้าพันธุ์ปลากัดไทยลงพิมพ์ในวารสาร “โคเปียย์” ของสหรัฐฯ สายพันธุ์ Betta Splendens มีลักษณะ เกล็ดลำตัวและคลีบหางมีสีเขียวแดง ซึ่งจะใช้ปลากัดตัวต้นแบบนี้ขึ้นทะเบียนเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ

“ได้รับคำถามจากสำนักงานส่งเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ ถามว่าปลากัดไทยมีเฉพาะไทยแลนด์โอนลี่ หรือไม่ ซึ่งได้ไปค้นพบหนังสืออุนกรมวิธาน ปรากฎในเอกสารทางวิชาการชัดเจนเก็บตัวตัวอย่างปลากัดสีเขียวแดงที่แม่น้ำสาขาที่เชื่อมจากแม่น้ำ ส่วนประเทศสิงคโปร์ ยังระบุว่าปลากัดส่งมาจากไทย มาค้าขาย และทำไมเรียกปลากัดจีน ปลากัดอินโด ปลากัดมาเลย ซึ่งเรายืนยันได้ตัวที่เบต้าสเปนเดนส์ อยู่ที่ไทย มีการนำไปสร้างสายพันธ์หลากหลายขึ้นมาตามความต้องการผู้เลี้ยง ที่ผ่านมาไทยมีดอกคูณ เป็นดอกไม้ประจำชาติ ช้างไทย เป็นสัตว์ประจำชาติ ซึ่งสัตว์น้ำอื่นๆ ยังมีลักษณะเด่น เช่นปลากัดไทย ที่สามารถผสมพันธุ์ทำให้มีสีสันลวดลายต่างๆสวยงามแปลกตา และเป็นนักสู้ การยกเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ อาศัยตามตาม พ.ร.ก.ประมง พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ร.บ.มรดกภูมิปัญญา 2559 ซึ่งปลากัดขึ้นทะเบียนเมื่อปี 2556  ถ้าเราสามารถประกาศเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ จะขยายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ มีภาพปลากัดว่ายอย่างสวยงาม เช่นโทรศัพท์ไอโฟนนำไปเป็นหน้าวอลล์ ให้เห็นจากสนามบิน นักธุรกิจจะไปถึงฟาร์ม ยังพัฒนาสินค้าต่างๆ สร้างมูลค่าเพิ่มได้ หากปล่อยเวลาไป อาจเป็นไชสนิสเบต้า อเมริกันเบต้า อินโดเบต้า วันนั้นคนไทยคงพูดไม่ออก เพราะขณะนี้ประเทศรอบบ้านเราพัฒนาแข่งขันกันมาก เช่นอินโดนีเซีย กำลังเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในการส่งออกแต่ยังใช้เส้นทางผ่านไทย ทั้งนี้จากผลการศึกษาประเทศออสเตรเลีย ประกาศให้หมีอะโคล่า เป็นสัตว์ประจำชาติ ทำให้คนมีงานทำเกี่ยวเนื่องกว่า9พันคนและรายได้เข้าประเทศเพิ่ม 1 ล้านๆ ดอลลาร์ ส่วนไทยคาดว่ารายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 จากที่ผ่านมามีพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์และขยายสู่เชิงพาณิชย์ สามารถสร้างอาชีพหลักและสร้างรายได้เสริม ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน มีรายได้กว่า 1,000 ล้านบาท”

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ขณะนี้กรมประมงได้พยายามดำเนินการขับเคลื่อนให้มีการประกาศให้ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติอย่างเต็มที่ หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติเห็นชอบตามมติการประชุมครั้งที่ 2/2560 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2560 ซึ่งที่ผ่านมา กรมประมงได้มีการนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเห็นควรให้นำเรื่องดังกล่าวเสนอให้คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติพิจารณาก่อน ปรากฏว่า คณะกรรมการฯ เห็นควรให้มีการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อประโยชน์ทางด้านทรัพย์สินทางปัญญา ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมงจึงได้รับเรื่องดังกล่าวมาทบทวนตามข้อเสนอแนะ  และได้มีการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม รวมทั้งหารือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา พบว่า ปลากัดไม่สามารถจดทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ได้

อย่างไรก็ตาม กรมประมงยังเห็นถึงความสำคัญของการที่จะนำเสนอให้ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ จึงได้มุ่งมั่นค้นคว้ารวบรวมรายละเอียดเพิ่มเติมอย่างรอบคอบและละเอียดถี่ถ้วนต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความสมบูรณ์ในทุกมิติ ทั้งมิติด้านประวัติศาสตร์ที่ได้รับการบันทึก มิติด้านศิลปวัฒนธรรมและประเพณี มิติด้านสังคมและเศรษฐกิจ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวอาจต้องใช้ระยะเวลา เนื่องจากมีขั้นตอนตามระบบราชการ ซึ่งกรมประมงจะพยายามขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ โดยขณะนี้กรมประมงพร้อมที่เสนอให้คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติพิจารณาอีกครั้งหนึ่งในเดือนนี้และนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ตรึง50จังหวัดสกัดโรค‘ใบด่าง’ เกษตรฯเปิดสายด่วนแจ้งเหตุ-ผวาถล่มไร่มันสำปะหลังเสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/369439

ตรึง50จังหวัดสกัดโรค‘ใบด่าง’ เกษตรฯเปิดสายด่วนแจ้งเหตุ-ผวาถล่มไร่มันสำปะหลังเสียหาย

ตรึง50จังหวัดสกัดโรค‘ใบด่าง’ เกษตรฯเปิดสายด่วนแจ้งเหตุ-ผวาถล่มไร่มันสำปะหลังเสียหาย

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า โรคใบด่างมันสำปะหลังมีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus เป็นโรคที่มีความสำคัญทำให้ผลผลิตเสียหายเกือบ 100% สามารถเข้าทำลายมันสำปะหลังได้ทุกระยะการเจริญเติบโต ซึ่งตั้งแต่ปี 2558-2561 กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังเพื่อป้องกันไม่ให้เข้ามาในประเทศไทย โดยเข้มงวดการนำเข้ามันสำปะหลังบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และจัดทำมาตรการด้านวิชาการ ด้านกฎหมาย และแผนปฏิบัติการฉุกเฉินในกรณีเกิดการแพร่ระบาดในประเทศ พร้อมทั้งดำเนินการสำรวจและเฝ้าระวังในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ 50 จังหวัด พื้นที่ 2,668,000 ไร่อย่างเข้มข้น ซึ่งที่ผ่านมายังไม่พบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังของไทย

อย่างไรก็ตามช่วงเดือนสิงหาคม 2561 ได้สำรวจพบต้นมันสำปะหลังแสดงอาการใบด่างต้องสงสัยในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ และ อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ พื้นที่ 68 ไร่ ผลการตรวจพบเชื้อไวรัสใบด่างมันสำปะหลังต้องสงสัยกลุ่มไวรัส Begomovirus ซึ่งพบได้ทั่วไปไม่มีความรุนแรงและไม่ได้ทำลายผลผลิตในแปลงปลูกมันสำปะหลัง แต่เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการทำลายแปลงมันสำปะหลังที่พบอาการต้องสงสัยทั้งหมด ตามแผนปฏิบัติการฉุกเฉินที่กำหนดไว้ ทั้งนี้จากข้อสังเกตประเทศไทยไม่เคยมีการรายงานการพบโรคใบด่างมันสำปะหลัง ดังนั้นอาจมีการลักลอบนำเข้าท่อนพันธุ์ หรือส่วนขยายพันธุ์เข้ามา ซึ่งผู้ลักลอบมีความผิดโทษจำคุก 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“โรคใบด่างมันสำปะหลังเป็นโรคที่มีความรุนแรง สามารถทำลายผลผลิตได้เกือบ 100% ดังนั้น กรมวิชาการเกษตร จะเข้มงวดการนำเข้ามันสำปะหลังบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และดำเนินการสำรวจโรคใบด่างมันสำปะหลังอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง หากพบการระบาดของโรคจะดำเนินการตามแผนฉุกเฉินที่ได้กำหนดไว้ หรือหากพบเห็นอาการของโรคใบด่างในมันสำปะหลัง ให้แจ้งสายด่วนเฝ้าระวังโรค กรมวิชาการเกษตร โทร. 0-2579-8516 หรือ 06-1415-2517 เพื่อจะได้เข้าไปดำเนินการทันที” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว