‘กฤษฎา’จ่อขยายเวลาอีก60วัน เปิดเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯขึ้นทะเบียนหนี้สิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/369280

'กฤษฎา'จ่อขยายเวลาอีก60วัน เปิดเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯขึ้นทะเบียนหนี้สิน

‘กฤษฎา’จ่อขยายเวลาอีก60วัน เปิดเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯขึ้นทะเบียนหนี้สิน

วันอังคาร ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 18.33 น.

9 ต.ค.61 นายณรงค์ อ่อนสอาด ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมกับกลุ่มหนี้สินเกษตรกร สมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และฝ่ายความมั่นคง ว่า นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนหนี้สินในปี 61 ในระยะเวลา 60 วัน ตามที่เกษตรกรร้องขอ ซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 13 ต.ค.นี้ ดังนั้น จะรับข้อเสนอไว้ตามที่เกษตรกรเรียกร้องให้ขยายเวลาอีก 60 วัน โดยเริ่มเดือน พ.ย. – ธ.ค.และยกเว้นเอกสารที่เป็นอุปสรรคเพื่อไม่เป็นภาระกับเกษตรกรเตรียมเอกสารจำนวนมาก เช่น สำเนาทะเบียนบ้านผู้ค้ำ บัตรประชาชนผู้ค้ำประกันเงินกู้ อีกทั้งการขึ้นทะเบียนฟื้นฟูอาชีพเกษตรกร เข้าสู่การปรับโครงสร้างหนี้ตามมติ ครม.วันที่ 2 ต.ค.จำนวน 3.6 หมื่นราย จะไม่ทำเป็นรายบุคคล

โดยแผนฟื้นฟูฯ ผ่านองค์กร และกลุ่มเกษตรกร จะนำเสนอในการประชุมคณะกรรการแก้ไขหนี้เกษตรกรชุดเฉพาะกิจ ที่มี รมว.เกษตรฯ เป็นประธาน ในสัปดาห์นี้ ซึ่งหลักเกณฑ์การสำรวจหนี้สินที่ต้องผ่านการกลั่นกรอง 16 ขั้นตอน จะยกเลิกหมดอายุไปตามมติคณะกรรมการแก้หนี้เฉพาะกิจชุดเดิม

‘ในหลวง ในความทรงจำ’ ของคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/369254

'ในหลวง ในความทรงจำ' ของคนไทย

‘ในหลวง ในความทรงจำ’ ของคนไทย

วันอังคาร ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 17.24 น.

เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9  ในวันที่ 13 ตุลาคม 61 นี้      พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯเตรียมจัดงาน “ในหลวงในความทรงจำ” ขึ้นระหว่างวันที่ 12-14 ตุลาคม  61   เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งคนไทยทั้งแผ่นดินต่างประจักษ์แล้วว่า พระองค์ทรงงานเพื่อพสนิกรไทยด้วยพระหฤทัยที่มุ่งมั่นและหวังให้ประชาชนไทยได้อยู่ดีกินดีอย่างยั่งยืน     โดยเฉพาะทางด้านการเกษตรทรงพระราชทานหลักการเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง และนวัตกรรมทางด้านการเกษตร   เพื่อเป็นแนวทางให้แก่เกษตรกรไทยเพื่อการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิต

นายสหภูมิ   ภูมิธฤติรัฐ   ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   กล่าวว่า       ปัจจุบันสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรฯมีหน้าที่หลักในการเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทางด้านการเกษตร  ตลอดจนการถ่ายทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญา นวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง วิถีเกษตรไทย ในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อจุดประกายความคิด สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เข้าชม ซึ่งประกอบด้วยเยาวชน เกษตรกร และประชาชนทั่วไป ได้เรียนรู้และนำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

การจัดงาน “ในหลวงในความทรงจำ” นับเป็นอีกกิจกรรมสำคัญที่พิพิธภัณฑ์เกษตรใครเชิญชวนคนไทยร่วมแสดงพลังความรัก ความทรงจำที่มีต่อในหลวง รัชกาลที่ 9  เพื่อน้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิของพระองค์ท่านโดยผ่านกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย        ประกอบด้วยโซนแรก  เกี่ยวกับ นิทรรศการพิเศษ หัวข้อชุมชน บุคคลน้อมนำ และ พระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9การจัดแสดงต้นชาอัสสัม     นำเสนอเรื่องราวของชาอัสสัมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานให้กับกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงทางภาคเหนือ ปลูกเพื่อสร้างอาชีพและรายได้    พร้อมกับอบรมปฏิบัติการ 3 วิชา    การจัดแสดงกาแฟ นำเสนอเรื่องราวของต้นกาแฟที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานให้กลุ่มชาติพันธุ์บนที่สูงทางภคเหนือปลูกทดแทนการปลูกฝิ่น เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ โดยมีการนำเสนอต้นกาแฟ  ลูกกาแฟ การคั่วกาแฟ การบด การชงกาแฟ พร้อมกับอบรมปฏิบัติการ 3 วิชา

การจัดแสดงปลานิล “โปรตีนพระราชาทานจากพระราชา”  นำเสนอความสำคัญของปลานิลที่สร้างอาหารและสร้างเศรษฐกิจของประเทศเป็นการสานต่องานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานเป็นแนวทางให้เกษตรกรได้นำไปใช้ พร้อมกับอบรมปฏิบัติการ 3 วิชา    การอบรมปฏิบัติการเรื่องการขยายพันธุ์มะม่วงมหาชนก   การจัดแสดงเรื่องการราวการน้อมนำการสร้างอาชีพด้วยการเลี้ยงวัวนม  อาชีพพระราชทานจากสายพระเนตรยาวไกลที่ทรงเล็งเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่าและเกษตรกรไทยได้มีอาชีพที่มั่นคง นำเสนอเรื่องราวการน้อมนำและปรับประยุกต์โรงสีข้าวขนาดใหญ่มาให้เป็นขนาดเล็กและเกษตรกรสามารถบริหารจัดการเองได้

นายสหภูมิ    กล่าวด้วยว่า  พืชเมืองหนาวนับเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่เกิดจากสายพระเนตรอันยาวไกลของพระองค์ท่าน  ซึ่งทรงได้พระราชทานพืชผัก ผลไม้ เมืองหนาวให้คนไทยได้ปลูก และสร้างอาชีพ สร้าง     การจัดแสดงการทำโซล่าเซลล์ และเรื่องราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเรื่องโซลาเซลล์ให้ประชาชนใช้ทดลองใช้เพื่อลดต้นทุนและใช้ในพื้นที่ห่างไกล    การจัดแสดงการปลูกยางนาและการนำยางนามาทำเป็นไบโอดีเซลล์ นำเสนอเรื่องราวจากต้นยางนาเป็นพลังงานทดแทนน้ำมันดีเซลช่วยลดทุนการเกษตรเป็นการต่อยอด นำภูมิปัญญาชาวบ้าน บวกกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในการเกษตร

ส่วนโซนที่ 2 เป็นนิทรรศการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ประกอบด้วย นิทรรศการชุด “รอยยิ้มของพ่อ” จัดแสดงเรื่องราวภาพรอยยิ้มของพ่อ ภาพเสด็จไปยังภูมิภาคต่าง ๆ การทรงงานของพระองค์ท่าน และจัดแสดงสิ่งพิมพ์  วัตถุสิ่งของที่เกี่ยวเนื่อง และ การเขียนข้อความแสดงการน้อมรำลึก ณ โถงอาคาร 1   นิทรรศการเสด็จเยือนพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ  บริเวณด้านหน้าป้ายพิพิธภัณฑ์การเกษตร   นิทรรศการภาพวาดศิลปะร่วมสมัย “ในหลวง ในความทรงจำ” โดยศิลปินทั่วประเทศ จำนวน 50 คน เพื่อน้อมรำลึกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ณ อาคาร 2   นิทรรศการภาพวาด “ในหลวง ของปวงชน” ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ในรัชกาลที่ 9 โดยศิษย์เก่าคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ 5 ชั้น 3

และ ส่วนโซนที่ 3 เป็นการเผยแพร่องค์ความรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง สำหรับประชาชนทั่วไปโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ประกอบด้วย   การอบรมวิชาของแผ่นดิน วันละ 4 วิชา รวม จำนวน 12 วิชา ณ อาคาร 2 โดยวิทยากรผู้ปฏิบัติจริง  ได้แก่ เกษตรพอเพียงตามรอยพ่อ เกษตรผสมผสาน  ไผ่:ไม้สารพัดนึก บันได 9 ขั้นสู่ความยั่งยืน  จิ้งหรีดเลี้ยงง่ายกำไรงาม เกษตรสร้างสุข ทฤษฎีไร่นาสวนผสม และ ๑ ไร่วัยทำงาน การทำสารชีวภัณฑ์กำจัดแมลงโรคพืช  โซล่าเซลล์เพื่อการเกษตร สวนผสมผสานตามอย่างพ่อ และ ๑ ไร่รอบบ้าน สร้างสวนเกษตรธรรมชาติ การอบรมเชิงปฏิบัติการ วันละ 2 วิชา รวม จำนวน 6 วิชา ณ พื้นที่ลานมาเรียน ได้แก่ การทำน้ำสลัดงาญี่ปุ่น  การทำสบู่น้ำมันธรรมชาติ การทำข้าวเกรียบผักหวานป่า ต้นผักตบชวาปลูกผัก การทำเต้าหู้ถั่วเหลือง และ การทำหัวเชื้อไตโครเดอร์มาสำหรับพืช และโซนที่ 4 เป็นการจัด ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง  ณ บริเวณทางเดินเชื่อมต่ออาคารเฉลิมพระเกียรติฯ  โดยความร่วมมือของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯทั้ง 4 ภาค และภาคีความร่วมมือ จำหน่ายอาหารท้องถิ่น ผลผลิต ผลิตภัณฑ์เกษตรปลอดภัย จำนวนกว่า 200 บูท

“พิพิธภัณฑ์เกษตรจึงขอเชิญชวนคนไทยร่วมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 อย่างพร้องเพียง ณ. สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรอย่างพร้อมเพียงระหว่างวันที่ 12-14 ต.ค. 61นี้ โดยวันที่ 13 ต.ค. 61 จะมีการแสดงเป่าขลุ่ยบทเพลงพระราชนิพนธ์ โดยศิลปินแห่งชาติ นายธนิสร์ ศรีกลิ่นดี พร้อมกับการวาดภาพโดยเหล่าศิลปิน 9 คน การแสดงบทเพลงพระราชนิพนธ์ และเพลงที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และการขับเสภารัชกาลที่ 9 กับการเกษตรโดยศิลปิน นายนพพร เพริศแพร้วอีกด้วย” นายสหภูมิ    กล่าว

สหภูมิ   ภูมิธฤติรัฐ

สหภูมิ ภูมิธฤติรัฐ

สนับสนุนข่าวโดย

รัฐบาลเกาะติดสร้างอ่างเก็บน้ำลำสะพุง สนองพระราชดำริสางปัญหาน้ำให้คนชัยภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/369274

รัฐบาลเกาะติดสร้างอ่างเก็บน้ำลำสะพุง สนองพระราชดำริสางปัญหาน้ำให้คนชัยภูมิ

รัฐบาลเกาะติดสร้างอ่างเก็บน้ำลำสะพุง สนองพระราชดำริสางปัญหาน้ำให้คนชัยภูมิ

วันอังคาร ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 17.16 น.

“บิ๊กฉัตร” นำทีมลุย “ชัยภูมิ” ติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อน “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริ การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อสร้างคุณภาพชีวิต รายได้ และความสุขอย่างยั่งยืน” พร้อมเช็คความพร้อมโครงการก่อสร้าง “อ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดาริ” แก้ปัญหาน้ำท่วมภัยแล้งซ้ำซากให้คนในพื้นที่ เผยสามารถส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานได้ถึง 24,000 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ 14,160 ครัวเรือน 87,600 คน

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้น้อมนำพระราชดำรัสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่ทรงให้ติดตามขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาอุปสรรคการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ บังเกิดประโยชน์สูงสุดกับราษฎร รวมทั้งน้อมนำศาสตร์พระราชามาใช้ในการบริหารจัดการน้ำของประเทศ รัฐบาลจึงได้มอบให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สนทช. ผนวกการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี พ.ศ.2561-2580 โดยในช่วงระหว่างปี 2562-2565 ได้วางแผนขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่จำนวน 31 โครงการ โดยในปี 2562 เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 5 โครงการซึ่งหนึ่งในนั้น คือ โครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุง อันเนื่องมาจากพระราชดาริ จ.ชัยภูมิ โดยในวันที่ 9 ตุลาคม 2561 ได้นำคณะผู้บริหาร สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ จ.ชัยภูมิ เพื่อติดตามการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และติดตามการเตรียมความพร้อมการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงฯ ต.หนองแวง อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวต่อว่า พื้นที่ จ.ชัยภูมิ อยู่ติดกับเทือกเขาดงพญาเย็น เป็นต้นน้ำแม่น้ำชี แต่มีพื้นที่เก็บกักน้ำน้อย โดยมีเขื่อนขนาดใหญ่เพียง 1 แห่ง คือ เขื่อนจุฬาภรณ์ ความจุ 164 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) นอกจากนี้ยังมีลักษณะพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งเป็นประจำ ในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงทรงมีพระราชดำริในการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำหลายแห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ อ่างเก็บน้ำลำสะพุง เพื่อเก็บกักและชะลอน้ำหลากในฤดูฝนไว้ใช้ในฤดูแล้ง กระทั่งปี 2538 กรมชลประทาน จึงได้ดำเนินการออกแบบศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยพบว่ามีพื้นที่ในเขตป่า 2,100 ไร่ และไม่สามารถขออนุญาตใช้พื้นที่ได้ทั้งหมด ทำให้โครงการต้องชะลอออกไป

อย่างไรก็ตาม ประชาชนในพื้นที่มีความต้องการโครงการนี้เป็นอย่างมาก ดังนั้นเมื่อรัฐบาลเข้ามาและต้องการปฏิรูปการบริหารจัดการน้าอย่างบูรณาการทั่วประเทศ โดยยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก จึงได้มอบให้ สทนช. ผนวกโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดาริต่าง ๆ รวมถึงโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำสะพุงฯ เข้ามาอยู่ในยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำระยะ 20 ปี

“โดยในส่วนการขับเคลื่อนโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำสะพุงฯนั้น ผมได้ประสานไปยัง พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อขอให้เร่งรัดการพิจารณาใช้พื้นที่ รวมทั้งมีการปรับรูปแบบการก่อสร้างเพื่อลดพื้นที่การใช้ป่า และมีการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย จนนำไปสู่การอนุญาตใช้พื้นที่ ซึ่งต้องขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมด้วยช่วยกันในครั้งนี้”

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวต่อว่า อ่างเก็บน้ำลำสะพุงฯ จะเริ่มก่อสร้างในปี 2562 ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 2,965 ล้านบาท ซึ่งเดิมไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณในปี 2562 จึงได้นำเรื่องรายงานไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบ โดย พล.อ.ประยุทธ์ มีความห่วงใยปัญหาของประชาชนมาก จึงได้อนุมัติให้แปรญัตติบรรจุงบประมาณใน พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2562 วงเงิน 100 ล้านบาท เพื่อเริ่มต้นโครงการนี้ และ ในปีต่อไป จะจัดสรรงบประมาณเพื่อเร่งรัดโครงการนี้ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

“อ่างเก็บน้ำลำสะพุงฯ มีปริมาณเก็บกักทั้งสิ้น 32 ล้าน ลบ.ม. ภายหลังจากก่อสร้างเสร็จจะส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่มีน้ำอุปโภคบริโภคอย่างพอเพียง สามารถส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานได้ถึง 24,000 ไร่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้ ประชาชนได้รับประโยชน์ 14,160 ครัวเรือน 87,600 คน ซึ่งสะท้อนให้เราทุกคนเห็นว่า ศาสตร์พระราชาด้านการบริหารจัดการน้ำ เป็นงานวิจัยพัฒนาด้านการบริหารจัดการน้ำในทุกมิติอย่างแท้จริง เพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงนำปัญหาที่มีอยู่จริง มาศึกษาหาแนวทางแก้ไขในทุกมิติ ทรงทดลอง จนแน่พระทัยว่าได้ผล จึงพระราชทานแนวทางให้หน่วยงานดำเนินการ การได้น้อมนำศาสตร์พระราชามาจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ จึงเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้สำหรับรัฐบาลและประชาชนชาวไทยทุกคน” รองนายกรัฐมนตรีกล่าวในตอนท้าย

เดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกร อุ้มสมาชิกกฟก.3.6หมื่นคน-เร่งทำแผนพัฒนาอาชีพเพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368996

news_default

เดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกร อุ้มสมาชิกกฟก.3.6หมื่นคน-เร่งทำแผนพัฒนาอาชีพเพิ่มรายได้

วันอังคาร ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2561 เห็นชอบโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรอย่างยั่งยืน ระหว่างเกษตรกรลูกหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดย ธ.ก.ส. จะปรับโครงสร้างหนี้ให้กับเกษตรกรสมาชิกกองทุนพื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรอย่างยั่งยืน (กฟก.) 36,605 ราย มูลหนี้ 6,300 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ที่เป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 และเป็นหนี้รายละไม่เกิน 2.5 ล้านบาท ด้วยการพักเงินต้นครึ่งหนึ่ง และดอกเบี้ยทั้งหมดไว้ก่อน สำหรับเงินต้นอีกครึ่งหนึ่ง ให้เกษตรกรทำสัญญาผ่อนชำระตามกรอบเวลาที่ตกลงกัน แต่ไม่เกิน 15 ปี คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-3 หรือดอกเบี้ยที่ถูกที่สุด เมื่อเกษตรกรผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาใหม่เรียบร้อยแล้ว ดอกเบี้ยที่พักไว้ ธ.ก.ส. จะพิจารณายกให้เกษตรกร ส่วนเงินต้นที่เหลืออีกร้อยละ 50 ให้นำมาปรับโครงสร้างใหม่

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง อาทิกรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ ฯลฯ จัดทำแผนพัฒนาอาชีพแก่เกษตรกรภายใต้งบประมาณ 20 ล้านบาท ซึ่งจะใช้แนวทางการส่งเสริมอาชีพที่ครอบคลุมไปจนถึงแผนการรับซื้อ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้สามารถนำมาชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ได้ภายในกำหนดเวลาและมีรายได้ในการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน คาดว่าแผนพัฒนาอาชีพดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน

“สำหรับเกษตรกรที่เป็นลูกหนี้ธนาคารอื่น ๆ นอกเหนือจากหลักเกณฑ์การแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิก กฟก. ที่เป็นลูกหนี้ ธ.ก.ส. ตามที่เสนอ ครม.ไปแล้วนั้น นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ รับมาพิจารณา โดยจะหารือร่วมกับเกษตรกรที่เป็นลูกหนี้ และธนาคารเจ้าหนี้ เพื่อหาทางช่วยเหลือในแนวทางเดียวกับลูกหนี้ ธ.ก.ส. ต่อไปโดยให้รวบรวมหลักการเหตุผลเสนอ ครม. เพื่อพิจารณา และกำชับว่าต้องไม่ให้เสียวินัยทางการเงินการคลังของประเทศด้วย” นายกฤษฎากล่าว

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์โคนมสอยดาว’ไปได้สวย ‘ไทยนิยม ยั่งยืน’ต่อยอดธุรกิจนมโรงเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368999

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์โคนมสอยดาว’ไปได้สวย ‘ไทยนิยม ยั่งยืน’ต่อยอดธุรกิจนมโรงเรียน

วันอังคาร ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โครงการไทยนิยม ยั่งยืน แผนพัฒนาประเทศ ที่มีกลไกการขับเคลื่อนตั้งแต่ระดับชาติสู่ระดับพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในรูปแบบประชารัฐ ลดความเหลื่อมล้ำ และสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชน โดยการพัฒนาและแก้ปัญหาความเดือดร้อนตามความต้องการของประชาชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านเศรษฐกิจและสังคม ภายใต้แนวคิด คนไทยไม่ทิ้งกัน ชุมชนอยู่ดีมีสุข และวิถีไทยวิถีพอเพียง

สหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด จังหวัดจันทบุรี เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่ได้รับการจัดสรรเงินเพื่อสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร จากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน จำนวน 5,355,000 บาท และสหกรณ์ฯ จ่ายสมทบอีก 535,000 บาท โดยเงินที่ได้รับจัดสรรครั้งนี้ สหกรณ์ฯได้จัดหาอุปกรณ์ใหม่ทดแทนอุปกรณ์เดิมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำนมพาสเจอร์ไรส์ ได้แก่ ห้องเย็นตั้งพื้นสำเร็จ Temp o-50C ขนาด 4 x 6 x 3.10 เมตร จำนวน 1 ห้อง อุปกรณ์ปรับปรุงระบบพาสเจอร์ไรส์ ขนาด 1,000 ลิตรต่อชั่วโมง จำนวน 1 ชุด และเครื่องตรวจคุณภาพน้ำนมดิบ จำนวน 1 เครื่อง

นายวินนา ศรีสงคราม

นายวินนา ศรีสงคราม ประธานกรรมการสหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด กล่าวว่า ตนรู้สึกดีใจมากที่รัฐบาลมีโครงการดีๆ แบบนี้ ขอขอบคุณรัฐบาลและกรมส่งเสริมของสหกรณ์ ที่ได้อนุมัติงบประมาณจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน มาให้สหกรณ์ฯส่งผลให้สมาชิกและสหกรณ์สามารถเพิ่มรายได้ และลดต้นทุนให้กับสมาชิกในการประกอบธุรกิจ ได้รับประโยชน์จากอุปกรณ์ที่ได้รับสนับสนุนจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เป็นอย่างมาก ทำให้สามารถผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ได้มากขึ้นอีกเท่าตัว โดยอุปกรณ์ปรับปรุงระบบพาสเจอร์ไรส์ชุดเดิม มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 500 ลิตรต่อชั่วโมง สำหรับอุปกรณ์ปรับปรุงระบบพาสเจอร์ไรส์ชุดใหม่มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1,000 ลิตรต่อชั่วโมง อีกทั้งยังได้ห้องเย็นที่มีมาตรฐานในการเก็บนมที่ผลิตเสร็จรอจำหน่าย เพื่อรองรับกำลังการผลิตที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย และอุปกรณ์อีกชิ้นหนึ่งที่ถือว่าสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันคือ เครื่องตรวจคุณภาพน้ำนมดิบ (เครื่องตรวจองค์ประกอบน้ำนม TS-SCC) ซึ่งก่อนนำน้ำนมสู่กระบวนการผลิต จำเป็นต้องมีการตรวจสอบจำนวนเซลล์ และคุณภาพน้ำนม ก่อนทุกครั้ง

ซึ่งสำหรับเครื่องใหม่นี้สามารถวัดค่า SCC (เชื้อเต้านมอักเสบ) เพิ่มเติมจากเครื่องเดิมที่วัดได้เพียงค่า Fat (ไขมัน), SNF (ของแข็งไม่รวมไขมัน),Density (ความถ่วงจำเพาะ), Protein (โปรตีน), Freezing Point, Lactose เท่านั้น ทำให้สหกรณ์ฯ สามารถแจ้งสมาชิกได้อย่างรวดเร็ว เมื่อค่าน้ำนมไม่ได้มาตรฐาน หรือมีการติดเชื้อของแม่วัว เพื่อสมาชิกจะได้นำวัวไปรักษาได้ทันการณ์ ไม่ต้องรอผลการตรวจจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออก (ศวพ.) ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 7 วัน จึงจะรู้ผลการตรวจ เดิมสหกรณ์ฯได้นำนมส่งตรวจสอบคุณภาพที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออก (ศวพ.) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูง อุปกรณ์ดังกล่าวทำให้สหกรณ์ฯ ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลา ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด และได้รับผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว

สำหรับสหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด นั้น ได้จดทะเบียนเป็นสหกรณ์เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2534 มีสมาชิกแรกตั้ง 189 ราย ด้วยทุนเรือนหุ้น 98,200 บาท และได้ดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2535 เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกสามารถช่วยเหลือตนเองได้ มีธุรกิจแบบพอเพียง เข้มแข็ง ครอบครัวสมาชิกมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยการนำอุดมการณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์มาใช้ปัจจุบันสหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด มีสมาชิกจำนวน 206 ราย มีทุนเรือนหุ้น 9,826,320 บาท สหกรณ์ฯได้รับจัดสรรสิทธิ์ MOU เพื่อจำหน่ายน้ำนมพาสเจอร์ไรส์ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และโรงเรียนเอกชน ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีตามโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน จำนวน 40,776 ถุง/คน/วัน โดยมีการตกลงราคาจำหน่ายตามราคากลางที่รัฐบาลกำหนด ดังนั้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตน้ำนมที่เพิ่มมากขึ้นและให้ได้มาตรฐาน สหกรณ์ฯจึงจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่ทันสมัยมากขึ้น อุปกรณ์ที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน จึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อสมาชิกสหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด ที่จะผลิตน้ำนมที่มีประสิทธิภาพออกจำหน่ายต่อไป

ทำสำเร็จบริหารผลไม้พ้นวิกฤติ เกษตรฯเล็งขยายผลสู่สินค้าอื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368993

news_default

ทำสำเร็จบริหารผลไม้พ้นวิกฤติ เกษตรฯเล็งขยายผลสู่สินค้าอื่น

วันอังคาร ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะฝ่ายเลขานุการฯของคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ได้ร่วมกันกำหนดแนวทางการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2561 ให้จังหวัดบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จด้วยตนเอง โดยใช้แผนบริหารจัดการผลไม้เป็นเครื่องมือกำกับ ติดตามการปฏิบัติงานครอบคลุมทั้งเรื่องการจัดการเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณ

โดยดำเนินการตั้งแต่ต้นทาง เช่น การส่งเสริมการผลิตลำไยนอกฤดู ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 ส่งผลให้สัดส่วนการผลิตลำไยนอกฤดู ปี 2561 เพิ่มสัดส่วนต่อลำไยในฤดู
เป็น 60 : 40 จากเดิมผลิตได้ในสัดส่วน 80 : 20 ผลผลิตก็ไม่เกิดการกระจุกตัว มีให้รับประทานได้ตลอดทั้งปี ส่วนการดำเนินการช่วงกลางทาง มีการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพไม้ผลสู่มาตรฐานและยกระดับสู่การรับรอง GAP ส่วนปลายทางนั้นได้ประสานหาตลาด เพื่อรองรับผลผลิตที่จะออกมา พร้อมรายงานสถานการณ์การผลิต การตลาด สภาพปัญหาของผลไม้ทุกวัน เพื่อเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดให้เกิดความสมดุล

ผลจากการปฏิบัติตามแผนนั้น ทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือ สามารถดำเนินการไปในทิศทางที่ดี ลดการใช้เงินสนับสนุนจากภาครัฐไม่มีการแทรกแซงราคา กลไกตลาดเป็นไปอย่างปกติตลอดฤดูกาล ซึ่งเมื่อเทียบราคาผลผลิตในช่วงที่ผลไม้ออกมากที่สุด ปี 2561 เช่น ภาคเหนือ ลำไย AA ต้นทุนการผลิตที่ 10.70 บาท/กิโลกรัม ขายได้ราคา 31 บาท เพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา 6.4 บาท ส่วนภาคตะวันออกทุเรียน A ต้นทุนการผลิตที่ 17.70 บาท/กิโลกรัม ขายได้ราคา 77.21 บาท เพิ่มขึ้น 5.38 บาท

“จากการวางแผนการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2561 และการปฏิบัติตามแผนอย่างเข้มแข็งจากทุกภาคส่วน ส่งผลให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีระบบ ระเบียบ ผลไม้ที่ผลิตออกมามีคุณภาพ สามารถส่งออกไปยังในต่างประเทศ สร้างมูลค่าที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งมีให้คนในประเทศได้รับประทานตลอดทั้งปี และเพราะความสำเร็จในปีนี้ สามารถใช้เป็นต้นแบบหรือแนวทางเพื่อขยายผลการบริหารจัดการสู่สินค้าเกษตรชนิดอื่นต่อไปได้ในอนาคต” นายสำราญ กล่าว

คำถาม ผมอยากจะทำสารกำจัดวัชพืช ไว้ใช้เอง เอาอย่างชนิดที่ไม่เป็นอันตราย และไม่มีสารตกค้าง จะใช้อะไรทำอย่างไรมาทำได้บ้างครับ

รักษ์เกษตร : ​ทำสารกำจัดวัชพืช จากวัสดุในครัวเรือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368989

รักษ์เกษตร : ​ทำสารกำจัดวัชพืช จากวัสดุในครัวเรือน

วันอังคาร ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากจะทำสารกำจัดวัชพืช ไว้ใช้เอง เอาอย่างชนิดที่ไม่เป็นอันตราย และไม่มีสารตกค้าง จะใช้อะไรทำอย่างไรมาทำได้บ้างครับ

สมเหตุ รัตนชีวิน

อ.เมือง จ.สิงห์บุรี

คำตอบ

วัชพืช เป็นปัญหาใหญ่ ที่ก่อกวนพื้นที่การทำเกษตรกรรมอย่างมาก เกษตรกรควรรู้วิธีการกำจัดวัชพืชโดยทางเลือกแล้ว อาจไม่ใช้สารเคมี โดยสามารถผลิตได้เองในครัวเรือน จะช่วยประหยัดต้นทุนการผลิต และไม่เกิดผลตกค้างแก่สิ่งแวดล้อมและพืชที่ปลูกอีกด้วย

วัชพืช มีกี่ชนิด อะไรบ้าง

1.วัชพืชใบแคบวงศ์หญ้า เป็นวัชพืชใบแคบ มีใบเลี้ยงเดียว ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด เมื่อเมล็ดสุกแก่แล้ว จะร่วงลงดิน เมื่อพบกับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ก็จะเจริญเติบโตขึ้นมา เช่น หญ้าคา หญ้าแพรก หญ้าขาว ฯลฯ

2. วัชพืชใบกว้าง เป็นวัชพืชที่มีใบขนาดใหญ่ เป็นได้ทั้งใบเลี้ยงเดี่ยวและใบเลี้ยงคู่ มีใบกว้าง เส้นใบเป็นร่างแห เช่น หญ้าผักโขมหนาม และผักเบี้ยใหญ่ ฯลฯ

3. วัชพืชจำพวกกก เป็นวัชพืชที่มีใบยาวเรียว ลำต้นเป็นสามเหลี่ยม เช่น กกทราย และแห้วหมู ฯลฯ ตัวอย่างที่เป็นแนวทางเลือกเบื้องต้น ที่มีผู้สนใจนำไปปฏิบัติและปรับใช้จนเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ดังนี้

สูตรที่ 1 สูตรกำจัดวัชพืชใบแคบ เช่น หญ้าปากควาย หญ้าตีนกา หญ้านก และหญ้าหวาย

-วัสดุที่ใช้ มีดังนี้ 1) เกลือทะเลชนิดเม็ด 2) กากน้ำตาล และ 3) น้ำเปล่า

-วิธีการทำ นําเกลือแกง มาผสมกับกากน้ำตาล และน้ำในอัตราส่วน 1:1:1 คนให้เข้ากัน แล้วหมักทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน จากนั้นนําไปฉีดพ่นวัชพืช ในขณะที่มีแดด ต้องไม่มีเค้าฝน มิเช่นนั้น ฝน
จะชะล้างสารออกหมด วัชพืชจะแห้งเหี่ยวตายไปเองตายในเวลาประมาณ 1-2 วัน เนื่องจากสารชีวภาพนี้จะไปหยุดการทํางานในระบบการหายใจและสังเคราะห์แสงของพืช ทําให้ระบบการทํางานของวัชพืชเสียหาย ไม่สามารถหายใจและสังเคราะหแสงได้

สูตรที่ 2 สูตรกำจัดวัชพืชใบเลี้ยงเดี่ยว  เช่น หญ้าคา และหญ้าดอกขาว

-วัสดุที่ใช้ มีดังนี้ 1) สับปะรด 20 กิโลกรัม 2) เกลือ 10 กิโลกรัม 3) โซดาไฟ 1 กิโลกรัม และ 4) น้ำ 20 ลิตร

-วิธีการทำ นำสับปะรดมาสับให้ละเอียด แล้วผสมเกลือและน้ำลงไปด้วย กวนให้เข้ากัน แล้วผสมโซดาไฟ หมักทิ้งไว้ 15 วัน เมื่อจะนำไปใช้ ให้ผสมน้ำหมักที่ได้ 100 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้พ่นสัปดาห์ละครั้ง วัชพืชจะตาย เพราะสูญเสียการสังเคราะห์คลอโรฟิลล์ และทำให้กลายเป็นใบด่างขาว อันเป็นผลจากโซดาไฟที่แตกตัวกลายเป็นสารไฮโดรคลอริก

สูตรที่ 3 สูตรกำจัดวัชพืชประเภทใบกว้าง และใบเรียวยาว เช่น ผักโขมหนาม และแห้วหมู

-วัสดุที่ใช้ มีดังนี้  1) เกลือแกง 5 กิโลกรัม 2) กากน้ำตาล 2 ลิตร 3) กลีเซอรีน 2 ลิตร หาซื้อได้จากปั๊มน้ำมันทั่วไป 4) น้ำ 20 ลิตร และ 5) ถังหมักชนิดทึบแสง ขนาด 50 ลิตร แบบมีฝาปิด

-วิธีการทำ นำส่วนผสมทั้งหมดเทลงไปในถังหมัก แล้วคนให้เข้ากัน ปิดฝาให้มิดชิด และเก็บในที่ร่ม หมักไว้ 1 คืน จากนั้นนำไปกรองเอากากออก เก็บเอาไว้เฉพาะน้ำหมัก เมื่อจะนำไปใช้ให้นำน้ำหมักไปฉีดพ่นได้เลย จะเห็นผลใน 2-3 สัปดาห์

ทางเลือกที่นำเสนอนี้ ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่ได้ทดลองปฏิบัติ จนเห็นผลสำเร็จ เกษตรกรและผู้สนใจ สามารถติดต่อสอบถามวิธีการปฏิบัติและปรับใช้ให้เหมาะทรัพยากรในท้องถิ่นกับหน่วยราชการ องค์กรพัฒนาภาคเอกชน หรือกลุ่มเกษตรกร นะครับ

นาย รัตวิ

รณรงค์ปลูกปอเทืองทั่วประเทศ นับถอยหลังบานสะพรั่งพร้อมกัน‘5 ธันวาคม’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368997

news_default

รณรงค์ปลูกปอเทืองทั่วประเทศ นับถอยหลังบานสะพรั่งพร้อมกัน‘5 ธันวาคม’

วันจันทร์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 16.00 น.

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO และองค์การสหประชาชาติ หรือ UN ได้ให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานวันดินโลก ในวันที่ 5 ธันวาคม 2561 เพื่อสืบสานศาสตร์พระราชาและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ด้านการพัฒนาดิน
โดยกระทรวงเกษตรฯมีกำหนดจัดกิจกรรมตลอดทั้งเดือนธันวาคม และกำหนดจัดงานมหกรรมวันดินโลกอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 5-7 ธันวาคม ณ พิพิธภัณฑ์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหัวข้อ “น้อมนำศาสตร์พระราชา พัฒนาที่ดินอย่างยั่งยืน คืนชีวิตให้แก่ดิน คืนความสุขให้แก่เรา” ผ่านนิทรรศการจากหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และภาคีเครือข่าย รวมทั้งจัดกิจกรรม ณ ศาลากลางหรือสถานที่ที่แต่ละจังหวัดเห็นสมควร และเป็นการดำเนินงานร่วมกันจากหลายภาคส่วนทั้งหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนราชการต่างๆ และภาคเอกชน พร้อมเชิญหน่วยงานต่างประเทศร่วมงานวันดินโลก ได้แก่ คณะทูตานุทูต 70 ประเทศ สมาชิก ASP 23 ประเทศ ASEAN 9 ประเทศ

นอกจากนี้ ในช่วงเดือนตุลาคมยังได้กำหนดจัดกิจกรรมปลูกปอเทืองขับเคลื่อนงานวันดินโลก และรณรงค์ปลูกปอเทือง เพื่อให้บานสะพรั่งพร้อมกันในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร วันที่ 5 ธันวาคม โดยจะดำเนินการในพื้นที่ 329 แห่ง ทั่วประเทศ เป้าหมายจำนวน 26,376 ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ปอเทืองทั้งสิ้น 133 ตัน ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินได้จัดส่งเมล็ดพันธุ์ให้กับสถานีพัฒนาที่ดินทุกแห่งเรียบร้อยแล้ว

“การจัดงานวันดินโลกปีนี้ เน้นการแสดงผลความสำเร็จของการน้อมนำศาสตร์พระราชาด้านการจัดการดินมาต่อยอด เพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรดิน น้ำ นำไปสู่ความมั่นคงทางอาหาร และการขจัดความอดอยากหิวโหย โดยการบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงานในคณะกรรมการวันดินโลกดำเนินกิจกรรมทั่วประเทศ เพื่อมุ่งเน้นการสร้างการรับรู้ และการมีส่วนร่วมทั้งภาคการศึกษา ศาสนา ภาครัฐ เอกชน องค์กรต่างประเทศ ชุมชน และประชาชน” นายวิวัฒน์ กล่าว

เกษตรฯผนึกกำลัง‘มหาดไทย’ขับเคลื่อน n ปูพรม33จังหวัดเดินหน้าโครงการปลูกข้าวโพดหลังนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368792

news_default

เกษตรฯผนึกกำลัง‘มหาดไทย’ขับเคลื่อน n ปูพรม33จังหวัดเดินหน้าโครงการปลูกข้าวโพดหลังนา

วันจันทร์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา โดยสนับสนุนสินเชื่อเพื่อปัจจัยการผลิตให้เกษตรกร รวมทั้งประสานภาคเอกชนเข้ามารับซื้อผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม มีการประกันความเสี่ยงให้กับเกษตรกรเมื่อประสบภัยพิบัติ โดยกระทรวงเกษตรฯได้แต่งตั้งคณะทำงานระดับจังหวัดและระดับอำเภอเพื่อขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว รวมทั้งประสานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ รวมทั้งเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาการอำเภอเข้าร่วมเป็นคณะทำงาน

“พร้อมกันนี้ยังได้ร่วมประชุมผ่านวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อชี้แจงรายละเอียดขั้นตอนการปฎิบัติงาน โดยประสานขอความร่วมมือจากผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ใน 33 จังหวัดเป้าหมาย เร่งดำเนินโครงการ และทำความเข้าใจกับเกษตรกรให้ขยายพื้นที่เข้าร่วมโครงการให้มากที่สุด พร้อมยืนยันมีผู้รับซื้อแน่นอน รวมทั้งมีการประกันราคา และสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่สุดหมื่นละ 1 บาท อีกทั้งประกันภัยกรณีเกิดภัยพิบัติได้รีบเงินชดเชยเพิ่มเติมอีก”

นายกฤษฎากล่าวต่อว่า สำหรับพื้นที่ 33 จังหวัด ได้ตรวจสอบแล้วว่า มีสภาพดินเหมาะสมต่อการปลูกข้าวโพดให้ปรับเปลี่ยนจากการทำนาปรังมาปลูกข้าวโพดอาหารสัตว์ ซึ่งพื้นที่ปลูกมีทั้งในและนอกเขตชลประทาน โดยมอบหมายกรมชลประทานจัดสรรน้ำส่งให้เพียงพอตลอดระยะเวลา 4 เดือนของอายุการปลูก อีกทั้งให้สหกรณ์จังหวัดรวมกลุ่มสหกรณ์การเกษตรที่อยู่ในพื้นที่เข้าร่วมโครงการ และให้สหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชน ทำหน้าที่รวบรวมเกษตรกรรายย่อยที่เป็นสมาชิกมาเพาะปลูกในระบบเกษตรแปลงใหญ่ ไม่ให้ปลูกแบบกระจาย เพื่อให้การเข้าไปส่งเสริม การช่วยดูแล ตลอดจนการรวบรวมผลผลิตทำได้สะดวก

รายงานพิเศษ : ก้าวต่อไปของ แอปเตอร์ (APTERR) 7 ปี กับบทบาทองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินระดับภูมิภาคอาเซียนบวกสาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/368794

รายงานพิเศษ : ก้าวต่อไปของ แอปเตอร์ (APTERR) 7 ปี กับบทบาทองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินระดับภูมิภาคอาเซียนบวกสาม

วันจันทร์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

แอปเตอร์ (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve : APTERR) องค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม เป็นองค์กรที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ 13 ประเทศ ประกอบไปด้วยประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ร่วมกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เพื่อสำรองข้าวสำหรับบริโภคในกรณีเกิดภัยพิบัติฉุกเฉินทางธรรมชาติ โดยประเทศไทยได้รับความไว้วางใจให้จัดตั้งสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (APTERR) ขึ้นในประเทศ เพื่อเป็นหน่วยงานกลางทำหน้าที่ประสานงานในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ โดยได้ดำเนินงานมาเป็นเวลา 7 ปี ในวันที่ 7 ตุลาคม 2561 นี้ พร้อมกับกำลังก้าวสู่ปีที่ 8 ต่อไป

นายชาญพิทยา ฉิมพาลี ผู้จัดการทั่วไป สำนักเลขานุการ APTERR กล่าวว่า แอปเตอร์ ในฐานะองค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาคของอาเซียนบวกสาม มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานเพื่อสำรองข้าวไว้สำหรับบริโภค และเมื่อเกิดความจำเป็นกรณีภัยพิบัติฉุกเฉิน นับเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของประชาชนในประเทศสมาชิก 13 ประเทศ

สำหรับประเภทของการสำรองข้าวของแอปเตอร์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1.ข้าวสำรองในรูปสัญญา (Earmarked
Reserve) เป็นข้าวสำรองฉุกเฉินของอาเซียน (ASEAN Emergency Rice Reserve : AERR) ภายใต้ข้อตกลงการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Food Security Reserve : AFSR) ที่ได้ทำไว้ในปี 2522 รวมทั้งสิ้น 87,000 ตัน จนกระทั่งปี 2545 มีการขยายขอบเขตสมาชิก รวมอีก 3 ประเทศ คีน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ทำให้มีปริมาณข้าวสารสำรองเพิ่มขึ้นเป็น 787,000 ตัน ปัจจุบันมีปริมาณข้าวสำรองในรูปสัญญาของประเทศสมาชิก ประกอบด้วย ประเทศบรูไน 3,000 ตัน กัมพูชา 3,000 ตัน อินโดนีเซีย 12,000 ตัน สปป.ลาว 3,000 ตัน มาเลเซีย 6,000 ตัน เมียนมา 14,000 ตัน ฟิลิปปินส์ 12,000 ตัน สิงคโปร์ 5,000 ตัน ไทย 15,000 ตัน เวียดนาม 14,000 ตัน จีน 300,000 ตัน ญี่ปุ่น 250,000 ตัน และเกาหลีใต้ 150,000 ตัน 2.ข้าวสำรองจริง (Stockpiled Reserve) เป็นข้าวที่มีอยู่จริงหรือเงินสด ซึ่งได้รับบริจาคจากประเทศสมาชิก เพื่อนำไปช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินทางธรรมชาติรุนแรง หรือช่วยขจัดความยากจน และอดอยากแก่ประชาชนในภูมิภาค

ด้านวิธีการในการดำเนินกิจกรรมหลักๆ ประกอบไปด้วย 3 รูปแบบ ได้แก่ โปรแกรม 1 (Tier 1) คือ การระบายข้าวสำรองในรูปสัญญา ภายใต้สัญญาซื้อขายล่วงหน้า โปรแกรม 2 (Tier 2) คือ การระบายข้าวสำรองในรูปสัญญา ภายใต้การดำเนินการในรูปแบบอื่นๆ เป็นการสำรองข้าวสารไว้สำหรับการทำสัญญาซื้อขายเมื่อขณะหรือเมื่อเกิดภัยพิบัติฉุกเฉินแล้ว และ โปรแกรม 3 (Tier 3) คือ การระบายข้าวสำรองจริงแบบให้เปล่า เพื่อบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรม เมื่อประเทศสมาชิกมีการร้องขอ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความยากจนหรือลดปัญหาภาวะขาดอาหารเป็นการระดมข้าวโดยการบริจาคข้าวสารหรือตัวเงินช่วยเหลือประทศสมาชิกแบบให้เปล่ากรณีเกิดภัยพิบัติฉุกเฉิน

นายชาญพิทยา กล่าวว่า โดยตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็น การระบายข้าวภายใต้ Tier 3 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในประเทศสมาชิกใน 7 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม รวมเป็นปริมาณข้าวทั้งหมด 23,920 ตัน ซึ่งบริจาคโดยประเทศสมาชิกแอปเตอร์ ได้แก่ ประเทศมาเลเซีย ไทย จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ทั้งนี้ในปี 2561 แอปเตอร์ ได้นำข้าวซึ่งได้รับบริจาคจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติต่างๆ และแก้ปัญหาความยากจน รวมถึงนำข้าวที่ได้รับบริจาคไปเก็บไว้ประเทศสมาชิกเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ รวม 15,593 ตัน ใน 5 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งรวมถึงข้าวที่ได้รับบริจาคจากเกาหลีใต้ปริมาณ 1,300 ตัน ที่กำลังจะนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมหนักในเมียนมา และข้าวอีก 1,000 ตัน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมและเหตุการณ์เขื่อนแตกที่ลาว

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานที่ผ่านมาของสำนักเลขานุการ APTERR ได้รับความไว้วางใจและเชื่อมั่นจากประเทศสมาชิกด้วยดีเสมอมา และแม้ว่าที่ผ่านมาการดำเนินงานของแอปเตอร์ส่วนใหญ่จะเป็นการดำเนินงานอยู่ในส่วนของโปรแกรม 3 หรือ Tier 3 คือ การระบายข้าวสำรองจริงแบบให้เปล่า เพื่อบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรม เมื่อประเทศสมาชิกมีการร้องขอ ซึ่งก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งองค์กรดังกล่าวขึ้นมาก็ตาม แต่ในอนาคตแอปเตอร์มองว่าการดำเนินงานโปรแกรม 1 หรือ Tier 1 คือ การระบายข้าวสำรองในรูปสัญญา ภายใต้สัญญาซื้อขายล่วงหน้า น่าจะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น โดยในส่วนนี้เองก็ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสของประเทศไทยในการสำรองข้าวไว้สำหรับขายโดยการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าด้วยเช่นกัน ซึ่งจะเป็นการทำตลาดของประเทศที่เชื่อมโยงกับมาตรการด้านการตลาดข้าวของรัฐเพื่อ
ช่วยเหลือเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถขายข้าวได้ในราคาที่เป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้อ่านที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่สำนักเลขานุการแอปเตอร์ โทร. 0-2579-4816, 0-2579-4817หรือ http://www.APTERR.org