ขยายผลผลิต‘ข้าวกล้อง’ส่งออก สหกรณ์เมืองลับแลต่อยอดโครงการนาแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/369437

x

ขยายผลผลิต‘ข้าวกล้อง’ส่งออก สหกรณ์เมืองลับแลต่อยอดโครงการนาแปลงใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการเกษตรแปลงใหญ่ประชารัฐ โดยใช้กลไกสหกรณ์เป็นตัวขับเคลื่อนนั้น ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ในพื้นที่สหกรณ์ โดยเข้าไปส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่ม ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ วางแผนการตลาดร่วมกัน ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง และมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ที่สำคัญเป็นการเพิ่มโอกาส และขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกร โดยไม่ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง ทำให้มีรายได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

สหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมสมาชิกผลิตข้าวกล้องเพื่อการส่งออก ผ่านโครงการนาแปลงใหญ่ตามนโยบายของรัฐบาล โดยส่งเสริมให้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการปลูกข้าวพันธุ์พิษณุโลก 2 กข 49 กข 47 ซึ่งเป็นพันธุ์เมล็ดยาว ผลิตเป็นข้าวกล้องเพื่อส่งขายให้กับบริษัท The Natural Growth Co.,Ltd. หรือ NGC เป็นบริษัทที่รับซื้อข้าวกล้องจากสหกรณ์เพื่อส่งออกไปยังประเทศออสเตรเลีย

นายพนม แก้วกุลศรี หัวหน้าฝ่ายรวบรวมแปรรูปและส่งเสริม สหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด เล่าว่า ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ส่งเสริมให้สมาชิกปลูกข้าวทั้งหมด 6,000 ไร่ โดยสหกรณ์ฯจะมีการจัดโซนแปลงปลูกข้าวของสมาชิก โดยสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการจะต้องมีแปลงปลูกอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ไม่กระจัดกระจาย เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุม ดูแล ซึ่งสหกรณ์ฯจะเข้าไปสำรวจคุณภาพดินในพื้นที่สมาชิกเพื่อเตรียมให้เหมาะสมต่อการปลูกข้าวแต่ละพันธุ์ และจะเน้นให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เพราะไม่มีสารตกค้าง เพื่อให้ได้ผลผลิตตรงตามที่บริษัทต้องการ

นายพนมบอกต่ออีกว่า หลังจากสมาชิกเข้าร่วมโครงการนี้ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่มั่นคงมากขึ้น เนื่องจากมีตลาดรองรับที่แน่นอน อีกทั้งสหกรณ์ยังรับซื้อผลผลิตในราคาที่แพงกว่าราคาท้องตลาดทั่วไป ตันละ 500 บาท นอกจากนั้น ยังมีเงินให้สมาชิกกู้ไปลงทุนก่อน ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี โดยให้กู้ไร่ละ 2,500 บาท ตลอดจนสนับสนุนรถหยอด รถดำข้าว ให้สมาชิกใช้ เพื่อลดการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว จากเดิมที่เคยใช้ประมาณ 25-30 กก.ต่อไร่ ตอนนี้ใช้ไม่เกิน8 กก.กรัมต่อไร่ และเดิมต้นทุนในการผลิตข้าวตั้งแต่เริ่มปลูกจนเก็บเกี่ยวจะอยู่ที่ 3,600 บาทต่อไร่ ปัจจุบันเหลือเพียง 2,400 บาทต่อไร่ สามารถช่วยต้นทุนลดลงได้ ไร่ละ 1,200 บาท นอกจากนี้ผลผลิตต่อไร่ก็เพิ่มขึ้นด้วย จากเดิมที่ได้เพียงไร่ละ 650 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นเป็นไร่ละ 850-1,100 กิโลกรัมเลยทีเดียว” นายพนมกล่าว

แตกใบอ่อน : ‘ลด ละ เลิก ถุงพลาสติกพ่วงหลอด’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/369429

807934531

แตกใบอ่อน : ‘ลด ละ เลิก ถุงพลาสติกพ่วงหลอด’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดีเดย์กันไปแล้ว เมื่อ 1 ตุลาคมที่ผ่านมากับโครงการลดใช้ถุงพลาสติกในโรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยให้ผู้ป่วยนำถุงผ้ามาเอง ใส่ยากลับบ้าน บังเอิญมีโอกาสได้ไปสังเกตการณ์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เห็นชาวบ้านที่มาหาหมอ ก็ดูจะงงๆ บ้าง เภสัชกร ที่จัดแจกยาต้องอธิบายคลายข้อสงสัยบางแห่งอาจจัดเตรียมถุงผ้าสำรอง จากการที่คนทั่วไปบริจาคมาใส่ยากลับไปให้แทน และกำชับต่อไปให้นำมาด้วยทุกครั้ง ซึ่งก็พอเข้าใจได้ การเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ปฏิบัติมานาน ต้องให้เวลาปรับตัว เพียงต้องผลักดันจริงจัง ต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติก เป็นกระแสที่จุดติดแน่นอน เพราะระยะหลัง เห็นหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐเอกชน ตอบรับนโยบายรัฐบาลมากขึ้น แบบว่า ใครลด ละ เลิกใช้พลาสติกได้ด้วยวิธีไหนก็ทำกันไป เช่นเดียวกับคนทั่วไป มีการเปลี่ยนพฤติกรรมลดใช้ภาชนะที่ทำจากพลาสติกมีให้เห็นมากขึ้น อย่างการนำแก้วไปซื้อกาแฟ หรือพกขวดน้ำประจำตัว รวมถึงการใช้กล่องบรรจุอาหารแทนซื้อใส่ถุงพลาสติกกลับบ้าน

การเริ่มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนในสังคมกันบ้างแล้ว ถือเป็นนิมิตหมายอันดี จะเป็นไปได้หรือไม่ เมื่อทัศนคติการรับรู้ของคนในสังคมเริ่มตอบรับแนวทางลดโลกร้อน ลดขยะพลาสติก รัฐบาลควรฉวยจังหวะนี้ขยายผล จากถุง ถ้วยชามพลาสติก ไปเป็นเครื่องใช้อื่นในชีวิตประจำวัน ซึ่งที่จริงไม่จำเป็นต้องใช้ก็ได้ อย่าง “หลอดดูดน้ำ” ซึ่งหลายคนคงไม่ทราบ หลอดชิ้นเล็กๆ เป็นขยะตกค้างที่เกิดขึ้นเร็วมาก กระจัดกระจายไปสร้างปัญหาได้ไกล ใช้เวลาย่อยสลายเป็นร้อยปีเหมือนกัน เพราะคนคนหนึ่งใช้หลอดเพียงแค่ 5-10 นาทีก็ทิ้งแล้ว

จากข้อมูลมูลนิธิโลกสีเขียว ระบุ ไทยติดอันดับ 5 ของประเทศที่ทิ้งขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุด ที่น่าสนใจคือ เป็นขยะจากหลอดพลาสติก และสถิติยังพบจำนวนหลอดพลาสติกที่ถูกทิ้งเป็นขยะลงทะเล อยู่ที่ 513 ล้านตัน จาก 20 ประเทศทั่วโลก

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจากการศึกษาของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานการจำแนกขยะในทะเลไทย ซึ่งน่าตกใจคือ หลอดพลาสติกถูกพบมากเป็นอันดับ 2 รองจากขยะถุงพลาสติก ดังนั้น น่าเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆอีกครั้ง ที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกับขยะพลาสติกประเภทอื่น เพราะใครจะคิดว่าแค่หลอดดูดน้ำชิ้นเดียว ต่างคนต่างทิ้ง กลับมาสร้างปัญหายิ่งใหญ่ให้ทุกคนบนโลกดังนั้น หากเราแต่ละคนตระหนักจุดนี้ ลด เลิกใช้หลอด หันมาดื่มน้ำโดยตรงจากแก้ว ก็สามารถช่วยลดปัญหาได้ไม่มากก็น้อย

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลเพิ่มเติมที่มูลนิธิโลกสีเขียวเผยแพร่ต่อสาธารณะ ชี้ว่า หากต้องการลดปัญหาขยะพลาสติกล้นโลกเราแต่ละคนแค่ลดใช้พลาสติก 6 อย่างชนิดบอกลากันไปได้เลยก็จะดี เริ่มจาก“ซ้อมพลาสติก” ที่ใช้แค่แป๊บเดียวเหมือนหลอดแล้วก็ทิ้ง เพียงแค่หันมาพกช้อน-ส้อม น่าจะช่วยลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกทาง

ลำดับถัดมา “ขวดน้ำพลาสติก” สัดส่วนก่อให้เกิดขยะมากถึง 90% แถมฝาพลาสติกชิ้นเล็ก กลับกลายเป็นขยะกองมหึมาได้อย่างคาดไม่ถึง แค่พกกระติกหรือขวดน้ำพกพาจะดีกว่า ตามมาด้วย
“แก้วพลาสติก” ที่ย่อยสลายยากมาก ถ้าเปลี่ยนเป็นน้ำแก้วเก็บความร้อนความเย็นสักใบติดตัว น่าจะลดขยะประเภทนี้ได้โข

ถัดมา เป็น “ถุงพลาสติก” หรือถุงก๊อบแก็บ พระเอกนางเอกของปัญหา เพราะทุกการจับจ่ายใช้สอยต้องมีเจ้าถุงหิ้วถูกทิ้งหลุดรอดไปอุดตันท่อน้ำ ปะปนบนดิน แม่น้ำ ทะเล สร้างความสูญเสียปรากฏเป็นข่าวบ่อยที่สุด …สุดท้ายคือ “ภาชนะบรรจุอาหาร” จากไลฟ์สไตล์คนทุกวันนี้ที่เปลี่ยนไป อาหารสารพัดเมนู แค่โทรสั่งก็เสิร์ฟถึงที่ ทำเอากล่องโฟม ถาดใส่อาหารเกลื่อนโลกในพริบตาเหมือนกัน แต่ถ้าลองหันมาใช้ปิ่นโต กล่องใส่อาหารหรือพลาสติกย่อยสลายได้ แทนใส่ถุงพลาสติกกลับบ้านน่าจะเป็นอีกทางลดภาระโลก

การมีส่วนร่วมลดปัญหามลพิษ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใช้ชีวิต น่าจะช่วยโครงการรณรงค์ลดใช้พลาสติกเดินหน้าต่อไปได้และเกิดผลยั่งยืน ช่วงนี้การปลุกกระแสลดใช้ถุงพลาสติกเริ่มมีเสียงตอบรับ เลยอยากให้พ่วงกรลด ละ เลิกใช้ “หลอด” ไปด้วย เพราะเป็นพลาสติกชิ้นเล็กๆ ที่คนยังไม่ค่อยได้พูดถึง แต่ก่อมลพิษไม่แพ้พลาสติกชิ้นใหญ่ ฉะนั้น ใครเข้าร้านค้าร้านสะดวกซื้อครั้งต่อไป นอกจากปฏิเสธไม่รับถุงแล้ว ช่วยพ่วงหลอดไปอีกสักชิ้นก็จะดีต่ออนาคตโลก

เกษตรฯเร่งเครื่อง‘Big Data’ พัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง‘Farmer ONE’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/369434

x

เกษตรฯเร่งเครื่อง‘Big Data’ พัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง‘Farmer ONE’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ Big data ได้มีการเชื่อมโยงกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และอยู่ระหว่างการทดสอบการเชื่อมโยงกับกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งได้มีการหารือการเชื่อมโยงข้อมูลกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเชื่อมั่นว่า การเชื่อมโยงกับภาคการตลาดจะช่วยให้สามารถทราบปริมาณผลผลิต ช่วงเวลา แหล่งผลิตที่สำคัญ ตามนโยบายตลาดนำการผลิต เพื่อใช้บริหารจัดการการจำหน่าย การกระจายสินค้า กำหนดราคาได้อย่างเหมาะสมต่อไป

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในการสนับสนุน “การพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง (Farmer ONE)” ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) เพื่อร่วมสนับสนุนการดำเนินงานด้านเทคโนโลยีและด้านสารสนเทศ ขับเคลื่อนตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้านการพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง มาตั้งแต่ปี 2559 สศก. ในฐานะหน่วยงานอำนวยการของคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน จึงได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการรวบรวมข้อมูลทะเบียนเกษตรกรของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยใช้เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ในการเชื่อมโยง ทั้งจากข้อมูลทะเบียนเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตร ทะเบียนผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของกรมประมง ทะเบียนผู้เลี้ยงสัตว์ของกรมปศุสัตว์ รวมทั้งได้ขยายฐานข้อมูลเพื่อรวบรวมข้อมูลทะเบียนเกษตรกรของกรมการข้าว กรมหม่อนไหม การยางแห่งประเทศไทย และกรมส่งเสริมสหกรณ์ด้วยเช่นกัน โดยมีศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ให้การสนับสนุนทางด้านเทคโนโลยีการจัดการฐานข้อมูล การบูรณาการฐานข้อมูลและระบบการตรวจสอบถูกต้อง

สำหรับ ท่านที่ต้องการสอบถามข้อมูลการให้บริการของ Farmer ONE เช่น จำนวนครัวเรือนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนในภาพรวมระดับประเทศ ระดับภาค หรือ ระดับจังหวัด สามารถสอบถามได้ที่ ส่วนสารสนเทศเศรษฐกิจการเกษตร โทร.0-2940-6640 หรือ ส่วนเทคโนโลยีสารสนเทศ0-2940-7038 ในวันและเวลาราชการ

5กลไก7ภาคส่วนขับเคลื่อน เดินหน้า‘เกษตรกรรมยั่งยืน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/369432

x

5กลไก7ภาคส่วนขับเคลื่อน เดินหน้า‘เกษตรกรรมยั่งยืน’

วันพฤหัสบดี ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน พ.ศ.2560-2564 ให้มีการเสริมสร้างฐานการผลิตภาคเกษตรให้เข้มแข็งและยั่งยืนโดยยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารเข้าสู่ระบบมาตรฐานและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการสร้างกลไกการทำงานในระดับพื้นที่ร่วมกับภาคีเครือข่ายเกิดขึ้นแล้ว แต่ก็ยังไม่เกิดประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ ดังนั้น จึงได้มีแนวทางการดำเนินงานขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน ปี 2562 ที่จะก่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยมีการดำเนินงาน ดังนี้ 1.เน้นการขับเคลื่อนเชิงพื้นที่ 2.ใช้พลังขับเคลื่อน 3 ระดับ (ชาติจังหวัด พื้นที่) 5 กลไก (ประสานงาน ยุทธศาสตร์ชาติ จัดการความรู้ติดตามความต่อเนื่อง และสื่อสารสังคม) 7 ภาคส่วนความร่วมมือ (รัฐ วิชาการ ประชาชน เอกชน ประชาสังคม สื่อ และศาสนา) 3.ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน พัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่เชื่อมต่อภูมิปัญญาเกษตรกรรุ่นเดิม 4.สร้างพื้นที่ต้นแบบเกษตรกรรมยั่งยืน 6 รูปแบบ 5.พัฒนาสู่การรับรองมาตรฐานทุกระดับ 6.สร้างตลาดสีเขียวทุกระดับ อาทิ ตลาดชุมชน โรงพยาบาล โรงเรียน ฯลฯ 7.เชื่อมโยงแหล่งทุนกับระบบเกษตรกรรมยั่งยืนตลอดห่วงโซ่ และ 8.ขยายสู่ตลาดโมเดิร์น เทรด ทั้งนี้ ในการสร้างพื้นที่ต้นแบบของการดำเนินงานร่วม 7 ภาคีนั้น ได้เลือกพื้นที่นำร่อง 28 จังหวัดที่ได้กำหนดไว้เมื่อปี 2561 ได้แก่ ภาคเหนือ 9 จังหวัด ภาคอีสาน13 จังหวัด ภาคกลาง 3 จังหวัด และภาคใต้ 3 จังหวัด

‘พ.ร.บ.เกษตรพันธสัญญา’ คืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/369586

'พ.ร.บ.เกษตรพันธสัญญา' คืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

‘พ.ร.บ.เกษตรพันธสัญญา’ คืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

วันพุธ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 20.23 น.

หลังจากพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2560 ถึงวันนี้ก็ครบ 1 ปีกับการปฏิวัติรูปแบบการทำการเกษตรพันธสัญญา (คอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่ง : Contract Farming) ที่บริษัทเอกชนส่งเสริมเกษตรกรปลูกพืช-เลี้ยงสัตว์ ทำสัญญาซื้อขายผลผลิตล่วงหน้าต่างเข้ามาอยู่ภายใต้กฎหมาย เพื่อการส่งเสริมการทำการเกษตรในระบบเกษตรพันธสัญญา ที่มีหลักเกณฑ์และมาตรการในการกำกับดูแลการทำสัญญาให้เกิดความเป็นธรรม ช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาข้อพิพาทระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบธุรกิจ

เรื่องนี้ถือว่ามีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีการประกาสแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา จำนวน 9 คน ประกอบด้วยเกษตรกร 3 คน ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร 3 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารธุรกิจ เทคโนโลยีการเกษตรหรือเศรษฐศาสตร์อีก 3 คน โดยคณะกรรมการฯ มีหน้าที่กำหนดรูปแบบสัญญาแนะนำ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรและเกษตรกรนำรูปแบบสัญญาดังกล่าวไปใช้ เป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรและเกษตรกร ได้เข้าถึงรูปแบบสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญาที่เป็นธรรม ซึ่งขณะนี้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการฯ ให้ดำเนินการจัดทำสัญญาแนะนำเบื้องต้นและเผยแพร่ในเว็บไซต์ของสำนักฯ บางส่วนแล้ว และอยู่ระหว่างจัดทำสัญญาแนะนำเพิ่มเติม เพื่อให้มีรูปแบบสัญญาที่หลากหลายและครอบคลุมการผลิตหรือบริการทางการเกษตรในแต่ละชนิด และจะเสนอคณะกรรมการฯให้ความเห็นชอบและส่งเสริมการนำไปใช้ต่อไป

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการฯได้จัดตั้งสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา ภายใต้สำนักปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะกรรมการฯ เสนอแผนการพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาอนุมัติ พร้อมทั้งกำหนดแนวทางให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการให้เป็นไปตามแผน กำหนดรูปแบบของสัญญา ส่งเสริมให้มีการทำประกันภัยในระบบเกษตรพันธสัญญา เสนอแนะหน่วยงานของรัฐให้ตราหรือแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา และให้คำแนะนำหน่วยงานของรัฐในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการทำสัญญา ปัจจุบันได้ดำเนินการออกประกาศหลักเกณฑ์ตามที่พ.ร.บ. กำหนดแล้ว 4 ฉบับ และอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 2 ฉบับ

ที่สำคัญยังเปิดเว็บไซต์ https://www.opsmoac.go.th/contractfarming-download เพื่อเป็นจุดเชื่อมต่อทั้งสองฝ่าย และเป็นช่องทางในการชี้แจงเรื่องระบบเกษตรพันธสัญญาโดยเฉพาะ ทั้งพ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 ฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมถึงหลักเกณฑ์และวิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและการจัดทำสัญญาประนีประนอมยอมความ รวมถึงเอกสารที่คู่สัญญาสามารถเข้าไปศึกษาได้ตลอดเวลา ทั้งแนวปฏิบัติในการจัดทำสัญญา และตัวอย่างสัญญาแนะนำในระบบนี้ ตลอดจนข้อควรรู้ก่อนทำสัญญา สิทธิ-หน้าที่-การคุ้มครองตามพ.ร.บ. และการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของคู่สัญญาตามพ.ร.บ. หากมีปัญาหก็ติดต่อผ่านสายด่วน 1170

นอกจากนี้ส่วนสำคัญที่สุดของกฎหมายฉบับนี้ คือการให้ผู้ประกอบการมาขึ้นทะเบียนที่สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยปัจจุบันมีบริษัทที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรที่อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ รวม 187 ราย ทั้งผู้ประกอบการด้านพืช ด้านปศุสัตว์ ด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ มีประเภทสัญญาครอบคลุมสัญญาทุกประเภท อาทิ สัญญญาจ้างเลี้ยง สัญญาประกันราคา สัญญาซื้อขายผลผลิตและปัจจัยการผลิต ส่งเสริมการปลูกพืช สัญญาการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ สัญญาการผลิตเมล็ดพันธุ์ สัญญาว่าจ้าง ฯลฯ

โดยผู้ประกอบการทั้ง 187 ราย จะต้องจัดทำเอกสารสำหรับการชี้ชวนโฆษณาให้เกษตรกรมาทำสัญญาในระบบ ซึ่งเอกสารชี้ชวนนี้จะต้องมีรายละเอียดตามที่พ.ร.บ.กำหนด และบริษัทต้องร่างสัญญาให้เกษตรกรทราบล่วงหน้าเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ทั้งเรื่องระยะเวลาในการทำสัญญาต้องสอดคล้องกับระยะเวลาคืนทุน กำหนดราคาและวิธีการคำนวณวัตถุดิบและผลผลิต ใช้ราคา ณ เวลาใด วันและสถานที่ส่งมอบ กำหนดผู้รับความเสี่ยงภัยหากยกเว้นไม่ปฏิบัติตามสัญญากรณีเกิดเหตุสุดวิสัย การเยียวยาความเสียหาย สิทธิการบอกเลิกสัญญา และกำหนดให้ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมไม่สามารถใช้บังคับได้ หากเกษตรกรพอใจทำสัญญา ผู้ประกอบการต้องส่งสำเนาสัญญาและสำเนาหนังสือชี้ชวนมาที่สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯด้วย หากเกิดปัญหาจะได้นำมาเป็นหลักฐานพิสูจน์ข้อพิพาทได้ทันที ขณะนี้มีผู้ประกอบธุรกิจนำส่งแล้วจำนวน 52 ราย มีเอกสารสำหรับการชี้ชวน 67 เรื่อง

ส่วนภาคผู้ประกอบการก็เห็นถึงความคืบหน้าหลายๆองค์กร ที่เห็นได้ชัดคือ ซีพีเอฟที่ตื่นตัวกับเรื่องนี้ นับตั้งแต่การปรับปรุงสัญญาสัญญาตามแนวทางสากลของ UNIDROIT หน่วยงานอิสระทางกฎหมายสากลอันดับ 1 ของโลก ทำให้มีสัญญาที่มีความถูกต้อง เปิดเผย และเป็นธรรม แก่เกษตรกรในโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสัตว์แก่เกษตรกรรายย่อย หรือคอนแทรคฟาร์มมิ่งทั้งเกษตรกรเลี้ยงไก่-หมู-ไก่ไข่ ครบทั้ง 5,214 รายแล้ว จากสัญญาที่ดีอยู่แล้วเมื่อถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นอีก ก็ยิ่งดีกับทั้งสองฝ่ายทั้งผู้ประกอบการและเกษตรกร

ระบบเกษตรพันธสัญญา นับได้ว่าเป็นระบบที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรไทยให้มีความเข้มแข็งและมั่นคงได้ และยังเป็นเครื่องมือลดความเสี่ยงให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี เพราะผู้รับซื้อผลผลิตก็ได้สินค้าที่มีปริมาณและคุณภาพแน่นอนตามที่ต้องการ ส่วนเกษตรกรก็ไม่มีความเสี่ยงด้านการตลาด เนื่องจากได้ราคาตามมาตรฐานคุณภาพที่กำหนด โดยมีคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา กระทรวงเกษตรฯ ทำหน้าที่กำกับดูแลให้การทำสัญญาเกิดความเป็นธรรม

วันนี้บ้านเรามีกฎหมายเฉพาะที่เข้ามากำกับดูแลระบบเกษตรพันธสัญญา ที่ช่วยควบคุมดูแลตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพื่อไม่ให้มีการโฆษณาชวนเชื่อหรือชี้ชวนจนเกินจริง มีการกำกับดูแลการทำสัญญาให้มีความชัดเจน โปร่งใส ไม่ให้เกิดการเอาเปรียบกันทั้ง 2 ฝ่าย เรียกว่า “Win-Win” กันทั้งคู่

‘กฤษฎา’โชว์ผลงานปฏิรูปเกษตร ยกระดับรายได้เกษตรกรกว่า1.3ล้านครัวเรือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/369560

'กฤษฎา'โชว์ผลงานปฏิรูปเกษตร ยกระดับรายได้เกษตรกรกว่า1.3ล้านครัวเรือน

‘กฤษฎา’โชว์ผลงานปฏิรูปเกษตร ยกระดับรายได้เกษตรกรกว่า1.3ล้านครัวเรือน

วันพุธ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 19.29 น.

“กฤษฎา”โชว์ผลงานปฏิรูปเกษตร ยกระดับรายได้เกษตรกรกว่า1.3ล้านครัวเรือน ปลดภาระหนี้สิน1.02หมื่นล้านบาท หนุนเกษตรกรผลิตสินค้าป้อนตลาดเฉพาะมีรายได้เพิ่ม10เท่า สอดรับแผนผลิตประเทศการตลาดนำการผลิต

10 ต.ค.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าปฏิรูปภาคเกษตร ในรอบ 4 ปี ว่า ได้ปฏิรูปภาคการเกษตรตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี แก้ปัญหารายได้เกษตรกรไม่เพียงพอ จากราคาผลผลิตต่ำเพราะสินค้าเกษตรล้นตลาดโดนกดราคา ก่อหนี้สินสะสม จึงกำหนดแผนการผลิตภาคการเกษตรของประเทศขึ้นมาแก้ไขปัญหาและใช้แนวทางตลาดนำการผลิต ให้สมดุลกับความต้องการของตลาดในประเทศและต่างประเทศ เกิดผลรูปธรรม คือ การร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ทำแผนข้าวครบวงจร ลดรอบการทำนาปรังลง ในพื้นที่ไม่เหมาะสมทำนาให้ปลูกพืชทำการเกษตรอื่น ภายใต้โครงการสานพลังประชารัฐ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร 1.3 ล้านครัวเรือน ได้ 2,750 บาทต่อไร่ รวมทั้งสิ้น 2,300 ล้านบาท ใช้ระบบสหกรณ์กว่า 1.3 พันแห่งเข้ามาเป็นหน่วยธุรกิจด้านการแปรรูป และช่องทางตลาด ซึ่งหาเอกชนมารับซื้อแน่นอน สามารถลดปัญหาข้าวล้นตลาด ยกราคาข้าวดีขึ้น ทั้งนี้ฤดูแล้งนี้จะส่งเสริมปลูกพืชอื่นเช่นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ลดทำนาปรัง 2 ล้านไร่ 33 จังหวัด ในเดือน พ.ย.นี้ เมื่อเปรียบเทียบข้าวนาปรังให้กำไร 306 บาทต่อไร่ ขณะที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้กำไร 3,690 บาทต่อไร่ มากกว่าข้าว 10 เท่าตัว ซึ่งตลาดต้องการข้าวโพดอีกปีละ4ล้านตัน

นายกฤษฎา กล่าวว่าช่วยปลดภาระหนี้สินของเกษตรกร ปรับปรุงโครงสร้างหนี้แก่ลูกหนี้ มูลหนี้ 1.02 หมื่นล้านบาท เป็นหนี้เสียกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 3.6 หมื่นราย ซึ่งจะทำแผนพัฒนาอาชีพเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ไปชำระเงินกู้ตามสัญญาที่ทำกันใหม่ สามารถเลี้ยงชีพได้อย่างมั่นคง ทั้งนี้ ในการบริหารจัดการการเกษตรแผนใหม่นั้น กระทรวงเกษตรฯ ได้ปฎิรูปโครงสร้างการทำงานของหน่วยงานในพื้นที่ โดยจัดตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัด (อ.พ.ก.) ขึ้น โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ซึ่งจะบูรณาการการทำงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกพื้นที่ให้เป็นเอกภาพและแก้ปัญหาตรงประเด็น เพิ่มกลไกแก้ไขความเดือดร้อนเกษตรกรได้อย่างทั่วถึง

เกษตรฯเข้มคอนแทรคฟาร์มมิ่ง เดินหน้าพัฒนาระบบพันธสัญญา มุ่งสร้างความเป็นธรรมเกษตรกร พลิกการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/369203

x

เกษตรฯเข้มคอนแทรคฟาร์มมิ่ง เดินหน้าพัฒนาระบบพันธสัญญา มุ่งสร้างความเป็นธรรมเกษตรกร พลิกการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน

วันพุธ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายพีรพันธ์ คอทอง ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองโฆษกกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยถึงความก้าวหน้าและการขับเคลื่อนกฎหมายเกษตรพันธสัญญา (คอนแทรคฟาร์มมิ่ง) ว่า คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาได้มีผลการดำเนินการดังนี้ 1) เพื่อให้การใช้กฎหมายสามารถปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม จึงได้ออกประกาศหลักเกณฑ์ตามที่พระราชบัญญัติฯ ที่มีความจำเป็นต่อการปฏิบัติงานเรียบร้อยแล้วจำนวน 4 ฉบับ อาทิ หลักเกณฑ์และวิธีการแจ้งประกอบธุรกิจ เพื่อให้มีรายละเอียดวิธีการขั้นตอนการจดแจ้งการประกอบธุรกิจ เป็นต้น และอยู่ในระหว่างการพิจารณา อีก 2 ฉบับ ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นเพิ่มเติมก็สามารถพิจารณาออกประกาศได้อีก ตามสภาวะและสถานการณ์ในอนาคต 2)มีผู้ประกอบการสนใจและแสดงเจตนารมณ์ มาขอแจ้งการประกอบธุรกิจและขึ้นทะเบียนผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรแล้ว 187 ราย และมีเกษตรกรที่อยู่ในระบบเกษตรพันธสัญญา กว่า 2 แสนราย ซึ่งเป็นการทำเกษตรพันธสัญญาผลิตด้านพืช เช่น อ้อยโรงงาน การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด การผลิตมันฝรั่ง การผลิตพืชผัก การผลิตไก่เนื้อ ไก่ไข่ การผลิตปลานิล และปลาทับทิม เป็นต้น

3)ได้รับเรื่องร้องเรียนเพื่อให้กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการไกล่เกลี่ยและยุติข้อพิพาท จำนวน 2 เรื่อง โดยสามารถการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้วทั้งจำนวน 2 เรื่อง ทั้งนี้ในการประชุมเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา คณะกรรมการได้มีมติมอบหมายให้ทำการศึกษาและจัดทำสัญญาแนะนำเพื่อเผยแพร่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการจัดทำสัญญาแนะนำเบื้องต้นและเผยแพร่ในเว็บไซต์สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์บางส่วนแล้ว อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายจัดทำสัญญาแนะนำเพิ่มเติมอีก เพื่อให้มีรูปแบบสัญญาที่หลากหลายและครอบคลุมการผลิตผลิตผลหรือบริการทางการเกษตรในแต่ละชนิด และจะเสนอคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาให้ความเห็นชอบและส่งเสริมการนำไปใช้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่ออกมาเพื่อสร้างความเป็นธรรม และควบคุมการทำสัญญา ทั้งกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการ อาทิ ในมาตรา 20 ของกฎหมายได้มีข้อกำหนดในเชิงควบคุมการทำสัญญาเพื่อดูแลให้การจัดทำสัญญาเกิดความเป็นธรรมกับคู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่าย ที่ในสัญญาจะต้องมีรายละเอียด เช่น การระบุราคาและวิธีการคำนวณวัตถุดิบและผลผลิตกำหนดอย่างไร และใช้ราคา ณ เวลาใด วันและสถานที่ส่งมอบ เป็นต้น

สำหรับแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป ได้แก่ 1) การจัดทำแผนการพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีให้การเห็นชอบ ภายใน 4 เดือน 2) การสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้แก่บุคลากรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกร ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องรับทราบอย่างต่อเนื่อง และการขอความร่วมมือผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรจัดส่งร่างสัญญาให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เก็บไว้ เพื่อเป็นข้อมูลในการตรวจสอบ ซึ่งจากการตรวจสอบร่างสัญญาจากผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรในเบื้องต้น ยังไม่พบร่างสัญญาที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติฯ ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรหรือเกษตรกรรายใดที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2281-5955 ต่อ 354 สายด่วนโทร. 1170 หรือได้ที่เจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ เกษตรตำบล/เกษตรอำเภอ/ ปศุสัตว์อำเภอ/ สหกรณ์อำเภอ ที่อยู่ใกล้บ้านท่าน

ลุยสางปัญหาหนี้เกษตรกร เร่งสมาชิกกฟก.แสดงตัว/วางแผนพัฒนาอาชีพเสริมรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/369202

x

ลุยสางปัญหาหนี้เกษตรกร เร่งสมาชิกกฟก.แสดงตัว/วางแผนพัฒนาอาชีพเสริมรายได้

วันพุธ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยมีสาระสำคัญ คือ 1) ธ.ก.ส.จะดำเนินการแจ้งสาขาทั่วประเทศ เพื่อแจ้งให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ และเป็นลูกหนี้ที่เป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 ที่ได้รับสิทธิ จำนวน 36,605 ราย มาแสดงตนเพื่อแจ้งความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ 2) ธ.ก.ส.จะให้เกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ซึ่งเป็นลูกหนี้ ธ.ก.ส. ที่มีหนี้ไม่เกิน 2.5 ล้านบาท มาทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ โดยให้นำหนี้เงินต้นที่ยังค้างชำระมาแบ่งเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน (50/50) แล้วนำหนี้ส่วนแรก (50) มาทำสัญญาใหม่ เพื่อให้โอกาสเกษตรกรมาผ่อนชำระภายในเวลาไม่เกิน 15 ปี โดย ธ.ก.ส.จะคิดดอกเบี้ยต่ำกว่าปกติ และกำหนดให้มีคณะกรรมการตรวจสอบกลั่นกรองคุณสมบัติของเกษตรกรที่จะเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้

3) ในระหว่างการผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาใหม่นั้น กระทรวงเกษตรฯ จะร่วมกับ ธ.ก.ส. กองทุนฟื้นฟูฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำแผนพัฒนาอาชีพ ทั้งด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ ตามความถนัดของเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีผลตอบแทน ที่สามารถนำมาชำระหนี้ตามสัญญาใหม่และมีเงินเหลือเพื่อการดำรงชีพอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะประสานงานภาคเอกชนมารับซื้อผลผลิตของเกษตรกร โดยมีการทำสัญญารับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ หรือหาตลาดรองรับผลผลิตเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการด้วย และ 4) สำหรับหนี้เงินต้นส่วนหลังที่ค้างชำระอีกจำนวน 50 ส่วนและดอกเบี้ยนั้น นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้หารือร่วมกับ ธ.ก.ส. เพื่อออกระเบียบในการดำเนินการให้เกิดความเป็นธรรมกับเกษตรกรมากที่สุด ซึ่งสามารถดำเนินการได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับความหนักเบาของสภาพปัญหาของเกษตรกรแต่ละราย ซึ่งจะได้มีการตกลงระหว่างเกษตรกรลูกหนี้กับ ธ.ก.ส.เจ้าหนี้เป็นรายๆ ไป

‘ไทยนิยม ยั่งยืน’หนุนสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านสะท้อน สร้างตลาด-สู่การค้าระหว่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/369205

‘ไทยนิยม ยั่งยืน’หนุนสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านสะท้อน  สร้างตลาด-สู่การค้าระหว่างประเทศ

‘ไทยนิยม ยั่งยืน’หนุนสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านสะท้อน สร้างตลาด-สู่การค้าระหว่างประเทศ

วันพุธ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โครงการไทยนิยม ยั่งยืน เป็นโครงการที่ช่วยสนับสนุนและเพิ่มศักยภาพให้สหกรณ์สามารถพัฒนากิจกรรมของสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น โดยการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนผ่านทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้แก่สหกรณ์เพื่อพัฒนาสหกรณ์ต่อไป

สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านสะท้อน จำกัด จังหวัดจันทบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน จำนวน 8,541,000 บาท และสหกรณ์จ่ายสมทบอีก 9,490,000 บาท เพื่อเพิ่มศักยภาพการรวบรวมการแปรรูปยางพารา ให้มีประสิทธิภาพได้มาตรฐาน และรวดเร็ว ตอบสนองความต้องการของตลาดได้เป็นอย่างดี โดยอุปกรณ์ที่ได้รับการสนับสนุน คือ อุปกรณ์ตีฟองเพื่อการแปรรูปหมอนยางพารา ขนาด 120 ลิตร จำนวน 2 ชุด และเครื่องอบแห้งผลิตภัณฑ์แบบคลื่นวิทยุ พร้อมตู้อบลมร้อน ขนาด 40 Kw. จำนวน 1 ชุด

นายนิพนธ์ เลาห์กิติกูล ประธานสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านสะท้อน จำกัด เล่าว่า เมื่อก่อนยางพาราราคาไม่ค่อยดี และชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทำแปลงมันสำปะหลัง ต่อมารัฐบาลส่งเสริมการปลูกยาง จึงทำให้มีสวนยางเกือบหมื่นไร่ แต่เป็นการทำสวนยางเป็นแบบต่างคนต่างทำ จึงทำให้มีปัญหาเรื่องอำนาจการต่อรองราคากับพ่อค้าคนกลาง สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ได้มีงบประมาณสร้างโรงงานยางแผ่นรมควันให้กับหมู่บ้าน เมื่อปี 2542 โดยให้รวมตัวกันเป็นสหกรณ์ เพื่อนำน้ำยางดิบจากสมาชิกมาแปรรูปยางแผ่น ปัจจุบันมีสมาชิก 109 ราย และหลังจากที่มีโรงงานยางแผ่นรมควัน พ่อค้าก็เข้ามาซื้อน้ำยางสดเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทำให้สหกรณ์มีน้ำยางสดน้อย กอปรกับสมาชิกบางรายเริ่มทำยางแผ่นเอง สหกรณ์ฯเห็นว่าการรับซื้อแต่น้ำยางอย่างเดียวไม่สามารถสร้างรายได้เท่าที่ควร จึงเริ่มทำการรวบรวมยางแผ่นดิบและทำตลาดประมูลยาง โดยประมูลอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ทุกวันจันทร์ ช่วงแรกมีรายได้ดีมาก เกือบ 100 ตันต่อวัน เฉลี่ยประมาณ 2,000 กว่าตันต่อปี

แต่เนื่องจากราคายางตกต่ำ สหกรณ์ฯจึงเปลี่ยนจากการรวบรวมยางแผ่นให้โรงงานอย่างเดียว เป็นทำการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หมอนยางพารา โดยช่วงแรกที่เริ่มผลิตหมอนยางพารานั้น สหกรณ์ได้มีการจัดซื้ออุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ โดยมีทุนตั้งต้น 1 ล้านบาท ซื้อเครื่องจักร 650,000 บาท ที่เหลือเป็นทุนหมุนเวียน เช่น น้ำยางข้น ค่าแรงงาน และซื้อวัสดุอื่นๆ ผลิตหมอนได้ 50 ใบต่อวัน ซึ่งผลิตภัณฑ์หมอนยางพาราของสหกรณ์ได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี มีการสั่งสินค้าอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ผลิตสินค้าไม่ทัน จึงได้ทำการซื้อเครื่องตีโฟมเพิ่มอีก 1 ชุด ทำให้ผลิตได้เพิ่มขึ้นเป็น 100 ใบต่อวัน แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

ต่อมามีการประสานความร่วมมือกับสหกรณ์เครือข่าย ในการผลิตและจำหน่ายกับคู่ค้าเอกชน ภายใต้แบรนด์ “เอราวัณ” และแบรนด์อื่นๆ เพื่อผลิตสินค้าประเภทหมอนยางพารา ส่งขายประเทศจีน และขายให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาเที่ยวเมืองไทย มียอดจำหน่ายอยู่ที่หลักพันใบ และยังมีช่องทางการตลาด online shop channel และ TV direct อีก จำนวนยอดขายในช่องทางนี้ก็อยู่ที่หลักพันใบเช่นกัน

ขณะนี้สหกรณ์ฯ ได้รับอุปกรณ์ตีฟองเพื่อการแปรรูปหมอนยางพารา ขนาด 120 ลิตร จำนวน 2 ชุด เรียบร้อยแล้ว ยังคงเหลือเครื่องอบแห้งผลิตภัณฑ์แบบคลื่นวิทยุ พร้อมตู้อบลมร้อน ขนาด 40 Kw. จำนวน 1 ชุด ซึ่งนำเข้าจากอิตาลี คาดว่าจะได้ประมาณเดือนพฤศจิกายน 2561 นี้ ซึ่งงบประมาณจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ทำให้สหกรณ์ฯ มีอุปกรณ์ เครื่องมือ ที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยมากขึ้น สามารถรองรับการผลิตได้คราวละมากๆ จากที่เคยผลิตได้คราวละ 40-50 ใบ ก็เพิ่มเป็นคราวละ 80-100 ใบเลยทีเดียว จากการที่สหกรณ์ฯ ผลิตหมอนยางพาราได้เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้สามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้ตามความต้องการของตลาด มีการใช้น้ำยางพาราเพิ่มมากขึ้น ทำให้สมาชิกขายน้ำยางได้มากขึ้น ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการขยายกลุ่มแม่บ้านที่รับจ้างเย็บปลอกหมอนให้กับสหกรณ์จากเดิม 15 ครัวเรือน ขณะนี้มีมากกว่า 30 ครัวเรือนแล้ว

ถือได้ว่า โครงการไทยนิยม ยั่งยืน นี้ สร้างความสุขให้กับสมาชิกสหกรณ์ฯ เป็นอย่างมากเพราะทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และสหกรณ์ฯ ยังสามารถขยายตลาดหมอนยางพาราได้อีกมากในอนาคต

ส่องเกษตร : ธ สถิตในดวงใจ…ไทยไม่ลืมเลือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/369200

449007

ส่องเกษตร : ธ สถิตในดวงใจ…ไทยไม่ลืมเลือน

วันพุธ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เสาร์ที่จะถึงนี้แล้ว “วันที่ 13 ตุลาคม” ครบรอบ 2 ปีการเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร…เชื่อแน่ว่า จะเป็นอีกครั้งที่คนไทยถ้วนหน้าทั่วทั้งประเทศจะพร้อมใจกันสวมเสื้อสีเหลือง ร่วมทำบุญ ทำความดี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมรำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ผู้สถิตอยู่ในดวงใจไทยนิรันดร์

โดยภาพรวมวันครบรอบ 2 ปีการสวรรคตนั้น…สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในหลวงรัชกาลที่ 10 จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยในพระบรมมหาราชวัง ขณะที่รัฐบาลและหน่วยราชการก็จะมีการจัดงาน จัดการทำบุญถวายเป็นพระราชกุศล ทั้งที่ทำเนียบรัฐบาลและตามสถานที่ต่างๆ

ในส่วนงานที่จัดโดยหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่น่าสนใจ อยากเชิญชวนไปร่วมน้อมรำลึกกัน ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ คลองหนึ่ง ปทุมธานี ตั้งอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลการุญเวช ปทุมธานี ซึ่งมีการจัดงานที่ชื่อว่า “ในหลวงในความทรงจำ”ระหว่างวันที่ 12-14 ตุลาคม ตั้งแต่ 08.00-18.00 น. ในงานจะมีนิทรรศการภาพวาดที่สร้างสรรค์ขึ้นจาก“แรงบันดาลใจ”และภาพความทรงจำของในหลวง รัชกาลที่ 9 จากศิลปินไทยกว่า 50 ท่าน พร้อมทั้งคอนเสิร์ต“ในหลวงในความทรงจำ” ผ่านบทเพลงพระราชนิพนธ์อันทรงคุณค่าและบทเพลงเทิดพระเกียรติ ร่วมขับร้องและบรรเลงกว่า 20 บทเพลง ในวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม ตั้งแต่ 18.00 น.เป็นต้นไป

งานนี้ยังพรั่งพร้อมด้วยการอบรมความรู้เกษตร ในการนำเอา “ศาสตร์พระราชา วิชาของแผ่นดิน” ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง ประกอบด้วยวันศุกร์ 12 เช้า มีหลักสูตร “เกษตรพอเพียงตามรอยพ่อ” กับ “เกษตรผสมผสานตามรอยพ่อ”และหลักสูตร “การทำน้ำสลัดงาญี่ปุ่นออร์แกนิค” ส่วนช่วงบ่าย มีหลักสูตร “ไผ่..ไม้สารพัดนึก”กับ “บันได 9 ขั้นสู่ความยั่งยืน”และ “การทำสบู่น้ำมันธรรมชาติ”

ส่วนเสาร์ 13 เช้า มีหลักสูตร “จิ้งหรีดเลี้ยงง่ายราคางาม”กับ “เกษตรสร้างสุข”และ“การทำข้าวเกรียบผักหวานป่า” พอบ่ายก็มีหลักสูตร “ทฤษฎีไร่นาสวนผสม”กับ “1 ไร่วัยทำงาน” และ “ก้อนผักตบชวาปลูกผัก” สุดท้ายวันอาทิตย์ 14 เช้า มีหลักสูตร“การทำสารชีวภัณฑ์กำจัดแมลงและโรคพืช”กับ“โซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตร” และ“การทำเต้าหู้ถั่วเหลือง” ภาคบ่ายมีหลักสูตร “สวนผสมผสานตามอย่างพ่อ”กับ “1ไร่รอบบ้านสร้างสวนเกษตรธรรมชาติ”และ“การทำหัวเชื้อไตรโครเดอร์มา สำหรับพืช”

ใครที่สนใจเรียนรู้วิชาชีวิต ตามรอยศาสตร์พระราชาจากปราชญ์เกษตรผู้ช่ำชอง สู่การประยุกต์ใช้ได้จริง สนใจวิชาไหน ก็เข้าไปเรียนรู้ได้ ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ โดยไปลงทะเบียนหน้าห้องอบรมเลย ตามวันเวลาที่กำหนด แต่อาจจะโทรไปสอบถามก่อนก็ได้ที่เบอร์ 0-2529-2212-13, 08-7359-7171, 09-4649-2333 เผื่อหลักสูตรที่ต้องการเข้ารับการอบรมนั้น อาจจะต้องมีการเตรียมตัวอะไรไปบ้าง

นอกจากนั้น ในงานยังมีการออกร้าน ทั้งร้านอาหารให้เลือกชิมมากมาย และร้านสินค้าเกษตรคุณภาพกว่า 300 บูธ ให้ช็อปกันเพลินอีกด้วย

ก็ต้องย้ำอีกครั้งว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้รับการเทิดทูนจากทั้งคนไทยและคนทั่วโลกว่า ทรงเป็น“กษัตริย์เกษตร” ที่ได้ทุ่มเทเวลาทั้งชีวิตในการทรงงาน มีผลงานพระราชกรณียกิจมากมายนับไม่ถ้วน อันเป็นคุณอนันต์ต่อพี่น้องเกษตรกร เช่น โครงการพระราชดำริต่างๆ กว่า 4 พันโครงการ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการเกษตรและสิ่งที่เกี่ยวข้องอย่างเรื่องดิน เรื่องน้ำ เรื่องป่า ฯลฯ และที่สำคัญก็คือ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และ “การเกษตรตามแนวทางทฤษฎีใหม่” ที่นับวันก็ยิ่งเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศทั่วโลกและนำไปใช้ประโยชน์ตามอย่างมากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น ถ้าไปงาน “ในหลวงในความทรงจำ” ที่นี่กันแล้ว ก็อย่าลืมแวะชม “พิพิธภัณฑ์กษัตริย์เกษตร” ตลอดจนพาวิเลี่ยนพิพิธภัณฑ์อื่นๆ ภายในพิพิธภัณธ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯแห่งนี้ ที่ได้รวบรวมเรื่องราว“กษัตริย์เกษตร” พระอัจฉิรยภาพด้านการเกษตรของพระองค์ท่าน นำเสนอด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เชื่อมโยงภูมิปัญญาไทย สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของคนรุ่นใหม่ในรูปแบบที่หลากหลาย…ชมแล้วนอกจากความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ยังอาจจะเกิดแรงบันดาลใจให้มุ่งหน้าสู่ “วิถีแห่งการเกษตรที่ยั่งยืน”ต่อไปก็ได้

จะครบรอบกี่ปีของการสวรรคตหรือครบรอบวาระใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวกับพระองค์ท่าน…ผมเชื่อว่า คนไทยก็ยังอยากที่จะอ่าน อยากที่ฟังเรื่องของพระองค์อีก โดยไม่รู้เบื่อ ซึ่งผมเองก็จะเขียนถึงทุกครั้งที่มีโอกาสเช่นกัน เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 นั้น ยังคงสถิตอยู่ในดวงใจไทย…ไม่มีวันลืมเลือน

สาโรช บุญแสง